Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พระภิกษุ’

คำว่า พระภิกษุ ตามคำศัพท์แล้วแปลว่า “ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร” ท่านเหล่านั้นจึงได้สละเพศฆราวาสออกบวชเป็นเพศบรรพชิตเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดต่อไปแต่ปัญหาก็คือ ในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องพระภิกษุปลอมบวชที่ทำผิดวินัยร้ายแรงหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาและส่งผลกระทบต่อภาพรวมของพระพุทธศาสนา แม้ในอดีตกาลอย่างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็มีปัญหานี้จึงส่งผลให้พระองค์ต้องห้ามสงฆ์ทำสังฆกรรมยาวนานถึงเจ็ดปี เนื่องจากพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีไม่ยอมลงอุโบสถร่วมกับพระปลอมบวชก่อให้เกิดปัญหามากมาย

ปัญหาของความเป็นพระภิกษุที่คนธรรมดาทั้งหลายสงสัยนั้นมีหลากหลายประเด็นซึ่งพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ทุกรูปก็ตอบได้อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้

 

คนธรรมดาถาม :  พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะดูได้จากอะไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

อันนี้ธุระไม่ใช่ ไม่ควรไปดูคนอื่น ควรจะดูเราเองว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทุกคนก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมด เพราะว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัว เราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้มันดูยากว่าใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

สมัยทุกวันนี้ “เขาเล่นลิเกเก่ง” เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ดูยาก ถ้าหากเราจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจริงๆ เราก็ตั้งใจว่าเราจะปฏิบัติตัวของเราให้ดี เราไม่ควรไปกลัวคนอื่นจะลงนรก เราควรกลัวเราลงนรกมากกว่า

สำหรับสหธรรมิก(เหล่าพระภิกษุ) ที่อยู่ด้วยกันเราก็รู้ได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ถ้ามองเห็นว่าข้อปฏิบัติข้างนอกนี่มันดีงามสมกับสมณสารูป เราก็รู้ทันทีว่าผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

“สังวาเสนะ สีลัง เวทิตัพพัง” ศีลเราจะรู้ได้ว่าใครบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เพราะการอยู่ร่วมกัน เราอยากจะรู้ได้เราก็อยู่ร่วมกันนานๆ ดูความประพฤติปฏิบัติของกันและกันไป ดังนั้นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ในเมื่อไปสู่สำนักของพระเถระท่านใดท่านหนึ่งซึ่งท่านเป็นหัวหน้า ท่านให้ดูอยู่ 3 วัน ถ้าแน่ใจว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ของเราได้ให้ขอนิสัยถ้าหากเราไม่แน่ใจสมัครใจจะอยู่ที่นั่น ก็ดูต่อไปอีก ถ้าไม่เห็นความดีความชอบของท่าน เราไม่สมัครใจก็ลาท่านหนีไปเสียถ้าขืนอยู่ต่อไปเป็นอาบัติทุกกฎ”

 

คนธรรมดาถาม :  ผู้ที่บวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ จะบาปหรือไม่อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :     

“ถ้าหากว่าบวชเป็นพระแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติ เดินจงกรมนั่งสมาธิ แต่รักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ไม่ละเมิดสิกขาบทน้อยใหญ่ ถึงแม้ว่าคุณธรรมอื่นไม่เกิดไม่ได้ปฏิบัติเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนา แต่ว่าศีลบริสุทธิ์หมดจด ศีล 5 ก็บริสุทธิ์ ศีลอื่นก็บริสุทธิ์ ศีล 227 ก็บริสุทธิ์ เมื่อศีลบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิ สมาธิมันก็เกิดขึ้นมาเอง ถ้าศีลบริสุทธิ์ การภาวนาก็คือมีสติรู้อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน

ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ต้องมีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจ การที่มีสติสังวรระวังอยู่ทุกลมหายใจนั่นแหละคือการฝึกสมาธิเพราะสิ่งที่เราระวังๆ อยู่นั่น ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นอารมณ์จิต รูปผ่านเข้ามาเรามีสติ และเราก็ไม่ได้ละเมิดสิกขาบทวินัยของเรา ไม่ได้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เมื่อเราฝึกสติตลอดเวลามันก็เป็นสมาธิได้ไม่เฉพาะแต่มานั่งหลับตาภาวนาพุทโธๆๆ คนที่เขาปฏิบัติโดยไม่เคยนั่งสมาธิเลย เวลาเขานั่งทำงาน เขานึกว่าเขานั่งสมาธิ มีสติรู้พร้อมเดินไป ทำงานมีสติรู้พร้อม เขาเดินจงกรม เขาคิดงานของเขา เขาพิจารณาธรรมแล้วจิตก็มีสมาธิ มีสติปัญญารู้ธรรมเห็นธรรมได้ ตัวอย่าง มีอยู่หลายๆ คนในปัจจุบันนี้ก็มี”

 

คนธรรมดาถาม : เมื่อดูภายนอกไม่รู้ว่า พระรูปใดปฏิบัติดีหรือไม่ดีแล้วการให้ความเคารพท่านเหล่านั้นจะทำอย่างไรเมื่อท่านมาอยู่รวมกัน?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

          “เราต้องตั้งใจ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์นี่คือ พระปกติ ไม่ใช่พระเดินขบวน พวกนั้นไม่ใช่พระ แต่เป็นเปรตเป็นสัตว์นรกมาเกิด นิสัยของสัตว์นรกเกิดมาใช้ไม่ได้ ทำให้ศาสนาบรรลัย นักบวชประเภทนี้ ถ้าเราไปไหว้เราก็เป็นเปรตด้วย เพราะจริยาเขาเสีย เมื่อเรายอมรับความเสียของเขาเราก็เสียด้วย การเคารพพระสงฆ์ควรจะนึกเอา พระอริยเจ้าเป็นสำคัญ เรายกมือไหว้นักบวช เราถือว่าเราไหว้พระอริยสงฆ์ ถ้าท่านผู้นั้นไม่บริสุทธิ์ก็เชิญเสด็จลงนรกไปเอง เพราะยอมให้ชาวบ้านเขาไหว้นั่นเป็นเรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องของเรา”

 

คนธรรมดาถาม : พระโสดาบันกับพระอรหันต์นี่ต่างกันอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“พระโสดาบัน มีปัญญาเพียงเล็กน้อยรู้แค่ตายเท่านั้นยังไม่สามารถจะจำแนกแยกร่างกายว่า ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราได้พระโสดาบัน ยังมีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นเราเป็นของเราทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเราแต่ทว่ามีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นเรานี้ทั้งหมด เมื่อตายแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ ที่จะเข้ามาครอบครอง หรือ ถ้าว่าเรายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้างหน้า มันก็ต้องสลายตัวไป

พระโสดาบัน ไม่สงสัยในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสั่งก็ได้แก่ศีล คำสอนก็ได้ แก่จริยาอันหนึ่งที่ เราเรียกกันว่า ธรรมะ เป็นความประพฤติดี ประพฤติชอบ ศีล พระพุทธเจ้าสั่งให้ละ ตามสิกขาบทที่กำหนดไว้ให้ ธรรมะคำสอนทรงแนะนำว่าจงทำอย่างนี้จะมีความสุข ทั้งคำสั่งก็ดี ทั้งคำสอนก็ดี พระโสดาบัน มีความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย

ความเป็นพระโสดาบันนี้ มีความสำคัญอยู่ที่ศีล ถ้าหากว่าทุกท่าน มีศีลบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องกล่าวย้อนไปถึง การเคารพในพระรัตนตรัยทั้งนี้เพราะว่า ศีลมาจากพระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการ การที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่า เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยอยู่แล้ว ฉะนั้นศีลของท่านทั้งหลายจงบริสุทธิ์ศีลจะบริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัย เมตตากับกรุณา เป็นสำคัญ และยังมีเพื่อนอีกสอง เป็นฝ่ายสนับสนุน นั่นก็คือ มุทิตา กับ อุเบกขา

ท่านที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน หรือกำลังจะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันจะต้องทรงพรหมวิหาร4 ตามปกติ เมื่อทรง พรหมวิหาร 4 แล้วก็เป็นปัจจัยให้ศีลบริสุทธิ์

ส่วนพระอรหันต์ย่อมไม่ปรากฏเห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นเราของเรา ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของดี และก็ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของเลว ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์ ยอมรับนับถือกฎแห่งความเป็นจริงว่า ธรรมดาของโลกนี้เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นกฎธรรมดาไปหมด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสะเทือนใจ พระอรหันต์ เขาด่าก็ไม่สะเทือนใจ เขาชมก็ไม่สะเทือนใจ อะไรๆ เกิดขึ้นมาทั้งที ก็เป็นเรื่องธรรมดา”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องพระภิกษุ

จากปัญหาการดูออกหรือไม่ว่า พระรูปใดจะเป็นพระอริยสงฆ์หรือรูปใดเป็น สมมติสงฆ์ และรูปใดเป็นพระปลอมบวชนั้น ในทางปฏิบัติแล้วสำหรับพระภิกษุที่เป็นพระอริยเจ้าท่านจะไม่มีทางบอกว่า ท่านเป็นพระอริยะเจ้าให้กับปุถุชนหรือแม้แต่พระด้วยกันเองอย่างแน่นอน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่รับรู้กันได้เอง หากเป็นพระด้วยกันท่านจะรู้ด้วยการอยู่ร่วมกันและการปฏิบัติธรรม

สำหรับฆราวาสนั้นการจะแยกให้ออกว่าพระรูปใดเป็นพระอริยเจ้านั้น เราสามารถรับรู้ได้จากปฏิปทาการถือปฏิบัติของท่านเช่นกันแต่การจะให้พูดชี้ชัดลงไปว่า พระรูปนั้นรูปนี้เป็นพระอรหันต์นั้นเป็นเรื่องไม่พึงกระทำ เพราะหากเราเชื่อแล้วพูดไปแล้วมีคนหลงเชื่อทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์นั้นบาปกรรมจะตกแก่เราเสียเองเปล่าๆ เพราะพระท่านก็อยู่ของท่านเฉยๆ ท่านจะไม่บอกใคร ถ้าหากพระรูปใดกล้าเอ่ยว่า ตนเองเป็นพระอรหันต์ทั้งที่ไม่ได้เป็น นั้นถือเป็นการต้องกฎอาบัติขั้นร้ายแรงที่สุดคือ ปาราชิกทันที และแน่นอนว่าขอให้เรารู้ว่าผู้นั้นไม่ใช่พระอริยเจ้าแน่นอนแม้เพียงสมมติสงฆ์ก็ยังไม่ใช่

ส่วนการจะให้ความเคารพอย่างไรขอให้ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระอริยเจ้าผู้เป็นครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่ท่านเมตตาสั่งสอนไว้ การไหว้พระเราควรตั้งใจ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์อย่างเต็มใจและจิตตั้งมั่นในพระธรรมก็พอ ไม่ต้องสงสัยมากเรื่องพระรูปใดเป็นพระจริงหรือปลอมให้มากนัก เพราะผู้ที่เป็นพระปลอมบวชนั้นย่อมได้รับผลกรรมตกนรกอย่างแน่นอน

โฆษณา

Read Full Post »