Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘อธิษฐาน’

ในบทแรกที่พูดถึงการทำบุญที่ต้องทำเจตนาบริสุทธ์ทั้ง 3 ระยะทั้งก่อนทำ ขณะทำและหลังทำ โดยที่แนะนำว่าอย่าไปจิตตกทั้ง 3 ระยะอย่าไปคาดหวังในบุญ อยากขออะไรให้มาขอในตอนอธิษฐานแทน  เพราะถ้าเราไปคาดหวังให้เป็นแบบนั้น กรรมทางใจนั้นจะมาหน่วงสิ่งที่ควรจะได้ให้ช้าลงไปอีก ให้ทำใจสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก มาถึงบทนี้จะขออนุญาตพูดถึงการอธิษฐานอย่างละเอียดให้รับทราบกัน ที่อาจจะยาวไปสักนิดในบทนี้แต่สำคัญจริงๆ ไม่แพ้บทอื่นแต่อย่างใด

การอธิษฐานในแบบของพระพุทธศาสนาจะมีความเชื่อในเรื่อง กฎแห่งกรรม คือว่าด้วยเหตุและผลที่เป็นไปตามการกระทำเข้ามาเป็นส่วนประกอบเป็นปัจจัยสำคัญ ชาวพุทธศาสนาจะมีความเชื่อและความคุ้นเคยกับการอธิษฐาน

ครูบาอาจารย์ท่านเน้นว่า การอธิษฐานจะได้ผลก็ต่อเมื่อได้ประกอบคุณงามความดีต่างๆ ก่อนให้มากพอหรือมีการทำเหตุให้ตรงสมบูรณ์พร้อม แล้วค่อยขอพรหรือตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ตั้งความปรารถนาไว้ หากมีพลังบุญเป็นปัจจัยเสริมมากพอแรงอธิษฐานก็จะส่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

ซึ่งเมื่อเหตุนั้นตรงและสมบูรณ์ ปัจจัยสมบูรณ์ ผลที่ออกมาจะสมบูรณ์ตามที่อธิษฐานนั้น

ในศาสนาพุทธนั้น เชื่อว่าโชคชะตาชีวิตของคนทุกคนนั้น จะดีหรือเลว จะมั่งมีหรือจน จะเป็นทุกข์หรือสุข จะผ่านอุปสรรคในชีวิตนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เทพเจ้า ดวงดาวหรืออำนาจอื่นใดทั้งสิ้น ไม่มีฟ้าลิขิตทั้งสิ้น

สิ่งที่จะกำหนดโชคชะตาชีวิตของคนนั้นคือ กรรมลิขิต มนุษย์เป็นผู้กำหนดโชคชะตาชีวิตของตัวเองด้วยการกระทำที่มาจากกาย วาจา ใจ ที่รวมเรียกว่า กรรม และมีกฎแห่งกรรมเป็นผู้ควบคุม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครมีอำนาจมาเบี่ยงเบนผลลัพธ์ได้ ใครทำเหตุอะไรไว้ก็ต้องได้ผลตามเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ใครทำชั่วแล้วได้ดี หรือทำดีแล้วได้ชั่วเป็นอันขาด

การอธิษฐานนั้นเป็นการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง เป็นการตั้งเป้าหมายหรือจะเรียกว่าเป็นการล๊อคเป้าหมายว่าเราจะทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วงไป ถือเป็นเข็มทิศของจิต หากแต่จะสำเร็จหรือไม่มีองค์ประกอบสำคัญๆ อยู่หนึ่งประการ คือ จิตในขณะที่กำลังอธิษฐานนั้นมีกำลังหรือไม่?

จิตจะมีกำลังได้ด้วยบุญ เพราะบุญเป็นอาหารแห่งจิต

ดังนั้นการสร้างบุญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในอันดับหนึ่งในหารอธิษฐานให้ได้ผล แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นสนับสนุนอยู่อีกหนึ่งอย่าง ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เคยเป็นผู้ประกอบกรรมที่สนับสนุนกับการอธิษฐานนี้หรือไม่ หากมีมากก็จะอธิษฐานให้สำเร็จได้โดยง่าย หากมีน้อยก็จะสำเร็จได้โดยยาก และหากไม่มีก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้เลย

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า การอธิษฐานกับการไปบนบานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่อง คนละทางกันเลย การอธิษฐานเป็นเรื่องดีในชีวิตที่ควรทำ แต่การบนบานนั้นเป็นการไปติดสินบนที่ไม่ควรทำ!!!

องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการอธิษฐานนั้นให้สัมฤทธิ์ผลมีอยู่ 4 ประการก็คือ

1. พลังจิตที่บริสุทธิ์สะอาด เป็นบาทฐานกำลัง เราทราบกันดีแล้วว่าการจะทำให้จิตนั้นสะอาดผ่องใสได้ด้วยการสร้างบุญอันมาจากทาน ศีลและภาวนา ยิ่งทำบุญมากแบบถูกต้อง ถูกธรรมแล้ว จิตจะผ่องใสขึ้นแน่นอน

2. บุญบารมีที่ได้ทำมาไม่ว่าจะเป็นบุญเก่าและบุญใหม่เป็นตัวเชื่อม การที่จะอธิษฐานให้ได้ผลนั้น อานุภาพแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้อธิษฐานและเป้าหมายที่ต้องการ ที่บุญนั้นจะต้องครบถ้วน หรือเหตุนั้นจะต้องครบสมบูรณ์ ดังการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้ว่า

ในอดีตชาตินั้นของพระพุทธองค์ เคยถือกำเนิดเป็น สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศว่าพระทีปังกร (พระพุทธเจ้าลำดับที่ 4) จะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤๅษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมฤาษีของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า นิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

แต่การที่ พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้นั้นต้อสะสมบุญบารมีให้ โดยเฉพาะในทศชาติสุดท้ายได้กระทำบุญบำเพ็ญบารมีนานาประการจนสูงสุด อันได้แก่

ชาติที่ 1 พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี คือ ความอดทนอย่างสูงสุด

ชาติที่ 2 พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี คือความพากเพียรอย่างสูงสุด

ชาติที่ 3 พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือความเมตตาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 4 พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ “อธิษฐาน” บารมี คือ “ความมีจิตแน่วแน่” อย่างสูงสุด

ชาติที่ 5 พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือความมีปัญญาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 6 พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมีคือความมี ศีลอันเป็นเครื่องประคองกายวาจาใจอย่างสูงสุด

ชาติที่ 7 พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดกลั้นอย่างสูงสุด

ชาติที่ 8 พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉยแน่วแน่ไม่หวั่นไหวอย่างสูงสุด

ชาติที่ 9 พระวิฑูรย์บัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจะบารมี คือความมีสัจจะวาจาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 10 พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมีคือ การให้ทานสูงสุด

บุญบารมีทั้งหลายที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติรวมกับการบำเพ็ญทศชาติบารมีอย่างสูงสุดแล้ว เมื่อบุญส่งผลในเวลานั้นจึงทำให้พระพุทธองค์ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมให้คำอธิษฐานได้บรรลุผลและกลายเป็นความจริง

3. จุดประสงค์แห่งการอธิษฐาน ที่ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่งามเป็นสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นถูกต้องทางธรรมไม่ขัดแย้งกัน  การอธิษฐานนั้นจึงจะมีความสัมฤทธิ์ผลได้ หรือจะเรียกว่าการอธิษฐานที่เต็มไปด้วยกิเลส ด้วยความเห็นแก่ได้อย่างนี้จะสำเร็จผลได้ยาก  การอธิษฐานที่ปิดทางคนอื่น ไปพรากประโยชน์คนอื่นหรือด้วยต้องการให้คนอื่นฉิบหายนั้นไม่ใช่การอธิษฐานแต่เป็นการสาปแช่ง และไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีทางเกิดผล เพราะบุญกับบาปนั้นคนละทางกันเลย

4. อย่าอธิษฐานให้เกินบุญของตน หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลย อาจจะอธิษฐานที่เกินบุญที่ตนเองมี เช่น อธิษฐานขอให้มีโชคลาภถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งบุญของตนนั้นไม่พอที่จะได้ลาภใหญ่แบบนั้น เหมือนคนที่เงินอยู่ 10 บาทแต่อยากจะเปิดร้านค้าใหญ่โตซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะได้จริงต้องทำเหตุให้ตรงเสียก่อน รู้ว่าบุญไม่พอก็เร่งสร้างบุญเสียให้พอ เรื่องนี้อาจจะยากสำหรับคนบางคน เพราะคนกำลังเดือดร้อนมากมักจะอยากให้ได้อะไรเร็ว ขอให้อธิษฐานที่เป็นไปได้แล้วจะเป็นไปได้ค่อยๆ ขยับขึ้นตามบุญที่ทำมา

5.ต้องทำเหตุให้ตรงกับสิ่งที่อธิษฐานขอไว้ (เป้าหมาย)

หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย อีกสาเหตุหนึ่งก็ขอเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว แต่ไม่ลงมือทำให้เหตุนั้นตรงกับเป้าหมายที่อยากจะได้ เช่น  อธิษฐานขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ไม่อ่านหนังสือ นอนรอว่าอย่างไรก็ได้ อย่างนี้มันไม่ทางเป็นไปได้ อยากรวยแต่ขี้เกียจทำงาน อยากมีแฟนสวยแต่วันๆ เก็บตัวอยู่กับบ้าน ทำตัวสกปรกรกรุงรัง แบบนี้อย่างไรก็ไม่ได้ นอกจากบุญเก่ามากพอจริงๆ ถึงจะได้ 5 องค์ประกอบนี้สำคัญมากที่ต้องครบถ้วนเพื่อที่จะให้การอธิษฐานนั้นได้ผล

ยังมีอีกเคล็ดสำคัญคือ การอธิษฐานขอบุญกับจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี

เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองโดยพื้นฐานสำคัญเราต้องมีบุญร่วมกับท่านซึ่งบุญเก่านั้นเราอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ได้แต่เราสามารถทำได้โดยการเชื่อมบุญกับท่านด้วย

– ทำบุญกับท่าน ข้อนี้ง่ายถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่เราสามารถทำกับท่านได้โดยตรง ทั้งการถวายกับตัวท่านเองหรือฝากคนอื่นไปถวายแทน แต่ถ้าท่านละสังขารไปแล้วให้อุทิศบุญถวายท่านเช่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน

– ร่วมทำบุญกับท่าน  เรื่องนี้ง่ายเพียงเราไปร่วมสร้างบุญกับท่าน หรือเมื่อทราบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ ก็บริจาคเงินหรือสิ่งของไปให้ท่านทางธนาคารหรือไปรษณีย์

– อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ เมื่อเราเห็นหรือทราบข่าว่าท่านสร้างบุญกุศลเรา เราก็ร่วมยินดีในบุญที่ท่านทำ เพียงกล่าว ขออนุโมทนาบุญที่ท่านทำ เราก็ได้บุญแล้ว แต่ไม่เท่าที่ท่านทำเพราะเราไม่ได้สร้างเอง

ตัวอย่างคำอธิษฐานทั่วๆ ไป

            ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……………………ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้หรือวันนี้ เมื่อเวลา ….. สถานที่… (ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง)

อุทิศให้แก่……………… (กล่าวอุทิศตามปกติ)

            ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า…..(ชื่อและนามสกุลหรือผู้อื่นในกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ (ระบุ บอกรายละเอียด) ฯลฯ…นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

(ใส่กรอบเทา)

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์) 

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใดๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง)

ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่างๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดีทั่วๆ ไป 

            โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใดๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใดๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ  …………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆ นั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อยๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุกๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

โฆษณา

Read Full Post »

การจะถวายของแก่พระภิกษุสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร การทำสังฆทาน หรือถวายอะไรก็ตามมักจะมีการอธิษฐานหรือที่เรียกว่าการ “จบของ” ซึ่งบางคนอาจจะจบนาน บางคนอาจจะจบช้าด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในตอนนั้น

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.อยุธยา พระอริสงฆ์ที่ทุกคนกราบท่านได้ทั้งหัวใจ สมัยที่ท่านยังไม่ละสังขาร ท่านได้เมตตาสอนเรื่องว่าควรจะอธิษฐานอย่างไรที่ยังคงสืบทอดกันมาและยังมีปรากฏหลักฐานอยู่ในเว็บไซต์ของวัดถ้ำเมืองนะ (www.watthummuangna.com) ที่ขอแนะนำว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีมากเพื่อจะได้รู้จักหลวงปู่ดู่ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติธรรมที่จะทำให้เจริญในธรรมได้ผลดียิ่งขึ้น หลวงปู่เมตตาสอนไว้ว่า

“ก่อนที่เราจะถวาย ให้จบมาเสียก่อนจากบ้าน เนื่องจากพอมาถึงวัด มักจะจบไม่ได้เรื่อง คนมากมายเดินไปเดินมา จะหาสมาธิมาจากไหน เราจะทำอะไรก็ตามอธิษฐานไว้เลย เวลาถวายจะได้ไม่ช้า เสียเวลาคนอื่นเขาอีกด้วย บางคนก็ขอไม่รู้จบให้ตัวเองไม่พอ ให้ลูกให้หลานจิตเลยส่ายหาบุญไม่ได้”

จากเมตตาของหลวงปู่ดังกล่าว ทุกคนก็จะได้รับทราบทางสว่างถึงการสร้างบุญแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยและอุทิศบุญได้แบบครบถ้วน เพราะในช่วงเวลาสำคัญที่กำลัง “จบของ” อยู่นั้นอาจจะถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุมได้

ครูบาอาจารย์ท่านจึงเมตตาแนะนำว่าควรอธิษฐานเสียก่อนที่จะใส่บาตร ก่อนไปวัด ก่อนไปทำบุญเพื่อบุญจะได้ไม่ตกหล่นสามารถทำได้ทุกบุญที่เราทำ

การสร้างบุญกุศลนั้นขอให้ยึดหลักการสร้างบุญบารมีในบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญที่มีทั้ง 10 ช่องทาง มีเพียงบุญจากการทาน เท่านั้นที่ใช้เงิน ส่วนที่เหลืออีก 9 ช่องทางไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียวคือ บุญจากการรักษาศีล  บุญจากการเจริญภาวนา บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตน บุญจากการช่วยเหลือสังคมรอบข้าง บุญจากการเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา บุญจากการ ยอมรับและยินดีในการทำความดี บุญจากการฟังธรรม  บุญจากการธรรมทาน บุญจากการทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม

เคล็ดสำคัญที่จะช่วยให้การทำบุญนั้นได้รับผลบุญมากคือ ต้องระมัดระวังจิตใจทั้ง 3 ระยะเป็นสำคัญต้องดูแลจิตให้ไปทางกุศลอย่าให้จิตตก ทั้งก่อนทำ ขณะทำและหลังทำบุญ ทั้ง 3 ช่วงระยะสำคัญนี้ต้องทำใจให้โล่งๆ โปร่งสบายๆ ยิ่งใจเป็นกุศล นิ่งมากเท่าใด บุญที่ได้รับก็มากตามเท่านั้นเพราะผู้ให้นั้นบริสุทธิ์

เคล็ดสำคัญที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นมากคือ อย่าไปคิดว่าทำบุญแล้วต้องได้ผลอย่างนั้น เมื่อนั้นเมื่อนี้ แบบต้องรวยทันใจ ต้องให้คนมาหลงรัก ต้องแก้ดวงตกเคราะห์ไม่ดีได้ ถ้าไปคิดหวังผลแบบนั้นเลย อาจจะไม่ได้ตามที่หวัง เพราะการคิดแบบนั้นจะไปขวางทางบุญไม่ให้ส่งผลได้เต็มที่

ขอให้ทำบุญแบบไม่หวังผลใดๆ เข้าตัว ทำบุญเพื่อชำระจิตใจให้สะอาด เพื่อให้คนอื่นมีความสุขในบุญของเราที่ทำ ส่วนเรื่องของอานิสงส์บุญอย่างไรก็ต้องได้ เป็นกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว เราหว่านอะไรไว้ต้องได้ผลแบบนั้น  

อยากได้อะไร อยากขอในเรื่องไหน ขอให้ ไปตั้งจิตในตอนอธิษฐาน ไม่ใช่ในช่วง 3 ระยะสำคัญที่ทำบุญอยู่

เคล็ดในการอธิษฐานนั้นจะอธิบายให้ทราบอย่างละเอียดชัดเจนทุกขั้นตอนในบทต่อไป และเวลาทำบุญก็อย่าไปกังวลว่าพระสงฆ์ ท่านจะเอาของที่ใส่ ทำสังฆทาน ปัจจัยต่างๆ ไปทำอะไร รวมถึงเวลาที่เราจะช่วยเหลือใครแล้วไม่ต้องไปหวังผลตอบแทน “ให้” เพราะอยากเห็นเขามีสุขได้ ให้เพราะอยากเห็นเขาคลายจากความทุกข์ ความไม่มีความขัดสนก็พอ

แต่อย่า “ให้” เพื่อเขาเอาไปทำบาปเป็นอันขาด เช่น การเลี้ยงเหล้า การให้เงินไปทำแท้ง ให้เงินไปทำในสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรม เพราะการให้แบบนั้นคือ การร่วมกรรมไม่ดีที่จะส่งผลกรรมแรงมาก ต้องพิจารณาให้ดี

หลายคนทำบุญไม่ได้บุญเพราะจิตตกคิดไปทางอกุศล จิตส่ายไปคิดโน่นคิดนี่จนอาจจะถึงขั้นปรามาสพระสงฆ์ท่าน จะเป็นกรรมหนักเสียเปล่าๆ จะทำบุญแล้วไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องระแวง ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่าวัตถุทานที่ใส่บาตรนั้น

– ถ้าเป็นของดีที่ประณีตมากเหนือกว่าที่เรากินและใช้ก็จะได้บุญมากขึ้นทวีคูณ

– ถ้าเป็นของดีเสมอกับที่เรากินเราใช้ก็ได้บุญเท่าที่เราทำเสมอตัวตามนั้น

– แต่ถ้าเป็นของไม่ดีของเลวกว่าที่ตนเองกินและใช้ อานิสงส์ของบุญที่ได้นั้นจะน้อยมากเพราะเป็นทานที่ไม่เต็มใจ เป็นทานที่ขาดเจตนาที่เป็นกุศล

การพิจารณาคุณภาพของวัตถุทานนั้นสำคัญมาก มหาเศรษฐีหรือคนรวยบางคน มีเงินมากจริงเพราะได้รับอานิสงส์ในการทำทานมามาก แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินนั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะทานที่ทำมานั้นเป็นทานชั้นต่ำ ทำทานด้วยของไม่ดีหรือทำทานด้วยความไม่เต็มใจ หรืออาจจะมาจากการทำทานที่หวังผลตอบแทน ทำบุญแบบการค้าแลกเปลี่ยนกัน

คงจะพอเคยเห็นคนรวยที่ขี้เหนียวมาก เวลาที่จะกิน จะซื้ออะไรก็จะเลือกกินแต่ของใกล้จะเสีย หรือของเหลือเดน รวมถึงคนที่กินได้ประเภทกินแต่ข้าวต้มกับปลาเค็ม เศษผักอะไรประเภทนั้น ของดีๆ มีประโยชน์กินไม่เป็น กินไม่ได้ เหตุเป็นเพราะอาจจะทำทานชั้นต่ำมาก่อนและเหตุจากวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผลให้เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่บางคนอยากจะกิน อยากจะใช้ของดีแต่ก็ทำไม่ได้ บางคนใส่เสื้อผ้าดีๆ กินอะไรดีๆ ไม่ได้เลย ต้องมีผื่นคันหรือถึงขั้นเจ็บไข้ล้มป่วยไปเลย

ดังนั้นการใส่บาตรหากไม่พิจารณาแล้วเอาของเหลือเดน ของบูดเน่าเสียไปใส่บาตร อันนี้จะพูดถึงการที่ไม่รู้มาก่อน นอกจากได้บุญน้อยหรือแทบจะไม่ได้บุญแล้ว ยังไปสร้างบาปเสียอีกเพราะพระสงฆ์ที่รับไปนั้น ท่านเอาไปฉันหรือใช้ไปแล้วเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ถือว่าเป็นการไปขวางการปฏิบัติธรรมของท่านด้วย แต่สำหรับพวกที่รู้แก่ใจอยู่แล้วว่าของนั้นบูดเน่าเสีย แล้วยังเอาสิ่งของนั้นไปทำบุญอีก บุญนั้นไม่ได้รับอยู่แล้วล้านเปอร์เซ็นต์ มีแต่บาปล้วนๆ เท่านั้น

เหมือนเป็นการเอายาพิษไปให้พระสงฆ์เลยทีเดียว และจะทำอะไรไม่เจริญเลยในชาตินี้

ครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งโบราณท่านรู้เรื่องเคล็ดวิชาเหล่านี้ดี ท่านจึงสอนเสมอว่าต้องพยายามเอาของดีที่สุดที่มีอยู่ใส่บาตร เช่น ข้าวปากหม้อที่หุงใหม่ กับข้าวที่ทำเสร็จใหม่ ผลไม้ที่กำลังสุกงอมดี อะไรที่ไม่ดีท่านจะไม่เอาไปใส่บาตรหรือเอาไปทำบุญ ทำสังฆทานเลยเป็นอันขาด เพราะท่านรู้หลักการทำบุญด้วยของที่ดีกว่าตนเองกินและใช้ เพื่อที่จะเกิดบุญมาก

ยิ่งสมัยนี้มักนิยมทำสังฆทานถังเหลืองกันมากเพราะสะดวกไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียม ขอแนะนำว่าให้ดูให้ดีๆ ในสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในนั้นดูวัน เดือน ปีที่ที่หมดอายุด้วย หากยังพอที่จะมีเวลาก็ควรจะหาซื้อเองจะได้บุญมากขึ้นตามเจตนาและความพยายามในการสร้างบุญนั้น และยังมีอีกหลายอย่างที่พระสงฆ์ท่านต้องการใช้จริงๆ เช่น ยาสระผม รองเท้าแตะ เครื่องเขียน มีดโกน ผ้าขนหนูเนื้อดี ไฟฉาย ฯลฯ

ลองพิจาณาดูว่าอะไรที่ท่านต้องการใช้จริงๆ เพื่อให้ท่านสะดวกในการปฏิบัติธรรม การ”ให้”ที่ตรงกับคนรับต้องการนั้นได้บุญมากด้วย เพราะตรงกับความเดือดร้อน ตรงเวลา ตรงประโยชน์

หลายคนไม่ค่อยมีเวลาในตอนเช้าที่จะไปใส่บาตร เพราะอาจจะติดภารกิจต่างๆ  ก็ให้เอาเงินที่จะใช้ใส่บาตรในแต่ละวันนั้น ใส่ซองหรือใส่กระปุกเก็บไว้ก่อน เมื่อมีเวลาเมื่อใดก็ไปที่วัดเอาเงินในกระปุกนั้นตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นค่าภัตตาหารของพระสงฆ์ สามเณร เงินนั้นจะน้อยหรือมากไม่เป็นไร  ไม่สำคัญอยู่ที่เจตนา ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า ควรฉลาดในการทำบุญคือ เฉลี่ยบุญให้ครบในทุกวัน

เช่น ใน 7 วันนี้เราเก็บเงินในกระปุกได้ 7 บาทก็อธิษฐานว่า ขอถวายเป็นค่าภัตตาหารของสงฆ์วันละ 1 บาทครบ 7 วัน พออาทิตย์หน้ามาทำใหม่ก็ใช้วิธีเดิมจะได้บุญครบถ้วนทุกวัน เงินบาทเดียว สลึงเดียวถ้าเป็นเงินบริสุทธิ์มาจากความอดออม มาจากความตั้งใจอย่างแรงกล้าแล้ว คนที่ทำทานนั้นจะได้บุญมากเหลือที่จะสุดบรรยายได้

สำหรับการเฉลี่ยบุญแบบนี้ จะทำให้เราได้สร้างบุญครบต่อเนื่องไปทุกวันไม่มีขาดตอน ถือว่าเป็นการสะสมบุญให้กลายเป็นบุญใหญ่ บุญกุศลก็จะหนุนนำชีวิตให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน และเป็นการส่งเสริมให้จิตอยู่กับกุศลตลอดเวลา

หรืออาจจะใช้วิธีฝากหรือไหว้วานให้คนอื่นไปใส่บาตรแทนให้ก็ได้ แต่ก็ให้”จบของ” เงินนั้นเสียก่อนแล้วค่อยมอบเงินให้ไป เรื่องนี้ถือว่าได้บุญสองเท่าด้วย เพราะนอกจากจะได้บุญจากการใส่บาตรแล้ว ยังได้บุญจากการที่ชักชวนคนไปสร้างบุญด้วย แต่อย่าไปบังคับไปขู่เข็ญให้เขาทำแทนโดยที่ไม่เต็มใจ เพราะจะเป็นบาปปนกับบุญ

ถ้าอยากจะได้บุญถึง 3 เท่า 3 ทาง เงินที่เตรียมใส่บาตรไว้ที่เตรียมจะให้คนอื่นไปใส่บาตรแทนนั้น เราก็ให้เกินจำนวนที่เตรียมจะใช้ใส่บาตรจะดียิ่งขึ้น เช่น เงินที่เตรียมใส่บาตร 100 บาทใน 1 อาทิตย์ก็เพิ่มเป็น 150 บาทส่วนที่เพิ่ม 50 บาทให้เป็นทานแก่คนที่ไปใส่บาตรแทนให้ก็จะได้บุญทั้ง 3 ทาง 

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่ง เมตตาแนะนำเสริมว่าโดยเฉพาะการ “จบของ” ก่อนใส่บาตรหรือทำสังฆทานนั้น ผู้ที่กำลังมีเจ้ากรรมนายเวรมารังควานมารบกวนหรือคิดว่ามี ที่กำลังทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านการเงิน การงาน สุขภาพหรือด้านใดก็ตาม

ขอให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญไปตอนนั้นเลย…และต้องแบบเจาะจงเฉพาะตัว

เฉพาะเรื่องที่กำลังมีปัญหาอยู่ ถ้าจะให้ดีมากๆ ให้เจาะจงเรื่องที่ต้องการจริงๆ เพียงเรื่องเดียว อย่าเหมารวมทุกเรื่องแบบบุฟเฟต์ ปนมั่วสับสนกันไปหมดเพราะแรงบุญนั้นอาจจะกระจายไปเรื่องนั้นนิด ไปเรื่องนี้หน่อย จนอาจจะไม่เกิดพลัง ไม่เกิดผลเท่าที่ควร จึงขอแนะนำให้อธิษฐานในเรื่องเดียวแบบตรงประเด็นที่สุด เช่น

“ด้วยบุญกุศลในการใส่บาตร (หรือทำสังฆทาน) ที่ข้าพเจ้า ……….(ชื่อของตน) ได้ทำสำเร็จแล้วในวันนี้ ขออุทิบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ตามจองเวรอยู่ในขณะนี้ที่กำลังทำให้เดือดร้อนเรื่อง…..(เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม) ขอให้ท่านเมตตามารับ มาร่วมอนุโมทนาบุญที่ทำนี้  เมื่อท่านยินดีพอใจในบุญนี้แล้วขอให้ถอนตัวจากอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้น และให้อโหสิกรรมกับข้าพเจ้า ขออานิสงส์แห่งบุญนี้ช่วยปรับภพภูมิให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่ในภพภูมิที่มีความสุขยิ่งขึ้นไป นับตั้งแต่บัดนี้เทอญ” (คำอธิษฐานนี้อาจจะแตกต่างกันไปตามครูบาอาจารย์ แต่รับรองว่าถ้าถูกธรรมแล้วดีทุกครูบาอาจารย์ เพราะท่านพิจารณาแล้วขอให้เลือกใช้ได้ตามจริตของท่าน)

เวลาที่อธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตานี้ ในช่วงที่หลับตาตั้งจิตอธิษฐานขอให้นึกภาพว่ามีแสงสว่างมารวมที่จิตให้สว่างมากที่สุดเท่าที่จะนึกได้  แล้วส่งแสงสว่างนั้นออกจากจิตของเราให้พุ่งออกไปในวงกว้าง ยิ่งเราจำหน้าคนที่เราอยากอุทิศบุญไปให้ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูก หรือเจ้าหนี้ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้ลำแสงที่ออกมาจากจิตนั้นพุ่งตรงไปที่เขาเลย จะเกิดผลดีมาก

สำหรับครูบาอาจารย์ พระอริยสงฆ์ พรหมเทพเทวาทั้งหลายที่เราอุทิศบุญเพื่อถวายและเพื่อโมทนาพระคุณความดีของท่าน ขอให้เปลี่ยนจากการนึกภาพของแสงเป็นดอกไม้แทน จะเป็นดอกบัวหรือดอกอะไรก็ได้ที่ท่านชอบ เปลี่ยนจากการส่งลำแสงพุ่งไปหาเป็นการถวายดอกไม้ท่านที่เท้าของท่านหรือตรงหน้าท่านก็ได้

หลายคนที่จิตมีกำลังมาก เมื่อเวลาอธิษฐานอุทิศบุญนี้สำหรับอุทิศโมทนาพระคุณความดีของสำหรับ พระอริยสงฆ์ พรหมเทพเทวา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ดอกไม้ที่ถวายในจิตนั้นจากดอกไม้ธรรมดาจะกลายเป็นดอกไม้บุญที่สุกสกาวเหมือนเพชรที่มีแสงระยิบระยับ สวยงามมาก

ในส่วนของการอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาไปให้เจ้ากรรมนายเวร คนที่จิตมีกำลังมากจะเห็นภาพในนิมิตเหมือนดาวระยิบระยับพุ่งขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งก็หมายความว่า เจ้ากรรมนายเวรเขามีความสุขได้ปรับภพภูมิที่สูงขึ้นด้วยอานุภาพแห่งบุญที่เราอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาไปให้ (แต่ท่านที่ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ขอให้ใจเป็นสุขในการให้และหมั่นทำไปเรื่อยๆ จะเห็นเอง)

สำหรับเจ้ากรรมนายเวรที่สร้างปัญหาชีวิตให้กับเรานั้นมีอยู่  2 แบบที่อยากจะเรียนให้ทราบ คือ แบบที่หนึ่งเป็นดวงจิตวิญญาณที่อยู่กันคนละภพภูมิกับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิสูงเป็นเทวดาหรือต่ำกว่าเราพวกผี พวกสัมภเวสีต่างๆ เป็นกายละเอียดที่เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น การติดต่อกับเขาได้ต้องด้วยทางจิตเท่านั้นและการที่จะให้อะไรกับเขาต้องด้วยบุญเท่านั้นเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการที่ต้องอุทิศบุญไปให้เขาเพื่อการอโหสิกรรม

แบบที่สองเป็นเจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า ลูกค้า สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่มาทำให้เราทุกข์ใจหรือเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ  เจ้ากรรมนายเวรแบบมีชีวิตนั้นส่วนมากเราจะเป็นหนี้เขาด้วยการกระทำ เป็นหนี้เรื่องทรัพย์สินเงินทอง หากเราได้ทำการชดใช้และได้ไปขออโหสิกรรมกับเขา กรรมนั้นมักจะอโหสิกรรม

นอกจากเรื่องทางกาย วาจาและใจที่เขาอาจจะไม่อภัย เช่น ไปเบียดเบียนเขา ไปทำให้เขาเสียประโยชน์ ไปสร้างความเจ็บแค้นทางใจอย่างรุนแรงจนเขาแค้นมากอาจจะไม่เอาแล้วเงินทอง คอยจ้องจะทำให้เราเสียหายตกต่ำช้ำใจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

บางคนเขาไม่แสดงออกแต่เขาแค้นอาฆาต ถ้าเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตแบบนี้เราไปหาเขาไม่ได้แน่นอนเพราะอาจจะไม่ปลอดภัย หากเรารู้จักชื่อเสียงของเขา ที่อยู่เป็นหลักแหล่งของเขา ตอนที่อุทิศบุญให้เอ่ยนามเขาและที่อยู่ด้วยจะดีมากๆ  แบบเจาะจงตัวไปเลย  

นอกจากอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรแล้ว การอุทิศบุญให้เทวดาประจำตัวของเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตนั้นสำคัญมาก

เพราะเจ้าหนี้บางคนนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ดวงจิตของเขาบางคนยังโกรธมากๆ คงไม่ยอมยกโทษให้ง่ายๆ และมีความแค้นอาฆาตรุนแรง การอุทิศบุญไปให้เทวดาประจำตัวของเขาก็เพื่อขอให้ท่านช่วยเมตตาดลบันดาลทำให้จิตเขากลับเข้ามาทางกุศล เพื่อขอให้ท่านช่วยนำทางเขาให้คิดมาทางธรรมได้เร็วขึ้น  เพื่อให้เจ้าหนี้เขารู้จักการให้อภัย การปล่อยวางได้ ซึ่งจะนำไปสู่การอโหสิกรรมต่อไปที่จะสำเร็จลงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งใช้ได้กับทุกเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต มีคนที่ทำงานแล้วเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมงาน คู่ค้า เพื่อนบ้านหรือแม้แต่คนในบ้านการอุทิศบุญแบบเจาะจงนี้ช่วยให้คลายทุกข์มาแล้วมากมาย

การอุทิศบุญแบบเจาะจงอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่ไปส่งจดหมายจะได้ส่งจดหมายนั้นถูกบ้านถูกตัว เพราะหากเราไม่เอ่ยชื่อเขาหรือเอ่ยถึงความเดือดร้อนที่ได้รับอยู่ในขณะนั้นแบบตรงตัว ตรงประเด็น ก็เหมือนเขียนจดหมายแต่ไม่จ่าหน้าซอง บุรุษไปรษณีย์ก็ไปส่งไม่ถูกคนนั้นแหละ

สุดท้ายในเรื่องนี้ ขอให้รับทราบไว้ด้วยว่า อันคนเรานั้นไม่ได้มีเจ้ากรรมนายเวรรายเดียวแน่ๆ แค่คิดแต่เพียงที่เคยสร้างกรรมในชาตินี้ ลองคิดทบทวนดูดีๆ ว่าคงมีมากมาย ยิ่งรวมกับในอดีตชาติแล้วต้องนับกันไม่ถ้วนเลยทีเดียว จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนบอกว่า ทำไมวิบากกรรมไม่ดีจึงยังไม่หมดจากชีวิตเสียที ก็เพราะเราสร้างเจ้ากรรมทำให้เกิดเจ้ากรรมนายเวรมากมาย

การสร้างบุญและอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นจึงควรหมั่นทำทุกๆ วัน เพราะเราไม่รู้ว่าวันนี้ พรุ่งนี้จะเจอวิบากกรรมใดและเจ้ากรรมนายเวรท่านไหนมาทำให้เดือดร้อน จะเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบา ถ้ามัวแต่นั่งรอให้วิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล ยิ่งเป็นกรรมหนักฝ่ายไม่ดีด้วยแล้ว  มันจะไม่ทันการณ์ ไม่ทันเวลา เป็นคนประมาทเหมือนคนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา หรือเพิ่งจะมาคิดมาหัดว่ายน้ำตอนที่แพจะแตกแล้วมันไม่ทันแน่นอน

ดังนั้นเราควรจะสร้างบุญอธิษฐานอุทิศบุญแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรอย่างสม่ำเสมอถ้าทำแบบไม่หยุดยั้งแล้ว ชีวิตของเราก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะวิบากกรรมไม่ดีและจำนวนเจ้ากรรมนายเวรจะลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน แต่ต้องทำด้วยความสำนึกผิด แล้วอยากจะให้เจ้ากรรมนายเวรเขามีความสุขพ้นทุกข์จริงๆ เจ้ากรรมนายเวรเขารับรู้ได้ถึงเจตนาที่แท้จริง อย่าไปหลอกเขาเพราะไม่มีทางหลอกเขาได้ เขามีจิตที่ละเอียดกว่าเรามาก ขอให้สำนึกผิดจริงๆ แล้วอยากจะขอโทษ อยากช่วยเขาจริงๆ จะทำให้เราหลุดจากอุปสรรคเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นเร็วมาก

เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมาก แต่ถ้าทำได้ถูกวิธีตรงช่องทาง ชีวิตก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นๆ ในทุกวัน โชคลาภที่ควรจะได้ก็จะเข้ามาเพราะเจ้ากรรมนาเวรเขาพอใจและให้อโหสิกรรมถอนตัวไป ไม่มาบังความสุข ไม่ปิดทางโชคลาภอีกแล้วนั่นเอง

เมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถน้อมเอาผลบุญนั้น มาอุทิศให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นนั้นมีความสุขด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้หนี้เวร หนี้กรรม เศษเวร เศษกรรม ทั้งหลาย ที่เกิดจากบาปเวรอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้กับผู้อื่น อันเป็นผลให้เราได้รับวิบากกรรมชั่วต่างๆ นานา (ที่เรามักว่ามาจากเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ) โดยบุญที่เกิดขึ้นนั้น ก็ยังเป็นบุญของเราอยู่ด้วย การอุทิศให้ผู้อื่น ก็เพื่อให้เขาได้อนุโมทนาและได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย

ต่อจากนั้นเราก็กล่าวอุทิศบุญทั้งหลายนี้ให้กับบุคคลทั้งหลายที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้บุญนั้นเกิดเป็นความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ตามที่เราได้ปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนการที่เราจะอุทิศบุญให้แก่ใคร บุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ ในแง่ใด ในสถานการณ์ใด (ในทุกๆ ภพภูมิ หรือทุกมิติ) แล้วจึงเจาะจงอุทิศให้ไป (การอุทิศบุญต้องเจาะจง)

***(ควรทำให้ได้ทุกวัน และในแต่ละวันควรทำบุญให้ครบส่วน ทั้งในส่วนของ ทาน ศีล ภาวนา กรณีไม่มีโอกาสได้ทำทานทุกวัน หรือคิดว่ายังไม่พร้อมเพียงพอในเรื่องทรัพย์ปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการทำบุญ  ก็ให้หมั่นสะสมไว้ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กระปุกออมสินรวบรวมไว้ก็ได้ แล้วนำไปทำทาน ถวายทาน ในแต่ละสัปดาห์ หรือตามโอกาส การทำบ่อยๆ จะทำให้จิตระลึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ)

คำกล่าวอุทิศ โดยทั่วไป ใช้คำว่าอุทิศได้ทั้งนั้น ส่วนคนที่มีบุญบารมีมาก เราก็ควรใช้คำที่เหมาะสม ว่า “อุทิศถวายแด่” เช่น พรหมเทพ เทวดา ชั้นสูง บรรพกษัตริย์ แต่ในส่วนของผู้ทรงพระคุณความดีสูงสุด ครูบาอาจารย์ สมณะทั้งหลาย เราใช้คำว่า ขอน้อมถวายผลบุญนี้เพื่อบูชาพระคุณความดี ของท่าน

ตัวอย่าง

– ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา

– ขอน้อมถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเพื่อโมทนา และบูชาพระคุณความดีของ สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านพระอาจารย์….   ฯลฯ

– ขออุทิศถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ แด่ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล  พระแม่ธรณี  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ

– ขออุทิศผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ให้แก่ บิดา มารดา นาย ก. นางสาว ข. เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ

 

****คำอุทิศบุญนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์คนสำคัญของ ธ.ธรรมรักษ์ คือ พระอาจารย์เกียรติณรงค์  กิตฺติวฑฺฒโน สถานปฏิบัติธรรมบ้านสุกขวิปัสสโก (บ้านจิตกุศล) จ.เชียงใหม่

Read Full Post »

ได้รับเมตตาจากพระเกียรติณรงค์  กิตฺติวฑฺฒโน พระอาจารย์ของธ. ธรรมรักษ์

ทำเบื้องหน้าพระพุทธรูป (โต๊ะหมู่บูชา หิ้งพระ ถ้าในที่พักไม่มี ก็ให้อยู่ให้ในสถานที่อันควร เป็นที่สงบ แล้วน้อมระลึกถึงพระคุณความดี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีอุปการะคุณ)

1. ก่อนอธิษฐาน ให้ไหว้พระสวดมนต์ก่อน โดยกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย (อรหัง สัมมาฯ)

2. นมัสการพระพุทธเจ้า (นะโม ตัสสะฯ 3 จบ) และรับไตรสรณคมณ์ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิฯ)

3. สมาทานศีล (ว่าบาลี หรือไทย ถ้าเพิ่งเริ่มปฏิบัติให้ว่าทั้งบาลี และแปลไทยจะดีมาก)

4. สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิโสฯ) หรือ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

5. กล่าวคำอธิษฐานถวายสังฆทาน / อื่นๆ

6. กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลผลบุญ ตอนที่เอาน้ำไปเท (ให้เทลงที่พื้นดิน) ก่อนเทน้ำ ตั้งจิตบอกแม่พระธรณีว่า “ขอแม่พระธรณีทรงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญบุญกุศลของลูกในครั้งนี้ด้วยเถิด”

เป็นอันเรียบร้อย เสร็จพิธี

*** การกรวดน้ำ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ (คนโทกรวดน้ำ) ให้ใช้ขวดเล็ก ๆใส่น้ำ แล้วรินใส่แก้วก็ได้ เสร็จแล้วเอา

น้ำไปเทที่พื้นดิน

*** ให้ทำทุกวันที่ได้ถวายพระสังฆทาน หรือวันที่ได้สร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้น

หมายเหตุ  กรณีไม่ได้ถวายพระสังฆทาน สามารถประยุกต์ใช้คำอธิษฐานนี้ ในการทำบุญชนิดอื่น ๆ ในแต่ละครั้งได้ โดยปรับให้เหมาะสมตามสถานการณ์ แล้วน้อมผลบุญที่ได้กระทำ อุทิศไปให้แก่บุคคลที่ปรารถนา

ตัวอย่างคำอธิษฐานทั่วๆไป

ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……………………ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้/วันนี้/ *เมื่อเวลา …..สถานที่… (ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง) อุทิศให้แก่………………

ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า…ชื่อ – นามสกุล…(หรือผู้อื่น กรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ (ระบุ บอกรายละเอียด) ฯลฯ…นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

* คือเมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถน้อมเอาผลบุญนั้น มาอุทิศให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นนั้นมีความสุขด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้หนี้เวร หนี้กรรม เศษเวร เศษกรรม ทั้งหลาย ที่เกิดจากบาปเวรอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้กับผู้อื่น อันเป็นผลให้เราได้รับวิบากกรรมชั่วต่าง ๆ นาๆ (ที่เรามักว่ามาจากเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ) โดยบุญที่เกิดขึ้นนั้น ก็ยังเป็นบุญของเราอยู่ด้วย การอุทิศให้ผู้อื่น ก็เพื่อให้เขาได้อนุโมทนาและได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย

ต่อจากนั้นเราก็กล่าวอุทิศบุญทั้งหลายนี้ให้กับบุคคลทั้งหลายที่เราปรารถนาจะอุทิศให้ แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้บุญนั้นเกิดเป็นความสำเร็จในกิจการงานต่าง ๆ ตามที่เราได้ปรารถนา หรือตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนการที่เราจะอุทิศบุญให้แก่ใคร บุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลต่าง ๆ ในแง่ใด ในสถานการณ์ใด (ในทุก ๆ ภพภูมิ หรือทุกมิติ) แล้วจึงเจาะจงอุทิศให้ไป (การอุทิศบุญต้องเจาะจง)

*** (ควรทำให้ได้ทุกวัน และในแต่ละวันควรทำบุญให้ครบส่วน ทั้งในส่วนของ ทาน ศีล ภาวนา กรณีไม่มีโอกาสได้ทำทานทุกวัน หรือคิดว่ายังไม่พร้อมเพียงพอในเรื่องทรัพย์ปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการทำบุญ ก็ให้หมั่นสะสมไว้ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กระปุกออมสินรวบรวมไว้ก็ได้ แล้วนำไปทำทาน ถวายทาน ในแต่ละสัปดาห์ หรือตามโอกาส การทำบ่อยๆ จะทำให้จิตระลึกถึงบุญกุศลอยู่เสมอ )

คำกล่าวอุทิศ

โดยทั่วไป ใช้คำว่าอุทิศได้ทั้งนั้น ส่วนคนที่มีบุญบารมีมาก เราก็ควรใช้คำที่เหมาะสม ว่า “อุทิศถวายแด่” เช่น พรหมเทพ เทวดา ชั้นสูง บรรพกษัตริย์  แต่ในส่วนของผู้ทรงพระคุณความดีสูงสุด  ครูบาอาจารย์ สมณะทั้งหลาย เราใช้คำว่า ขอน้อมถวายผลบุญนี้เพื่อบูชาพระคุณความดี ของท่าน

ตัวอย่าง

–      ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา

–      ขอน้อมผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถวายเพื่อโมทนา และบูชาพระคุณความดีของ สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านพระอาจารย์….   ฯลฯ

–      ขออุทิศถวายผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ แด่ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล  พระแม่ธรณี  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ

–      ขออุทิศผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้ ให้แก่ บิดา มารดา นาย ก. นางสาว ข. เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ

การอธิษฐานขอบุญจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี

เราต้องมีบุญร่วมกับท่าน โดยการเชื่อมบุญกับท่าน ด้วย 1) ทำบุญกับท่าน และหรือ 2) ร่วมทำบุญกับท่าน 3) อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์)

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดี ทั่ว ๆ ไป

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใด ๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดา ทั่ว ๆ ไป

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใด ๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ  …………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา  ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อย ๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุก ๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

ต่อไปก็ให้รู้จักการ ขออโหสิกรรม (รู้จักขอโทษ) เมื่อเราได้เคยประมาทพลาดพลั้งทำผิดไป หรือเคยทำผิดด้วยเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม ต่อผู้อื่น เราก็ควรที่จะได้ขออโหสิกรรมแก่ผู้นั้น เพื่อแสดงความรู้สำนึกในสิ่งผิดที่ได้ทำไว้กับผู้อื่นนั้น ผู้สำนึกผิด และรู้จักขอโทษ มักย่อมได้รับการอภัย เพราะการสำนึกผิดนั้น ย่อมเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดทั้งหลาย ท้ายสุดก็ให้รู้จักการให้อโหสิกรรม (รู้จักยกโทษ/ให้อภัยแก่ผู้อื่น) ในการที่ผู้อื่นทำผิดต่อเราไว้ ไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ก็ดี เหตุส่วนหนึ่งก็เกิดจากกรรมไม่ดีที่ได้เคยทำต่อกันไว้ในอดีต ส่งผลให้เกิดวิบากกรรมต้องมาเบียดเบียน ทำร้าย ทำลายกันในปัจจุบัน การให้อโหสิกรรมแก่ผู้อื่น เป็นการตัดวงจร การอาฆาต พยาบาท จองเวรกัน เพื่อไม่ให้มีวิบากกรรมที่จะต้องไปเบียดเบียน ทำร้าย ทำลายกันอีกภายในภาคหน้า ฉะนั้น ให้ฝึก โมทนาสาธุ ขออโหสิ ฯ ให้อโหสิ ฯ บ่อยๆ ให้ฝึกทำกับคนในครอบครัว และคนรอบข้างตัว แล้วขยายวงกว้างออกไปยังบุคคลอื่นๆ ทั่วไป พร้อม ๆ กับสร้างบุญ (ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา) แล้วจิตจะผ่องใสเป็นสุขมากขึ้น ๆ

อนึ่ง เรื่องของการเบิกบุญ ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมา ถ้าจะว่าไปแล้ว เรื่องของวิธีการเบิกบุญนั้น ก็เป็นการอธิษฐานขอให้บุญนั้นส่งผลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่เราปรารถนา ส่วนจะได้ตามนั้นหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการที่เราจะสำเร็จความปรารถนาตามวัตถุประสงค์ดังที่เราต้องการนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าบุญที่มีอยู่ และที่ทำลงไปนั้น มีเหตุปัจจัย เงื่อนไข พอเพียงในการส่งผลให้เกิดเป็นความสำเร็จได้ตามคำอธิษฐานนั้นหรือไม่  ทั้งนี้ เราต้องมีบุญอันเกิดจากบุญที่เราได้สร้างไว้ก่อน อยู่ ๆ จะเบิกมาใช้ โดยไม่มีฐานบุญ(บุญที่ได้ทำไว้) มาก่อนไม่ได้ เปรียบเหมือนกับ ไม่มีเงินในธนาคาร ไม่มีเงินในกระเป๋า จะไปเบิก ไปล้วงเอามาใช้ จะไปเอาที่ไหนมา ในเรื่องของบุญ ไม่มีการเบิกแบบ โอ ดี (ล่วงหน้า) แบบธนาคาร ไม่มีเครดิตบุญ และถึงแม้จะมีบุญเก่าอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเงื่อนไข องค์ประกอบยังไม่ครบถ้วน บุญก็ยังไม่ส่งผล หรือส่งผลได้ไม่เต็มที่ เหมือนกับกรณีมีเงินฝากอยู่ แต่ยังไม่อยู่ในเงื่อนไข ที่จะให้เบิกถอนได้ เช่น ยังไม่ครบเวลาที่สามารถจะถอนได้ ถูกอายัดบัญชี หรือเงินฝากมีไม่พอให้เบิกไปใช้ เพื่อให้การนั้นสำเร็จสมประสงค์ได้ ก็คือ บุญนั้นมีไม่พอเพียงที่จะทำให้เกิดเป็นความสำเร็จในเรื่องที่ปรารถนาได้ ผลความสำเร็จอันเกิดจากบุญที่เราจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของบุญ และเงื่อนไขต่าง ๆ อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม นั่นเอง

คำกล่าวรับไตรสรณคมน์

*** นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   ( ว่า ๓ ครั้ง )

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ   สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำสมาทานศีล ๕

๑. ปาณาติปาตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์)

๒. อะทินนาทานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ และถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมิได้ให้)

๓. กาเมสุมิฉาจารา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)

๔. มุสาวาทา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดเท็จ)

๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่ม เสพสุรา เมรัย เครื่องดอง ของมึนเมาทั้งปวง)

———————

วิธีสมาทานศีลแบบง่าย ๆ (แบบกรณีไม่ได้เป็นทางการ หรือใช้ในสถานการณ์ เร่งด่วน ฉับพลัน ทันทีทันใด หรือในทุกโอกาส ให้สมาทานศีล โดยกล่าวออกเสียง/ระลึกอยู่ในใจก็ได้)

(กล่าวนำ) …พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ…

ศีลข้อ 1  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ศีลข้อ 2  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ และถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมิได้ให้

ศีลข้อ 3  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ศีลข้อ 4  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อ 5  ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่ม เสพสุรา เมรัย เครื่องดอง ของมึนเมาทั้งปวง

บัดนี้ ข้าพเจ้า..(ชื่อ..นามสกุล..) เป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ด้วยศีลแล้ว ขออำนาจศีลนี้ จงช่วยดลบันดาลให้…(อธิษฐานเอาตามแต่จะปรารถนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบด้วยธรรม)..เทอญ

เจริญพร…

เรื่องของธรรมะคือเรื่องของความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ เป็นอยู่ในโลกนี้ จนถึงเอกภพจักรวาล การเรียนธรรมะก็คือการเรียนให้รู้และเข้าใจในสรรพสิ่งและกฏเกณฑ์ทั้งหลายตามความเป็นจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือสัจธรรม ในโลกนี้มีสัจธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้หรือไม่ก็ตาม สัจธรรมนั้นก็คงดำรงอยู่ เพียงแต่พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ค้นพบ และนำออกมาเผยแผ่เพื่อยังประโยชน์แก่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้รู้เห็นตาม เพื่อที่จะได้รู้เข้าใจ และนำความรู้นั้นมาน้อมใส่ตนให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยการประพฤติปฏิบัติ เพื่อแก้ทุกข์ทั้งหลายของสรรพสัตว์ ในทุกระดับ ตั้งแต่ทุกข์อย่างหยาบ อันได้แก่เรื่องการดำรงชีพให้มีชีวิตอยู่ หรือเรื่องปากท้อง ทุกข์อย่างกลางได้แก่ทุกข์ทางใจ อันเกิดจากความต้องการที่มากไปกว่าการต้องการมีชีวิตอยู่ ได้แก่ความต้องการในกามคุณทั้งหลาย จนไปถึงทุกข์ที่ละเอียดกว่านั้นได้แก่ ทุกข์ทางใจขั้นสูง คือจิตที่ฟุ้งซ่าน แส่ส่าย เป็นจิตที่ยังหาความสุขสงบที่แท้จริงไม่ได้ เนื่องจากยังไม่สามารถค้นหาจุดหมายปลายทางอันเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิต หรือความสุขที่แท้จริงของชีวิตได้ รวมแล้วทุกข์ก็คือสภาพที่ทนไม่ได้ หรือสภาพที่ทนได้ยากนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ยาจก วนิพก คหบดี เศรษฐี มหาเศรษฐี ราชา มหาราชา ล้วนแล้วแต่ประสบกับทุกข์กันทั้งนั้น ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ที่ไม่พึงปรารถนาพอใจก็เป็นทุกข์ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ยังได้ชื่อว่าทุกข์อยู่ เพราะต้องประสบกับสภาพเช่นนี้ อันเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ ทนได้ยากอยู่ร่ำไป พระพุทธองค์ทรงเห็นวงจรเหล่านี้แล้ว และได้ตรัสรู้เหตุผลแห่งการเกิด และเหตุผลแห่งการดับทุกข์ และได้ทรงพ้นไปจากวงจรเหล่านี้แล้ว จึงได้ทรงแนะนำผู้อื่นให้พ้นทุกข์ตาม พุทธศาสนาจึงได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ สืบมาจนถึงปัจจุบัน

การที่เราทั้งหลายได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนานั้น นับว่าได้มีโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะได้กระทำตนให้ก้าวล่วงพ้นไปจากทุกข์ทั้งมวล อันที่จริงแล้ว หากเราตั้งใจจริง เราก็สามารถก้าวเข้าถึงสัจธรรมได้ ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป และไม่ใช่เรื่องที่คิดว่าเพ้อฝันเกินจริงแต่อย่างใด เพียงแต่เราจะต้องดำเนินให้ถูกต้องตรงทาง และตรงวิธี ปัญหามีอยู่ว่า แล้วเราจะก้าวเดินอย่างไร  ทางที่เราเดิน วิธีที่เราเดิน ถูกต้องตรงทาง ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ หรือไม่อย่างไร นั่นคือ เราต้องมีกัลยามิตรที่รู้จริง และแนะนำเราได้ถูกต้อง

บุคคลทั้งหลาย เมื่อเวลามีปัญหาหรือมีทุกข์นั้น ย่อมต้องดิ้นรนหาทางออก หาทางแก้ไขปัญหาหรือทุกข์กันทั้งนั้น หากแก้ไขปัญหา หรือทุกข์นั้น โดยไม่ถูกวิธี ใช้วิธีที่ผิดธรรม ก็มีแต่จะทำให้ชีวิตของตนเอง ครอบครัว และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องประสบทุกข์มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งบางครั้งการกระทำที่คิดว่าเป็นการแก้ไขทุกข์หรือปัญหาไปแล้วนั้น เป็นเพียงแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่กระทำลงไป อันเป็นการผิดธรรม เพราะความไม่รู้นั้น จะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายภายหลัง อย่างสุดที่จะคาดการณ์ได้

ในขั้นต้น สำหรับชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือนโดยทั่วไป หากปรารถนาชีวิตให้อยู่เป็นสุขตามปกติแล้ว ก็ต้องรู้จักขวนขวายสร้างบุญให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ บุญ หมายถึง ความดีงาม ความสุข ความเจริญ ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามก็คือ บาป ซึ่งหมายถึง ความชั่ว ความเลวทราม ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเสื่อม เรามาเริ่มสร้างบุญ ด้วยการรู้จักวิธีการสร้างบุญก่อน แล้วก็ต้องรู้จักการแก้ไขบรรเทาปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน โดยถูกวิธี ถูกต้องตรงทาง ด้วยความอดทน และเพียรกระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นเอง ความทุกข์เดือดร้อน หรือปัญหาอุปสรรคทั้งหลายนั้นก็ย่อมจะผ่อนคลาย ทุเลาเบาบางลง และผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นไปเพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข และพ้นไปจากทุกข์นั่นเอง โดยสรุปแล้ว พระองค์ทรงสอนให้

1)            ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง ก็คือไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการรักษาศีล

2)            ทำความดีให้ถึงพร้อม ก็คือสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

3)            ทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ก็คือ การเจริญภาวนา ด้วยการทำสมาธิให้จิตเกิดความสงบ

(สมถะภาวนา) และเจริญปัญญา (วิปัสสนาภาวนา)

ข้อ (3) ข้อสุดท้ายนี้ เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งก่อให้เกิดความสุขสูงสุด เป็นความสุขจากการหลุดพ้น หมดกิเลส (ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก คือการเข้าถึงซึ่งพระนิพพานนั่นเอง)

มาสร้างบุญกันเถอะ

ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

(ในที่นี้จะกล่าวโดยสรุป ส่วนรายละเอียดแนะนำให้อ่านหนังสือวิธีสร้างบุญบารมีของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่มีผู้พิมพ์แจกจ่ายโดยทั่วไป)

ทาน = การให้ การแบ่งปัน 1) วัตถุทาน 2) อภัยทาน 3) ธรรมทาน

ศีล = ความเป็นปกติ (ศีล 5) เพื่อความสงบสุขของตนเองและสังคม ต้องมีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน

วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้อง และให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีล (การสมาทานคือการรับเอาเข้ามา เพื่อปฏิบัติ ด้วยการแสดงเจตนา(ตั้งใจ) เริ่มด้วยการบอกกล่าว โดยเปล่งวาจา/ว่าในใจ) การสมาทานศีล หากเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขอ(อาราธนา)ศีล และรับ(สมาทาน)ศีลจากพระภิกษุโดยตรงนั่นเอง นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการ  ซึ่งกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระจะให้ศีลเป็นภาษาบาลี แต่เพื่อความลงใจที่มากขึ้น เราต้องรู้และเข้าใจความหมาย/คำแปล ในศีลแต่ละข้อด้วย

แต่การไปรับศีลจากพระ โดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกัน จิตก็เลยไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น วิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัย/บ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย (ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้ง เช้า – ค่ำ โดยตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุด ในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงาน/ไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่าง ๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆวัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์บริบรูณ์ดีแล้วในวันนี้ บูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ(กำลัง) ปัจจัย ให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจ หรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำเป็นประจำทุกวัน เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิด/ละเมิดศีล (ศีล 5) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีล/ผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้ เพื่อไม่ให้ผิดศีล เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้ว เราจำเป็นต้องสมาทานศีลไหม ตอบว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด  ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว  นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีล/ถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขามิได้มีเจตนา (ตั้งใจ) งดเว้นจากการเบียดเบียน (รักษาศีล) นั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต(มีสติในศีล) คือการมีศีลมั่นคงแล้วนั้น ก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

ศีลจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของการประพฤติปฏิบัติที่มักจะมองข้ามกัน ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังปฏิบัติกันได้ยาก ต้องมีกำลังใจ และสติปัญญา กระทำด้วยความอดทน หมั่นเพียร หากศีลไม่สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ก็ป่วยการในอันที่จะไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ และเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถึง

เรียนรู้ไปอย่างไร มากมายขนาดไหน ก็เป็นเพียงความรู้จากการจดจำ มิใช่ความรู้แท้ที่เป็นปัญญาญาณ จึงยังไม่สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างจริงจัง

การเจริญภาวนา แบ่งเป็น

1) สมถะภาวนา /สมถะกรรมฐาน = การทำสมาธิ คือทำจิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียวนั่นเอง ซึ่งก็มีหลายวิธี (กรรมฐาน 40 กอง) กรรมฐานมาตรฐานที่ครอบคลุมกรรมฐานทุกอารมณ์ก็คืออานาปานสติกรรมฐาน (ระลึกรู้ลมหายใจ ในเบื้องต้นแนะนำให้ใช้ พุท – โธ เป็นคำบริกรรมควบคู่ไปด้วย)

2) วิปัสสนาภาวนา /วิปัสสนากรรมฐาน = การพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือตัวปัญญานั่นเอง

ในที่นี้ขอยกมากล่าวไว้ให้ทราบคร่าวๆ เท่านั้น ในขั้นการเจริญภาวนานี้เป็นการประพฤติปฏิบัติในขั้นสูง ซึ่งรายละเอียดของการประพฤติปฏิบัติ จำเป็นต้องศึกษาและได้รับคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริงต่อไป การปฏิบัติในขั้นเจริญภาวนาในเบื้องต้นนั้น ขอให้เรารู้จักไหว้พระสวดมนต์ อันเป็นการทำจิตให้สงบ  แบบพื้น ๆ ก่อน เอากันเท่านี้ ก็สามารถสร้างความสุขสงบใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้ามากไปกว่านั้น ก็ให้รู้จักการทำสมาธิ และการพิจารณาธรรม อันเป็นการเจริญปัญญาซึ่งเป็นการปฏิบัติในขั้นวิปัสสนาต่อไป

การศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรม ต้องดำเนินไปเป็นขั้น ๆ เหมือนกับการสร้างตึก อาคาร บ้านเรือน ก็ต้องเริ่มจากการสร้างฐานล่าง ให้มั่นคงแข็งแรงสมบูรณ์ก่อน เช่น การตอกเสาเข็ม เทพื้นคอนกรีต ฯลฯ การปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ ก็ต้องเริ่มจากการสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้นด้วย ทาน และศีล เป็นเบื้องต้นก่อน หากไม่มีแล้ว การเจริญภาวนา ก็เป็นไปได้ยาก เหมือนกับจะไปเรียนขั้นด็อกเตอร์ อยู่ ๆ จะเข้าไปเรียนเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องเริ่มผ่านจากชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท ก่อน เป้าหมาย และกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

*** ของฟรีไม่มีในโลก อยากได้ให้สร้างเอา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วเกิดแต่เหตุ ทำสิ่งใดไว้ ย่อมมีผลตอบแทนทั้งสิ้น ให้สิ่งที่เป็นความสุข ความเจริญ (บุญ) ก็ย่อมได้รับผลเป็นความสุข ความเจริญ ให้สิ่งที่เป็นความทุกข์ เดือดร้อน (บาป) ก็ย่อมได้รับผลเป็นความทุกข์ เดือดร้อน

ทาน  ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุข อันเกิดจากการมีโภคทรัพย์

ศีล   ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุข อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน ชีวิตมีความเป็นปกติสุข

ภาวนา  ก่อให้เกิดบุญ ซึ่งเป็นความสุขอันเกิดจากความสงบแห่งจิต (จากสมาธิภาวนา) และปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง  (จากวิปัสสนาภาวนา)

 

บุคคลย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นด้วยการให้  พึงใฝ่ใจในการให้ทาน

ความเป็นปกติสุขของตนเอง และผู้อื่น ย่อมเกิดจากการไม่เบียดเบียน  พึงหมั่นเพียรรักษาศีล

ความบริสุทธิ์ผ่องใสแห่งจิต ย่อมเกิดจากสมาธิ และปัญญา พึงหมั่นเพียรเจริญภาวนา

ผู้ใฝ่หา และเพียรกระทำดั่งนี้ ย่อมเป็นผู้อยู่ในเขตบุญ จักพึงได้รับความสุขสงบ และสิ่งอันเป็นมงคลทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าสืบไป

คำอนุโมทนาบุญ และขออโหสิกรรม (อย่างย่อ)

โมทนาสาธุ ๆๆ ข้าพเจ้าขอโมทนาในบุญกุศลความดีของ………………………..

ขออโหสิ ๆ ๆ ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าได้เคยเบียดเบียนต่อ………………….ไว้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ให้อโหสิ ๆ ๆ  ข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมในกรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่…………………………ได้เคยเบียดเบียนต่อข้าพเจ้าไว้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ขอให้บุญกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าได้กระทำมา นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จงเป็นการชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม เศษเวรเศษกรรมทั้งหลายทั้งปวง ระหว่างข้าพเจ้า กับ……………………………….ขอให้…………………………ได้โปรดให้อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และขอให้วิบากกรรมชั่วที่มีต่อกัน จงเป็นอันยุติการส่งผล นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเทอญ

 

*** ช่องว่างที่เว้นไว้ กล่าวชื่อนาม – สกุล คู่กรณี ผู้ที่มีวิบากเวรกรรม ต่อกัน หรือต่อคนทั่วไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมิตร หรือศัตรู

Read Full Post »