Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เป็นสุข’

มาถึงบทสุดท้ายกันแล้วนะครับ รักนั้นมักเกิดขึ้นได้อย่างที่ไม่คาดหมายมาก่อน และไม่ว่าครั้งใดที่รักเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ควรมีศิลปะจัดการกับรักได้อย่างถูกต้อง ในคำสอนของพระพุทธองค์นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามการมีคู่รัก แต่ทรงเตือนอยู่เสมอถึงการมีสติยั้งคิดในชีวิตคู่ และให้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ คู่รักที่ครองคู่กันก็ไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะถึงจะมีครอบครัวและคู่รัก ทุกๆ คนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ โดยการมีอาชีพที่สุจริต ละความชั่ว หมั่นทำความดี และให้พยายามฝึกฝนจิตใจให้มีความบริสุทธิ์อยู่เสมอ การสำรวมกาย วาจา และใจ การมีสติรู้เท่าทันทั้งโลกรอบข้างและจิตใจของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาให้ทุกๆ คนปฏิบัติเสมอมา แม้ว่าจะมีสามีภรรยา มีลูกหลาน หรือประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม

การรักให้เป็นสุขนั้น บนพื้นฐานของพุทธศาสนา ควรที่จะหมั่นสร้างบุญทั้งฝ่ายหญิงและฝายชาย หากคู่รักทั้งคู่เป็นคู่บุญร่วมกันมา กล่าวคือมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาอยู่ในระดับสูงเสมอกันแล้ว พระพุทธองค์ได้กล่าวว่า หากได้พบเห็นหน้ากันแล้ว แม้เพียงครั้งแรก ก็จะเกิดการเย็นอกเย็นใจ ชุ่มฉ่ำในหัวใจ เกิดความปีติยินดี ผาสุกอย่างบอกไม่ถูก อยากให้เขาหรือเธอนั้น มาอยู่เคียงข้างเราตลอดไป

การรักให้เป็นสุข ควรมีหลักดังต่อไปนี้

1) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน ศรัทธานั้นคือความเชื่อ เช่นเชื่อถือศาสนาเหมือนกัน มีศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อเรื่องกรรมเหมือนกัน หรือเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี เชื่อมั่นในแนวทางการดำรงชีวิตในรูปแบบเดียวกัน เช่น เชื่อว่าค้าขายแล้วรวย ไม่ใช่ว่า ภรรยาไม่เคยเชื่อเลยว่า ค้าขายแล้วจะรวย ปล่อยให้สามีทั้งเชื่อทั้งทำแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้ไม่ถือว่ามีศรัทธาร่วมกัน หรือถ้าหากไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เช่น ไม่เชื่อว่าการคดโกงจะทำให้คนได้ดี เป็นต้น

หากทั้งคู่มีศรัทธาไม่ตรงกัน ก็จะมีความคิด คำพูด และการกระทำที่แตกต่างกัน เรียกว่า คุยเรื่องเดียวกันไม่รู้เรื่อง อาจทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวได้ง่าย แต่ความเชื่อที่มีร่วมกันนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ควรเป็นไปในทางเดียวกัน แต่คงไม่มีใครเลยที่จะเชื่อเหมือนกันในทุกๆ เรื่อง เช่น ภรรยากลัวผี แต่สามีไม่กลัว ภรรยาเชื่อว่าละครทีวีเป็นเรื่องจากชีวิตจริง แต่สามีไม่เชื่อ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ตรงกันเหล่านี้ ถือเป็นธรรมดาของชีวิตคู่ หากมีความเข้าใจตรงกันได้ไม่ขัดแย้งกันในเรื่องสำคัญ ก็ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาตรงกันแล้ว

2) มี ศีล เช่นเดียวกัน ศีลนั้นถูกเปรียบเหมือนเครื่องหอมทางใจ ที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ถือศีลให้มีคุณภาพและเป็นปกติสุข คู่ครองควรมีศีลในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือมีความคิดงดเว้นการทำผิดแบบเดียวกัน เช่น พรานหนุ่มกับพรานสาว ย่อมทนกันได้ เพราะต่างคนต่างมีกลิ่นเลือดจากสัตว์ที่โดนฆ่า และมีกลิ่นอายจากฆ่าฟันสัตว์เช่นเดียวกัน หรือคนกินเจย่อมครองคู่กับคนกินเจเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นคงเป็นการลำบากที่ต้องทนความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายที่ขัดแย้งกับตนเสมอมา หรือการอยู่ร่วมกับคนที่เจ้าชู้ ดื่มสุรา สำส่อน นอนกับใครไม่เลือก ก็คงเป็นการยากที่คู่รักที่ไม่มีพฤติกรรมเหล่านั้นจะอยู่ร่วมได้ หากคู่รักทั้งคู่เป็นคนใจคอซื่อสัตว์รักมั่นต่อกัน มีผัวเดียวเมียเดียว มีศีลที่บริสุทธิ์ดีงามแล้วเหมือนกัน ทั้งคู่ย่อมอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขตลอดไป

3) มี จาคะเสมอกัน จาคะหมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายความรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น คู่ครองที่มีจาคะเสมอกันนั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีจาคะสูงๆ จะมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอกัน อย่างน้อยก็เป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อกัน

หากมีจาคะไม่เสมอกัน เช่น อีกฝ่ายจ้องคิดแต่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายอยู่เสมอ และไม่ชอบทำบุญร่วมกัน ไม่ชอบบริจาค ปล่อยให้อีกฝ่ายทำบุญอยู่ข้างเดียว จะเป็นการยากนักที่จะครองคู่กันยืดยาว และถึงแม้สามารถครองคู่กันยืดเพราะอำนาจบุญแต่ชาติปางก่อน แต่ชาติต่อไปอาจจะไม่ได้เป็นคู่ครองกันอีกก็เป็นได้

หากคู่รักมีจาคะร่วมกันร่วมสละสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นและสังคมร่วมกัน จะยิ่งทำให้ความรักแน่นเฟ้น และมีความสุข ความยินดีร่วมกันทำให้ชีวิตคู่เป็นที่พึ่งให้กันและกัน ประคับประคองกัน เจริญก้าวหน้าร่วมกัน ประสบความสำเร็จพร้อมกัน ชีวิตคู่ของผู้มีจาคะสูงๆ เท่าเทียมกันนั้น ย่อมมีความสุขความเจริญทวีคูณยิ่งๆ ขึ้นไป

4) มี ปัญญา เสมอกัน ปัญญาในทางโลกคือ ความรู้ กล่าวคือ สามารถคุยกันรู้เรื่อง รู้เท่าทันกันและกัน และในทางธรรม คือมีระดับการเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเท่าเทียมกัน ผู้มีปัญญาเสมอกันย่อมมีความเห็นความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น พูดกันด้วยเหตุผลเหมือนกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งพูดด้วยอารมณ์และอีกฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล ซึ่งคงเข้าใจกันได้ยากมาก หรืออีกฝ่ายคิดก่อนทำ ส่วนอีกฝ่ายทำอะไรโดยปราศจากการยั้งคิด ซึ่งคงทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันบ่อยมาก เป็นต้น หากทั้งสองฝ่ายมีสติ ไตร่ตรองยั้งคิด และรักในการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม ก็ย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสติปัญญาที่ดี เป็นคู่รักที่เกื้อหนุนกันและกัน ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม และที่สำคัญคือ ถ้าคู่รักทั้งสองฝ่ายรักกันอย่างมีเหตุผล ก็คงไม่เบื่อหน่ายกันและกันเพียงเพราะเหตุผลทางอารมณ์กาม และเป็นเหตุให้มีความรักที่จริงแท้ หวังดีต่อกันตลอดไป

โดยสรุป การรักอย่างเป็นสุขคือ การที่คู่รักมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และศรัทธาในสิ่งที่ดีงามร่วมกัน ซึ่งจะทำให้รักมีพลานุภาพที่รุนแรงมาก เพราะคู่รักจะมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และแรงศรัทธาในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน และหากเจอปัญหาก็จะร่วมช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคลงจนได้ ที่สำคัญคือ ทั้งคู่ต้องมีธรรมะในหัวใจ ฝึกฝนหลักธรรมอย่างสม่ำเสมอ และมองโลก มองชีวิตในสิ่งที่เป็นแง่ของความจริง ซึ่งก็จะทำให้เกิดความสุข ความสงบในชีวิตคู่อย่างแน่นอน

โฆษณา

Read Full Post »