Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘อโหสิกรรม’

การที่เรามีจิตศรัทธาน้อมเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบารมีความดีประการต่างๆ อาจมีอุปสรรคเครื่องขัดขวางให้เกิดความล่าช้า ด้วยอำนาจของกรรมในอดีต ที่เราอาจผิดพลาด หลงไปล่วงเกินประมาท ต่อ ท่านผู้รู้ ผู้มีพระคุณ ผู้ทรงคุณความดีและบารมีธรรมทั้งหลาย เพราะการกระทบกระทั่งผู้รู้ ผู้มีคุณความดีบารมีธรรมระดุบสูงมากขึ้นไปเพียงใดแล้ว ผลที่จะสะท้อนกลับมาก็ย่อมรุนแรงขึ้นไปเท่านั้น ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า หรือพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นอัปปมาโณบุคคล คือบุคคลผู้ทรงคุณค่าหาประมาณมิได้แล้วด้วยไซร้ กรรมที่เกิดขึ้นแม้เพียงคิดกล่าวปรามาสล่วงเกิน ก็สามารถส่งผลตอบแทนที่รุนแรงน่ากลัวมหันต์ ปิดบังตาบังใจ ไม่ให้เราท่านสามารถเกิดปัญญารู้ทั่วถึงธรรมตามเป็นจริงได้

เพื่อเป็นการเปิดทาง และสร้างเหตุให้เราสามารถบรรลุเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย และเพื่อให้เกิดสัปปายะ ความสบายรวดเร็วในการปฏิบัติธรรมทั้งยังเป็นความไม่ประมาท ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกย่องสรรเสริญ จึงควรที่เราทั้งหลายจะได้มีการทำพำพิธี “ขออโหสิกรรม เพื่อความไม่ประมาท” ต่อกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เราท่านอาจจะได้เคยล่วงเกินต่อท่านฯ มา

ใครจะได้รู้ว่าในอดีต หรือภพชาติที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้น เราอาจจะเคยพลาดพลั้งล่วงเกินไปอย่างใดบ้าง จึงควนที่เราท่านทั้งหลายจะได้ปฏิบัติตามที่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตักเตือนพุทธบริษัท เป็นปัจฉิมโอวาทว่า

 “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ดังนั้นโดยตั้งใจทำพิธี ขออโหสิกรรม” ในกรรมทั้งหลายที่เราอาจเคยกระทำไว้เหล่านั้น เพื่อยังความไม่ประมาท ทรมานกิเลส และพัฒนาให้เรากล้าต่อความจริงและเหตุผลที่ถูกต้องชอบธรรม โดยความอ่อนน้อมเป็นเหตุให้เป็นบุคคลที่พึงประสงค์ เป็นที่รัก ทั้งยังเป็นการบรรเทาโทษทุกข์ภัยให้ลดน้อยลงด้วย ดังที่เราท่านจะได้กล่าวคำขมา ขออโหสิกรรมต่อไป

 

หมายเหตุ ท่านพระอาจารย์นพพรฯ ได้เมตตาแนะนำให้ทำพิธีนี้วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา หรือในวันมหาปวารณา (ออกพรรษา) โดยถือเอาตามนัยที่ว่า เป็นวันที่พระทั้งหลาย ท่านมาประชุมพร้อมเพรียงกัน พร้อมที่จะให้อโหสิกรรม และว่ากล่าวตักเตือนกันได้

ชุมนุมเทวดา (สัคเค กาเม…)

นะโม ๓ จบ

ไตรสรณาคมณ์ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิ…)

สมาทานศีล (ปาณาติปาตา…)

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระธรรมเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอริยสังฆเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอัครสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอสีติมหาสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

โมทนาสาธุๆ ๆ   กับ พระอรหันตสาวกเจ้า ทุกๆ  พระองค์

ขอพระบรมพุทธานุญาติ ขอพระองค์ทรงประทานพระวโรกาส ให้ข้าพระพุทธเจ้าและคณะ พร้อมด้วยพรหมเทพเทวดาทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ได้ทำพิธีขออโหสิกรรม

ในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยประมาทล่วงเกินแก่องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยสังฆเจ้า ท่านผู้ทรงคุณความดี และพระบารมีธรรมทั้งหลาย ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดีหรือแม้ด้วยใจก็ดี นับแต่อดีต ๑๖ อสงไขยแสนกัลป์ จนถึงปัจจุบันชาติเพื่อความหมดเวรสิ้นกรรม เพื่อมรรค ผล นิพพาน และความวิมุติหลุดพ้นได้โดยง่าย ในฉับพลันนี้ด้วยเทอญ.

ตั้งนะโม ๓ จบแล้วสวดพระคาถาดังนี้

๑.สัมมาสัมพุทโธ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๒.สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๓.สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๔.รัตนะตะเย ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๕.สังโฆ อริยสังโฆ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๖.เถเร มะหาเถเร ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๗.ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี ศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีลปรมัตถบารมี เนกขัมมะบารมี เนกขัมมะอุปบารมี เนกขัมมะปรมัตถบารมี ปัญญาบารมี ปัญญาอุปบารมี ปัญญาปรมัตถบารมี วิริยะบารมี วิริยะอุปบารมี วิริยะปรมัตถบารมี ขันติบารมี ขันติอุปบารมี อธิฐานบารมี อธิษฐานอุปบารมี อธิฐานปรมัตถบารมี เมตตาบารมี เมตตาอุปบารมี เมตตาปรมัตถบารมี อุเบกขาบารมี อุเบกขาอุปบารมี อุเบกขาปรมัตถบารมี ญาณสัมปันโน ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๘.ญาณวิมุติบารมี ญาณวิมุติอุปบารมี ญาณวิมุติปรมัตถบารมี ญาณะสัมปันโน ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๙.มรรค-ผล-นิพพาน บารมี มรรค-ผล-นิพพาน อุปบารมี มรรค-ผล-นิพพาน ปรมัตถบารมี ญาณะสัมปันโนปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๑๐.คุรุ อาจะริยะ ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

๑๑.มาตาปิตะเร ปะมาเทนะ ทฺวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอริยสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอัครสาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอสีติมหาสาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ บารมีธรรมทั้งหลาย อุปัชฌา ครูอาจารย์ ทั้งหลาย บิดามารดา และท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย สรรพวิญญาณทั้งหลาย นับแต่ ๑๖ อสงไขยแสนกัลป์จนถึงปัจจุบันชาติ จงเมตตาให้อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และให้อโหสิกรรมแก่กันและกันเทอญ

  • ขอจงอโหสิๆ ๆ
  • ขอให้หมดเวรสิ้นกรรมๆ ๆ
  • ขอให้กรรมทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นอโหสิๆ ๆ
  • ขอให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง จงยุติการส่งผลๆ ๆ
  • ขอให้วิบากกรรมดีทั้งหลายทั้งปวง จงส่งผลสำเร็จๆ ๆ
  • นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าส่าประนิพพานด้วยเทอญ
  • โมทนาสาธุๆ ๆ
  • ขอให้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

คำประกาศให้อโหสิกรรม

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอริยสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ ประปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ  ประองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยามเทวาธิราชทุกๆ  พระองค์ ขอจงโปรดเมตตาแก่กันและกัน และแก่ผู้เคยล่วงเกิน ต่อข้าพระพุทธเจ้ามาแล้ว ทั้งหลายทั้งปวง ในทุกกัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย จนถึงปัจจุบันชาติ…

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอประกาศให้อโหสิกรรมแก่ตนเอง ตลอดจนถึง พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา บุตรธิดา ภรรยาสามี ลูกหลานเหลนทั้งหลาย ญาติมิตรสหายทั้งหลาย หมู่คณะผู้ร่วมงานทั้งหลาย คู่แข่งคู่ค้า คู่รักคู่แค้น คู่บุญคู่กรรมทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลาย ตลอดจนพรหมเทพเทวดา มนุษย์ สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายทั้งปวง ทุกท่านทุกพระองค์ ที่เคยเข่นฆ่า ทำร้ายรังแก ปล้นจี้ลักขโมย เบียดบังยักยอก ข่มขืนผิดประเวณีโกหกหลอกลวง ต้มตุ๋น คดโกง ตระบัดสัตว์ หักหลัง ทรยศ อกตัญญู เสียดสีด่าว่า บังคับฝืนใจ ให้กินเหล้าเมายา ทั้งแก่ตัวข้าพเจ้าเอง หรือแม้ในบุคคล และสิ่งที่ข้าพเจ้ารักหวนแหน ไม่ว่าในชาติภพนี้ หรือในภพชาติใดๆ  ก็ตาม ในทุกกัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่รู้และไม่รู้ อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทุกข์กายก็ดี ทุกข์ใจก็ดี ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม และให้อโหสิกรรมแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงจนหมดสิ้น ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

การอาฆาตพยาบาท สาปแช่ง จองเวรจองกรรมใดๆ  ที่ข้าพเจ้าได้เคยประกาศไว้ หรือผูกใจเก็บไว้ ในชาติภพนี้ หรือภพชาติใดๆ  ก็ตามข้าพเจ้าให้อโหสิกรรม ยกเลิก ให้เป็นโมฆะทั้งสิ้น เพื่อให้หมดเวรสิ้นกรรมต่อกันและกัน นับแต่บัดนี้ ตราบจนถึงพระนิพพาน

ขอให้เราท่านทั้งหลาย ที่อยู่พร้อมหน้ากันในที่นี้ ตลอดจนพ่อซื้อแม่ซื้อ พ่อเกิดแม่เกิด พรหมดเทวดา ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย ทราบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ให้อโหสิกรรมแก่กันและกันแล้ว และจะไม่เอาการกระทำทั้งหลายในอดีต มาเป็นเหตุทำร้ายทำลาย เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อีกต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอโมทนาความดี กับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ  พระอง๕ พระอริยะสังฆเจ้าทุกๆ  พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ  พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ  พระองค์ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยามเทวาธิราชทุกๆ  พระองค์ ที่โปรดเมตตากรุณา เสด็จมาเป็นสักขีพยาน ในการอโหสิกรรม ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ด้วยอานิสงส์แห่งการให้อโหสิกรรมนี้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงของข้าพเจ้า จงกรุณาอโหสิกรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าโดยง่ายเทอญ

  • โมทนาสาธุ โมธนาสาธุ โมธนาสาธุ
  • ขอให้เจ้ากรรมทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นอโหสิ (๓ ครั้ง)
  • ขอให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง จงยุติการส่งผล (๓ ครั้ง)
  • ขอให้วิบากกรรมดีทั้งหลายทั้งปวง จงส่งผลสำเร็จ (๓ครั้ง)
  • โมทนาสาธุ โมธนาสาธุ โมธนาสาธุ
  • ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมด้วยพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์วิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงสำเร็จมรรค ผล นิพพาน ในชาติปัจจุบัน โดยเร็วพลัน เทอญ
โฆษณา

Read Full Post »

ในเรื่องของการแก้กรรมหรือการขออโหสิกรรมนั้นต่อเจ้ากรรมนายเวรนั้น หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่า เราทุกคนนั้นทำเองได้ด้วยตนเอง และสามารถกระทำแทนผู้อื่นได้แต่ต้องเป็นคนในสายเลือดเดียวกัน ทั้งบุพการีพ่อแม่ พี่น้องที่ใกล้ชิด

 

แต่ที่สำคัญจะมาถึงจุดที่ขออโหสิกรรมนี้ได้ตัวเราเองนั้น เราต้องมีฐานบุญที่ดี ที่ต้องมาจากการมีทาน ศีล นำแล้วจึงจะมาถึงเรื่องของการทำสมาธิภาวนา ซึ่งอยากจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่าการทำสมาธินั้น จะอยู่ในขั้นตอนที่สาม เป็นเรื่องของการภาวนานั่นเอง

 

ก่อนที่เราจะทำสมาธิหรือภาวนาได้นั้น ภายในใจของเราควรจะตั้งให้มั่น ต้องดำรงตนเป็นผู้ให้ก่อน เพราะ ถ้าใจเราเป็นผู้ให้แล้ว การที่เราจะทำอะไรต่อไปมันจะง่ายในทุกเรื่อง ใจมันเปิด มันพร้อมแล้วที่จะไปขอโทษ ทั้งเจตนา ทั้งหนี้ที่เป็นทั้งต้นและดอก ช่องทางและฐานบุญที่ดีพร้อม

 

และโดยเฉพาะในเรื่องของการทำสมาธิเพื่อรวมจิตเพื่อจะให้เดินทางไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร อยากจะเปรียบเทียบว่าเหมือนเป็นบันได ๓ ขั้นที่จะต้องปีนขึ้นไป เพื่อให้ถึงจุดเป้าหมาย เพื่อให้การขออโหสิกรรมสำเร็จลงได้ ซึ่งจะเริ่มพาไปรู้จักตั้งแต่ในขั้นตอนแรกที่ทุกคนต้องมีถึงจะไปแก้กรรมได้สำเร็จ ก็คือ

 

ขั้นตอนแรก เรื่องของทาน

ในช่วงเวลาที่เราทุกข์ร้อน และมีวิบากกรรมรุมเร้าจนแทบหมดทางออก เรามีความตั้งใจในเรื่องที่จะไปแก้วิบากกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ ยิ่งลำบากเราต้องรีบให้เร็วเท่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้ทานนั้นเราจะทำอะไรก็ได้มากมาย เช่น ทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน วิทยาทาน ธรรมทาน การออกแรงช่วยงานสาธารณกุศลฯลฯ ซึ่งมีการให้ทานมากมายที่ไม่ใช่เงินแม้แต่บาทเดียว

 

ฉะนั้นเราต้องมีการทำทานต้องมาก่อน เหมือนกับว่าเราเดินขึ้นบันได เราคิดจะกระโดดขึ้นไปอยากจะไปอยู่ที่ชั้น ๓ มันคงเป็นไปไม่ได้  บันไดขึ้นที่หนึ่งและขั้นที่สองเราต้องผ่านไปก่อนสำหรับคนที่ไม่เคยมีบุญบารมีสะสมไว้ บันไดในแต่ละขั้นมันจะห่างกันมาก จนเราไม่สามารถก้าวข้ามไปถึงจุดมุ่งหมายได้

 

การที่จะทำให้ระหว่างบันไดนั้นสั้นลง หรือทำให้เรามีพลังเดินขึ้นไปได้นั้น เราต้องมีพละกำลัง เมื่อเรามีทั้งวิบากกรรม และบุญเก่าก็ไม่มี เราจะเอาพละกำลังเหล่านั้นมาจากไหนไปขออโหสิกรรม  ดังนั้นเราต้องสร้างพื้นฐาน สร้างพละ เตรียมเสบียงเสียก่อน      

 

สำหรับในการสร้างพละกำลังในเรื่องขออโหสิกรรม ก็คือ เราต้องทำทาน เริ่มจากเป็นผู้ให้เสียก่อน เมื่อใจเราเป็นผู้ให้แล้ว มันจะเกิดบุญกุศลและเป็นฐานบุญเบื้องต้นของเรา ที่จะส่งเราให้ขึ้นไปขั้นที่สองได้

 

ทานที่เราให้นั้นก็มีบุญที่ต่างกันด้วยมันขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อสด จนฺทสโร แห่งวัดปากน้ำ ครูบาอาจารย์อีกท่านได้แยกทานตามหลักพระพุทธศาสนาให้เราเข้าใจง่ายๆ ไว้ว่า

 

ถ้าให้ทาน ให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ของชอบใจไม่ให้ เก็บเสียซ่อนเสีย ของไม่ดี ที่ไม่เสมอใจให้เสีย ให้อย่างนี้มันเลือกได้ ให้ของไม่ดี เป็นทาน เป็นทาสทาน จัดว่า ยังเข้าไม่ถึงสหายทาน เป็น ทาสทาน แท้ๆ เพราะเลือกให้ หากว่า มีมะม่วงสัก สามใบตั้งขึ้น ก็จะให้ใบเล็กเท่านั้นแหละ เอามะม่วงสามใบเท่าๆ กัน ก็จะให้ใบที่ไม่ชอบใจนั่นแหละ

 

เอามะม่วงสามใบเสมอ กัน ก็จะเลือกเอาอีกแหละลูกที่ไม่ชอบใจจึงให้ ลูกที่ชอบไม่ให้ หรือมันใกล้จะสุกแล้วไม่ให้ ให้ที่อ่อนไปอย่างนี้ อย่างนี้เป็น ทาสทาน ไม่ใช่ สหายทาน ถ้าให้ สหายทาน จริงแล้ว ก็ตัวบริโภค ใช้สอยอย่างไร ให้อย่างนั้นเป็นสหายทาน ถ้าว่า สามีทาน ละก็ เลือกหัวกระเด็นให้ เลือกให้ ของทีไม่ดีกว่านั้นต่อไป ถ้าเลือกหัวกระเด็นให้เช่นนี้ละ ก็เป็น สามีทาน

 

สำหรับคำว่าให้หรือคำว่าทาน นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการให้ทานที่เป็นสิ่งของ เป็นเงินทองอะไรมากมาย บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้วิชาการที่ถูกต้องที่เรียกว่า วิทยาทานและเป็นประโยชน์หรือ การออกแรงช่วยสาธารณกุศล ที่สำคัญมันต้องเป็นทานที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งของที่มาจากน้ำพักน้ำแรงที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ไปลักขโมย คดโกงใครมา มีเจตนาทำทานที่บริสุทธิ์ และเนื้อนาบุญที่รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่ดีเราก็จะยิ่งได้บุญบารมีมากขึ้น จำง่ายๆ ว่าทานที่ได้บุญมากต้องมี ๓ ส่วนประกอบกันคือ

 

๑. วัตถุทานที่ให้ ต้องบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราหามาด้วยความบริสุทธิ์ เป็นของบริสุทธิ์ ไม่หามาด้วยการผิดศีล เป็นทานที่เป็นบุญ ไม่ใช่เป็นทานที่เป็นบาป ดูง่ายๆ ว่าผลของทานนั้นเกิดผลดีตลอดหรือไม่ ทานที่เป็นบาปนั้นผลของมันออกไปทางไม่ดี เป็นทางร้ายๆ เช่น ออกเงินให้คนไปทำผิดศีล ให้เงินไป เล่นการพนัน ไปเที่ยวโสเภณีฯลฯ ทานแบบนี้นอกจากจะไม่ได้บุญแล้วก็มีสิ้นลงนรกไปกับคนที่ก่อกรรมชั่วนั้นด้วย ฐานะผู้สนับสนุนหรือผู้สมรู้ร่วมคิด

 

๒ . เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ ในขณะที่ให้และหลังให้ต้องมีความยินดีอยู่ตลอดไม่ใช่ให้เพราะถูกบังคับ ให้เพราะอยากเอาหน้า อยากอวดมั่งอวดรวย ให้เพราะตัดรำคาญ ฯลฯ

 

๓. เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์ การทำบุญในคนที่มีนาบุญน้อย ผู้รับก็มีอานิสงส์น้อยมีความสุขน้อย ทำบุญในคนที่มีอานิสงส์ใหญ่ ผู้รับก็มีอานิสงส์มากได้รับผลบุญมากก็มีความสุขมาก ทำบุญกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้ถือศีลก็ได้บุญน้อยมากๆ

 

ยิ่งทำบุญกับผู้ที่บริสุทธิ์และศีลมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งได้บุญมาก เหมือนเอาหน่วยบุญมาคูณเข้าไป ยิ่งถวายกับพระอรหันต์ยิ่งมหาศาลเข้าไปอีกเป็นล้านเท่า

 

ในหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนักและวิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์โดยกองทุนธรรมรส ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ทรงได้อธิบายเรื่องผลของทานในการทำทานกับเนื้อนาบุญที่ละเอียดมาก ขอประทานอนุญาต นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชนและเพื่อเทิดพระเกียรติในพระปรีชาณานของสมเด็จพระสังฆราชดังนี้

 

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้เองไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับสำคัญต่อไปนี้ คือ

 

๑. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์ และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

 

๒. ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมทวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๕ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๓. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าที่ให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๔. ให้ทานแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๑๐ คืน สามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๕. ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์ ซึ่งมีปาติโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ

 

๖. ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม (ความจริงยังมีการแยกเป็น พระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อ พอให้ได้ความเท่านั้น)

 

๗. ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๘. ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๙. ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๐. ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๑. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๒. ถวายทานแด่พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายสังฆที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๓. การถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายวิหารทาน แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

(วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อนึ่งการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ หรือสิ่งที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลา ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ ก็ได้บุญมาก ในทำนองเดียวกัน)

 

๑๔. การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง (๑๐๐ หลัง) ก็ยังได้บุญน้อยกว่า การให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตามการให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

 

๑๕. แต่การให้ทานที่ได้บุญมากที่สุด ได้แก่การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทาน ก็คือการเทศนาสั่งสอนธรรมะ ตลอดถึงการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน เพื่อช่วยให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้รู้ หรือที่รู้อยู่แล้ว ให้ได้รู้ได้เข้าใจมากยิ่งๆ  ขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนเข้ามารักษาศีล ปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงมรรคผล นิพพานในที่สุด”

 

และเรื่องผลของทานนั้น ยังสามารถที่แตกดอกออกผลไปมากมายได้อีก ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน สมมติว่าเราได้ทำทานให้กับคนที่ไม่มีศีล คนนี้ก็เอาเงินที่เราให้ไปสิบบาทไปใช้ เขาเอาไปกินข้าวเสีย ๒ บาท กินเหล้า ๘ บาทเงินสิบบาทที่เราให้ไปแทบไม่ได้บุญ ถ้าได้ก็น้อยมาก

 

เพราะคนที่ได้รับไม่ได้นำไปก่อผลประโยชน์อะไรมากขึ้นเลย ส่วนใหญ่จะเอาไปทำความชั่ว เหล้า ๘ บาทที่เขาเงินเราไปซื้อ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาอาจจะเมามาย ไปขับรถชนคนตาย เมาไปทะเลาะอาละวาดแล้วทำร้ายผู้อื่น ฯลฯ

 

แต่ถ้าเงินสิบบาทของเรา ทำทานให้ไปกับผู้บริสุทธิ์และเป็นผู้มีศีล เขาเอาเงินส่วนหนึ่งไปใช้ซื้อกับข้าวมาแบ่งกันกิน ๓ คน ทำให้ชีวิตของคนสามคนได้รอดชีวิต เอาเงินอีกส่วนที่เหลือไปลงทุนค้าขายอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างสุจริต แล้วการค้านั้นเกิดผลกำไรเงินมันงอกออกมาเพิ่มขึ้น เขา เอาเงินผลกำไรส่วนหนึ่งนั้นไปถวายปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์ต่อ

 

แล้วพระภิกษุสงฆ์ก็เอาปัจจัยที่ได้มาจากการทำบุญนั้น ไปพิมพ์หนังสือธรรมทาน หนังสือธรรมทานที่พิมพ์แจกไปก่อความรู้ให้คนที่ได้รับได้รู้จักทาน รู้จักศีล รู้จักภาวนา เกิดสติปัญญา เป็นจำนวนมาก และอุบาสก อุบาสิกาเหล่านั้นที่ได้รับหนังสือธรรมทานไป ก็ยิ่งช่วยกันพิมพ์เผยแผ่ออกไปอีก

 

เป็นเหมือนเซลที่แตกขยายออกไปไม่รู้จบ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเงินสิบบาท มันมีผลอะไรกับคนที่เนื้อนาบุญต่างกัน อานิสงส์ของบุญจึงต่างกันมากมายลิบลับ

 

อย่างไรก็ดี การให้ธรรมทาน แม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่นๆ  ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า “ฝ่ายศีล” เพราะเป็นการทำบุญบารมี คนละขั้นต่างกัน

 

ขั้นตอนที่สอง คือ ศีล

ขั้นต่อมาก็คือการเป็นคนที่มีศีล คำว่า ศีล ซึ่งแปลว่า ปรกติ เราจะหมายถึงว่า การที่คนจะอยู่ในความสุข ความเจริญได้นั้น ต้องมีชีวิตที่ปรกติ สมดุลกับธรรมชาติ และการที่จะให้แต่ละคนอยู่ในศีล ต้องมาจากการสมาทานศีลที่ถูกต้อง

 

และแค่สมาทานศีลแบบนกแก้วนกขุนทอง แบบที่เคยเรียนมาจำมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยรักษาได้นั้นยังไม่พอ เพราะเรายังเป็นคน ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้ศีลที่เราสมาทานนั้นมันขาดได้ง่าย หรือผิดศีลได้ง่าย ทั้งที่ตั้งใจไม่ตั้งใจหรือโดนบังคับจากผู้อื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า

 

เราจึงต้องมีการตรวจทานศีลที่เราสมาทานไว้แล้วทุกเช้าถึงค่ำ ว่าเรามีศีลข้อใดขาดไปบ้าง ถ้ารู้ตัวว่าศีลข้อไหนขาดเราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทุกครั้ง

 

ถ้าเราอยู่ในศีล ๕ ข้อได้ โอกาสที่เราจะทำความเดือนร้อนคนอื่นไม่มีทางเกิดแน่นอน ซึ่งถ้าใครผิดศีล ๕ ข้อ โอกาสสร้างกรรมใหม่มันก็ไม่มี ไม่เกิดขึ้นแน่นอนเช่นกัน

 

ทำไมการรักษาศีลจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเรา และจริงหรือที่ศีลจะช่วยชีวิตเราได้ ช่วยขออโหสิกรรมได้ และสามารถทำให้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

 

ความเป็นจริง ศีลนั้นช่วยทำให้เราสามารถควบคุมพฤติกรรม ทั้งทางร่างกาย วาจา ใจได้ เพื่อไม่ไปเพิ่มกรรมที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องได้ เหมือนกับเราสร้างบ้านแล้วทำไมต้องสร้างรั้วบ้าน สร้างกำแพงไว้ปกป้องทรัพย์สิน ในเรื่องของการทำกรรมก็เช่นกันเราสามารถป้องกันได้โดยการสร้างกำแพงขึ้นมา กำแพงที่จะป้องกันไม่ให้เราทำในสิ่งที่เป็นความชั่วในปัจจุบันตราบจนอนาคต เพื่อที่จะไม่ต้องเจอกับผล ก็คือความทุกข์ยากต่างๆ ในอนาคต

 

เมื่อความชั่วตรงนี้ไม่ทำการรับผลกรรมชั่วตรงนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเราไม่ทำความกระทบกระทั่งในทางก้าวร้าวรุนแรงให้เกิดขึ้นกับคนอื่น ก็ไม่เกิดกรรมชั่วขึ้นมาคอยซ้ำเติมเราอีก กรรมชั่วก็จะไม่คืนกลับมาสู่เราที่รุนแรงเช่นกัน และศีลจะช่วยปกป้องบุญ ทาน บารมี ที่เราทำมาไม่ให้รั่วไหลหรือหายไปไหนอีก เป็นกำแพงชั้นดี

 

กำแพงในที่นี้ก็คือ ศีล ที่จะเป็นเครื่องกั้น กั้นที่ไหน กั้นที่ใจของเรา ที่จะบังคับใจของเรา ไม่ให้ไปกระทำการล่วงละเมิดในชีวิตของผู้อื่น ในทรัพย์ของผู้อื่น ในบุคคลอันเป็นที่รัก ที่อยู่ในความปกครองของคนอื่น หรือล่วงกฎของสังคม รวมทั้งการพูดเท็จ ทำลายสัจจะ เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจา ส่อเสียด นินทา ด่าว่า หยาบคาย เพ้อเจ้อไร้สาระต่างๆ ตลอดจนถึง การทำลายสติของตนเองและผู้อื่นด้วยสุรายาเสพติด

 

และที่สำคัญ ศีลจะช่วยอุดรูรั่วที่เป็นบุญในชีวิตของเราไม่ให้รั่วอีก เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าชีวิตของเราเหมือนกับเรือ และบุญที่เราทำอยู่ตลอดเวลาในชีวิตก็เหมือนเสบียงที่เราทำทั้งบุญ ทั้งทานและการทำสมาธิ แต่ยิ่งใส่เข้าไปในชีวิต ใส่เข้าไปที่เรือมันไม่เกิดผลอะไรเลย ชีวิตก็ยังลำบากแสนลำบาก เงินทองก็ไม่มี ครอบครัวก็แตกแยก โรคร้ายก็รุมเร้า สารพัดสารเพที่ประดังเข้ามา

 

มันจะดีและสบายได้อย่างไร ก็เพราะในเรือนั้น มันมีรูรั่วเต็มไปหมด ใส่เท่าไรก็ไม่เต็มเสียที ทั้งรูโหว่ของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รูที่กว้างของการลักทรัพย์ คดโกง รูรั่วของผิดลูกผิดเมียคนอื่น รูรั่วของความโกหกพกลม รูรั่วของความเมาอาละวาด เรียกว่า แม้จะใส่มากไปเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ ดังนั้นชีวิตของคนที่ขาดศีลยิ่งต้องเหนื่อย ยิ่งต้องทำบุญ ทำทานที่มันอาจจะสูญเปล่าหรือส่งผลได้ช้าเข้าไปใหญ่ ไม่ทันการณ์หรือ พูดง่ายๆ ว่าบุญนั้นไม่ทันกับกรรม

 

เมื่อเรานั้นมีศีล มีการอุดรูที่รั่วที่ดี ใส่อะไรลงไปมันก็เพิ่มพูน เมื่อมีวิบากกรรมตามมาทัน ก็ยังหยิบเอาบุญมาช่วยชีวิตไว้ได้และท่านเจ้าคุณธรรมกิติเมธี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ท่านเมตตาเปรียบเทียบให้ฟังในเรื่องของศีล ที่เปรียบเหมือนเขื่อนชั้นดี

 

เราทุกคนอยากได้บุญซึ่งเปรียบเสมือนน้ำ แต่เราไม่มีเก็บกักน้ำได้เลย นอกจากเขื่อน และเขื่อนก็คือศีลที่เก็บกักบุญได้อย่างดีเยี่ยม

 

และเชื่อว่าหลายคงเคยได้ยินที่สมเด็จพระพุฒจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังที่ท่านเทศนาไว้นานมากแล้ว พอจะสรุปใจความได้ได้ว่า

 

“บุญก็ไม่ได้ทำ กรรมดีก็ไม่ได้สร้าง เวลามีเรื่องเดือดร้อน จะเอาบุญที่ไหนมาช่วยได้”

 

ดังนั้นการที่เราต้องสมาทานศีลทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น และถ้าทำได้ตลอดเวลาเมื่อศีลขาดเพราะความพลั้งเผลอหรืออะไรก็ตาม เราสมาทานศีล รักษาศีลก็เพื่อจะได้เป็นเกราะสำคัญในการที่ไม่ทำให้เรา ประพฤติผิดบาป ก่อกรรมชั่วมากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันการทำบุญและทำทานก็ทำอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อรูที่รั่วมันถูกอุดด้วยศีลแล้ว เราคงใช้เวลาไม่นานนัก บุญบารมีเต็มเรือชีวิตของเรา และพร้อมที่จะนำมาหยิบใช้ในเวลาที่คับขัน

 

และขอนำเอาอานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ มากล่าวให้ทราบโดยทั่วกันคือ

(๑) ผู้ที่รักษาศีล ข้อ ๑ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่างๆ  มาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันควร

 

(๒) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๒ ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของมิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำหาเลี้ยงชีพภายหน้า มักจะประสบช่องทางที่ดีทำมาค้าขึ้น และมั่งมีทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่างๆ  เช่นอัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ

 

(๓) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๓ ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มักได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะ

 

ครั้นเมื่อมีบุตรธิดา ก็ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร ไปทำให้เสียหาย บุตรธิดา ย่อมเกิดเป็นอภิชาตบุตร ซึ่งจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล

 

(๔) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๔ ด้วยการไม่กล่าวมุสา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะพูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุผล ชนิดที่เป็น “พุทธวาจา” มีโวหารปฏิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือสามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี

 

(๕) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๕ ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่องหมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉานและทรงจำง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟืองเลอะเลือน ไม่เสียสติ วิกลจริต ไม่เป็นโรงสมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อน หรือปัญญานิ่ม

 

อานิสงส์ของศีล ๕ มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่งๆ  ขึ้น ตามลำดับและประเภทของศีลที่รักษา

 

หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็น เป็นกำลัง ให้เกิดสมาธิขึ้นและขอให้เชื่อเถิดว่า การมีศีลทำให้เราสามารถมีชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นๆ เป็นการสร้างบุญบารมี และเพื่อเป็นเสบียงไว้ขออโหสิกรรมหรือแก้กรรมได้

 

ขั้นสุดท้ายคือ ภาวนา หรือก็คือ การทำสมาธินั่นเอง เพราะฉะนั้นสมาธิแต่ละคน จะทำได้เร็วขึ้น ขอให้อยู่ใน ๓ ข้อนี้ให้ได้ เป็นผู้ให้ก่อน แล้วก็รักษาศีล แล้วจะทำสมาธิได้ประสบความสำเร็จได้เร็ว ยิ่งเรามีสมาธิดีและนิ่งมากขึ้นเท่าไร เราก็มีทางที่จะติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ตรงกันมากขึ้น

 

คนรุ่นใหม่ที่ขาดความเข้าใจนั้นมักสรุปกันเองโดยเข้าใจผิดว่า การทำสมาธินั้นก็คือ การนั่งสมาธิเพียงเดียวซึ่งมันไม่ใช่ การทำสมาธินั้น เราทำได้ทุกกิริยาของร่างกาย จะนั่ง จะนอน จะยืนหรือเดินได้ทั้งนั้น

 

คำว่าสมาธิ คือ ทำยังไงก็ได้ให้จิตเราสงบ เป็นการรวบรวมจิตทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งครูบาอาจารย์ท่านได้สอนไว้มีหลายวิธี แล้วแต่จริตและนิสัยของเรารวมถึงบุญที่เราสร้างมา ทุกวิธีนั้นดีเหมือนกันหมด ไม่ว่าการภานาพุทโธ การใช้ยุบหนอ พองหนอ การดูลมหายใจ หรือการเพ่งจิตไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

 

แล้วก็ถ้าจิตสงบและมีสติ เมื่อสงบจะเกิดปัญญาตามมา

 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านเคยเทศนาถึงเรื่องการฝึกจิต ทำสมาธิไว้ว่า

 

“จิตของเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันดีได้ด้วยการฝึกกัน จะให้มันดีเองไม่ได้ มันต้องฝึกก็ต้องเป็นขั้นตอน ผู้ครองเรือนก็ต้องฝึกธรรมะที่เหมาะสมกับผู้ครองเรือน ผู้เป็นนักบวชก็ต้องฝึกกันไปให้ตรงธรรมของนักบวช จิตถึงจะเจริญได้ ถึงได้ดี

 

อุปมาเหมือนอย่างไม้ ที่มันเป็นต้นอยู่ตามลำพัง เราจะเอาทั้งต้น ทั้งกิ่งมาทำบ้านเรือนไม่ได้ มันต้องเอามาแปรรูปเสียก่อน ขับไล่ไม้ที่ไม่ต้องการออกไป เอาส่วนที่เกินไม่เรียบร้อยออกไป เอาแต่เนื้อของมันมาแปรรูปเป็นขนาดต่างๆ ตามประโยชน์ที่ต้องการใช้สอย แล้วจึงเอามาประกอบเป็นบ้านเรือน มันจึงเกิดประโยชน์ถาวรได้”

 

ถ้าพิจารณาที่หลวงปู่เหรียญได้เมตตาบอกทางไว้ เราจะพบว่าการฝึกจิตนั้น เราต้องมีการมีการตัดเรื่องต่างๆ ที่ไม่เป็นสาระ เรื่องฟุ้งซ่านออกไปในขณะที่เราฝึกจิตอยู่ ให้เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์กล้าแข็ง ที่จะใช้ไปทำประโยชน์ ประโยชน์ของเราในที่นี้ก็คือ การทำจิตไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง

 

หลายคนที่ทำสมาธิกันไม่ถูกเพราะว่า จิตสงบจริงแต่ขาดสติกำกับ ตรงนี้ไม่ถือว่าเป็นสมาธิ สมาธิจะต้องเกิดสภาวะสองอย่างควบคู่กัน

 

หลังจากที่เราทำสมาธิได้นิ่งสงบแล้วมีสติ คุณต้องเอาจิตที่ละเอียดมากขึ้นนี้จากการทำสมาธิ มาใช้ในการสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม โดนเราเป็นฝ่ายขอให้เจ้ากรรมนายเวรพิจารณาเรา

 

ถ้าเขาพอใจเขาจึงถอนตัวออกไปจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่กับเราในขณะนี้ และจะเอาสิ่งที่เราเคยสูญเสียไปกลับมาคืน ทั้งนี้อยู่ที่เขาว่าเขาเลิกราเราไปจริงๆ แล้วหรือยัง และถ้าเขาอโหสิกรรมให้เราจริงๆ แล้ว

 

เรารอดแล้วในกรรมนั้นทั้งปวง…

Read Full Post »

การทำสมาธิภาวนา เป็นการฝึกจิตให้สงบและนิ่ง เพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียว แต่การทำให้ได้ผลดีนั้นต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยถึงจะสมบูรณ์ และการทำสมาธิภาวนานี้เป็นหนทางหรือช่องทางหนึ่งที่เราใช้เป็นการต่อรองเจรจา กับเจ้าหนี้ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณของเรา เพื่อเป็นการขออโหสิกรรม

ขอย้ำอีกทีว่า เป็นเพียงช่องทางหนึ่งที่เราจะเข้าไปเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรที่ในขณะนี้ เขามีเพียงจิต การเจรจาที่ดีที่สุดและเป็นผลดีต่อลูกหนี้อย่างเราก็คือ การที่ลูกหนี้เข้าไปหาเจ้าหนี้ถึงที่ ไม่ใช่ให้เจ้าหนี้วิ่งไล่ทวงหนี้

เป็นการเข้าไปเจรจาด้วยความสำนึกผิด และอยากจะไปขอโทษเป็นการไปเจรจากับเจ้าหนี้โดยตรง ที่ไม่ต้องอาศัยบุญผู้อื่นให้ไปช่วยเจรจาให้ และในเรื่องการอาศัยบุญผู้อื่นไปช่วยเจรจาช่วยเหลือนั้น จะอยู่ในตอนท้ายในเล่มในเรื่องพึ่งบุญ โปรดใจเย็นๆ จะบอกให้ละเอียดและนำไปใช้ได้

การทำสมาธิภาวนานี้ เป็นการทำในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต เราไม่สามารถติดต่อกับเขาได้ หรือในกรณีที่เขายังไม่ยอมอโหสิกรรมให้เราต่อหน้าหรือลับหลัง เป็นการส่งกระแสจิตไปพบกับจิตเขาโดยตรง

และเป็นการทำสมาธิภาวนาสำหรับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณ ซึ่งมีทางเดียว คือ จิตต่อจิตเท่านั้น

สำหรับในตอนนี้ ขอให้เข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า การนั่งสมาธิภาวนานั้นเป็นเรื่องการใช้จิตละเอียดเข้าไปเจรจาแบบ ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ในการเจรจาในแต่ละครั้ง อาจจะมีเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นล้านเจ้าหนี้ในครั้งเดียวที่นั่งสมาธิภาวนาก็ได้ เพราะถ้าเราได้ฝึกสมาธิภาวนาจนจิตของเรานั้น แกร่งกล้าสามารถไปสื่อสารกับเขาได้แล้ว

การเอาจิตเข้าไปเจรจานั้น ลักษณะมันก็เหมือนกับที่เราไปหาเจ้าหนี้ในโลกปัจจุบัน ที่เราควรไปในลักษณะใด ลูกหนี้ที่ฉลาดนั้น เขาจะเป็นฝ่ายรุก เข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ทั้งนั้น ไม่ต้องไปห่วงเรื่องศักดิ์ศรีบ้าบอคอแตก สิ่งที่เราเห็นนั้นเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น มันเป็นเพียงเปลือกทั้งนั้นในโลกนี้

ฉะนั้นลูกหนี้ที่ดีอย่างเรา ก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะไปหาไปพบเจ้าหนี้เขาเสียก่อน ไปเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มควานหาตัวเราหรือส่งพวกพ้องบริวารมาหาตัวหรือรังควานเราอยู่หรือที่ทำงาน

ข้อเตือนไว้สักนิดว่า ถ้าเราไปหาเจ้าหนี้ในท่าทางที่เย่อหยิ่งยโส ก้าวร้าว อวดเบ่ง ลองคิดดูเอาเองก็ได้ว่า เจ้าหนี้เขาจะชอบใจหรือไม่ จากที่เขาคิดจะยกโทษ หรือให้หนักเป็นเบา ให้ผ่อนได้ คุยกันได้ อาจจะกลับกลายเป็นว่า ท่าทีของเราที่เขาเห็นมันไปยั่วให้เขาโกรธและถ้าเขาแค้นมากๆ ทำให้เขาเกิดผิดศีลขึ้นมาอีก คราวนี้ละยุ่ง

 

ที่นี้เขาจะเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกในครั้งเดียว ไม่ยอมลดผ่อนปรนใดๆ อีกทั้งสิ้น คราวนี้แหละเพราะท่าทีหยิ่งยโสของเราแท้ๆ ตัวเราเองแหละจะยิ่งถูกเจ้าหนี้ยำเละเทะกว่าเก่าแน่นอน

แต่ถ้าเราไปด้วยความสุภาพถ่อมใจลง เข้าไปหาเขาแบบนิ่มๆ พร้อมรับผิด และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เรามาพร้อมกับบุญ เอากุศลที่เราทำการโมทนาอุทิศไปให้เขาแล้ว ต่อให้เจ้าหนี้ที่ใจแข็งปานใด ก็ย่อมใจอ่อนลงบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติของเจ้าหนี้ และไม่ต้องกลัวเขาจนเกินเหตุ ไม่ต้องใจเสีย ถ้าในวันแรกๆ ที่เราเข้าไปหาเขาจะดุด่าบ้าง ทำหน้าไม่พอใจบ้าง

ซึ่งก็คือ เรื่องร้ายๆ ในชีวิตก็ยังไม่หมดจากเราไปอย่างง่ายๆ แต่ถ้าเขาเริ่มพอใจในการกระทำของเราทั้งโมทนาบุญกุศลไปให้ เรารักษาศีล เราทำสมาธิภาวนาไปขออโหสิกรรมต่อเขา ทำทุกวันๆ ไม่เคยหยุดไม่เคยขาด ทั้งวันพระวันโกน

เรื่องร้ายๆ อย่างที่เราเจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ็บป่วยที่มาจากกรรมเก่า เรื่องเงินที่ขาดมือ การค้าไม่เจริญรุดหน้า มีแต่อุปสรรค ลูกเต้าเกเรเกตุง ผัวหรือเมียเป็นนักผลาญ ฯลฯ มันจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี มันจะคลี่คลายไปทีละน้อยๆ

เพราะเจ้าหนี้หรือเจ้ากรรมนายเวรเขาเริ่มจะพอใจ และเริ่มถอนเรื่องร้ายๆ ออกทีละเรื่อง ทีละคิว จำได้ไหมเรามีเจ้ากรรมนายเวรมากมาย มันต้องตามคิว ตามวาระ

เมื่อคนนี้พอใจ เขาอโหสิกรรมแล้ว เขาก็จากไป เรื่องนั้นก็หายไป พอมาถึงคิวของเจ้ากรรมนายเวรอีกท่าน และท่านคนนี้ก็พอใจในสิ่งที่เราทำ เขาก็จากไป เขาจะถอนไปทีละเรื่องๆ จนเราเริ่มสบาย

ที่มันช้านั้น ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะลูกหนี้อย่างเราหายหน้าไปนาน บางคนอาจจะหลบหายไปหลายสิบชาติร้อยชาติ เจ้าหนี้เยอะแยะเขายังเฝ้ารอเราอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะถึงคิวชำระของเขาสักที จนชาตินี้มาถึงคิวเขาเสียทีเจอกัน เขาก็อยากได้หนี้คืน

เราไปขออโหสิกรรม เหมือนกับเราไปกลับไปหาที่สาเหตุ หรือที่ต้นเหตุที่เกิดกรรม เอาหนี้ไปคืน บางคนเป็นหนี้เป็นสินเขามากมาย มาวันแรกเอาเงินมาคืนนิดเดียว เจ้าหนี้หรือเจ้ากรรมนายเวร เขาก็คงยังไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ เหมือนกัน เขาคงอาจจะคิดว่า

            “จะบ้าหรือ เป็นหนี้ตั้งเยอะแยะ หายหัวไปตั้งนานเจอหน้า เอามาคืนให้นิดเดียว มันจะหมดได้อย่างไร ฉันยังไม่ยอม“

แต่จากที่เขาเคยตั้งใจไว้ว่า ถ้าเขาหาเราเจอเองด้วยตัวเขาเอง เขาตั้งใจไว้ว่าเขาจะลงโทษเราให้สาสมกับความแค้นที่มีอยู่ แต่การณ์กลับตาลปัตร โดยที่เราที่เป็นลูกหนี้ พยายามดั้นด้นไปหาเขาเอง เพื่อจะเอาหนี้ไปคืนให้

ในบางกรรมแทนที่เจ้ากรรมนายเวรเขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะเอาชีวิตเราเลยเมื่อเจอหน้า พอเห็นลูกหนี้ชั้นดีแบบเรา เขาก็เอาแค่สั่งสอนให้เราสำนึก ทำให้เราแขนหัก ขาหัก หรือเกิดเรื่องร้ายๆ ที่เราจะพอหาหนทางหรือมีคนมาช่วยแก้ไขได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราสำนึกในกรรมที่ก่อไว้ได้มากขึ้น

และลูกหนี้ชั้นดีแบบเรา ก็พยายามเพียรเอาหนี้ไปคืนอยู่เรื่อยๆ แถมเอาบุญเอาดอกเบี้ยไปส่งทุกๆ วัน วันหนึ่งเขาก็คงอโหสิกรรมให้เรา บอกแล้วว่า ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรม เราก็รอด

ดังนั้น ขอบอกไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า มันเป็นสิทธิ์ของเราที่เราจะเลือกเป็นลูกหนี้ชั้นดี หรือลูกหนี้ชั้นเลวที่ต้องคอยแอบอยู่ มีชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ ทนทุกข์ทรมานไปวันๆ รอเพียงแต่ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้ากรรมนายเวรเขาจะมาเอาตัวเราไป

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เจ้าหนี้นั้นเขามีสิทธิ์ในหนี้นั้นครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ทั้งในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน

Read Full Post »

ก่อนที่เราจะขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตอยู่หรือที่เป็นวิญญาณ หัวใจสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องเข้าใจในเรื่องของอโหสิกรรมเสียก่อน หากเรามีความรู้ที่ถูกต้อง เราจะนำมันไปใช้อย่างมีประโยชน์ ถ้าเราเหมือนคนตาบอด แล้วไปหลงเชื่อคนตาบอด ที่มองไม่เห็นเหมือนกัน ก็จะพากันหลงทางกันด้วยกัน

ในคำว่า อโหสิกรรม นั้นมาจากคำ ๒ คำ คือ

อโหสิ เป็นคำภาษาบาลีแปลว่า “ได้มีแล้ว” หมายความว่า ได้ให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว

กับคำว่า กรฺรม ซึ่งเป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า การกระทำหมายถึง การกระทำที่มีเจตนาอโหสิกรรม

แปลรวมกันว่า กรรมที่ไม่ส่งผลแก่ผู้กระทำกรรมอีกต่อไป

ตามหลักพระพุทธศาสนา บุคคลที่ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วโดยมีเจตนาในการทำกรรมนั้นจะต้องได้รับผลกรรมตามสมควรแก่การกระทำของตน คนที่ทำร้ายผู้อื่นคนที่คดโกงหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะได้รับผลกรรมนั้น เช่น ตนเองได้รับโทษถูกจำคุกหรือลูกหลานประสบเคราะห์ร้ายต่างๆ ทำให้ตนต้องเสียใจทุกข์ทรมาน เพราะการสูญเสียหรือแม้ไม่ได้รับกรรมในชาตินี้ กรรมก็จะติดตามไปส่งผลในชาติหน้า

อย่างไรก็ตาม การอโหสิกรรมที่ถูกต้องและได้ผลดีก็คือ การที่เรามีจิตที่บริสุทธิ์ไม่คิดอาฆาต ยกโทษให้ ถ้ายกโทษให้ต้องยกให้แบบจริงใจ แบบยกให้ขาด เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไปนานแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่ควรพูดถึง ไม่ควรเอ่ยชื่อเขา ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรเล่าให้ใครฟัง

เพราะการเล่านั้นมักจะทำให้รื้อฟื้นเรื่องราวความรู้สึกเดิม ว่าเขาได้ทำกับเราอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำให้ใจเราไม่สงบ นั่นก็ไม่ควรเล่า ให้เรื่องที่ผ่านมา มันตายไปกับตัวเราเลยได้ยิ่งดี ให้กรรมดีบุญของการให้อภัย มันส่งผลและติดตัวของเราไปตลอดกาลในทุกชาติภพ

และเมื่อเราตั้งใจให้อโหสิกรรมแล้ว จะต้องทำจริง ให้มันมาจากหัวใจที่พร้อมจะอภัยในทุกเรื่องเป็นผู้ให้เสียก่อน เราต้องให้อโหสิกรรมต่อผู้อื่น รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้ง ๒ ประเภทเสียก่อน

ขอย้ำว่าทุกเรื่อง การให้อโหสิกรรมไม่ว่าเขาเคยโกงเงินเรา เคยทำความเดือดร้อนให้เรา เคยทำให้เราเสียใจ ขอให้คิดว่ามันเคยเป็นกรรมที่เราเคยทำมากับเขา ยิ่งเราเจ้าคิดเจ้าแค้น สิ่งที่จะโดนมันจะมอดไหม้ไม่ใช่คู่กรณีแต่เป็นเรา เรื่องมันผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป อย่าไปยึดติด ยึดถือว่ามันยังคงอยู่และเป็นของๆ เราตลอดกาล

วันนี้บ้านรถ เงินในบัญชี ลูก เมีย ผัวยังเป็นของเรา แต่วันหน้าเมื่อเราตายไปมันไม่ใช่ของเราอีกต่อไปอีกแล้ว เอาแค่เมื่อวาน หรือเมื่อ ๕ นาทีที่ผ่านมา เรื่องที่เราทำมันก็เป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว

อีกไม่นานเราก็ต้องจากไปแล้ว เมื่อเราจากไปแม้แต่น้ำที่เขาพากันมารดมือเรา แม้แต่หยดเดียวเรายังเอาติดตัวไปไม่ได้เลย มีแต่กรรมดีและกรรมชั่วที่เราต้องนำไปด้วยทุกภพทุกชาติ

เราต้องอยู่กับปัจจุบันกรรม ทำวันนี้ และเดี๋ยวนี้ให้ดี เพื่อจะให้มันส่งผลที่ดีในปัจจุบัน เชื่อมต่อไปที่อนาคต และไปลบล้างสิ่งที่เราเคยทำไม่ดีในอดีต

เมื่อเราให้อโหสิกรรมแล้ว สำหรับเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตอยู่นั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราจะไปขอโทษ ขอให้เขาให้อภัยในความผิดพลาดที่เราเคยทำกับเขา ไปด้วยความรู้สึกสำนึกผิด ไม่ใช่ไปเพราะต้องการจะเอาตัวรอดให้พ้นๆ ไปวันๆ คนทุกคนเขาไม่ได้โง่ ยิ่งเจ้ากรรมนายเวรนั้นเขาเฝ้าดูเรามาตลอด

ถ้าเราโชคดีหน่อย เจอเจ้ากรรมนายเวรที่เคยร่วมสร้างบุญ สร้างบารมีที่มีวิบากกรรมร่วมกันมา การขออโหสิกรรมนั้นคงง่ายดายมาก แต่ถ้าเราไปเจอเจ้ากรรมนายเวรที่เขามีแต่ความโกรธแค้น เราก็ต้องใช้บุญ และปัญญาเป็นตัวช่วย

เมื่อเข้าทางตรงไม่ได้ เข้าหน้าเจ้ากรรมนายเวรไม่ติด ก็ต้องพยายามทำบุญ ทำวรสังฆทาน แล้วอนุโมทนาอุทิศบุญกุศลไปให้เขาด้วย กล่าวออกชื่อ ออกที่อยู่เขาก็ยิ่งดีถ้าเรารู้ตัวอยู่แล้ว ถ้าไม่รู้ตัวจะใช้คำว่า ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี สัตว์ใกล้ตัว คนใกล้ตัว เทวดาใกล้ตัวก็ได้ และกล่าวขอให้อโหสิกรรมและขออโหสิกรรมกับเขา และพยายามทำทุกครั้งที่มีการสมาทานศีล การทำบุญ ทำทาน การทำสมาธิ

ขอให้เชื่อเถอะว่า บุญนั้นจะช่วยเราได้ทุกอย่าง เจ้ากรรมนายเวรเมื่อเขาได้รับบุญที่เราอุทิศไปให้ เขาก็จะเริ่มใจอ่อนเพราะบุญนั้นเขาไปมีส่วนช่วยให้เขาเป็นคนที่มีบุญมากขึ้น บารมีมากขึ้น วันหนึ่งเขาจะเข้าใจเรื่องของการให้อโหสิกรรมแน่นอน

เรื่องของการทำบุญนั้น อาจจะเปรียบได้เป็นเหมือนกับการที่เราตั้งใจเอาเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยไปชำระ แต่ตราบใดที่เจ้าหนี้เขายังไม่พอใจ หนี้ก็ยังไม่จบ การทำสมาธิเพื่อขออโหสิกรรม ต้องทำด้วยความสำนึกผิดเท่านั้นและเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจ และถ้าเขารับอโหสิกรรมก็เท่ากับหนี้กรรมที่เคยคั่งค้างกันไว้ก็ทุเลาลงหรือหมดไป

หลายคนที่เคยกลัวเจ้ากรรมนายเวร เมื่ออ่านหนังสือนี้ มาถึงตอนนี้คงค้นพบวิธีการง่ายๆ ที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจ และเลิกราวางมือไปจากชีวิตของเรา และจะช่วยทำให้บุญทั้งหมด ในอดีตชาติ ชาติภพปัจจุบัน ได้ส่งผลออกดอกได้อย่างเต็มที่ ชีวิตก็จะมีแต่ความรุ่งเรือง มีความสุข

Read Full Post »

มาในเรื่องนี้จะพูดถึงเรื่องครอบครัวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ ขอเริ่มจากเรื่องลูกก่อนเพราะเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรในยุคนี้ ใครมีลูกที่เกเร ไม่เชื่อฟัง ทำตัวไม่ดีล้างผลาญหรือวันๆ ทำแต่เรื่องปวดหัวเข้าบ้าน ก็คงจะแย่หน่อย เพราะไหนจะต้องทำมาหากิน ไหนจะต้องอบรมลูกวิธีแก้นั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ต้องเริ่มจากการแก้ที่ตัวเองหรือตัวของพ่อและแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อนคือ

เพราะก่อนอื่นเราควรรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็นลูกหนี้มีกรรมที่ต้องชดใช้ให้เขา 

ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะก่อนลูกจะเกิดนั้น ตอนที่เขาอยู่ในภพภูมิรอที่จะมาเกิดในท้องแม่นั้น  ลูกเขาเป็นเจ้าหนี้ เขาเองเป็นคนเลือกพ่อแม่ ที่เลือกคนที่สร้างกรรมกับเขามามากที่สุดหรือลุกหนี้รายใหญ่ที่สุด

เขามาเกิดในท้องแม่คนนี้เพื่อให้ทั้งพ่อแม่ได้ชดใช้กรรมให้แก่เขา แต่พอลูกเกิด ลูกก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นลูกหนี้ด้วย เพราะในร่างกายของเขาก็มีส่วนหนึ่งของพ่อแม่อยู่ในนั้น รวมถึงพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูอุ้มชูตั้งแต่เกิด

สำหรับคนที่เป็นพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง ญาติหรือแม้แต่ไม่ใช่ญาตินั้น ที่ในชาตินี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูนั้นก็เช่นกันที่เคยเป็นลูกหนี้เขามาก่อน ถ้าไม่เคยมีกรรมร่วมกันมาก็คงไม่ต้องมานั่งเลี้ยงดูเขาหรอก แต่ใครจะหนักจะเบาแค่ไหนก็แล้วแต่บุญและกรรมที่ทำร่วมกันมา ที่มาจากอาจจะเคยชาติหนึ่งชาติใดเป็นพ่อแม่ลูกกันมาก่อนและเคยทิ้งขว้าง ไม่ได้เลี้ยงดูเขาตามที่ควรที่เหมาะสม มาชาตินี้ก็ต้องมาเลี้ยงดูกันให้หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป

ให้สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถึงจะไม่ได้เป็นพ่อหรือแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ทำไมมีจิตใจผูกพันกัน เป็นทุกข์เป็นร้อนห่วงใยไม่สิ้น เขาเรียกว่าไฟมันไม่หมดเชื้อ ดังนั้นก็ขออย่าไปคิดมากหรือคิดจะหนีกรรมนี้ไป บอกได้คำเดียวว่าไปไม่พ้น ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม และยิ่งกับคนที่เคยอธิษฐานไว้ทำนองว่า จะขอเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันทุกชาติ หรืออยู่ร่วมกันทุกชาติ รับรองว่าต้องร่วมกรรมกันไปอีกนาน ชาตินี้ยังไม่ถึงคิวก็เป็นลูกเลี้ยงไปก่อน พออีกชาติหนึ่งก็อาจจะมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองอย่างแท้จริง เป็นการสะสมกรรมร่วมกันการแก้ไขเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ลูกอยู่โอวาทไม่ทำตัวเหลวไหลไม่ว่าจะเป็นลูกจริงหรือลูกเลี้ยงหรือแม้กระทั่งเอาเขามาเลี้ยงดู  ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า

เรื่องแรก ต้องเร่งสร้างบุญที่ตนเองทำได้ให้เป็นบุญใหม่ของตนในชาตินี้ ให้สร้างบุญแบบสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนาเมื่อสร้างบุญเสร็จสิ้นทุกครั้งก็อุทิศบุญไปให้ลูก รวมถึงเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของลูกด้วย

การอุทิศบุญไปให้เทวดาประจำตัวของลูก  เพื่อขอเมตตาจากท่านช่วยอบรมจิตใจของลูกอีกทางหนึ่ง ให้ท่านดลใจชักนำให้ลูกเห็นในทางที่ถูกต้องซึ่งรับรองว่าท่านช่วยแน่นอน เพราะท่านก็คือบรรพบุรุษหรือคนในสายเลือดเดียวกันย่อมอยากเห็นบุตรหลานไปในทางที่ดี อีกทั้งท่านเป็นผู้มีภูมิธรรมย่อมปรารถนาให้คนทั้งปวงไปในทางที่ดีงามถูกธรรม

การอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรของลูก เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจในบุญที่เราอุทิศบุญไปให้และขอให้เขาถอนตัวจากที่เขากำลังกระทำกับลูกหรือที่กำลังส่งผลอยู่ ที่เขาอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกไปสร้างกรรมชั่ว เพื่อที่จะได้หมดบุญไปเร็วๆ แล้วไปทุกข์ทรมานกับเขาหรือเหมือนกับเขาที่ได้รับอยู่

เรื่องที่สอง ต้องรู้จักการอโหสิกรรมต่อกัน การที่จะให้ลูกเลิกประพฤติตัวไม่ดี ทำให้เราทุกข์ใจหรือเสียเงินเสียทองโดยไม่ควรจะเสียให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องกล่าวขออโหสิกรรมกับลูกก่อน และต้องให้อโหสิกรรมต่อเขาด้วยไม่ต้องไปอายไม่ต้องไปเขิน

แค่คำพูดที่ออกมาอย่างจริงใจว่า “พ่อขอโทษนะลูกหรือแม่ขอโทษนะลูก” เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายน่าขัน เป็นสิ่งที่ดีมากด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า พ่อแม่และลูกทุกคนเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน เป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ การขออโหสิกรรมต่อกันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นพ่อแม่นั้นก็ไม่ได้ทำถูกคิดถูกไปหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องมีผิดพลาดหรือทำลงไปกับลูกทั้งกาย วาจา ใจด้วยความหลงผิดได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ไม่มีสติ จะยิ่งสร้างกรรมไม่ดีต่อลูกได้มาก

เรื่องที่สาม ต้องสอนให้ลูกอยู่ในศีลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ซึ่งอาจจะต้องใช้ลูกเล่นกันบ้าง ก็ไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด เพราะเป็นการชักชวนนำทางให้เขาสร้างกรรมดี เช่น เวลาที่ให้เงินลูกไปโรงเรียนหรือให้เงินไปทำอะไรก็ตาม บอกให้ลูกสมาทานศีล 5 เสียก่อนแล้วถึงจะมอบเงินให้ไป เพราะจะทำให้เรานั้นได้มีโอกาสทำบุญกับผู้รับบริสุทธิ์มีเนื้อนาบุญอย่างน้อยเขาก็มีศีล 5 ในตอนนั้น การสมาทานศีล 5 นั้นไม่จำเป็นต้องสวดเป็นภาษาบาลี สอนลูกให้กล่าวสมาทานศีลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็ได้ เช่น  

“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ ขอตั้งสัจจะสมาทานศีล หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ สองไม่ลักทรัพย์ สามไม่ทำผิดในกาม สี่ไม่โกหกมุสา พูดคำเท็จ ห้าไม่ดื่มเหล้าของมืนเมาทั้งปวง บัดนี้ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ เป็นผู้มีศีล 5 แล้ว พ่อแม่ก็มาทำบุญกับข้าพเจ้าได้..”

ถ้าได้เพิ่มเรื่องการสวดมนต์ และทำสมาธิเข้าไปด้วยจะยิ่งดีขึ้นเร็วอีกหลายเท่า เรื่องเหล่านี้ทำได้ในบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่น่าขันหรือน่าหัวเราะ เป็นเรื่องที่ดีที่จะปลูกฝังให้เด็กมีศีลธรรมกำกับชีวิตเขาไว้ พ่อแม่นอกจากสอนให้เขาสมาทานศีลแล้ว ต้องสอนให้เห็นถึงข้อดีของการเป็นผู้รักษาศีล และข้อเสียของการที่ไม่มีศีล เดี๋ยวนี้สื่อมีทั้งทีวี หนังสือพิมพ์อินเตอร์เน็ต มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมายเคล็ดสำคัญที่อยากจะย้ำอีกครั้ง คือ

หนึ่ง หมั่นสร้างบุญทั้งทาน ศีล ภาวนาแล้วอุทิศบุญให้ลูกพร้อมกับเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของเขา

สอง ต้องหมั่นให้อโหสิกรรมต่อกัน

สาม ฝึกให้เขาอยู่ในศีลด้วยการสมาทานศีล สวดมนต์และทำสมาธิ

สี่ พ่อแม่ให้อภัยทานเขาตลอดเวลา

พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกในทุกๆ วัน ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กรรมนั้นติดตัวเขาไปจนชีวิตทำอะไรก็ไม่ขึ้นไม่เจริญ เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอย่างน้อยก่อนตายไป ก็คงอยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดีทั้งนั้น

การให้อภัยของพ่อแม่มีผลดีหลายทาง รวมถึงจะช่วยทำให้พ่อแม่ที่เป็น “ผู้ให้” นั้นมีจิตโล่งโปร่งสบาย จิตพร้อมรับบุญกุศลที่เคยทำมา อย่าให้ความโกรธนำไปสู่กรรมทั้งกาย ทางวาจา และกรรมทางใจ ที่จะมาเหนี่ยวรั้งบุญที่กำลังจะส่งผล การให้อภัยให้ยึดหลักพรหมวิหาร 4 เป็นหลัก ให้เมตตาก่อน จะเกิดกรุณา เมื่อเกิดกรุณาจะเกิดมุทิตาหรือความยินดี สุดท้ายจะนำไปสู่การวางเฉยหรืออุเบกขาในที่สุด สำหรับลูกผู้เป็น “ผู้รับ” เขาจะสัมผัสได้ในความรัก ความเมตตาที่พ่อแม่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ

การให้อภัยทานนั้นถือว่าเป็นทานที่มีอานิสงส์บุญสูงสุดในบรรดาทานทั้งปวง ทำเมื่อใดได้เห็นผลกันทันตา ทันทีทันใด

Read Full Post »