Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ศีล’

ในเรื่องของการแก้กรรมหรือการขออโหสิกรรมนั้นต่อเจ้ากรรมนายเวรนั้น หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่า เราทุกคนนั้นทำเองได้ด้วยตนเอง และสามารถกระทำแทนผู้อื่นได้แต่ต้องเป็นคนในสายเลือดเดียวกัน ทั้งบุพการีพ่อแม่ พี่น้องที่ใกล้ชิด

 

แต่ที่สำคัญจะมาถึงจุดที่ขออโหสิกรรมนี้ได้ตัวเราเองนั้น เราต้องมีฐานบุญที่ดี ที่ต้องมาจากการมีทาน ศีล นำแล้วจึงจะมาถึงเรื่องของการทำสมาธิภาวนา ซึ่งอยากจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่าการทำสมาธินั้น จะอยู่ในขั้นตอนที่สาม เป็นเรื่องของการภาวนานั่นเอง

 

ก่อนที่เราจะทำสมาธิหรือภาวนาได้นั้น ภายในใจของเราควรจะตั้งให้มั่น ต้องดำรงตนเป็นผู้ให้ก่อน เพราะ ถ้าใจเราเป็นผู้ให้แล้ว การที่เราจะทำอะไรต่อไปมันจะง่ายในทุกเรื่อง ใจมันเปิด มันพร้อมแล้วที่จะไปขอโทษ ทั้งเจตนา ทั้งหนี้ที่เป็นทั้งต้นและดอก ช่องทางและฐานบุญที่ดีพร้อม

 

และโดยเฉพาะในเรื่องของการทำสมาธิเพื่อรวมจิตเพื่อจะให้เดินทางไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร อยากจะเปรียบเทียบว่าเหมือนเป็นบันได ๓ ขั้นที่จะต้องปีนขึ้นไป เพื่อให้ถึงจุดเป้าหมาย เพื่อให้การขออโหสิกรรมสำเร็จลงได้ ซึ่งจะเริ่มพาไปรู้จักตั้งแต่ในขั้นตอนแรกที่ทุกคนต้องมีถึงจะไปแก้กรรมได้สำเร็จ ก็คือ

 

ขั้นตอนแรก เรื่องของทาน

ในช่วงเวลาที่เราทุกข์ร้อน และมีวิบากกรรมรุมเร้าจนแทบหมดทางออก เรามีความตั้งใจในเรื่องที่จะไปแก้วิบากกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ ยิ่งลำบากเราต้องรีบให้เร็วเท่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้ทานนั้นเราจะทำอะไรก็ได้มากมาย เช่น ทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน วิทยาทาน ธรรมทาน การออกแรงช่วยงานสาธารณกุศลฯลฯ ซึ่งมีการให้ทานมากมายที่ไม่ใช่เงินแม้แต่บาทเดียว

 

ฉะนั้นเราต้องมีการทำทานต้องมาก่อน เหมือนกับว่าเราเดินขึ้นบันได เราคิดจะกระโดดขึ้นไปอยากจะไปอยู่ที่ชั้น ๓ มันคงเป็นไปไม่ได้  บันไดขึ้นที่หนึ่งและขั้นที่สองเราต้องผ่านไปก่อนสำหรับคนที่ไม่เคยมีบุญบารมีสะสมไว้ บันไดในแต่ละขั้นมันจะห่างกันมาก จนเราไม่สามารถก้าวข้ามไปถึงจุดมุ่งหมายได้

 

การที่จะทำให้ระหว่างบันไดนั้นสั้นลง หรือทำให้เรามีพลังเดินขึ้นไปได้นั้น เราต้องมีพละกำลัง เมื่อเรามีทั้งวิบากกรรม และบุญเก่าก็ไม่มี เราจะเอาพละกำลังเหล่านั้นมาจากไหนไปขออโหสิกรรม  ดังนั้นเราต้องสร้างพื้นฐาน สร้างพละ เตรียมเสบียงเสียก่อน      

 

สำหรับในการสร้างพละกำลังในเรื่องขออโหสิกรรม ก็คือ เราต้องทำทาน เริ่มจากเป็นผู้ให้เสียก่อน เมื่อใจเราเป็นผู้ให้แล้ว มันจะเกิดบุญกุศลและเป็นฐานบุญเบื้องต้นของเรา ที่จะส่งเราให้ขึ้นไปขั้นที่สองได้

 

ทานที่เราให้นั้นก็มีบุญที่ต่างกันด้วยมันขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อสด จนฺทสโร แห่งวัดปากน้ำ ครูบาอาจารย์อีกท่านได้แยกทานตามหลักพระพุทธศาสนาให้เราเข้าใจง่ายๆ ไว้ว่า

 

ถ้าให้ทาน ให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ของชอบใจไม่ให้ เก็บเสียซ่อนเสีย ของไม่ดี ที่ไม่เสมอใจให้เสีย ให้อย่างนี้มันเลือกได้ ให้ของไม่ดี เป็นทาน เป็นทาสทาน จัดว่า ยังเข้าไม่ถึงสหายทาน เป็น ทาสทาน แท้ๆ เพราะเลือกให้ หากว่า มีมะม่วงสัก สามใบตั้งขึ้น ก็จะให้ใบเล็กเท่านั้นแหละ เอามะม่วงสามใบเท่าๆ กัน ก็จะให้ใบที่ไม่ชอบใจนั่นแหละ

 

เอามะม่วงสามใบเสมอ กัน ก็จะเลือกเอาอีกแหละลูกที่ไม่ชอบใจจึงให้ ลูกที่ชอบไม่ให้ หรือมันใกล้จะสุกแล้วไม่ให้ ให้ที่อ่อนไปอย่างนี้ อย่างนี้เป็น ทาสทาน ไม่ใช่ สหายทาน ถ้าให้ สหายทาน จริงแล้ว ก็ตัวบริโภค ใช้สอยอย่างไร ให้อย่างนั้นเป็นสหายทาน ถ้าว่า สามีทาน ละก็ เลือกหัวกระเด็นให้ เลือกให้ ของทีไม่ดีกว่านั้นต่อไป ถ้าเลือกหัวกระเด็นให้เช่นนี้ละ ก็เป็น สามีทาน

 

สำหรับคำว่าให้หรือคำว่าทาน นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการให้ทานที่เป็นสิ่งของ เป็นเงินทองอะไรมากมาย บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้วิชาการที่ถูกต้องที่เรียกว่า วิทยาทานและเป็นประโยชน์หรือ การออกแรงช่วยสาธารณกุศล ที่สำคัญมันต้องเป็นทานที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งของที่มาจากน้ำพักน้ำแรงที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ไปลักขโมย คดโกงใครมา มีเจตนาทำทานที่บริสุทธิ์ และเนื้อนาบุญที่รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่ดีเราก็จะยิ่งได้บุญบารมีมากขึ้น จำง่ายๆ ว่าทานที่ได้บุญมากต้องมี ๓ ส่วนประกอบกันคือ

 

๑. วัตถุทานที่ให้ ต้องบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราหามาด้วยความบริสุทธิ์ เป็นของบริสุทธิ์ ไม่หามาด้วยการผิดศีล เป็นทานที่เป็นบุญ ไม่ใช่เป็นทานที่เป็นบาป ดูง่ายๆ ว่าผลของทานนั้นเกิดผลดีตลอดหรือไม่ ทานที่เป็นบาปนั้นผลของมันออกไปทางไม่ดี เป็นทางร้ายๆ เช่น ออกเงินให้คนไปทำผิดศีล ให้เงินไป เล่นการพนัน ไปเที่ยวโสเภณีฯลฯ ทานแบบนี้นอกจากจะไม่ได้บุญแล้วก็มีสิ้นลงนรกไปกับคนที่ก่อกรรมชั่วนั้นด้วย ฐานะผู้สนับสนุนหรือผู้สมรู้ร่วมคิด

 

๒ . เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ ในขณะที่ให้และหลังให้ต้องมีความยินดีอยู่ตลอดไม่ใช่ให้เพราะถูกบังคับ ให้เพราะอยากเอาหน้า อยากอวดมั่งอวดรวย ให้เพราะตัดรำคาญ ฯลฯ

 

๓. เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์ การทำบุญในคนที่มีนาบุญน้อย ผู้รับก็มีอานิสงส์น้อยมีความสุขน้อย ทำบุญในคนที่มีอานิสงส์ใหญ่ ผู้รับก็มีอานิสงส์มากได้รับผลบุญมากก็มีความสุขมาก ทำบุญกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้ถือศีลก็ได้บุญน้อยมากๆ

 

ยิ่งทำบุญกับผู้ที่บริสุทธิ์และศีลมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งได้บุญมาก เหมือนเอาหน่วยบุญมาคูณเข้าไป ยิ่งถวายกับพระอรหันต์ยิ่งมหาศาลเข้าไปอีกเป็นล้านเท่า

 

ในหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนักและวิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์โดยกองทุนธรรมรส ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ทรงได้อธิบายเรื่องผลของทานในการทำทานกับเนื้อนาบุญที่ละเอียดมาก ขอประทานอนุญาต นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชนและเพื่อเทิดพระเกียรติในพระปรีชาณานของสมเด็จพระสังฆราชดังนี้

 

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้เองไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับสำคัญต่อไปนี้ คือ

 

๑. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์ และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

 

๒. ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมทวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๕ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๓. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าที่ให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๔. ให้ทานแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๑๐ คืน สามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๕. ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์ ซึ่งมีปาติโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ

 

๖. ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม (ความจริงยังมีการแยกเป็น พระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อ พอให้ได้ความเท่านั้น)

 

๗. ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๘. ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๙. ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๐. ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๑. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๒. ถวายทานแด่พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายสังฆที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๓. การถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายวิหารทาน แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

(วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อนึ่งการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ หรือสิ่งที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลา ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ ก็ได้บุญมาก ในทำนองเดียวกัน)

 

๑๔. การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง (๑๐๐ หลัง) ก็ยังได้บุญน้อยกว่า การให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตามการให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

 

๑๕. แต่การให้ทานที่ได้บุญมากที่สุด ได้แก่การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทาน ก็คือการเทศนาสั่งสอนธรรมะ ตลอดถึงการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน เพื่อช่วยให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้รู้ หรือที่รู้อยู่แล้ว ให้ได้รู้ได้เข้าใจมากยิ่งๆ  ขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนเข้ามารักษาศีล ปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงมรรคผล นิพพานในที่สุด”

 

และเรื่องผลของทานนั้น ยังสามารถที่แตกดอกออกผลไปมากมายได้อีก ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน สมมติว่าเราได้ทำทานให้กับคนที่ไม่มีศีล คนนี้ก็เอาเงินที่เราให้ไปสิบบาทไปใช้ เขาเอาไปกินข้าวเสีย ๒ บาท กินเหล้า ๘ บาทเงินสิบบาทที่เราให้ไปแทบไม่ได้บุญ ถ้าได้ก็น้อยมาก

 

เพราะคนที่ได้รับไม่ได้นำไปก่อผลประโยชน์อะไรมากขึ้นเลย ส่วนใหญ่จะเอาไปทำความชั่ว เหล้า ๘ บาทที่เขาเงินเราไปซื้อ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาอาจจะเมามาย ไปขับรถชนคนตาย เมาไปทะเลาะอาละวาดแล้วทำร้ายผู้อื่น ฯลฯ

 

แต่ถ้าเงินสิบบาทของเรา ทำทานให้ไปกับผู้บริสุทธิ์และเป็นผู้มีศีล เขาเอาเงินส่วนหนึ่งไปใช้ซื้อกับข้าวมาแบ่งกันกิน ๓ คน ทำให้ชีวิตของคนสามคนได้รอดชีวิต เอาเงินอีกส่วนที่เหลือไปลงทุนค้าขายอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างสุจริต แล้วการค้านั้นเกิดผลกำไรเงินมันงอกออกมาเพิ่มขึ้น เขา เอาเงินผลกำไรส่วนหนึ่งนั้นไปถวายปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์ต่อ

 

แล้วพระภิกษุสงฆ์ก็เอาปัจจัยที่ได้มาจากการทำบุญนั้น ไปพิมพ์หนังสือธรรมทาน หนังสือธรรมทานที่พิมพ์แจกไปก่อความรู้ให้คนที่ได้รับได้รู้จักทาน รู้จักศีล รู้จักภาวนา เกิดสติปัญญา เป็นจำนวนมาก และอุบาสก อุบาสิกาเหล่านั้นที่ได้รับหนังสือธรรมทานไป ก็ยิ่งช่วยกันพิมพ์เผยแผ่ออกไปอีก

 

เป็นเหมือนเซลที่แตกขยายออกไปไม่รู้จบ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเงินสิบบาท มันมีผลอะไรกับคนที่เนื้อนาบุญต่างกัน อานิสงส์ของบุญจึงต่างกันมากมายลิบลับ

 

อย่างไรก็ดี การให้ธรรมทาน แม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่นๆ  ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า “ฝ่ายศีล” เพราะเป็นการทำบุญบารมี คนละขั้นต่างกัน

 

ขั้นตอนที่สอง คือ ศีล

ขั้นต่อมาก็คือการเป็นคนที่มีศีล คำว่า ศีล ซึ่งแปลว่า ปรกติ เราจะหมายถึงว่า การที่คนจะอยู่ในความสุข ความเจริญได้นั้น ต้องมีชีวิตที่ปรกติ สมดุลกับธรรมชาติ และการที่จะให้แต่ละคนอยู่ในศีล ต้องมาจากการสมาทานศีลที่ถูกต้อง

 

และแค่สมาทานศีลแบบนกแก้วนกขุนทอง แบบที่เคยเรียนมาจำมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยรักษาได้นั้นยังไม่พอ เพราะเรายังเป็นคน ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้ศีลที่เราสมาทานนั้นมันขาดได้ง่าย หรือผิดศีลได้ง่าย ทั้งที่ตั้งใจไม่ตั้งใจหรือโดนบังคับจากผู้อื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า

 

เราจึงต้องมีการตรวจทานศีลที่เราสมาทานไว้แล้วทุกเช้าถึงค่ำ ว่าเรามีศีลข้อใดขาดไปบ้าง ถ้ารู้ตัวว่าศีลข้อไหนขาดเราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทุกครั้ง

 

ถ้าเราอยู่ในศีล ๕ ข้อได้ โอกาสที่เราจะทำความเดือนร้อนคนอื่นไม่มีทางเกิดแน่นอน ซึ่งถ้าใครผิดศีล ๕ ข้อ โอกาสสร้างกรรมใหม่มันก็ไม่มี ไม่เกิดขึ้นแน่นอนเช่นกัน

 

ทำไมการรักษาศีลจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเรา และจริงหรือที่ศีลจะช่วยชีวิตเราได้ ช่วยขออโหสิกรรมได้ และสามารถทำให้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

 

ความเป็นจริง ศีลนั้นช่วยทำให้เราสามารถควบคุมพฤติกรรม ทั้งทางร่างกาย วาจา ใจได้ เพื่อไม่ไปเพิ่มกรรมที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องได้ เหมือนกับเราสร้างบ้านแล้วทำไมต้องสร้างรั้วบ้าน สร้างกำแพงไว้ปกป้องทรัพย์สิน ในเรื่องของการทำกรรมก็เช่นกันเราสามารถป้องกันได้โดยการสร้างกำแพงขึ้นมา กำแพงที่จะป้องกันไม่ให้เราทำในสิ่งที่เป็นความชั่วในปัจจุบันตราบจนอนาคต เพื่อที่จะไม่ต้องเจอกับผล ก็คือความทุกข์ยากต่างๆ ในอนาคต

 

เมื่อความชั่วตรงนี้ไม่ทำการรับผลกรรมชั่วตรงนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเราไม่ทำความกระทบกระทั่งในทางก้าวร้าวรุนแรงให้เกิดขึ้นกับคนอื่น ก็ไม่เกิดกรรมชั่วขึ้นมาคอยซ้ำเติมเราอีก กรรมชั่วก็จะไม่คืนกลับมาสู่เราที่รุนแรงเช่นกัน และศีลจะช่วยปกป้องบุญ ทาน บารมี ที่เราทำมาไม่ให้รั่วไหลหรือหายไปไหนอีก เป็นกำแพงชั้นดี

 

กำแพงในที่นี้ก็คือ ศีล ที่จะเป็นเครื่องกั้น กั้นที่ไหน กั้นที่ใจของเรา ที่จะบังคับใจของเรา ไม่ให้ไปกระทำการล่วงละเมิดในชีวิตของผู้อื่น ในทรัพย์ของผู้อื่น ในบุคคลอันเป็นที่รัก ที่อยู่ในความปกครองของคนอื่น หรือล่วงกฎของสังคม รวมทั้งการพูดเท็จ ทำลายสัจจะ เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจา ส่อเสียด นินทา ด่าว่า หยาบคาย เพ้อเจ้อไร้สาระต่างๆ ตลอดจนถึง การทำลายสติของตนเองและผู้อื่นด้วยสุรายาเสพติด

 

และที่สำคัญ ศีลจะช่วยอุดรูรั่วที่เป็นบุญในชีวิตของเราไม่ให้รั่วอีก เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าชีวิตของเราเหมือนกับเรือ และบุญที่เราทำอยู่ตลอดเวลาในชีวิตก็เหมือนเสบียงที่เราทำทั้งบุญ ทั้งทานและการทำสมาธิ แต่ยิ่งใส่เข้าไปในชีวิต ใส่เข้าไปที่เรือมันไม่เกิดผลอะไรเลย ชีวิตก็ยังลำบากแสนลำบาก เงินทองก็ไม่มี ครอบครัวก็แตกแยก โรคร้ายก็รุมเร้า สารพัดสารเพที่ประดังเข้ามา

 

มันจะดีและสบายได้อย่างไร ก็เพราะในเรือนั้น มันมีรูรั่วเต็มไปหมด ใส่เท่าไรก็ไม่เต็มเสียที ทั้งรูโหว่ของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รูที่กว้างของการลักทรัพย์ คดโกง รูรั่วของผิดลูกผิดเมียคนอื่น รูรั่วของความโกหกพกลม รูรั่วของความเมาอาละวาด เรียกว่า แม้จะใส่มากไปเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ ดังนั้นชีวิตของคนที่ขาดศีลยิ่งต้องเหนื่อย ยิ่งต้องทำบุญ ทำทานที่มันอาจจะสูญเปล่าหรือส่งผลได้ช้าเข้าไปใหญ่ ไม่ทันการณ์หรือ พูดง่ายๆ ว่าบุญนั้นไม่ทันกับกรรม

 

เมื่อเรานั้นมีศีล มีการอุดรูที่รั่วที่ดี ใส่อะไรลงไปมันก็เพิ่มพูน เมื่อมีวิบากกรรมตามมาทัน ก็ยังหยิบเอาบุญมาช่วยชีวิตไว้ได้และท่านเจ้าคุณธรรมกิติเมธี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ท่านเมตตาเปรียบเทียบให้ฟังในเรื่องของศีล ที่เปรียบเหมือนเขื่อนชั้นดี

 

เราทุกคนอยากได้บุญซึ่งเปรียบเสมือนน้ำ แต่เราไม่มีเก็บกักน้ำได้เลย นอกจากเขื่อน และเขื่อนก็คือศีลที่เก็บกักบุญได้อย่างดีเยี่ยม

 

และเชื่อว่าหลายคงเคยได้ยินที่สมเด็จพระพุฒจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังที่ท่านเทศนาไว้นานมากแล้ว พอจะสรุปใจความได้ได้ว่า

 

“บุญก็ไม่ได้ทำ กรรมดีก็ไม่ได้สร้าง เวลามีเรื่องเดือดร้อน จะเอาบุญที่ไหนมาช่วยได้”

 

ดังนั้นการที่เราต้องสมาทานศีลทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น และถ้าทำได้ตลอดเวลาเมื่อศีลขาดเพราะความพลั้งเผลอหรืออะไรก็ตาม เราสมาทานศีล รักษาศีลก็เพื่อจะได้เป็นเกราะสำคัญในการที่ไม่ทำให้เรา ประพฤติผิดบาป ก่อกรรมชั่วมากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันการทำบุญและทำทานก็ทำอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อรูที่รั่วมันถูกอุดด้วยศีลแล้ว เราคงใช้เวลาไม่นานนัก บุญบารมีเต็มเรือชีวิตของเรา และพร้อมที่จะนำมาหยิบใช้ในเวลาที่คับขัน

 

และขอนำเอาอานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ มากล่าวให้ทราบโดยทั่วกันคือ

(๑) ผู้ที่รักษาศีล ข้อ ๑ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่างๆ  มาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันควร

 

(๒) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๒ ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของมิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำหาเลี้ยงชีพภายหน้า มักจะประสบช่องทางที่ดีทำมาค้าขึ้น และมั่งมีทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่างๆ  เช่นอัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ

 

(๓) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๓ ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มักได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะ

 

ครั้นเมื่อมีบุตรธิดา ก็ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร ไปทำให้เสียหาย บุตรธิดา ย่อมเกิดเป็นอภิชาตบุตร ซึ่งจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล

 

(๔) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๔ ด้วยการไม่กล่าวมุสา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะพูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุผล ชนิดที่เป็น “พุทธวาจา” มีโวหารปฏิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือสามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี

 

(๕) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๕ ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่องหมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉานและทรงจำง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟืองเลอะเลือน ไม่เสียสติ วิกลจริต ไม่เป็นโรงสมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อน หรือปัญญานิ่ม

 

อานิสงส์ของศีล ๕ มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่งๆ  ขึ้น ตามลำดับและประเภทของศีลที่รักษา

 

หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็น เป็นกำลัง ให้เกิดสมาธิขึ้นและขอให้เชื่อเถิดว่า การมีศีลทำให้เราสามารถมีชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นๆ เป็นการสร้างบุญบารมี และเพื่อเป็นเสบียงไว้ขออโหสิกรรมหรือแก้กรรมได้

 

ขั้นสุดท้ายคือ ภาวนา หรือก็คือ การทำสมาธินั่นเอง เพราะฉะนั้นสมาธิแต่ละคน จะทำได้เร็วขึ้น ขอให้อยู่ใน ๓ ข้อนี้ให้ได้ เป็นผู้ให้ก่อน แล้วก็รักษาศีล แล้วจะทำสมาธิได้ประสบความสำเร็จได้เร็ว ยิ่งเรามีสมาธิดีและนิ่งมากขึ้นเท่าไร เราก็มีทางที่จะติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ตรงกันมากขึ้น

 

คนรุ่นใหม่ที่ขาดความเข้าใจนั้นมักสรุปกันเองโดยเข้าใจผิดว่า การทำสมาธินั้นก็คือ การนั่งสมาธิเพียงเดียวซึ่งมันไม่ใช่ การทำสมาธินั้น เราทำได้ทุกกิริยาของร่างกาย จะนั่ง จะนอน จะยืนหรือเดินได้ทั้งนั้น

 

คำว่าสมาธิ คือ ทำยังไงก็ได้ให้จิตเราสงบ เป็นการรวบรวมจิตทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งครูบาอาจารย์ท่านได้สอนไว้มีหลายวิธี แล้วแต่จริตและนิสัยของเรารวมถึงบุญที่เราสร้างมา ทุกวิธีนั้นดีเหมือนกันหมด ไม่ว่าการภานาพุทโธ การใช้ยุบหนอ พองหนอ การดูลมหายใจ หรือการเพ่งจิตไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

 

แล้วก็ถ้าจิตสงบและมีสติ เมื่อสงบจะเกิดปัญญาตามมา

 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านเคยเทศนาถึงเรื่องการฝึกจิต ทำสมาธิไว้ว่า

 

“จิตของเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันดีได้ด้วยการฝึกกัน จะให้มันดีเองไม่ได้ มันต้องฝึกก็ต้องเป็นขั้นตอน ผู้ครองเรือนก็ต้องฝึกธรรมะที่เหมาะสมกับผู้ครองเรือน ผู้เป็นนักบวชก็ต้องฝึกกันไปให้ตรงธรรมของนักบวช จิตถึงจะเจริญได้ ถึงได้ดี

 

อุปมาเหมือนอย่างไม้ ที่มันเป็นต้นอยู่ตามลำพัง เราจะเอาทั้งต้น ทั้งกิ่งมาทำบ้านเรือนไม่ได้ มันต้องเอามาแปรรูปเสียก่อน ขับไล่ไม้ที่ไม่ต้องการออกไป เอาส่วนที่เกินไม่เรียบร้อยออกไป เอาแต่เนื้อของมันมาแปรรูปเป็นขนาดต่างๆ ตามประโยชน์ที่ต้องการใช้สอย แล้วจึงเอามาประกอบเป็นบ้านเรือน มันจึงเกิดประโยชน์ถาวรได้”

 

ถ้าพิจารณาที่หลวงปู่เหรียญได้เมตตาบอกทางไว้ เราจะพบว่าการฝึกจิตนั้น เราต้องมีการมีการตัดเรื่องต่างๆ ที่ไม่เป็นสาระ เรื่องฟุ้งซ่านออกไปในขณะที่เราฝึกจิตอยู่ ให้เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์กล้าแข็ง ที่จะใช้ไปทำประโยชน์ ประโยชน์ของเราในที่นี้ก็คือ การทำจิตไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง

 

หลายคนที่ทำสมาธิกันไม่ถูกเพราะว่า จิตสงบจริงแต่ขาดสติกำกับ ตรงนี้ไม่ถือว่าเป็นสมาธิ สมาธิจะต้องเกิดสภาวะสองอย่างควบคู่กัน

 

หลังจากที่เราทำสมาธิได้นิ่งสงบแล้วมีสติ คุณต้องเอาจิตที่ละเอียดมากขึ้นนี้จากการทำสมาธิ มาใช้ในการสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม โดนเราเป็นฝ่ายขอให้เจ้ากรรมนายเวรพิจารณาเรา

 

ถ้าเขาพอใจเขาจึงถอนตัวออกไปจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่กับเราในขณะนี้ และจะเอาสิ่งที่เราเคยสูญเสียไปกลับมาคืน ทั้งนี้อยู่ที่เขาว่าเขาเลิกราเราไปจริงๆ แล้วหรือยัง และถ้าเขาอโหสิกรรมให้เราจริงๆ แล้ว

 

เรารอดแล้วในกรรมนั้นทั้งปวง…

โฆษณา

Read Full Post »

1. รักษาศีล 5 ให้เป็นประจำและถือศีลเพิ่มเป็น ศีล 8 ในวันพระ

ศีล 5 ถือเป็นข้อวัตรปฏิบัติที่เราทุกคนต้องถือปฏิบัติกันอยู่แล้ว และมีอานิสงส์มากมายตามที่ได้กล่าวมา ในช่วงวันปกติเราก็พึงรักษาศีลให้ครบทุกข้อเพื่อให้เกิดความสุขความสบายใจคนที่รักษาศีล 5 ได้จะไม่มีเหตุให้ต้องเสียทรัพย์โดยใช่เหตุง่ายๆ เช่น ท่านไม่ต้องไปเสียเวลาออกไปกินเหล้าสังสรรค์ เอาเวลาที่มีอยู่ไปทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ ก็จะสร้างความสุขทางใจได้มากกว่า

เคล็ดสำคัญคือ ขอให้กล่าวสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8
ก่อนจะรักษาศีลด้วยเพราะการกล่าวสมาทานศีลนั้นเปรียบเป็นการเปล่งคำวาจาออกมา เพื่อแสดงความตั้งใจแน่วแน่และเป็นการผูกสัญญาทางใจไปในตัวไม่ให้ละเมิดศีลได้ง่ายๆ ซึ่งรับรองว่าจะเห็นผลในทางปฏิบัติมากกว่าการคิดในใจว่าจะรักษาศีลเฉยๆ ทำให้จิตยังไม่มั่นคงพอ พลั้งเผลอทำผิดศีลโดยไม่ได้ตั้งใจได้

บทสวดสมาทานศีล 5 และ ศีล 8 ให้เริ่มสวดดังนี้

คำบูชาพระ

อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ตัง
ธัมมัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ) สะวาขาโต
ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ(กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง
นะมามิ(กราบ)

คำอาราธนาศีล 5 ศีล 8

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ
สีลานิยาจามะ ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ
สีลานิยาจามะ ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ
สีลานิยาจามะ (หากจะถือ ศีล 8 ก็เปลี่ยนจากคำว่า ปัญจะ เป็น อัฎฐะ )

คำนมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

บทไตรสรณคมณ์ เพื่อขอยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง
คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง
คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

จากนั้นกล่าวรับ ศีล 5 ว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ,อะทินนาทานา เวระมะณี
สิกขาปะทัง สะมาทิยามิกาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ,มุสาวาทา
เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ,สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง
สะมาทิยามิ

หากเป็นศีล 8 ก็ให้กล่าวรับเพิ่มจากศีล 5 ว่า

วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา
มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา
เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

การสมาทานศีลนี้ขอให้หัดทำไปทุกวัน ทุกเช้าและก่อนนอนจะทำให้ข้อศีลซึมลึกลงในจิตใจได้ดี หรือหากใครกลัวว่า ทำไปแล้วเราก็ต้องออกไปผิดศีลอยู่ดี ก็ขอแนะนำให้ทำก่อนนอนเพราะเราไม่ต้องไปเจอสังคมยังต้องไปผิดกับใครอย่างน้อยก็ได้กุศลในระดับต้นๆ

ส่วนกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมากๆ แนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ๆ บ้านจะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วัน หลังจากได้บวชหรือปฏิบัติธรรมออกมาแล้วก็จะทำให้เรามีความเข้าใจในข้อวัตรที่จะต้องปฏิบัติในการรักษาศีลอย่างถ่องแท้มากขึ้นและสามารถรักษาศีลได้อย่างถูกวิธีด้วย

 

2. นำหลักของศีลมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติตนเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเสียใหม่

ศีลทั้งหลายนั้นเป็นข้อห้ามป้องกันไม่ให้กระทำผิดซึ่งความชั่วเมื่อเราไม่ปฏิบัติตนในทางที่ชั่วแล้วเราก็นำหลักศีลมาเปลี่ยนแปลงตนเพื่อให้ตนเองแม้ว่าเราจะรู้ว่าผลบุญที่ได้จะเป็นกำลังบาทฐานสนับสนุนให้เราประสบความสำเร็จแต่เราต้องลงมือทำด้วย เพราะการที่จะร่ำรวยประสบความสำเร็จนั้นนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่าคนที่จะประสบความสำเร็จร่ำรวยนั้น

“เป็นเรื่องของการเสาะหา ไม่ใช่การเกิดมาเป็น เป็นการต่อสู้ไม่ใช่มัวไปนั่งดูดวง เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญไม่ใช่วานให้โชคช่วย เป็นเรื่องของการฝึกฝน ไม่ใช่รอให้บุญหล่นทับ เป็นเรื่องของความสามารถไม่ใช่เพียงวาสนา และเป็นเรื่องของ พรแสวงไม่ใช่เพียงพรสวรรค์”

เมื่อมีศีลมาป้องกันจิตใจไม่ให้เราทำความชั่วอันเป็นทางเสื่อมแล้ว เราก็ต้องทั้งขยันหาทรัพย์ คนโบราณกล่าวเทียบเคียงโดยเล่นคำว่า “ขยัน” มาจากคำว่า “ขายัน” ซึ่งหมายความว่าคนขยันจะต้องใช้ขายันพื้นเพื่อให้ตัวทะยานไปข้างหน้า แต่มัวแต่ขี้เกียจเอาแต่นอนหลับตื่นสายอยู่เป็นประจำก็ไม่ทำให้เจริญและไปหาทรัพย์มาได้ ขอให้จำไว้เสมอว่า ไม่มีใครเป็นเศรษฐีร่ำรวยได้เพราะความขี้เกียจ คนจะร่ำรวยมีความสุขมีพื้นฐานมาจากความขยันทั้งสิ้น

ภาษาพระเรียกว่า “อุฎฐาน” แปลว่า ลุกขึ้นจึงเป็นที่มาของคาถาของคนเป็นเศรษฐีข้อที่ว่า อุฎฐานสัมปทารู้จักขยันหาทรัพย์นั่นเอง

นอกจากการขยันหาแล้วต้องมีการรักษาให้ทรัพย์นั้นคงอยู่ดีด้วย โดยต้องไม่สุรุ่ยสุร่ายจับจ่ายโดยไม่จำเป็น อะไรที่เกินความจำเป็นก็ต้องยับยั้งชั่งใจเอาไว้บ้างอย่าให้ความอยากมาทำให้น้ำลายไหลอยู่เรื่อยๆ ระลึกเอาไว้เสมอว่า แม้จะขยันขนาดไหนถ้าหยุดโรคน้ำลายไหลไม่ได้ชีวิตจะไม่มีวันรวยได้เลยเพราะเราหาได้มากเท่าไหร่ไม่สำคัญสำคัญว่าเราเหลือเงินอยู่เท่าไหร่นั่นเอง

การระวังรักษาทรัพย์จากโจรภายนอกก็คือนำไปฝากธนาคารแต่ถ้าเรายังมีโจรภายในใจจิตใจเราก็คือความอยากที่มากเหลือหลายแล้วแม้จะฝากธนาคารเอาไว้มากเท่าไหร่ก็ต้องหมดไม่มีเหลือจะถูกปล้นออกมาใช้อยู่เรื่อยๆ คำพระท่านว่า “อารักขสัมปทา” รักษาให้ดีจึงจะมีทรัพย์ไว้ใช้

นอกจากตัวเราเองแล้วเราไม่ได้อยู่ในสังคมแต่เพียงลำพังเราต้องมี “เพื่อน” แต่การมีเพื่อนนั้นต้องเลือกคบหา คือมีเพื่อนที่ดีไม่ชักชวนเราไปในทางที่เหลวไหลและเชื่อหรือไม่ว่าถ้าเรารักษาศีลให้ดีแล้วการคบเพื่อนก็จะดึงดูดให้ไปหาคนที่มีศีลเสมอๆ กัน หลักในการดำรงชีวิตในมงคล 38 ประการ 2 ข้อแรกที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ให้คือ

1. อเสวนา จ พาลานํ แปลว่า อย่าได้คบคนพาลเพราะพาลจะพาไปหาความผิดและฉุดรั้งให้ตกต่ำคนโบราณก็กล่าวเตือนไว้ว่า “ห่างสุนัขดุให้ห่างศอก ห่างวอก (ลิง) ให้ห่างวา ห่างคนพาลา (พาล) จงห่างให้ไกลหมื่นโยชน์แสนโยชน์”

2. ปณฺฑิตานญฺจะ เสวนา
แปลว่าให้คบแต่บัณฑิตเพราะบัณฑิตจะพาไปหาความสำเร็จ การคบคนดีไว้เป็นเพื่อนก็จะได้ผลที่ดีไปด้วยเพราะมีโอกาสซึมซับความดีความรู้ความสามารถเข้าตัว คำพระท่านว่า “มีกัลยาณมิตร” เอาไว้ไม่เสียหลายรับรองว่าเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยมีความสุขอย่างแน่นอน

            และสุดท้ายคือ การรู้จักเลี้ยงชีวิตตนเองให้มีความเหมาะสมหมายความว่า รู้จักทำและประมาณในทุกสิ่ง ไม่เสียเกินได้ ไม่จ่ายเกินมีและใช้พอดีกับฐานะ การดำรงชีวิตอย่างนี้จะทำให้เราไม่เป็นหนี้ไม่ก่อความทุกข์ ถ้าหากเราเป็นหนี้ก็จะมีแต่ทุกข์มากอันเป็นเหตุให้มีสิทธิ์ละเมิดศีลเพื่อให้คลายทุกข์อีก บาปก็จะก่อตัวขึ้นมาใหม่ทุกข์กันไปอีกไม่มีวันจบสิ้น

            ฉะนั้นจงพอใจตามที่มียินดีตามที่ได้ เมื่อใดที่เรายังไม่มีในสิ่งที่ชอบก็ขอให้ชอบในสิ่งที่มี คำพระท่านว่า เป็น “สมชีวิตา” หรือการเลี้ยงชีวิตให้เหมาะสมแล้วชีวิตจะมีความสุขไม่ไปละเมิดศีลให้เป็นทุกข์อีก สรุปได้ว่า คนเราจะร่ำรวยประสบความสำเร็จในการกระทำทางโลกแบบ “มั่งมีศรีสุข” นั้น ต้องทั้ง ขยันหาทำมาหากินอย่างสุจริต บางคนขยันกินแต่ไม่ขยันหา เมื่อหามาได้แล้วต้องรักษาให้ดี เพราะหากรักษาไม่ดีมันก็หมด นอกจากนั้นต้องมี กัลยาณมิตร มีคนดีคอยช่วยฉุดรั้ง คอยดันให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป และสุดท้ายต้อง ดำเนินชีวิตให้เหมาะสม รู้จักประมาณตัวเอง

            คนที่รักษาศีลได้มักจะควบคุมกายและวาจารวมไปถึงห้ามใจไม่ให้เกิดความโลภได้ด้วยและศีลจะนำไปสู่ข้อการปฏิบัติทุกประการที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ข้อห้ามแต่ละข้อในทั้ง ศีล 5 และ 8 เป็นการสร้างฐานจิตใจให้เข้มแข็งทั้งสิ้นและชีวิตจะอยู่แบบพอเพียง โดยเฉพาะหากได้ถือศีล 8 ด้วยแล้วจะยิ่งเห็นผลชัดคือ ข้อ 6 จะไม่บริโภคอาหารยามวิกาล ข้อ 7 จะไม่ชมการละเล่นเพื่อการรื่นเริงและปรุงแต่งร่างกายด้วยของหอม และข้อ 8 จะไม่นอนในที่นอนอันสูง ทำให้ชีวิตเรียนรู้ที่จะรู้จักพอ ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของ คาถาเศรษฐีบทที่ว่า “อุ อา กา สะ” นั่นเอง

Read Full Post »

        คำว่า “ศีล” นั้นแปลความได้ว่าเป็น “ความปกติ” มนุษย์ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์หมายถึงคนที่มีจิตใจประเสริฐที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะว่ามนุษย์สามารถมีศีลและสามารถปฏิบัติตามได้หากเป็นผู้ที่ไม่มีศีล ก็ไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉานที่อาศัยเพียง “สัญชาติญาณดิบ” ในการดำรงอาศัยอยู่เท่านั้น ศีลอย่างน้อยที่มนุษย์ควรจะมีคือ ศีล 5 เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ความชั่วร้ายทั้งหลายเข้ามาทำให้จิตใจขุ่นข้องหมองลงไป หากเปรียบได้กับเรื่องน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ต้องมีแผ่นกรองเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้ตกลงไปในน้ำให้ขุ่นอีก

            ในสมัยพุทธกาลนั้นคนทั่วๆ ไปจะถือศีล 5 เป็น “อย่างน้อย” และได้ปฏิบัติกันประจำกันไม่ขาดถือเป็นเรื่องปกติจัดเป็นส่วนหนึ่งของ มนุษยธรรม 10 ประการคือถ้าใครปฏิบัติได้ครบตามธรรม 10 ประการก็ถือว่าอยู่ในแดนของมนุษย์ แต่ถ้าทำไม่ถึงความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ก็จะลดลงไป จนเรียกว่า “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง

            หลักมนุษยธรรม 10 ซึ่งรวมศีล 5 เข้าไปด้วยเรียกอีกอย่างว่า กุศลกรรมบถ 10ประการคือ การไม่คิดจะฆ่าสัตว์ ไม่คิดจะลักทรัพย์ ไม่คิดจะละเมิดความรักของบุคคลอื่น ซึ่งหมวดนี้เป็น มนุษยธรรมทางร่างกาย ในด้านธรรมทางวาจา ก็คือ การไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดให้คนอื่นต้องแตกร้าวกัน  ไม่พูดวาจาเพ้อเจ้อเหลวไหล  และหมวดสุดท้ายคือหมวดธรรมด้านจิตใจ คือ ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใครโดยไม่ชอบ (ไม่โลภ) ไม่คิดพยาบาทจองล้างจองผลาญใคร (ไม่โกรธ) และ มีความเห็นตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ (ไม่หลงผิด)

            อ่านมาถึงตรงนี้ ขอให้ลองหยุดคิดสักนิดแล้วสำรวจตัวเองว่าตอนนี้เรามีความเป็นมนุษย์อยู่มากน้อยแค่ไหนโดยพิจารณาเอาจากข้อปฏิบัติในศีลที่มีอยู่ในตัวนี่แหละว่า ปัจจุบันนี้เรารักษาศีลได้กี่ข้อ หากยิ่งรักษาได้มากข้อเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น

            แต่ศีลก็ไม่ได้มีแค่ 5 ข้อซึ่งเป็นเพียงข้อปฏิบัติแห่งความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานหากใครได้รักษาศีลได้มากกว่านั้นขึ้นไปก็จะได้สร้างบุญในอานิสงส์ที่ใหญ่กว่า คือ ศีลระดับกลางอย่าง ศีล 8 ของพวกแม่ชีหรือผู้ครองพรหมจรรย์ ศีล 10 ของเหล่าสามเณรและ สุดท้ายคือศีลระดับสูงอย่าง ศีล 227ข้อซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญเรื่องศีลระดับสูง ยิ่งบำเพ็ญเพียรได้มากข้อก็ยิ่งระงับโทษทางกายและวาจาที่เป็น  “กิเลสหยาบ” ได้มากขึ้นเท่านั้นและได้บุญมากกว่าการให้ทานตามลำดับ

            การให้อภัยทานแม้จะมากเป็นร้อยๆ ครั้งก็ได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะเพียงแค่วันเดียวก็ตามส่วนการถือศีล 5 ให้นานเป็นร้อยปีก็ได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 เพียง 1 วัน ศีล 8 แม้ถือได้ 100 ปีก็ไม่อาจเทียบได้กับการถือศีล 10 เพียง 1 วันอันเป็นศีลของนักบวชอย่างสามเณร

            การได้บวชเป็นสามเณรแม้บวชไปร้อยปีก็ไม่อาจได้บุญเท่ากับการถือศีล 227 ข้ออันเป็นปาติโมกข์สังวรศีลซึ่งเป็นศีลสูงของพระภิกษุแม้ว่าจะบวชได้เพียงวันเดียวก็ตาม ฉะนั้นในฝ่ายของความมีศีลแล้ว การได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาจึงได้บุญมาก เป็นการบำเพ็ญเพียรถึงความอดทนทั้งกายและวาจา ให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นพื้นฐานนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุดคือการเจริญภาวนา เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป

            คนที่ร่ำรวยมหาศาลนั้นนอกจากจะเกิดมามีความสุขสบายมากๆ เพราะเหตุแห่งทานในภพชาติก่อนแล้วยังเป็นเพราะมีกำลังแห่งศีลคอยสนับสนุนอยู่ในตัวอีกต่างหาก โดยการที่ได้ทำบุญสะสมเอาไว้มากๆ นั้นอานิสงส์จะทำให้ไปจุติยังเทวโลก หรือโลกสวรรค์ เมื่อหมดบุญแล้วด้วยเศษบุญที่เหลือก็จะน้อมนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ มีอายุยืน มีวรรณะที่สูง เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย มีความสุข มีพลังกายที่จะทำบุญและประโยชน์เพื่อคนอื่นต่อไปได้อีกมาก

            ด้วยผลแห่งอานิสงส์แม้เพียงการรักษาเพียงแค่ “ศีล 5” ก็จะมีอานิสงส์มหาศาลดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่รักษาศีลข้อ 1 ได้เป็นประจำคือไม่เบียดเบียนชีวิตใคร ด้วยเศษบุญที่รักษาศีลข้อนี้จะทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ มีสุขภาพอนามัยแข็งแรง อายุยืนไม่ขี้โรคไม่มีอะไรมาเบียดเบียน ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุที่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บหรือพิการได้หรือไม่ต้องสิ้นอายุก่อนวัยอันควร
  2. ผู้ที่รักษาศีล ข้อ 2 ได้เป็นประจำคือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของไม่เต็มใจให้ ด้วยเศษบุญที่รักษาศีลในข้อนี้จะทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์และเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำมาหากินเลี้ยงชีพก็มักจะประสบช่องทางที่ดี ทำมาค้าขึ้นและเป็นคนมั่งมี ไม่มีโอกาสที่ทรัพย์จะหายหรือประสบภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากคนอย่าง โจรผู้ร้าย หรือภัยธรรมชาติ
  3. ผู้ที่รักษาศีล ข้อ 3 ด้วยการไม่ละเมิดในคู่ครองคนอื่นหรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษบุญนี้ก็จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ประสบความโชคดีในความรัก หรือมีรักแท้ที่จริงใจไม่ต้องอกหักหรือผิดหวัง เมื่อมีบุตรหลาน ลูกหลานก็เป็นคนที่ว่านอนสอนง่ายรวมไปถึงลูกหลานก็จะปลอดภัยไม่ถูกหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร หรือไม่มีความผิดปกติเป็นคนผิดเพศ ภายหน้าลูกหลานก็จะนำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลอีกด้วย
  4. ผู้ที่รักษาศีลข้อ 4 ด้วยการไม่กล่าวคำเท็จ รวมไปถึงคำหยาบคาย คำพูดเสียดสี หรือคำพูดที่เพ้อเจ้อไร้สาระด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีน้ำเสียงและวาจาไพเราะ พูดจามีความน่าเชื่อถือชวนฟัง มีปฏิภานไหวพริบในการเจรจา จะพูดอะไรก็มีแต่คนเชื่อถือ ด้วยอานิสงส์นี้ก็จะทำให้เกิดความง่ายในการสั่งสอนลูกหลานและลูกศิษย์ให้อยู่ในโอวาทอันดีงามได้เป็นอย่างดี
  5. ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ 5 ด้วยการไม่ดื่มสุรา รวมไปถึงของหมักดองที่ทำให้มึนเมาทุกชนิด ด้วยเศษบุญของการรักษาศีลในข้อนี้ จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา มีความคิดที่แจ่มใส ไม่ว่าจะศึกษาเล่าเรียนอะไรก็มีความแตกฉานในสิ่งที่เรียน จดจำเก่งจำได้ง่าย ไม่มีสติฟั่นเฟือน วิกลจริตไม่เป็นโรคสมองฝ่อหรือโรคประสาท ตลอดจนอาการพิการทางสมองอย่าง ปัญญาอ่อน ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

เพียงแค่อานิสงส์การรักษาศีลให้ครบ 5 ข้อยังมีมากมายถึงเพียงนี้ หากได้รักษาศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ข้อได้ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนได้มากยิ่งขึ้นตามลำดับและประเภทของศีลที่ได้ให้การรักษานั้นๆ แต่ทว่าแม้จะรักษาศีลได้ถึงระดับสูงอย่างศีล 227 ข้อก็ยังเป็นเพียงหลักการสร้างบุญในระดับกลางๆ เท่านั้นเอง

การที่ศีลเป็นการสร้างบุญได้ในระดับกลางก็เพราะว่า เป็นการปฏิบัติตามระเบียบกติกาที่จะทำการรักษากายและคำพูดให้เป็นปกติและสงบเสงี่ยมเท่านั้น แต่ในด้านจิตใจไม่มีศีลข้อไหนไปบังคับใจให้คิดผิดไปจากทำนองคลองธรรม

สิ่งที่จะรักษาจิตให้สะอาดได้และซักฟอกจิตให้สะอาดเบาบางจากกิเลส จนกระทั่งหมดไปในที่สุดคือการเจริญภาวนา เพราะเมื่อจิตหมดกิเลสแล้วก็ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก หรือถ้ายังไม่หมดก็จะได้ไปสู่ในภพที่สูงกว่ามนุษย์ คือได้เป็นเทวดาเสวยสุขต่อไป

Read Full Post »

ศีลได้ชื่อว่าเป็นทางมาของรูปสมบัติ ถ้าหากอยากจะมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ดีสวยงามสมกับเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ควรจะรักษาศีล เพราะเหตุใดจึงมีคำกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะเป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้กับสุภมาณพในพระไตรปิฎกจูฬกัมมวิภังสูตรเช่นเดียวกัน

สุภมานพถามพระพุทธองค์ว่า “ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้น ก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นคน เพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรมที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็ว ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล

ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้น ก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจ เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมา เมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้ว ก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว

สุภมานพถามต่ออีกว่า “ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมาก ก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์ กักขังสัตว์

สุภมานพถามต่อไปว่า “ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย”   พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์”

“ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย” ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีศีลและมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

และสุดท้าย สุภมาณพก็ถามว่า “ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

คนที่มีสติปัญญาไม่ดีเพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้น เป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณะพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดี ผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่น ๆ ชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบหรือแม้แต่ พิการทางปัญญา

            นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องรักษาศีลให้เป็นปกติ

 

แล้วศีลแปลว่าอะไร ?

คำว่า “ศีล” หากในทางความหมายของภิกษุก็คือ “ข้อห้ามในการกระทำที่จะงดเว้นจากความชั่วความทุจริตและสิ่งที่ไม่ดีทุกประการ” พระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเป็นธรรมเสนาบดีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกล่าวเอาไว้ใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า

“ศีล คือ เจตนา ความตั้งใจที่จะงดเว้นจากกายทุจริต 3 อันได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม และ วจีทุจริต 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ”

ศีลนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สงบเพราะเป็นคุณธรรมที่ช่วยรักษา กาย และวาจาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อกายและวาจาสงบเรียบร้อยก็จะพลอยทำให้ใจสงบปราศจากความกังวลไปด้วย

ในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ท่านก็กล่าวให้ความหมายของคำว่าศีลแปลว่า “ปกติ” หมายถึงสิ่งที่ต้องรักษาเพื่อความเป็นปกติของความเป็นมนุษย์หากมนุษย์คนใดที่ไม่มีศีลก็ไม่เรียกว่ามนุษย์แต่จะเรียกว่า “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง แทน

ศีลนั้นมี 3 ประเภทหรือ 3 ระดับอันได้แก่ ศีลระดับธรรมดาได้แก่ ศีล 5 ศีลระดับกลางมัชฌิมาศีลหรือ อุโบสถศีล คือ ศีล 8 และศีล 10 และ ปาริสุทธิศีลเป็นมหาศีลหรือ ศีลขั้นสูงสุดอย่าง ปาฏิโมกข์สังวรศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ ซึ่งในที่นี้ จะขอขยายความเฉพาะ ศีล 5 ที่เป็นศีลขั้นพื้นฐานสำหรับความเป็นมนุษย์ที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะเพียงศีล 5 ที่เราควรจะสร้างและรักษาไว้ให้ดี เนื่องจากเป็นข้อปฏิบัติที่มีความเหมาะสมสำหรับคนปกติธรรมดา หากใครอยากจะถือศีลที่มากกว่านี้ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่การถือศีลมากข้อแบบพระสมณะนั้นจะทำให้เกิดความไม่สะดวกบางประการในการดำรงชีวิต เช่น การไม่อาจจะหยิบจับหรือรับเงินทองได้ ซึ่งในความเป็นปกติของมนุษย์ธรรมดาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถือศีลมากขนาดนั้น

ศีล 5 คืออะไร ?

            สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธก็คงจะคุ้นเคยเวลาที่พระท่านให้กล่าวอาราธนาศีล 5 แล้วเราก็รับศีลไป แต่บางทีก็ไม่เคยเข้าใจหรือไม่เคยรู้ในความหมายที่แท้จริงเรากล่าวรับไปตามเรื่องอย่างนั้นเอง

            ความจริงแล้ว ศีล 5 เป็นสิ่งที่มนุษย์เราช่วยกันบัญญัติขึ้นมาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบจากสามัญสำนึกที่รู้ว่า เมื่อเรามีความรักตนเอง มีความต้องการความสุข มีความต้องการความปลอดภัยอย่างไรในชีวิต คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ศีล 5 จึงมีความหมายว่า หลักมนุษยธรรม หรือ ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์

 

ถือศีลเป็นการสร้างบุญได้อย่างไร

ในหลักทางมาแห่งบุญข้อที่ 2 กล่าวถึง ศีลมัย หรือ บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีลก็หมายความว่า เมื่อใดที่เรางดเว้นจากความชั่วก็เป็นการสร้าง “กรอบ” ที่จะไม่เรานำร่างกายหรือวาจาไปเบียดเบียนคนอื่นได้เป็นบุญที่ใหญ่กว่าทาน ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า การถือศีลนี่เป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่กว่า ทานใดๆ ก็เพราะว่าถือว่าเราได้ “ให้”

ให้ที่ว่าคือให้ชีวิตและความปลอดภัย หากถือศีลข้อที่ 1 ได้ให้ในความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่นคือการถือศีลข้อที่ 2 ให้ในความปลอดภัยในสถาบันครอบครัวของคนอื่นก็คือศีลข้อที่ 3 ให้ในความจริงใจที่จะมอบให้แก่คนอื่นก็คือศีลข้อ 4 และให้ในความปลอดภัยในทุกสิ่งทุกประการคือศีลข้อที่ 5

หากเรารักษาศีลได้ดีจึงทำให้เราได้บุญด้วยมหาทานอันยิ่งใหญ่ นอกจากกายและวาจาจะไม่ได้เบียดเบียนใครแล้วบุญที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยชำระจิตใจให้สะอาดและมีพลังยิ่งใจสะอาดบริสุทธิ์มากก็ยิ่งมีพลังมากจะดึงดูดเอาสิ่งที่ดีงามมาสู่ชีวิต

 

ผลแห่งการรักษาศีล 5 ดึงดูดอะไรเข้ามาบ้าง ?

ขอยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎก (มก.เล่มที่ 42 หน้าที่ 181) ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศีล

รักษาศีลข้อที่ 1 คืองดเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นๆ จะเป็นอย่างไร

เมื่อครั้งสมัยที่พระพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีศีลมาก เว้นจากการฆ่าทั้งปวงมีความละอายมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงเมื่อตายแล้วได้เข้าสู่ความเป็นเทพครอบงำเทวดาอื่นในเทวโลก ครั้นเมื่อตายจากโลกสวรรค์ย่อมได้มหาบุรุษลักษณะ 3 ประการ คือ มี ส้นพระบาทยาว มีองคุลี (นิ้ว) ยาว และมีพระวรกายตรงดังกายพรหม ผลจากการรักษาศีลข้อนี้ทำให้มีพระชนมายุยืนนานไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตก็ดีหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ไม่มีข้าศึกหรือศัตรูใดๆ ในโลกสามารถจะเอาชีวิตของพระองค์ได้

อานิสงส์แห่งการรักษาศีลในข้อที่ 1 หากเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ดังนี้

1. ได้รับผลปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิคือมีภพภูมิอันเป็นสุขเป็นที่ไปไม่ตกต่ำ

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะได้รับผลอีกหลายประการ ได้แก่ มีความสมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ คือมีอวัยวะครบ 32 ประการ มีร่างกายสมส่วน สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย มีมือเท้างาม เป็นผู้มีผิวพรรณสดใส มีรูปโฉมงามสะอาด เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เป็นผู้มีความสุข เป็นผู้แกล้วกล้า คือเก่งในวิชาความรู้และกล้าหาญ เป็นผู้มีกำลังมาก มีถ้อยคำสละสลวยไพเราะ มีบริวารรักใคร่ไม่แตกแยกจากตน เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัวต่อเวรภัย ข้าศึกศัตรูทำร้ายไม่ได้ ไม่ตายด้วยความเพียรฆ่าของผู้อื่น มีบริวารหาที่สุดมิได้ มีความเจ็บไข้น้อย ไม่มีเรื่องเศร้าโศก เสียใจ เป็นที่รักของชาวโลก ไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักและชอบใจ และเป็นผู้ที่มีอายุยืน

รักษาศีลข้อที่ 2 คือ งดเว้นจากการลักทรัพย์หรือมิจฉาอาชีวะมาดีแล้วจะได้เป็นอย่างไร

พระพุทธองค์ในสมัยที่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อสามารถละจากมิจฉาอาชีวะ และอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะเว้นทุกอย่างจากการโกง คือ การโกงด้วยตาชั่ง โกงด้วยของปลอม โกงด้วยเครื่องตวงวัดและการโกงด้วยรับสินบน รวมไปถึงการละเว้นจากการตีชิง การปล้นและการกรรโชกทรัพย์ทำให้ได้ลักษณะของผู้เป็นมหาบุรุษมาคือ มีฟันเรียบเสมอกัน ไม่สั้นไม่ยาว

นอกจากนั้นผลแห่งการรักษาศีลมาดีเมื่อได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระราชโอรสมากมายก็ล้วนเป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถต่อกรข้าศึกที่มารุกรานได้ สามารถชนะศึกได้โดยธรรมไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรืออาชญาโทษ ครองแผ่นดินก็สามารถครองแผ่นดินได้อย่างร่มเย็นมั่นคง ไม่มีหมู่โจรและมีบริวารที่ดีประพฤติธรรมตามได้ไม่บกพร่อง และเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมีบริวารหรือพระสาวกที่มีศีลบริสุทธิ์

นอกจากนั้นยังมีผลแห่งศีลข้อที่ 2 นี้ตามมาอีกคือ

1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาเรียกว่า กามสุคติภูมิ หมายความว่าได้เกิดในภูมิที่มีความสุขเท่านั้นได้แก่มนุษย์หรือเทวดา

2. ได้รับผลในปวัตติกาลคือภายหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีกหลายประการคือ เกิดมาเป็นผู้มีทรัพย์มาก มีข้าวของและอาหารมาก หาบริโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นโภคทรัพย์ที่ได้ไว้แล้วก็ยังอยู่ยืนนาน หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว สมบัติไม่กระจายเสียหายด้วยภัยต่างๆ หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข คำว่าไม่รู้ ไม่เคย หรือไม่มีจะไม่เกิดขึ้นและได้ทรัพย์สูงสุดเป็นที่ไปคือนิพพาน

รักษาศีลข้อที่ 3 คือ งดเว้นจากการผิดลูกเมียผู้อื่นมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

พระพุทธองค์หลังจากได้ตั้งความปรารถนาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าก็ได้พบกับพระนางอมิตตาซึ่งพระนางได้อธิษฐานบุญให้เกิดเป็นคู่กับพระองค์ ไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะได้เสวยชาติเป็นอะไรก็ตามพระองค์ก็จะพบพานและอยู่กับพระนางอมิตตาอยู่เสมอ คือไม่เคยพลัดพรากจากคู่รักของพระองค์เลย

และหากมนุษย์เราสามารถละเว้นจากการประพฤติผิดในกามเสียได้จะได้รับผล 2 ขั้น คือ

1. ได้รับผลใน ปฏิสนธิกาล คือเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุข

2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จะได้รับผลอีก 20 ประการ คือ ไม่มีข้าศึกศัตรูใดๆ มาแผ้วพาน เป็นที่รักของคนทั่วไป จะนั่งจะนอนหลับอย่างไรก็เป็นสุข เมื่อตื่นก็เป็นสุข พ้นภัยในอบายภูมิ (อบายภูมิ คือ เปรต สัตว์นรก อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ไม่เป็นบุคคลอาภัพทางเพศ คือไม่เกิดเป็นเกย์หรือกะเทย ไม่โกรธง่าย จะทำอะไรก็สามารถทำได้โดยเรียบร้อย สามารถทำอะไรต่างๆ ได้อย่างเปิดเผยแจ่มแจ้ง ร่างกายมีความงามสง่า คอไม่ตกหน้าไม่ก้ม มีอำนาจวาสนาดี มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี มีอินทรีย์ 5 บริบูรณ์ (คือ ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา) มีลักษณะความเป็นมนุษย์บริบูรณ์ ไม่มีใครรังเกียจ ขวนขวายการงานน้อยๆ แต่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากก็ได้ทรัพย์ จะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก และหาข้าว น้ำ ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่มได้ง่าย

รักษาศีลข้อที่ 4 คือ งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อมาดีแล้วจะเป็นอย่างไร

ในครั้งพุทธกาล สามีของหญิงคนหนึ่งได้ฟังธรรมพระเทศนาของพระพุทธองค์แล้วเกิดความศรัทธาออกบวช หญิงคนนี้จึงต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งให้นางมาอยู่ในราชวัง วันหนึ่งพระองค์ก็ได้ทรงประทานดอกบัวให้แก่หญิงคนนี้ นางก็แสดงอาการยินดีร่าเริงแต่พอได้ดมดอกบัวเข้าก็ร้องไห้

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เห็นดังนั้นก็ตรัสถามว่าเป็นเพราะเหตุใด นางจึงได้เล่าเหตุผลเพราะคิดถึงกลิ่นดอกบัวนี้ช่างเหมือนกับสามีของนางที่หอมเหมือนดอกบัวไม่มีผิด วันรุ่งขึ้นพระราชาจึงได้รับสั่งให้คนขนของหอมที่มีกลิ่นอื่นๆ ออกไปจากวังให้หมดแล้ว ไปอาราธนาเชิญพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์รวมถึงอดีตสามีของนางที่บวชอยู่มาฉันภัตตาหารที่วัง เมื่อเสร็จแล้วก็ทูลเชิญพระศาสดาและพระสาวกกลับ เหลือแต่พระสงฆ์อดีตสามีของนางเท่านั้น

เมื่อพระเถระที่เป็นอดีตสามีของนางกล่าวอนุโมทนาบุญ กลิ่นหอมจากปากท่านก็ได้ฟุ้งไปทั่วพระราชวัง วันรุ่งขึ้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพระเถระรูปนั้นในอดีตเป็นผู้ที่มีวาจาดี พูดแต่ความจริงและเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วก็ทำการเปล่งวาจาแสดงความเคารพว่า สาธุๆๆ ไม่ขาดปากด้วยความเคารพในพระธรรมสูงสุด กลิ่นปากจึงได้หอมเหมือนดอกบัว

ด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 4 นั้นจะยังผลให้เกิดความสุขถึง 14 ประการ คือ มีอินทรีย์ทั้ง 5 ผ่องใส เป็นผู้มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน มีฟันสวยเสมอกันและสะอาด เป็นผู้ที่มีรูปร่างดีไม่อ้วนจนเกินไปไม่ผอมจนเกินไป ไม่สูงจนเกินไปไม่เตี้ยจนเกินไป กลิ่นปากหอมเหมือนดอกบัว ได้สัมผัสแต่ที่เป็นสุข หากมีบริวารก็จะล้วนแต่เป็นคนขยันขันแข็ง บุคคลอื่นจะเชื่อถือถ้อยคำที่พูด ได้มีลิ้นบางแดงอ่อนเหมือนกลีบดอกบัว เป็นผู้ที่มีใจไม่ฟุ้งซ่าน และไม่มีโอกาสเกิดความพิการทางเสียงคือ ไม่ติดอ่าง ไม่เป็นใบ้

รักษาศีลข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราสิ่งเสพติดต่างๆ มาดีแล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร ?

ในที่นี้ขอนำหลักฐานเรื่องราวของการไม่รักษาศีล 5 ที่ปรากฏมาเล่าสู่กันฟังก่อนว่ามีโทษภัยมากมายขนาดไหน

ในสมัยพุทธกาล มีบุตรเศรษฐีและภรรยาตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากมายถึง 160 โกฏิ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท) แต่ถูกพวกนักเลงสุราลวงให้ดื่มสุราและหันเข้าหาอบายมุขมากมายในเวลาไม่นานทรัพย์ทั้งหมดก็หมดไปจนกระทั่งยากจนลงกลายเป็นขอทาน

พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องและตรัสว่า ถ้าบุตรเศรษฐีและภรรยาไม่ผลาญทรัพย์สินให้หมดไปจากการขาดสติ และหมั่นประกอบกิจการงานให้ดีตั้งแต่ปฐมวัย (คือวัยหนุ่มสาว) ก็จะได้กลายเป็นมหาเศรษฐีชั้นเลิศหากยังครองเพศฆราวาส หากออกบวชก็จะได้เป็นพระอรหันต์ส่วนภรรยาหากออกบวชได้ก็เป็นอย่างน้อยพระอานาคามี และถ้าได้ประกอบกิจการงานในวัยกลางคนก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นดีขั้นที่ 2 รองลงมา และหากออกบวชตัวสามีก็จะได้บรรลุเป็นพระอนาคามีส่วนภรรยาก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี และถ้าประกอบกิจการงานในปัจฉิมวัยก็จะได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 3 หากออกบวชก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี ส่วนภรรยาก็จะได้อย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน

แต่ทว่าผลแห่งการผิดศีล ข้อที่ 5 ทำให้บุตรเศรษฐีไม่มีอะไรเหลืออีกเลยทั้งโภคทรัพย์ที่ควรมีและอริยทรัพย์ที่ควรจะได้เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

อานิสงส์จากการเว้นดื่มน้ำเมาและอบายมุขทั้งหลายนั้นจะมีผลมากถึง 35 ประการ คือ

สามารถรู้กิจการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างรวดเร็ว มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปัญญาดี มีความรู้มาก มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือ ยำเกรง มีความขวนขวายน้อยได้ทรัพย์มาก (หากินง่าย) มีปัญญามากทั้งในทางโลกและบันเทิงในธรรม มีความเห็นถูกต้อง มีศีลบริสุทธิ์ มีใจละอายแก่บาป รู้จักกลัวบาป เป็นบัณฑิต มีความกตัญญูกตเวที พูดแต่ความสัตย์ รู้จักเฉลี่ยเจือจานทรัพย์ มีความซื่อตรง ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นใบ้ ไม่มัวเมาประมาทหรือหลงใหลสิ่งอื่นใดที่ไม่ดีได้ง่ายๆ ไม่มีความหวาดสะดุ้งกลัวโดยไร้เหตุผล ไม่บ้าน้ำลาย ไม่งุนงงไม่เซ่อเซอะ ไม่มีการความแข่งดี ไม่มีความริษยา ไม่ส่อเสียดใคร ไม่พูดหยาบ ไม่พูดในสิ่งที่เพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน ไม่ตระหนี่ ไม่โกรธง่าย และสุดท้ายคือ ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่เป็นโทษ

            จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อสุดท้ายนั้นมีมากเป็นการครอบคลุมผลดีแห่งศีลทั้งหมดก็เพราะหากคนเรามีจิตดี สติดีก็จะลงมือกระทำความชั่วใดๆ ได้ยากศีลข้อที่ 5 นี้นับว่าเป็นข้อที่สำคัญมากที่สุดในบรรดาศีล 5 ทั้งหมด

 

วิธีการรักษาศีลจะทำอย่างไร ?

          หลายคนมีความเข้าใจผิดเรื่องการรักษาศีลว่า การจะถือศีลต้องนุ่งขาวห่มขาว หรือจะให้ดีต้องไปบวชพราหมณ์หรือบวชพระไปเลยจะได้อานิสงส์มากแน่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นคือถ้าสามารถบวชได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากเพราะยิ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งเกิดผลบุญบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น

แต่ทว่าการรักษาศีลให้ดีสำหรับ “ความเป็นมนุษย์ปุถุชนแม้เพียงศีล 5 ก็เพียงพอไม่ต้องถึงขนาดไปบวชหรือนุ่งขาวห่มขาวเกล้ามวยผมก่อนจะถือศีล การนุ่งขาวห่มขาวนั้นมีข้อดีตรงที่เป็นการเตรียมพร้อมทางร่างกายในเชิง “สัญลักษณ์” ที่ดี คือ พอเราใส่ชุดขาวทั้งชุดมันเกิดความรู้สึกสะอาดทั้งตัว มองเห็นตัวเองสะอาดแล้วใจก็อยากจะสะอาดตามทำให้รักษาศีลได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่เท่ากับ “ความตั้งใจ” ในการรักษา

ในการรักษาศีลที่ดีเรามองกันที่ “เจตนา” เป็นสิ่งสำคัญ การที่คนเราไม่ได้ทำผิดศีลไม่ได้ทำความชั่ว ไม่ได้แปลว่า เรามีศีลแล้ว เพราะคนที่ไม่ได้ทำความชั่วนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่มีโอกาสที่จะทำชั่วเท่านั้นเอง เช่น เป็นคนป่วยที่นอนหมดแรงอยู่ในโรงพยาบาลก็ย่อมที่จะลุกไปเบียดเบียนใครไม่ได้ หรือ คนที่ยังอยู่ในคุกก็เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวไปทำอันตรายคนอื่นๆ ได้

 การที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีลที่แท้จริงคือ เราเจตนาด้วยใจที่แท้ว่า จะงดเว้นจากการทำความชั่วทั้งหลายอย่างจริงจังที่สุด

เคล็ดวิธีที่ดีในการรักษาศีลคือการไปขอ สมาทานศีลกับพระภิกษุเพื่อให้ท่านเป็นสักขีพยาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรักษาศีลได้อย่างมั่นคงกว่าที่เราปฏิญาณตนว่าจะรักษาศีลเฉยๆ ลองคิดตามง่ายๆ ครับว่า ต่อหน้าพระท่านเวลาเราขอกล่าวสมาทานศีลแล้ว หากจะให้ผิดคำก็จะรู้สึกว่า บาปมากกว่าการที่เราไม่ได้สมาทานศีล ยิ่งเรากลัวบาปมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งสามารถรักษาศีลได้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าจะให้สะดวกมากยิ่งขึ้นและเป็นการง่ายยิ่งขึ้นในการรักษาศีลให้ดีโดยไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปกล่าวสมาทานศีลกับพระภิกษุก็สามารถทำได้โดยเริ่มจาก “ความคิด” ของตนเองก่อน

ก่อนจะทำการรักษาศีลหรือกล่าวสมาทานศีลขอให้ทำการ “กรอเทปสมองเสียก่อน”

 

การกรอเทปสมองคืออะไร ?

การกรอเทปสมองก็คือการนั่งลงสงบใจแล้วเรียงลำดับความคิดนึกย้อนถึงการกระทำของเราเองที่ผ่านมาในหนึ่งวันที่ผ่านไปการกรอเทปสมองนี้ควรกระทำก่อนที่จะเข้านอนจะได้ผลดีที่สุดเป็นการทบทวนตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ ภายใน 1 วันมาแล้วว่า เราเผลอทำผิดศีลข้อใดมาบ้างโดยพยายามนึกให้ออกมาที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ก็สมาทานศีลเข้านอน เวลานอนนั้นจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้สงบไม่ได้ผิดศีลข้อใดๆ เลย

หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเราก็ทำการนั่งสงบจิตก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยกรอเทปสมองอีกครั้งแล้วทำการสมาทานศีล 5 เพื่อที่จะรักษาศีลให้ดีภายใน 1 วันนี้โดยไม่ให้ผิดซ้ำอีกเหมือนวันที่ผ่านมาแล้วค่อยออกไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยเมื่อทำการกรอเทปสมองบ่อยๆ แล้วก็จะทำให้จิตมีความระมัดระวังในตนเองที่จะไม่ให้ร่างกายและวาจาของตนเองเผลอทำผิดซ้ำอีก

และเมื่อทำได้เป็นประจำก็จะทำให้เราสามารถกลายเป็นผู้ที่สามารถรักษาศีลได้ดีไปโดยปริยาย เมื่อเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเราด้วย เพราะมันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมหากเราไม่นำร่างกายและวาจาของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใครแล้วก็ย่อมที่จะไม่มีใครจะมาสร้างความเดือดร้อนหรือความทุกข์ให้กับเราได้

 หากปรารถนาสิ่งใดก็อธิษฐานจิตโดยเอาศีลที่บริสุทธิ์ของเราเป็นที่ตั้ง ความปรารถนาในทางที่ดีงามก็มักจะสำเร็จได้โดยง่าย ศีลจึงเป็นบุญและเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้นแบบทันตาเห็นทั้งในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปในภพชาติต่อไป

 

Read Full Post »

วิธีทำบุญง่ายๆ และได้บุญใหญ่ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา
หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้
1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์  ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน
2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา
ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา
ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย
เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น
บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่
ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง
บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา
ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…
คำแปล :
ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ
ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

คำขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
 
*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำอาราธนาศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ   ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ)

คำสมาทานศีล 5
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต
สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี
อิติสุคโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์
นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์
สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)
*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้
สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)
พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ……

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)
****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี   และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)
1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ

(สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)
ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิแนะนำว่าให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ หลับตา
สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ 2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะคลายความปวด)
ในที่นี้อยากขอแนะนำในวิธีฝึกทำสมาธิจากครูบาอาจารย์ 2 ท่าน วิธีแรกเป็นวิธีฝึกทำสมาธิของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ที่คนไทยทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งที่เมตตาสอนไว้เป็น” ของวิเศษ” สำหรับทุกคน ที่ง่ายมากและเชื่อว่าทุกคนทำได้ ท่านเมตตาสอนไว้ว่า
“…นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบายๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า
กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรมพุทโธจนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต…” (เอกัคคตาจิต หมายถึง จิตที่เป็นอารมณ์เดียว)
และมีวิธีการฝึกแบบง่ายของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกแบบหนึ่งที่อยู่ในหนังสือวิธีการฝึกพระกรรมฐานด้วยตัวเองแบบง่ายๆ  ขอเมตตาหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กราบขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และขออุทิศบุญส่วนกุศลที่เกิดขึ้นนี้เพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและผู้ที่นำมาเผยแพร่แก่สาธารณะชนทุกท่าน หลวงพ่อสอนไว้ดังนี้
“….ขอแนะนำให้ภาวนาว่า พุทโธ เพราะสั้นว่าง่ายและมีอานิสงส์มาก หายใจเข้านึกตามว่า พุท  หายใจออกนึกตามว่า โธ ใจนึกถึงพระพุทธรูปที่วัดไหนหรือพระที่บ้านก็ได้ หรือว่าชอบใจพระสงฆ์องค์ใดนึกถึงพระสงฆ์นั้นก็ได้ตามแต่ใจจะต้องการและจำภาพง่าย ถ้าพระพุทธรูปอยู่ใกล้ให้ลืมตาดูพระพุทธรูปพอจำได้ดีแล้ว หลับตานึกถึงพระพุทธรูป ถ้าภาพนั้นเลือนไปจากใจให้ลืมตาดูใหม่ แล้วหลับนึกถึงภาพพระทำอย่างนี้สลับกันไป ในไม่ช้าจิตจะทรงสมาธิได้ดีไม่ต้องมองภาพพระ จิตสามารถนึกถึงภาพพระได้ตลอดเวลาที่ต้องการอย่างนี้ท่านเรียกว่า จิตเป็นฌาน อารมณ์เข้าถึงขั้นที่ต้องการ…..”
จากตัวอย่าง 2 ตัวอย่างการฝึกนี้จากครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจและฝึกสมาธิกันได้ด้วยตัวเองแล้วแบบง่ายมาก ที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่จะฝึกแบบกรรมฐานในชั้นสูงนั้น คงต้องแนะนำว่าต้องไปกราบและเรียนกับครูบาอาจารย์ขอเมตตาจากท่าน เพื่อฝึกให้จะเป็นการที่ดีและถูกต้องที่สุด และปลอดภัยที่สุดถ้ามีเวลาควรจะไป ไม่ว่าจะวัดใด สำนักไหนถ้าอยู่ในแนวทางของพระพุทธเจ้าล้วนดีเกิดผลดีทั้งสิ้นต่อผู้ที่ได้ฝึกเรียน
เมื่อทำสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก พิจารณาถึงร่างกายของเรานั้นมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ พิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์  มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้
หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิตเป็นปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ได้มากการเรียนรู้จากภายนอก บางคนมองทะลุถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้
ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน
ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนปลุกข้าวจนออกมาเป็นรวงเต็มนาแต่ไม่ได้เอาไปกินหรือใช้ประโยชน์อะไร หรือเหมือนกับการต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งไปเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ”
แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นการอบรมปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นบุญใหญ่
เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน
“ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)
ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี  เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธงธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)
อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้
ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย
ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ
เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระสิวลี  พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ
เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…
หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า
“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”
เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา
ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี
2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี
5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี
6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี
7. สัจจะบารมี มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี
8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี
บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม
ครูบาอาจารย์ที่สอนเคล็ดวิชานี้ ที่ขอเมตตาจากท่านนำมาบอกอย่างละเอียดในบทนี้  ท่านยังบอกอีกว่าหากใครทำได้ครบถ้วนตลอดเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้คนที่ทำนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตตนเองได้ ไม่ว่าอยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น
ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

Read Full Post »

หลวงปู่ชาสอนศีล สมาธิ ปัญญา

ท่านทั้งหลายได้นับถือพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมในพระพุทธศาสนามาจากครูบาอาจารย์มาก็มาก ซึ่งบางท่านก็สอนอย่างพิสดารกว้างเกินไป จนไม่ทราบว่าจะกำหนดเอาไปปฏิบัติได้อย่างไร บางท่านก็สอนลัดเกินไป จนผู้ฟังยากที่จะเข้าใจ เพราะว่ากันตามตำรา บางท่านก็สอนพอปานกลาง ไม่กว้างและไม่ลัด เหมาะที่จะนำไปปฏิบัติจนตัวเองได้รับประโยชน์จากธรรมนั้นๆ พอสมควร

อาตมาจึงใคร่อยากจะเสนอข้อคิดและการปฏิบัติ ซึ่งเคยดำเนินมา และได้แนะนำศิษย์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำให้ท่านทั้งหลายได้ทราบบางทีอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจอยู่บ้างก็เป็นได้ ผู้ที่จะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น เบื้องต้นจะต้องทำตนให้เป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่เป็นประจำ และเข้าใจความหมายของคำว่าพุทธธรรมต่อไปว่า

  • พุทธะ หมายถึงท่านผู้รู้ตามเป็นจริง จนมีความสะอาด สงบ สว่างในใจ
  • ธรรม หมายถึงตัวความสะอาด สงบ สว่าง ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงพุทธธรรม ก็คือ คนเข้าถึงศีลสมาธิ ปัญญา นี่เอง

การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรม

ตามธรรมดาการที่บุคคลจะไปถึงบ้านถึงเรือนได้นั้น มิใช่บุคคลที่มัวนอนคิดเอา เขาเองจะต้องลงมือเดินทางด้วยตนเอง และเดินทางให้ถูกทางด้วย จึงจะมีความสะดวก และถึงที่หมายได้ หากเดินผิดทาง เขาจะได้รับอุปสรรค เช่น พบขวากหนามเป็นต้น และยังไกลที่หมายออกไปทุกที หรือบางทีอาจจะได้รับอันตรายระหว่างทาง ไม่มีวันที่จะเข้าถึงบ้านได้ เมื่อเดินไปถึงบ้านแล้วจะต้องขึ้นอยู่อาศัยพักผ่อนหลับนอนเป็นที่สบายทั้งกายและใจ จึงจะเรียกว่าคนถึงบ้านได้โดยสมบูรณ์ ถ้าหากเป็นแต่เพียงเดินเฉียดบ้าน หรือผ่านบ้านไปเฉยๆ คนเดินทางผู้นั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากการเดินทางของเขา ข้อนี้ฉันใด การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรมก็เหมือนกัน ทุกๆ คนจะต้องออกเดินทางด้วยตนเอง ไม่มีการเดินแทนกัน และต้องเดินไปตามทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงซึ่งที่หมาย ได้รับความสะอาด สว่าง สงบสว่าง นับว่าเป็นประโยชน์เหลือหลายแก่ผู้เดินทางเอง แต่ถ้าหากผู้ใดมัวแต่อ่านตำรา กางแผนที่ออกดูอยู่ตั้งร้อยปีร้อยชาติ ผู้นั้นไม่สามารถไปถึงที่หมายได้เลย เขาจะเสียเวลาไปเปล่าๆ ปล่อยประโยชน์ที่ตนจะได้รับให้ผ่านเลยไป ครูบาอาจารย์เป็นผู้บอกให้เท่านั้น เราทั้งหลายได้ฟังแล้วจะเดินหรือไม่เดิน และจะได้รับผลมากน้อยเพียงใด นั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะตน

อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา

อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอยายื่นขวดยาให้คนไข้ ข้างนอกขวดเขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่า แก้โรคชนิดนั้นๆ ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด ที่คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด อ่านไปตั้งร้อยครั้งพันครั้ง คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่า โดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย และเขาจะมาร้องตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคอะไรไม่ได้ เขาจึงเห็นว่ายาที่หมอให้ไว้ไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุกขวดรินยาออกกินเลย
เพราะมัวแต่ไปติดใจอ่านฉลากยา ซึ่งติดอยู่ข้างขวดเสียจนเพลินแต่ถ้าหากเขาเชื่อหมอจะอ่านฉลากครั้งเดียวหรือไม่อ่านก็ได้ แต่ลงมือกินยาตามคำสั่งของหมอ ถ้าคนไข้เป็นน้อย เขาก็หายจากโรค แต่ถ้าหากเป็นมาก อาการของโรคก็จะทุเลาลง และถ้าหากกินบ่อยๆ โรคก็จะหายไปเอง ที่ต้องกินยามากและบ่อยครั้ง ก็เพราะโรคเรามันมาก เรื่องนี้เป็นธรรมดาเหลือเกิน ดังนั้นท่านผู้อ่านจงใช้สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ จึงจะเข้าใจดี

สรีรโอสถและธรรมโอสถ

พวกแพทย์พวกหมอเขาปรุงยาปราบโรคทางกาย จะเรียกว่าสรีรโอสถ ก็ได้ ส่วนธรรมของพระพุทธเจ้านั้นใช้ปราบโรคทางใจ เรียกว่า ธรรมโอสถ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงเป็นแพทย์ผู้ปราบโรคทางใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โรคทางใจเป็นได้ไวและเป็นได้ทุกคน ไม่เว้นเลย เมื่อท่านรู้ว่าท่านเป็นไข้ใจ จะไม่ใช้ธรรมโอสถรักษาบ้างดอกหรือเข้าถึงพุทธธรรมด้วยใจ

พิจารณาดูเถิด การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรมมิใช่เดินด้วยกายแต่ต้องเดินด้วยใจจึงจะเข้าถึงได้ ได้แบ่งผู้เดินทางออกเป็น 3 ชั้น คือ

  1. ชั้นต่ำ ได้แก่ ผู้รู้จักปฏิญาณตนเองเอาพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอาศัย ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนด้วยดี ละทิ้งประเพณีที่งมงายและเชื่อมงคลตื่นข่าว จะเชื่ออะไรต้องพิจารณาเหตุผลเสียก่อน คนพวกนี้เรียกว่า สาธุชน
  2. ชั้นกลาง หมายถึง ผู้ปฏิบัติจนเชื่อต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย รู้เท่าทันสังขาร พยายามสละความยึดมั่นถือมั่นให้น้อยลง มีจิตเข้าถึงธรรมสูงขึ้นเป็นขั้นๆ ท่านเหล่านี้เรียกว่าพระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
  3. ชั้นสูง ได้แก่ผู้ปฏิบัติจนกาย วาจา ใจ เป็นพุทธะ เป็นผู้พ้นจากโลก อยู่เหนือโลก หมดความยึดถืออย่างสิ้นเชิง เรียกว่า พระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด

การทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

ศีลนั้น คือระเบียบควบคุมรักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย ว่าโดยประเภทมีทั้งของชาวบ้านและของนักบวช แต่เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้วมีอย่างเดียว คือ เจตนา ในเมื่อเรามีสติระลึกได้อยู่เสมอเพื่อควบคุมใจให้รู้จักละอายต่อการทำชั่วเสียหาย และรู้สึกตัวกลัวผลของความชั่วจะตามมา พยายามรักษาใจให้อยู่ในแนวทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกที่ควรเป็นศีลอย่างดีอยู่แล้ว ตามธรรมดา เมื่อเราใช้เสื้อผ้าที่สกปรกและตัวเองก็สกปรก ย่อมทำให้จิตใจอึดอัดไม่สบาย แต่ถ้าหากเรารู้จักรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ย่อมทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน ดังนั้นเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์เพราะกายวาจาสกปรก ก็เป็นผลให้จิตใจเศร้าหมอง ขัดต่อการปฏิบัติธรรม และเป็นเครื่องกั้นใจมิให้บรรลุถึงจุดหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจที่ได้รับการฝึกมาดีหรือไม่เท่านั้น เพราะใจเป็นผู้สั่งให้พูดให้ทำ ฉะนั้นเราจึงต้องมีการฝึกจิตใจต่อไป

การฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ ก็คือการฝึกจิตของเราให้ตั้งมั่นและมีความสงบเพราะตามปกติ จิตนี้เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ชอบไหลไปตามอารมณ์ต่ำๆ เหมือนน้ำชอบไหลสู่ที่ลุ่มเสมอ พวกเกษตรกรเขารู้จักกั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ในการเพาะปลูกต่างๆ มนุษย์เรามีความฉลาดรู้จักเก็บรักษาน้ำ เช่น กั้นฝาย ทำทำนบทำชลประทาน เหล่านี้ก็ล้วนแต่กั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ทั้งนั้น พลังงานไฟฟ้าที่ให้ความสว่างและใช้ทำประโยชน์อื่นๆ ก็ยังอาศัยน้ำที่คนเรารู้จักกั้นไว้นี่เอง ไม่ปล่อยให้มันไหลลงที่ลุ่มเสียหมด ดังนั้นจิตใจที่มีการกั้นการฝึกที่ดีอยู่ ก็ให้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้ การฝึกจิตให้ดีย่อมสำเร็จประโยชน์” ดังนี้เป็นต้น เราสังเกตดูแต่สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ก่อนที่เราจะเอามาใช้งานต้องฝึกเสียก่อน เมื่อฝึกดีแล้วเราจึงได้อาศัยแรงงานมันทำประโยชน์นานาประการ

จิตที่ฝึกดีแล้วมีคุณค่ามากมาย

ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้ว จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีคุณค่ามากมายกว่ากันหลายเท่า ดูแต่พระพุทธองค์และพระอริยสาวก ได้เปลี่ยนภาวะจากปุถุชนมาเป็นพระอริยบุคคล จนเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไปและท่านยังได้ทำประโยชน์อย่างกว้างขวางเหลือประมาณที่เราๆจะกำหนด ก็เพราะพระองค์และสาวกได้ผ่านการฝึกจิตมาด้วยดีแล้วทั้งนั้น จิตที่เราฝึกดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพทุกอย่าง ยังเป็นทางให้รู้จักทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่เป็นคนหุนหันพลันแล่น ทำให้ตนเองมีเหตุผล และได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ

การฝึกอานาปานสติภาวนา

การฝึกจิตมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่เห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะสมที่สุด ใช้ได้กับบุคคลทั่วไป วิธีนั้นเรียกว่า อานาปานสติ-ภาวนา คือ มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและหายใจออก ที่สำนักนี้ให้กำหนดลมที่ปลายจมูกโดยภาวนาว่าพุทโธ ในเวลาเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ก็ภาวนาบทนี้ จะใช้บทอื่น หรือจะกำหนดเพียงการเข้าออกของลมก็ได้ แล้วแต่สะดวก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าพยายามกำหนดลมเข้าออกให้ทันเท่านั้น การเจริญภาวนาบทนี้จะต้องทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผล ไม่ใช่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วหยุดไปตั้งอาทิตย์สองอาทิตย์ หรือตั้งเดือนจึงทำอีก อย่างนี้ไม่ได้ผล พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ภาวิตา พหุลีกตา อบรมกระทำให้มาก คือทำบ่อยๆ ติดต่อกันไป

ใช้สติกำหนดลมหายใจเพียงอย่างเดียว

การฝึกจิตใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผล ควรเลือกหาที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน เช่น ในสวนหลังบ้าน หรือต้นไม้ที่มีร่มเงาดีๆ แต่ถ้าเป็นนักบวชควรแสวงหาเรือนว่าง (กระท่อม) โคนไม้ ป่า ป่าช้า ถ้ำ ตามภูเขา เป็นที่บำเพ็ญ เหมาะที่สุด เราจะอยู่ที่ใดก็ตาม ใช้สติกำหนดลมหายใจอย่างเดียว แม้จิตใจจะคิดไปเรื่องอื่น ก็พยายามดึงกลับมาทิ้งเรื่องอื่นๆทั้งหมด โดยไม่พยายามคิดถึงมัน รู้ให้ทันกับความคิดนั้นๆ เมื่อทำเข้าบ่อยๆ จิตจะสงบลงเรื่อยๆ เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ถอยจิตนั้นมาพิจารณาร่างกาย ร่างกายคือขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้ มีแต่ธรรมชาติไหลไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ความยึดมั่นต่างๆ จะน้อยลงๆ เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่าเกิดปัญญาขึ้น

ปัญญาเกิดเมื่อจิตดีแล้ว

เมื่อเราใช้จิตที่ฝึกดีแล้วพิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้ ให้รู้แจ้งแน่ชัดว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสังขารที่เกิด เป็นเหตุให้เราไม่ยึดถือหรือหลงใหล เมื่อเราได้อะไรมาก็มีสติ ไม่ดีใจจนเกินไป เมื่อของสูญหายไป ก็ไม่เสียใจจนเกิดทุกขเวทนา เพราะรู้เท่าทัน เมื่อประสบความเจ็บไข้หรือได้รับทุกข์อื่นๆ ก็มีการยับยั้งใจ เพราะอาศัยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เรียกว่ามีที่พึ่งทางใจเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเกิดปัญญารู้ทันตามความเป็นจริง ที่จะเกิดปัญญาเพราะมีสมาธิ สมาธิจะเกิดเพราะมีศีล มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ ไม่อาจแยกออกจากกันไปได้

ลมหายใจกับศีล สมาธิ ปัญญา

สรุปได้ความดังนี้ อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจ ข้อนี้เป็นศีล การกำหนดลมหายใจได้และติดต่อกันไปจนจิตสงบ ข้อนี้เรียกว่าสมาธิ การพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่าไม่เที่ยง ทนได้ยากมิใช่ตัวตน แล้วรู้การปล่อยวาง ข้อนี้เรียกว่า ปัญญา การทำอานาปานสติภาวนา จึงกล่าวได้ว่าเป็นการบำเพ็ญทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมกัน และเมื่อทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้ครบ ก็ชื่อว่าได้เดินทางตามมรรคมีองค์แปด ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางสายเอกประเสริฐกว่าทางทั้งหมด เพราะจะเป็นการเดินทางเข้าถึงพระนิพพานเมื่อเราทำตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าเป็นการเข้าถึงพุทธธรรมอย่างถูกต้องที่สุด

ผลจากการปฏิบัติสมาธิภาวนา

เมื่อเราปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ย่อมมีผลปรากฏตามระดับจิตของผู้ปฏิบัตินั้นๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 พวก ดังต่อไปนี้

  1. สำหรับสามัญชนผู้ปฏิบัติตาม ย่อมทำให้เกิดความเชื่อในคุณพระรัตนตรัย ถือเอาเป็นที่พึ่งได้ ทั้งเชื่อตามผลกรรมว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนได้กินขนมที่มีรสหวาน
  2. สำหรับพระอริยบุคคลชั้นต่ำ ย่อมมีความเชื่อในคุณพระรัตนตรัยแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย เป็นผู้มีจิตใจผ่องใส ดิ่งสู่นิพพานเปรียบเหมือนคนได้กินของหวาน ซึ่งมีทั้งรสหวานและมัน
  3. สำหรับท่านผู้ได้บรรลุอรหัตตผล ย่อมมีความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ทั้งปวง เพราะเป็นพุทธะแล้ว พ้นจากโลก อยู่จบพรหมจรรย์เปรียบเหมือนได้กินของหวาน ที่มีทั้งรสหวาน มัน และหอม

จงรีบสร้างบารมีด้วยการทำดี

เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา เป็นการยากแท้ที่สัตว์ทั้งหลายล้านตัวไม่มีโอกาสอย่างเรา จงอย่าประมาท รีบสร้างบารมีให้แก่ตนด้วยการทำดี ทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง อย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์เลย ฉะนั้น ควรจะทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรมเสียแต่วันนี้

 

ขอฝาก ภาษิตว่า “เที่ยวทางเวิ้งเหิงนานมันสิค่ำ เมานำต่าบักหว้ามันสิช้าค่ำทาง”

Read Full Post »