Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ’

สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” ที่มีมานานคู่สังคมไทย ซึ่งความเชื่อดังกล่าวมีทั้งคนที่เชื่อแบบมีเหตุผล เชื่อแบบงมงาย เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เลย เรื่องราวของสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาตินี้ต่างก็มีประเด็นปัญหาต่างๆ มากมายให้ถกเถียงกัน และเหล่าครูบาอาจารย์ท่านก็ได้เมตตาตอบคำถามแต่ละคำถามอย่างน่าสนใจ ซึ่งขอให้คุณผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณให้มาก เพราะนี่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลไม่มีใครอาจบังคับให้เชื่อหรือไม่เชื่อได้

 

คนธรรมดาถาม : เทวดาและสวรรค์มีจริงหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ)

“อาตมาอยากจะขอตอบว่า ในบาลี มีกล่าวเช่นนั้นจริง และมีในรูปพระพุทธภาษิตจริง แต่ความหมายนั้น หมายถึงเทวดาเป็นตัวบุคคลาธิษฐานเช่นนั้นจริงหรือไม่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง

เรื่องเทวดานี้ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า ถ้าไม่ “มองเห็น” ได้ด้วยตนเองแล้วอย่าไปเชื่อตามดีกว่า เพราะฉะนั้นส่วนที่พูดถึงตัวเทวดา หรือ สวรรค์นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่ว่าคนที่มัวเมา อยู่ด้วยกามคุณอย่างเทวดา และจะเป็นเทวดาอยู่ที่ไหนก็ตาม ผู้ที่มัวเมาอยู่แล้ว ยากที่จะมีจิตใจที่โปร่ง หรือ แจ่มใสเพียงพอ ที่จะเข้าใจเรื่องดับทุกข์ หรือ เรื่องนิพพาน

เพราะฉะนั้น เทวดาเมื่อสำนึกถึงความที่ตนมัวเมาอยู่ในกามคุณ หรือในสวรรค์ได้ ก็เกิดความสลดสังเวชตัวเอง ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เอาตัวรอดเสียแล้วควรจะเป็นในที่ที่ไม่มัวเมาในกามคุณมากถึงเช่นนั้นควรจะเป็นที่ที่จะหาเรื่องราวของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ เรื่องดับทุกข์นั้นได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นโลกที่ดีที่น่าเกิด ก็ควรจะเป็นมนุษยโลกแทนที่จะเป็นเทวโลก

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ควรจะอยู่ในที่ที่หาพบพระรัตนตรัยได้ง่าย หรือ ทำการดับทุกข์ได้ง่าย เลิกพูดถึงมนุษยโลกหรือเทวโลก ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ทีนี้ อาตมา อยากจะชี้แจงต่อถึงข้อที่ว่า ทำไมคำว่า เทวดา หรือ คำว่า สวรรค์นี้มามีอยู่ในพระพุทธภาษิต และอยู่ในพระไตรปิฎกโดยตรง ก็เพราะว่าในประเทศอินเดีย สมัยนั้นมีความเชื่อเรื่องเทวดา เรื่อง นรก เรื่องสวรรค์ นี้อยู่โดยสมบูรณ์แล้วมีรายละเอียดชัดเจนเหมือนที่กล่าวนี้ทุกอย่างมาแล้วตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น

พอพระพุทธเจ้า มีขึ้นในโลกเรื่องเหล่านี้ มันมีอยู่แล้วจะไปเสียเวลาหักล้าง ก็ไม่ไหวพิสูจน์ให้คนโง่ เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงพลอยตรัส เอออวยไปตามคำที่พูดๆ กันอยู่ แต่แล้วก็ทรงแสดง สิ่งที่ดีกว่า ให้เขาเลิกละความสนใจ หรือ ติดแน่นในสิ่งนั้นเสีย ให้เลิกละความติดแน่น ในนรก ในสวรรค์ ในเทวโลก พรหมโลก เหล่านั้นเสียโดยมาเอาสิ่งที่ดีกว่า คือ เรื่องโลกุตตระหรือนิพพานทั้งๆ ที่ไม่ต้อง เสียเวลาพิสูจน์เรื่องเทวดา เรื่องนรกสวรรค์ชนิดนั้นว่ามันมีข้อเท็จจริงโดยแท้จริงอย่างไร มีอยู่ในพระไตรปิฎก

บางแห่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องเทวดานี้ เขาพูดกันอย่างเอิกเกริกทั่วไปอยู่แล้ว เสียเวลาที่จะไปฝืน ความรู้สึกของเขาแล้วเราเองก็ต้องการอีกอย่างหนึ่งต่างหาก สิ่งที่ต้องการไม่ได้เป็นอันเดียวกับที่ต้องการให้เขา หลงใหลในสวรรค์ไม่จำเป็นที่จะต้อง อธิบายเรื่อง นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์กัน เดี๋ยวนั้นไม่ได้

ถ้าหากว่า ผู้นั้นจะมีปาฏิหาริย์มากถึงกับบังคับจิตผู้คนหรือ กลุ่มประชาชน ให้เห็นนรกเห็นสวรรค์ ด้วยอำนาจจิตได้อย่างแท้จริง ซึ่งสวรรค์และนรก จะจริงไม่จริงไม่ทราบ แต่ว่าสามารถบังคับด้วยปาฏิหาริย์ ให้พากันเห็นชัดเจนแท้จริงจนมีความเชื่ออย่างนี้ก็ทำได้

พระพุทธเจ้า ท่านก็ทำได้ เป็นของง่ายๆ แต่ท่านก็ไม่ประสงค์ จะทำอย่างนั้น กลับเอออวยไปในบางส่วน ว่าให้ทาน รักษาศีล นี่แหละ จะเป็นทาง ให้ได้สวรรค์แล้วเมื่อได้สวรรค์มาแล้ว เป็นอย่างไร ท่านก็ชี้ ให้เห็นว่า สวรรค์นั้นมันเต็มไปด้วยโทษ คือ ความหลงใหลอย่างไร แล้วจึง ทรงแสดงโทษของสวรรค์ ผู้นั้นก็พร้อม ที่จะรู้เรื่องโลกุตตระเขาเห็นจริง เชื่อจริงมาตามลำดับว่า ทาน ศีล ให้เกิดสวรรค์ สวรรค์มีลักษณะอย่างนั้นๆ ประกอบไปด้วยโทษ ทำให้โง่ให้หลงให้วนเวียนในวัฏฏสงสาร อย่างนั้นๆ จึงมีจิตใจ พร้อมที่จะรู้เรื่องอริยสัจ หรือเรื่องของโลกุตตระ

อุบายวิธี ทางธรรม เช่นนี้ เราจะเรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านฉลาดในการสวมรอย หรืออะไรก็ตามเถิด แต่ว่า ความจำเป็นมันบังคับ ให้ทำได้เพียงเท่านั้นจะไปพิสูจน์ เรื่องนรก สวรรค์ กันมากกว่านั้น ก็ไม่มีเวลา ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นทั้งไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะเรื่องที่สำคัญนั้น ต้องการจะสอน ให้เห็น ความทุกข์ เดี๋ยวนี้ ให้เห็น เหตุให้เกิดทุกข์ เดี๋ยวนี้ กล่าวคือเรื่องอริยสัจสี่ นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า จึงทรงมีอุบาย ลัดๆ สั้นๆ ชำระของเกรอะกรัง ในจิตใจของประชาชน เรื่องนรก สวรรค์ เสียพอสมควรก่อน ได้แก่ ทรงแสดงเรื่อง ทาน เรื่องศีล แล้วเรื่องสวรรค์ แล้วย้ำเรื่อง โทษของสวรรค์แล้วจึงถึง เรื่องการออกไปเสียจากสวรรค์ ที่เรียกว่า “เนกขัมมะ” การออกไปเสียจากกามคุณว่าจะมีผลดีอย่างนั้นๆ พอมาถึงขั้นนี้แล้ว คนนั้นที่เรียกได้ว่า มีหัวใจเคยเกรอะกรังไปด้วย ตะกอนต่างๆ มาแต่กาลก่อนๆ ถูกชำระล้างหมดสิ้นดีแล้ว ก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ มูลเหตุให้เกิดทุกข์สภาพที่ไม่มีความทุกข์เลยและวิธีปฏิบัติ ที่จะให้ลุถึงสภาพชนิดนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องของท่านโดยตรงเอาตอนนี้เอง

ส่วนตอนเรื่อง นรก สวรรค์ อะไรนั้น เป็นตอนที่ไม่ใช่ใจความของพุทธศาสนา เขาเชื่อกันอยู่อย่างนั้นแล้ว เขาทำกันอยู่อย่างนั้นแล้วก่อนพระองค์เกิด ถ้าไปตู่เรื่องนี้มาว่าเป็นพุทธศาสนาก็เรียกว่า ไม่ยุติธรรม พระพุทธเจ้า ท่านไม่ขี้ตู่อย่างนั้น เรื่องของท่านจึงมีแต่เรื่องโลกุตตระ คืออริยสัจเป็นพื้น เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า เรื่องสวรรค์หรือนรกนี้ไม่ใช่ประเด็นของพุทธศาสนาแต่มันพลัดมาอยู่ในคำของพระพุทธเจ้าได้ เพราะความจำเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น เราไปสนใจกับตัวพุทธศาสนาโดยตรงเสียปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ก็จะหมดสิ้นไปในตัวเอง หมดความจำเป็นไปในตัวเอง เพราะถ้าขืนเชื่องมงายไปตามผู้อื่นว่า มีจริง เป็นจริง อย่างนั้นก็เป็นการถูกหลอก หรือแม้แต่เขาจะบังคับกระแสจิตให้เห็นได้ทางปาฏิหาริย์ก็ยังเป็นการถูกหลอกอย่างลึกซึ้งอยู่นั่นเอง พุทธบริษัท ไม่ทำอย่างนี้จึงพิสูจน์เรื่อง ความทุกข์ และเรื่องความดับทุกข์ โดยตรงเป็นเรื่องของ พุทธศาสนาแท้”

 

คนธรรมดาถาม : เจ้าที่กับภูมิเทวดาต่างกันหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ)

            “เจ้าที่ต่างกับพระภูมิแน่ เพราะเจ้าที่เป็นคนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้เพราะเป็นเจ้าของที่ ใช่ไหม คำว่า เจ้าที่หมายถึง “อากาศเทวดา” หมายถึงเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าอากาศเทวดาต้องใช้ศาล 4 เสาหรือ 6 เสา ภูมิเทวดาเขาจะใช้ศาลเสาเดียวถ้าถามว่า กำลังอำนาจแตกต่างกันไหม ก็ต้องตอบว่า

            เจ้าที่ คือเทวดาชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1) คุมพระภูมิ พระภูมิหลายสิบจุดขึ้นกับจตุมหาราชจะจุดหนึ่ง เหมือนกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เอาตามนั้นนะ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าทั้งในพระไตรปิฎกและพระคุณเจ้าบอกว่า เทวดา พระภูมิและเจ้าที่เจ้าทางมีจริง บางบ้านที่มีเหตุวุ่นวายและตายไม่ดีเกิดขึ้น เกิดจากเจ้าที่โกรธที่ไม่ยอมตั้งศาลให้ เรื่องนี้เป็นอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ไม่ยาก โทษผีนี่ไม่ยาก แต่ไม่เห็นโทษตัว โทษเจ้าที่ท่านแน่หรือไม่แน่ ดูก่อน! เจ้าที่เขาไม่ทำใครถึงตายถ้าเอาจริงๆ นะ จะเอาแค่ป่วยหนาวๆ ร้อนๆ ผิวเนื้อผิวตัวจะร้อน เทวดาท่านทำคนตายไม่ได้ เจ้าที่เขาเป็นเทวดา ย่อมมีลูกน้องเป็นสัมภเวสี คนที่ลงโทษเราต้องเป็น สัมภเวสี ไม่ใช่เทวดา รายการนี้มันผิดที่ไม่ใช่เจ้าที่ แต่เป็น เจ้าทาง”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการบูชาที่ถูกต้องเราควรจะทำอย่างไรเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “การบูชามีสองอย่างนะ อามิสบูชาอย่างหนึ่ง แล้วก็ปฏิบัติบูชาอย่างหนึ่ง คำว่า บูชา ไม่ใช่หมายความว่าจุดธูปจุดเทียนเฉยๆ บูชาคือ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ถ้าอามิสบูชาก็เอาธูปเอาเทียนมาจุด เอาดอกไม้มาบูชาใช่ไหม ถ้าบูชาพระพุทธรูปนี่ไม่มีปัญหา ถ้าเรายอมรับนับถือในท่าน เราเอาดอกไม้ธูปเทียนบูชา อย่างนี้ก็ใช้ได้

            ถ้าบูชาอีกแบบหนึ่งคือ ปฏิบัติบูชา ให้ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ท่านบอกว่า จงละชั่ว ประพฤติดี ใช่ไหม คำว่า สิ่งใดชั่ว เราก็ไม่ทำ สิ่งใดดี เราทำอันนี้เป็นปฏิบัติบูชา สำหรับการบูชาเจ้าที่ ก็เหมือนบูชาพระภูมิเจ้าที่เหมือนกัน บูชาเจ้าที่ต้องดูก่อน ถ้าเราชอบเหล้าอะไร เจ้าที่ก็ชอบเหล้าอันนั้น เราชอบขนมอะไร เจ้าที่ก็ชอบขนมอันนั้น ต้องบูชาให้ถูกใจเราถูกใจเจ้าที่ด้วยใช่ใหม…”

 

คนธรรมดาถาม : เรื่องการจุดธูปบูชานี่ เห็นพูดกันมากว่าใช้กับบูชาอะไร อย่างละกี่ดอกขอความกระจ่างเรื่องนี้ด้วยครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (ตอบโดย หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จ. พระนครศรีอยุธยา)

“จุดกี่ดอกก็ได้ ส่วนใหญ่มักใช้ 3 ดอกบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กี่ดอกก็มีความหมายทั้งนั้น  จุด 1 ดอก หมายถึง จิตหนึ่ง จุด 2 ดอก หมายถึง กายกับจิตโลกกับธรรม จุด 3 ดอก หมายถึง พระรัตนตรัย หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จุด 4 ดอก หมายถึง อริยสัจ 4 จุด 5 ดอก หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ นะโมพุทธายะ จุด 6 ดอก หมายถึง สิริ 6 ประการ ที่แกกราบพระ 6 ครั้ง จุด 7 ดอก หมายถึง โพชฌงค์ 7 จุด 8 ดอก หมายถึง มรรคแปด จุด 9 ดอก หมายถึง นวโลกุตรธรรม จุด 10 ดอก หมายถึง บารมี 10 ประการอยู่ที่เราจะคิดให้ดี เอาอะไรก็ได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าจุด 11 ดอก หมายถึงอะไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ก็บารมี 10 ประการกับจิตหนึ่ง ว่าไปได้เรื่อยๆ แหมแกถามซะข้าเกือบไม่จน”

 

คนธรรมดาถาม :  ถ้าไม่มีธูปเทียนแล้วจะบูชาท่านอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ

“ก็ใช้ชีวิตจิตใจบูชาไม่เห็นต้องมีอะไร พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ชีวิตัง เม ปูเชมิ”

สรุปประเด็นปัญหาเรื่อง สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ

          สิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาตินั้นจากคำตอบของเหล่าพระอริยสงฆ์ที่ท่านได้กล่าวมา ก็มีการอ้างอิงทั้งตำราและความเชื่อโบราณว่ามีอยู่จริงแต่แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม เหล่าพระอริยสงฆ์ต่างก็บอกไปในทำนองเดียวกันว่า เราไม่ควรไปใส่ใจเรื่องนี้มากนักคือ รู้ว่ามีอยู่แต่เราก็ควรจะกระทำที่ตัวเราเองสนใจในคุณงามความดีของตนเองมากกว่า การที่เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้นกับเราอยู่ที่การกระทำของเราเองเป็นตัวกำหนด อย่าได้ไปโทษสิ่งอื่นว่าทำให้เกิดขึ้นหรือเป็นขึ้น

            ส่วนการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้นหัวใจสำคัญคือ การปฏิบัติบูชา ดังที่หลวงพ่อท่านได้กล่าวสอนไว้อย่างแยบยลว่า การบูชาคือการให้ความเคารพซึ่งกันและกันเราจึงต้องมีคุณงามความดีกับตัวเสียก่อนเราไปบูชาท่านเทพเจ้า หรือพรหมใดท่านก็จะบูชาในคุณงามความดีของเราเช่นเดียวกัน ส่วนที่เป็นอามิสบูชานั้นใจความสำคัญอยู่ที่ความคิด ถ้าจะคิดบูชาให้ดีเอาอะไรก็ได้ ดังคำสอนของหลวงปู่ดู่ที่แสดงไว้ว่า ท่านบูชาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญจริงๆ ไม่ได้ถือบูชาอย่างอื่นเลย

            ส่วนเรื่องของโลกนี้โลกหน้านั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปค้นหาคำตอบเอาให้ได้ในปัจจุบันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง อจินไตย ที่คนธรรมดาสามัญไม่ควรคิดสงสัยเพราะคิดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเข้าใจจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องรู้เองในกาลอันสมควรก็คือ เมื่อตายแล้วเท่านั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ

โฆษณา

Read Full Post »