Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พระพุทธศาสนา’

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ องค์พระศาสดาของพระพุทธศาสนาในช่วงที่พระพุทธองค์ ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั่นเองครับ ซึ่งก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ได้กระทำการ อธิษฐานครั้งสำคัญ 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งชาวพุทธทุกคนควรทราบเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะออกบวชนั้น ได้ทรงครุ่นคิดอย่างหนักถึงการหาวิธีการที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง  แม้จะมีนางรำที่มีความสวยงามมากมายมาร่ายรำสร้างความบันเทิงอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อยจนกระทั่งเผลอหลับไป

 เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกก็พบเห็นเหล่านางรำที่เมื่อสักครู่ยังดูสวยงาม แต่มาบัดนี้นอนทับถมกระจัดกระจายเต็มท้องพระโรงประหนึ่งเหมือนซากศพ เมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจจึงไม่เกิดความลังเลใจอีกต่อไป ทรงตัดสินใจออกบวชทันที

ที่ลุ่มแม่น้ำอโนมา  หลังจากที่ได้ทรงถอดเครื่องประดับทั้งหลายพร้อมกับบอกให้นายฉันนะ นำกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เพราะพระองค์ตัดสินใจออกบวชแล้ว จึงได้ทำการ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งแรก”ว่า ขอให้พระองค์เองได้ตัดใจบวชเพื่อมุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตแสวงหาทางพ้นทุกข์นับแต่บัดนี้

โดยถ้าหากพระองค์จักได้ทำการตรัสรู้ก็ขอให้ พระเกศาของพระองค์จงลอยอยู่บนอากาศอย่าได้ตกลงมาเลย ปาฏิหาริย์ครั้งแรกแห่งการอธิษฐานก็เกิดขึ้นทันที

เพราะหลังจากที่พระองค์ตัดพระเกศาออก ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบเหาะนำพานมารองรับพระเกศาเอาไว้แล้ว นำพระเกศาของพระองค์ไปบรรจุไว้ในเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อไป

จุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนาจึงได้เริ่มต้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ อโนมาแห่งนั้น หลังจากออกผนวชได้ 7 วัน พระโพธิสัตว์สิทธัตถะก็ได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์แล้วมุ่งหน้าไปที่กรุงราชคฤห์ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารปกครองอยู่ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ด้วยพระองค์เองและทูลขอให้ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์แห่งนี้

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ สำนึกได้ว่าไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานเพราะต้องแสวงหาทางดับทุกข์นั้นให้ได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามกรรมกำหนดจึงได้ให้สัญญากับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากได้บรรลุธรรมแล้วจะเสด็จมาโปรดพระองค์และชาวเมืองเป็นพวกแรก

จากนั้นก็ได้ทรงเดินทางไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร ทรงศึกษากับพระอาจารย์อาฬารดาบส ถึงเรื่องการเข้าสมาบัติสำเร็จฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 ซึ่งถือเป็นความรู้ทางธรรมอันสูงสุดของอาจารย์ หลังจากพระองค์ได้บำเพ็ญจิตสมาธิจนบรรลุฌานทั้ง 8 แล้วอาจารย์ก็หมดภูมิจะสอนต่อไปอีก

พระโพธิสัตว์จึงได้เสด็จไปยังเมืองพาราณสีเพื่อศึกษาต่อกับ พระอาจารย์อุททกดาบส รามบุตรซึ่งพระองค์ก็ใช้เวลาศึกษาอยู่ไม่นานก็สำเร็จ แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่ธรรมะขั้นสูงสุดที่จะทำให้สำเร็จมรรคผลถึงนิพพานได้ จึงได้ปฏิเสธคำเชิญของอาจารย์ที่จะอยู่ร่วมเป็นอาจารย์ช่วยสั่งสอนศิษย์ทั้งหลาย จึงได้ลาและออกแสวงหาธรรมโดยพระองค์เองต่อไป

เวลาผ่านไปหลายปี พระโพธิสัตว์สมณโคดมได้ทดลองการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด ไม่ว่า การบำเพ็ญแบบเดียรถีย์ ที่เป็นแนวปฏิบัติของนักบวชของอินเดียในสมัยโบราณ ที่ต้องทรมานร่างกายในแบบต่าง ๆ เช่น การประพฤติตนเปลือยกาย ไม่ยอมรับอาหารที่เขาให้ หรือ ฉันอาหารที่เก็บไว้วันเดียวบ้างเจ็ดวันบ้าง เดินเขย่งเท้าหรือนอนบนที่นอนที่ทำด้วยหนาม เป็นต้น

ในขณะที่ประทับอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม ก็มีชายกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองกบิลพัสดุ์มาตามหาพระสมณโคดม นำโดย ท่านอัญญาโกณทัญญะ พราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้า ได้พาพวกมาเข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใส และทั้งหมด ขออยู่รับใช้ที่นั่นจนกว่าพระโพธิสัตว์จะได้บรรลุธรรม

พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาจนพระวรกายซูบผอมดำคล้ำจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกโดยการบำเพ็ญขั้นสุดท้ายนี้คือ การบริโภคอาหารน้อยลงจนถึงหยุดกินอาหารไปเลย เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ตามมารับใช้ต่างก็ช่วยกันดูแลพระโพธิสัตว์อยู่ตลอด พระองค์ได้ทำการทรมานตนเองจนเกือบจะสิ้นพระชนม์อยู่หลายวัน

แต่สำหรับท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์ และยังเกรงว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวนี้จะเกิดความสูญเปล่า ดังนั้นในคืนที่ 49 แห่งการบำเพ็ญเพียรก่อนที่ร่างของพระองค์กำลังจะดับสูญไปเพราะความทุกข์ทรมาน

พระองค์ได้ยินเสียงพิณจากนักดนตรีที่แล่นเรือผ่านมาตามแม่น้ำ ซึ่งก็คือพระอินทร์แปลงกายมาโดยที่นักดนตรีปลอมนั้นแกล้งตั้งสายพิณให้หย่อนบ้าง และ ตึงบ้างสลับกันไปจนกระทั่งพระอินทร์ตั้งเสียงพิณจนสุดจนสายขาดผึงไป

เพราะเสียงพิณที่แตกต่างกัน ทำให้พระองค์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “จิตกับกาย” หรือนามกับรูปเป็นครั้งแรกว่าในขณะนี้พระองค์ได้ทรมานร่างกายมากเกินควร เพราะธรรมชาติของร่างกายสามารถทนได้เพียงเท่านี้หากดื้อดึงจะใช้จิตเคี่ยวเข็ญร่างกายจนเกินกำลังก็คงไม่อาจบรรลุธรรมได้แน่

และทำให้พระองค์ได้นึกถึงตอนที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ ในงานแรกนาขวัญขณะที่อายุได้ 8 พรรษาได้นั่งอยู่ใต้ต้นหว้าที่ร่มเย็นและมีใจเป็นสมาธิมาก ถือศีล งดเว้นจากเรื่องทางโลกทั้งหลายจนได้บรรลุฌานเบื้องต้น รู้เท่าทัน “จิต” และมีความสุขจากการรับรู้นั้นทำให้เกิดความสงบจากสิ่งเจือปนทางจิต (กิเลส) ทั้งปวง เมื่อตระหนักได้ดังนี้ พระองค์ก็ได้ยินเสียงพิณที่ได้ขึ้นสายใหม่ที่เสียงมีความพอดีบรรเลงได้ไพเราะจึงได้เลิกทรมานกายเพราะตระหนักแล้วว่า

 

การเดินสายกลาง ที่ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนจนเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

การปฏิบัติที่ตึงเกินไปทำให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความหิวก่อให้เกิดทุกข์จึงหันมาบริโภคน้ำและอาหารเพื่อร่างกายที่แข็งแรงอีกครั้ง

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 พอได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารอีกครั้ง ด้วยความที่ไม่ทราบถึงหลักความจริงในเรื่องการเดินสายกลาง ก็จึงเกิดความเสื่อมศรัทธาในตัวพระองค์ ต่างพากันหลีกหนีไปไม่อยู่รับใช้อีก

แต่พระพุทธองค์ก็ตั้งมั่นในทางสายกลางที่ได้ค้นพบต่อไปเพราะรู้แล้วว่า “หากร่างกายดี จิตก็ดีตาม สมาธิก็มีความตั้งมั่น” จึงเป็นทางที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นได้

และในช่วงนั้นเองก็มีมีบุคคลผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการตรัสรู้ และเป็นเหตุเนื่องมาจากการ “อธิษฐาน” เสียด้วย นั่นก็คือ นางสุชาดา ซึ่งเป็นธิดาเศรษฐีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งนั้น ซึ่งนางได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อเทวดาที่ต้นไทรว่า หากนางมีครอบครัวและได้บุตรชาย นางจะนำข้าวมธุปายาสมาถวายกับเทวดา (ข้าวมธุปายาสนั้นเป็นข้าวที่หุงด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง)

ซึ่งในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารจนร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้ผิวพรรณและร่างกายกลับมามีความสดใสเปล่งปลั่งสมกับลักษณะของมหาบุรุษอีกครั้ง นางสุชาดาได้เห็นก็เชื่อว่าต้องเป็นเทวดาอย่างแน่นอน นางจึงเอาข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พร้อมทั้งอธิษฐานอีกครั้งว่า  “ข้าพเจ้าได้บรรลุความปรารถนาแล้วขอให้ท่านได้บรรลุความปรารถนาเช่นเดียวกัน”

 

การอธิษฐานครั้งที่สอง ของพระโพธิสัตว์จึงบังเกิดขึ้นจากการถวายข้าวมธุปายาสนี้ หลังจากที่พระองค์ได้เสวยข้าวจนหมดแล้วก็ได้เดินนำถาดทองไปที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อตั้งจิต อธิษฐานบารมีอีกครั้งว่า

“ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป”

ปาฏิหาริย์ครั้งที่2 จึงเกิดขึ้นทันตาเห็นทันที เมื่อถาดถูกปล่อยจากพระกรหรือมือของพระองค์แล้ว ถาดที่หนักอึ้งนั้น ก็หมุนลอยทวนกระแสน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยแรงอธิษฐานและจมสู่นาคพิภพไปรวมกับถาดอีก 3 ใบของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปัจจุบัน

อธิบายแทรกเพิ่มตรงนี้นิดหน่อยครับ ภัทรกัปคือการ อุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบันมีอยู่ 5 พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ พระโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)และ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทะเจ้าองค์ต่อไป

 หลังจากถาดได้ลอยทวนน้ำไปแล้วพระองค์ก็เกิดความแน่วแน่และมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนจึงได้เสด็จไปยังโคนต้นโพธิ์ทางทิศตะวันออก ขณะที่กำลังจะประทับนั่นนั้นเอง ก็มีคนหาบหญ้าที่ชื่อว่า “โสตถิยะ” ผ่านมาได้เห็นลักษณะที่น่าเลื่อมใสงามสง่าของพระโพธิสัตว์ จึงได้ทำการถวายหญ้าคา 8 กำปูลาดเป็นอาสนะให้ประทับนั่ง พระองค์ทรงรับเอาไว้และนำไปประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ นั่งขัดสมาธิแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ก่อนที่พระองค์จะบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อการหลุดพ้นก็ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม” กำหนดใจให้สงบตั้งมั่นว่า

 

“แม้เลือดในร่างกายจะแห้งเหลือแต่หนัง เอ็นหุ้มกระดูก็ตามหากยังไม่ได้บรรลุพระธรรมอันประเสริฐสูงสุดนั้น เราจะไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์แห่งนี้”

เทวดาทั้งหลายทั่วทั้งชั้นฟ้าต่างก็ได้รับรู้ถึงการอธิษฐานจิตของพระองค์ในครั้งนี้ จึงได้พากันลงมาสดุดีบูชามหาบุรุษด้วยดอกไม้ ของหอมต่าง ๆแล้วโมทนาบุญที่บังเกิดขึ้นในครั้งนั้น แต่ยังมีเทพองค์หนึ่งที่ต้องการขัดขวางการบรรลุธรรมของพระองค์คือ “พญาวสวัตดีมาร” ซึ่งเป็นถึงผู้ปกครองชั้นสูงสุดของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (สวรรค์กามาวจร)

พญามารนั้นเกรงว่าผู้ใดบรรลุธรรมแล้วจะมีอำนาจพ้นจากกามสุข ซึ่งเป็นอำนาจของตนเองที่ใช้ปกครองเทวดาทั้งหลาย ได้ยกกองทัพมารจำนวนมหาศาลมาประชิด โดยที่พญาวสวัตตีมารได้ขี่ช้างที่ชื่อ “คีรีเมขล์” ที่มีความสูงถึง 150 โยชน์มาด้วยทำให้เหล่าเทวดาพากันถอยหนีไปหมด

ณ บัดนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งพระทัยมุ่งจิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ให้สู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำและยกจิตของพระองค์เองให้สูงขึ้นเหนือสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราวทั้งหลาย ที่เคยได้ประสบมาแล้วตั้งแต่ครั้งยังเป็นเจ้าชายอยู่ให้พ้นไป

พญามารได้ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ได้ลุกออกจากโพธิบัลลังก์โดยอ้างว่า บัลลังก์ที่พระองค์ประทับนั่งอยู่นั้นเป็นของพญามารเอง เพราะหน้าที่บงการชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ประสบทุกข์หรือสุขนั้นเป็นหน้าที่ของพญามารแต่เพียงผู้เดียว

แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ลุกขึ้นตามความประสงค์ของพญามาร บุญบารมีทั้งหมดที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติจะเป็นสื่อกลางและธรณีที่ประทับนั่งอยู่จะเป็นพยาน หลังจากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วชี้ของพระหัตถ์ด้านขวาชี้ลงไปที่ธรณี

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทั่วทั้งปฐพีเกิดการสั่นไหวแม้แต่ท้องฟ้าก็ร้องคำราม พระแม่ธรณีได้ผุดขึ้นมาจากธรณีเป็นพยานและได้ถือเอาหลักฐานที่พระโพธิสัตว์กล่าวอ้าง มาแสดงให้ปรากฏแก่สายตาของพญามาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมที่ชุ่มไปด้วย “บุญบารมี” ของพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนมีปริมาณมากจนไม่อาจจะประมาณได้   น้ำปริมาณมหาศาลได้พัดท่วมเหล่ามารนั้นจนหายไปหมดสิ้นซัดไปไกลลอยไปจนถึงเขตมหาสมุทร

ฝ่ายพญามารก็ยังไม่ยอมแพ้หมายมั่นจะนำกำลังที่เหลือกลับไป แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ถูกฟ้าผ่าลงมาอีก จึงยอมแพ้ต่อพระโพธิสัตว์ พญามารเกรงในพระราชอาญาและบารมีจึงออกปากสรรเสริญต่อพุทธเดชานุภาพของพระองค์ว่า ไม่มีบุคคลใดที่มีความเสมอเหมือนพระโพธิสัตว์ไม่ว่าในเทวโลกหรือในมนุษย์โลกก็ตาม และพระองค์จะช่วยให้เหล่ามนุษย์ได้พ้นจากสังสารวัฎได้อย่างแน่นอน

พระโพธิสัตว์ได้ชัยชนะเหนือความชั่วร้ายได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้ลับขอบฟ้า จากนั้นพระองค์ก็ได้กำหนดจิตให้เข้าสู่สมาธิทรงรำลึกถึงความทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตาย เกิดที่วนเวียนเกี่ยวเนื่องกันไปไม่ยอมสิ้นสุด จนจิตเป็นสมาธิในเวลาเย็นก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงชาติที่เคยเกิดมาก่อน

พอเวลาได้เลยไปถึงค่อนคืนแล้วก็ทรงเกิดปัญญา หยั่งรู้การเกิด การตายของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย พอถึงเวลาใกล้รุ่งเช้าก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงธรรมที่มีความดับแล้วซึ่งกิเลสทุกอย่างในตอนนี้ จิตของพระองค์ได้พ้นจาก กิเลสในสันดานที่เกิดจากความใคร่ (กามาสวะ)  กิเลสที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานทำให้อยากเกิด อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา (ภวาสวะ) และ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดานทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ( อวิชชาสวะ) คือพ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงบรรลุอรหันต์

ในที่สุดการค้นหาของพระองค์สิ้นสุดลง ทรงตรัสรู้กลายเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” โดยมีเหล่าเทวดาพากันลงมาโมทนาบุญกุศลให้มากมายในเวลานั้นภายหลังการบรรลุธรรมอันสูงสุดของพระพุทธองค์พื้นปฐพีก็กึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอีกครั้ง

ขั้นตอนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็สิ้นสุดลงด้วยประการฉะนี้ จากตัวอย่างในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์จะเห็นได้ชัดถึงพลังแห่งการอธิษฐานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและต้องมีปัจจัยเป็นองค์ประกอบที่ดีงามจึงจะบรรลุถึงความสำเร็จได้

โฆษณา

Read Full Post »

             อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ชื่อเดิมว่า สุทัตตะ) นับได้ว่าเป็นเศรษฐีที่นิยมการทำบุญทำทานเป็นอย่างมากด้วยจิตที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง ภายหลังจากการพบกับพระพุทธเจ้าที่บริเวณชายป่า สีตะวันใกล้เมืองราชคฤห์ พระองค์ได้แสดงธรรมโปรด ท่านก็ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันทันที

            ในการทำทานในช่วงแรกๆ ของท่านก็ประสบความราบรื่นด้วยดี คือมีผู้คนคอยสนับสนุนให้ทำทานมากมายตั้งแต่คนรับใช้ไปถึงพระมหากษัตริย์ผู้ครองแคว้นอย่างพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธก็ทรงให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

            การทำทานครั้งสำคัญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีครั้งสำคัญก็คือการสร้าง “วิหารทาน” ด้วยเล็งเห็นว่าอยากจะสร้างวัดที่บ้านเกิดที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลซึ่งมีประชากรเป็นจำนวนมาก และยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องธรรมะ จึงได้ไปขออนุญาตจากพระพุทธองค์เพื่อจะสร้างวัด

            หลังจากนั้นก็ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ โดยรอบหลังจากสำรวจอยู่นานก็ได้สถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างวัด คือมีความเงียบสงบไม่ใกล้และไกลเกินไปจากตัวเมืองนั่นคือ อุทยานของ “เจ้าเชตราชกุมาร” ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ไม่ว่าจะขอเสนอซื้ออย่างไรเจ้าเชตกุมารก็ไม่คิดที่จะขายให้ เจ้าเชตกุมารทนความตื๊อน่ารำคาญของ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ จึงหาเรื่องแกล้งโก่งราคาหวังจะให้หน้าหงายกลับไปจึง เสนอว่า ให้เอาเงินกหาปนะมาวางปูจนเต็มพื้นที่สวนจึงจะยอมรับ (1 กหาปณะ เท่ากับ 20 มาสก หรือ 4 บาท) ดังนั้นเงินที่จะนำมาปูให้เต็มลานสวนจึงมีจำนวนมหาศาล

            แต่การแกล้งเสนอราคาของเจ้าเชตไม่เป็นผลเพราะอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับรับคำหน้าตาเฉย เจ้าเชตกุมารแม้จะไม่เต็มใจก็จำต้องให้เพราะได้ตีราคาสวนอุทยานไปแล้วจึงต้องขายตามกฎหมาย เมื่อตกลงขายพระอุทยานแล้ว อนาถบิณฑิกก็ระดมข้าทาสบริวารมาช่วยกันบรรทุกเงินกหาปนะมาปูลาดให้เต็มบริเวณสวนเลยทีเดียว

เจ้าเชตกุมารเห็นความตั้งใจแบบเจ้าบุญทุ่มในครั้งนี้ก็คิดว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่มีคนบ้ามาสละทรัพย์มากมายขนาดนี้เพื่อหวังจะสร้างวิหารทานให้กับพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เจ้าเชตกุมารจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในที่สุดก็ออกปากยกสวนอุทยานของพระองค์ให้อนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยมีข้อแม้ว่าขอให้พระองค์ีมีส่วนร่วมในการสร้างซุ้มประตูทางเข้าวัด

 เมื่อการตกลงซื้อที่ดินเสร็จสิ้นการก่อสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นได้และใช้เวลาไม่นานก็สร้างเสร็จราวกับเนรมิตขึ้นทีเดียว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดพระเชตวันมหาวิหาร” โดยนำชื่อของเจ้าเชตกุมารมาเป็นชื่อวัดเพื่อให้เกียรติและเป็นอนุสรณ์ในการสร้างบุญกุศลวิหารทานในครั้งนี้

ไม่เพียงแต่เพียงการสร้างโบสถ์หรือวิหารเท่านั้นยังมีการสร้างหอฉัน โรงไฟ เรือนเก็บเสบียงหรือโรงครัว (กัปปิยกุฎี) ส้วม (วัจกุฏี) รวมไปถึงศาลารายทางระหว่างเดินทางไปยังวัดพระเชตวันมหาวิหารอีกมาก เพราะระยะทางระหว่างเมืองมีระยะทางไกลมากและต้องใช้การเดินทางด้วยเท้าเท่านั้น

ศาลานั้นจะสร้างโดยเว้นระยะห่างกันหลังละ 1 โยชน์ (ประมาณ16 กิโลเมตร) ซึ่งระยะทางระหว่างเมืองราชคฤห์ มายังเมืองสาวัตถีนั้นเป็นระยะทางไกลถึง 45 โยชน์ (ราว720 กิโลเมตร) พระพุทธองค์รวมทั้งพระสาวกต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 45 วันจึงเสด็จมาถึงวัดพระเชตวันมหาวิหาร (เมืองราชคฤห์อยู่แคว้นมคธ ส่วนเมืองสาวัตถีอยู่แคว้นโกศล)

อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้น้อมถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารแด่พระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสโมทนาและทรงแสดงอานิสงส์แห่งการสร้างและถวายวัดเป็นวิหารทานและได้ให้คำแนะนำแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ให้มอบวิหารทานนี้เพื่อยังประโยชน์แก่พระภิกษุที่มาจากทั่วทุกสารทิศได้พำนักอาศัย

อนึ่งการสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหารขึ้นในครั้งนี้ทำให้เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปไกลและพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จมาประทับ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลานานถึง 19 พรรษาเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พออนาถบิณฑิกเศรษฐียังได้จัดงานสมโภชฉลองวัดเลี้ยงผู้คนมากมายติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 9 เดือน รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อที่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างวัดและการจัดงานฉลองรวมกันแล้วก็มากมายถึง 54 โกฏิกหาปนะ (1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน ดังนั้นมูลค่าค่าใช้จ่ายจึงเท่ากับ 540 ล้านกหาปนะ ตีเป็นไทยบาทก็ประมาณ 2,160 ล้านบาท)

การทำบุญของท่านอนาถบิณฑิกยังคงดำเนินต่อไปโดยทุกวันจะจัดให้มีการถวายทานโดยนิมนต์พระภิกษุมาฉันที่บ้านวันละ 500 รูป และจะเพิ่มอีก 500 รูปในทุกๆ 15 วันรวมไปถึงการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่มาจากต่างถิ่นวันละ 500 รูป ภิกษุที่อาพาธและ ภิกษุที่เป็นผู้พยาบาลภิกษุอาพาธอีกอย่างละ 500 รูปเช่นกันเรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายในการถวายทานแต่ละวันเป็นเงินมหาศาลทีเดียว

วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องมีเหตุยากจนลงด้วยเหตุที่มีพ่อค้าที่กู้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้วไม่ยอมใช้หนี้ อีกทั้งทรัพย์สมบัติประจำตระกูลที่ฝังไว้ข้างแม่น้ำก็ถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทรัพย์สมบัติต่างๆ เลยถูกน้ำพัดหายไปหมดสิ้น (สมัยก่อนยังไม่มีธนาคารแบบในปัจจุบันมักจะเก็บเงินไว้ในบ้าน ฝังดิน หรือไม่ก็ซ่อนไว้) แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ย่อท้อในการทำบุญถวายทานยังคงปฏิบัติตนต่อไปเช่นเดิมถวายทานด้วยจิตศรัทธาต่อไป แม้ว่าอาหารที่ถวายจะเหลือเพียงปลายข้าวและน้ำผักดองไม่ใช่ของที่ประณีตเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม

พระพุทธองค์ตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า การให้ทานนั้นอย่าได้คิดว่าตนเองได้ให้ของที่เศร้าหมอง อยู่ที่จิตที่คิดจะให้เป็นสำคัญไม่ว่าของที่ให้จะเป็นของดีหรือไม่ก็ตามแต่ถ้าให้โดยไม่เคารพ ไม่ได้ถวายด้วยตนเอง ถวายของเหมือนโยนให้ ไม่เชื่อในอานิสงส์ของทานแม้ว่าจะละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่พบกับสิ่งที่ควรจะพึ่งได้ในภพนั้นๆ เลย (อสัปปุริสทาน)

ด้วยเหตุที่ยากจนลงนี้เองทำให้เทวดาพาลผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมากล่าวเตือนให้เลิกทำทานและเลิกสนใจพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ทำให้อนาถบิณฑิกต้องออกปากไล่เทวดาพาลผู้นั้นไป ฝ่ายเทวดาภายหลังได้สำนึกผิด จึงพยายามทำความดีไถ่โทษโดยแปลงกายเป็นเสมียนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำหนังสือสัญญาไปทวงหนี้แทนแล้วนำทรัพย์เหล่านั้นมาใส่ไว้ในห้องว่างให้เต็มเหมือนเดิม

ส่วนทรัพย์สมบัติที่จมน้ำหายไปก็ไปตามคืนเอามาได้ทั้งหมด รวมถึงเงินที่ไม่มีผู้เป็นเจ้าของแล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ในห้องสมบัติของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทั้งหมดเมื่อได้ทรัพย์สมบัติคืนมาทั้งหมดรวมกันถึง 54 โกฎิกหาปนะแล้ว เทวดาจึงได้ไปกล่าวขอขมาต่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นเทวดาสำนึกในความผิดจึงนำเทวดาผู้นี้ไปพบกับพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์ได้พิจารณาความ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้วเทวดาพาลผู้นั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

อีกกรณีที่น่าสนใจในการทำบุญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีคือการ “จ้างลูกชาย” ไปฟังธรรมเพราะนาย กาละ บุตรชายคนโตของตนแม้ว่าจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ก็ไม่เคยถือศีลฟังธรรมเลยวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ท่านจึงจ้างลูกไปฟังธรรมในวันพระและให้ถือศีลในวันพระด้วย กาละหวังจะได้เพียงลาภที่พ่อให้แม้จะรักษาศีลได้แต่ก็ไม่ได้สนใจฟังธรรม ไปนอนเล่นทำตัวสำราญเสียมากกว่า

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็จ้างด้วยเงินที่มากขึ้นถึง 1 พันกหาปนะ (ประมาณ 4 พันบาท) โดยให้ไปนั่งฟังธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วจดจำมาบอกตนให้ได้เพียงแค่ 1 บทก็พอ เมื่อถึงเวลานายกาละก็ไปฟังธรรมเพราะหวังจะได้ทรัพย์จึงไม่ได้ตั้งใจฟังธรรมมากนัก

 พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณถึงจุดประสงค์ของกาละ จึงทำอาการให้นายกาละจำบทธรรมไม่ได้ จนกว่าจะตั้งใจฟังเมื่อกาละตั้งใจฟังจึงได้เข้าใจในธรรมที่พระพุทธองค์แสดงอย่างแจ่มแจ้งและบรรลุโสดาปัตติผล (กระแสแรกแห่งการถึงซึ่งนิพพาน) ในที่สุด

คราวนี้แม้อนาถบิณฑิกเศรษฐีจะว่าจ้างด้วยทรัพย์เท่าไหร่ กาละก็ไม่ยอมรับเงินเพื่อการไปฟังธรรมอีกเลย กลับหันมาตั้งใจถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและปฏิบัติตนด้วยทางแห่งบุญ มุ่งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไปตลอดชีวิต

วาระสุดท้ายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาถึงเมื่อท่านป่วยหนัก ท่านได้ส่งคนให้ไปนิมนต์พระสารีบุตรโดยมีพระอานนท์คอยติดตามเพื่อมาโปรดจะได้ระงับอาการป่วยของท่านในช่วงวาระสุดท้าย พระสารีบุตรได้แสดงธรรมที่เรียกว่า “ธรรมีกถา” รวมความได้ว่า เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดและให้รู้จักปล่อยวางชีวิต โดยธรรมบทนี้พระอริยะเจ้าจะไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ทั่วไปเพราะถือว่าเป็นธรรมชั้นสูงที่เข้าใจได้ยาก

แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กล่าวขอร้องว่า ต่อไปขอให้ท่านสารีบุตรได้แสดงธรรมนี้แก่คนธรรมดาบ้าง และจะต้องมีผู้ที่เข้าใจธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน หลังจากที่พระสารีบุตรและพระอานนท์คล้อยหลังกลับไปได้ไม่นาน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ

ด้วยอานิสงส์แห่งทานและการสำเร็จเป็นพระโสดาบันในรูปคฤหัสถ์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำให้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้น 4 ตามภพของเทวดาชั้นกามาวจร 6 ชั้น) กรณีของท่านนับเป็นกรณีพิเศษตรงที่จะไม่กลับมาเกิดยังโลกมนุษย์อีกแต่จะวนเวียนอยู่ในชั้นสวรรค์เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นต่างๆ จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน และท่านก็ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้ที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในด้านแห่งถวายทานอีกด้วย (ผู้เป็นทายก)

ไม่ว่าคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดอย่างนาย มหาทุคตะ หรือ ร่ำรวยมหาศาลไม่อาจประมาณได้อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังต้องทำบุญทำทานเพื่อสร้างเป็นบุญบารมีติดตัวไปไว้ทั้งในภพชาติปัจจุบันและไว้ใช้ในชาติภพต่อไป สุดท้ายทั้งสองก็ได้บรรลุจุดสูงสุดคือนิพพานพ้นทุกข์ไปอย่างถาวร

ดังนั้น การทำบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนทุกฐานะควรให้ความสำคัญและลงมือปฏิบัติจะเป็นเครื่องนำออกจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจนแค่ไหนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใดทุกคนจึงต้องหมั่นประกอบบุญด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาให้เป็นประจำอยู่เสมอทั้งสิ้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ ร่ำรวยอยู่ได้ไปตลอดอายุขัย

Read Full Post »

             เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ หนุ่มที่ชื่อ ทุคตะ หรือว่า มหาทุคตะแปลว่าผู้ที่ยากจนสิ้นไร้อย่างที่สุด นายทุคตะคนนี้เป็นขอทาน วันๆ คอยแต่จะรับอาหารจากคนรวยหรือไม่ก็ไปรอรับอาหารจากพระที่กุฏิวัดเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

วันหนึ่งนาย ทุคตะ ได้เห็นคนเขาพากันนิมนต์พระคนละสิบรูป ยี่สิบรูป บางคนก็เป็นร้อยๆ รูปไปฉันอาหารที่บ้านก็เกิดความแปลกใจจึงได้สอบถามกับบัณฑิตที่มาชวนให้ไปทำบุญ หลังจากได้รับคำแนะนำจากบัณฑิตผู้เป็นผู้จัดการงานทำบุญใหญ่นี้ว่า ตนเองควรจะทำบุญทำทานเสียบ้างเพื่อที่ในปัจจุบันชาติและภพชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนแบบนี้ต่อไป

เมื่อทุคตะเข้าใจถึงคำแนะนำแล้วก็จึงเกิดความอยากทำบุญกับเขาบ้าง จึงได้ไป “จองพระ” ไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตหนุ่มผู้จัดการพระที่มาชวนว่าแล้วก็ชวนภรรยาของตนไปรับจ้างเศรษฐีเพื่อที่จะเอาค่าแรงที่ได้ไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น

            ในขณะที่ไปรับจ้างทุคตะและภรรยาก็มีความขยันขันแข็งรื่นเริงมาก เศรษฐีนายจ้างก็เกิดความชอบใจเลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นสองเท่า และยิ่งได้รู้ว่านายทุคตะจะเอาเงินค่าจ้างไปทำบุญก็ยิ่งดีใจและขอโมทนาบุญเพื่อการนี้ด้วย หลังจากได้ค่าจ้างแล้วทั้งนายทุคตะกับภรรยาก็พากันตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระด้วยความยินดีเป็นที่สุด

วันรุ่งขึ้นนายทุคตะก็รีบตื่นแต่เช้าไปถามผู้จัดการในการทำบุญว่าจองพระรูปไหนเอาไว้ให้ตน จะได้นิมนต์ไปฉันที่บ้านได้ทันเวลา

            ผู้จัดการบอกว่า ลืมจดบัญชีเอาไว้ขอโทษทีเถอะ เพราะนายทุคตะนิมนต์พระแค่รูปเดียวเท่านั้นเองตนเลยไม่ได้จดไว้ นายทุคตะเสียใจแทบล้มทั้งยืน แล้วร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ว่า นายเป็นคนชวนฉันมาให้ทำบุญเองแท้ๆ ฉันก็ไปรับจ้างหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก ตระเตรียมอาหารสุดความสามารถแล้วนายไม่มีพระจะให้แล้วทีนี้จะให้ฉันทำอย่างไร

            ผู้จัดการก็คิดหาทางออกให้ (หรือไม่ก็เป็นบุญเก่าของนายทุคตะก็ไม่อาจทราบได้) ที่ยังเหลือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้เป็นประมุขแห่งสงฆ์ทั้งหลายยังไม่มีใครนิมนต์ท่าน ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนยากไร้อยู่แล้ว นายรีบไปนิมนต์พระองค์เถอะ

            นายทุคตะรีบวิ่งที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธองค์ทราบด้วยฌานจากการตรวจดูสัตว์โลก ณ เวลาใกล้รุ่งอยู่แล้วว่านายทุคตะจะมาหา ดังนั้นแม้จะมีเหล่ากษัตริย์ หรือมหาเศรษฐีในเมืองมา รอนิมนต์พระองค์อยู่มากมาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับบาตรของพระองค์ นายทุคตะรับบาตรของพระองค์ได้ ทันทีที่พระพุทธองค์ก้าวเท้าออกมาจากพระคันธกุฎี

            ที่สำคัญคือ แม้เหล่ากษัตริย์หรือเศรษฐีจะขอประมูลบาตรด้วยราคาเท่าไหร่นายทุคตะก็ไม่ยอมขายรีบอุ้มบาตรเดินนำพระพุทธองค์ลิ่วๆ ไปที่กระท่อมของตนเอง

            เรื่องร้อนถึงท่านเจ้าสักกะเทวราช (พระอินทร์) ได้จำแลงกายปลอมตัวเป็นพ่อครัวหัวป่าฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำกับข้าวจานเด็ดไว้คอยถวายให้พระพุทธองค์โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด ข้อนี้หากมองในแง่ของมานุษยวิทยาแล้ว ก็คงเป็นเพื่อนบ้านใจดีมีฝีมือคนหนึ่งได้มาช่วยนายทุคตะคนนี้ทำอาหารให้

            หลังจากพระพุทธองค์เสวยเสร็จก็ได้ประทานโอวาทแก่ทุคตะเรื่องผลแห่งการให้ทานแล้วก็เสด็จกลับไปพระอาราม นายทุคตะก็ถือบาตรกลับไปที่วัดด้วยบอกให้ลูกเมียนั่งรอที่บ้าน พอนายทุคตะกลับมาบ้านกลับพบว่าไม่มีที่จะให้ตนเองอยู่เสียแล้วเพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยแก้วรัตนทั้ง 7 ประการเป็นที่ฮือฮาของคนในเมืองมากโดยคนเข้าใจกันว่าเป็นเพราะได้อานิสงส์แห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

            นายทุคตะไม่รู้จะทำอย่างไรกับทรัพย์มากมายขนาดนี้ จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระราชา พระราชาก็สั่งให้คนเอาเกวียนสักพันเล่มมาขนไปกองไว้ที่หน้าพระลาน แล้วตรัสถามว่ามีใครบ้างที่มีทรัพย์สินมากมายปานนี้ในเมืองแห่งนี้บ้าง เมื่อไม่มีใครมีทรัพย์มากเท่ากับนายทุคตะ พระองค์จึงได้สถาปนาเขาให้เป็นเศรษฐีประจำเมืองต่อไป

            ทุคตะเศรษฐีนั้นในใจสำนึกเสมอว่า การที่ได้ทรัพย์ร่ำรวยมากมายถึงขนาดนี้ได้มาเพราะการทำบุญทำทาน เขาจึงไม่ประมาทในชีวิตและไม่ประมาทในการทำบุญด้วยเมื่อสิ้นชีวิตจากภพชาตินั้นแล้วก็ได้มาเกิดอยู่เป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และได้ชื่อว่า “บัณฑิต” อันเป็นชาติสุดท้ายเพราะภายหลังได้อุปสมบทเป็นสามเณรไม่นาน สามเณรบัณฑิตก็ได้บรรลุอรหันต์ขึ้นสู่นิพพาน

            ว่าเรื่องการทำทานของคนที่ยากจนที่สุดไปแล้ว มาดูเรื่องของคนรวยทำทานกันบ้างครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคนดังในพระพุทธศาสนานามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”

Read Full Post »