Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สุขภาพ’

            เรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ก็เป็นปัญหาสำคัญของคนเราทุกคน อันว่า การเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดาแต่ทว่า เรื่องของความเจ็บนี่แม้คนที่ศึกษาในพระพุทธศาสนามาจนเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่จะต้องการเผชิญความเจ็บป่วย หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับมันก็ต้องหาวิธีในการเผชิญหน้าให้ได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุด

            โดยปกติเมื่อคนเราเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ เราไม่ได้นึกถึงพระถึงเจ้ากัน เราจะนึกถึงหมอก่อนเพื่อไปทำการรักษาซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่บางครั้งบางโรครักษากันอย่างไรก็ไม่หาย ส่วนใหญ่จึงมักหันมารักษาด้วยวิธีการทางธรรม หรือวิธีการรักษาโดยใช้ พลังจิตหรือวิธีที่เหนือธรรมชาติต่างๆ กันไป ปัญหาเรื่องวิธีการเอาชนะโรคภัยร้ายแรงทั้งหลายนี้ได้ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ให้ความเมตตาตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก

คนธรรมดาถาม : ผู้ที่ฝึกสมาธิแล้ว ใช้พลังสมาธิรักษาโรคต่างๆ ให้หายได้นี่แท้จริงเป็นอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“อันนี้คนโบราณเขารักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังของสมาธิ เช่น อย่างเด็กน้อยเป็นตาแดงก็ไปเป่า เขาสำรวมจิตท่องมนต์ของเขา อาศัยความเชื่อมั่นในมนต์นั้นแล้วก็เป่าลงไป เด็กเป็นโรคตาแดงหายได้ อันนี้ก็คือการรักษาโรคด้วยพลังจิต

คนที่เป็นโรคภายในหรือกระดูกแตก กระดูกหักอะไรทำนองนี้ เสกเป่ามนต์ก็เป็นการรักษาโรคด้วยพลังจิต ผู้ที่ทำสมาธิจิตให้มีความสงบสว่าง ซึ่งอยู่ในระดับอุปจารสมาธิที่มั่นคง เมื่อทำสมาธิมีอุปจารที่มั่นคงแล้ว สามารถน้อมจิตไปดูโน่นดูนี่หรือน้อมจิตเพ่งเข้าไปในกายของคนไข้ ถ้าหากการน้อมสมาธิไม่ถอนทำสมาธิจิตสว่างลงไป ถ้าจิตสมาธิไม่ถอนเราน้อมเข้าไปดูในกายของคน

คนหมายถึงคนไข้ความสว่างของจิตจะวิ่งเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนไข้ คนไข้เป็นโรคอะไรที่ไหน กระเพาะ ลำไส้ หัวใจ ปอดและตับ จะมองเห็นจุดที่มันเกิดเป็นโรค เช่น ปอดเป็นแผล ตับเป็นแผล อะไรทำนองนี้จะมองเห็น เมื่อมองเห็นแล้วเราจะช่วยรักษา เราจะทำอย่างไรในเมื่อเพ่งมองเห็นแล้วน้อมจิตน้อมใจไปสู่จุดนั้น แผ่เมตตาให้คน คนนั้น อันนี้คือวิธีรักษาโรคด้วยพลังจิต”

 

คนธรรมดาถาม : แล้ววิธีการรักษาโรคด้วยกำลังของสมาธินั้นจะทำอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“สำหรับวิธีการนี้ไม่ต้องเอามือไปประสานกับใครก็ได้ ทีนี้การใช้พลังจิตซึ่งเกิดจากสมาธินี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งเบ่งพลังจนเหงื่อแตก อาศัยสมาธิที่ทำกันอยู่ทุกๆ วัน เขาจะสะสมพลังงานเอาไว้ ในเมื่อต้องการจะทำอะไร หรือมีเหตุอะไรจะเกิดขึ้นพลังงานอันนั้นจะแสดงตนออกมา

เช่น อย่างบางทีเมื่อเราทำสมาธิระดับ “อัปปนาสมาธิ” (สมาธิชั้นสูงที่เป็นฌาน) ได้แทบทุกวันๆ เมื่อเราต้องการอยากจะให้กิ่งไม้มันหักอย่างดีก็ชี้มือแล้วก็บอกให้มันหักลงไปแล้วมันจะหัก ไม่ได้ไปกำหนดจิตเข้าสมาธิแล้วก็เพ่งไปหมายถึงสมาธิที่อบรมเป็นนิจ แล้วมันจะสะสมพลังงานไว้ที่จิต เวลาจะใช้สำรวมจิตนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นสมาธิวูบวาบอะไร ลงไปเป็นสมาธิอ่อนๆ ซึ่งเรียกว่า “ขณิกสมาธิ” แล้วก็ปากพูดไปพูดเบาๆ พอตัวเองได้ยิน บอกให้กิ่งไม้มันหักมันก็หัก บอกให้ต้นมะพร้าวมันโค่นล้มลง มันก็ล้ม บอกให้รถมันคว่ำ มันก็จะคว่ำ อันนี้คือวิธีการใช้พลังจิต

ในตอนต้นๆ ถ้าหากผู้ใช้พลังจิต ใช้หนักๆ เข้ามันก็แพ้ตัวเอง ถ้าบำเพ็ญสมาธิให้จิตมันสงบสม่ำเสมอเวลาที่จะใช้พลังจิตเป็นแต่เพียงใช้คำพูดว่า ฉันจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคุณให้หาย แล้วก็อธิษฐานถึงคุณพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ จงส่งเสริมพลังจิตของข้าพเจ้าให้มีฤทธิ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนๆ นี้ให้หาย พอทำบ่อยๆ แล้วคนไข้เขาจะเกิดเชื่อเพราะความแน่ใจของเราและความเชื่อของคนไข้ มันมาบวกกันเข้าเป็นพลังสอง สามารถที่จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการนั่งสมาธิจะรักษาโรคร้ายๆ อย่างโรคหัวใจได้หรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ

 “ถ้าทำสมาธิได้จริงๆ ก็สามารถที่จะรักษาได้เป็นบางขณะหรือบางช่วง ถ้าโรคหัวใจไม่เป็นแรง ก็สามารถจะหายเพราะพลังของสมาธิได้ อันนี้ ยืนยันเด็ดขาดไม่ได้ว่ามีสมาธิแล้วรักษาโรคหัวใจหาย โรคบางสิ่งบางอย่างอาจจะหายไปได้เพราะพลังสมาธิอันนี้หมายถึงว่า เป็นโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรมเก่า เช่นโรคปวดศีรษะบางอย่าง พอทำสมาธิก็หายได้ โรคกระเพาะลำไส้ เมื่อทำสมาธิจิตสงบละเอียดแล้วสามารถเอาลมละเอียดไปรักษาภายในกระเพาะและลำไส้ก็หายได้

ถ้าหากว่านักสมาธิทำจิตกำหนดรู้หัวใจ สามารถแต่งน้ำเลี้ยงหัวใจได้โดยถูกต้อง ตามลักษณะความเป็นอยู่ของหัวใจก็อาจจะหายได้ แต่ถ้าหากเป็นโรคกรรมโรคเวรนี่ทำอย่างไรก็ไม่หาย”

 

คนธรรมดาถาม : เป็นวัณโรคมานานไม่หายสักที อยากให้หลวงพ่อเล่าวิธีการรักษาวัณโรคด้วยการปฏิบัติสักหน่อยได้ไหมครับ?

พระอริยสงส์ตอบ :

   “การปฏิบัตินี่แม้ว่าเราจะมีความตั้งใจจะรักษาโรค หรือไม่รักษาโรคก็ตาม แต่เมื่อมีการปฏิบัติจิต มีสมาธิ มีสติปัญญา มีความสงบสว่าง รู้ตื่น เบิกบาน มันก็กลายเป็นยารักษาโรคจิต ทำให้จิตมีความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ทำให้จิตมีพลังงานด้วยอำนาจ แห่งความสว่างไสวของจิตถ้าจิตดวงนี้วิ่งเข้ามาอยู่ภายในกายมาสว่างไสว อยู่ในท่ามกลางของกายสามารถที่จะแผ่กระแสแห่งความสว่างไสวไปทั่วหมดทั้งกาย ความเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือความติดขัดในประสาทส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นท่อทางเดินของลมและโลหิตพลังจิตอันนี้จะไปช่วยหมุนให้กระแสความหมุนเวียนของโลหิตและลมเดินได้คล่องตัว

เพราะว่า “ลมละเอียด” สามารถที่จะปรุงกายให้เบา ลมละเอียดสามารถที่จะปรุงโลหิตให้เดินไปอย่างคล่องตัวโดยไม่มีอุปสรรคอันใดติดขัด ถ้าผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเช่นวัณโรค เป็นต้น เมื่อทำได้บ่อยๆ จิตสงบสว่างบ่อยๆ แม้ว่าจิตจะยังไม่วิ่งเข้ามาสว่างรู้อยู่ภายในตัวก็ตาม พลังของจิตนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของโรคให้เบาลงหรือหายขาด

ถ้าหากว่าผู้ที่สามารถที่จะจิตให้สงบนิ่ง สว่างสามารถส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจโรคในร่างกายคนได้ ในเมื่อรู้แล้วจะช่วยเขารักษา ก็แผ่เมตตาเพ่งไปที่จุดที่เรามองเห็นแล้วก็แผ่เมตตาให้ ทำบ่อยๆ หลายๆ ครั้งแล้วไข้อาจจะหายไป

สำหรับของหลวงพ่อเองเข้าใจว่าผู้ถามอยากจะรู้ความเป็นมาของหลวงพ่อมากกว่าใช่หรือเปล่า? ของหลวงพ่อนี่จะว่าตั้งใจทำสมาธิเพื่อรักษาโรคก็ถูกหรือไม่ตั้งใจก็ถูก เพราะในขณะปฏิบัติอยู่นั้นก็อยากให้โรคหายเหมือนกัน

อยู่มาวันหนึ่งมีความคิดเกิดขึ้นว่าก่อนที่เราจะตายควรจะได้รู้ว่าความตายคืออะไร วันนั้นก็ตั้งใจนั่งสมาธิตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี 3 ในช่วงที่นั่งสมาธิอยู่นั้นจิตสงบเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่สงบแล้วก็มีความเดือดร้อนทนทุกขเวทนาแต่ก็อดทนเอาเพราะอยากรู้อยากเห็น

ทนไปได้ถึงตี 3 จาก 3 ทุ่มทนไปได้ถึงตี 3 พอถึงตี 3 แล้วเวทนาความเมื่อยทั้งเมื่อยทั้งหิวตามประสาของคนไข้ ทีนี้จิตมันก็คิดขึ้นมาว่าวันนี้ไม่สำเร็จเราควรจะพักผ่อนพอคิดว่าเราจะพักผ่อนพอตั้งใจจะหยุดนั่งสมาธิเท่านั้นเจ้าจิตภายในมันก็บอกว่า

“คนทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่งตายมันจะตายได้อย่างไร?” พอความรู้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ก็เลยมานึกเสริมเอาว่า ถ้างั้นก็นอนตายซิ แล้วก็นอนลงทั้งๆ ยังขัดสมาธิอยู่พอนอนลงไปแล้วมันก็ทอดอาลัยตายอยาก กำหนดรู้แต่ลมหายใจเพียงอย่างเดียวพอปรากฏว่าลมหายใจมันค่อยละเอียดๆ เข้า ความสว่างของจิตก็บังเกิดขึ้น

ในตอนแรกๆ มันก็มีความสว่างแผ่ซ่านไปรอบตัว เมื่อหนักๆ เข้ามันก็รวมจุดอยู่ที่กลางตัวระหว่างราวนมทั้งสองข้าง ตรงที่เรานึกว่ามีหัวใจภายหลังความสว่างอันเป็นดวงนั้น มันก็วิ่งขึ้นวิ่งลงตามระยะจังหวะของการหายใจ ในที่สุดเวลาของการหายใจออก ดวงอันนั้นมันก็วิ่งออกมาตามลมหายใจ แล้วก็ลอยขึ้นไปเบื้องบนแล้วก็ลอยย้อนกลับไปกลับมาๆ อยู่ ในที่สุดมันก็ตัดขาดจากกายแล้วก็ลอยไปแต่ดวงสว่างอันเดียวเท่านั้น ในขณะนั้นร่างกายตนหายไปหมด คล้ายๆ กับจิตดวงนี้ไปลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง โลกคือผืนแผ่นดินก็หายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด ยังเหลือแต่อากาศคือความว่าง

พอจิตดวงนี้มันเกิดรวมมาสู่วิญญาณคือตัวรู้แล้วมันก็รวมพลังขึ้นมาเกิดความสว่างใหญ่โตมโหฬารแล้วโลกก็ปรากฏขึ้น ผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นในช่วงนั้น คล้ายๆ กับว่าความสว่างแห่งดวงจิตนั้นมันแผ่คลุมโลกไปทั้งหมด มันสามารถที่จะมองเห็นต้นไม้ ภูเขาเลากาเห็นบ้านเห็นเมือง เห็นผู้เห็นคน เห็นจนกระทั่ง ภูตผีปิศาจ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว

ในขณะที่มองเห็นอยู่นั้น จิตมันก็อยู่เฉยๆ มันไม่บอกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วภายหลังมันก็ละทิ้งการรู้การเห็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป ยังเหลือแต่แผ่นดิน แล้วก็ปรากฏว่าร่างกายมานอนอยู่ภายใต้ความสว่าง เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตอนแรกมองเห็นสบงจีวรห่มคลุมอยู่ ในระยะที่ 2 ร่างกายเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรปกปิด ในระยะที่ 3 ปรากฏว่าขึ้นอืด ระยะที่ 4 มีน้ำเหลืองไหล ระยะที่ 5 กระดูกผุพังสลายตัวไปหมด ระยะที่ 6 มองเห็นแต่โครงกระดูก ระยะที่ 7 โครงกระดูกก็ทรุดฮวบลงไปแหลกละเอียด แล้วก็หายสาบสูญไปในผืนแผ่นดิน

อีกสักพักหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาเป็นผงแล้วก็เกาะกันเป็นก้อนเป็นท่อนเล็ก ท่อนน้อย แล้วก็ประสานตัวเป็นชิ้นกระดูกโดยสมบูรณ์ แล้วก็มาสร้างเป็นโครงสร้างขึ้นมา ศีรษะกระโดดมา กระดูกคอ กระดูกสันหลังกระโดดต่อกันตามตำแหน่งของตัวเอง กระดูกส่วนอื่นๆ ก็กระโดดเข้ามาประจำตำแหน่งของตัวเองกลายเป็นโครงสร้างเป็นโครงกระดูกอีกตามเดิมแล้วเนื้อหนังก็ค่อยงอกขึ้นมาจนสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็สลายตัวเน่าเปื่อยผุพังต่อไปอีกกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นไม่ทราบว่ามันเป็นกันอยู่กี่ครั้ง กี่หน

 บางครั้งก็มองเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ปรากฏขึ้น เสร็จแล้วจิตมันก็ได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ คล้ายๆ กับว่ามันไม่ร้อนใจอะไร มันเฉยๆ อยู่ สักแต่ว่ารู้อยู่เห็นอยู่มีอยู่เป็นอยู่ แต่วาระสุดท้ายเมื่อมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หลังจากที่มันมาประสานกันเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าตัวจิตวิญญาณที่ลอยอยู่นั่นมันไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ทรุดฮวบลงมาปะทะกับหน้าอกแผ่วๆ หลังจากนั้นความสว่างของดวงจิตนั้นมันก็หายไป ร่างกายก็ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อยๆ เวลามันรู้สึกตัวขึ้นมานั้น มันก็มีอาการคล้ายๆกับว่ามีอะไรวิ่งซู่ซ่าไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วค่อยรู้สึกตัวขึ้น จนกระทั่งรู้สึกว่าความรู้สึกมันเป็นปกติ

 ทีนี้มากำหนดดูตอนนี้ร่างกายปรากฏขึ้นมาแล้ว ความตั้งใจที่จะกำหนดอะไรมันเกิดขึ้นมา พอมันรู้สึกตัวอย่างเต็มที่เจ้าจิตนี่มันก็เทศน์ให้กับตัวเองฟังฉอดๆ “นี่หรือคือการตาย” คำตอบก็บอกว่า “ใช่แล้ว” ตายแล้วมันต้องเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป

มันเกิดเน่าเปื่อยแล้วก็เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อมันสลายตัวไปก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน มันก็บอกให้รู้อย่างนี้ พอมันจบกลอนเทศน์ของมันแล้ว จิตก็มานิ่งว่างอยู่เฉยๆ ความคิดมันเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เราตายจริงหรือเปล่า แล้วก็ยกสองมือขึ้นมาคลำดูหน้าอก “อ้อ ยังไม่ตาย” แล้วก็ลืมตาดูนาฬิกา 2 โมงเช้าแล้ว

 พอลืมตาขึ้นมาดูก็มองเห็นโยมอุปัฎฐากมาทำอะไรก๊อกแก๊กๆ อยู่ที่นั่น พอเขาเห็นลุกออกมาจากที่นอน เขาก็ทักว่า “เข้าใจว่าไปซะแล้ว!” “กำลังจะไปปลุกอยู่เหมือนกัน ถ้า 2 โมงเช้าไม่ตื่นละก้อ ทนไม่ไหวแน่ ต้องไปดึงขาแน่!” ทีนี้หลังจากนั้นความเจ็บป่วยก็ค่อยเบาขึ้นๆ แล้วก็สบายเรื่อยๆ มา เลือดที่ออกอยู่มันก็หยุดไป แล้วก็หายไปจนกระทั่งบัดนี้ โรคอันนี้ไม่เคยกำเริบอีกซักที จะว่าสมาธิรักษาวัณโรคก็ถูก หรือวัณโรครักษาสมาธิก็ถูกเหมือนกัน”

 

คนธรรมดาถาม : การรักษาโรคด้วยกำลังกายแบบจีนนี่เหมือนกับการรักษาโรคด้วยพลังจากสมาธิหรือเปล่า

พระอริยสงฆ์ตอบ :  

“การรักษาโรคด้วยพลังกายนี้ หมายถึงการออกกำลังกายให้ถูกสัดส่วน เป็นสิ่งจำเป็น อันนี้ยืนยันได้ เพราะว่าการออกกำลังกายนี้ สามารถทำให้โรคบางอย่างหาย เช่น อย่างโรคเหน็บชาให้หายได้ การออกกำลังกายหรือการบริหารกายให้สม่ำเสมอ สามารถที่จะรักษาโรคให้หายได้ อันนี้โลกเขายอมรับ หมอทั้งหลายนี้เมื่อรักษาคนไข้เขาก็แนะนำให้ออกกำลังกายแต่ว่าทางใจนี่ วงการแพทย์เขายังไม่ยอมรับ

การฝึกออกกำลังกาย เช่น อย่างเราฝึกกีฬาอะไรต่างๆ ที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง เช่นกระโดดบนท่อนไม้ ตีลังกาบนท่อนไม้ หรืออะไรทำนองนี้ เป็นเรื่องพลังของสมาธินั้น สิ่งใดที่ตั้งใจฝึกด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความมีสติ อันนั้นคือการฝึกสมาธิ”

 

คนธรรมดาถาม : คนไข้ป่วยจนอาการหนักมากแล้วควรจะทำจิตอย่างไร ให้เพื่อให้ระงับความทุกข์ทุรนทุรายครับ?

พระอริยสงส์ตอบ :

  “ถ้าคนไข้ที่เคยบำเพ็ญเพียรภาวนาก็สามารถที่จะระงับจิตคือทำสติรู้อยู่ที่ความทุรนทุรายหรือความทุกข์ แต่คนไข้ที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรภาวนาไม่ได้ฝึกหัดจิตแม้จะแนะนำอย่างไรก็ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตายเราควรที่จะได้ฝึกหัดซะให้มันคล่องตัว ถ้าใครหัดตายเล่นๆ ก่อนที่จะตายจริง อันนี้ยิ่งดีเราจะได้รู้ว่าการตายนั้นคืออะไร เมื่อเกิดตายจริงขึ้นมาเราจะได้ไม่ต้องกลัว”

 

คนธรรมดาถาม : การเปิดเทปธรรมะให้ฟังเมื่อจิตสงบนั้นจะช่วยให้เราได้ไปสุคติจริงหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

  “การเปิดเทปให้ฟังบางทีคนไข้ถ้าตั้งใจจดจ่อฟังก็มีอานิสงส์ให้สุคติได้ แม้ว่าคำเตือนเพียงคำเดียวว่า จงทำสติระลึกถึงคุณพระคุณเจ้านะ เพียงแค่นี้เขาระลึกพระพุทโธ ธัมโม สังโฆ ในขณะนั้นก็สามารถที่จะไปสุคติได้ เช่น มัฏฐกุณฑลี ซึ่งเจ็บป่วยหนัก บิดาเป็นคนขี้เหนียวไม่หายามารักษา พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นแล้วว่า เด็กคนนี้ในวันพรุ่งนี้จะตาย เมื่อตายลงไปแล้วจะตกนรก พระองค์ก็เสด็จไปโปรดพระองค์ทรงเปล่งรัศมีไปเตือนให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาโปรด นายมัฏฐกุณฑลีหันกลับมามองดูพระพุทธเจ้าเพียงแว๊บเดียว แล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา “โอ้โฮ้ ! พระพุทธเจ้าอัศจรรย์หนอ” แล้วก็ตาย ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพบุตร อันนี้เป็นตัวอย่าง”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆ

            โรคภัยทั้งหลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนเราเมื่อถึงคราวที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน สิ่งสำคัญก็คือความมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาแม้เราจะสามารถใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ ลงได้แต่ก็เป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นทางกาย และความเจ็บปวดนั้นมันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับจิต อย่างที่สุภาษิตโบราณกล่าวว่า จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

            โรคภัยนั้นแบ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรค (Decease) และโรคที่เกิดจากความเสื่อม (Syndrome) ซึ่งต่างก็ต้องใช้การรักษาให้ถูกวิธีด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องตามดูจิตของเราไปด้วย วิธีการก็คือการฝึกทำสมาธิดังที่พระเดชพระคุณ พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้ตอบไปแล้ว

            เรื่องการใช้หลักสมาธิเป็นสำคัญในการรักษาโรคร้ายนี่มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลเป็นเรื่องยืนยันได้อีกหนึ่งเรื่อง คือกรณีของพระมหากัสสปะเถระเจ้า

            ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันใกล้ๆ กับพระนครราชคฤห์ ทรงทราบว่า พระมหากัสสปะอาพาธอยู่จึงเสด็จไปดูอาการซึ่งขณะนั้น พระมหากัสสปะอยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหาเกิดอาพาธไม่สบายเป็นไข้หนักได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก

            พระพุทธองค์ตรัสถามถึงอาการ พระมหากัสสปะก็ตอบไปตามความจริงว่า อาการของท่านมีแต่ทรงกับทรุดไม่มีบรรเทาลงเลย พระพุทธองค์จึงให้ธรรมะบทหนึ่งซึ่งเป็นบทเกี่ยวกับการพิจารณาโรคภัยคือ “โพชฌงคปริตร 7 ประการ” ไว้ แล้วตรัสว่า “เมื่อท่านได้พิจารณาหลักธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้เพื่อพระนิพพานแล้ว อาการป่วยก็จะดีขึ้นเอง ได้แก่

            “สติ” คือความระลึกได้ถึงตัวทั่วพร้อม “ธรรมวิจัย” คือความพินิจพิเคราะห์ธรรม คือความจริงตามแนวเหตุผล “วิริยะ” คือความเพียรที่จะบำเพ็ญธรรม “ปีติ” คือความอิ่มเอมใจ “ปัสสัทธิ” ความสงบผ่อนคลายและหายเครียด “สมาธิ” คือความมีจิตแน่วแน่เป็นหนึ่ง และ “อุเบกขา” ความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่ออาการและโรคอาพาธเหล่านั้น

              เมื่อท่านพระมหากัสสปะได้ฟังและปฏิบัติตามท่านก็หายป่วยจากโรคที่อาพาธทันที ไม่เพียงแต่พระมหากัสสปะเท่านั้นแม้แต่พระมหาโมคคัลลานะ หรือกระทั่งตัวของพระพุทธองค์เองเมื่อพระองค์ประชวรก็รับสั่งให้พระจุนทเถระสวดเจริญบทโพชฌงคปริตรนี้และปฏิบัติตามนั้นก็ทรงหายประชวรได้ ดังนั้นหากเราต้องเผชิญกับความเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นอกจากจะรักษาทางกายแล้วต้องหมั่นปฏิบัติสมาธิเพื่อรักษาทางใจด้วยรับรองว่าจะหายวันหายคืนแน่นอน

Read Full Post »