Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สร้างบุญบารมี’

            อันว่า บุญบารมี เป็นของที่ใครๆ ก็ต้องการสะสมไว้ให้มากๆ ทั้งนั้นเพราะเป็นเหตุที่ทำให้คนเรามีความสุขทั้งในเวลาปัจจุบันและ อนาคต รวมถึงจะเป็นการบรรเทากรรมที่เกิดขึ้นในอดีตได้ตามเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ได้กล่าวมา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงกล่าวเอาไว้ในหนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี” เอาไว้ถึงเรื่องการสร้างบุญบารมีให้เกิดผลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ การให้ ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา

            การปฏิบัติทั้ง 3 ประการนี้ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมได้ผลบุญแต่ก็ยังมีปัญหาข้อสงสัยในการสร้างบุญเหล่านี้อยู่ทั้ง 3 วิธี ในหลากหลายประเด็นซึ่ง เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้ให้ความเมตตาตอบไว้ทีละประเด็นอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้

 

ปัญหาเรื่องการทำทาน

คนธรรมดาถาม : เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้คะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทานอย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้องฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้วเป็นความจริง

ถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภเป็นสองแบบ หมายการบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอยคือการถูกล็อตเตอรี่

การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อนใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือสิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะไม่โผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผลของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทนผลจะถูกตัดเพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง” ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราทำทานแต่ไม่ได้ไปประเคนของพระด้วยตนเองอย่างนี้จะได้บุญหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้วถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวายคิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้นได้อานิสงส์เต็มที่เลย

 

คนธรรมดาถาม : แล้วที่บอกกันว่าก่อนจำเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ ชำระหนี้เก่า เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ฝังไว้ และทิ้งเหว ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดาและผู้มีคุณต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายเราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม ส่วนฝังไว้คือสร้างความดีในส่วนกุศลและทิ้งเหว คือกิน ทั้ง 4 อย่างนี้ใช้ 4 หารไม่ได้นะต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเองต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วเอาดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้อานิสงส์หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

ได้สิ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้อันนี้ไม่เป็นไรนะ

 

คนธรรมดาถาม : การบริจาคอวัยวะนี่ก็คงถือได้ว่าเป็นทานอย่างหนึ่ง แต่ติดตรงที่ว่า จะมีข้อห้ามหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุต ปยุตโต)

          “ตามปกติแล้วไม่มีข้อห้าม มีแต่จะสนับสนุนเพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม” ก็ดี การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำเพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วทานบารมีนี้มีกี่ขั้นมีกี่ระดับครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น 3 ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้ ต่อมาคือทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการทำทาน

            ความหมายของการทำทานคือสละสิ่งของทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ตนเองมีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนอื่น โดยมีความมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้มีความสุขได้รับประโยชน์จากทานนั้น แต่การที่เราจะทำทานให้เกิดผลบุญบารมีให้สูงสุดนั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือ

1. วัตถุที่ให้ต้องบริสุทธิ์ ดังที่หลวงพ่อฤๅษีท่านได้ตอบเรื่องการเอาเงินดอกเบี้ยมาทำบุญนั้นย่อมได้บุญเพราะว่าทางธนาคารเขาเต็มใจให้ ย่อมถือว่าเป็นของที่เราได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปยักยอกไปขโมยใครมา

2. เจตนาที่ให้ต้องมีความบริสุทธิ์ ดังคำถามที่ถามว่า แม้ไม่ได้ไปยกประเคนให้จะได้บุญหรือไม่ พระท่านก็บอกว่าได้ตั้งแต่ตอนที่คิดจะให้แล้ว ดังนั้นเจตนาที่จะให้ทานจึงมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่า บุญจะได้มากได้น้อยย่อมขึ้นอยู่กับเจตนานั่นเอง

3. ผู้รับเป็นผู้ที่สมควรรับ ถ้าเป็นขอทานผู้พิการที่น่าสงสารแล้วเราพิจารณาแล้วว่าเขาสมควรรับทานเพราะเขาช่วยเหลือตนเองไม่ได้จริง เราก็ได้บุญ แต่บุญนี้จะมากจะน้อยย่อมขึ้นอยู่กับศีลของผู้ที่รับด้วยถ้าผู้รับมีศีลมากก็ย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานเกิดขึ้นมากเช่นกัน

การให้ทานเป็นการกระทำเพื่อจุดประสงค์ในการละโลภะกิเลสออกจากใจนั่นคือ จุดประสงค์ที่แท้จริงดังนั้น หากจะทำทานให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานแล้วขอให้ยึดเอาเจตนาแห่งทานเป็นที่ตั้งที่สำคัญที่สุด

 

ปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          การรักษาศีลนี่เป็นการสร้างบุญอีกขั้นหนึ่งที่เรียกได้ว่าสูงกว่าการสร้างบุญด้วยทานแต่ปัญหาสำหรับผู้ที่ได้ถือศีลแล้วนั้นก็ยังมีข้อสงสัยในเรื่องนี้แตกต่างกันไปตั้งแต่การขอรับศีลไปจนถึงความสงสัยเรื่องอานิสงส์แห่งศีล คำถามแต่ละคำถามได้เหล่าครูบาอาจารย์แต่ละท่านได้ให้ความเมตตาตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจหลากหลายท่านและหลากหลายประเด็น

คนธรรมดาถาม : เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่า ยิ่งถือศีลได้มากก็ยิ่งได้บารมีมากครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ พวง สุขินทริโย วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม จ.ยโสธร)

อันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราที่เป็นชาวพุทธนิยมบวชลูก บวชหลาน เมื่อลูกหลานบวชเป็นพระก็ตาม บวชเป็นเณรก็ตามถ้าบวชเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล แม้แต่บิดามารดาก็ต้องมากราบ กราบลูกของตนที่บวชนั่น ที่อยู่ในผ้าเหลืองนั่น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้น มีคุณงามความดี หรือว่าศีลนี้มีอำนาจวาสนา แม้แต่นายร้อย นายพล นายพัน พระราชามหากษัตริย์ ก็มากราบผู้มีศีล จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตาม ถ้ามาบวชแล้วถือว่าเป็นวรรณะที่สูงเป็นคนที่มีลาภ มียศ สูงกว่าพระมหากษัตริย์อันนี้แหละคือศีล”

 

คนธรรมดาถาม : จริงหรือเปล่าครับที่ว่า การรักษาศีลนั้นได้บุญมากกว่าการทำทาน?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ เสาร์ กันตะสีโล)

            “การให้ทานอันใดๆ ก็ให้กันมามากแล้ว ย่อมมีผลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่ยังสู้ผู้เข้ามาบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีแล้วรักษาศีลอุโบสถไม่ได้มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั้นเสียอีกถ้าใครอยากได้บุญมาก ๆ ได้ไปสวรรค์ ไปพระนิพพาน เพื่อการพ้นทุกข์แล้วละก็ควรบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีรักษาศีลอุโบสถเสียในวันนี้ การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นเป็นชื่อแห่งความเพียรที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น”

 

คนธรรมดาถาม : การจะรักษาศีลให้ดีควรจะมีการกล่าวคำ สมาทานศีลด้วย อยากทราบว่า การสมาทานศีลที่มีคำว่า “วิสุง” กับไม่มี “วิสุง” จะต่างกันอย่างไร?

            (อธิบายแทรกสักเล็กน้อยว่า คำสมาทานศีลคือการเอ่ยคำขอรับศีลจากพระภิกษุ โดยจะเอ่ยว่า “มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ) ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ” ถ้าเอ่ยว่า ปัญจะ คือขอศีล 5 ถ้าเอ่ยว่า อัฏฐะ แปลว่าขอศีล 8 ซึ่งเราจะกล่าวสามครั้ง ครั้งที่สองว่า ทุติยัมปิ และครั้งที่สามว่า ตะติยัมปิ)

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง)

“คงไม่เหมือนกัน ต่างกันที่สุงกับไม่สุง…(หัวเราะ) แต่ความเป็นจริงคำว่า “วิสุง” เขาแปลว่า “ส่วน” นะ คือขอรับศีลแยกเป็นส่วนๆ ปาณา…ก็ปาณา อทินนา…ก็อทินนา ถ้าไม่วิสุงละขอรับรวดทั้ง 5 หรือ 8 ข้อ ทั้งนี้ตามคำอธิบายของคณาจารย์ ถ้าแยกเป็นส่วนจะขาดเป็นตัว ถ้าไม่แยกส่วน ตัวอื่นขาด ก็จะขาดหมดด้วย

ความจริงคณาจารย์ไม่รู้จริง จริงๆ แล้วถ้าเราละเมิดตัวไหนก็ขาดเฉพาะข้อนั้น จะว่าวิสุงหรือไม่วิสุงก็ตาม ไอ้ตัวที่ยังไม่ละเมิดก็ยังไม่ขาดนี่ฉันอ่านหนังสือที่เขาเขียนย่อๆเล่มเล็กๆ น่ะ บังเอิญอ่านเมื่อเป็นเด็ก คือว่าไปตามวัด เดี๋ยวนี้ก็วิสุง…เดี๋ยวก็ไม่วิสุง…ฉันก็แปลกใจ”

 

คนธรรมดาถาม : เมื่อรับศีลแล้วกระทำผิดศีล ทั้งมีเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้างจะเป็นบาปหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

          “การรับศีลไปแล้วทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ว่าไม่ได้เจตนา เป็นแต่เพียงขาดการสำรวมขาดสติทำให้ศีลเศร้าหมองนิดหน่อย ทีนี้การที่มารับศีลแล้วรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ได้ มีขาดตก บกพร่องบ้าง ถ้าข้อเปรียบเทียบก็เหมือนกันกับว่า ผู้ที่มีเสื้อใส่แต่เป็นเสื้อขาด ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่มีเสื้อจะใส่เสียเลย การสมาทานศีลนี้ ถึงแม้ว่าจะขาดตกบกพร่องบ้างก็ยังดี อันนั้นเป็นเรื่องวิสัยธรรมดาของปุถุชนก็ย่อมมีการบกพร่องบ้าง ในเมื่อฝึกไปจนคล่องตัวแล้ว มันก็สมบูรณ์ไปเอง ดีกว่าไม่ทำเลย”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าอย่างนั้นคนที่มีความจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อเข้าสังคมควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าหากเรามุ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เราก็หาทางหลีกเลี่ยงสังคมขี้เหล้าทั้งหลาย เพราะว่าในสังคมพวกขี้เหล้ามันไม่เกิดผลดี มีแต่ทำความเสียหาย แต่ในสังคมที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น งานเลี้ยงที่เกี่ยวกับการงานซึ่งเราจำเป็นต้องอนุโลมตามเพื่อไม่ให้ขัดสังคม เราก็นึกขอขมาพระรัตนตรัย แล้วก็ขอปลงศีล 5 เอาไว้ก่อนเมื่อเสร็จธุระแล้ว ปกติถ้าไม่มีงานสังคมเราก็งดเว้น เด็ดขาด… เราก็ตั้งใจสมาทานศีลใหม่ แล้วก็เริ่มรักษาศีลต่อไป

           ถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องดื่มก็ให้มีสติ จิบๆ พอเป็นกิริยา อย่าให้มันมากเกินไปถึงกับหัวราน้ำ… เพราะเราเป็นผู้น้อยมีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่ท่านทำ เราไม่เดินตามหลังท่าน ท่านก็ตำหนิ แต่ถ้าเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราจะไม่ดื่มเลย ถ้าหากว่าในบรรดาเพื่อนฝูงที่รู้จัก เขาเคารพต่อพระธรรมวินัยพอเขารู้ว่าเราไม่ดื่มเขาก็ไม่รบกวนหรอก อย่างดีเขาก็พูดประชดประชันนิดหน่อย”

 

คนธรรมดาถาม : ศีล 5 หรือศีลข้ออื่นๆ เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิหรือไม่อย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ศีล 5 หรือศีลอื่นๆ มีความเกี่ยวพันต่อการปฏิบัติสมาธิอย่างมาก ศีลเป็นการปรับพื้นฐาน ปรับโทษทางกายวาจา ซึ่งเปรียบเสมือนเปลือกไข่ ส่วนใจเปรียบเหมือนไข่แดง

การทำสมาธิเหมือนการนำไข่ไปฟักจึงต้องรักษาเปลือกไม่ให้มีรอยร้าว รอยแตก เราจึงจำเป็นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงจะได้ผลในทางสมาธิ ทีนี้ถ้าหากจะถามว่าคนที่มีศีล 5 จะสามารถปฏิบัติ ให้ถึงมรรคผล นิพพานได้ไหม เป็นข้อที่ควรสงสัยอย่างพระเจ้าสุทโธทนะ นางวิสาขา ก็มีศีล 5 แล้วปฏิบัติ ก็บรรลุมรรค ผล นิพพานได้  เพราะฉะนั้นศีล 5 นั้นก็เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ เกิด สติปัญญา เกิดมรรคผล นิพพานได้”

 

คนธรรมดาถาม : “เคยได้ยินคำสอนที่ว่าหากรักษาศีลได้ดีแล้วจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมีเงิน ไม่เป็นหนี้ มีโชคมีลาภ แค่รักษา 5 แต่ไม่พอใจเดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 8 รักษาศีลมาได้นาน 2 ปีแล้วมันก็ยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะอะไร”

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

โธ่เอ๋ย! ก็ซวยมากี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือ คือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่า พระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆ แล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้ มีคนไปพูดให้ฟังเลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง..

เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ ทรัพย์ก็ดีขึ้นไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขา ทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          เกี่ยวกับในเรื่องของศีลนั้นเป็นความพยายามของมนุษย์เราที่จะรักษากติกาในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มนุษย์จึงต้องมีศีลคอยกำกับความเป็นอยู่ที่ควรจะต้องทรงเอาไว้ให้ได้ตลอดไปเพื่อให้ชีวิตมีความสุขและเป็นปกติ คนที่ไม่รักษาศีลเลยชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์ความวุ่นวายอยู่ไม่เป็นปกติ ก็เพราะไม่รักษากฎที่จะรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้

            ปัญหาความกังวลใจในการจะรักษาศีลให้ดีนั้น สิ่งที่เหล่าครูบาอาจารย์แนะนำก็คือ ควรจะกล่าวคำสมาทานศีลจากพระภิกษุเอาไว้เพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนาที่จะไม่ละเมิดศีล แต่หากผู้ใดเผลอละเมิดไปแล้วก็อย่าได้เป็นทุกข์เป็นร้อนกังวลใจให้มากเกินไป เพราะท่านได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชน ถ้าเผลอขาดไปแล้วก็ต้องตั้งใจรักษาใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

            และการที่เราคาดหวังว่าผลบุญที่จะเกิดจากการรักษาศีลว่าจะได้มากเท่าไหร่นั้นไม่ต้องไปกังวลถึง หรือว่าต้องรักษาศีลอีกนานแค่ไหนจึงจะพอ สิ่งสำคัญคือ ขอให้ปฏิบัติรักษาศีลให้ดีไปตลอดชีวิตเพราะเมื่อเรารักษาศีลได้ดีแล้ว ศีลก็จะรักษาเราเช่นเดียวกัน

 

ปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            การเจริญภาวนานี่เป็นการสร้างบุญบารมีขั้นสูงสุดดังสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระองค์เคยกล่าวเอาไว้ซึ่ง พระองค์กล่าวไว้ว่า “แม้จะรักษาศีลมาได้ดี 227 ข้อมานานถึงร้อยปี ไม่ด่างพร้อยเลยก็ไม่อาจได้บุญเท่าการเจริญภาวนา เพราะว่าการภาวนานั้นเป็นการรักษาใจรักษาจิตและซักฟอกจิตให้เบาบางจนหมดกิเลส

            แต่การเจริญภาวนาเพื่อให้ได้บุญบารมีมากๆ ดังคำสอนดังกล่าวนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากที่เกินกว่าจะทำความเข้าใจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้มอบคำตอบที่น่าสนใจไว้หลากหลายประเด็นเช่นเดียวกัน

 

คนธรรมดาถาม : ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาอะไรอย่างนี้เลยครับ ทั้งๆ ที่อยากจะปฏิบัติแต่ทำไม่ได้สักทีเป็นเพราะอะไรครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระอาจารย์ หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ. เลย)

            “เหตุที่ไม่มีเวลาภาวนาเพราะภายในจิต ยังมีตัณหาอยู่จิตยังมีขึ้น มีลงอยู่ ไม่เห็นความบริสุทธิ์ และความปกติของจิต กิเลส ตัณหาดูดเอาไปหมด  ให้เห็นอวัยวะของร่างกายแปรปรวนอยู่เสมอ ด้วยไตรลักษณะ จิต่มันจึงไม่ทะเยอทะยาน จิตนั้นจริงๆ แล้วมีความมัธยัสถ์เป็นกลางเสมอ ไม่ติดในอามิสใดๆ ไม่ยึดติดในรัก และชัง ดังนั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาใจหนึ่ง พิจารณาอนุสัย ของจิตหนึ่ง เมื่อรู้เท่าทันใจ และรู้เท่าทันกัน ในอนุสัยแล้วก็สิ้นอาสวะเท่านั้น

ธรรมะอยู่กับปัจจุบันไม่อยู่กับผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่อยู่กับผู้ที่ยังไม่เกิด ไม่อยู่กับอดีต ไม่อยู่ในอนาคตรวมอยู่ ในปัจจุบันนั้นดีมากให้แก้จิตภาวนาในปัจจุบัน การภาวนาทำจิตให้เด็ดเดี่ยว ร่างกายประกอบไตรลักษณะเร่งความเพียรให้ลึกเข้าไปเพื่อประโยชน์ในการดับอนุสัย ชำระกิเลสที่นอนกองอยู่ในใจให้อวิชชาออกไป เพื่อให้วิชชาเข้าแทน”

 

คนธรรมดาถาม : วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) นี่มีหลายวิธีมากจนสับสน จะทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

           “มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวางสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษากับอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้นนี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้

ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วจำเป็นหรือไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ

พระอริยสงฆ์ตอบ :          

“ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้าและต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

           แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ 50 ปี บางคนเมื่ออายุ 65 ปี และบางคนเมื่ออายุ 90 ปี ฉันใดก็ฉันนั้นปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่าที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงามและหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น

ท่านจะเข้าใจถึงสภาวธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัดท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิมปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า”

 

คนธรรมดาถาม : ทำไมถึงว่าสมาธิเกิดในเวลานอนดีที่สุด?

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“ก็เพราะเหตุว่า แทนที่เราจะนอนหลับทิ้งเปล่าๆ สมาธิเกิดขึ้นในขณะนั้นมันเป็นผลดีในการพักผ่อน เพราะเราพักผ่อนในสมาธิ ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวกและจิตที่เป็นสมาธิในเวลานอนนั้นก็ได้ผลดีไม่แพ้การนั่งสมาธิ ที่ว่าสมาธิเกิดขึ้นในเวลานอนดีที่สุดก็เพราะว่าการมีสมาธิในท่านั่งบางทีมันอาจจะมีไม่นานนัก มีซัก 5 นาที 10 นาที มันก็ถอน ที่เรามีสมาธิในเวลานอนนี้เราอาจจะมีสมาธิตลอดคืนย่ำรุ่งก็ได้”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเป็นสมาธิเกิดขึ้นในขณะนั่งจะมีคุณค่าน้อยกว่าหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ก็มีคุณค่าพอๆ กัน ถ้าจิตอยู่ในสมาธิได้นานๆ รู้ธรรมเห็นธรรมก็มีค่าเท่ากัน ที่ว่าถ้าทำสมาธิให้เกิดขึ้นในเวลานอนได้ดีที่สุดนั้น ก็เพราะว่าเป็นการฝึกทำสมาธิให้ได้ทั้งในท่านอน ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน อะไรทำนองนี้ ถ้าทำจนคล่องตัวได้ทุกอิริยาบถยิ่งเป็นการดี เวลาเกิดขึ้นในเวลานั่งมีค่าเท่ากัน

 

คนธรรมดาถาม : ปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ก้าวหน้า เกิดความท้อแท้จะมีวิธีแก้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้าท้อแท้ ปฏิบัติไม่ถึง ไม่ถึงขั้นสละชีวิตเพื่อข้อวัตรปฏิบัติ พอปฏิบัติไปนิดหน่อยเมื่อยก็รำคาญหยุดซะ ขาดความอดทนถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องให้จับหลักการปฏิบัติให้มั่นคง อย่าเหลาะแหละเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ จะบริกรรมภาวนาพุทธโธ เอ้า! ฉันจะภาวนาพุทธโธอยู่อย่างนี้จนจิตมันจะสงบ ตั้งนาฬิกาเอาไว้วันนี้จะนั่งสมาธิ 1 ชม. 2 ชม. แล้วปฏิบัติให้มันได้

วันหนึ่งจะนั่งสมาธิวันละกี่เวลาก็ปฏิบัติให้มันได้ จะเดินจงกรมวันละกี่เวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิตให้มีสติอยู่ตลอดเวลา แม้ว่านอนหลับลงไปแล้วจิตมันคิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ให้มีสติกำหนดตามรู้ไป ในเมื่อมันไปสุดช่วงมัน แล้วมันจะเกิดความสงบเองแล้วจะก้าวหน้าเอง

อันนี้ที่เราปฏิบัติไม่ได้ผลเพราะว่าเราขาดความอดทน ทำไม่ถึง แล้วก็ทำไม่ถูกต้อง พอปฏิบัติพุทธโธๆ ก็ไปข่มจิตจะให้มันสงบ ทีนี้พอไปข่มมันก็ปวดหัวปวดเกล้าปวดต้นคอขึ้นมาก็ทนไม่ไหววิธีการที่จะท่องพุทธโธ ก็ท่องพุทธโธๆๆ อยู่เฉยๆ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ ท่องมันไว้ตลอดเวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิแล้ว เราไม่มีการสำรวม ไม่มีการฝึกสติ วันหนึ่งเรานั่งสมาธิไม่ได้ถึง 4 ชม. แต่เวลาที่เราปล่อยให้มันไปตามอำเภอใจ 20 ชม. มันไปสกัดกั้นกันได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นต้องทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ มันถึงจะก้าวหน้า

 

คนธรรมดาถาม : การปฏิบัติที่ก้าวหน้าแล้วจะมีวิธีสังเกตผลที่ชัดเจนได้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

การปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าก็ดังที่กล่าวแล้ว สังเกตว่าเราปฏิบัติแล้วได้อะไร เอาศีล 5 เป็นข้อวัด เมื่อเรามีเจตนาละเว้นโทษตามศีล 5 ถ้าเราละได้โดยเด็ดขาดนั่นแหละเป็นผลได้ของเรา ถ้ายิ่งจิตใจไม่ต้องอดต้องทนต่อการที่จะทำบาปความชั่ว เจตนาที่คิดจะทำความชั่วผิดบาป 5 ข้อ นั้น ไม่มีเลยแม้ว่าจิตยังไม่เป็นสมาธิก็ตามก็ได้ชื่อว่าเราปฏิบัติได้ผล

 

คนธรรมดาถาม : อยากแผ่เมตตาให้กับศัตรูหรือคนที่ไม่ชอบภายหลังการทำบุญแต่ทำได้ยากเหลือเกินเรื่องนี้ทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก หรือนักเขียนธรรมะในนาม ปิยโสภณ)

“ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า “สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง” คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้ เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น

แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน มีความเสมอกันในการได้ชีวิต จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน…ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยวเมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องรีบกลับถ้าเราคิดกว้างๆ ได้อย่างนี้ คือ คิดว่าทุกคนเป็นเพียงสรรพสัตว์เท่านั้นไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรู ใจของเราก็จะรู้สึกสบายขึ้น เบาโปร่ง หายใจโล่ง เราก็เริ่มจะแผ่เมตตาได้

ธรรมดามนุษย์เราเวลาแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก พลังจิตจะถูกดึงออกไปอย่างแรง เหมือนเทน้ำลงไปในที่ลุ่มน้ำจะไหลลงไปที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้คนที่เราเกลียดชัง เหมือนเทน้ำให้ไหลไปที่ดอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ อารมณ์ที่ส่งไปถึงคนที่เราเกลียด จึงมักจะติดขัด เพราะพลังจิตไม่ยอมเดินทางเนื่องจากมีความคิดว่า จะแผ่เมตตาให้ศัตรูทำไมในเมื่อเขาทำเราเจ็บ เมื่อคิดเพียงเท่านี้คนที่เป็นศัตรู ก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ต่อไปและอาจเพิ่มความเป็นศัตรูมากขึ้นทุกครั้ง

ที่แผ่เมตตาให้คนที่รารักเราชอบ เหมือนมีเด็กสองคนยืนอยู่ต่อหน้าเรา คนหนึ่งเรารักมาก อีกคนเราไม่รักเลยเวลายื่นของให้เด็กเรายื่นให้เฉพาะเด็กที่เรารักไม่ยื่นให้คนที่เราชังเด็กก็รู้สึกต่างกัน

ทุกครั้งที่เรายื่นของให้เด็กที่เรารักก็จะเพิ่มความเกลียดชังในใจของเด็กอีกคน การอิ่มครั้งที่สองของเด็กคนหนึ่งย่อมหมายถึงความหิวทวีคูณของเด็กอีกคน วิธีแผ่เมตตา ท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่า เป็นคนที่เรารักหรือชังหากแต่ให้คิดว่า เป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกัน ทุกชีวิตเป็นเพียงธาตุ 4 ขันธ์ 5 เท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลกันก่อน ปรับให้ถึงธาตุเดิมของชีวิต ยกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมเผ่าพันธุ์ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสุดโต่งทั้งรักและชัง เหมือนกับการปรับพื้นดินไม่ให้สูงหรือต่ำ แต่ปรับให้พื้นทุกตารางนิ้วได้ระดับเดียวกันหมดเสียก่อน แล้วจึงเทน้ำลงไปน้ำที่เทลงไปก็จะกระจายไปทุกพื้นที่ได้ง่าย ที่ดอนก็ไม่มีที่ลุ่มก็ไม่เกิดขึ้น

การแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน การแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยาก แต่จำเป็นยิ่งกว่าแผ่เมตตาให้คนที่เรารักเพราะปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกเป็นศัตรู มิใช่ความรู้สึกรัก ยิ่งเกลียดมากยิ่งต้องใช้พลังจิตสูงแต่ถ้าทำได้แล้วก็สบายใจไปตลอดชีวิต

อาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียวครั้งต่อไปก็ง่าย ยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชินของยากก็เป็นของง่าย ทุกอย่างก็ถือเป็นปกติไม่มีอุปสรรคขัดข้องและความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท.ก็จะหมดไป ก็จะเลือนหายไปจากใจเราจนกระทั่งหมดสิ้น ในที่สุดคนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตรไม่ช้าก็เร็ว การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกันก็จะหมดไป ทุกชีวิตก็จะปลอดจากภัยเวรในสงสารวัฎ เกิดภพใดชาติใดก็จะพบแต่คนดีมีคนอุ้มชูช่วยเหลือ จะทำให้มีครอบครัวดี มีลูกดี มีรูปสมบัติ มีสติปัญญาดี เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ทำใจดี” ให้ได้ในวันนี้”

 

คนธรรมดาถาม : เห็นพูดกันแต่อานิสงส์แห่งทาน ศีล และภาวนา แล้วอานิสงส์ของการแผ่เมตตานี่มีหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)

            “ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่าความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคนเมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่า เราผูกมิตรกับเขาๆ ก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆ วันสักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้

เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆ ดวง ดวงวิญญาณทุกๆ ดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            ปัญหาในเรื่องการปฏิบัติภาวนาให้เข้าถึงตามที่เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้กรุณาตอบมานั้นแสดงให้เห็นว่า การภาวนานั้นไม่มีข้อจำกัดที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องทำเป็นรูปแบบอย่างนั้นอย่างนี้ ขอเพียงสามารถกำหนดจิตให้นิ่งเป็นสมาธิและพิจารณาเฉพาะเรื่องของตัวเองอันคือ กายและลมหายใจก็พอ

            การฝึกในเรื่องการเจริญภาวนาจึงเป็นเรื่องของจิตและวิธีคิดซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยาก ควรตั้งจุดประสงค์มุ่งเน้นเรื่องเพื่อความเป็น “วิมุตติ” (ความหลุดพ้นแห่งจิต) เป็นสำคัญ จงอย่าฝึกเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นเพราะหากฝึกการเจริญภาวนาเพราะหวังอย่างอื่นแล้วจะไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังเอา อิทธิฤทธิ์ก็จะหลงในฤทธิ์”

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังจะเอาปัญญา ก็จะหลงในปัญญา”

“หากฝึกเจริญภาวนาเพื่อหวังจะได้วิมุตติ (ความหลุดพ้น) นอกจากจะหมดกิเลสแล้ว จะได้ทั้งปัญญาและอิทธิฤทธิ์”

ด้วยการสร้างบุญด้วยวิธีการ 3 ขั้นคือ ทาน ศีล และภาวนานี้นอกจากเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องกระทำแล้ว ยังต้องให้ทำอย่างต่อเนื่อง มากพอ นานพอ และทำเป็นลำดับไปด้วยอย่าได้ข้ามขั้นโดยเห็นว่าการเจริญภาวนาแล้วได้บุญมากสุดก็เลยนั่งภาวนามันอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ได้ผลแน่นอนการจะภาวนาจะได้ผลก็ต่อเมื่อรักษาศีลคือกายและวาจาให้ดีแล้วจึงจะรักษาใจด้วยการภาวนาได้ และแน่นอนว่าเราจะยังรักษาศีลได้ไม่ดีพอหากยังไม่สามารถทำทานช่วยเหลือใครได้ เพราะคนที่มีจิตใจตระหนี่นั้นจิตมันจะไม่มีกำลังไปทำสิ่งที่ดีๆ อย่างการรักษาศีลแน่นอน

คุณผู้อ่านลองคิดเปรียบเทียบดูง่ายๆ ว่า ถ้าวันนี้ไม่รักษาศีลนึกครึ้มไปกินเหล้ากับเพื่อนพอรู้สึกตัวว่าทำบาปขึ้นมาเสียแล้วก็คิดว่าไม่เป็นไร ไปนั่งภาวนาเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็คิดว่าจะได้บุญมหาศาลเพื่อลบล้างกันไปอย่างนี้จะไม่ได้ผลบุญอะไรแน่นอน และที่สำคัญที่กล่าวในเรื่องกรรมไปแล้ว ทำกรรมไม่ดีก็ต้องรบผลไม่ดีของกรรมนั้นลบออกไม่ได้

การให้ทานเพื่อมุ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบกองใหญ่คือความโลภและยังอานิสงส์ให้กายไม่ลำบากคือ มีทรัพย์ใช้สบายตัวที่สำคัญคือทำให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลังมากขึ้น การรักษาศีลซึ่งเป็นการมุ่งกำจัดกิเลสกองใหญ่อย่างกลางคือ ความโกรธ ก็จะทำได้ง่าย เมื่อกายสบายและมีความสำรวมก็จะเป็นการง่ายต่อการทำสมาธิและการการเจริญภาวนา เพื่อมุ่งกำจัดกิเลสได้ออกทั้งหมดทั้ง โลภ โกรธและหลง พอหมดกิเลสแล้วก็ถึงมรรคผลนิพพานแน่นอน นี่คือจุดประสงค์และหลักใหญ่ของการสร้างบุญบารมีทั้ง 3 ประการ สรุปรวมความได้ประการฉะนี้

โฆษณา

Read Full Post »