Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สุข’

 พระบูชามอบให้ ฟรี หนุนให้ดี สุข รวย

ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ธ.ธรรมรักษ์ รวมกับสหายธรรม กัลยาณมิตร ผู้มีจิตอันเป็นกุศลได้เพียรทำมาในทุกชาติจนถึงชาติปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่ายังมีจิตอธิษฐานร่วมกันในการสร้างบุญกุศลด้วยการนำคนเข้าสู่ดินแดนแห่งพระธรรม เพื่อปรารถนาให้ทุกคนมีความสุขและเพื่อโมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์ในทุกชาติ

ทำให้ในชาตินี้จะได้มาเจอและร่วมกันสร้างบุญอีกครั้งด้วยการเป็น ” ต้นบุญ” ร่วมสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ หล่อด้วยเนื้อเรซิ่นเกรดเออย่างดี และได้ทำการพุทธาภิเษกแล้วในวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาในพระอุโบสถวัดมหาวัน จ.ลำพูน พระอารามหลวงในสมัยพระแม่เจ้าจามเทวี โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคเหนือด้วยการเมตตาของครูบาประกอบบุญ

ซึ่งในพระอุโบสถนี้เป็นที่บรรจุ “พระรอดหลวง” หรือคนทั่วไปชอบเรียกว่า แม่พระรอด ที่ศักดิ์สิทธิ์มากสร้างโดยวาสุเทพฤาษี และ สุกันตฤาษี ด้วยดินของเมืองทั้งสี่ทิศพร้อมด้วยว่านถึง 1,000 ชนิด และเกสรดอกไม้มาผสมเข้าด้วยกันกับเวทย์มนต์คาถา

พระรอดหลวงนี้เป็นหินแกะสลัก หน้าตักกว้าง ๑๗ นิ้ว สูง ๑๖ นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหาร บนแท่นแก้วที่หน้าพระประธาน โดยมีงาช้างครอบอยู่ทั้งสองข้าง

พระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ นี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เช่าบูชา แต่สร้างเพื่อมอบให้กับทุกท่านฟรี ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม จะมอบให้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตและครอบครัวละ 1 องค์เท่านั้น

เพียงแค่ท่านติดต่อแจ้งความจำนงเพื่อขอรับพระพุทธรูป ไปสักการบูชาเพื่อให้ชีวิตท่านดีขึ้น ทางผู้ประสานงานจะจัดส่งไปให้พร้อมวิธีบูชาที่ถูกต้องได้ผลดีต่อชีวิตตามหลักโบราณจารย์ของ ธ.ธรรมรักษ์

ขอโปรดอย่านำพระพุทธรูปนี้ไปให้ผู้อื่นเช่าบูชาในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะสลึงเดียวก็ตาม หรือไปกระทำการอัปมงคล เพราะจะเป็นการสร้างกรรมไม่ดีต่อตัวท่านเองอย่างใหญ่หลวง เพราะเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ใช้สร้างพระพุทธรูปนี้ทุก ” ต้นบุญ” ได้ทำการตั้งจิตอธิษฐานโมทนาบุญไว้แล้ว

เมื่อได้รับไปแล้วขอแนะนำให้หมั่นกราบสักการบูชาที่บ้าน หรือที่ทำงาน บริษัทร้านค้า หมั่นระลึกถึงโมทนาพระคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทุกวันเวลาไหนก็ได้แล้วแต่สะดวกเพื่อให้จิตติดอยู่ในพระพุทธองค์ที่จะช่วยให้ชีวิต การงาน การค้าของท่านดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ในแต่ละวันพยายามรักษาศีล 5 อย่าได้บกพร่อง หากศีลบกพร่องเมื่อใดก็ตั้งใจสมาทานรักษาศีลใหม่ หมั่นสร้างบุญกุศล ลด ละ เลิก

กรรมไม่ดีทั้งปวง มีสติในการพัฒนาตัวเองช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับท่านที่ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ขอให้ระลึกนึกได้ถึงองค์พระพุทธรูปนี้ในยามเมื่อท่านทำสมาธิ จะเจริญในสมาธิได้โดยง่าย

ท่านที่ทำงานหรือทำการค้าไม่ว่าจะมีกิจการใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้หมั่นบูชา ด้วยการปฏิบัติบูชาคือ ตั้งใจทำกรรมดีในทุกๆ วัน ทำบุญด้วยจิตอันเป็นบริสุทธิ์ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการทำทานและการให้อภัยทาน ระมัดระวังใจ วาจาและกายอย่าไปสร้างกรรมไม่ดี รับรองว่าอย่างเร็ว 7 วัน อย่างกลาง 7 เดือน อย่างช้า 7 ปี ทุกท่านจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข ร่ำรวยอย่างแน่นอน

ท่านใดที่ต้องการรับพระพุทธรูปโปรดแจ้งความจำนงไว้ที่ผู้ประสานงานได้นับตั้งแต่บัดนี้

สำหรับวัดใด สถานที่ปฏิบัติธรรมใด ที่กำลังมีจิตอันเป็นกุศลในการสร้างสาธารณะประโยชน์แก่คนทั่วไป อาทิ โรงพยาบาล สถานพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ต้องการรับพระพุทธรุปจำนวนมากตั้งแต่ 1 องค์ขึ้นไป เพื่อมอบให้กับผู้บริจาคเงินสร้างสาธารณะประโยชน์นั้น กรุณาติดต่อโดยตรงกับผู้ประสานงานพร้อมแนบโครงการมาด้วย

แจ้งความจำนงค์ขอรับพระบูชา คลิ๊กที่นี่ http://www.torthammarak.com/modules/liaise/?form_id=11

ขอเชิญร่วมสร้างบุญใหญ่ เป็นเจ้าภาพ “ต้นบุญ” มหาบุญกุศล หนุนชีวิตไปทุกภพ ทุกชาติ

 

เป็นบุญจากการร่วมเป็น “เจ้าภาพ” หรือ “ต้นบุญ” หมายถึง จะเป็นผู้บริจาคเงินในการสร้างพระพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เพื่อมอบให้ฟรีไปทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด โดยตั้งจิตสร้างบุญเป็นกุศลเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเพื่อเป็นวัตถุทาน ธรรมทานอันยิ่งใหญ่ไปพร้อมกันในชีวิต

ในการสร้างพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วในครั้งนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้มอบมวลสารผงจักรพรรดิ อันเป็นของวิเศษที่จะนำมาบรรจุในพระทุกองค์ไม่ว่าจะสร้างกี่ล้านองค์ก็ตาม

จุดประสงค์ในการสร้างพระ

-เพื่อแจกจ่ายออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทำบุญที่เคยทำมา โดยการแจกนั้นจะไม่จำกัดชั้นวรรณะใดๆ เพื่อให้ท่านที่ได้รับ ได้มีชีวิตทุกนาทีที่ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีชีวิตอันเป็นสิริมงคลที่จะนำตนเอง คนในครอบครัว บริวารทั้งหลายไปสู่ชีวิตที่ดีงามไม่ตกลงไปในบาป ถือว่าเป็นการให้วัตถุทาน ธรรมทานไปพร้อมกันในครั้งเดียว เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำคนทั้งหลายสู่แสงสว่างแห่งพระธรรม

-เพื่อมอบให้กับวัด สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่กำลังสร้างศาสนสถานหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ขาดปัจจัย โดยมีความประสงค์จะนำพระพุทธรูปนี้ไปมอบให้กับผู้บริจาคเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบุญ

อานิสงส์บุญของผู้ที่ร่วมสร้างพระจะได้รับนั้นมหาศาลยิ่งนัก

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี ครูบาอาจารย์ของธ.ธรรมรักษ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก” เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด

การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ( การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมากการสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชาทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ” พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต” แปลว่า ” การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก”

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยา ท่านเมตตากล่าวว่า “ สร้างพระ 1 องค์ ได้อานิสงส์ 5 กัป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป…”

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ท่านเมตตากล่าวว่า “ การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

สรุปได้ว่าอำนาจแห่งกุศลที่สร้างพระพุทธปฏิมา ส่งผลให้ได้เกิดเป็นคนรูปงาม มีบุคลิกสง่าเป็นที่เคารพรักใคร่ของประชาชน และมีอิสริยยศ บริวาร ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนความสุขสถาพร ไม่เป็นโรควิกลวิกาล เป็นการชำระหนี้สงฆ์และหนี้เวรหนี้กรรมที่เกิดผลมาก บุญที่ทำจะส่งผลทั้งในชาตินี้และทุกภพชาติ

เป็นอีกหนึ่งมหาบุญบารมี ที่อยากจะบอกบุญแก่ท่านทั้งหลายในครั้งนี้

ท่านใดที่สนใจจะเจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” สามารถร่วมบุญได้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน 1 สลึง 1 บาท หรือจะขอเป็นเจ้าภาพสร้างพระ สร้างบุญเฉพาะตัวท่านและครอบครัว องค์ละ 299 บาท สามารถเป็นเจ้าภาพได้ตามจำนวนองค์ตามแรงศรัทธาให้แจ้งความจำนงได้แล้วที่…

 

ผู้ประสานงานโครงการ คุณ ธีร์ ฉลาดแพทย์ 02-9958101 , 089-6656646 หรือ tee.chaladpad@gmail.com

หรือ 1/142 หมู่ 9 ถ.วงแหวนรอบนอก หมู่บ้านลลิษา ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140 โทร.053-021320

อนึ่ง เมื่อได้เจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” ครบถ้วนหรือพอสมควรแล้วจะดำเนินการสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วจำนวนครั้งละ 3 00 องค์ เมื่อสร้างเสร็จจะให้สิทธิ์ท่านที่เป็น” ต้นบุญ” ก่อนท่านอื่น ในการมารับพระเพื่อนำไปมอบให้ผู้อื่นตามที่ท่านปรารถนาเอง

หลังจากนั้นทางทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์ จะประกาศมอบให้กับท่านที่ติดต่อแจ้งความจำนงเข้ามา โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นพุทธบูชาให้ทุกท่านที่มีบุญร่วมกัน โดยจะให้ลงชื่อแจ้งความจำนง รับพระได้ในเว็บไซต์ ธ.ธรรมรักษ์ จะให้ไปตามลำดับที่ขอต่อไป

โดยทุกครั้งที่ทำการหล่อพระครั้งใหม่ ท่านที่ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็น ” ต้นบุญ” ในครั้งแรกนี้จะได้บุญทุกครั้งรวมถึงทุกครั้งที่มีคนกราบไหว้พระ

หากมีบุญงอกคือ มีผู้ร่วมเป็น ” ต้นบุญ” จำนวนมากหรือค่าใช้จ่ายในการสร้างพระครั้งนี้เหลือ เพราะค่าดำเนินการได้ลดลงตามเหตุและปัจจัย จะขอนำเงินส่วนบุญที่เพิ่มขึ้นนี้มาใช้ในการสร้างพระครั้งต่อไป และร่วมสนับสนุนการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ร่วมสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย อาทิ กองทุนปฏิบัติธรรมบ้านจิตกุศล การสร้างสำนักปฏิบัติธรรม การสร้างโรงพยาบาลต่างๆ เป็นต้น โดยทุกครั้งที่สร้างบุญเพิ่มนี้จะประกาศให้ทราบทั่วกันต่อไป

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

มาถึงบทสุดท้ายกันแล้วนะครับ รักนั้นมักเกิดขึ้นได้อย่างที่ไม่คาดหมายมาก่อน และไม่ว่าครั้งใดที่รักเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ควรมีศิลปะจัดการกับรักได้อย่างถูกต้อง ในคำสอนของพระพุทธองค์นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามการมีคู่รัก แต่ทรงเตือนอยู่เสมอถึงการมีสติยั้งคิดในชีวิตคู่ และให้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ คู่รักที่ครองคู่กันก็ไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะถึงจะมีครอบครัวและคู่รัก ทุกๆ คนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ โดยการมีอาชีพที่สุจริต ละความชั่ว หมั่นทำความดี และให้พยายามฝึกฝนจิตใจให้มีความบริสุทธิ์อยู่เสมอ การสำรวมกาย วาจา และใจ การมีสติรู้เท่าทันทั้งโลกรอบข้างและจิตใจของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาให้ทุกๆ คนปฏิบัติเสมอมา แม้ว่าจะมีสามีภรรยา มีลูกหลาน หรือประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม

การรักให้เป็นสุขนั้น บนพื้นฐานของพุทธศาสนา ควรที่จะหมั่นสร้างบุญทั้งฝ่ายหญิงและฝายชาย หากคู่รักทั้งคู่เป็นคู่บุญร่วมกันมา กล่าวคือมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาอยู่ในระดับสูงเสมอกันแล้ว พระพุทธองค์ได้กล่าวว่า หากได้พบเห็นหน้ากันแล้ว แม้เพียงครั้งแรก ก็จะเกิดการเย็นอกเย็นใจ ชุ่มฉ่ำในหัวใจ เกิดความปีติยินดี ผาสุกอย่างบอกไม่ถูก อยากให้เขาหรือเธอนั้น มาอยู่เคียงข้างเราตลอดไป

การรักให้เป็นสุข ควรมีหลักดังต่อไปนี้

1) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน ศรัทธานั้นคือความเชื่อ เช่นเชื่อถือศาสนาเหมือนกัน มีศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อเรื่องกรรมเหมือนกัน หรือเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี เชื่อมั่นในแนวทางการดำรงชีวิตในรูปแบบเดียวกัน เช่น เชื่อว่าค้าขายแล้วรวย ไม่ใช่ว่า ภรรยาไม่เคยเชื่อเลยว่า ค้าขายแล้วจะรวย ปล่อยให้สามีทั้งเชื่อทั้งทำแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้ไม่ถือว่ามีศรัทธาร่วมกัน หรือถ้าหากไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เช่น ไม่เชื่อว่าการคดโกงจะทำให้คนได้ดี เป็นต้น

หากทั้งคู่มีศรัทธาไม่ตรงกัน ก็จะมีความคิด คำพูด และการกระทำที่แตกต่างกัน เรียกว่า คุยเรื่องเดียวกันไม่รู้เรื่อง อาจทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวได้ง่าย แต่ความเชื่อที่มีร่วมกันนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ควรเป็นไปในทางเดียวกัน แต่คงไม่มีใครเลยที่จะเชื่อเหมือนกันในทุกๆ เรื่อง เช่น ภรรยากลัวผี แต่สามีไม่กลัว ภรรยาเชื่อว่าละครทีวีเป็นเรื่องจากชีวิตจริง แต่สามีไม่เชื่อ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ตรงกันเหล่านี้ ถือเป็นธรรมดาของชีวิตคู่ หากมีความเข้าใจตรงกันได้ไม่ขัดแย้งกันในเรื่องสำคัญ ก็ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาตรงกันแล้ว

2) มี ศีล เช่นเดียวกัน ศีลนั้นถูกเปรียบเหมือนเครื่องหอมทางใจ ที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ถือศีลให้มีคุณภาพและเป็นปกติสุข คู่ครองควรมีศีลในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือมีความคิดงดเว้นการทำผิดแบบเดียวกัน เช่น พรานหนุ่มกับพรานสาว ย่อมทนกันได้ เพราะต่างคนต่างมีกลิ่นเลือดจากสัตว์ที่โดนฆ่า และมีกลิ่นอายจากฆ่าฟันสัตว์เช่นเดียวกัน หรือคนกินเจย่อมครองคู่กับคนกินเจเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นคงเป็นการลำบากที่ต้องทนความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายที่ขัดแย้งกับตนเสมอมา หรือการอยู่ร่วมกับคนที่เจ้าชู้ ดื่มสุรา สำส่อน นอนกับใครไม่เลือก ก็คงเป็นการยากที่คู่รักที่ไม่มีพฤติกรรมเหล่านั้นจะอยู่ร่วมได้ หากคู่รักทั้งคู่เป็นคนใจคอซื่อสัตว์รักมั่นต่อกัน มีผัวเดียวเมียเดียว มีศีลที่บริสุทธิ์ดีงามแล้วเหมือนกัน ทั้งคู่ย่อมอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขตลอดไป

3) มี จาคะเสมอกัน จาคะหมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายความรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น คู่ครองที่มีจาคะเสมอกันนั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีจาคะสูงๆ จะมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอกัน อย่างน้อยก็เป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อกัน

หากมีจาคะไม่เสมอกัน เช่น อีกฝ่ายจ้องคิดแต่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายอยู่เสมอ และไม่ชอบทำบุญร่วมกัน ไม่ชอบบริจาค ปล่อยให้อีกฝ่ายทำบุญอยู่ข้างเดียว จะเป็นการยากนักที่จะครองคู่กันยืดยาว และถึงแม้สามารถครองคู่กันยืดเพราะอำนาจบุญแต่ชาติปางก่อน แต่ชาติต่อไปอาจจะไม่ได้เป็นคู่ครองกันอีกก็เป็นได้

หากคู่รักมีจาคะร่วมกันร่วมสละสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นและสังคมร่วมกัน จะยิ่งทำให้ความรักแน่นเฟ้น และมีความสุข ความยินดีร่วมกันทำให้ชีวิตคู่เป็นที่พึ่งให้กันและกัน ประคับประคองกัน เจริญก้าวหน้าร่วมกัน ประสบความสำเร็จพร้อมกัน ชีวิตคู่ของผู้มีจาคะสูงๆ เท่าเทียมกันนั้น ย่อมมีความสุขความเจริญทวีคูณยิ่งๆ ขึ้นไป

4) มี ปัญญา เสมอกัน ปัญญาในทางโลกคือ ความรู้ กล่าวคือ สามารถคุยกันรู้เรื่อง รู้เท่าทันกันและกัน และในทางธรรม คือมีระดับการเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเท่าเทียมกัน ผู้มีปัญญาเสมอกันย่อมมีความเห็นความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น พูดกันด้วยเหตุผลเหมือนกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งพูดด้วยอารมณ์และอีกฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล ซึ่งคงเข้าใจกันได้ยากมาก หรืออีกฝ่ายคิดก่อนทำ ส่วนอีกฝ่ายทำอะไรโดยปราศจากการยั้งคิด ซึ่งคงทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันบ่อยมาก เป็นต้น หากทั้งสองฝ่ายมีสติ ไตร่ตรองยั้งคิด และรักในการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม ก็ย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสติปัญญาที่ดี เป็นคู่รักที่เกื้อหนุนกันและกัน ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม และที่สำคัญคือ ถ้าคู่รักทั้งสองฝ่ายรักกันอย่างมีเหตุผล ก็คงไม่เบื่อหน่ายกันและกันเพียงเพราะเหตุผลทางอารมณ์กาม และเป็นเหตุให้มีความรักที่จริงแท้ หวังดีต่อกันตลอดไป

โดยสรุป การรักอย่างเป็นสุขคือ การที่คู่รักมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และศรัทธาในสิ่งที่ดีงามร่วมกัน ซึ่งจะทำให้รักมีพลานุภาพที่รุนแรงมาก เพราะคู่รักจะมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และแรงศรัทธาในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน และหากเจอปัญหาก็จะร่วมช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคลงจนได้ ที่สำคัญคือ ทั้งคู่ต้องมีธรรมะในหัวใจ ฝึกฝนหลักธรรมอย่างสม่ำเสมอ และมองโลก มองชีวิตในสิ่งที่เป็นแง่ของความจริง ซึ่งก็จะทำให้เกิดความสุข ความสงบในชีวิตคู่อย่างแน่นอน

Read Full Post »

มาในเรื่องนี้จะพูดถึงเรื่องครอบครัวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ ขอเริ่มจากเรื่องลูกก่อนเพราะเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรในยุคนี้ ใครมีลูกที่เกเร ไม่เชื่อฟัง ทำตัวไม่ดีล้างผลาญหรือวันๆ ทำแต่เรื่องปวดหัวเข้าบ้าน ก็คงจะแย่หน่อย เพราะไหนจะต้องทำมาหากิน ไหนจะต้องอบรมลูกวิธีแก้นั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ต้องเริ่มจากการแก้ที่ตัวเองหรือตัวของพ่อและแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อนคือ

เพราะก่อนอื่นเราควรรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็นลูกหนี้มีกรรมที่ต้องชดใช้ให้เขา 

ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะก่อนลูกจะเกิดนั้น ตอนที่เขาอยู่ในภพภูมิรอที่จะมาเกิดในท้องแม่นั้น  ลูกเขาเป็นเจ้าหนี้ เขาเองเป็นคนเลือกพ่อแม่ ที่เลือกคนที่สร้างกรรมกับเขามามากที่สุดหรือลุกหนี้รายใหญ่ที่สุด

เขามาเกิดในท้องแม่คนนี้เพื่อให้ทั้งพ่อแม่ได้ชดใช้กรรมให้แก่เขา แต่พอลูกเกิด ลูกก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นลูกหนี้ด้วย เพราะในร่างกายของเขาก็มีส่วนหนึ่งของพ่อแม่อยู่ในนั้น รวมถึงพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูอุ้มชูตั้งแต่เกิด

สำหรับคนที่เป็นพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง ญาติหรือแม้แต่ไม่ใช่ญาตินั้น ที่ในชาตินี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูนั้นก็เช่นกันที่เคยเป็นลูกหนี้เขามาก่อน ถ้าไม่เคยมีกรรมร่วมกันมาก็คงไม่ต้องมานั่งเลี้ยงดูเขาหรอก แต่ใครจะหนักจะเบาแค่ไหนก็แล้วแต่บุญและกรรมที่ทำร่วมกันมา ที่มาจากอาจจะเคยชาติหนึ่งชาติใดเป็นพ่อแม่ลูกกันมาก่อนและเคยทิ้งขว้าง ไม่ได้เลี้ยงดูเขาตามที่ควรที่เหมาะสม มาชาตินี้ก็ต้องมาเลี้ยงดูกันให้หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป

ให้สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถึงจะไม่ได้เป็นพ่อหรือแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ทำไมมีจิตใจผูกพันกัน เป็นทุกข์เป็นร้อนห่วงใยไม่สิ้น เขาเรียกว่าไฟมันไม่หมดเชื้อ ดังนั้นก็ขออย่าไปคิดมากหรือคิดจะหนีกรรมนี้ไป บอกได้คำเดียวว่าไปไม่พ้น ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม และยิ่งกับคนที่เคยอธิษฐานไว้ทำนองว่า จะขอเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันทุกชาติ หรืออยู่ร่วมกันทุกชาติ รับรองว่าต้องร่วมกรรมกันไปอีกนาน ชาตินี้ยังไม่ถึงคิวก็เป็นลูกเลี้ยงไปก่อน พออีกชาติหนึ่งก็อาจจะมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองอย่างแท้จริง เป็นการสะสมกรรมร่วมกันการแก้ไขเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ลูกอยู่โอวาทไม่ทำตัวเหลวไหลไม่ว่าจะเป็นลูกจริงหรือลูกเลี้ยงหรือแม้กระทั่งเอาเขามาเลี้ยงดู  ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า

เรื่องแรก ต้องเร่งสร้างบุญที่ตนเองทำได้ให้เป็นบุญใหม่ของตนในชาตินี้ ให้สร้างบุญแบบสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนาเมื่อสร้างบุญเสร็จสิ้นทุกครั้งก็อุทิศบุญไปให้ลูก รวมถึงเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของลูกด้วย

การอุทิศบุญไปให้เทวดาประจำตัวของลูก  เพื่อขอเมตตาจากท่านช่วยอบรมจิตใจของลูกอีกทางหนึ่ง ให้ท่านดลใจชักนำให้ลูกเห็นในทางที่ถูกต้องซึ่งรับรองว่าท่านช่วยแน่นอน เพราะท่านก็คือบรรพบุรุษหรือคนในสายเลือดเดียวกันย่อมอยากเห็นบุตรหลานไปในทางที่ดี อีกทั้งท่านเป็นผู้มีภูมิธรรมย่อมปรารถนาให้คนทั้งปวงไปในทางที่ดีงามถูกธรรม

การอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรของลูก เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจในบุญที่เราอุทิศบุญไปให้และขอให้เขาถอนตัวจากที่เขากำลังกระทำกับลูกหรือที่กำลังส่งผลอยู่ ที่เขาอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกไปสร้างกรรมชั่ว เพื่อที่จะได้หมดบุญไปเร็วๆ แล้วไปทุกข์ทรมานกับเขาหรือเหมือนกับเขาที่ได้รับอยู่

เรื่องที่สอง ต้องรู้จักการอโหสิกรรมต่อกัน การที่จะให้ลูกเลิกประพฤติตัวไม่ดี ทำให้เราทุกข์ใจหรือเสียเงินเสียทองโดยไม่ควรจะเสียให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องกล่าวขออโหสิกรรมกับลูกก่อน และต้องให้อโหสิกรรมต่อเขาด้วยไม่ต้องไปอายไม่ต้องไปเขิน

แค่คำพูดที่ออกมาอย่างจริงใจว่า “พ่อขอโทษนะลูกหรือแม่ขอโทษนะลูก” เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายน่าขัน เป็นสิ่งที่ดีมากด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า พ่อแม่และลูกทุกคนเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน เป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ การขออโหสิกรรมต่อกันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นพ่อแม่นั้นก็ไม่ได้ทำถูกคิดถูกไปหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องมีผิดพลาดหรือทำลงไปกับลูกทั้งกาย วาจา ใจด้วยความหลงผิดได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ไม่มีสติ จะยิ่งสร้างกรรมไม่ดีต่อลูกได้มาก

เรื่องที่สาม ต้องสอนให้ลูกอยู่ในศีลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ซึ่งอาจจะต้องใช้ลูกเล่นกันบ้าง ก็ไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด เพราะเป็นการชักชวนนำทางให้เขาสร้างกรรมดี เช่น เวลาที่ให้เงินลูกไปโรงเรียนหรือให้เงินไปทำอะไรก็ตาม บอกให้ลูกสมาทานศีล 5 เสียก่อนแล้วถึงจะมอบเงินให้ไป เพราะจะทำให้เรานั้นได้มีโอกาสทำบุญกับผู้รับบริสุทธิ์มีเนื้อนาบุญอย่างน้อยเขาก็มีศีล 5 ในตอนนั้น การสมาทานศีล 5 นั้นไม่จำเป็นต้องสวดเป็นภาษาบาลี สอนลูกให้กล่าวสมาทานศีลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็ได้ เช่น  

“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ ขอตั้งสัจจะสมาทานศีล หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ สองไม่ลักทรัพย์ สามไม่ทำผิดในกาม สี่ไม่โกหกมุสา พูดคำเท็จ ห้าไม่ดื่มเหล้าของมืนเมาทั้งปวง บัดนี้ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ เป็นผู้มีศีล 5 แล้ว พ่อแม่ก็มาทำบุญกับข้าพเจ้าได้..”

ถ้าได้เพิ่มเรื่องการสวดมนต์ และทำสมาธิเข้าไปด้วยจะยิ่งดีขึ้นเร็วอีกหลายเท่า เรื่องเหล่านี้ทำได้ในบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่น่าขันหรือน่าหัวเราะ เป็นเรื่องที่ดีที่จะปลูกฝังให้เด็กมีศีลธรรมกำกับชีวิตเขาไว้ พ่อแม่นอกจากสอนให้เขาสมาทานศีลแล้ว ต้องสอนให้เห็นถึงข้อดีของการเป็นผู้รักษาศีล และข้อเสียของการที่ไม่มีศีล เดี๋ยวนี้สื่อมีทั้งทีวี หนังสือพิมพ์อินเตอร์เน็ต มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมายเคล็ดสำคัญที่อยากจะย้ำอีกครั้ง คือ

หนึ่ง หมั่นสร้างบุญทั้งทาน ศีล ภาวนาแล้วอุทิศบุญให้ลูกพร้อมกับเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของเขา

สอง ต้องหมั่นให้อโหสิกรรมต่อกัน

สาม ฝึกให้เขาอยู่ในศีลด้วยการสมาทานศีล สวดมนต์และทำสมาธิ

สี่ พ่อแม่ให้อภัยทานเขาตลอดเวลา

พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกในทุกๆ วัน ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กรรมนั้นติดตัวเขาไปจนชีวิตทำอะไรก็ไม่ขึ้นไม่เจริญ เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอย่างน้อยก่อนตายไป ก็คงอยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดีทั้งนั้น

การให้อภัยของพ่อแม่มีผลดีหลายทาง รวมถึงจะช่วยทำให้พ่อแม่ที่เป็น “ผู้ให้” นั้นมีจิตโล่งโปร่งสบาย จิตพร้อมรับบุญกุศลที่เคยทำมา อย่าให้ความโกรธนำไปสู่กรรมทั้งกาย ทางวาจา และกรรมทางใจ ที่จะมาเหนี่ยวรั้งบุญที่กำลังจะส่งผล การให้อภัยให้ยึดหลักพรหมวิหาร 4 เป็นหลัก ให้เมตตาก่อน จะเกิดกรุณา เมื่อเกิดกรุณาจะเกิดมุทิตาหรือความยินดี สุดท้ายจะนำไปสู่การวางเฉยหรืออุเบกขาในที่สุด สำหรับลูกผู้เป็น “ผู้รับ” เขาจะสัมผัสได้ในความรัก ความเมตตาที่พ่อแม่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ

การให้อภัยทานนั้นถือว่าเป็นทานที่มีอานิสงส์บุญสูงสุดในบรรดาทานทั้งปวง ทำเมื่อใดได้เห็นผลกันทันตา ทันทีทันใด

Read Full Post »

คนในยุคนี้หรือแม้แต่ยุคไหนก็ตาม เมื่อชีวิตไม่พบกับความสุขหรือได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็มักจะพยายามที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของตน เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก หนึ่งในการที่พยายามเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของตนให้ดีขึ้นนั้นคือ การเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเพื่อให้ชีวิตของตนนั้นเป็นมงคลมากขึ้น

หลายคนมีความชื่อว่า หากเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น เปลี่ยนชื่อแล้วจะรวยทันที ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงได้ถ้ารู้จักวิธีที่ถูกต้อง

เรื่องของความต้องการ แรงปรารถนาใดๆ ที่อยากจะได้ในการเปลี่ยนชื่อ เรื่องของชื่อที่เปลี่ยนมาแล้วนั้นจะไม่ขอพูดถึงเป็นเรื่องของจริตความชอบ ความต้องการของแต่ละคน แต่จะแนะนำว่าถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วทำอย่างไรถึงจะสุขและรวยได้จริง

1. เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วให้หมั่นสร้างบุญ ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอย่างสม่ำเสมอ

เหตุผลที่ต้องบอกในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เพราะหลายคนเข้าใจกันผิดๆ ว่าหากไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลแล้วจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาจำไม่ได้ จะได้ตามหาตัวไม่เจอแล้วจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป เหมือนกับบางคนที่พยายามจะหลอกเจ้ากรรมนายเวร หรือดวงวิญญาณประเภทไปตัดสติกเกอร์ติดรถว่า “รถคันนี้สีขาว” ทั้งๆ ที่เป็นรถสีดำ

เรื่องเล่านี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เจ้ากรรมนายเวรนั้นเขาตามที่จิต ไม่ได้ตามที่รูปร่างหน้าตา หรือชื่อที่ต่อให้ไปเปลี่ยนอีกร้อยชื่อเขาก็ตามเจอไม่มีพลาด

เพราะกรรมที่เราทำกับเขานั้น ถูกบันทึกไว้ในจิต ไม่ว่าจะตายแล้วเกิดใหม่กี่ชาติ ตายไปเกิดเป็นสัตว์อะไรรูปร่างอะไร  เกิดเป็นคนสัญชาติไหน ทวีปไหน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามเจอทุกชาติภพแน่นอน คนที่เปลี่ยนชื่อต้องเข้าใจในเรื่องนี้เสียก่อน

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า เมื่อเราจะเปลี่ยนชื่อให้เกิดมงคลกับตัวนั้น เราต้องทำบุญเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองเสียก่อน โดยเริ่มจาก

– วันก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อหนึ่งวัน ให้ใส่บาตรหรือทำสังฆทานแล้วอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร (จะใส่ กี่รูปก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีให้เท่ากับอายุของตนบวกอีกหนึ่ง เช่น อายุ 25 ปี ก็ใส่ 26 รูป ถ้าไม่มีปัจจัยให้ใส่ตามกำลัง อย่าไปยืมเงินใครมาทำเป็นอันขาด เพราะจะติดหนี้กรรมเขาอีก) 

ตอนสำคัญคือ การอุทิศบุญแผ่เมตตา ต้องแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน

เพราะถ้าเราไม่มีกำลังแล้วเราจะไปช่วยใครเขาได้ คนที่กำลังจมน้ำนั้น ต้องช่วยตัวเองก่อนไม่ใช่ไปช่วยคนอื่น ตัวเองจะพาลจมน้ำตายเอา ต้องเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตใหม่ชื่อใหม่ได้ด้วย ในการที่จะช่วยเหลือใครต้องดูกำลังของตนด้วย

หลังจากนั้นให้อุทิศบุญแผ่เมตตาเจ้ากรรมนายเวร ต้องเอ่ยแบบเจาะจงด้วย ว่าอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยเฉพาะที่ทำให้ตนเองพบกับความลำบากขัดสนหรือเจอกับอุปสรรคในเรื่องใดก็ว่าไป

แล้วบอกว่าตอนนี้ตนเองนั้นสำนึกผิดแล้ว ขอส่งบุญที่ทำนั้นเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับท่านทั้งหลาย ถ้าท่านมารับบุญแล้วยินดีในบุญนี้ โปรดถอนตัวจากอุปสรรคกรรมที่ท่านทำให้เกิดขึ้น และขอให้อโหสิกรรมต่อท่าน เลิกจองเวรจองกรรมกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และอุทิศบุญนี้ให้กับเทวดาประจำตัวของตน เพื่อให้ท่านได้รับบุญทุกครั้ง

– วันที่เปลี่ยนชื่อ ในตอนเช้าเมื่อตื่นมาให้ไหว้พระ สวดมนต์ (ทำในบทแรกที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดในเรื่องทำให้ชีวิตดีขึ้น สุขขึ้นร่ำรวยขึ้นทันตาเห็นขอให้ย้อนกลับไปดูเพราะสำคัญมาก) และไปเปลี่ยนชื่อ ในวันนี้พยามทำให้ตัวเองมีความสุขใจมากที่สุด อย่าไปโกรธแค้นเคืองอะไร ตั้งใจให้อโหสิกรรมทุกเรื่อง

ในวันนี้ให้รีบไปทำสังฆทานเสีย จะวัดไหนก็ได้ ตอนกล่าวอุทิศบุญให้ใช้ชื่อใหม่ทันที และหลังจานี้พยายามบอกถึงชื่อใหม่ให้กับคนที่รู้จักได้รู้ ไปเปลี่ยนหลักฐานต่างๆ เสีย ทั้งชื่อบัญชี ชื่อในบัตรประชาชน ทำอะไรได้ก็ให้รีบทำเสียให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ให้เอาชื่อใหม่เขียนลงกระดาษขอเมตตาพระสงฆ์ เอาชื่อของเราไปวางที่ฐานพระพุทธรูปในวัด หรือไม่สะดวกให้เอาชื่อใหม่นี้มาวางที่ฐานพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ที่บ้าน ที่ทำงานเพื่อให้เกิดความเป็นมงคล

– หลังจากนั้นให้เปลี่ยนกรรมปัจจุบันของตนเสีย โดยต้องตั้งมั่นในศีล 5 อย่างมั่นคงพยายามรักษาศีล 5 ให้ได้ในทุกวัน สมาทานศีลทุกวันทั้งในตอนเช้า และอีกครั้งในก่อนเข้านอน พิจารณาว่าในระหว่างวันเราผิดศีลหรือไม่ ถ้ายังพลาดยังผิดอยู่ไม่เป็นไรตั้งใจในวันรุ่งขึ้น จะทำให้ดีที่สุด

– ต้องลด ละ เลิก ในการทำกรรมชั่วทั้งปวงทันที อะไรที่เคยทำผิดพลาดมาแล้วในตอนที่เป็นชื่อเดิมต้องเลิกให้หมด ดูง่ายๆ ว่าถ้าเราทำแล้วเราเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นแหละคือ กรรมชั่ว

– หมั่นสร้างบุญอย่าหยุด แล้วอธิษฐานจิตขอให้บุญที่สำเร็จแล้วนั้นเป็นพลังส่งให้ชีวิตพบแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ทำไมต้องอธิษฐานให้ดีทั้ง 2 ทางก็เพราะว่าในทางโลกเรามีความสุขในชาตินี้ แต่ในทางธรรมจะเป็นเสบียงติดตัวเราไปในทุกชาติ ทุกภพ

– หมั่นสงเคราะห์สัตว์ ปล่อยสัตว์ เพื่อให้ชีวิตเขาเหล่านั้นพบสุข บุญที่ทำตรงแบบนี้จะส่งผลให้อุปสรรคกรรมแม้จะเข้ามาในชีวิต ที่ไม่มีทางเลี่ยงได้เพราะมาจากกรรมเก่า จะมีคนช่วยเหลือให้รอดได้

– หมั่นทำทานบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ ทานที่ทำนั้นจะทำให้เกิดโภคทรัพย์ การเงิน ไม่ขัดข้อง ไม่ฝืดเคือง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ทุกท่านพบกับความสุข ความเจริญตามที่ท่านปรารถนา

การเปลี่ยนชื่อนั้น มีหลักง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านให้สังเกต เมื่อเราไปหาผู้รู้ให้ตั้งชื่อให้ ขอให้ลองดูว่าชื่อใหม่ที่ได้นั้นเราชอบหรือไม่ เพราะถ้าเราชอบก็แสดงว่าเรามีบุญเชื่อมกับชื่อใหม่ที่เป็นมงคลนี้ เพราะแม้แต่เรายังไม่ชอบชื่อใหม่ รับรองว่าชื่อนั้นอาจจะไม่ใช่ชื่อที่จะทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นก็ได้

และครูบาอาจารย์ท่านยังฝากมาบอกกับคนที่เปลี่ยนชื่อทุกคน หากยังสร้างกรรมชั่วไม่ลด ละเลิก ถึงจะเปลี่ยนร้อยชื่อ พันชื่อ จะกี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีทางพบกับความเจริญแน่นอน

Read Full Post »

ทุกวันนี้เรื่องของกรรมเก่า ถูกนำมาใช้เพื่อสะกดสมองและจิตใจให้ผู้คนยอมจำนนกับปัญหา โดยไม่คิดที่จะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับมาเป็นดีซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก

คำสั่งสอนขององค์พระศาสดาที่มีมากว่า 2,500 ปี ในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่เป็นกรรมดี การเพียรพยายามทำสิ่งที่ดีสู่ตัวเองและผู้อื่น การละเว้นความชั่ว พยายามที่จะควบคุมจิตใจประพฤติตนให้อยู่ในศีล ในธรรมนั้น

เป็นของวิเศษ เป็นกรรมใหม่ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วเป็นระยะเวลายาวนานว่า จะทำให้ชีวิตของคนทุกขึ้นดี เจริญขึ้น จะสุขหรือทุกข์น้อยลงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่ใครจะทำกรรมดีมากหรือน้อย ละเว้นกรรมไม่ดีได้เท่าใด

เป็นกรรมใหม่ในปัจจุบันที่เราทุกคนควรทำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ผ่านมาอย่าไปเสียดาย เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ชีวิตเป็นของเราเอง

พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้น เป็นพระเมตตามหากรุณาธิคุณของในหลวงองค์ปัจจุบันของเรา เพื่อการเตือนสติเราทุกคนไม่ให้ยอมแพ้ต่อกรรมและโชตชะตา ที่มีเนื้อเรื่องว่า ครั้งหนึ่งมีพ่อค้า 700 คน คนพวกนี้อยากรวยก็พากันลงเรือกันไปจะแสวงหาโชคลาภ

รอแล่นได้มาระยะทางหนึ่ง เจอกับพายุใหญ่พอเรือล่มพ่อค้า 700 คนเหล่านั้น ก็ไม่ทำอะไรพากันคุกเข่าอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย สุดท้ายก็เลยจมน้ำตายหมด แต่พระมหาชนกไม่ทรงอ้อนวอน พยายามช่วยตัวเองทุกทาง ว่ายน้ำทวนกระแสกรรมแบบไม่ยอมแพ้ จนพระมหาชนกพบกับความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

ในเรื่องของบุญและคุณงามความดีที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้น มีฤทธิ์และพลังอำนาจที่สามารถจะไปช่วยผ่อนคลายกรรมเก่าที่เรากลัวหนักกลัวหนาเหมือนกับพยุร้ายที่จะพัดให้เรือชีวิตนั้นอับปาง บุญจะช่วยให้คลายจากที่หนักเปลี่ยนมาเป็นเบาได้ ดังที่ครูบาอาจารย์หลายท่านค้นพบและได้สอนอยู่เสมอว่า

กรรมดีและบุญฤทธิ์นั้นสามารถที่จะคลายกรรมเก่าได้

โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่ามีกรรมเก่าส่งผลแต่ไม่ยอมจำนน  ยังมีเจ้ากรรมนายเวรนั้นตามราวีจนทุกข์ทรมาน มีปัญหามากมายในชีวิต บุญกุศลที่เราทำนี้ ยังสามารถไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเหลือเพียงดวงจิตวิญญาณที่ตามราวีเราไม่เลิกรา ให้เขายกโทษเปลี่ยนใจอโหสิกรรมให้

เพื่อให้กรรมที่เราเคยทำกับเขานั้นส่งผลน้อยเท่าที่สุดหรือในบางกรรมนั้นตามมาส่งผลในชาตินี้ไม่ได้ เพราะเบาบางมาก แต่ถึงอย่างไรก็ดี  เราก็คงต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมนั้นอยู่ดี เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว จะเบาจะหนักหนาเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่กรรมนั้นกำหนดจะส่งผลเมื่อใด หนักหนาเพียงใด ในชาตินี้หรือชาติไหนไม่มีใครล่วงรู้ได้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

อย่างน้อยถ้าไม่เชื่อในเรื่องกรรมเก่านี้ การทำความดีทั้งต่อตนเองและคนอื่น เชื่อว่าน่าจะเป็นทางที่ถูกต้องที่นำไปสู่ความเจริญ และจะทำให้เป็นที่รักนิยมชมชอบของคนทั้งปวงได้

หลักจากนี้ต่อไป จะเป็นการแนะนำในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่มีพลังอำนาจมากพอ ที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายในเรื่องของวิบากกรรมไม่ดีลง เพื่อให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญได้ตามที่ตนปรารถนา แต่ทั้งนี้นั้นขึ้นอยู่ที่บุญจะพาไปทั้งสิ้น

ใครที่ไม่เชื่อในเรื่องบุญและกรรมนั้น ก็ขอให้นึกเสียว่าเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่ รับรู้ไว้ไม่เสียหลาย แต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนที่เชื่อที่จะทำให้ชีวิตทุกคนเจริญ มีความสุขได้อย่างแน่นอน

แต่ขอบอกอย่างหนึ่งว่า เรื่องที่จะพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ หรือชักนำให้หลงและงมงาย โปรดตั้งสติ มีสมาธิในการอ่าน และพิจารณาด้วยปัญญา ในบางบรรทัดที่มีการกล่าวอ้างชื่อครูบาอาจารย์คนสำคัญไว้ เพื่อแสดงความกตัญญูและเพื่อบูชาพระคุณความดีของท่าน ที่ได้พยายามสอนสั่งให้ทุกคนเข้าใจ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อชีวิตของทุกคน

สำหรับท่านที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือต้องการความรู้เพิ่มเติม ขอแนะนำว่า ควรไปหาหนังสือปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ เล่มที่หนึ่ง มาอ่านประกอบกัน ท่านจะเข้าใจในเรื่องของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องและวิธีการนำบุญกุศลนั้นมาเชื่อมบุญให้กับทุกเรื่องของชีวิตได้แล้วท่านจะสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกอีกเลยว่า

บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

Read Full Post »

อดีตนั้นบอกถึงสภาวะในปัจจุบัน และปัจจุบันจะเป็นตัวบอกว่า อนาคตของเรานั้นเป็นอย่างไร

กรรมเก่าที่เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เราทุกคนได้ตระหนักถึงความจริงในชีวิตว่า ชีวิตของเรานั้นในชาตินี้ที่พบกับความทุกข์ยาก ความลำบากในการมีชีวิตไม่ว่าจะด้วยการพิการ ความไม่มี ความขัดสนจนเงินทอง การไม่มีเกียรติ การโดนดูถูกเหยียดหยาม

เราทุกคนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ด้วยการกระทำกรรมดีที่เป็นกรรมใหม่ของเราเองได้

ชีวิตของเรานั้นไม่ได้จะดีขึ้นมาได้ ด้วยการดลบันดาล การช่วยเหลือของเทพยดาหรือใครหน้าไหนทั้งสิ้นแบบเต็มร้อย เราต้องมีกรรมดีของเราเอง ในส่วนที่ท่านช่วยนั้นเป็นด้วยความเมตตา แต่ไม่ได้ช่วยทั้งหมด มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตก็วิ่งไปหาท่าน สารพัดที่จะบนบานหวังที่จะให้ท่านช่วย อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจว่า

หลายคนหมดอาลัยตายอยาก คิดสั้นๆ เพียงว่า ชีวิตที่ดีหรือตกต่ำเป็นเพราะพรหมนั้นลิขิตหรือกำหนดมา ก็จึงไม่คิดจะทำ จะสร้างอะไรให้ตนเองนั้นดีขึ้นมา

หลายคนจึงปล่อยชีวิตเหมือนขอนไม้ หรือปลาตายที่สุดแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป ดูแล้วน่าเศร้าใจยิ่งนัก

กฎแห่งกรรมที่พระพุทธองค์นั้นทรงค้นพบ และนำมาสั่งสอนโปรดสัตว์โลก ก็เพื่อช่วยให้เรามีปัญญา มีใจที่สว่างเห็นความถูกต้องที่เป็นเหตุและเป็นผล เห็นคุณค่าของความเพียร ความมานะบากบั่นที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ผมอยากจะยกตัวอย่างของคนสองคนมาเปรียบเทียบให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของกรรมเก่าและกรรมใหม่

คนแรกนั้นชื่อ สมพร เขาเป็นคนพิการมาตั้งแต่เกิด ขาทั้งสองข้างนั้นลีบเดินไม่ได้ เขาเป็นคนที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาจึงพยายามศึกษาเรียนรู้ว่า สาเหตุอะไรที่เขาต้องมาพิการมีชีวิตที่แสนลำบากแบบอย่างนี้

เขารู้ว่า เพราะในอดีตชาติซึ่งไม่รู้ว่าชาติไหนแน่ ตัวเขาเองนั้นต้องเคยทำกรรมไม่ดีบางอย่างเอาไว้ที่มาส่งผลในชาตินี้ อาจจะเคยกักขัง หน่วงเหนี่ยวทรมานสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตให้ทนทุกข์ทรมาน

อาจจะบังคับให้สัตว์นั้นไปไหนไม่ได้จนสัตว์นั้นขาพิการ ชาตินี้เขาจึงต้องเกิดมาชดใช้กรรมที่เขาก่อขึ้น เกิดมาลืมตาดูโลกกรรมนั้นตามสนองต้องกลายมาเป็นคนพิการเดินเหินแบบคนปกติเขาไม่ได้

เขาเข้าใจถึงที่มาแล้วว่า ทำไมเขาต้องรับผลจากการกระทำที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าไม่มีใครใหญ่เกินกรรมไปได้ และเขาไม่มีทางย้อนเวลาไปแก้กรรมนั้นได้ เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วในอดีต

ดังนั้นในชาตินี้ภพนี้ เขาจึงพยายามที่แก้ไขในปัจจุบันเท่าที่เขาทำได้ เมื่อครูบาอาจารย์ชี้ทางสว่างว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง เขาจึงเพียรทำบุญกุศลทุกครั้งที่มีโอกาส และอุทิศบุญกุศลเพื่อไปขออโหสิกรรมต่อดวงจิตวิญญาณที่เขาเคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ชื่ออะไรอยู่ที่ไหน แต่เขาทำเพราะด้วยความสำนึกผิดจริงๆ แล้วทุกคนที่เขาทำบุญ เขาก็มีกำลังใจในการสู้ชีวิต

เมื่อทำบุญคราใดเขาก็จะอธิษฐานทุกครั้งว่า ด้วยบุญกุศลที่เขาทำไปนั้น ขอจงส่งผลให้ชาติหน้าฉันใด ขอให้เขาได้เกิดมามีร่างกายที่ครบถ้วนเหมือนคนอื่นทั่วไป ขอให้ความขัดข้องและความไม่มีจงอย่างบังเกิดขึ้นกับเขาอีกเลยในชาติปัจจุบันรวมไปถึงชาติต่อไปจนกว่าจะถึงนิพพาน คือ การไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการกระทำที่ดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้แล้วในชาตินี้

เพราะเมื่อทำบุญครั้งใดจิตใจของเขาก็ผ่องใส มีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตที่เหลืออยู่ เหมือนมีน้ำใหม่เข้ามาเติมชีวิตที่แห้งแล้งของเขาให้รู้สึกชื่นช่ำ  เขาเชื่อว่า กรรมดีหรือการกระทำดีใหม่ในชาตินี้ จะมีผลต่อชีวิตเขามากที่สุดตราบที่เขายังมีลมหายใจอยู่

ในชาตินี้เขาก็พยายามที่จะระมัดระวัง ไม่ไปเบียดเบียนใครทั้งสิ้น และมีเมตตาต่อสัตว์และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขยันขันแข็งไม่งอมืองอเท้า แม้จะพิการก็สู้ชีวิตแบบยิบตา

เพราะเขารู้ดีแล้วว่า การทำดีของเขาจะต้องส่งผลให้เขาในภายภาคหน้า เขามีเมตตาและการให้ของเขา ทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั้งปวงที่อยู่แวดล้อมเขา

สมพรอดทนเพียรพยายามทำความดี และเมื่อใจเขามีกำลังเพราะเขารู้จักการทำทาน ถือศีล และมีปัญญาที่มาจากการทำสมาธิ ทำให้เขากลายเป็นคนที่ภาษาชาวโลกสมัยใหม่เรียกว่า คิดบวกและทำบวกอยู่ตลอดเวลา

เขาจึงคิดอยู่เสมอว่า ตัวเขาเองยังโชคดีมากกว่าคนอื่นหลายเท่านัก แม้ขาจะพิการ แต่ยังมีแขนเหลืออีกตั้ง 2 ข้าง มีหูตาที่ดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน เขาพยายามที่จะหาอาชีพที่สุจริตทำ ไม่ทำตัวให้น่าสมเพชไม่เป็นภาระให้คนอื่น  เขาไม่ยอมมีชีวิตอยู่มานั่งให้ใครหน้าไหนก็ตามมาลิขิตชีวิตของเขา

เขาเชื่อในเรื่องกรรมเก่า แต่ไม่ไปนั่งฟูมฟายเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้ว

เขารู้ดีว่าถ้าเขาลงมือทำเมื่อใด เขาก็จะได้รับผลดี ไม่ใช่มีเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดจะมาดลบันดาลช่วยเขาทุกอย่าง ทุกเรื่องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เขาเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริง แต่ท่านจะช่วยคนที่ลงมือทำความดีเท่านั้น

เขารู้ดีว่าอันดับแรก ที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นก็คือ ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน เขาจึงเร่งในการสร้างกรรมใหม่ในปัจจุบันเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนให้เป็นไปในทางที่ดีงาม

ซึ่งผิดกับคนที่สองที่ชื่อ ทวีเดช ที่มีอวัยวะครบถ้วนทั้ง 32 ประการ ซึ่งก็เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมเช่นกัน แต่กลับไปเน้นที่กรรมเก่าและการยอมจำนนต่อกรรมเก่า ทวีเดชนั้นเกิดมาเป็นคนหัวไม่ดีนัก หรือเรียกว่า สติปัญญาน้อย

เขาเรียนรู้มาเช่นกันว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะกรรมเก่า ที่ชาติหนึ่งชาติใดในอดีต เขาอาจเคยเป็นผู้ทำตัวเสเพล เมาสุรา มั่วสุมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ผลต่อสมองหรือเป็นผู้ชักนำมีส่วนเกี่ยวข้องให้คนอื่นร่วมทำกรรมไม่ดีนี้ด้วย

พอมาในชาตินี้ เขาจึงมีสติปัญญาที่ไม่ดีนัก เมื่อรู้อย่างนี้ก็หมดอาลัยตายอยาก คิดว่าตัวเองนั้นสมองไม่ดีแล้ว ทำอย่างไรก็คงไม่ดีขึ้น ดูถูกตัวเองว่าไม่มีทางสู้คนอื่นเขาได้ ก็เลยปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แบบว่าอะไรมันจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่มีความมานะอดทนที่จะเสาะแสวงหาความรู้ หรือสร้างกรรมดีใหม่เพื่อมาลบล้างกรรมเก่า

ทั้งๆ ที่รู้จักกรรมแต่ทำไม่ไม่รู้ตัวเองว่า เพราะขาดความเพียร ความมานะบากบั่น จึงทำให้เรียนได้ไม่สูง ไม่เพียงพอที่จะหางานดีๆ เลี้ยงชีวิตตัวเองและตอบแทนพระคุณพ่อแม่ได้ เมื่อมาได้เมียก็เพราะความไม่มีปัญญามากพอขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง บอกกับตัวเองว่าไม่มีทางเลือกเพราะพรหมลิขิตไว้แล้ว แทนที่จะใช้ปัญญาเลือกจากคนที่มีศีล มีปัญญา มีศรัทธา มีการให้ที่เท่ากัน เสมอกัน

เมื่อยอมจำนนต่อกรรมแบบนั้น ชีวิตของทวีเดชจึงมีแต่ความวุ่นวายมากกว่าความสุข ต้องตกระกำลำบากอดมื้อกินมื้อ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแทนที่จะพิจารณาว่ามาจากสาเหตุใด กินอาหารไม่ครบมื้อ ขาดสารอาหารอะไร ทำไมถึงทำให้เป็นโรคร้าย

ไม่ดูแลร่างกายตนเองเมื่ออากาศเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งโรคที่เป็นอยู่ประจำเพราะมาจากกรรมพันธุ์ ทวีเดชไม่รู้ที่มาที่ไป ปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของตนเองก่อให้เกิดโรค แทนที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อจะป้องกันโรค

ก็ไปโทษว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมเก่าทั้งนั้น

ชีวิตของทวีเดช จึงเป็นชีวิตที่รู้จักกรรมแต่ไม่เข้าใจในกรรมดีพอ เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่สมพร ผู้ไม่ยอมจำนนต่อกรรมเก่า เหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแม้ร่างกายพิการ

เหมือนคนที่เป็นเมียแล้วถูกผัวซ้อม และทำร้ายหัวใจต่างๆ นานา ร้อยทั้งร้อยที่เป็นคำแนะนำที่ฝ่ายหญิงมักจะได้รับจากผู้เห็นใจหรือเพื่อนๆ ญาติพี่น้องก็คือ ทำใจเสียเถอะมันเป็นกรรมเก่าหรือผลของกรรมที่ทำมา เพราะกรรมเก่าจึงต้องมานั่งทนทุกข์ ชดใช้กรรมนั้นจนกว่าจะหมดสิ้นกันไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหมดเสียที นอกจากจากตายจากกันไปหรือหนีไป

นี่คือ ตัวอย่างของการอ้างกฎแห่งกรรม มาใช้ที่ทำให้ผู้คนยอมจำนนต่อปัญหา จำนนต่อกรรมที่เห็นได้ชัด

จริงอยู่การเลือกผู้ชายมาเป็นผัวนั้น ฝ่ายหญิงนั้นคิดผิดตั้งแต่แรกแล้วที่หลับหูหลับตาหรือมีกรรมอะไรมาบังตาจนไม่เห็นความเลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่หรือเป็นเพราะกรรมนั้นลิขิต ที่ต้องมาชดใช้กัน จึงหลงเลือกผู้ชายไม่ดีมาเป็นผัว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะรับฟังได้ 

แต่ในเวลาต่อมา ที่ทนยอมให้ผัวทำร้ายเตะต่อยนั้น ส่วนหนึ่งเราต้องใช้สติปัญญาพิจารณากันอย่างละเอียดว่าไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าหรือการชดใช้กรรมแล้ว แต่เป็นการสร้างกรรมใหม่ และกรรมใหม่ที่ผู้หญิงเลือกที่จะสร้างขึ้นมาแล้วให้ผู้ชายมาทำร้ายนั่นเอง ต้องมานั่งพิจารณาว่า ฝ่ายหญิงนั้นบกพร่องในเรื่องใด

ฝ่ายหญิงเป็นคนที่ชอบเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้าเมายา ติดการพนัน จนการงานไม่ทำ งานบ้าน ลูกเต้าไม่ดูแลหรือไม่

ฝ่ายหญิงเป็นผู้มักมากในกาม คบชายชู้ หรือทำตัวสำส่อนหรือไม่

ฝ่ายหญิงไม่รู้จักปรับปรุงเนื้อตัว ปล่อยตัวเองตามยถากรรม เหมือนผีบ้า ใครเขาจะพาไปไหนด้วย โกหกไฟแลบ เที่ยววิ่งยืมเงินคนสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวหรือไม่

กรรมใหม่ที่สร้างขึ้น นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เธอต้องพบกับความเลวร้ายในชีวิต พูดอีกอย่างก็คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกระทำในปัจจุบันของเธอเอง ไม่ใช่เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีต ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติที่แล้ว แต่เป็นกรรมใหม่หรือการกระทำใหม่ล้วนๆ ที่เธอสร้างขึ้นมา

เป็นที่น่าเศร้าใจมาก ที่ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจที่ผิดๆ เหมือนกับทวีเดชและผู้หญิงที่ถูกผัวทำร้ายและยอมแพ้ ยอมจำนนต่อกรรมเก่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองทั้งหมดล้วนเป็นเพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น

เมื่อเกิดอะไรขึ้นไม่ดีไม่งาม เกิดอุปสรรคต่างๆ ในด้านการทำงาน การขัดสนเงินทอง การทะเลาะเบาะแว้ง การผิดประเวณี ครอบครัวแตกแยกเกิดอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ

แทนที่จะเร่งสร้างการกระทำใหม่ที่ดี โดยมีกรรมเก่าเป็นบทเรียน กลับไปโทษสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง  แพะรับบาปตัวแรกก็คือ ไอ้กรรมเก่านี่แหละ

Read Full Post »

อย่ายอมจำนนต่อกรรมเก่า เร่งทำกรรมดีมาแก้ไข

เป็นที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่งที่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ สนใจเรื่องของกรรมกันมากขึ้น เพราะเริ่มทราบและตระหนักดีแล้วว่าทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ในชาติปัจจุบันนั้น เป็นเหตุที่มาของผล หรือเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งที่เกิดขึ้นชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะดีหรือร้ายเพียงใด

เราทุกคนที่พยายามศึกษาเรื่องกรรมนั้น พอที่จะทราบแล้วว่า กรรมเก่าที่มีจุดเริ่มต้นจากเหตุหรือการกระทำในอดีต และกำลังส่งผลมาให้เราทุกคนตั้งแต่เกิดและยังคงส่งผลไปจนเราตายจากโลกนี้ไป

แต่กรรมใหม่เป็นการกระทำที่เราได้สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อมาลิขิตชีวิตของเราในชาตินี้ว่า เราต้องการให้ชีวิตไปในทิศทางใด เราต้องการอะไรในชีวิต กรรมใหม่ที่สร้างนี้มีความสำคัญมากไม่แพ้กรรมเก่า

เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การที่คนเราทุกคนจะล่วงรู้ไปถึงกรรมในอดีตชาตินั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง คนที่จะล่วงรู้อดีตชาติได้นั้นมีอยู่ 3 ทางเท่านั้น

หนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงถึงขึ้นแล้ว

สอง เป็นผู้มีบุญมากและกรรมกำหนด  เป็นผู้มีเชื้อเก่ามาก่อนและติดตัวมาด้วยในชาตินี้

สาม ต้องตายไปแล้วเท่านั้นถึงจะรู้

ถ้าเราไม่มีทั้งสามทางนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีทางที่จะรู้เรื่องเหล่านี้ได้เลย

สำหรับช่องทางที่หนึ่ง ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติธรรมชั้นสูงถึงขั้นที่จะสำเร็จอภิญญาเท่านั้น มีพลังจิต พลังอำนาจที่จะล่วงรู้อดีตชาติทั้งของท่านและผู้อื่นได้นั้นในยุคนี้มีน้อยยิ่งนัก

อีกทั้งครูบาอาจารย์ผู้ล่วงรู้เรื่องเหล่านี้ ท่านก็มักจะไม่บอกเพราะท่านถือว่า อดีตมันล่วงเลยไปแล้ว ไม่ควรที่คนเราทุกคนจะไปยืดติด รู้ก็เพียงรู้ รู้เพียงเพื่อจะระวังไม่ไปทำแบบนั้นอีกก็เท่านั้นเอง รู้เพื่อจะแก้ไขปรับปรุงกรรมใหม่ให้ดีขึ้น

ไม่ใช่รู้เพื่อจะไปแก้กรรมเก่า ที่หลายคนพยายามเดินทางเที่ยวเสาะหาเคล็ดวิธีแบบง่ายๆ ที่มีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพื่อไปแก้กรรมเก่า

กรรมนั้นแก้ไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การไปขออโหสิกรรมเท่านั้น ถึงแม้จะอโหสิกรรมแล้ว ยังคงต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมจะให้ยุติแบบสิ้นเชิงนั้นเป็นไปไม่ได้ เศษกรรมเก่านั้นต้องส่งผลแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไรนั้น ไม่มีใครรู้ได้

แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาติที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก็ทรงรับกรรมเก่ามาทุกชาติ แม้แต่พระอรหันต์กว่าจะสำเร็จหลุดพ้นหนีกรรมไปได้ ท่านก็เคยรับกรรมเก่าเช่นกัน 

คนทุกคนควรที่จะสนใจในเรื่องของกรรมปัจจุบันมากกว่า ที่เราทุกคนเห็นและจับต้องได้จริง เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต ที่จะสำรวม ยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้นไม่ไปสร้างกรรมไม่ดีที่จะเป็นเหตุนำไปสู่ผลร้ายในชีวิตอีก

เรื่องของกรรม เหตุที่มาของผลที่ได้รับนั้น ไม่มีใครจะให้คำตอบได้ดีและถูกต้องเท่ากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ทุกสิ่ง ถึงเหตุที่มาและที่ไปของทุกสรรพสิ่งใน 3 โลก

ในสมัยพุทธกาล ในคราวที่ พระพุทธเจ้า ทรงประทับที่เชตวันวนาราม ได้มีเทวดาชื่อ “ปัณณเทพ” ที่เป็นหัวหน้าเทวดาที่มาชุมนุมกันอยู่ในที่นั้น ได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ด้วยความสงสัยในเรื่องของกรรมว่า

ทำไมบางคนเกิดมาได้รับความลำบากยากแค้น แต่บางคนมีทรัพย์มั่งคั่ง บางคนรูปร้ายทุพพลภาพ บางคนอายุสั้น และบางคนอายุยืนยาวนั้นเป็นเพราะเหตุใด

พระพุทธองค์ตรัสว่า การที่คนเกิดมาและอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นเพราะในชาติก่อน ได้ทำบุญให้ทานถือศีลฟังธรรม

ส่วนคนที่เกิดมาลำบากเข็ญใจนั้น เป็นเพราะในชาติก่อนมิได้ทำบุญให้ทาน ไม่สงเคราะห์แก่ผู้ใด มีแต่กระทำบาป เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดในนรก พ้นจากนรกก็เกิดเป็นเปรต หากยังมีกรรมหนาแน่นอยู่หรือเคยฆ่าสัตว์มาก่อน ก็ต้องเกิดเป็นสัตว์ที่ตนเคยฆ่าอีกห้าร้อยชาติ แล้วจึงเกิดมาเป็นคนอนาถายากไร้

คนที่มีรูปงามและมีอายุยืนนั้น ก็เนื่องมาจากอดีตชาติเคยทำบุญให้ทาน รักษาศีล ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่อิจฉาริษยาขึ้งโกรธต่อผู้ใด คนที่มีแต่ความอิจฉาริษยาอยู่ในใจนั้น มักเป็นผู้ผูกโกรธและไม่ทำบุญรักษาศีล พอเกิดมาจึงมีรูปร่างไม่งดงาม หรืออวัยวะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือมีอายุสั้น

คนที่เกิดมามีสติปัญญาและความจำดี มีศิลปวิทยาเป็นประโยชน์ต่อตนและครอบครัว ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง หรือเป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาแก่ผู้อื่นมาก่อน เมื่อเกิดมาอีกจึงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด

ส่วนคนที่เกิดมาแล้วโง่ทึบหรือเป็นบ้าเป็นใบ้นั้น เป็นเพราะในชาติก่อนมิได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้ฟังคำสอน หรือมีผู้สอนแล้วไม่เชื่อฟัง ก็ทำให้เกิดมาเป็นคนโง่ทึบและเป็นบ้าใบ้

สิ่งที่พระพุทธเจ้าตอบหัวหน้าเทวดาไปนั้น เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมที่พระพุทธองค์ได้ค้นพบในกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ไว้

การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม และกรรมเก่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดียิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ขอให้เป็นเพียงรู้เพื่อจะไม่ไปสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น เอากรรมเก่าและผลเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนเอามาเป็นครูบาอาจารย์

เพื่อนำมาเตือนสติตัวเองให้เกิดปัญญาที่ถูกต้อง เพื่อมายับยั้งชั่งใจถ้าคิดจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง ที่อาจจะไปสร้างกรรมไม่ดีขึ้นมา ก็จะรู้ว่าผลจากการกระทำนั้นจะทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ก็ไม่ลงมือทำลงไปทั้งกาย วาจา ใจ

แต่ชีวิตของคนเราทุกคนนั้น อย่าไปยอมจำนนต่อกรรมเก่า ตกเป็นทาสของกรรมเก่าจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ยอมทำอะไรเลย นอนรอกรรมเก่าอย่างเดียว

พระพุทธองค์ได้เคยตรัสไว้ว่า

ลัทธิกรรมเก่าหรือปุพเพกตเหตุวาท นั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่อยู่นอกศาสนาพุทธ ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระองค์และแน่นอนว่า ความเชื่อ สิ่งใดหรืออะไรก็ตามที่อยู่นอกศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่ทางที่จะทำให้มนุษย์นั้นหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้

พวกคลั่งลัทธิกรรมเก่า จะมีความเชื่อที่ว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อนซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ที่น่าสงสารก็คือ คนพวกนี้จึงยอมจำนนต่อกรรมเก่า โดยไม่ยอมทำอะไรเลยเพื่อจะไปแก้ไขให้มันดีขึ้น ซึ่งน่าสงสารมากที่ปล่อยให้ชีวิตของตนเหมือนกับท่อนไม้ลอยไปตามยถากรรม

ในศาสนาพุทธ สอนให้ทุกคนอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับกรรมในปัจจุบัน ไม่พะวงหรือติดยึดกับกรรมเก่า รู้เพียงรู้แล้วอย่าไปทำแบบเดิมๆ ให้ชีวิตต้องทนทุกข์อีก

Read Full Post »

Older Posts »