Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สวด’

บทสวดต่างๆ

จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์ เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา

ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…

คำแปล:

ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้) อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้) คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ

(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

 

คำขมาพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

 

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ. สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

 

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

คำอาราธนาศีล

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ  ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ) 

คำสมาทานศีล 5

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ 5.

5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ- มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต

สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ  ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ  ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี

อิติสุคโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์

นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์

สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)

*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)

พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค) พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน) มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย) มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน) พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า) สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น) เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ …… (บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด) (พรหมา-อ่านว่า พรม-มา) (สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)

****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี  และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ) 1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ 8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ (สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)

ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งให้นั่งในท่าสบายๆ  อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ  หลับตา

สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ  เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ  2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ  ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะหายปวด)

เมื่อรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้ หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต ว่าเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรีงยั่งยืน ใจจะเป็นสุขถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีลงในชีวิตได้

 

ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน

 

ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ

 

แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ”เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุด

เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว

ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน

            “ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)

ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด

โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธ.ธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)

อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้

ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ  ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย

            ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ   ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระสิวลี พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ

เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…

หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า

“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”

เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ  วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ  หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา

ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ  เป็น ทานบารมี

2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้น เราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

3. เนกขัมมบารมี  ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี

6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

7. สัจจะบารมี  มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี

10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี

            บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

โฆษณา

Read Full Post »

ในบทนี้จะเป็นการรวบรวมบทสวดที่ใช้สวดมนต์เพื่อความผาสุก ร่มเย็น และ ก่อให้เกิดทรัพย์และความมั่งมีนั้น มีอยู่มากมายหลายบท หากคุณผู้อ่านได้ สวดอยู่เสมอจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว จิตใจ ก็จะผุดผ่อง เงินทองผุดโผล่ เพราะเป็นผลจาการที่เราตั้งจิตระลึกและน้อมนำไปปฏิบัติตามคำสอนในการประกอบอาชีพ

การเริ่มต้นสวดมนต์ต้องเริ่มตามขั้นตอนที่กล่าวไปแล้วในบทก่อนที่ต้องสมาทานศีล 5 เสียก่อนและ ในบทต่อไป นี้เป็น บทสวดที่ว่าด้วยทำให้ “ร่ำรวย” ทั้งสิ้น ที่ท่านสมารถที่จะเลือกสดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาได้แก่

 

อริยธนคาถา

ผู้นำ ว่า (หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส) เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาสรรเสริญพระอริยเจ้าเถิด

ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา  ศรัทธาในพระตถาคตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดีไม่หวั่นไหว

สีลัญจะ ยัสสะ กัล๎ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง และศีลของผู้ใดงดงาม, เป็นที่สรรเสริญที่พอใจของพระอริยเจ้า

สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์, และความเห็นของผู้ใดตรง

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่าคนไม่จน, ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน

ตัส๎มา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง, อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะ สาสะนัง

 

เพราะฉะนั้น เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญาควรสร้างศรัทธาศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมให้เนืองๆ

            ผู้ที่สวดมนต์บทนี้ เป็นการสวดไว้เพื่อมุ่งให้สวดกำหนดให้จำและนำไปปฏิบัติ โดยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถึง “ทรัพย์ภายใน” ว่ามีอยู่ถึง 5 ประการได้แก่

1. สัทธาธนะ หมายความว่า ทรัพย์นั้นคือ สัทธา แปลว่า ความเชื่อ จะเป็นทรัพย์ได้ก็เพราะน้อมใจเชื่อในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า เพราะเมื่อเชื่อมั่นแล้วจะเป็นแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตาม

2. สีลธนะ หมายความว่า ทรัพย์ นี้เป็นศีล คือ ความเป็นปกติที่ดีจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อ เรารักษา กาย วาจาใจให้เรียบร้อยเป็นปกติไม่เบียดเบียนใครไม่ว่า การกระทำ คำพูดหรือแม้แต่ความคิด

3. สุตธนะ ทรัพย์คือการฟัง เพราะ สุตะคือการฟัง จะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักฟังอย่างตั้งใจ

4. จาคธนะ ทรัพย์คือการเสียสละ ความเสียสละจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักเป็นผู้ให้เสียก่อน เป็นการผูกใจของผู้รับเอาไว้

5. ปัญญาธนะ ทรัพย์ คือปัญญา คือ เราต้องรู้ในสิ่งที่เราควรรู้ จึงจะถือเป็น มหาทรัพย์สมบัติ คนที่มีปัญญาจะมีวิธีหาทรัพย์ได้ ทั้ง ภายในและภายนอก

พุทธภาษิตที่ว่า “มีปัญญาประเสริฐกว่ามีทรัพย์” คือ ไม่มีใครสามารถมาขโมยปัญญาของเราไปได้เป็นของเฉพาะตัวของคนที่มีและปฏิบัติดี เป็นต้นทุนที่จะทำให้ทรัพย์ภายนอกร่ำรวยยิ่งขึ้น เพราะ คำว่า ทรัพย์ภายในนี่เองที่จะเป็นตัวอำนวยความมั่งมีให้เราในภายหน้า ใช้ ทรัพย์ภายในทอดเป็นสะพานไปหาทรัพย์ภายนอก โดยใช้หลักธรรมที่ดีเป็นเครื่องมือ และ เป็นฐานในการรองรับให้ทรัพย์ทั้งหลายอยู่กับเราได้อย่างมั่นคง

คาถา หัวใจเศรษฐี

จัตตาโรเม ธัมมา กุลปุตตัสสะ ทิฎฐะธัมมาะหิตายะ สังวัตตันติ ทิฏฐะธัมมะสุขายะ, กะตะเม จัตตาโร, อุฎฐานะสัมปะทา อารักขะสัมปทา,กัลยาณะมิตตะตา สะมะชีวีตาติ.    

คาถา “หัวใจเศรษฐี” แม้จะสวดกันสักกี่พันจบ ก็คงจะเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ยาก ต้องนำไปปฏิบัติเพื่อความสุขและประโยชน์ของผู้สวดเอง คือ ความถึงพร้อมด้วยความเพียร การรักษา มีเพื่อนที่ดี และ เลี้ยงชีวิตนี้ตามสมควรแก่อัตภาพ

อุ  ย่อมาจาก อุฏฐานสัมปทา หมายถึงความสมบูรณ์ด้วยเพราะความขยันหมั่นเพียร ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยันนั่นเอง

            อา ย่อมาจาก อารักขสัมปทา ความสมบูรณ์ด้วยการรู้จักรักษาความรู้หรือ รักษาทรัพย์ที่หามาได้นั้นเพราะว่าเราจะหาได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเรามีเหลืออยู่เท่าไหร่ และจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นแปลว่า รู้จักประหยัด แต่ไม่ได้ ขี้เหนียวจนงก ไม่ยอมจ่าย

            กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา คบเพื่อนที่ดีงาม ไม่ชวนกันไปในทางเสียหายจึงจะเป็นกำลังเกื้อหนุนให้เราได้แสวงหาทรัพย์ได้และป้องกันทรัพย์ที่เราหามาได้ด้วย เพราะเพื่อนที่ดีจะไม่มีวันชักชวนเราให้หลงไปในอบายมุขต่างๆ อย่างแน่นอน

            สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา ครองชีวิตโดยเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป ใครปฏิบัติได้ ก็สามารถตั้งตัวได้ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

หากจะลองท่องว่าให้ดี คาถา “อุ อา กา สะ” ก็คือ รู้จัก ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และ ดำเนินชีวิตให้เหมาะสม  เมื่อท่องได้ขึ้นใจแล้วต้องปฏิบัติตามด้วยจึงจะรวย และ จะรวยจริงอย่างแน่นอน

บทที่ 8 สัพพมงคลคาถา

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา    สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

บทนี้มักจะได้ยินบ่อยๆ ในตอนที่พระสงฆ์ให้พรยาวๆ เป็นบทสวดที่อ้างถึงความจริงที่ว่าพระรัตนตรัยมีอานุภาพที่อำนวยความสุขให้กับตนเองได้อย่างแท้จริง ดังที่แปลว่า “ขอมงคลทั้งปวงจงมี ขอให้เทวดาจงรักษา ด้วยอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าในทุกกาลทุกเมื่อ”

คาถาเสริมทรัพย์

            คาถานี้เป็นคาถาของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดย วิธีการจะสวดคาถานี้นั้น ใช้สวดภาวนาเวลาตื่นนอน 3 จบ เวลาใส่บาตร 1 จบ และ เวลาก่อนนอนอีก 3 จบ หรือ เวลาที่ว่างก็สวดได้ก็จะยิ่งได้ผลดี

            ก่อนจะสวดขอให้อุทิศบุญเชื่อมบุญกุศลไปให้หลวงพ่อปาน และพ่อครูแจง ผู้ถ่ายทอดคาถาอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะทำให้เกิดโภคทรัพย์อย่างมากมายมหาศาล

 

บทสวดคาถาเสริมทรัพย์

ตั้งนะโม ฯ  3 จบ แล้วเริ่มบทสวดดังนี้

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1จบ)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

คาถาเงินล้านหรือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถานี้โดย หลวงพ่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา และมีผู้ที่ได้สวดคาถานี้พบกับร่ำรวยกันมากมาย ขอให้ตั้งใจสวดให้ดี และหมั่นทำบุญอุทิศบุญไปให้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำด้วย เพื่อแสดงความกตัญญูและเคารพต่อท่าน ในความเมตตาที่ได้สั่งสอนและมอบคาถาศักดิ์สิทธิ์นี้มาให้

และถ้าอยากให้เกิดผลเร็ว ขอให้ไปที่กราบหลวงพ่อเงินไหลมา ที่อยู่ภายในวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ไปสักการบูชาท่านด้วยวิธีการนี้

1. ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้

2. ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้

3. ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด

4. ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้ เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ (เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป)

5. ให้กลับมาสวด “พระคาถาเงินล้าน” ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ สวดทุกวัน วันละ 9 จบ

6. เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย และบูชาองค์พระพุทธรูป “หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา” ด้วย

ก่อนสวดให้ทำจิตให้นิ่ง ระลึกถึงพระเมตตา พระบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำและสวดบทสวดดังนี้ว่า

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม

พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ

พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(บูชา 9 จบ โดยตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

 

คาถาขอลาภจากพระสิวลี

คาถานี้แต่งโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

และการจะขอลาภจากพระสิวลีนั้น ต้องเป็นคนที่ทำทานมาก สละซึ่งประโยชน์ส่วนตัวช่วยเหลือผู้อื่น การสวดนั้นต้องครบ  5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง มะหาสีวลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสีวลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

 

คาถาขอลาภพระอุปคุต

เคล็ดในการขอลาภจากพระอุปคุตนั้น ต้องเป็นผู้ทำบุญสม่ำเสมอและเจริญสมาธิภาวนาตลอด และอุทิศบุญไปให้พระอุปคุตเพื่อเชื่อมบุญและขอบุญจากท่าน ห้ามบนบานโดยเด็ดขาด การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

บทสวด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)


มะหาอุปคุต จะ มะหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโม โจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม ฯ

เอหิจิตติจิตตัง พันธะนัง อุปะคุตโต จะมหาเถโร พุทธะสาวะกะอานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุณณะตา จะ เทวะตานัมปิ มะนุสสานัมปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมัง กายะพันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์ ผู้ใดบูชาพระสังกัจจายน์  ย่อมเป็นมหามงคลอุดมด้วย ลาภ ยศ ความเจริญรุ่งเรืองดีนักแล เคล็ดลับอยู่ที่การให้ทานแก่บริวาร คนใกล้ชิด คนแปลกหน้าเสมอกันและการช่วยเหลือบำรุงพระพุทะศาสนาทุกทางที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องธรรมทาน ยิ่งทำยิ่งรวย การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

บทสวด

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

 

ต้องนั่งสมาธิภายหลังการสวดมนต์

หลังจากการสวดมนต์แล้ว ควรนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย คุณผู้อ่านทุกท่านยังต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่ทุกวัน จิตใจก็ต้องการชำระล้างด้วยการปล่อยวางความคิดเรื่องราวต่างๆ ให้หมดสิ้นไปจากใจ

            การทำสมาธิหลังการสวดมนต์แบบง่ายๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิมือประสาน จะนั่งอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในท่าที่พอดีโดยไม่ฝืนร่างกายของตนเองเมื่อปรับร่างกายให้สบายเข้าที่แล้ว หลับตาสบายๆ คล้ายๆ กำลังจะพักผ่อน ค่อยๆ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออก ภาวนาตามหลัก อาณาปานสติ หายใจเข้า บริกรรมว่า “พุท” หายใจออกบริกรรมว่า “โธ” ไปเรื่อยๆ จนจิตใจนิ่งแล้ว ก็ไม่ต้อง บริกรรมอีก แต่เมื่อจิตเกิดฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ให้รีบกลับมาบริกรรมใหม่อีกครั้ง

            และเมื่อนั่งสมาธิแล้วต้องแผ่เมตตาให้กลับตัวเองและแผ่เมตตาให้ผู้อื่น จะทำให้เกิดผลเร็วขึ้นตามที่ปรารถนา

 

สรุปเคล็ดลับการสวดมนต์ให้รวย

1. ต้องละความชั่ว หมั่นทำบุญกุศล ถวายแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทะเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระอริยสงฆ์ อุทิศบุญไปให้ผู้มีพระคุณทั้งปวง ครูบาอาจารย์ ท่านเจ้าของบทสวด พระคาถา ถ้าไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้แต่งบทสวดหรือคาถานั้น ให้ระบุชื่อบทสวดและคาถานั้น รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมทุกวัน

2. ถ้าจะใช้บทสวดใดทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มสวด  ต้องเชื่อมบุญโดยการอุทิศบุญตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบัน ในอนาคต อุทิศเจาะจงท่านผู้เป็นเจ้าของบทสวดหรือคาถานั้น เอาเท่าที่ท่านรู้ เช่น คาถาเสริมทรัพย์ของหลวงพ่อปาน ก็ต้องเจาะจงอุทิศไปให้ท่านด้วย

3. เลือกบทสวดมนต์ให้เหมาะสมกับตน อยากให้เด่นทางใดก็เลือกบทสวดนั้น และต้องสวดให้ถูกต้องไม่ตกหล่นไม่ ข้ามวรรค ข้ามขั้นตอน ถ้ามีการระบุว่าให้สวดกี่จบต้องตามนั้น อย่าน้อยเกินไป แต่มากได้

4. เมื่อสวดมนต์เสร็จทุกครั้งให้นั่งสมาธิต่อตามที่ต้องการ

5. เมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ขอบารมี พลานุภาพและอานิสงส์บุญที่ได้สวดมนต์นี้ ให้ได้ตามที่เราปรารถนา ขอในเรื่องที่ถูกต้องและเจาะจงเพียงอย่างเดียว  เช่น อยากได้เงิน 5 แสนก็ระบุลงไปเลย อย่าอธิษฐานแบบครอบจักรวาล เพราะการเจาะจงจะทำให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่สุด

6. แผ่เมตตาให้กับตัวเองก่อน ถึงจะแผ่เมตตาให้ผู้อื่น และกรวดน้ำตามลำดับ

คาถาต่างๆ ของครูบาอาจารย์ทั้งหมดเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่าลบหลู่ดูหมิ่นโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากสวดไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นการปรามาสพระอริยบุคคล จะเป็นการสร้างกรรมหนักใส่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว และยากที่จะเจริญได้ ถ้าไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาขอให้ข้ามอย่าไปคิด อย่าไปอ่านหรือสวดแบบล้อเลียนเป็นอันขาด

ขออวยพรให้ท่านได้รวย ได้มีทรัพย์สินอันประมาณไม่ได้ โดยเร็วพลันเทอญ

Read Full Post »

บทสวดมนต์เพื่อสุขภาพและป้องกันรักษาโรค

เป็นการรวมบทพระคาคา คาถา มนต์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสุขภาพ กำจัดโรคภัย ภัยพิบัติ และเสริมดวงชะตาให้พบกับความสุข ความร่ำรวยแบบทันตาเห็นในชาตินี้


พระคาถาอาฏานาฏิยะปะริตตัง

บทสวดมนต์นี้ เกิดเมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลก ชั้นสวรรค์ จตุมหาราชิกา (สวรรค์ชั้นที่ 1) ตั้งใจจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เกรงว่าหากพวกอสูรรู้ว่าบนสวรรค์นี้จะ ไม่มีใครอยู่ ก็อาจถือโอกาสมาก่อกวน ซึ่งพวกตนก็อาจกลับมาไม่ทัน จึงได้จัดตั้งกองทหารไว้ ๔ กองประกอบด้วย คนธรรพ์ ยักษ์ และ นาค  รักษาแต่ละทิศไว้ แล้วพากันไปประชุมที่อาฏานาฏิยะ นคร แล้วผูกมนต์เป็นอาฏานาฏิยปริตรขึ้น จากนั้นก็พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมบริวารเป็นจำนวนมาก

ปรากฏว่าบริวารของท้าวมหาราชเหล่านี้ ต่างก็มีปฏิกิริยาต่อพระพุทธองค์ต่างๆกัน เพราะบ้างก็นับถือ บ้างก็ไม่เชื่อถือ จนเป็นเหตุให้บรรดาสาวกของพระพุทธเจ้าที่ไปบำเพ็ญธรรมตามที่ต่างๆ ต้องถูกผี ปีศาจ ยักษ์ที่ไม่เลื่อมใสเหล่านี้รบกวน จนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นอันตรายต่างๆนานา

ท้าวเวสสุวัณผู้เป็นใหญ่จึงได้กราบทูลขอให้พระพุทธองค์รับ “อาฏานาฏิยปริตร” ไว้ประทานแก่สาวกของพระองค์ เพื่อป้องกันมิให้ยักษ์ และภูตผีปีศาจรบกวน ซึ่งเนื้อความเป็นการสรรเสริญพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ และขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าเวลานอน เดิน นั่งหรือยืน ขอให้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้คุ้มครองรักษาให้พ้นภัย พ้นโรค และความเดือดร้อนต่างๆ ปริตรบทนี้ใครได้สวดเจริญภาวนาอยู่เป็นนิตย์ เชื่อว่าแม้แต่ ยักษ์ ผี ปีศาจก็จะช่วยคุ้มครองให้มีความสุขความเจริญ

 

สมเด็จพระบรมศาสดา จึงทรงมีพระบัญชาให้ประชุมภิกษุทั้งหลายในที่นั้น แล้วทรงแสดงมนต์พระปริตรนั้นให้แก่ภิกษุทั้งหลายได้เรียนสาธยาย เสร็จแล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอุตสาหะ สาธยายมนต์พระปริตรนี้ให้บริบูรณ์ในสันดาน จะพ้นจากอุปัทวันอันตรายทั้งปวงได้ อมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่มาย่ำยี หลอนหลอก เธอทั้งหลายจะได้ดำรงค์อยู่เป็นสุข เพื่อยังพรหมจรรย์ให้เจริญ ภิกษุเหล่านั้นก็เปล่งสาธุการ น้อมรับด้วยเศียรเกล้า จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสวดมานับตั้งแต่บัดนั้น

 

บทนำ อาฏานาฏิยะปะริตตัง

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต

อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ

ปะริสานัญจะ ตัสสันนะมะหิงสายะ จะ

คุตติยา ยันเทเสสี มะหาวีโร

ปะริตตันตัมภะณะนะ เห ฯ
บทอาฏานาฏิยะปะริตตัง

วิปัสสิสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต

สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน

เวสสะภุสสะ นะมัตถุ น๎หาตะกัสสะ ตะปัสสิโน

นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต

กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ

อังคีระ…สะ นะมัตถุ สัก๎ยะปุตตัสสะ สิรีมะโต

โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง

เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง

เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา

หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง

วิชชาจาระระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทังฯ
นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง

ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส

สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร

โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ

สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน

โสภีโต คุณสัมปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม

ปะทุโม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี

ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล

สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ

อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท

สิทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร

ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม

สิขี สัพพะหิโต สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก

กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห

กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สัก๎ยะปุงคะโวฯ
เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย

สัพเพ พุทธา อะสะมะสะมา สัพเพ พุทธา มะหิทธิกา

สัพเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา

สัพเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง

สีหะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา

พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง

อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา

ท๎วัตติงสะลักขะณูเปตา สีต๎ยานุพ๎ยัญชะนาธะรา

พ๎ยามัปปะภายะ สุปปะภา สัพเพ เต มุนิกุญชะรา

พุทธา สัพพัญญุโน เอเต สัพเพ ขีณาสะวา ชินา

มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา

มะหาการุณิกา ธีรา สัพเพสานัง สุขาวะหา

ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง

คะตี พันธู มะหัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิโน

สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สัพเพ เอเต ปะรายะนา

เตสาหัง สิระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม

วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต

สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สัพพะทา

สะทา สุเขนะ รักขันตุ พุทธา สันติกะรา ตุวัง

เตหิ ต๎วัง รักขิโต สันโต มุตโต สัพพะภะเยนะ จะ

สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโต

สัพพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะฯ
เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะฯ
ปุรัตถิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ภูตา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ทักขิณัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ เทวา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ปัจฉิมัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ นาคา มิหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

อุตตะรัส๎มิง ทิสาภาเค สันติ ยักขา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก

ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง

จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะ…สิโน

เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา

เตปิ ตุมหา อะนุรักขันตุ อาโรค๎เยนะ สุเขนะ จะ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เต

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ

ระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิ ตัส๎มา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
สักกัต๎วา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัต๎วา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัต๎วา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เตฯ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ

มา เต ภะวัต๎วันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภาวะ

อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน

จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ
โอสถะปริตร (สวดเป็นยารักษาโรค)

สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

หิตัง เทวะมะนุสสานัง

พุทธะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง

ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

ปะริฬาหูปะสะมะนัง

ธัมมะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

ภะยา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง

อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง

สังฆะเตเชนะ โสตถินา

นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

โรคา วูปะสะเมนตุ เต


คาถาสืบชะตาต่ออายุ
(อุณหิสสะวิชะยะ)

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงเมตตาให้เทวดาองค์หนึ่งที่ชื่อ เทพบุตรอุณหิสวิชัยที่กำลังจะหมดอายุขัย และต้องลงไปเสวยกรรมในนรก แต่เทวดาองค์นี้ มีความกลัวมากที่จะต้องลงไปเกิดใน เมืองนรก

จึงดิ้นรนทุกวิถีทาง ที่จะไม่ไปแต่ก็ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ แม้แต่องค์ พระอินทร์ แต่ยังโชคดีที่ได้พบพระพุทธเจ้า และทรงแนะให้ภาวนาคาถาบทนี้ จะได้มีอายุยืนยาวนานต่อไป เพื่อที่จะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ บำเพ็ญภาวนาบนสวรรค์ ใช้หนี้กรรมที่มีอยู่ ให้หมดไป

พระคาถาบทนี้ จึงมีพุทธานุภาพมาก ในเรื่องของการมีอายุยืนยาวและยังทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างง่าย ๆ อีกด้วย ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี หรือขี้โรค หรือป่วยเป็นโรคที่รักษายากแล้ว ควรหมั่นท่องภาวนาเป็นประจำ จะหายได้โดยเร็ววัน

ผู้ใดหมั่นสวดพระคาถานี้ จะระงับโรคภัยไข้เจ็บทั้งอายุก็จะยืนยาว ใช้เสกยากินแก้โรคได้ และ ถ้าผู้ใดสวดเจริญอยู่เป็นนิจ นอกจากจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บรบกวนแล้ว ยังแคล้วคลาดจากภัยต่างๆ ด้วย

อัตถิ อุณหิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร

สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตังตวังคัณหาหิ เทวะเต

ปะริวัชเช ระชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก

พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา

สัพพัสมา มะระณา มุตโต ฐะเปตวา กะละมาริตัง

ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา

สุทธะ สีลัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตัง จะเร

ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุข สะทา

ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง ธาระนัง วาจะนัง คะรุง

ปะเรสัง เทสะนังสุตวา ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ

พระคาถาอาการะวัตตาสูตร

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรได้ทูลถามว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญโดยสรุปว่า มีธรรมข้อใดที่จะสามารถช่วยคนที่ก่อกรรมชั่วทั้งน้อยและกรรมหนักให้พ้นจากขุมนรกอเวจีได้

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสตอบเป็นการแสดงพระคาถาอาการะวัตตาสูตร และตรัสโดยสรุปถึงอานิสงส์ของพระคาถาอาการะวัตตาสูตรว่า

คาถาอาการวัตตาสูตรนี้ มีอานุภาพยิ่งกว่าสูตรอื่น ๆ ในการที่ป้องกันภัยอันตรายแก่ผู้มาตามระลึกอยู่เนืองนิตย์ บาปกรรมทั้งปวงจะไม่ได้ช่องหยั่งลงสู่สันดานได้ด้วยอำนาจอาการวัตตาสูตรนี้

และบุคคลผู้ใดได้ฟังก็ดีได้เขียนเองก็ดี หรือได้จ้างท่านผู้อื่นเขียนให้ก็ดีได้ท่องทรงจำไว้ก็ดี ได้กล่าวสอนผู้อื่นก็ดี ได้สักการบูชาเคารพนับถือก็ดี ได้สวดมนต์ภาวนาอยู่เนือง ๆ ก็ดี ก็จะได้พ้นจากภัย ๓๐ ประการคือ

– ภัยอันเกิดแต่ งูพิษ สุนัขป่า สุนัขบ้าน โคบ้าน และโคป่า กระบือบ้านและกระบือเถื่อน
พยัคฆะ หมู เสือ สิงห์ และภัยอันเกิดแต่คชสารอัสดรพาชี จตุรงคชาติของพระราชา ผู้เป็นจอมของ
นรชน ภัยอันเกิดแต่น้ำและเพลิงเกิดแต่มนุษย์และอมอุษย์ภูตผีปิศาจเกิดแต่อาชญาของแผ่นดินเกิดแต่ยักษ์กุมภัณฑ์ และคนธรรพ์อารักขเทวตา เกิดแต่มาร ๕ ประการที่ผลาญให้วิการต่าง ๆ เกิดแต่วิชาธรผู้ทรงคุณวิทยากรและภัยที่จะเกิดแต่มเหศวรเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกรวมเป็นภัย ๓๐ ประการ อันตรธานพินาศไป

ทั้งโรคภัยที่เสียดแทงอวัยวะน้อยใหญ่ ก็จะวินาศเสื่อมคลายหายไปด้วยอำนาจ
เคารพนับถือในพระอาการวัตตาสูตรนี้แล ดูกรสารีบุตรบุคคลผู้นั้นเมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสรวัฏฏ์ จะเป็นผู้มีปัญญาละเอียดสุขุม มีชนมายุยืนยงคงทนนาน จนเท่าถึงอายุไขยเป็นกำหนดจึงตายจะตายด้วยอุปัททวันอันตราย นั้นหามิได้

ครั้นเมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอุบัติขึ้นบนสวรรค์ร่างกายก็จะมีฉวีวรรณอันผ่องใจดุจทองคำธรรมชาติ จักษุประสาทก็จะรุ่งเรืองงามมองดูได้ไกลมิได้วิปริต จะได้เป็นพระอินทร์ ๓๖ กัลปเป็นประมาณ จะได้สมบัติพระยาจักรพรรดิราชาธิราช ๑๖ กัลป คับครั่งไปด้วยรัตนะ ๗ ประการก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้สวดสาธยายอยู่เนืองนิตย์

แม้แต่สดับฟังท่านอื่นเทศนา ด้วยจิตประสันนาการเลื่อมใสก็ไม่ไปสู่คติตลอดยืดยาวนานถึง ๙๐ แสนกัลป์ พระสูตรนี้เป็นพระสูตรอันใหญ่ยิ่งหาสูตรอื่นมาเปรียบมิได้ ด้วยมีทั้ง พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ พระปิฎก ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ทิ้งวางในที่อันไม่สมควรเลย จงทำการสักการะบูชา สวดมนต์ ภาวนา ฟัง ตามสติกำลังด้วยเทอญ

 

บทสวดอาการะวัตตาสูตร

1. อิติปิโสภะคะวา อะระหัง

อิติปิโสภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ

อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุคะโต

อิติปิโสภะคะวา โลกะวิทู

อิติปิโสภะคะวา อะนุตตะโรปุริสะธัมมะสาระถิ

อิติปิโสภะคะวา สัตถาเทวะมะนุสสานัง

อิติปิโสภะคะวา พุทโธ

อิติปิโสภะคะวา ภะคะวาติ

(พุทธะคุณะวัคโค ปะฐะโม)
2. อิติปิโสภะคะวา อะภินิหาระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะนิธานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหากะรุณา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยุติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ชุติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสัมปันโน

(อะภินิหาระวัคโค ทุติโย)
3. อิติปิโสภะคะวา คัพภะวุฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คัพภะมะละวิระหิตะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะภิรูปะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุวัณณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหาสิริ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะรินาหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สุนิฏฐะ ปาระมิสัมปันโน

(คัพภะวุฏฐานะวัคโค ตะติโย)
4. อิติปิโสภะคะวา อะภิสัมโพธิ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมาธิขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญญาขันธะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

(อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุฏโฐ)
5. อิติปิโสภะคะวา มะหาปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา หาสะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ชะวะนะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ติกขะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะกะระ ปาระมิสัมปันโน

(มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม)
6. อิติปิโสภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิริยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ขันตี ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัจจะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะธิษฐานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุเปกขา ปาระมิสัมปันโน

(ปาระมิวัคโค ฉัฏโฐ)
7. อิติปิโสภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ตังตังฌานะฌานังคะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิมุตติญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม)
8. อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะวิปัสสะนาวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะโนมะยิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อิทธิวิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะระจิตตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน

(วิชชาวัคโค อัฏฐะโม)
9. อิติปิโสภะคะวา ปะริญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะริญญาปะหานะสัจฉิกิริยาภาวะนา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุธัมมะสัจจะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปะฏิสัมภิทาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ปะริญญานะวัคโค นะวะโม)
10. อิติปิโสภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สะติปัฏฐานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัมมัปปะทานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อิทธิปาทะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อินทรียะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โพชฌังคะปัญญา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา มะหาปุริสะสัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะระหัตตะพะละวิมุตติ ปาระมิสัมปันโน

(โพธิปักขิยะวัคโค ทะสะโม)
11. อิติปิโสภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิปากะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นานาธาตุญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นานาธิมุตติกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อินทริยะปะโรปะริยัตตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา นิโรธะวุฏฐานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จุตูปะปาตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ทะสะพะละญาณะวัคโค ทะสะโม)
12. อิติปิโสภะคะวา โกฏิสะหัสสานังปะกะติสะหัสสานังหัตถีนังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุริสะโกฏิทะสะสะหัสสานังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจะจักขุญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมักกะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สีละคุณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คุณะปาระมิสะมาปัตติ ปาระมิสัมปันโน

(กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโม)
13. อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะตุละยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อุสาหะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะเวสิญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(ถามะพะละวัคโค เตระสะโม)
14. อิติปิโสภะคะวา จะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา โลกัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ญาณัตถะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะจะริยาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ติวิธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน

(จะริยาวัคโค จะตุระสะโม)
15. อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนิจจะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุทุกขะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุอะนัตตะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อายัตตะเนสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อัฏฐาระสะธาตุสุติลักขะณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วิปะรินามะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน

(ลักขะณะวัคโค ปัณณะระสะโม)
16. อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา คะตัตถานะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วะสิตะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา วะสิตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สิกขา ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สิกขาญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สังวะระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปันโน

(คะตัตถานะวัคโค โสฬะสะโม)
17. อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณี ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา พุทธะปะเวณีญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุพรหมวิหาระ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา อะปะริยันตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา สัพพัญญุตะญาณะ ปาระมิสัมปันโน

อิติปิโสภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวัชชิระ ปาระมิสัมปันโน

(ปะเวณีวัคโค สัตตะระสะโม)

 

บทสวด โพชฌังคปริตรตัง

การสวดโพชฌงคปริตรเป็นหลักธรรมสำคัญหมวดหนึ่งที่นับถือกันมานาน เป็นพระพุทธมนต์สำหรับสวดสาธยายเพื่อให้คนป่วยสดับฟัง ได้หายจาก เป็นพุทธวิธีเสริมสุขภาพที่มีอานิสงส์ให้เกิดการผ่อนคลายและโรคภัยไข้เจ็บทุเลาลง

ในพระไตรปิฎกระบุว่า การสวดโพชฌงคปริตรเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้ฟังหายจากโรคภัยไข้เจ็บ

ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะ เมื่อครั้งที่พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะอาพาธ พบว่าพระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะหายจากโรค

โพชฌงคปริตรเป็นบทสวดที่เชื่อถือกันมาว่าเป็นการเจริญอายุ ทำให้อายุยืน ทำให้หายจากความป่วยไข้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวรมีพระอาการมาก ทรงโปรดให้พระสาวกสวดโพชฌงค์ถวาย ครั้นได้ทรงสดับโพชฌงค์แล้วพระอาการประชวรนั้นก็หาย

จึงเป็นแบบอย่างของการสวดโพชฌงค์มาตั้งแต่บัดนั้น โดยในครั้งโพธิกาลหลังจากเหตุการณ์ครานั้นแล้ว ยามใดที่พระสาวกป่วยหนัก พระบรมศาสดาเองบ้าง หรือพระสาวกด้วยกันเองบ้างก็จะสวดโพชฌงค์ถวาย และอาการป่วยไข้ก็หาย
เพราะเหตุนี้หลังจากโพธิกาลเป็นต้นมา จึงเป็นที่เชื่อถือปฏิบัติของชาวพุทธทั่วโลกว่าโพชฌงคปริตรเป็นพระปริตรที่สวดแล้วจะสามารถรักษาอาการป่วยไข้ให้หายและทำให้อายุยืน ดังนั้นจึงเกิดธรรมเนียมสวดเจริญอายุให้กับคนไข้ใกล้ตายมาจนถึงบัดนี้ 
ความจริงโพชฌงคปริตรนั้น ถึงแม้จะถือว่าเป็นธรรมโอสถอันวิเศษ แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนพ้นจากความตายไปได้ ทุกชีวิตเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย ไม่อาจล่วงพ้นไปได้เลย โพชฌงคปริตรจึงมีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย และสำหรับผู้ที่มีภูมิธรรมขั้นสูง ใช้ยืดอายุเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จก่อน จึงสามารถขยายเวลาแห่งความตายออกไปได้ตามควรแก่เหตุและปัจจัย

โพชฌงค์เป็นองค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยองค์เจ็ดประการคือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ธรรมอันเป็นเครื่องมือแห่งความหลุดพ้นหรือเป็นยานสำหรับข้ามแดนโลกียะมิติไปสู่วิมุตตะมิติ ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ครั้นได้สดับโพชฌงค์แล้ว จิตก็จะโน้มนำไปสู่ความตั้งมั่น ไปสู่ความบริสุทธิ์ และมีพละกำลังอันควรแก่การทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของจิต จึงประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์
จิตเช่นนั้นเมื่อมีความปรารถนาและโน้มจิตไปให้ความป่วยไข้สร่างหายก็จะมีอานุภาพที่จะทำให้ความป่วยไข้นั้นสร่างหายได้จริง ดังนั้นโพชฌงค์จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงก็ต้องประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างหนึ่ง และสามารถปฏิบัติให้ถึงขั้นที่สามารถรับอานิสงส์ธรรมดาธรรมชาติแห่งโพชฌงค์นั้นอีกอย่างหนึ่ง

บทสวด โพชฌังคปริตรตัง

โพชฌังโค สะติสังขาโต

ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ

โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา

สัตเตเต สัพพะทัสสินา

มุนินา สัมมะทักขาตา

ภาวิตา พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ

นิพพานายะ จะ โพธิยา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต (เม)โหตุ สัพพะทา ฯ
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ

โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง

คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม)โหตุ สัพพะทาฯ
เอกะทา ธัมมะราชาปิ

เคลัญเญ นาภิปีฬิโต

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ

ภะณาเปตวานะ สาทะรัง

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา

ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม) โหตุสัพพะทา ฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา

ติณณันนัมปิ มะเหสินัง

มัคคาหะตะกิเลสา วะ

ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โสตถิ เต(เม) โหตุ สัพพะทา ฯ

จบ

(ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้สวดเอง เปลี่ยน เต เป็นเม  และในการสวดของพระฝ่ายวิปัสสนาหรือพระสายป่าจะสวดออกเสียงตัว ท ทหาร จะออกเสียง เป็น ด เด็ก เช่น “ทิสวา” ให้ออกเสียง “ดิสวา”)

พระคาถา บูชาเอกอัครมหาบูรพปรมาจารย์ ชีวกโกมารภัจจ์

(แพทย์ ประจำองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

ก่อนสวดตั้งนะโม 3 จบ

นะโมตะสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
บทสวด

โอมะ นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กะรุณิโก

สัพพะ สัตตานัง โอสะถะทิพพะมันตัง

ปะภาโส สุริยาจันทัง โกมาระภัจโจ ปะภาเสสิ

วันทามิ บัณฑิโต สุเมธะโส อะโรคา สุมะนะโหมิ

ผู้ใดได้กล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระคาถาบทนี้ จะบังเกิดมีอานุภาพ ป้องกันสรรพโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นผู้ไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ หาได้ยาก และหากยิ่งได้ช่วยเผยแพร่ออกไป จะมีอานิสงส์บุญทำให้ปราศจากโรคร้ายภัยเวรต่างๆ
บทอธิษฐาน

ขอบารมีแห่งบรมครูหมอชีวกโกมารกัจจ์ จงคุ้มครองให้ ข้าพเจ้า …….. (ชื่อ / นามสกุล)…….. พ้นจากโรคร้ายภัยเวร โรคเวร โรคกรรม ขอให้มีอายุมั่นขวัญยืน มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ขอให้อานิสงส์แห่งแรงอธิษฐานนี้คุ้มครองข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้ล่วงไปเมื่อหน้าเทอญ …

Read Full Post »

การสวดมนต์ ทุกครั้งจะเกิดประโยชน์ของการสวด ที่ประจักษ์ชัด คือ ภาวะจิตของผู้ที่สวดเจริญจิตก็สงบเป็นสมาธิมากขึ้น

เมื่อจิตนั้นสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไม่สับส่าย หยุดอยู่กับที่ ก็จะพบความสุขที่เยือกเย็น เป็นภาวะจิตที่ละเอียดขึ้น ควรแก่การงานและมีอิทธิพลส่งผลให้มีพลังอดทน ซึ่งจะพัฒนาสติปัญญาแกล้วกล้า สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบสัมมาชีพได้อย่างดี มีประสิทธิภาพสูงสุด

          การสวดมนต์ คือ การภาวนาที่ทำให้จิตใจสงบ มีความสำคัญในการช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ศาสนาพุทธของไทย ให้ความสำคัญต่อการสวดมนต์ภาวนาในลำดับต้นๆ โดยสังเกตได้จากคำสั่งสอนให้กระทำความดีนั้นต้องถึงพร้อมไปด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ และการสวดมนต์คือ การฝึกทางวาจา คือ การเปล่งเสียงแต่ในสิ่งที่ดีงาม เป็นสิริมงคล

จึงนับว่าเป็นการเปล่งวาจาที่ดีเพื่อบูชาและยกย่องคุณความดีของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบโดยตรงเป็นกิริยาอาการของคนที่ใฝ่ดี ที่มุ่งสรรเสริญคนที่ดีกว่าตน เพื่อตนจะได้พัฒนาไปสู่สิ่งนั้นให้ได้เช่นกันในภายภาคหน้า การสวดมนต์ไหว้พระ จึงเป็น “มงคลชีวิต” อย่างหนึ่ง

เป็นการเพิ่มบุญบารมีให้กับตนเอง ถ้าได้กระทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอแล้ว บุคคลผู้นั้นจะได้ที่พึ่งทางใจอย่างอบอุ่นทำให้เป็นคนมีจิตใจสุขุมเยือกเย็นยิ่งขึ้น จิตใจจะแจ่มใสเบิกบานและเป็นสุข

แต่ถ้าพูดเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ทุกคนก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายที่อยู่ตามวัดวาอาราม หรือผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จริงๆ แล้วการสวดมนต์ไหว้พระ ควรเป็นข้อปฏิบัติประจำของเหล่าชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะการสวดมนต์ ไหว้พระในวันวันธรรมสวนะ หรือวันพระ

และโดยเฉพาะผู้มีศรัทธาจริตหรือมีศรัทธาแก่กล้าจะช่วยให้เกิดปีติ เกิดความสุข จิตใจเบิกบาน แจ่มใส ทำให้เกิดพลัง หายโรคภัย ดังที่ในการแพทย์สมัยใหม่ ได้มีการทำวิจัยและค้นพบว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดพลังรักษาโรคได้ทุกชนิด หากมีศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้ว สมาธิและปัญญาที่แท้จริงก็ตามมา

การสวดมนต์ภาวนา ถือว่าเป็นการเจริญอานาปาสติควบคู่ไปด้วย ทั้งเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึกยาว ช่วยให้ได้รับพลังหรือออกซิเจน เวลาหายใจเข้า ขณะที่สวดเปล่งเสียงออกไปเป็นการขจัดคาร์บอนไดออกไซค์ หรือมลพิษออกจากตัว ยิ่งสวดได้มากเท่าไรก็สามารถขับมลพิษออกไปได้มากเท่านั้นเรียกว่า “เป็นการออกกำลังกายภายใน” และช่วยให้จิตใจแน่วแน่มั่นคง สงบมีสติกำกับอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ

ในทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักการแพทย์ สมัยใหม่ได้ค้นพบว่า สวดมนต์ภาวนา เป็น Positive Thinking คิดในทางบวก ให้บรรลุเป้าหมาย ให้สำเร็จสิ่งที่ประสงค์ คิดถึงสิ่งที่ดีงาม ไม่คิดแบบ Negative คือ คิดในทางลบ คิดในทางไม่ดี ทางร้ายทำให้เกิดความท้อแท้

การมีสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงการมีร่างกายแข็งแรงไม่มีโรค ภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการมีจิตใจดีงามควบคู่ไปด้วย พุทธศาสนามองดูสุขภาพในลักษณะนี้ เพราะถือว่าร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้

การแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับทัศนะที่กล่าวมานี้และชี้ให้เห็นว่า จิตใจมีความสำคัญต่อการเกิดโรคและการหายของโรค โรคทางกายหลายโรค เช่น ปวดศีรษะจากความเครียด โรคกระเพาะอาหาร โรคหอบหืด โรคหัวใจและโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นผลมาจากสภาพของจิตใจที่ผิดปกติเป็นส่วนมาก

มีรายงานการวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่มากมายที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สภาพของจิตใจมีอิทธิพลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เป็นป้อมปราการธรรมชาติ สำหรับป้องกันการโจมตีของสิ่งแปลกปลอมจากนอกร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เซลล์มะเร็ง เพราะสภาพของจิตใจมีความสัมพันธ์กับระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้เกิดผลต่างๆ ต่อร่างกายตามมา

จิตใจไม่ปกติ เช่น มีความเครียด หรือความโกรธ จะไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีทางปลายประสาทที่เชื่อมต่อ จากเซลล์ของภูมิคุ้มกันในไขกระดูก มีผลให้ภูมิคุ้มกันของเราลดลง ทำให้เราติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งได้ง่าย

ในทางตรงกันข้ามจิตใจที่ปกติปราศจากอารมณ์ที่เป็นพิษ เป็นภัย เช่น ความรัก ความเมตตา จะทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น การค้นพบความเกี่ยวข้องระหว่างสภาพจิตใจและการ เปลี่ยนแปลงในร่างกายที่มีผลต่อระบบคุ้มกัน

ทำให้แพทย์หันมาสนใจค้นคว้าหาวิธีบำบัดรักษาโรคภัย ไข้เจ็บในรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้ยาแต่โดยการสร้าง เสริมปัจจัยต่างๆ ให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ให้ร่างกายค่อยๆรักษาตัวเอง (Andrew Weil, Spontaneous Healing)

ดร.แอนดรู ไวลด์นายแพทย์ชาวอเมริกันได้ค้นคว้าวิจัยถึงพลังอำนาจที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ และได้กล่าวไว้ว่า

“ร่างกายรักษาตัวมันเองได้ หากเรารู้จักวิธีปฎิบัติตน” (The body can heal itself if we know how to active it)

สำหรับผลของการมีอารมณ์ในทางลบหรืออารมณ์ ที่เป็นพิษเป็นภัย เช่น อารมณ์โกรธหรือเกลียดนั้น ดร. จอห์น แบร์ฟูด แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทคาร์โลไรนา ได้ศึกษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคหัวใจรุนแรง

โดยทดสอบสภาพจิตใจเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นคนมีโทสะมากน้อยเพียงใด และเมื่อพิจารณาดูความตีบแคบของ เส้นเลือดหัวใจเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่า ผู้ป่วยที่มี อารมณ์โกรธมาก จะมีเส้นเลือดตีบมากกว่าคนที่ใจเย็น

ดร. เรดฟอร์ด วิลเลี่ยม อาจารย์แพทย์แห่งมหาวิทยาลัยดุกซ์ในรัฐนอร์ทคาโลไรนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามนักศึกษาแพทย์ที่มีอารมณ์โกรธเรื้อรัง พบว่า กลุ่มที่มีอารมณ์โกรธน้อย และไม่ยาว นานเสียชีวิตไป 3 คน ในจำนวน 136 คน ส่วนกลุ่ม คนที่มีความโกรธเรื้อรัง ตายไป 16 คน ปัจจัยที่ทำให้คนเหล่านี้ตายก่อนอายุ 50 ปี คือการเป็นคนเจ้าโทสะ

ในทำนองเดียวกัน การศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด พบว่าความโกรธเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกก่อนมาโรงพยาบาล 2 ชั่วโมง นอกจากนั้น การศึกษาคนไข้โรคหัวใจของมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในประเทศสหรัฐอเมริกา คือมหาวิทยาลัยเยลและสแตนฟอร์ด

พบว่า เมื่อติดตาม ผู้ป่วยที่มีอาการทางหัวใจครั้งแรกไป 10 ปี ปรากฏว่า ผู้ป่วยที่เป็นคนโกรธง่าย จะมีอัตราการตายสูงกว่ากลุ่ม ผู้ไม่โกรธง่ายถึง 3 เท่าและผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือให้จิตใจมีอารมณ์ดีงามแทนอารมณ์ในทางลบจะมีอัตราการตายลดลง 2 เท่าของผู้ป่วยที่ได้รับช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนอารมณ์

นอกจากอารมณ์โกรธแล้ว อารมณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทางใจและทางกายอีกอย่างหนึ่ง คือ อารมณ์วิตกกังวล อีมิล กู เภสัชกรชาวฝรั่งเศสพบในการวิจัยว่า คนที่มีโรคทางกาย เช่น วัณโรค ผู้ป่วยที่กำลังเสีย เลือด ผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูก จะมีอาการของโรคเลว ลง ถ้าหากผู้นั้นมีความวิตกกังวลแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บของตน ความวิตกกังวลมักทำให้เกิดความเครียดที่ เป็นอันตรายแก่สุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็ง

น.พ.บรูช แมคอีแวน จิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยเยล ได้ศึกษางานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบของความเครียดต่อสุขภาพ พบว่า ความเครียดทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลงเป็นเหตุให้เซลล์มะเร็งแพร่หลายได้เร็วขึ้น และทำให้ร่างกายติดเชื้อไวรัสได้ เร็วขึ้น

นอกจากนั้นยังทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ที่หัวใจ เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้โรคเบาหวานกำเริบและอาการของโรคหอบหืดเลวลง เกิดอาการลำไส้อักเสบ ความเครียดที่เกิดติดต่อกันนานๆ มีส่วนทำให้เซลล์สมองเสื่อมลง ซึ่งส่งผลให้ความจำเสื่อมลงไปด้วย

จิตแพทย์ เซลดอน โคเฮน แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ทำงานร่วมกับหน่วยวิจัยเกี่ยวกับไข้หวัดของเมืองเซฟฟิลด์ประเทศอังกฤษ พบว่า ผู้ป่วย ที่ได้รับเชื้อหวัด ไม่ได้เป็นไข้หวัดทุกคน ถ้าหากมีภูมิต้านทานดี คนที่มีความเครียดน้อยจะติดหวัดได้ 27% เมื่อได้รับเชื้อหวัดจะติดหวัดทันที ในขณะที่ผู้มีความ เครียดมาก จะติดหวัดเป็น 47%

นอกจากนั้น นายแพทย์ ผู้นี้ได้ทดลองด้วยการให้คู่สมรสจำนวนหนึ่งจดบันทึกไว้ติดต่อกัน 3 เดือน ปรากฏว่าคู่สมรสที่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ ราว 3-4 วัน เมื่อได้รับเชื้อหวัดจะติดหวัดทันที เพราะภูมิต้านทานต่ำมาก เนื่องจากมีความเครียดสูง

นอกจากนั้น จิตแพทย์ผู้นี้ยังพบว่าในกรณีผู้ป่วยที่มักเป็นเริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ เริมมักจะเกิด ขึ้นอีกในเวลามีความเครียด โดยวัดระดับแอนตี้บอดี (หรือสารภูมิต้านทาน ที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัสหรือสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย) ในเลือด ซึ่งแสดงให้เห็นภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อไวรัสเริมและนายแพทย์โคเฮน ยังพบว่านักศึกษาแพทย์หญิงที่เพิ่ง หย่าใหม่ๆ หรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (อัลไซ-เมอร์) มักจะมีเริมขึ้นบ่อยๆ เพราะมีความเครียดสูง

การสวดมนต์ที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันคือการทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์แผ่เมตตา สวดคาถาพาหุงมหากาฯ และสวดพระปริตรธรรม มีการวิจัยในการแพทย์ปัจจุบันจำนวนมากที่แสดงว่า การสวดมนต์ช่วยให้เกิดความสุข ความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ เช่นทำให้สุขภาพ จิตดี และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ (Mc Collough Me Prayer and Health : Conceptual Issues ,’ Journal of psychology and Theology, 1995)

ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ลารี ดอสซีได้วิเคราะห์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ประมาณ 100เรื่อง และพบว่าในงาน วิจัยต่างๆ เหล่านี้ การสวดมนต์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพืช และการที่แผลหายเร็วขึ้น

นอกจากนั้น ในงานวิจัยหลายรายเราพบว่า การสวดมนต์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางจิตแห่งรัฐเทกซัสได้เจาะเลือด อาสาสมัคร 32 ราย เมื่อแยกเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้ว ใส่สารละลายที่จะทำให้เมล็ดเลือดแดงบวมและแตกน้อยลง ผลคือ เม็ดเลือดแดงนั้นแตกช้าลง (Castleman M, Nature’s Cures)

จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวที่นำมาเสนอ เราอาจสรุปได้ว่า การสวดมนต์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้เราผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกาย ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สภาพจิตใจ เช่นนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทางใจและทางกายมาก

ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อย จึงนำการสวดมนต์มาใช้ในการบำบัดทางจิตร่วมกับวิธีการรักษาทางการแพทย์ (King E., Bushwick B, Beliefs and Attitudes of Hospital Inpatients about Faith Healing and Prayer) การสำรวจของ นักวิจัยหลายกลุ่มพบว่า คนอเมริกันนิยมสวดมนต์กันมากกล่าวคือ 70% สวดมนต์ทุกวัน และ 44% สวดมนต์เพื่อการบำบัดโรค

มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การสวดมนต์ช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงน้อยลง เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า เป็นต้น แม้แต่ผู้ป่วย ที่เป็นโรคมะเร็ง จะมีอัตราตายต่ำกว่าประชากรทั่วไป (Michello Ja, ‘Spiritual and Emotional Determinants of Health,’ Journal of health, 1988) นอกจากนั้น การสวดมนต์เมื่อปฏิบัติร่วมกับสมาธิยังสามารถลดปัญหาการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเสพติดได้ (Ellison E.C., ‘Religious involvement and subjective well-begin,’ Journal of Health Social Behaviors, 1991)

การทดลองต่างๆ  ที่นำมาเสนอให้รับทราบนั้นเป็นส่วนน้อยที่ทำการวิจัยกันทั่วโลกในวงการแพทย์ และชี้ให้เห็นความจริงของคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมากกว่า 2,500 ปีว่า

สาเหตุสำคัญของโรคคือ กิเลสในใจเรา ซึ่งได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าโรคร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการกระทำหรือกรรมของเราเองเช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นผลมาจากการเป็นคนมีความโลภ และความโกรธ เช่น ความโลภทำให้รับประทานอาหารไขมันมากเพราะติดใจในรสอร่อย ทำให้เกิดความอยากที่ยับยั้งไม่ได้

ในทำนอง เดียวกัน ความโกรธหรือความเกลียด มีผลร้ายต่อสุขภาพเช่นเดียวกับความเครียด ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยเหตุที่สภาพจิตใจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ ทั้งทางกายและทางใจ

ดังนั้นความผ่อนคลายทั้งทางกายและใจ จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน โรคจิตประสาท หอบหืด รวมทั้งโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง วิธีการผ่อนคลาย

ที่แพทย์แผนปัจจุบันให้ความ สนใจมากเป็นพิเศษ คือ นำการปฏิบัติในพุทธศาสนา มาใช้ในการบำบัดโรค มีการสวดมนต์ การแผ่เมตตา และการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนากรรมฐานเป็นสำคัญ

โดยเฉพาะการสวดมนต์ภาวนา เป็นเสมือนหนึ่ง การตั้งโปรแกรมจิต คล้ายกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ก็ตั้งโปรแกรมจิตหรืออธิษฐานจิตไว้ แล้วปล่อยให้มันอยู่ในจิตใต้สำนึก

เพราะเมื่อจิตใจอยู่กับบทสวดมนต์ แบบต่อเนื่องจะเกิดปีติ เกิดความสุข ขณะนั้น ต่อมเอ็นโดไครน์ จะหลั่ง สารเอ็นดอร์ฟิน หรือสารสุข ออกมา จะทำให้จิตมีสมาธิ เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่สมาธิแล้ว เสียงที่เปล่งออกมาจะแผ่วลง แล้วหยุดไป จิตจะไปกำหนดลมหายใจ หรือภาพประทับใจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือที่รู้เห็นกันว่า เมื่อจิตใจมีสมาธิจิตใจก็จะว่าง จะใส สว่าง สงบ แล้วก็สามารถอธิษฐาน หรือนำไปใช้งานทั้งในทางโลกและในทางธรรมได้จริง

 

การสวดมนต์สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้

อานิสงส์ การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน ก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้ “อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)” เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล

โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข

อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้

แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วย ก็เป็นข้อยกเว้นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็วที่สุด เกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน

Read Full Post »

บทสวดบารมี 30 ทัศ

บารมี 30 ทัศน์ คือ คาถาและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ประเสริฐ กล่าวถึงแนวทางสำหรับผู้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบรรลุโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ซึ่งพระพุทธองค์ได้ปฏิบัติมาแล้วในภพชาติต่างๆ ประมาณ 500 ชาติ

ซึ่งบารมี 30 ทัศน์ นี้แม้ท่านที่ไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าถ้าได้สวดเป็นประจำ จะยิ่งเพิ่มบุญบามีมากมายมหาศาลประมาณค่ามิได้ และบทสวดนี้สืบทอดโดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย

การสวดนั้นต้องอยู่ในสมาธิที่แน่วแน่ จิตอย่าส่าย มุ่งจิตไปรวมที่ตักอักขระในแต่ละตัว จะเกิดบารมีมากมายจนประมาณค่ามิได้

บทสวด

ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตีปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง

พุทธชัยมงคลคาถา (บทพาหุงฯ) บทสวดแห่งชัยชนะทั้งปวง

บทสวดนี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์มาก ต้องเริ่มจากสวดอิติปิโสฯ… 3 จบ และสวดตามบทสวด

บทสวด

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง

โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง

ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา

จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ

 สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง

วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา

โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ

โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ

**** การสวดอิติปิโสฯ เท่าอายุบวกอีก 1 เช่น อายุ 30 ปีต้องสวด 31 จบ จะทำให้เกิดแคล้วคลาดจากภันอันตรายทั้งปวง และจะเกิดโชคลาภได้ง่าย

 

พระคาถาชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชรของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ถ้าใครท่องจำได้ขึ้นใจ ภาวนาทุกคืนวันมีคุณานุภาพมากมาย ทำให้เกิดโชคลาภ เป็นสิริมงคลต่อตัวเอง ใช้เสกทำน้ำมนต์รดแก้สรรพทุกข์โศกโรคภัย ไม่ว่าจะถูกกระทำคุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวง ใช้ปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังจะเพิ่มอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าท่องไม่หมด จะเลือกใช้เฉพาะบทก็ได้ สุดแต่จะเจตนาใช้ดังนี้

อาราธนาสมเด็จไปกับตัว – ใช้บทที่ 3 ภาวนา

สำหรับนักพูดนักแสดง ก่อนพูดก่อนแสดง – ใช้บทที่ 7 ภาวนา

สำหรับเสกน้ำล้างหน้า เสกแป้งเจิม – ใช้บทที่ 8 ภาวนา

ถ้าต้องการแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย – ใช้บทที่ 9 ภาวนา

สำหรับป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ – ใช้บทที่ 13 ภาวนา

อาราธนาขอให้คุณพระคุ้มครอง – ใช้บทที่ 14 ภาวนา

หรือจะใช้แบบรวมยอดดังนี้ ตอนก่อนจะออกจากบ้านทุกเวลา ให้พนมมือ สวดนะโม 3 จบ แล้วว่า

“ชินะปัญชะระปะริตตังมัง รักขะตุ สัพพะทา” 3 จบ

“ขอพระชินบัญชรปริตร จงรักษาข้าพเจ้า ตลอดเวลาทุกเมื่อ”

หมายเหตุ: คำแนะนำทั้งหมดสำหรับผู้ที่มีความศรัทธามั่นคงใน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และเป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจประพฤติตัวอยู่ในศีล ผู้นั้นก็จะได้รับความสุขและรอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ นอกจากว่าจะเกิดจากกรรมในอดีต ส่งผลมาถึงท่านก็ช่วยให้หนักเป็นเบาได้ ขอให้ทำเป็นประจำ และช่วยกันเผยแพร่ต่อๆ ไปด้วยเป็นการเพิ่มกุศลให้กับตนเอง

วิธีสวด

เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนา “ชินบัญชร” ตั้ง นะโม 3 จบก่อน แล้วระลึกถึง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

(ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง

อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา

อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ

มรณังสุขัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ.)

1. ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก
5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก

6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

7. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

8. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ

9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา

10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

12. ชินะ นานาวะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา

13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร

14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา

15. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชิตันตะราโยชินะปัญชะเรติ ฯ

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

บทสวดพระมหาจักรพรรดิของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา นั้นเป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และถือว่ามีพลังครอบจักวาล ทั้งการทำให้ชะตาชีวิตดีขึ้น ปฏิบัติธรรมได้เร็วขึ้นได้ทั้งทางโลกและทางธรรมและใช้ปรับภพภูมิได้ทุกดวงจิตวิญญาณเพื่อให้ท่านไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น และเป็นคุณกับผู้สวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่มีองค์เทพหรือเทวดารักษาตัว ยิ่งสวดคาถานี้ท่านจะเห็นผลด้วยตัวของท่านเอง ดังที่พระท่านว่าเป็น “ปัจจัตตัง” นั่นแล

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3จบ)

และรวมจิตเคารพระลึกถึงหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพ บทสวดนี้เคล็ดอยู่ที่ให้สวดตามกำลังวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10

และจะให้ดียิ่งขึ้นควรสวดตอน 2 ทุ่มครึ่ง เพราะในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเปิดที่เหล่าเทพเทวดาจะมาร่สมอนุโมทนาและมีลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่กำลังสวดเป็นจำนวนมาก

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ

มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโตอะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิสัพพะโส

พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ

 

แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

(5 จบ)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

(ให้อธิษฐานจิตแผ่บุญไปทั่วทั้งสามโลกธาตุภพภูมิทั้งหมดทั้งมวล บิดามารดา ญาติ เทวดารักษาตัว
เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ และส่งวิญญาณ)

ตัวอย่างการอธิษฐานรวมกำลังจักรพรรดิ์

ลูกขอตั้งสัจจะอธิษฐาน(ตั้งสัจจะโดยจะสวดมหาจักรพรรดิทุกวันหรือ สัจจะใดก็ที่เราคิดว่าทำได้ทุกวัน) ด้วยสัจจะอธิษฐานลูกขอบารมีหลวงปู่ดู่โปรดเมตตารวมบุญน้อมนำบารมีรวมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบัน บรมมหาจักรพรรดิทุกๆ พระองค์ ขอบารมีรวมพระปัจเจกพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

ขอบารมีรวม หลวงปู่ทวดหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด ขอบารมีรวมของดวงจิตพระโสดาบัน พระสกิทาคาและพระอนาคามีทุกๆ ดวงจิต สิ่งที่ลูกอธิษฐาน ลูกอธิษฐานเพื่อปรับภพภูมิของ (ให้บอกความประสงค์ไปทั้งหมด)….

สิ่งที่ลูกอธิษฐานนี้ลูกขออาราธนาบารมีหลวงปู่ดู่น้อมนำบารมีรวมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบันบรมมหาจักรพรรดิ ขอบารมีรวมหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่เป็นที่สุด

ขอได้โปรดเมตตารวมกำลังพระจักรพรรดิในทุกรูปลักษณ์และที่ลูกได้สวดทุกวัน
เพื่อนำกำลังนี้มาเป็นประโยชน์ต่อ …..(ให้บอกไปในเรื่องที่เราต้องการ เช่น หน้าที่การงาน การเงิน โรคภัยไข้เจ็บ )

และขอให้ทุกสิ่งเป็นจริงโดยเร็วพลัน ตามสัจจะอธิษฐานนี้เทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุโมทนาสาธุ

(สัพเพฯ อีก 3 ครั้ง)

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข

อะหัง นิททุกโข โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์

อะหัง อเวโร โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก

อะหัง อะนีโฆ โหมิ

ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ

จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน

ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิดอย่าได้มีความ

ทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ

รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยสิ้นเถิด

Read Full Post »

การสวดมนต์ สวดคาถานั้น ที่ได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กนั้น จะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า เป็นภาษาที่ใช้กันในสมัย ซึ่งหากแปลความหมายออกมา ก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญาในการพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ จึงหมายถึงหลักธรรม บทสอนใจมากกว่าถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริงๆ  ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นอุบายหรือว่า กลวิธี อย่างหนึ่ง คือ ทำให้จิตมีสมาธิ ในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียว ทำให้เกิดความ นิ่ง จนสามารถที่จะเจริญสติได้ ที่เรียกว่า พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ

การสวดมนต์ หรือคาถานั้น มีประโยชน์มากมายและเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ในประการแรก คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบานเป็นสุข มีความสงบ และมิจิตเป็นสมาธิ

ในประการที่สอง ที่พูดกันว่าสวดมนต์ไว้เพื่อการป้องกันภัยบ้าง หรือเป็น คาถาทำให้ร่ำรวยกันบ้างนั้น น่าจะมีหมายความถึง ผู้สวดมนต์ ที่มีการรักษา ศีล ประพฤติตนอยู่ในความดีอยู่เสมอ  แล้วเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค ต่างๆ เวลา สวดมนต์หรือพระคาถาใดๆ ก็จะทำให้เขาจิตใจสงบเป็นสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาคิดตรึกตรองในปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและถูกธรรม

และในประการสุดท้าย ผู้ที่สวดมนต์ตลอดนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญวิธีหนึ่ง จึงเป็นที่ชื่นชมของเหล่าพรหมเทพเทวดา และถ้าปฏิบัติอย่างถูกเคล็ดวิธีจะได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาต่างๆ หาก

แต่การสวดมนต์จะไร้ผลอย่างสิ้นเชิงสำหรับ ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไป ก็ไม่เป็นผล เป็นแค่การออกเสียงเท่านั้น

            การสวดมนต์เพื่อระลึกถึง พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นคุณสูงสุดในชีวิต จะก่อให้เกิด “ทรัพย์ ภายใน เพื่อที่จะเป็นปัจจัย ดึงดูด “ทรัพย์จากภายนอก” เข้ามา และมีวัตถุประสงค์ หลักใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการได้แก่

  1. สวดมนต์เพื่อสรรเสริญและน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
  2. สวดเพื่อขอให้อำนาจคุณพระรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองปลอดภัย
  3. และสวดเพื่อจดจำคำสอนไว้เป็นหลัก ปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับการสวดมนต์ ยังแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ตามลักษณะของบทสวดมนต์ ที่นิยมสวดกันในปัจจุบัน คือ

  1. 1.      บทสวดเพื่อการตั้ง สัตยาธิษฐาน

เป็นการสวดมนต์ด้วยการตั้ง ความจริงใจเป็นหลักอ้าง และบทสวดเพื่อการตั้งสัจกิริยา คือ การสวดอ้างถึงความจริง เพื่อขอพึ่งอำนาจบุญบารมีให้มาคุ้มครองตัวผู้สวด ซึ่งใน บทสวดประเภท ตั้งสัตยาธิษฐาน และบทสวดตั้ง สัจกิริยา จะมีคำสวดตั้งจิตปรารถนาผลตามที่ผู้สวดต้องการ

 โดยในบทสวดมนต์ จะมีคำสวดอ้างถึงความจริงในบทสวด แล้วขออำนาจความจริงนั้นมาคุ้มครองตน ซึ่งแทรกอยู่ในตอนท้ายของบทสวดมนต์เสมอๆ เช่น บทสวด “ รัตนสูตร” ซึ่ง มีความหมายว่า เป็น พระสูตรที่ใช้สวดเพื่อการ ป้องกันภัย 3 ประการ อันได้แก่ ป้องกันโรคภัย ป้องกัน อมนุษย์ และ ป้องกัน ความทุกข์ยาก

เวลาสวดตั้งสัจกิริยาสรรเสริญ คุณพระรัตนตรัยว่า มีคุณจริงแล้ว ก็จะมีคำลงท้าย ต่อว่า

 “ เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ”

ซึ่งเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานตามคำแปลของบทสวดที่ว่า “ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิด”

  1. 2.      บทสวดประเภท เน้นหลักการ

เป็นบทสวดที่เน้นคำสอนในส่วนที่เป็น “ข้อห้าม” และ “ข้อควรปฏิบัติ” การสวดมนต์ประเภทนี้ ก็เพื่อเป็นการ ทำให้ จดจำ แล้วศึกษาความหมายจากบทสวดเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

สำหรับคาถาใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่าเราอยากจะต้องท่องให้จำได้ ก็จะต้องทำใจให้บริสุทธิ์ อาบน้ำชำระล้างสิ่งโสโครกให้สะอาดเสียก่อน แล้วก็นำดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ แล้วก็ระลึกเป็นการขอพรบารมี ให้ท่องได้ง่ายจำได้แม่น แล้วก็กราบตำรานั้น 3 ครั้ง ต่อจากนั้นก็เปิดขึ้นมาท่องจำ หนังสือนั้นอย่าเหยียบอย่าข้าม อย่านั่งทับหรือนอนทับ ขณะท่องอย่านอนหลับให้หนังสือทับคาอก จะทำให้ปัญญาเสื่อม

มีเรื่องหนึ่งที่หลายท่านได้ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย คือ การสวดคาถาชินบัญชรของสมเด็จฯ โต พรหมรังสี ซึ่งก่อนที่จะสวดนั้นขอให้สร้างบุญเป็นของตัวเองและอุทิศบุญโมทนาพระคุณความดีของสมเด็จฯ โต พรหมรังสีก่อน และหากมีโอกาสไปไหว้รูปปั้นของท่านไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ให้ไปขออนุญาตต่อท่านเสียก่อน หรือต่อหน้ารูปถ่ายของท่านก็ได้  แล้วจึงเริ่มสวดด้วยความเคารพ ด้วยสมาธิ คาถาชินบัญชรที่หลายคนบ่นว่ายาวจนจำไม่ได้ คนที่ทำแบบที่แนะนำไว้สวดขึ้นใจ โดยไม่ต้องดูหนังสือเลย

คาถาต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านถ่ายทอดให้ศิษย์โดย “มุขปาฐะ” หรือเป็นการบอกเล่า ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลัก 3 ประการคือ

1. คาถาที่ถ่ายทอดให้เป็นคาถาเฉพาะสำหรับหมู่คณะหรือเฉพาะกลุ่ม เช่น คาถาประจำตระกูล เป็นต้น ซึ่งผู้อื่นนำไปใช้จะไม่บังเกิดผล (เพราะท่านเจ้าของคาถาท่านตั้งเจตนาไว้เฉพาะเช่นนั้น)

2. การใช้คาถาให้บังเกิดผลนั้น จะต้องมีศรัทธาความเชื่อมั่นและคารวะ ความเคารพเป็นพื้นฐาน ดังนั้นถึงแม้คาถานั้นๆ จะเป็นสาธารณประโยชน์ แต่ถ้าผู้นำไปใช้ไม่มีศรัทธาคารวะ คาถานั้นๆ ก็ไม่อำนวยผล

3. คาถาจำนวนมากมีที่มาจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง หรือมาจากพระอรหันต์เจ้าและพระอริยบุคคลทั้งหลาย พรหมและเทวดาทั้งหลาย ดังนั้นถ้าบอกกล่าวกันไปเป็นสาธารณะ ก็จะมีผู้ได้ยินได้ฟังที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสอยู่บ้าง

ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนใจพาล ตำหนิติเตียนคาถา หรือที่มาของคาถาเหล่านี้ ว่าทำให้ผู้คนงมงาย ก็เท่ากับเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง มีโทษหนัก

ขอแนะนำว่า ถ้าท่านไม่มีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ และบังเอิญมาอ่านพบเข้า ขอให้ทำใจเป็นอุเบกขา หรือให้ข้ามไปเสีย อย่าอ่าน

ถ้าท่านอยากอ่านและเมื่อได้อ่านแล้วก็ไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ก็ขอให้วางใจเป็นกลางอย่าได้ประมาทปรามาสล่วงเกินเข้าจะเป็นโทษและจะทำให้ท่านพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเร็วขึ้น

การสวดมนต์ภาวนา ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มิใช่การอ้อนวอน ควรให้เป็นอธิษฐานธรรม คือ เป็นการปฏิบัติด้วยการตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ มั่นคง โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ

1. ให้เกิดปัญญา

2. ให้เกิดมีความจริงใจ (สัจจะ)

3. ต้องปฎิบัติตน เป็นผู้เสียสละ มิใช่เห็นแก่ได้ด้วยอำนาจ

4. เป็นการปฏิบัติตน เพื่อให้เกิดความสงบ จากสิ่งที่ร้าย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย

เหตุที่ทำให้การสวดมนต์ ไม่ได้ผลและคาถาเสื่อมซึ่งต้องระวัง

1. มีเจตนาดูหมิ่นคาถา ด้วยกิริยาต่าง เช่น โดยการวางหนังสือหรือกระดาษที่บรรจุบทพระคาถาคาถาในที่ไม่สมควร เอากระดาษที่มีคาถาบรรจุอยู่ไปใช้ในกาลไม่สมควร ไปพบถุง ไปเช็ดของสกปรก

2. เป็นผู้มีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีมากจนกรรมดียากจะเข้าไปแทรกได้

3. เป็นผู้ไม่เลื่อมใส ศรัทธา ในพระคาถา คาถาต่างๆ

4. เป็นผู้เสื่อมศีลธรรมเป็นอาจิณ

5. เป็นผู้ไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ

6. สวดพระคาถาโดยไม่เป็นไปตามวรรคตอน สลับไปมา หรือผิดอักขระ

7. สวดแบบไม่มีสมาธิกำกับ

 

ขั้นตอนสำคัญในการสวดมนต์

การสวดมนต์ให้ชีวิตนี้ เราต้องเริ่มจากการเข้าใจในบทสวดและนำไปใช้ในชีวิต อย่างที่เรียนไปแล้วว่า บทสวดมนต์ถ้าจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องนำไปปฏิบัติด้วย

การสวดมนต์ นั้นเริ่มจากการชำระร่างกายให้ สะอาด นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าที่สบาย ถ้าเป็นชุดขาวก็จะยิ่งดี ถ้าไม่สะดวกเป็นชุดอะไรก็ได้ให้นั่งสบาย เพราะต้องสวดมนต์นานพอสมควร

ก่อนที่เริ่ม ขอให้ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิให้จิตนั้นนิ่ง เมื่อจิตนั้นรวมกันแล้ว ก็เริ่มสวดต้องเริ่มตั้งแต่กราบพระ 3 ครั้ง

กราบครั้งที่ 1 ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ

กราบครั้งที่ 2 ให้ระลึกถึงพระธรรมคุณ

กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ

(การกราบนั้นแม้ไม่มีพระพุทธรูปก็กราบได้ ขอให้น้อมจิตกำหนดภาพพระพุทธรูปหรือครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพไว้)

และถ้าต้อการให้การสวดมนต์นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ควรสวดบทชุมนุมเทวดา เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมชุมนุมเป็นสักขีพยานและร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน แต่ถ้าหากสวดตามปกติธรรมดาแล้วแต่ตามที่ท่านต้องการ และไล่เลียงกันดังนี้ (เป็นการสวดมนต์ตามโบราณจารย์ในอดีตกาล แล้วแต่ท่านพิจารณา)

 

บทบวงสรวงและชุมนุมเทวดา

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ

คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


ทักขิณัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ

กุมภัณฑานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ

 

ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ

นาคานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัปปะสาสะติ

ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ

พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต

วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อัฏฐังสุฯ


ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก

ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง

จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโรทิสา

 ทัททัลละมานา อัฏฐังสุฯ


สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน

ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต

ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา

ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ


ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

คำนมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

 

คำขอขมาพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะฯ (ว่า 3 จบ)

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

(ถ้าหลายคนว่า…. ขะมะถุ โน ภันเต, ฯลฯ,…. ขะมะถุ โน ภันเต, อุกาสะ ขะมามะ ภันเตฯ)

 

ไตรสรณคมณ์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

คำอาราธนาศีล 5

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

สมาทานศีล 5

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

            การสวดมนต์นี้ เป็นแบบที่ครูบาอาจารย์สายของผู้เขียนใช้ในการสวดมนต์ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากครูบาอาจารย์ท่านอื่น  ขอให้ท่านพิจารณาด้วยปัญญา ท่านถนัดหรือจริตตรงกับวิธีการไหน ขอให้รับทราบไว้ว่า การสวดมนต์นั้นดีทั้งสิ้นคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ที่มีภูมิธรรมดีทั้งสิ้น

การสวดมนต์นั้นเป็นการดีทุกประการ อย่าทำด้วยการไม่เคารพหรือล่อเล่น  ดูหมิ่นเป็นอันขาด และทุกครั้งในการสวดมนต์ เทวดาที่อยู่ในตัวจะร่วมสวดและอนุโมทนาด้วย และเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ก็จะมาร่วมอนุโมทนาด้วยเช่นกันเพราะเราเชิญท่านมาด้วย

            แต่ในวิธีการนี้ต้องสมาทานศีล 5 ก่อนทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อทำให้ตนเองบริสุทธิ์ เพราะก่อนหน้าที่จะสวดมนต์นั้น เราอาจจะพลาดพลั้งไปทำอะไรที่ผิดศีลได้ จึงเป็นล้างชำระตนเองให้บริสุทธิ์สะอาดเสียก่อน

(และวิธีการนี้ใช้ได้ในการทำสังฆทานและการสร้างบุญทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้การสร้างบุญครั้งนั้นเกิดอานิสงส์บุญมาก เพราะผู้ให้นั้นบริสุทธิ์)

หลังจากนี้ให้สวดบทสวดมนต์อื่นๆ ตามที่ต้องการปรารถนา ขอแนะนำว่าให้ท่านได้สวดบทสวดเพื่อเพิ่มพลังบารมีให้กับตนเองก่อนที่จะไปถึงเรื่องต่าง ที่ต้องการ เช่น พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร ของสมเด็จโตวัดระฆัง คาถาพาหุงหรือคาถาชัยมงคล  คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาอิติปิโส 8 ทิศ ฯลฯ

ข้อสำคัญที่หลายท่านยังไม่ทราบ เมื่อสวดเสร็จแล้ว ทุกครั้งท่านต้องแผ่เมตตาให้แก่ตนเองก่อน ถึงจะแผ่เมตตาให้กับให้แก่ผู้อื่น เพราะท่านต้องเพิ่มบุญบารมีให้กับตัวเองก่อน เพื่อที่จะมีบุญไปแผ่เมตตาให้กับให้แก่ผู้อื่น

 

บทสวดที่ควรสวดในแต่ละครั้ง

ขอแนะนำว่าควรสวดไล่เลียงกันไปเพื่อสร้างความสิริมงคลสู่ชีวิต ไม่มีตกต่ำ ด้วยอานุภาพของบทสวดนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ครอบจักรวาล และทำตามเคล็ดที่กำกับไว้ในทุกบทสวด

 

ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก

ก่อนสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก พึงคุกเข่าพนมมือตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย นมัสการพระพุทธเจ้า นมัสการพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ  ขอให้ตั้งจิตมั่นในบทสวดมนต์จะมีเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายร่วมอนุโมทนาสาธุการ อย่าได้ทำเล่นจะเกิดโทษแก่ตัว ให้สวดอย่างประณีต ทุกตัวอักขระจะเกิดอานุภาพมาก

บทสวด

1. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา

อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา

2. อะระหัง ตัง สะระณัง คัจฉามิ

อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ

สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ

วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ

สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ

สุคะตัง สิระสา นะมามิ

โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ

โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ

3. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา

4. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทธัง สิระสา นะมามิ

5. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา

6. อิติปิ โส ภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

7. อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

8. อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

9. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

10. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

11. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

12. กุสะลา ธัมมา
อิติปิ โส ภะคะวา
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นะโม พุทธายะ
นะโม ธัมมายะ
นะโม สังฆายะ
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง
อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ
อิ สวา สุ สุ สวา อิ
กุสะลา ธัมมา
จิตติวิอัตถิ

13. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา

14. กุสะลา ธัมมา
นันทะวิวังโก
อิติ สัมมาพุทโธ
สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน
อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู
มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
พรหมมาสัททะ
ปัญจะ สัตตะ
สัตตาปาระมี
อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

15. ตุสิตา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
ปุ ยะ ปะ กะ
ปุริสะทัมมะสาระถิ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

16. นิมมานะระติ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
เหตุโปวะ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

17. ปะระนิมมิตะ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
สังขาระขันโธ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

18. พรหมมา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโม พุทธัสสะ
นะโม ธัมมัสสะ
นะโม สังฆัสสะ
พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

19. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ
อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

20. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง
พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง
สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา
อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ

21. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง
โมกขัง คุยหะกัง
ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง
สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

22. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม อิติปิโส ภะคะวา

23. นะโม พุทธัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

24. นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

25. นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

26. นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ
สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง

27. นะโม พุทธายะ
มะอะอุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
ยาวะ ตัสสะ หาโย
นะโม อุอะมะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุ อะมะ อาวันทา
นะโม พุทธายะ
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ
อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

Read Full Post »