Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘รวย’

 พระบูชามอบให้ ฟรี หนุนให้ดี สุข รวย

ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ธ.ธรรมรักษ์ รวมกับสหายธรรม กัลยาณมิตร ผู้มีจิตอันเป็นกุศลได้เพียรทำมาในทุกชาติจนถึงชาติปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่ายังมีจิตอธิษฐานร่วมกันในการสร้างบุญกุศลด้วยการนำคนเข้าสู่ดินแดนแห่งพระธรรม เพื่อปรารถนาให้ทุกคนมีความสุขและเพื่อโมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์ในทุกชาติ

ทำให้ในชาตินี้จะได้มาเจอและร่วมกันสร้างบุญอีกครั้งด้วยการเป็น ” ต้นบุญ” ร่วมสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ หล่อด้วยเนื้อเรซิ่นเกรดเออย่างดี และได้ทำการพุทธาภิเษกแล้วในวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาในพระอุโบสถวัดมหาวัน จ.ลำพูน พระอารามหลวงในสมัยพระแม่เจ้าจามเทวี โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคเหนือด้วยการเมตตาของครูบาประกอบบุญ

ซึ่งในพระอุโบสถนี้เป็นที่บรรจุ “พระรอดหลวง” หรือคนทั่วไปชอบเรียกว่า แม่พระรอด ที่ศักดิ์สิทธิ์มากสร้างโดยวาสุเทพฤาษี และ สุกันตฤาษี ด้วยดินของเมืองทั้งสี่ทิศพร้อมด้วยว่านถึง 1,000 ชนิด และเกสรดอกไม้มาผสมเข้าด้วยกันกับเวทย์มนต์คาถา

พระรอดหลวงนี้เป็นหินแกะสลัก หน้าตักกว้าง ๑๗ นิ้ว สูง ๑๖ นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหาร บนแท่นแก้วที่หน้าพระประธาน โดยมีงาช้างครอบอยู่ทั้งสองข้าง

พระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ นี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เช่าบูชา แต่สร้างเพื่อมอบให้กับทุกท่านฟรี ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม จะมอบให้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตและครอบครัวละ 1 องค์เท่านั้น

เพียงแค่ท่านติดต่อแจ้งความจำนงเพื่อขอรับพระพุทธรูป ไปสักการบูชาเพื่อให้ชีวิตท่านดีขึ้น ทางผู้ประสานงานจะจัดส่งไปให้พร้อมวิธีบูชาที่ถูกต้องได้ผลดีต่อชีวิตตามหลักโบราณจารย์ของ ธ.ธรรมรักษ์

ขอโปรดอย่านำพระพุทธรูปนี้ไปให้ผู้อื่นเช่าบูชาในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะสลึงเดียวก็ตาม หรือไปกระทำการอัปมงคล เพราะจะเป็นการสร้างกรรมไม่ดีต่อตัวท่านเองอย่างใหญ่หลวง เพราะเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ใช้สร้างพระพุทธรูปนี้ทุก ” ต้นบุญ” ได้ทำการตั้งจิตอธิษฐานโมทนาบุญไว้แล้ว

เมื่อได้รับไปแล้วขอแนะนำให้หมั่นกราบสักการบูชาที่บ้าน หรือที่ทำงาน บริษัทร้านค้า หมั่นระลึกถึงโมทนาพระคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทุกวันเวลาไหนก็ได้แล้วแต่สะดวกเพื่อให้จิตติดอยู่ในพระพุทธองค์ที่จะช่วยให้ชีวิต การงาน การค้าของท่านดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ในแต่ละวันพยายามรักษาศีล 5 อย่าได้บกพร่อง หากศีลบกพร่องเมื่อใดก็ตั้งใจสมาทานรักษาศีลใหม่ หมั่นสร้างบุญกุศล ลด ละ เลิก

กรรมไม่ดีทั้งปวง มีสติในการพัฒนาตัวเองช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับท่านที่ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ขอให้ระลึกนึกได้ถึงองค์พระพุทธรูปนี้ในยามเมื่อท่านทำสมาธิ จะเจริญในสมาธิได้โดยง่าย

ท่านที่ทำงานหรือทำการค้าไม่ว่าจะมีกิจการใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้หมั่นบูชา ด้วยการปฏิบัติบูชาคือ ตั้งใจทำกรรมดีในทุกๆ วัน ทำบุญด้วยจิตอันเป็นบริสุทธิ์ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการทำทานและการให้อภัยทาน ระมัดระวังใจ วาจาและกายอย่าไปสร้างกรรมไม่ดี รับรองว่าอย่างเร็ว 7 วัน อย่างกลาง 7 เดือน อย่างช้า 7 ปี ทุกท่านจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข ร่ำรวยอย่างแน่นอน

ท่านใดที่ต้องการรับพระพุทธรูปโปรดแจ้งความจำนงไว้ที่ผู้ประสานงานได้นับตั้งแต่บัดนี้

สำหรับวัดใด สถานที่ปฏิบัติธรรมใด ที่กำลังมีจิตอันเป็นกุศลในการสร้างสาธารณะประโยชน์แก่คนทั่วไป อาทิ โรงพยาบาล สถานพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ต้องการรับพระพุทธรุปจำนวนมากตั้งแต่ 1 องค์ขึ้นไป เพื่อมอบให้กับผู้บริจาคเงินสร้างสาธารณะประโยชน์นั้น กรุณาติดต่อโดยตรงกับผู้ประสานงานพร้อมแนบโครงการมาด้วย

แจ้งความจำนงค์ขอรับพระบูชา คลิ๊กที่นี่ http://www.torthammarak.com/modules/liaise/?form_id=11

ขอเชิญร่วมสร้างบุญใหญ่ เป็นเจ้าภาพ “ต้นบุญ” มหาบุญกุศล หนุนชีวิตไปทุกภพ ทุกชาติ

 

เป็นบุญจากการร่วมเป็น “เจ้าภาพ” หรือ “ต้นบุญ” หมายถึง จะเป็นผู้บริจาคเงินในการสร้างพระพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เพื่อมอบให้ฟรีไปทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด โดยตั้งจิตสร้างบุญเป็นกุศลเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเพื่อเป็นวัตถุทาน ธรรมทานอันยิ่งใหญ่ไปพร้อมกันในชีวิต

ในการสร้างพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วในครั้งนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้มอบมวลสารผงจักรพรรดิ อันเป็นของวิเศษที่จะนำมาบรรจุในพระทุกองค์ไม่ว่าจะสร้างกี่ล้านองค์ก็ตาม

จุดประสงค์ในการสร้างพระ

-เพื่อแจกจ่ายออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทำบุญที่เคยทำมา โดยการแจกนั้นจะไม่จำกัดชั้นวรรณะใดๆ เพื่อให้ท่านที่ได้รับ ได้มีชีวิตทุกนาทีที่ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีชีวิตอันเป็นสิริมงคลที่จะนำตนเอง คนในครอบครัว บริวารทั้งหลายไปสู่ชีวิตที่ดีงามไม่ตกลงไปในบาป ถือว่าเป็นการให้วัตถุทาน ธรรมทานไปพร้อมกันในครั้งเดียว เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำคนทั้งหลายสู่แสงสว่างแห่งพระธรรม

-เพื่อมอบให้กับวัด สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่กำลังสร้างศาสนสถานหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ขาดปัจจัย โดยมีความประสงค์จะนำพระพุทธรูปนี้ไปมอบให้กับผู้บริจาคเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบุญ

อานิสงส์บุญของผู้ที่ร่วมสร้างพระจะได้รับนั้นมหาศาลยิ่งนัก

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี ครูบาอาจารย์ของธ.ธรรมรักษ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก” เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด

การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ( การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมากการสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชาทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ” พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต” แปลว่า ” การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก”

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยา ท่านเมตตากล่าวว่า “ สร้างพระ 1 องค์ ได้อานิสงส์ 5 กัป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป…”

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ท่านเมตตากล่าวว่า “ การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

สรุปได้ว่าอำนาจแห่งกุศลที่สร้างพระพุทธปฏิมา ส่งผลให้ได้เกิดเป็นคนรูปงาม มีบุคลิกสง่าเป็นที่เคารพรักใคร่ของประชาชน และมีอิสริยยศ บริวาร ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนความสุขสถาพร ไม่เป็นโรควิกลวิกาล เป็นการชำระหนี้สงฆ์และหนี้เวรหนี้กรรมที่เกิดผลมาก บุญที่ทำจะส่งผลทั้งในชาตินี้และทุกภพชาติ

เป็นอีกหนึ่งมหาบุญบารมี ที่อยากจะบอกบุญแก่ท่านทั้งหลายในครั้งนี้

ท่านใดที่สนใจจะเจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” สามารถร่วมบุญได้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน 1 สลึง 1 บาท หรือจะขอเป็นเจ้าภาพสร้างพระ สร้างบุญเฉพาะตัวท่านและครอบครัว องค์ละ 299 บาท สามารถเป็นเจ้าภาพได้ตามจำนวนองค์ตามแรงศรัทธาให้แจ้งความจำนงได้แล้วที่…

 

ผู้ประสานงานโครงการ คุณ ธีร์ ฉลาดแพทย์ 02-9958101 , 089-6656646 หรือ tee.chaladpad@gmail.com

หรือ 1/142 หมู่ 9 ถ.วงแหวนรอบนอก หมู่บ้านลลิษา ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140 โทร.053-021320

อนึ่ง เมื่อได้เจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” ครบถ้วนหรือพอสมควรแล้วจะดำเนินการสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วจำนวนครั้งละ 3 00 องค์ เมื่อสร้างเสร็จจะให้สิทธิ์ท่านที่เป็น” ต้นบุญ” ก่อนท่านอื่น ในการมารับพระเพื่อนำไปมอบให้ผู้อื่นตามที่ท่านปรารถนาเอง

หลังจากนั้นทางทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์ จะประกาศมอบให้กับท่านที่ติดต่อแจ้งความจำนงเข้ามา โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นพุทธบูชาให้ทุกท่านที่มีบุญร่วมกัน โดยจะให้ลงชื่อแจ้งความจำนง รับพระได้ในเว็บไซต์ ธ.ธรรมรักษ์ จะให้ไปตามลำดับที่ขอต่อไป

โดยทุกครั้งที่ทำการหล่อพระครั้งใหม่ ท่านที่ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็น ” ต้นบุญ” ในครั้งแรกนี้จะได้บุญทุกครั้งรวมถึงทุกครั้งที่มีคนกราบไหว้พระ

หากมีบุญงอกคือ มีผู้ร่วมเป็น ” ต้นบุญ” จำนวนมากหรือค่าใช้จ่ายในการสร้างพระครั้งนี้เหลือ เพราะค่าดำเนินการได้ลดลงตามเหตุและปัจจัย จะขอนำเงินส่วนบุญที่เพิ่มขึ้นนี้มาใช้ในการสร้างพระครั้งต่อไป และร่วมสนับสนุนการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ร่วมสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย อาทิ กองทุนปฏิบัติธรรมบ้านจิตกุศล การสร้างสำนักปฏิบัติธรรม การสร้างโรงพยาบาลต่างๆ เป็นต้น โดยทุกครั้งที่สร้างบุญเพิ่มนี้จะประกาศให้ทราบทั่วกันต่อไป

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

ในบทนี้จะเป็นการรวบรวมบทสวดที่ใช้สวดมนต์เพื่อความผาสุก ร่มเย็น และ ก่อให้เกิดทรัพย์และความมั่งมีนั้น มีอยู่มากมายหลายบท หากคุณผู้อ่านได้ สวดอยู่เสมอจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว จิตใจ ก็จะผุดผ่อง เงินทองผุดโผล่ เพราะเป็นผลจาการที่เราตั้งจิตระลึกและน้อมนำไปปฏิบัติตามคำสอนในการประกอบอาชีพ

การเริ่มต้นสวดมนต์ต้องเริ่มตามขั้นตอนที่กล่าวไปแล้วในบทก่อนที่ต้องสมาทานศีล 5 เสียก่อนและ ในบทต่อไป นี้เป็น บทสวดที่ว่าด้วยทำให้ “ร่ำรวย” ทั้งสิ้น ที่ท่านสมารถที่จะเลือกสดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาได้แก่

 

อริยธนคาถา

ผู้นำ ว่า (หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส) เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาสรรเสริญพระอริยเจ้าเถิด

ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา  ศรัทธาในพระตถาคตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดีไม่หวั่นไหว

สีลัญจะ ยัสสะ กัล๎ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง และศีลของผู้ใดงดงาม, เป็นที่สรรเสริญที่พอใจของพระอริยเจ้า

สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์, และความเห็นของผู้ใดตรง

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่าคนไม่จน, ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน

ตัส๎มา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง, อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะ สาสะนัง

 

เพราะฉะนั้น เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญาควรสร้างศรัทธาศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมให้เนืองๆ

            ผู้ที่สวดมนต์บทนี้ เป็นการสวดไว้เพื่อมุ่งให้สวดกำหนดให้จำและนำไปปฏิบัติ โดยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถึง “ทรัพย์ภายใน” ว่ามีอยู่ถึง 5 ประการได้แก่

1. สัทธาธนะ หมายความว่า ทรัพย์นั้นคือ สัทธา แปลว่า ความเชื่อ จะเป็นทรัพย์ได้ก็เพราะน้อมใจเชื่อในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า เพราะเมื่อเชื่อมั่นแล้วจะเป็นแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตาม

2. สีลธนะ หมายความว่า ทรัพย์ นี้เป็นศีล คือ ความเป็นปกติที่ดีจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อ เรารักษา กาย วาจาใจให้เรียบร้อยเป็นปกติไม่เบียดเบียนใครไม่ว่า การกระทำ คำพูดหรือแม้แต่ความคิด

3. สุตธนะ ทรัพย์คือการฟัง เพราะ สุตะคือการฟัง จะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักฟังอย่างตั้งใจ

4. จาคธนะ ทรัพย์คือการเสียสละ ความเสียสละจะเป็นทรัพย์ได้ เมื่อเรารู้จักเป็นผู้ให้เสียก่อน เป็นการผูกใจของผู้รับเอาไว้

5. ปัญญาธนะ ทรัพย์ คือปัญญา คือ เราต้องรู้ในสิ่งที่เราควรรู้ จึงจะถือเป็น มหาทรัพย์สมบัติ คนที่มีปัญญาจะมีวิธีหาทรัพย์ได้ ทั้ง ภายในและภายนอก

พุทธภาษิตที่ว่า “มีปัญญาประเสริฐกว่ามีทรัพย์” คือ ไม่มีใครสามารถมาขโมยปัญญาของเราไปได้เป็นของเฉพาะตัวของคนที่มีและปฏิบัติดี เป็นต้นทุนที่จะทำให้ทรัพย์ภายนอกร่ำรวยยิ่งขึ้น เพราะ คำว่า ทรัพย์ภายในนี่เองที่จะเป็นตัวอำนวยความมั่งมีให้เราในภายหน้า ใช้ ทรัพย์ภายในทอดเป็นสะพานไปหาทรัพย์ภายนอก โดยใช้หลักธรรมที่ดีเป็นเครื่องมือ และ เป็นฐานในการรองรับให้ทรัพย์ทั้งหลายอยู่กับเราได้อย่างมั่นคง

คาถา หัวใจเศรษฐี

จัตตาโรเม ธัมมา กุลปุตตัสสะ ทิฎฐะธัมมาะหิตายะ สังวัตตันติ ทิฏฐะธัมมะสุขายะ, กะตะเม จัตตาโร, อุฎฐานะสัมปะทา อารักขะสัมปทา,กัลยาณะมิตตะตา สะมะชีวีตาติ.    

คาถา “หัวใจเศรษฐี” แม้จะสวดกันสักกี่พันจบ ก็คงจะเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ยาก ต้องนำไปปฏิบัติเพื่อความสุขและประโยชน์ของผู้สวดเอง คือ ความถึงพร้อมด้วยความเพียร การรักษา มีเพื่อนที่ดี และ เลี้ยงชีวิตนี้ตามสมควรแก่อัตภาพ

อุ  ย่อมาจาก อุฏฐานสัมปทา หมายถึงความสมบูรณ์ด้วยเพราะความขยันหมั่นเพียร ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยันนั่นเอง

            อา ย่อมาจาก อารักขสัมปทา ความสมบูรณ์ด้วยการรู้จักรักษาความรู้หรือ รักษาทรัพย์ที่หามาได้นั้นเพราะว่าเราจะหาได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเรามีเหลืออยู่เท่าไหร่ และจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นแปลว่า รู้จักประหยัด แต่ไม่ได้ ขี้เหนียวจนงก ไม่ยอมจ่าย

            กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา คบเพื่อนที่ดีงาม ไม่ชวนกันไปในทางเสียหายจึงจะเป็นกำลังเกื้อหนุนให้เราได้แสวงหาทรัพย์ได้และป้องกันทรัพย์ที่เราหามาได้ด้วย เพราะเพื่อนที่ดีจะไม่มีวันชักชวนเราให้หลงไปในอบายมุขต่างๆ อย่างแน่นอน

            สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา ครองชีวิตโดยเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป ใครปฏิบัติได้ ก็สามารถตั้งตัวได้ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

หากจะลองท่องว่าให้ดี คาถา “อุ อา กา สะ” ก็คือ รู้จัก ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และ ดำเนินชีวิตให้เหมาะสม  เมื่อท่องได้ขึ้นใจแล้วต้องปฏิบัติตามด้วยจึงจะรวย และ จะรวยจริงอย่างแน่นอน

บทที่ 8 สัพพมงคลคาถา

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา   สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา    สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

บทนี้มักจะได้ยินบ่อยๆ ในตอนที่พระสงฆ์ให้พรยาวๆ เป็นบทสวดที่อ้างถึงความจริงที่ว่าพระรัตนตรัยมีอานุภาพที่อำนวยความสุขให้กับตนเองได้อย่างแท้จริง ดังที่แปลว่า “ขอมงคลทั้งปวงจงมี ขอให้เทวดาจงรักษา ด้วยอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าในทุกกาลทุกเมื่อ”

คาถาเสริมทรัพย์

            คาถานี้เป็นคาถาของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดย วิธีการจะสวดคาถานี้นั้น ใช้สวดภาวนาเวลาตื่นนอน 3 จบ เวลาใส่บาตร 1 จบ และ เวลาก่อนนอนอีก 3 จบ หรือ เวลาที่ว่างก็สวดได้ก็จะยิ่งได้ผลดี

            ก่อนจะสวดขอให้อุทิศบุญเชื่อมบุญกุศลไปให้หลวงพ่อปาน และพ่อครูแจง ผู้ถ่ายทอดคาถาอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะทำให้เกิดโภคทรัพย์อย่างมากมายมหาศาล

 

บทสวดคาถาเสริมทรัพย์

ตั้งนะโม ฯ  3 จบ แล้วเริ่มบทสวดดังนี้

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1จบ)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

คาถาเงินล้านหรือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถานี้โดย หลวงพ่อ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา และมีผู้ที่ได้สวดคาถานี้พบกับร่ำรวยกันมากมาย ขอให้ตั้งใจสวดให้ดี และหมั่นทำบุญอุทิศบุญไปให้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำด้วย เพื่อแสดงความกตัญญูและเคารพต่อท่าน ในความเมตตาที่ได้สั่งสอนและมอบคาถาศักดิ์สิทธิ์นี้มาให้

และถ้าอยากให้เกิดผลเร็ว ขอให้ไปที่กราบหลวงพ่อเงินไหลมา ที่อยู่ภายในวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ไปสักการบูชาท่านด้วยวิธีการนี้

1. ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้

2. ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้

3. ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด

4. ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้ เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ (เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป)

5. ให้กลับมาสวด “พระคาถาเงินล้าน” ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ สวดทุกวัน วันละ 9 จบ

6. เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย และบูชาองค์พระพุทธรูป “หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา” ด้วย

ก่อนสวดให้ทำจิตให้นิ่ง ระลึกถึงพระเมตตา พระบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำและสวดบทสวดดังนี้ว่า

สัมปะจิตฉามิ

นาสังสิโม

พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ

พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(บูชา 9 จบ โดยตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

 

คาถาขอลาภจากพระสิวลี

คาถานี้แต่งโดยหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

และการจะขอลาภจากพระสิวลีนั้น ต้องเป็นคนที่ทำทานมาก สละซึ่งประโยชน์ส่วนตัวช่วยเหลือผู้อื่น การสวดนั้นต้องครบ  5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง สีวะ สีมะหา เถรัง วันทามิหัง มะหาสีวลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสีวลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

 

คาถาขอลาภพระอุปคุต

เคล็ดในการขอลาภจากพระอุปคุตนั้น ต้องเป็นผู้ทำบุญสม่ำเสมอและเจริญสมาธิภาวนาตลอด และอุทิศบุญไปให้พระอุปคุตเพื่อเชื่อมบุญและขอบุญจากท่าน ห้ามบนบานโดยเด็ดขาด การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

บทสวด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)


มะหาอุปคุต จะ มะหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโม โจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม ฯ

เอหิจิตติจิตตัง พันธะนัง อุปะคุตโต จะมหาเถโร พุทธะสาวะกะอานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุณณะตา จะ เทวะตานัมปิ มะนุสสานัมปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมัง กายะพันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์ ผู้ใดบูชาพระสังกัจจายน์  ย่อมเป็นมหามงคลอุดมด้วย ลาภ ยศ ความเจริญรุ่งเรืองดีนักแล เคล็ดลับอยู่ที่การให้ทานแก่บริวาร คนใกล้ชิด คนแปลกหน้าเสมอกันและการช่วยเหลือบำรุงพระพุทะศาสนาทุกทางที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องธรรมทาน ยิ่งทำยิ่งรวย การสวดนั้นต้องครบ 5 จบในการสวดต่อการสวดครั้งหนึ่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)

บทสวด

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

 

ต้องนั่งสมาธิภายหลังการสวดมนต์

หลังจากการสวดมนต์แล้ว ควรนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย คุณผู้อ่านทุกท่านยังต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่ทุกวัน จิตใจก็ต้องการชำระล้างด้วยการปล่อยวางความคิดเรื่องราวต่างๆ ให้หมดสิ้นไปจากใจ

            การทำสมาธิหลังการสวดมนต์แบบง่ายๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิมือประสาน จะนั่งอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในท่าที่พอดีโดยไม่ฝืนร่างกายของตนเองเมื่อปรับร่างกายให้สบายเข้าที่แล้ว หลับตาสบายๆ คล้ายๆ กำลังจะพักผ่อน ค่อยๆ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออก ภาวนาตามหลัก อาณาปานสติ หายใจเข้า บริกรรมว่า “พุท” หายใจออกบริกรรมว่า “โธ” ไปเรื่อยๆ จนจิตใจนิ่งแล้ว ก็ไม่ต้อง บริกรรมอีก แต่เมื่อจิตเกิดฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ให้รีบกลับมาบริกรรมใหม่อีกครั้ง

            และเมื่อนั่งสมาธิแล้วต้องแผ่เมตตาให้กลับตัวเองและแผ่เมตตาให้ผู้อื่น จะทำให้เกิดผลเร็วขึ้นตามที่ปรารถนา

 

สรุปเคล็ดลับการสวดมนต์ให้รวย

1. ต้องละความชั่ว หมั่นทำบุญกุศล ถวายแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทะเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระอริยสงฆ์ อุทิศบุญไปให้ผู้มีพระคุณทั้งปวง ครูบาอาจารย์ ท่านเจ้าของบทสวด พระคาถา ถ้าไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้แต่งบทสวดหรือคาถานั้น ให้ระบุชื่อบทสวดและคาถานั้น รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมทุกวัน

2. ถ้าจะใช้บทสวดใดทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มสวด  ต้องเชื่อมบุญโดยการอุทิศบุญตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบัน ในอนาคต อุทิศเจาะจงท่านผู้เป็นเจ้าของบทสวดหรือคาถานั้น เอาเท่าที่ท่านรู้ เช่น คาถาเสริมทรัพย์ของหลวงพ่อปาน ก็ต้องเจาะจงอุทิศไปให้ท่านด้วย

3. เลือกบทสวดมนต์ให้เหมาะสมกับตน อยากให้เด่นทางใดก็เลือกบทสวดนั้น และต้องสวดให้ถูกต้องไม่ตกหล่นไม่ ข้ามวรรค ข้ามขั้นตอน ถ้ามีการระบุว่าให้สวดกี่จบต้องตามนั้น อย่าน้อยเกินไป แต่มากได้

4. เมื่อสวดมนต์เสร็จทุกครั้งให้นั่งสมาธิต่อตามที่ต้องการ

5. เมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ขอบารมี พลานุภาพและอานิสงส์บุญที่ได้สวดมนต์นี้ ให้ได้ตามที่เราปรารถนา ขอในเรื่องที่ถูกต้องและเจาะจงเพียงอย่างเดียว  เช่น อยากได้เงิน 5 แสนก็ระบุลงไปเลย อย่าอธิษฐานแบบครอบจักรวาล เพราะการเจาะจงจะทำให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่สุด

6. แผ่เมตตาให้กับตัวเองก่อน ถึงจะแผ่เมตตาให้ผู้อื่น และกรวดน้ำตามลำดับ

คาถาต่างๆ ของครูบาอาจารย์ทั้งหมดเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่าลบหลู่ดูหมิ่นโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากสวดไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นการปรามาสพระอริยบุคคล จะเป็นการสร้างกรรมหนักใส่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว และยากที่จะเจริญได้ ถ้าไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาขอให้ข้ามอย่าไปคิด อย่าไปอ่านหรือสวดแบบล้อเลียนเป็นอันขาด

ขออวยพรให้ท่านได้รวย ได้มีทรัพย์สินอันประมาณไม่ได้ โดยเร็วพลันเทอญ

Read Full Post »

การทอดกฐินนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญใหญ่ที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งหากเกิดเป็นคนในชาตินี้  ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเมตตาบอกเคล็ดไว้ว่า หากอยากให้มีวาสนาดี เงินทองคล่องมือ ไม่มีวันตกต่ำขอให้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการทอดกฐิน ผ้าป่าติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปีติดกัน

การร่วมเป็นเจ้าภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นถึงประธานหรือกรรมการที่สมัยนี้มีการกำหนดกันว่าต้องบริจาคเงินเท่านั้น เท่านี้ แต่การร่วมเป็นเจ้าภาพนั้นหมายถึง เป็นกฐินสามัคคีที่ทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพได้ จะร่วมเป็นเจ้าภาพใส่ซองหนึ่งบาทหรือพันบาท ก็ถือว่าร่วมเป็นเจ้าภาพได้บุญทั้งสิ้น แต่ใครจะได้บุญมากหรือน้อยต้องดูที่ปัจจัยหลายอย่างในเรื่องของเงินบริสุทธิ์ เจตนาและความพยายาม ซึ่งก็แล้วแต่บุญและกรรมของคนที่ทำ ในพุทธกาลมีตัวอย่างมากมายหลายเรื่องที่คนทำบุญด้วยเงินน้อยแต่ได้ผลบุญที่ออกดอกออกผลมหาศาล

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่าคนที่ทอดกฐินด้วยใจบริสุทธิ์ หรือว่าร่วมในการทอดกฐินครั้งหนึ่งก็ดี จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้ เมื่อบุญน้อยลงมาจะเป็น พระมหากษัตริย์ 500 ชาติ เป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ เป็นอนุเศรษฐีอีก 500 ชาติ เป็นคหบดีอีก 500 ชาติ ตามลำดับ 

อานิสงส์ของการร่วมทำบุญทอดกฐินยังมีอีกมากมาย

1. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย

2. ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ

3. ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย

4. ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่

5. ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป

6. ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาน่าเคารพนับถือ

ลองคิดดูเอาเองแล้วกันว่า ถ้าร่วมทอดกฐิน 3 ปีติดต่อกันนั้น บุญนั้นจะมากเท่าใด ครูบาอาจารย์ท่านถึงได้เน้นในเรื่องนี้มากและมีตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้วมากมาย

คนที่อยากมีโชคลาภแบบลาภลอย ขอให้หมั่นทำทานให้มาก โดยเฉพาะทานแบบเฉพาะหน้า ไม่รู้ตัวใครมาขอก็ให้เขาไป ใครมาชวนทำบุญก็ทำทันที และหมั่นใส่บาตรทุกวัน ให้สวดพระคาถาคาถาเรียกทรัพย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ทุกวันในตอนเช้าและก่อนนอน และข้อห้ามสำคัญที่ห้ามขาดเลยคือห้ามเล่นการพนัน ห้ามกินเหล้าเมาสุราเป็นอันขาดถ้าอยากจะรวย

ใครที่ขัดสนเรื่องเงินทอง มีแต่ปัญหาเรื่องเงิน บอกได้คำเดียวว่าต้องทำไม่ใช่แค่ควรทำเท่านั้น

Read Full Post »

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบเสียก่อนในเรื่องของความจริงที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบ หรืออาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน คนที่ทำอาชีพต่างกันนั้นมีความสามารถ ความชอบที่ต่างกันเช่น ในศิลปะการวาดรูป การดนตรี การช่างหรือในเรื่องใดก็ตามนั้น  

เหตุที่แตกต่างกันเป็นเพราะกรรมและปัจจัยของแต่ละบุคคลสะสมมาในอดีตชาติ

เหมือนกับความรู้ที่เราเรียนมาในชาตินี้ที่ต้องมีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วิชาหนึ่งวิชาใดที่เราชอบเป็นพิเศษและสามารถทำได้ดีเหนือวิชาอื่น เมื่อทำบ่อยๆ เขาก็จะฝังใจเกิดความชำนาญ สามารถทำได้เหนือกว่าผู้อื่นทั้งหลาย บางคนอาจจะหัดทำกับข้าวแทบตายแต่รสชาติไม่ได้เรื่องได้ราว แต่กับอีกคนราวกับว่าคาบทัพพีมาเกิดเลย โตขึ้นมาเรียนรู้อีกนิด ไปหยิบจับทำอะไรก็อร่อยไปหมดเสียทุกอย่าง

คนในยุคนี้เรียกความพิเศษแบบนี้ว่า “พรสวรรค์”

แต่ในความจริงเป็นกรรมเก่าที่ติดตัวมา เป็นความรู้เดิม ความทรงจำเดิมที่เรียกว่า “สัญญา ซึ่งอาจจะมีหลายกรรม หลายวาระแต่กรรมใดที่ทำเป็นอาจิณและเป็นกรรมหนักที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง มักจะส่งผลก่อน หรือเป็นกรรมที่ส่งผลก่อนในระยะหนึ่ง เมื่อหมดกรรมนี้ไป กรรมอีกกรรมนั้นก้ออกมาส่งผลต่อ

เช่น คนที่เคยเป็นทหารในอดีตชาติมีการกระทำซ้ำๆ มาหลายชาติ เกิดมาชาตินี้ก็มีสิทธิ์มากที่จะเป็นทหารและรุ่งเรืองในอาชีพการงาน แต่บางคนอาจจะเคยเป็นมาชาติหนึ่งหรือสองชาติ น้อยกว่าการเป็นพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวย มาในชาตินี้อาจจะเป็นทหารแต่ไม่รุ่งเรืองในอาชีพ แต่เมื่อลาออกราชการมาทำอาชีพค้าขายจึงรุ่งเรืองผิดกันลิบลับ  แต่ที่ต้องมาเป็นทหารเพื่อทำหน้าที่ ทำกรรมตรงอาชีพนี้ให้จบสิ้นกันไป

เหมือนดังที่พระอริยสงฆ์ที่มีบุญบารมีมากนั้น ท่านไม่แค่สร้างบุญบารมีในชาตินี้เพียงชาติเดียว ท่านต้องเคยบวชเรียน ปฏิบัติธรรม ในหลายชาติที่ผ่านมา เป็น “ของเก่า ของท่านที่ท่านต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต้องทำไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายตามคำสัจจะอธิษฐานของท่าน

ไม่ว่าท่านจะตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาไปในทางใด ไม่ว่าจะไปในทางพุทธภูมิซึ่งก็คือ การที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ที่ต้องใช้เวลานานหลายกัปป์หลายกัลล์ หรือลดลงมาอยู่ในชั้นปรารถนาพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือปัจเจกภูมิ หรือลดลงมาอีกในชั้นสาวกภูมิเพื่อมุ่งไปสู่นิพพานที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกก็ตาม ถ้ายังไม่หมดเชื้อ ยังไม่ถึงในสิ่งที่ท่านตั้งใจ ท่านก็จะต้องวนเวียนมาเกิดอีกหลายภพหลายชาติจนครบถ้วนบุญบารมี  ในแต่ละภพชาติท่านก็ต้องสะสมบุญบารมีไล่ขึ้นมาเหมือนทรายที่ต่อยๆ หล่นลงในนาฬิกาทรายที่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนทรายมาวันละนิด ไปที่ละภพชาติมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ หมดจากชาตินี้ก็ไปต่อในชาติต่อไป

เรื่องเหล่านี้จึงเป็นคำตอบว่า สามเณรหรือพระสงฆ์บางรูป ที่แม้แต่บวชเรียนได้ไม่นานทำไมถึงแตกฉานในเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ผิดกับพระสงฆ์บางรูปแม้บวชเรียนมานานมาก แต่ยังไปไม่ถึงไหน และเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมคนบางคนจึงมีความสามารถเหนือผู้อื่น

คนทุกคนต่างก็มาเกิดตามกรรม ตามปัจจัยที่สะสมมาต่างกันในอดีตชาติ พอมาถึงในชาตินี้ ก็ย่อมดีและเลว ประณีตและทรามต่างกัน รวมถึงศึกษาวิชาการต่างกัน  ประกอบอาชีพต่างกัน บางอาชีพก็เป็นสัมมาชีพ และบางอาชีพก็เป็นมิจฉาชีพซึ่งต้องพิจารณากันให้ดี แต่เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะทำไม่ดี การที่ประกอบอาชีพไม่รุ่งเรืองนั้นมีอยู่ 2 เรื่องสำคัญ

เรื่องที่หนึ่ง  ยังทำเหตุในชาตินี้ไม่สมบูรณ์ยังไม่ตรงกับผลที่อยากจะได้รับ คือ ยังทำไม่พอที่จะประสบความสำเร็จ จึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า ยังมีการใดบ้างที่เรายังไปไม่ถึง ไม่ครบถ้วนเช่น ปัญญาความรู้ต่างๆ ที่ยังไม่พอ ความขยันขันแข็ง ทุนรอนที่พอสำหรับที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จ ความสามารถยังไม่พอที่ต้องไปขอให้คนอื่นมาช่วย เรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาให้ดี แล้วพยายามแก้ไขทำให้เหตุเต็มพร้อมสมบูรณ์ในทุกเรื่องที่ใช้ในการประกอบอาชีพให้พบกบความสำเร็จ

เรื่องที่สอง ถ้าเป็นเรื่องของกรรมก็คือ ยังมีกรรมดีไม่พอ หรือที่เรียกกันว่า บุญไม่ถึงหรือบุญไม่พอที่จะพบกับความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ได้ เหมือนดังกับกังหันวิดน้ำ ถ้าน้ำนั้นไม่ถึงระดับกังหันก็ไม่สามารถทำงานได้ เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการสร้างบุญกุศลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องระมัดในเรื่องของกรรมไม่ดีในชาตินี้ที่ต้องไม่ต้องมาขัดแย้งกัน ต้องระวังอาชีพที่ทำนั้นต้องเป็นอาชีพที่ไม่ผิดบาป ไม่เป็นอาชีพที่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นอาชีพที่พรากประโยชน์ของผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งจะขอแนะนำถึงเคล็ดวิชาสำคัญให้ลองไปทำเพื่อส่งเสริมให้อาชีพที่ทำนั้นดีขึ้น ดังนี้

หมั่นทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาที่จะไปแก้ไข หรือคิดอ่านอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อการงาน พิสูจน์มาแล้วมากมายว่า คนที่ทำสมาธิอยู่เสมอจะมี “สติ กำกับอยู่ตลอดเวลา ไม่หลงไปในกิเลส หลงไปในทางที่ผิดได้ง่าย เมื่อเกิดปัญหาก็มักจะเห็นทางออกได้ง่าย และการทำสมาธิเป็นการสร้างบุญใหญ่แบบไม่เสียเงินด้วย ยิ่งทำมากก็จะยิ่งฉลาดมาก ทำให้เป็นที่รักของปวงเทพเทวา ผีบ้านผีเรือน เจ้าที่เจ้าทางสถานที่ทำมาหากิน

หมั่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่บ้าน ทั้งที่สถานที่ค้าขาย ที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิ เจ้าที่เจ้าทางด้วยความนอบน้อม การบูชาที่ดีที่สุดก็คือ การปฏิบัติบูชา การสร้างบุญและอุทิศบุญไปให้ท่าน เรื่องของเซ่นไหว้อะไรนั้นขอให้ยึดหลักสายกลาง ใช้ปัญญาให้มากอย่าทำให้มันเกินเลยควรทำแต่พอดี

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านเพียงปรารถนาบุญมากกว่าผลไม้ อาหารเหล่านั้น ที่สำคัญท่านเป็นกายละเอียด กายทิพย์รับแต่สิ่งที่เป็นทิพย์ได้เท่านั้น ของเซ่นไหว้ส่วนมากจะกลายเป็นอาหารของวิญญาณชั้นต่ำและมดกับหนูเท่านั้น แม้แต่หมั่นดูแลทำความสะอาดให้เรียบร้อยงามตาก็ถือว่าเป็นการบูชาท่านที่ดีแบบหนึ่ง ท่านจะได้เมตตาช่วยให้การค้าดีวันดีคืนขึ้น

– หมั่นระลึกแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทั้งในชีวิตและในหน้าที่การงานรวมถึงครูบาอาจารย์ ต้องรู้จักกตัญญูเชิดชูท่าน สำหรับท่านที่เสียชีวิตไปแล้วให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน สำหรับที่ยังมีชีวิตอยู่ควรหมั่นไปเยี่ยมเยียนท่าน ขอพรจากท่าน

คนที่ทำอาชีพอะไรไม่ขึ้น ไม่มีทางร่ำรวยได้ ส่วนมากจะเป็นคนอกตัญญูไม่พระคุณคน พวกที่คิดล้างครูไม่เคารพครูบาอาจารย์ ยิ่งพ่อแม่ด้วยแล้วใครที่เตยทำให้ท่านช้ำใจ หรือทำให้ท่านเสียใจถ้าทำถึงขนาดที่ท่านต้องร้องไห้เสียน้ำตาทุกข์ใจเพราะการกระทำของเรา รับรองว่าชาตินี้ทำอะไรก็ไม่เจริญ มีแต่เรื่องติดขัด

ให้รีบไปขอขมา ขออโหสิกรรมท่านโดยด่วนที่สุดเท่าที่ทำได้ด้วยความสำนึกผิดอย่างจริงใจ  ให้เอาน้ำสะอาดโรยด้วยดอกมะลิ หรือดอกไม้หอมไปล้างเท้าท่าน

ล้างเสร็จแล้วเอาผ้าสะอาดที่นุ่มเช็ดเท้าท่านแล้วเอาวางบนหัวของตัวเอง กล่าวขอขมา ขออโหสิกรรมต่อท่าน และรับปากท่านว่าจะเป็นคนใหม่ เป็นคนดีมีศีลกำกับชีวิต ถ้าท่านให้อโหสิกรรมแล้ว กรรมต่างๆ ที่เคยทำกับท่านก็จะคลายตัวลงเพราะมีการอโหสิกรรม แต่ก็ยังต้องได้รับเศษเวรเศษกรรม ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการทำบุญให้มากเพื่อหนีกรรม ที่อาจจะทำให้กรรมนั้นไม่มีโอกาสส่งผลเลยก็ได้ ถ้าทำได้ตามที่บอกการทำมาค้าขายจะดีขึ้นทันตาเห็นเลย แต่ถ้าพ่อแม่ท่านเสียชีวิตไปแล้วให้หมั่นทำบุญกุศลให้ท่าน แล้วกล่าวขออโหสิกรรมต่อท่านบ่อยๆ ด้วยความสำนึกผิดจริงๆ จะช่วยได้

– ถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 4 คนที่ทำการค้าหรือทำงานไม่ว่าอะไรต้องระวังกรรมทางวาจาให้มาก บางครั้งคำพูดของเรานั้นจะไปปิดทางเจริญในอาชีพแทนที่จะได้ดีอาจจะทำให้คนเขาเกลียดหรือเป็นเป็นกรรมไม่ดีที่จะมาขวางทางสำเร็จไว้ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี พระอริยสงฆ์แห่งเมืองไทยได้เมตตาบอกทางไว้ถ้าอยากเจริญให้ทำ “วาจาเป็นทิพย์ 

คือพูดตามความเป็นจริง ไม่พูดหยาบคาย ใช้วาจาไพเราะ ไม่ส่อเสียด ไม่ยุยงส่งเสริมเขาให้แตกร้าวกัน  ใช้วาจาเฉพาะที่วาจาที่เป็นประโยชน์ทั้ง 4 ประการนี้ คำว่า “โทษ” ไม่มีเกิดขึ้น มีแต่ “คุณ”เท่านั้น จะไปที่ไหน จะพูดที่ไหน ใครก็อยากรับฟัง และส่งเสริมให้เจริญ

– บริจาคทาน รู้จักการให้อย่างสม่ำเสมอ การให้ทานนั้นจะเกิดผลมาก ยิ่งคนที่เขาเดือดร้อนแล้วเราอยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์ให้เหมาะสมกับกาลเวลา เหมาะกับเหตุ ถ้าเห็นเขาตกทุกข์ได้ยากอย่ารีรอที่จะช่วยเหลือ ถ้ายิ่งเขาขอก็ยิ่งต้องให้ แต่จะให้แค่ไหนแล้วแต่พิจารณา เป็นการทำให้คนอื่นสมหวังกรรมดีตรงนี้จะสะท้อนกลับเร็วมาก คนที่รวยนั้นเขาเป็นคนทำทานเยอะลองไปดูได้ ประเภทยิ่งให้ยิ่งรวย

– ทำงานทุกครั้ง ทุกนาทีให้ตั้งจิตว่ากำลังทำบุญกุศล การทำงานไม่ว่าเป็นประเภทไหนสถานะใด ขอทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุขทั้งลูกค้า เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน คนที่ทำอาชีพค้าขายต้องให้ลูกค้าทุกอย่างที่ดีที่สุด ยิ่งลดราคาให้ลูกค้าได้เพื่อสร้างบุญถ้าทำได้จะดีมากๆ มีแม่ค้าอยู่คนหนึ่งตอนแรกค้าขายอะไรก็ติดขัด เพราะคิดเอาแต่ได้ คิดแต่จะเอาเปรียบลูกค้า เมื่อได้รับคำแนะนำให้ไปคิดกลับด้านกันให้คิดกลับมาทางบุญ ให้คิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้ามีความสุข ให้ลูกค้าในสิ่งที่ดีที่สุด ในราคาที่ดีไม่เอาเปรียบเขา

บอกแม่ค้าคนนี้ให้รู้จักเคล็ดทำบุญกับลูกค้าทุกครั้ง คือ ของแทนที่จะขาย 10 บาทก็ขาย 9 บาท สำหรับ 1 บาทที่ลดไปนั้นถือว่าทำบุญให้กับลูกค้า พอเริ่มทำแบบนี้แล้ว ลูกค้าที่หายไปก็กลับเข้ามา ลูกค้าใหม่ก็เข้ามาอุดหนุน วันนี้ร่ำรวยมีเงินเป็นหลายๆ ล้านแล้ว ลองเอาไปใช้กันดู ยิ่งทำยิ่งรวย

– หมั่นอุทิศบุญให้กับเทวดาประจำตัว อยากจะบอกให้ทราบอย่างหนึ่งว่า เทวดาประจำตัวนั้นมีจริง คนเรานั้นมีเทวดาที่ดูแลรักษาที่เรียกกันว่า “เทดาประจำตัว” นั้นทุกคน จะมีน้อยหรือมากอยู่ที่กรรมดีที่ทำร่วมกันมา เมื่อทำบุญทุกครั้งควรจะอุทิศบุญให้ท่านด้วย

เพื่อให้ท่านเหล่านั้นมีบุญบารมีเพิ่มจากที่เราอุทิศบุญไปให้ท่านและสามารถที่จะช่วยเราได้เมื่อเรามีเคราะห์ได้ทัน เทวดาประจำตัวนั้นในอดีตท่านอาจจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ เพื่อนสนิทหรือญาติที่ยังมีความห่วงใย ยังคงมีกรรมผูกพันและห่วงใยเราอยู่ สำหรับในภพภูมิของเทวดานั้น บางชั้นของสวรรค์ 1 วันเท่ากับ 100 ปีมนุษย์ ดังนั้นคนที่ห่วงใยเราและจากเราไปนั้นท่านคงยังอยู่และเฝ้าดูเราด้วยความห่วงใยแน่นอน

อีกเรื่องหนึ่งที่มักเข้าใจกันผิดๆ ว่าเทวดาประจำตัวนั้นท่านแฝงอยู่ในตัวคน ขอให้เข้าใจอย่างถูกต้องเสียใหม่ว่า เทวดาประจำตัวนั้นท่านไม่ได้สิงอยู่ในตัวเรา อันคนเรานั้นเนื้อตัวนั้นเหม็นมากเป็นป่าช้าที่รวมซากศพสัตว์ต่างๆ ที่คนกินเข้าไป

เทพเทวดาทั้งหลายท่านเป็นผู้มีบุญมากกว่าบาป ไม่มีทางอยู่ใกล้กับคนแน่นอน ท่านอยู่อีกภพภูมิหนึ่งที่สูงกว่าภพภูมิของมนุษย์ น้อยครั้งที่ท่านจะมาแฝงตัวในคน ท่านมาเพื่อเมตตาบอกเรื่องสำคัญเท่านั้น เมื่อเสร็จกิจธุระก็จะรีบกลับไปที่ภพภูมิของท่าน

สำหรับพวกเจ้าเข้าทรงทั้งหลายที่บอกว่ามีเทพ มีครูบาอาจารย์มีพระมหากษัตริย์ บุคคลสำคัญในอดีตมาเข้าทรงนั้น ร้อยละ 99 มีแต่ผีที่มาเข้าแล้วแอบอ้างทั้งนั้น เพราะถ้าบอกว่าเป็นผีจะไม่มีคนเชื่อ ให้ของกินจึงต้องพยายามแอบอ้างเบื้องสูงว่าเป็นพระองค์ท่านนั้น พระองค์ท่านนี้ ผีพวกนี้ถ้าพาคนไปผิดทาง ผิดธรรมก็ถือว่าสร้างกรรมใหม่ฝ่ายไม่ดีที่จะต้องรับผลกรรมหนักกว่าเดิมเสียอีก 

คนที่อุทิศบุญให้เทวดาประจำตัวตลอดนั้นจะมีโชคลาภจากการทำงาน ทำอะไรจะไม่ติดขัด บางครั้งจะเกิดการอัศจรรย์ขึ้นซึ่งไม่ต้องตกใจอะไร เทวดาประจำตัวท่านเมตตาช่วยเหลือสงเคราะห์แม้กระทั่งให้โชค ให้ลาภ แต่จะได้หรือไม่ได้นั้นอยู่ที่บุญของคนนั้นถึงเวลาส่งผลหรือไม่

– บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้คุณกับอาชีพโดยตรง เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้ดี อย่าลืมว่าการบูชาท่านนั้นเป็นการแสดงความเคารพยอมรับนับถือ ดังนั้นต้องเอาแนวทางปฏิบัติของท่านในด้านต่างๆ มาปฏิบัติในอาชีพของตนถึงจะเกิดปาฏิหาริย์ได้

เช่น ท่านที่นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม ต้องทราบว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมนั้น พระองค์ท่านมีเมตตาสูง ชอบช่วยเหลือคน คนที่บูชาก็ต้องยืดหลักการเมตตา การช่วยเหลือคน การทานตามแบบอย่างพระองค์ท่าน

ท่านที่นับถือพระพิฆเนศ ท่านต้องรู้ว่าพระพิฆเนศ ท่านเป็นเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ คนที่บูชาก็ต้องหมั่นแสวงหาความรู้ในการประกอบอาชีพอย่างไม่ย่อท้อ หรือท่านที่นับถือ “เสด็จฯ เตี่ย หรือกรมหลวงชุมพรฯ ท่านต้องรู้ว่าเสด็จฯ เตี่ยท่านเป็นทหารกล้า พระองค์ท่านเป็นคนจริง พระองค์ท่านรักชาติ รักแผ่นดินเท่าชีวิต มีสัจจะ พระองค์ท่านไม่ชอบคนโกงกิน ปล้นแผ่นดินฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังนั้นคนที่จะบูชาท่านให้ได้ผลนั้น ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติแบบพระองค์ท่านอย่าทำในสิ่งที่ท่านเกลียดหรือตรงกันข้ามเป็นอันขาด เพราะต่อให้ไปไหว้จุดธูปทุกวัน บูชาท่านทุกวันแต่ยังสร้างกรรมไม่ดีสวนทางกับท่าน

ให้ร้อยชาติพันชาติ ก็ไม่มีวันเจริญก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างแท้จริง

Read Full Post »

คนในยุคนี้หรือแม้แต่ยุคไหนก็ตาม เมื่อชีวิตไม่พบกับความสุขหรือได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็มักจะพยายามที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของตน เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก หนึ่งในการที่พยายามเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของตนให้ดีขึ้นนั้นคือ การเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเพื่อให้ชีวิตของตนนั้นเป็นมงคลมากขึ้น

หลายคนมีความชื่อว่า หากเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น เปลี่ยนชื่อแล้วจะรวยทันที ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงได้ถ้ารู้จักวิธีที่ถูกต้อง

เรื่องของความต้องการ แรงปรารถนาใดๆ ที่อยากจะได้ในการเปลี่ยนชื่อ เรื่องของชื่อที่เปลี่ยนมาแล้วนั้นจะไม่ขอพูดถึงเป็นเรื่องของจริตความชอบ ความต้องการของแต่ละคน แต่จะแนะนำว่าถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วทำอย่างไรถึงจะสุขและรวยได้จริง

1. เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วให้หมั่นสร้างบุญ ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอย่างสม่ำเสมอ

เหตุผลที่ต้องบอกในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เพราะหลายคนเข้าใจกันผิดๆ ว่าหากไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลแล้วจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาจำไม่ได้ จะได้ตามหาตัวไม่เจอแล้วจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป เหมือนกับบางคนที่พยายามจะหลอกเจ้ากรรมนายเวร หรือดวงวิญญาณประเภทไปตัดสติกเกอร์ติดรถว่า “รถคันนี้สีขาว” ทั้งๆ ที่เป็นรถสีดำ

เรื่องเล่านี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เจ้ากรรมนายเวรนั้นเขาตามที่จิต ไม่ได้ตามที่รูปร่างหน้าตา หรือชื่อที่ต่อให้ไปเปลี่ยนอีกร้อยชื่อเขาก็ตามเจอไม่มีพลาด

เพราะกรรมที่เราทำกับเขานั้น ถูกบันทึกไว้ในจิต ไม่ว่าจะตายแล้วเกิดใหม่กี่ชาติ ตายไปเกิดเป็นสัตว์อะไรรูปร่างอะไร  เกิดเป็นคนสัญชาติไหน ทวีปไหน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามเจอทุกชาติภพแน่นอน คนที่เปลี่ยนชื่อต้องเข้าใจในเรื่องนี้เสียก่อน

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า เมื่อเราจะเปลี่ยนชื่อให้เกิดมงคลกับตัวนั้น เราต้องทำบุญเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองเสียก่อน โดยเริ่มจาก

– วันก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อหนึ่งวัน ให้ใส่บาตรหรือทำสังฆทานแล้วอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร (จะใส่ กี่รูปก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีให้เท่ากับอายุของตนบวกอีกหนึ่ง เช่น อายุ 25 ปี ก็ใส่ 26 รูป ถ้าไม่มีปัจจัยให้ใส่ตามกำลัง อย่าไปยืมเงินใครมาทำเป็นอันขาด เพราะจะติดหนี้กรรมเขาอีก) 

ตอนสำคัญคือ การอุทิศบุญแผ่เมตตา ต้องแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน

เพราะถ้าเราไม่มีกำลังแล้วเราจะไปช่วยใครเขาได้ คนที่กำลังจมน้ำนั้น ต้องช่วยตัวเองก่อนไม่ใช่ไปช่วยคนอื่น ตัวเองจะพาลจมน้ำตายเอา ต้องเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตใหม่ชื่อใหม่ได้ด้วย ในการที่จะช่วยเหลือใครต้องดูกำลังของตนด้วย

หลังจากนั้นให้อุทิศบุญแผ่เมตตาเจ้ากรรมนายเวร ต้องเอ่ยแบบเจาะจงด้วย ว่าอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยเฉพาะที่ทำให้ตนเองพบกับความลำบากขัดสนหรือเจอกับอุปสรรคในเรื่องใดก็ว่าไป

แล้วบอกว่าตอนนี้ตนเองนั้นสำนึกผิดแล้ว ขอส่งบุญที่ทำนั้นเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับท่านทั้งหลาย ถ้าท่านมารับบุญแล้วยินดีในบุญนี้ โปรดถอนตัวจากอุปสรรคกรรมที่ท่านทำให้เกิดขึ้น และขอให้อโหสิกรรมต่อท่าน เลิกจองเวรจองกรรมกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และอุทิศบุญนี้ให้กับเทวดาประจำตัวของตน เพื่อให้ท่านได้รับบุญทุกครั้ง

– วันที่เปลี่ยนชื่อ ในตอนเช้าเมื่อตื่นมาให้ไหว้พระ สวดมนต์ (ทำในบทแรกที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดในเรื่องทำให้ชีวิตดีขึ้น สุขขึ้นร่ำรวยขึ้นทันตาเห็นขอให้ย้อนกลับไปดูเพราะสำคัญมาก) และไปเปลี่ยนชื่อ ในวันนี้พยามทำให้ตัวเองมีความสุขใจมากที่สุด อย่าไปโกรธแค้นเคืองอะไร ตั้งใจให้อโหสิกรรมทุกเรื่อง

ในวันนี้ให้รีบไปทำสังฆทานเสีย จะวัดไหนก็ได้ ตอนกล่าวอุทิศบุญให้ใช้ชื่อใหม่ทันที และหลังจานี้พยายามบอกถึงชื่อใหม่ให้กับคนที่รู้จักได้รู้ ไปเปลี่ยนหลักฐานต่างๆ เสีย ทั้งชื่อบัญชี ชื่อในบัตรประชาชน ทำอะไรได้ก็ให้รีบทำเสียให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ให้เอาชื่อใหม่เขียนลงกระดาษขอเมตตาพระสงฆ์ เอาชื่อของเราไปวางที่ฐานพระพุทธรูปในวัด หรือไม่สะดวกให้เอาชื่อใหม่นี้มาวางที่ฐานพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ที่บ้าน ที่ทำงานเพื่อให้เกิดความเป็นมงคล

– หลังจากนั้นให้เปลี่ยนกรรมปัจจุบันของตนเสีย โดยต้องตั้งมั่นในศีล 5 อย่างมั่นคงพยายามรักษาศีล 5 ให้ได้ในทุกวัน สมาทานศีลทุกวันทั้งในตอนเช้า และอีกครั้งในก่อนเข้านอน พิจารณาว่าในระหว่างวันเราผิดศีลหรือไม่ ถ้ายังพลาดยังผิดอยู่ไม่เป็นไรตั้งใจในวันรุ่งขึ้น จะทำให้ดีที่สุด

– ต้องลด ละ เลิก ในการทำกรรมชั่วทั้งปวงทันที อะไรที่เคยทำผิดพลาดมาแล้วในตอนที่เป็นชื่อเดิมต้องเลิกให้หมด ดูง่ายๆ ว่าถ้าเราทำแล้วเราเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นแหละคือ กรรมชั่ว

– หมั่นสร้างบุญอย่าหยุด แล้วอธิษฐานจิตขอให้บุญที่สำเร็จแล้วนั้นเป็นพลังส่งให้ชีวิตพบแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ทำไมต้องอธิษฐานให้ดีทั้ง 2 ทางก็เพราะว่าในทางโลกเรามีความสุขในชาตินี้ แต่ในทางธรรมจะเป็นเสบียงติดตัวเราไปในทุกชาติ ทุกภพ

– หมั่นสงเคราะห์สัตว์ ปล่อยสัตว์ เพื่อให้ชีวิตเขาเหล่านั้นพบสุข บุญที่ทำตรงแบบนี้จะส่งผลให้อุปสรรคกรรมแม้จะเข้ามาในชีวิต ที่ไม่มีทางเลี่ยงได้เพราะมาจากกรรมเก่า จะมีคนช่วยเหลือให้รอดได้

– หมั่นทำทานบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ ทานที่ทำนั้นจะทำให้เกิดโภคทรัพย์ การเงิน ไม่ขัดข้อง ไม่ฝืดเคือง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ทุกท่านพบกับความสุข ความเจริญตามที่ท่านปรารถนา

การเปลี่ยนชื่อนั้น มีหลักง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านให้สังเกต เมื่อเราไปหาผู้รู้ให้ตั้งชื่อให้ ขอให้ลองดูว่าชื่อใหม่ที่ได้นั้นเราชอบหรือไม่ เพราะถ้าเราชอบก็แสดงว่าเรามีบุญเชื่อมกับชื่อใหม่ที่เป็นมงคลนี้ เพราะแม้แต่เรายังไม่ชอบชื่อใหม่ รับรองว่าชื่อนั้นอาจจะไม่ใช่ชื่อที่จะทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นก็ได้

และครูบาอาจารย์ท่านยังฝากมาบอกกับคนที่เปลี่ยนชื่อทุกคน หากยังสร้างกรรมชั่วไม่ลด ละเลิก ถึงจะเปลี่ยนร้อยชื่อ พันชื่อ จะกี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีทางพบกับความเจริญแน่นอน

Read Full Post »

วิธีทำบุญง่ายๆ และได้บุญใหญ่ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา
หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้
1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์  ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน
2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา
ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา
ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย
เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น
บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่
ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง
บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา
ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…
คำแปล :
ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ
ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

คำขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
 
*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำอาราธนาศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ   ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ)

คำสมาทานศีล 5
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต
สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี
อิติสุคโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์
นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์
สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)
*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้
สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)
พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ……

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)
****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี   และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)
1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ

(สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)
ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิแนะนำว่าให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ หลับตา
สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ 2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะคลายความปวด)
ในที่นี้อยากขอแนะนำในวิธีฝึกทำสมาธิจากครูบาอาจารย์ 2 ท่าน วิธีแรกเป็นวิธีฝึกทำสมาธิของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ที่คนไทยทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งที่เมตตาสอนไว้เป็น” ของวิเศษ” สำหรับทุกคน ที่ง่ายมากและเชื่อว่าทุกคนทำได้ ท่านเมตตาสอนไว้ว่า
“…นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบายๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า
กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรมพุทโธจนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต…” (เอกัคคตาจิต หมายถึง จิตที่เป็นอารมณ์เดียว)
และมีวิธีการฝึกแบบง่ายของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกแบบหนึ่งที่อยู่ในหนังสือวิธีการฝึกพระกรรมฐานด้วยตัวเองแบบง่ายๆ  ขอเมตตาหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กราบขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และขออุทิศบุญส่วนกุศลที่เกิดขึ้นนี้เพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและผู้ที่นำมาเผยแพร่แก่สาธารณะชนทุกท่าน หลวงพ่อสอนไว้ดังนี้
“….ขอแนะนำให้ภาวนาว่า พุทโธ เพราะสั้นว่าง่ายและมีอานิสงส์มาก หายใจเข้านึกตามว่า พุท  หายใจออกนึกตามว่า โธ ใจนึกถึงพระพุทธรูปที่วัดไหนหรือพระที่บ้านก็ได้ หรือว่าชอบใจพระสงฆ์องค์ใดนึกถึงพระสงฆ์นั้นก็ได้ตามแต่ใจจะต้องการและจำภาพง่าย ถ้าพระพุทธรูปอยู่ใกล้ให้ลืมตาดูพระพุทธรูปพอจำได้ดีแล้ว หลับตานึกถึงพระพุทธรูป ถ้าภาพนั้นเลือนไปจากใจให้ลืมตาดูใหม่ แล้วหลับนึกถึงภาพพระทำอย่างนี้สลับกันไป ในไม่ช้าจิตจะทรงสมาธิได้ดีไม่ต้องมองภาพพระ จิตสามารถนึกถึงภาพพระได้ตลอดเวลาที่ต้องการอย่างนี้ท่านเรียกว่า จิตเป็นฌาน อารมณ์เข้าถึงขั้นที่ต้องการ…..”
จากตัวอย่าง 2 ตัวอย่างการฝึกนี้จากครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจและฝึกสมาธิกันได้ด้วยตัวเองแล้วแบบง่ายมาก ที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่จะฝึกแบบกรรมฐานในชั้นสูงนั้น คงต้องแนะนำว่าต้องไปกราบและเรียนกับครูบาอาจารย์ขอเมตตาจากท่าน เพื่อฝึกให้จะเป็นการที่ดีและถูกต้องที่สุด และปลอดภัยที่สุดถ้ามีเวลาควรจะไป ไม่ว่าจะวัดใด สำนักไหนถ้าอยู่ในแนวทางของพระพุทธเจ้าล้วนดีเกิดผลดีทั้งสิ้นต่อผู้ที่ได้ฝึกเรียน
เมื่อทำสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก พิจารณาถึงร่างกายของเรานั้นมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ พิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์  มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้
หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิตเป็นปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ได้มากการเรียนรู้จากภายนอก บางคนมองทะลุถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้
ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน
ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนปลุกข้าวจนออกมาเป็นรวงเต็มนาแต่ไม่ได้เอาไปกินหรือใช้ประโยชน์อะไร หรือเหมือนกับการต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งไปเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ”
แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นการอบรมปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นบุญใหญ่
เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน
“ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)
ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี  เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธงธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)
อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้
ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย
ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ
เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระสิวลี  พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ
เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…
หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า
“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”
เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา
ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี
2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี
5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี
6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี
7. สัจจะบารมี มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี
8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี
บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม
ครูบาอาจารย์ที่สอนเคล็ดวิชานี้ ที่ขอเมตตาจากท่านนำมาบอกอย่างละเอียดในบทนี้  ท่านยังบอกอีกว่าหากใครทำได้ครบถ้วนตลอดเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้คนที่ทำนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตตนเองได้ ไม่ว่าอยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น
ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

Read Full Post »

ทุกวันนี้เรื่องของกรรมเก่า ถูกนำมาใช้เพื่อสะกดสมองและจิตใจให้ผู้คนยอมจำนนกับปัญหา โดยไม่คิดที่จะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับมาเป็นดีซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก

คำสั่งสอนขององค์พระศาสดาที่มีมากว่า 2,500 ปี ในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่เป็นกรรมดี การเพียรพยายามทำสิ่งที่ดีสู่ตัวเองและผู้อื่น การละเว้นความชั่ว พยายามที่จะควบคุมจิตใจประพฤติตนให้อยู่ในศีล ในธรรมนั้น

เป็นของวิเศษ เป็นกรรมใหม่ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วเป็นระยะเวลายาวนานว่า จะทำให้ชีวิตของคนทุกขึ้นดี เจริญขึ้น จะสุขหรือทุกข์น้อยลงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่ใครจะทำกรรมดีมากหรือน้อย ละเว้นกรรมไม่ดีได้เท่าใด

เป็นกรรมใหม่ในปัจจุบันที่เราทุกคนควรทำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ผ่านมาอย่าไปเสียดาย เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ชีวิตเป็นของเราเอง

พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้น เป็นพระเมตตามหากรุณาธิคุณของในหลวงองค์ปัจจุบันของเรา เพื่อการเตือนสติเราทุกคนไม่ให้ยอมแพ้ต่อกรรมและโชตชะตา ที่มีเนื้อเรื่องว่า ครั้งหนึ่งมีพ่อค้า 700 คน คนพวกนี้อยากรวยก็พากันลงเรือกันไปจะแสวงหาโชคลาภ

รอแล่นได้มาระยะทางหนึ่ง เจอกับพายุใหญ่พอเรือล่มพ่อค้า 700 คนเหล่านั้น ก็ไม่ทำอะไรพากันคุกเข่าอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย สุดท้ายก็เลยจมน้ำตายหมด แต่พระมหาชนกไม่ทรงอ้อนวอน พยายามช่วยตัวเองทุกทาง ว่ายน้ำทวนกระแสกรรมแบบไม่ยอมแพ้ จนพระมหาชนกพบกับความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

ในเรื่องของบุญและคุณงามความดีที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้น มีฤทธิ์และพลังอำนาจที่สามารถจะไปช่วยผ่อนคลายกรรมเก่าที่เรากลัวหนักกลัวหนาเหมือนกับพยุร้ายที่จะพัดให้เรือชีวิตนั้นอับปาง บุญจะช่วยให้คลายจากที่หนักเปลี่ยนมาเป็นเบาได้ ดังที่ครูบาอาจารย์หลายท่านค้นพบและได้สอนอยู่เสมอว่า

กรรมดีและบุญฤทธิ์นั้นสามารถที่จะคลายกรรมเก่าได้

โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่ามีกรรมเก่าส่งผลแต่ไม่ยอมจำนน  ยังมีเจ้ากรรมนายเวรนั้นตามราวีจนทุกข์ทรมาน มีปัญหามากมายในชีวิต บุญกุศลที่เราทำนี้ ยังสามารถไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเหลือเพียงดวงจิตวิญญาณที่ตามราวีเราไม่เลิกรา ให้เขายกโทษเปลี่ยนใจอโหสิกรรมให้

เพื่อให้กรรมที่เราเคยทำกับเขานั้นส่งผลน้อยเท่าที่สุดหรือในบางกรรมนั้นตามมาส่งผลในชาตินี้ไม่ได้ เพราะเบาบางมาก แต่ถึงอย่างไรก็ดี  เราก็คงต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมนั้นอยู่ดี เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว จะเบาจะหนักหนาเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่กรรมนั้นกำหนดจะส่งผลเมื่อใด หนักหนาเพียงใด ในชาตินี้หรือชาติไหนไม่มีใครล่วงรู้ได้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

อย่างน้อยถ้าไม่เชื่อในเรื่องกรรมเก่านี้ การทำความดีทั้งต่อตนเองและคนอื่น เชื่อว่าน่าจะเป็นทางที่ถูกต้องที่นำไปสู่ความเจริญ และจะทำให้เป็นที่รักนิยมชมชอบของคนทั้งปวงได้

หลักจากนี้ต่อไป จะเป็นการแนะนำในเรื่องของการสร้างบุญกุศลที่มีพลังอำนาจมากพอ ที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายในเรื่องของวิบากกรรมไม่ดีลง เพื่อให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญได้ตามที่ตนปรารถนา แต่ทั้งนี้นั้นขึ้นอยู่ที่บุญจะพาไปทั้งสิ้น

ใครที่ไม่เชื่อในเรื่องบุญและกรรมนั้น ก็ขอให้นึกเสียว่าเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่ รับรู้ไว้ไม่เสียหลาย แต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนที่เชื่อที่จะทำให้ชีวิตทุกคนเจริญ มีความสุขได้อย่างแน่นอน

แต่ขอบอกอย่างหนึ่งว่า เรื่องที่จะพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ หรือชักนำให้หลงและงมงาย โปรดตั้งสติ มีสมาธิในการอ่าน และพิจารณาด้วยปัญญา ในบางบรรทัดที่มีการกล่าวอ้างชื่อครูบาอาจารย์คนสำคัญไว้ เพื่อแสดงความกตัญญูและเพื่อบูชาพระคุณความดีของท่าน ที่ได้พยายามสอนสั่งให้ทุกคนเข้าใจ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อชีวิตของทุกคน

สำหรับท่านที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือต้องการความรู้เพิ่มเติม ขอแนะนำว่า ควรไปหาหนังสือปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ เล่มที่หนึ่ง มาอ่านประกอบกัน ท่านจะเข้าใจในเรื่องของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องและวิธีการนำบุญกุศลนั้นมาเชื่อมบุญให้กับทุกเรื่องของชีวิตได้แล้วท่านจะสัมผัสและรับรู้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกอีกเลยว่า

บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

Read Full Post »

Older Posts »