Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เดี๋ยว’

ก่อนจะเข้าเรื่องสำคัญต่อไปอยากเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานสนุกๆ ที่แฝงสัจธรรมที่คงจะบอกอะไรได้บางอย่าง

 

โปรดอ่านและพิจารณากันดู ถ้ารอบแรกยังไม่เข้าใจขอให้อ่านสัก 2-3 รอบ

 

มีชาวนาจีนแก่ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนมุ่งหน้าไปสู่ท้องนาของตนซึ่งเป็นกิจวัตรที่คุ้นตาของคนในละแวกนั้นบนบ่าของเขามีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ซึ่งเขาเตรียมไว้กินในมื้อเที่ยงในนาของเขา

 

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เดินไปทำงานเหมือนเช่นเคยทุกวัน เขาเกิดเดินสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาและเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัยว่าว่า

 

“นี่ๆ ท่านพ่อเฒ่า ท่านไม่รู้เลยหรือว่าหม้อดินหล่นลงมาแตกกระจัดกระจายที่พื้นอย่างนี้ ท่านแก่เฒ่าและเลอะเลือนถึงขนาดจำอะไรไม่ได้เชียวหรือท่าน”

 

ชายชราหันไปมองชายหนุ่มและที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ ตอบว่า

 

“โธ่ พ่อหนุ่มข้ายังไม่แก่ปานนั้นหรอก และ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

 

ชายหนุ่มยิ่งมีสีหน้างุนงงและประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

 

“อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปจัดการอะไรสักอย่างล่ะ”

 

สีหน้าของผู้เฒ่ายังคงระบายยิ้มด้วยความเอ็นดูและเมตตา

 

 ขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า

 

“ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะ พ่อหนุ่มเอ๋ย”

 

พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็เดินหัวเราะเสียงดังและย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงปล่อยให้ชายหนุ่มผู้หวังดียืนเกาหัวอยู่คนเดียว

 

ชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์กำลังสอนชายหนุ่มและสอนคนที่มีปัญญาในทางอ้อมว่า

 

ในชีวิตของคนเรานั้นวันวานนี้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา อะไรที่สูญเสียไปแล้วใน อดีตนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกมันให้ย้อนกลับคืนมาได้

 

แล้วทำไมคนเป็นจำนวนมากถึงมัวแต่มานั่งเสียเวลาคร่ำครวญกับสิ่งที่เปล่าประโยชน์ที่ผ่านเลยไปแล้วเมื่อวานและเหตุใดจึงไม่ยอมเสียเวลาและทุ่มเทไปกับสิ่งดีๆ ที่ควรจะทำในวันนี้และและจะส่งผลในอนาคต

 

หากเปรียบเทียบกับกรรมเก่าที่ติดตัวเรามา เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรได้แล้วเมื่อเกิดมาแล้ว มีแต่ความจริงในปัจจุบันเท่านั้น เราเรียนรู้ที่มาเรื่องกรรมต่างๆ เพื่อไม่ให้เราไปทำซ้ำให้ชีวิตพินาศลงไปอีก

 

เราเรียนรู้เรื่องธรรมเพื่อนำชีวิตเราไปสู่แสงสว่าง มี”สติ” ใคร่ครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น รู้จักปล่อยวาง ทุกสรรพสิ่งในโลกมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรยั่งยืนเลยแม้แต่สิ่งเดียว

 

อย่าไปนั่งคร่ำครวญอย่างเปล่าประโยชน์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าเกิดมาจน เกิดมาเรียนไม่เก่ง ไม่สวย ไม่หล่อ หรือเจอปัญหาหนักๆ ในชีวิต

 

เอาเวลาของวันนี้มานั่งวางแผนพัฒนาชีวิตอย่างรัดกุม กระทำทุกอย่างแบบถูกต้องได้ผล ใช้ชีวิตและเตรียมรับมืออย่างชาญฉลาด เดินหน้าเพื่อให้วันนี้นั้นดีเสมอในทุกๆ วัน

 

ทุกๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ กรรมดีใหม่สร้างได้เสมอทุกนาที

 

ขอให้ สำรวจตรวจตราเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับความสุข ความร่ำรวยในชีวิต มีอะไรที่ควรจะแก้ ควรจะทำ ควรจะเปลี่ยนแปลงก็ควรทำไม่ต้อมา”เดี๋ยว” กันอีก เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ขอให้มีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า กรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตทุกชีวิตจริงแท้แน่นอนดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

 

เราก็ย่อมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเองได้ เลือกทางเดินของชีวิตเองได้โดยการกระทำทั้งสิ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนนี้ไว้ว่า

 

“บุคคลตั้งอยู่ในตน คือสมบูรณ์แล้วด้วยตน สามารถจะทำกุศลแล้วถึงสวรรค์ หรือเพื่อยังมรรคให้เจริญ หรือทำให้แจ้งซึ่งผลได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ตนแลพึงเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่า? พึงเป็นที่พึ่งของใครได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว จึงชื่อว่า ตนเองย่อมลิขิตตนเองได้ด้วยตนเอง”

 

ถึงแม้ในชาตินี้เราเป็นบัวประเภทไหนใน 4 เหล่า เพราะกรรมแต่งให้เกิดให้เป็นเช่นนั้นเราทุกคนก็สามารถพัฒนาตนเองได้ ใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ ขอให้อ่านแบบละเอียดเพื่อเป็นกำลังใจในการมีธรรมนำทางและชีวิตจะเป็นสุขแน่นอนในชาตินี้

 

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยสัจธรรมที่สุขุมภีรภาพ อาจจะยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้

 

ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทรงจำแนกบุคคลในโลกนี้ซึ่งมีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ พระพุทธองค์จึงเปรียบเหล่าคนทั้งหลายนี้เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

 

เหล่าที่ 1 บัวพ้นน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ชอบและถูกต้อง ถูกธรรม เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

 

เหล่าที่ 2 บัวปริ่มน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

 

เหล่าที่ 3 บัวใต้น้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอมีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

 

เหล่าที่ 4 บัวในตม

พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือยังมีความเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้องถูกธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาที่แนวแน่ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ที่รอเวลาที่จะตกเป็นอาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

 

แม้เวลาจะผ่านล่วงไปกว่า 2,500 ปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแบ่งประเภทของคนออกเป็นดังดอกบัว 4 เหล่านี้ แต่กลุ่มบุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ก็มีอยู่ ยังคงเห็นทั่วไปในยุคปัจจุบัน หากจะเปรียบดังนักเรียนก็คงจะเห็นได้ชัด

 

คนบางคนก็หัวไว เรียนอะไรได้เร็ว จำแม่น ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก

 

คนบางคนหัวปานกลาง แต่มีนิสัยใฝ่ดี ก็ต้องอ่านซ้ำๆ ซากๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไป

 

คนบางคนอาจจะหัวไม่ดี แต่มีความขยัน ยังมีใจใฝ่เรียนบ้าง ซึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้

 

คนบางคนนั้น นอกจากหัวไม่ดีแล้ว ยังไม่สนใจเรียน จะเคี่ยวเข็ญเท่าใดก็ไม่สนใจที่จะเรียน เพราะอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน มองว่าเรียนไปไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต

 

จึงเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญและพิจารณาว่าหากต้องการให้ตนเองนั้นเป็นบัวพ้นน้ำต้องเริ่มต้นอย่างไรและทำอย่างไร ก่อนอื่นควรต้องรู้ว่า “จิตประภัสสร” หรือจิตเดิมของเราทุกคนนั้นใสและบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตนั้นโดนสิ่งที่เข้ามากระทบจากภายนอกซึ่งก็คือกิเลส ที่อุดมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง

 

กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้จิตไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้จิตใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆหมอกบนท้องฟ้า

 

จิตเดิมดังเช่นดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างเจิดจ้าอยู่ในตัว เมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่มีกิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตเดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่

 

การที่จะชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกครั้ง เพื่อเข้าใจในสภาวธรรมที่จะเป็นทางสายเอกที่จะนำพาชีวิตของตนให้พบกับความสุขและความเจริญนั้น

 

ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปรับจิตให้ถูกต้อง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจ ฟังเพื่อละความไม่รู้ (อวิชชา)

 

ฟังเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นการอบรม เจริญปัญญา (ความรู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง) ทีละเล็กทีละน้อยแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ไม่ยอมแพ้ไม่ท้อถอย

 

ถือเอาความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลามากก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะใจนั้นมั่งคงเสียแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจก็หมั่นไปไต่ถามหาความรู้จากครูบาอาจารย์ เมื่อไม่ย่นย่อ ไม่ท้อถอย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น ปัญญาก็จะเจริญมากขึ้น

 

ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญ คือ การเข้าไปขจัดและทำให้เรารู้จักละกิเลส แต่เราไม่มีทางจะละกิเลสได้ด้วยความเป็นตัวตน เพราะความเป็นเราหรือตัวตนนี้ก็เป็นกิเลสด่านแรกที่ยิ่งใหญ่ เป็นการยากที่จะละความยึดถือความเป็นเรา ตัวกู ของกูนั้นมันใหญ่จนอาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม

 

เพราะเรามีความยึดถือในตัวตนของเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงตั้งตนเป็นใหญ่บดบังความจริงของ 3 โลกที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และมีพระเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระธรรมจะทำหน้าที่ขจัดความยืดถือนี้ลง ขจัดกิเลสที่ปิดบังความจริงทั้งมวล

 

พึงละความโกรธด้วยการให้ทาน พึงละความโลภด้วยการรักษาศีล พึงละความหลงด้วยการภาวนา

 

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนอาจจะเป็นบัวประเภทใดประเภทหนึ่งที่ยังไม่พ้นจากน้ำ ยังไม่ได้พบกับธรรมะจนเกิดสภาวธรรมอย่างแท้จริง แต่หากเรามีความตั้งใจจริง ละตัวตนมองเห็นในความจริง ความถูกต้องแห่งธรรมะ เราทุกคนสามารถพัฒนาตนเองไปทีละขั้น แม้ว่าจะเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ แต่ด้วยความเพียรอย่างไม่ย่นย่อยอมแพ้

 

ในวันหนึ่ง ทุกคนก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำ ได้สูดทุกลมหายใจแห่งความสุข สงบ สว่างตลอดกาล

 

ขอโปรดเข้าใจถึงคุณประโยชน์ในชีวิตให้ถ่องแท้ และรู้ซึ้งถึงโทษของคำว่า “เดี๋ยว” ที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตเราได้

 

ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย

โฆษณา

Read Full Post »

แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้ก็คือ ที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีท่านที่สงสัยได้ถามคำถามมามากมาย ถึงการที่จะทำให้ชีวิตนั้นพลิกจากที่ทุกข์ให้กลับกลายมาดี มีความสุขความเจริญมากขึ้นในชีวิต จากที่เคยมีปัญหาจะได้หมดปัญหา เห็นทุกท่านสนใจที่จะพยายามแก้ไข

แต่จากที่พูดคุยกันส่วนมากจะบอกว่าไม่มีเวลา ยังไม่พร้อม โอกาสอำนวยแล้วจะทำทันที จึงพอจะทราบสาเหตุแล้วว่า ทำไมคนที่เอาเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์จากครูบาอาจารย์ไปทำแล้วไม่เกิดผล หรือเกิดผลน้อยในชีวิต ทั้งๆ ที่ควรจะดี สุข รวยไปแล้วในชีวิตหรืออย่างน้อยปัญหาควรจะเบาบางลง

สาเหตุสำคัญเพราะคำว่า “เดี๋ยว” คำเดียวเท่านั้น

ซึ่งอยากจะบอกและเรียนให้ทราบว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจริงๆ อยากจะแก้ไขเรื่องเงินทองที่ทำให้ชีวิตลำบาก การทะเลาะวิวาทความไม่เข้าใจในครอบครัว การค้าขายที่ยังไม่เกิดผลดี การทำงานอะไรก็ตามที่มีแต่ปัญหาปวดหัว โรคเวรโรคกรรมหรือ เรื่องใดๆ ก็ตามที่ทำให้เราไม่สบายใจ

ให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ออกไปจากชีวิตเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะคำว่า “เดี๋ยว”ไม่เคยเกิดผลดีกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

คำว่า “เดี๋ยว” จริงๆ แล้วหมายความว่ายังไม่ทำ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงกรรม ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อชีวิตอะไรเลยแม้แต่ปลายนิ้วก้อย แค่เพียงแต่คิดและไม่ได้ลงมือทำ จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลยแม้แต่ปัญหาเดียว ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด

ขอเป็นกำลังใจให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ให้หมดไปจากชีวิต ยิ่งเหลือน้อยเท่าไหร่ ชีวิตจะเริ่มดีขึ้นทันที

“เดี๋ยว” ค่อยสร้างบุญกุศล มีเวลาค่อยขออโหสิกรรม ขอชดใช้ขออภัยในสิ่งที่ล่วงเกินคนอื่น “เดี๋ยว” จะทำตัวใหม่ ลด ละเลิกกรรมไม่ดีที่ไม่ต้องรอให้กรรมส่งผลก็รู้แก่ใจตัวเองดีถึงโทษอยู่แล้ว

วันๆ มัวแต่ “เดี๋ยว” จนเวรกรรมนั้นตามมาทัน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาล้างแค้นจนชีวิตพังพินาศ

อยากทำทาน ก็ทำไปเลยอย่าไปอ้างโน่น อ้างนี่ว่าไม่มีเวลา ไม่เจอใคร งานยุ่งมีมากมายสารพัดข้ออ้างที่จะสรรหามาอ้าง การทำทานนั้นทำที่บ้านก็ได้ง่ายๆ โดยตั้งจิตเอาเงินใส่กระปุกวันละสลึง วันละบาท เมื่อมีเวลาก็เอาไปถวายวัด ถ้าไม่มีเงินก็เอาแรงไปช่วยคนอื่นทำงาน หรือไปช่วยเก็บดอกไม้ เก็บเศษใบไม้ในวัด หรือแม้แต่ข้างทาง ข้างถนนก็ถือว่าได้สร้างทานแล้ว

อยากถือศีล เพื่อเป็นเกราะป้องกันชีวิตไม่ให้ไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ต้องตั้งใจแล้วทำเลย เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกนาทีของชีวิต ใช้การสมาทานรักษาศีลเพียงไม่กี่นาที และคอยระมัดระวังในแต่ละวันชีวิตก็ดีขึ้นทันที

อยากทำสมาธิไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เพื่อสงบจิตใจ ชำระล้างสิ่งต่างๆ ที่มันรกอยู่ในจิต การจะทำสมาธิเพื่อขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออุทิศบุญใดๆ ก็ขอให้ลงมือทำเลย เพียงนั่ง นอน หรือเดิน หรือทำงานอยู่ก็กำหนดจิตเป็นสมาธิได้

โปรดอย่าเอาคำว่า “เดี๋ยว” มาหยุดความเจริญและโชคลาภที่ควรจะหลั่งไหลมาสู่ของตนเองเลย

ในทางโลกนั้นคำว่า “เดี๋ยว” นี้ทำให้คนที่ชอบใช้คำนี้ติดปากเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัยไม่ดีติดตัว นิสัยไม่ดีบางอย่างนั้นหลายคนไม่ทราบว่าเป็นตัวการสำคัญหรือกรรมที่จะหยุดความเจริญ ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดในบทต่อไป

เรามาดู คำว่า “เดี๋ยว” นั้นให้ผลร้ายอย่างไรกับชีวิตบ้าง อาจจะจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่ขี้เกียจทั้งๆ ที่อาจจะไม่ขี้เกียจก็ได้ อาจจะดูเหมือนเป็นคนด้อยปัญญาไม่เห็นคุณค่าของเวลาที่มีค่ามาก หลายคนใช้คำว่า “เดี๋ยว” ทำให้หมดโอกาสที่จะแก้ตัวอะไรได้เลยในชีวิต

“เดี๋ยว” จะล้างเท้าพ่อแม่ ล้างเท้าผู้มีพระคุณ

“เดี๋ยว” จะพาพ่อแม่ไปกินอะไรดีๆ อร่อยๆ ในชีวิต

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำให้อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำเลยสักครั้งในชีวิตเพราะท่านอาจจะมาด่วนจากไปเสียก่อน

“เดี๋ยว” ค่อยๆ เก็บเงินทองก็ได้ เที่ยว เล่น กินให้คุ้มในช่วงชีวิต พอคิดได้ก็หมดเวลาแล้ว เพราะแก่เฒ่าชรา จนหมดเรี่ยวแรงจะทำมาหากิน

“เดี๋ยว” จะลงมือทำงานให้เสร็จ แต่ในที่สุดก็ไม่ทำ หรือแม้แต่ลงมือทำก็จริงแต่เสร็จแบบลวกๆ ไม่มีคุณค่าหรือเกิดประโยชน์น้อยมาก ซึ่งถ้าลงมือทำแบบไม่ “เดี๋ยว” งานก็จะเสร็จเรียบร้อยดี เจ้านายก็รัก เพื่อนร่วมงานก็ชอบ ส่งเสริมให้กลายเป็นที่คนเชื่อถือในการทำงาน เป็นคนไม่จับจด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ยอมอ่านหนังสือ ไม่ยอมทบทวนตำราเลย ประมาทชะล่าใจ มีคำติดปากว่า “เดี๋ยวๆ ๆ ๆ ๆ” และในใจคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ จนในที่สุดอ่านหนังสือไม่ทัน สอบได้เกรดไม่ดีหรือบางคนต้องสอบตกด้วยซ้ำ

พ่อค้าแม้ค้า รู้ทั้งว่าการค้าที่จะดีขึ้น ลูกค้ามากมายเพราะคุณภาพของสินค้า การถือสัจจะ และการตรงต่อเวลา ไม่มีลูกค้าที่ไหน เมื่อมาร้านแล้วเจอร้านปิดบ้าง เปิดบ้าง เพราะพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้น คิดว่า “เดี๋ยว” ค่อยไปเปิดร้านยังเช้าไป ยังไม่มีคนมาหรอก หรือ “เดี๋ยว” ค่อยเพิ่มสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าก็ได้

ในหลายคนยอมอดทนนั่งรอเป็น 4-5 ชั่วโมงเพื่อรอดูดารา นักแสดงมาเล่นคอนเสิร์ต หลายคนยอมอดหลับอดนอนเพื่อดูถ่ายทอดสดกีฬา หลายคนยอมยืนรอเข้าคิวต่อคิวซื้อสินค้าไอทีที่ออกมาใหม่เป็นวันๆ ได้ร้อนหรือฝนตกแค่ไหนก็ทน

แต่เรื่องที่ทำให้ตนเองมีชีวิตที่ดี กลับทนไม่ได้ที่จะทำ บอกว่าเหนื่อย ไม่มีเวลา ยุ่งมาก ยังไม่พร้อม เหมือนกับเราไม่ให้ความสำคัญของชีวิตตัวเอง

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำลายอนาคตที่ดี ซึ่งไม่ได้มากจากใครทำทั้งนั้น เราทำตัวเราเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ เรื่องการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ในช่วงที่วิบากกรรมเข้าหรือในช่วงที่ชีวิตมีปัญหาตกต่ำ ขอให้สังเกตเถิดว่า ใจของเรานั้นเป็นอย่างไร

ส่วนมาก “กำลังใจ” จะตกแทบคิดอะไรไม่ออกหรือไม่มีใจจะทำอะไร มันห่อเหี่ยวหมดหวังอย่างไรพิกล ยิ่งใจตกคาไหน การแก้ปัญหาก็จะมากขึ้นด้วย ตามนั้น รวมถึงอาจจะส่งผลไปถึงร่างกายที่อาจจะรวนตามไปด้วย

โปรดอย่าลืมว่าเพราะ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ทั้งสองสิ่งนี้สัมพันธ์กันเสมอ

กรรมนั้นเกิดที่ใจ และทำให้เบาลงด้วยใจด้วยเช่นกัน ถ้าเราคิดว่ามันทุกข์มาก มันก็จะทุกข์มากตามที่ใจเราคิด เห็นคนมากมายที่น่าจะทุกข์มากเมื่อเกิดวิกฤตชีวิตแต่ทำไมเขายังยิ้มได้ สู้ชีวิต สู้กรรมอย่างไม่ย่อท้อ

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพนั้นสำคัญ ส่วนมากจะ “เดี๋ยว” กันทั้งนั้น “เดี๋ยว” ค่อยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ “เดี๋ยว” ค่อยไปหาหมอยังไม่เป็นอะไรมาก พอรู้ตัวอีกที “เดี๋ยว” ก็เอาไปเผาที่ป่าช้าเสียแล้ว ไม่ทันได้แก้ไขอะไรสักอย่าง

ขอให้หมั่นดูแล “ใจ” และ “กาย” ให้ดียิ่งในช่วงวิบากกรรมไม่ดีเข้า ถ้าร่างกายแข็งแรงโอกาสจะสร้างกรรมดีก็มีมาก กรรมดีที่เกิดขึ้นก็ยิ่งช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้มากเช่นกัน

คนที่เข้าใจเรื่องกรรมดี มักจะไม่มีคำว่าท้อใจ และไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในชีวิต และถึงจะมีก็น้อย เพราะยอมรับกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นอย่างไรในชาตินี้ แต่ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า สร้างกรรมใหม่ขึ้นมา เพื่อพาตนเองหนีให้พ้นจากวิบากกรรมเก่าที่ติดตัวมาหรือกำลังตามไล่ล่าอยู่

บางคนเกิดมาไม่สวย ไม่หล่อ ไม่รวย หรืออาจจะร่างการพิการไม่สมประกอบแต่ยังยิ้มรับ ยิ้มสู้กรรมเก่าได้อย่างทระนง พยายามสร้างบุญกุศลใหม่เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยบุญที่ทำนั้นจะสามารถพาให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไปทำบาปกรรมไม่ดีซ้ำไปอีก เพราะกลัวว่าชาติต่อไปก็จะเจอความลำบากหรือความไม่มีอีกในชีวิต

สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะไม่ทราบถึง คำสอนสำคัญที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้ชีวิตนั้นพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดก็คือ การที่จะต้องลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นกรรมไม่ดีก่อนเป็นอันดับแรก และตามมาด้วยการสร้างกรรมดีเป็นอันดับที่สอง

หลายคนที่ชีวิตไม่ดีขึ้นเพราะไม่เข้าใจเคล็ดลับพ้นทุกข์นี้อย่างถ่องแท้

บางคนเมื่อเกิดทุกข์ เจอวิบากกรรมหนักๆ จึงวิ่งวุ่นไปทำบุญแก้กรรมกันหมด ทำแต่ภายนอกหวังบุญช่วย ทั้งๆ ที่ต้องแก้จากข้างในคือ ที่ตัวเองเสียก่อนถึงจะสำเร็จ พลานุภาพแห่งบุญและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านถึงจะเข้ามาช่วยได้

เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ชีวิตก็ยังไม่หยุดสร้างบาปกรรม เรียกว่าทำไปพร้อมๆ กรรมดีจึงส่งผลไม่ได้ เพราะมีกรรมชั่วที่ทำด้วยไปขวางเอาไว้ ต้องหยุดกรรมชั่วเสียก่อนทันทีไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในทุกนาทีของชีวิต กรรมดีจะได้ส่งผลเต็มที่

จำง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้ชีวิตดีแบบทันตาเห็นต้องหยุด ลด ละ เลิกกรรมชั่วทันที และหมั่นสร้างกรรมดีอย่างไม่ลดละ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีกำลังใจในการสร้างกรรมดีก็คือ กรรมในปัจจุบันมีผลต่อชีวิตเรามากกว่ากรรมเก่าหลายเท่า พระพุทธองค์จึงเน้นว่า กรรมในปัจจุบันสำคัญที่สุด อย่าไปกลัวอดีตหรือกรรมเก่าเลย

การยอมรับในสิ่งที่เรา “เป็น” และ “มี” ในปัจจุบันหรือในชาตินี้เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะ ช่วยทำให้เข้าใจความเป็นจริงและสามารถที่จะเข้าใจสภาวะโลก เข้าใจสภาวธรรมมากขึ้น

เมื่อ “ใจ” ยอมรับแล้วก็ง่ายๆ ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้น ไม่มานั่งคิดทำนองว่า

“ทำไมฉันถึงเป็นเช่นนี้”

“ทำไมฉันถึงจน ไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา”

“ทำไมฉันถึงไม่มีโชคมีลาภเหมือนคนนั้น คนนี้”

บอกแล้วว่าถ้าเรายอมรับบุญเก่าได้ว่าเราทำมาแค่นี้ แต่เราสามารถทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นด้วยบุญใหม่ ที่เราทำได้โดยไม่ต้อง “เดี๋ยว”

Read Full Post »