Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พลังแห่งบุญ’

มาถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่าการที่จะให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญนั้น เราต้องมีการสร้างบุญและการขออโหสิกรรม ที่จำเป็นต้องทำไปควบคู่กันตลอด หมายความว่าทั้งเพิ่มบุญและทั้งลดกรรมหรือขออโหสิกรรมไปด้วย

 

ยังมีอีกหลายคนที่รู้จักแต่การไปสร้างบุญ…แต่ยังไม่รู้จักแรงแห่งบุญหรือพลังแห่งบุญ

 

คนที่มีชีวิตตั้งอยู่ในความประมาทนั้น จะเริ่มหรือคิดจะทำบุญก็ต่อเมื่อคิดว่าตัวเองมีเคราะห์หรือเริ่มจะโชคร้าย จึงเริ่มวิ่งไปสร้างโน่นสร้างนี่ ถวายเงิน ถวายทรัพย์สินกันวุ่นวาย

 

จงรู้ไว้เถิดว่า การทำบุญนั้นทำได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์เสียก่อน

 

แต่สำหรับคนที่ไม่ประมาทในชีวิตนั้น เขาจะสร้างบุญตลอดเวลา เป็นการเก็บเสบียงตุนไว้ยามที่ขาดแคลนจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทัน และยังเอาบุญที่มีไปช่วยเผื่อแผ่สงเคราะห์ผู้อื่นได้ด้วย

 

เป็นเหมือนเงินฝากประจำแบบพิเศษ ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ตลอดเวลาและเต็มจำนวนด้วยถ้าเรารู้จักวิธีที่จะเบิกมาใช้ได้ และทันกาลเวลา

 

ในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ให้ความหมายของคำว่า “บุญ” ไว้ว่า บุญคือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุขความประพฤติชอบทางกาย วาจาใจ และกุศลธรรม

 

ประเภทของบุญ

“บุญ” หรือ “ปุญญ” แปลว่า ชำระ หมายถึงการทำให้หมดจด ปราศจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และ ความหลง (โมหะ)

 

มีพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข”

 

จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เราสามารถ สร้างบุญได้หลายทางไม่เพียงแค่ตักบาตรหรือทำสังฆทาน หรือการได้ช่วยเหลือคนอื่นเท่านั้น

 

วิธีการสร้างบุญนั้นมีถึง ๑๐ ช่องทาง ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ ๑๐ ทั้งนี้ก็เพื่อกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้ง ๓ คือ ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง แบ่งออกเป็นข้อๆ ดังนี้

๑. ทานหรือการให้ เพื่อกำจัด ความโลภ เป็นการให้สิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ความรู้ ความสามารถ ก็สามารถให้ได้ทั้งนั้น เช่น การตักบาตร การบริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน การสอน การให้การอบรมตักเตือน เป็นต้น

 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น การบริจาค เป็นการให้ที่เรียกว่า จาคะ เพราะเมื่อเราทำทานแล้วจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใสจากการให้ เราให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนและไม่กลับมานั่งเสียดาย ซึ่งนับเป็นบุญอย่างหนึ่ง แต่ก็มีการให้บางอย่างก็ไม่สมควรให้เพราะจะทำให้บุคคลอื่นเกิดโทษหรือผิดศีลและเกิดเป็นบาปได้

 

๒. ศีลหรือการรักษาศีล เพื่อรักษาความสมดุล ความเป็นผู้ปรกติ กำจัดความโกรธ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด รักษาความสำรวมทั้งทางกาย วาจา และ ใจไว้ อย่างเช่น การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นจากการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด เป็นต้น

 

๓. ภาวนาหรือ การทำสมาธิ วิปัสนา เป็นการ การอบรมจิต ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดสติปัญญา ความรู้ที่แท้จริง

 

๔. ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม (อปจายนะ) เมื่อเราเป็นผู้อ่อนน้อม ถ่อมตน จะทำให้จิตใจเรานั้นอ่อนโยนลง ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น ไม่ทำร้ายบุคคลอื่น และ ไม่หลงตนเอง

 

๕. ความขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ (เวยยาวัจจะ) การงานที่ทำไม่ว่าทำงานอะไร การตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่นตั้งใจ จะทำให้จิตใจของเรานั้น มีสมาธิการในช่วงเวลาของการทำงานนั้นๆ เป็นการฝึกสมาธิอีกทางหนึ่ง

 

๖. การให้บุญที่ตนถึงแล้ว แก่บุคคลอื่น (ปัตติทาน) เช่นการอุทิศแผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศล การกวดน้ำ เป็นต้น การทำเช่นนี้ทำให้จิตใจเรานั้น มีความอ่อนโยน ปรารถนาดีให้กับบุคคลอื่น ต้องการให้บุคคลอื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตน เมื่อจิตใจเป็นเช่นนี้ การทำผิดศีล ก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสร้างความเมตตา กรุณา ในใจของเราอีกด้วย

 

๗. การยินดีในบุญที่คนอื่นถึงพร้อม (ปัตตานุโมทนา) เช่น เห็นคนอื่น ทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี กล่าวอนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว เพราะ การยินดีกับบุญที่บุคคลอื่นทำ นั่นหมายถึง เรามีมุทิตาจิต ทำให้จิตใจเราผ่องใสขึ้น ทำให้ละความโกรธ และ ความหลงลงได้

 

๘. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนะ) ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง หรือ จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จากสื่ออื่นๆ  ก็จัดว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น การฟังธรรม และ นำธรรมะที่ได้รับนั้นไปปฏิบัติ จะทำให้เรามีจิตใจที่อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ไม่ทำผิดศีล เกรงกลัวต่อบาป และ ยังทำให้เรามีสติ มีสมาธิ อีกด้วย

 

๙. การแสดงธรรม (ธัมมเทศนา) เมื่อได้ศึกษาธรรมะจนเข้าใจถูกต้องแล้ว เราได้มีการถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย เพราะได้ทำให้คนอีกหลายๆคน ได้มีมุมมองการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะที่แสดงไปนั้น และ เท่ากับเป็นการสืบทอดพระศาสนาของพระบรมศาสดาด้วย แต่ไม่ทุกคนที่จะสามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง หากตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็อาจจะเพียงแนะนำให้บุคคลอื่นได้ไปอ่าน ไปศึกษา หลักธรรม เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้วเช่นกัน

 

๑๐. การกระทำความเห็นให้ตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ (ทิฏฐุชุกรรม) การมีความคิดเห็นที่ตรง ที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี สามารถละเว้นความชั่ว หรือทิฐิของตนได้ ซึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีความคิดเห็นที่ตรงนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงๆจังๆ และ ต้องหัดสังเกตตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เรา สติ อยู่กับตนเอง การมีสติ ก็จะทำให้เรางดเว้นการทำบาปทั้งปวงเช่นกัน

 

เมื่อเราทราบถึงวิธีการสร้างบุญที่ถูกต้อง แล้วก็ขอให้ระลึกไว้ในใจเลยว่า

ทั้งการทำทานบางทาน การรักษาศีล ภาวนา เป็นการทำบุญที่ลงทุนที่น้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด และการสร้างบุญนั้นทำได้ทุกเวลาสถานที่และบางครั้งไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว!

 

ในเรื่องของการทำบุญ และการทำทาน ยุคนี้เราเอาไปปนกันมั่วไปหมด จนหลายคนไม่เข้าใจแยกแยะไม่ออก จึงอยากจะเปรียบให้ฟังแบบง่ายๆ เข้าใจ

 

การทำทานนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ และทำให้เราเกิดบุญซึ่งเป็นผลจากการทำทานนั้น เหมือนเรานั้นอิ่มเพราะเรากินข้าว

 

การกินข้าวนั้นเป็นเพียงหนึ่งช่องทาง เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ทำให้เราอิ่ม แต่ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ทำให้เราอิ่ม ไม่ว่าการกินขนมปัง กินพืชผัก ซึ่งก็คือ การที่จะได้ผลบุญนั้นจึงมีหลายช่องทางที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ดั่งที่กล่าวมาแล้ว

และให้สังเกตง่ายๆ ว่า การทำบุญนั้นเป็นหนทางแห่งความดี ผลของการทำบุญนั้นไม่มีบาปใดๆ ทั้งสิ้น แต่การให้ทานบางอย่างนั้นเป็นบาปไม่ได้บุญ เช่น การให้เงินคนไปกินเหล้า การให้เงินคนไปทำชั่ว และสิ่งของที่ทานไปนั้น ย่อมเกิดมาจากเหตุที่ว่าได้ให้อะไรเป็นทานเป็นของดีหรือของเลว การปล่อยสัตว์ที่ไม่รู้จักนิสัยความเป็นอยู่ของสัตว์ อย่างเอาปลาไปปล่อยในที่น้ำน้อย ปล่อยกบในที่แล้ง เป็นต้น

 

อยากจะฝากท่านผู้อ่านเรื่องหนึ่ง ถือว่าเป็นการนำเสนอในเรื่องของการทำบุญแบบใหม่ที่นิยมกันมากในสมัยนี้เพราะมันง่ายและสะดวกสบาย ก็คือ การทำสังฆทานถังเหลืองในยุคปัจจุบัน ซึ่งการซื้อถังเหลืองที่มีของบรรจุที่ไม่มีคุณภาพนั้น บอกได้เลยว่าได้บุญน้อยเอามากๆ

 

ทำไมถึงบอกเช่นนี้ ก็เพราะว่าสิ่งของในถังเหลืองนั้นบางเจ้าที่เขาจัดทำนั้น เอาสิ่งของที่พระภิกษุสงฆ์นั้นไม่ได้ใช้เลยใส่เข้าไป พอกเข้าไปให้ดูเยอะสมราคา หรือมากกว่าราคาที่เราซื้อ แต่คนรับเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เป็นทานที่ได้บุญน้อยมาก ไม่มีกำลังเพราะไม่ตรงกับความต้องการ ไม่ได้ทำให้คนที่ได้รับไปใช้เป็นประโยชน์

 

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องชงต่างๆ ที่ไร้คุณภาพ น้ำดื่มที่เป็นขวด ผ้าอังสะที่พระภิกษุสงฆ์ใช้นุ่งห่มก็บางแบบใส่แล้วมันดูไม่งาม และที่ต้องทำให้บางคุณภาพต่ำก็เพื่อให้ราคาถูก หลายสิ่งหลายอย่างที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้รับสังฆทานจากญาติโยมแล้วก็ไม่ได้ใช้มีมากมาย

 

แต่สิ่งที่ท่านต้องการและจำเป็นต้องใช้ไม่ค่อยมีคนใส่ลงไป เช่น เครื่องเขียน สมุด ดินสอ พระภิกษุสงฆ์นั้นท่านต้องใช้เรียนหนังสือ ท่านต้องเจียดเอาปัจจัยที่ญาติโยมถวายไปซื้อหา ผ้าเช็ดตัวที่มีคุณภาพ เช็ดหน้าแล้วเส้นใยไม่หลุดร่วงติดตามหน้า ตามร่างกาย

 

ยาสระผม ที่ท่านต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันโกน ที่ท่านต้องปลงผม ใบมีดโกนที่มีความคม คุณภาพดี โกนแล้วไม่กินหนังหัว กินผม รองเท้าที่มีความนุ่ม หนังสือธรรมะ หนังสือทั่วไปที่เกิดประโยชน์ เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งในยุคนี้การทำทานในสังคมที่ขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูก จึงต้องมีสติ มีปัญญาประกอบด้วยถึงจะเป็นผลบุญที่ดีได้

โฆษณา

Read Full Post »