Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ปัญหา’

คนส่วนใหญ่เมื่อพบเจอกับความทุกข์ ก็อาจพร่ำบอกกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ไม่นานมันก็จะผ่านไป” แล้วก็นั่งเฉยๆ โดยหวังว่าความทุกข์จะผ่านเราไปจริงๆ ซึ่งการทำเช่นนั้นอย่างถูกต้องตามหลักนั้น จะสามารถช่วยคุณได้จริงครับ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่กลับใช้วิธีนี้อย่างไม่ถูกต้องสักเท่าไร ทำให้ปัญหาแทนที่จะบรรเทากลับกลายเป็นการสะสมพลังให้มันมีอำนาจมากดดันเราให้ทุกข์มากกว่าเดิม

 

ดีไม่ดีปัญหาเล็กๆ ที่เราน่าจะแก้ได้ในตอนเริ่มแรก อาจกลายเป็นปัญหาลุกลามยากจะแก้ไขได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจาก “ปากเราก็บอกว่าไม่คิดมาก ปล่อยมันไป แต่ใจกลับคิดวนเวียนจนร้อนเป็นไฟ” กล่าวคือเราไม่ได้ทำการปล่อยวาง ทิ้งปัญหาอย่างแท้จริงนั่นเอง

 

ตัวอย่างเช่น ความทุกข์ในครอบครัว เมื่อสามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วต่างคนต่างก็อาจเผลอสร้างความทุกข์ให้อีกฝ่ายทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา ซึ่งหากทั้งคู่เรียนรู้ที่จะใช้วิธีนิ่งเฉย “เพื่อเข้าใจ ปล่อยวาง” มันก็ย่อมทำให้ปัญหาไม่ลุกลาม แต่หากเป็นการนิ่งเฉย “เพื่อเก็บกด” มันก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่รอวันปะทุ และนานๆ เข้าความทุกข์ในใจของทั้งสองคนก็ย่อมเพิ่มปริมาณมากขึ้นๆ

 

ความทุกข์ลักษณะนี้แหละ ที่เราควรจัดการกำจัดมันออกไปจากชีวิต

ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสับสน เพราะเคยได้ยินมาว่า ศาสนาพุทธสอนให้คนรู้จักปล่อยวางไม่ใช่หรือ ซึ่งจริงครับ ในทางพุทธศาสนานั้นได้มีหลัก อุเบกขา หรือ การวางเฉย เป็นหนึ่งในทางบรรเทาความทุกข์ แต่ทว่าการวางเฉยนั้น ต้องเป็นการวางเฉยที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ หาใช่การวางเฉยแบบฝืนทำเป็นไม่ดูดาย

 

เช่นกรณีข้างต้น เมื่อภรรยาหรือสามีของเราเกิดอารมณ์เสียขึ้นมา แล้วก็พูดจารุนแรงไม่เข้าหู หากเรานิ่งเฉย ด้วยความเข้าใจว่า “อ๋อ เขาอารมณ์เสียมาจากข้างนอกน่ะ” หรือ “เขาก็เป็นคนแบบนี้เอง ชอบอารมณ์เสียง่ายประจำ” คิดแบบเข้าใจเหตุและผล แล้วเราค่อยนิ่ง ตามด้วยการคิดแนวทางเพื่อจัดการหาทางออก แบบนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นการบรรเทาความทุกข์ เพราะเราจะทุกข์ร้อนน้อยลง หรือหากเข้าใจอย่างจริงจังแล้ว เราอาจไม่ทุกข์เลยก็ได้ เพราะเรารู้ว่านี่เป็นเรื่อง “เช่นนั้นเอง

 

แต่หากเรานิ่ง แต่ในใจเราคิดว่าเป็นการ “นิ่งแบบเก็บกดความไม่พอใจ” นั่นย่อมไม่ใช่อุเบกขา แต่เป็นการอดทน อดกลั้น กดความรู้สึกตนเอง โดยที่ใจภายในก็ไม่ได้เข้าใจเหตุผลหรือไม่ก็รู้สึกค้านในใจตลอด… นิ่งแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้หลายคนเป็นดั่งเช่นภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเวลา

 

นับแต่นี้ไปเราจึงควรเข้าใจแนวทางการวางเฉยให้ถูกต้อง ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบขอไปทีหรือนิ่งแบบอันธพาล ประเภทว่านิ่งก็จริง แต่ในใจคิดตลอดว่า “ไว้คราวหน้าก่อนเถอะ จะต้องเจอการเอาคืนอย่างสาสม” แบบนี้มีแต่จะทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายมากขึ้นไปอีก

 

โปรดจำไว้นะครับ หากจะทำให้ปัญหาอ่อนพลังลง โดยใช้เวลาเป็นเครื่องบรรเทาพลังของปัญหาและเพิ่มพลังให้ตนเอง เราควรคิดให้ถูก มีทัศนคติที่ถูกต้องเป็นทุนตั้งต้น นั่นคือ การหันมาคิดบวก เช่น “ไม่มีปัญหาใดแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่นาทีนี้เราอาจยังไม่พร้อม เราอาจต้องการเวลาหรือที่ปรึกษามาช่วยอีกสักหน่อยเท่านั้นเอง” เห็นไหมครับ เราจะไม่มานั่งเสียเวลาด่าโน่นนี่หรือเก็บกดตนเอง แต่เราจะใช้เวลาเหล่านั้นสร้างพลังคิดเชิงบวกให้เกิดขึ้น

 

การแทนที่ทัศนคติเชิงลบด้วยพลังเชิงบวก คือแนวความคิดของทางด้านจิตวิทยาตะวันตก ซึ่งมีไว้ใช้รับมือกับปัญหาโดยเฉพาะ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของพุทธที่เน้นให้คนคิดดีเพื่อเราจะได้รับผลที่ดีตอบแทน ตามด้วยการรู้จักใช้สติทุกครั้งที่เกิดเรื่องสำคัญๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม

 

ดังนั้นการทิ้งปัญหาไว้เฉยๆ โดยที่เราไม่ทำอะไร มันย่อมไม่สามารถทำให้ปัญหาสลายตัวไปได้ โดยเฉพาะการคิดลบไปโหมความร้ายกาจของปัญหานั้น ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความทุกข์มากกันไปใหญ่ แต่หากเราใช้วิธี ทิ้งปัญหาเป็นการชั่วคราว และใช้เวลามาช่วยจัดการอย่างมีสติพร้อมด้วยความคิดบวก เชื่อมั่นในตนเองว่าเราทำได้ การทำเช่นนั้นจึงจะทำให้ปัญหาหายไปได้ในที่สุด

โฆษณา

Read Full Post »

ในเรื่องที่ทำงานและเรื่องงานนั้น เป็นเรื่องที่สร้างความปวดหัวให้แก่เรามากที่สุดทุกคน เพราะเราทุกคนนั้นต้องทำงาน เพื่อจะได้เงินมาเลี้ยงดูครอบครัวและตัวเอง แต่ในงานที่เราทำนั้นมันติดขัดกันไปหมด ดูเหมือนมันจะไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร บางครั้งดูเหมือนมันจะง่าย ทำแบบสบาย กลับมีปัญหาขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

 

ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า คนในที่ทำงานนั้นก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย ทั้งเจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงานทุกคน เราก็ควรมีทีท่าที่ดีต่อเขาเหมือนเราต้องมีท่าทีทีดีต้อเจ้าหนี้ของเราด้วย ถ้าเราอยากจะให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

 

เมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นเจ้าหนี้ เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราด้วย และเป็นคนที่เราอยากจะเชื่อม อยากจะติดต่อเพื่อความลื่นไหลในการทำงาน เราก็ควรที่จะทำการเชื่อมบุญไปหาเขา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขาด้วย

 

เพื่อเขาจะได้มีกำลังมากขึ้น ทำงานให้เรามากขึ้น และขอให้งานที่ต้องทำร่วมกันนั้นประสบความสำเร็จ ขออย่าให้มีกรรมหรืออุปสรรคมาขัดขวาง หรือทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท สร้างเวรสร้างกรรมกันอีก

 

ขอให้ทำตามทุกขั้นตอน ตามใบประกาศสัจจะอธิษฐาน เป็นการเชื่อมบุญ ใช้ได้ผลแน่นอน ทั้งเจ้านายไม่รัก ไม่สนับสนุน ทำอะไรก็ผิดไปหมด ทำดีเท่าไรก็ไม่มีคนเห็น ขอให้เราเชื่อศรัทธาในเรื่องของผลบุญ และใช้บุญนำหน้าชีวิตก็จะมีแต่ความรุ่งเรือง สงบสุข

 

ขอให้อยู่ในศีล ๕ ทำบุญ เชื่อมบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้เขาตลอดเวลา มันไม่ได้เปลืองเงินทอง เปลืองเวลามากมาย คุ้มแสนคุ้ม กับการที่จะมีหน้าที่การงานที่เจริญก้าวหน้า มีแต่คนสรรเสริญการทำชั่วนั้น เราทำได้ง่ายดายมากกว่าการทำดี มันเป็นการดึงเราให้ลงไปในที่ต่ำ มีแต่คนเขารังเกียจและไม่มีทางทำให้เราเจริญไปได้เลยไม่ว่าจะเป็นทางใด

 

เชื่อมบุญกลุ่ม

เคล็ดลับในการทำงานร่วมกันที่สำเร็จและยิ่งใหญ่

เรื่องนี้เป็นการเชื่อมบุญระหว่างเรากับคนเป็นจำนวนมากซึ่งจะเรียกว่า “บุญกลุ่ม” เป็นบุญใหญ่ที่สำคัญ ที่จะช่วยให้คนจำนวนมากสำเร็จในจุดมุ่งหมายที่วางเอาไว้ ได้รับผลอย่างคุ้มค่า

 

เพื่อในการที่จะทำงานร่วมกันให้สำเร็จ ไม่ว่างานนั้นจะใหญ่สักเพียงใด ซึ่งทุกคนในกลุ่มที่ทำงานร่วมกันนั้นสามารถทำได้ทุกคน เป็นวิธีการรวมรวมบุญที่น้อยคนนักจะรู้เรื่องนี้

 

หากเราสังเกตดูว่า ในบริษัทที่ใหญ่โตนั้น ที่เขาเจริญรุดหน้าอย่างต่อเนื่องไม่มีวันจะถอยหลังนั้น นอกจากการทำงานที่มีสติ ปัญญา มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่และไม่มีผิดศีลธรรมนั้น ทำไมเขาจึงเจริญเป็นปึกแผ่นมาก คนที่ทำงานที่นั่นก็ได้รับความสุข มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

 

บริษัทเหล่านี้เจ้าของกิจการเขาเป็นผู้มีบุญ บารมี เขาสามารถรู้เรื่องนี้โดยติดตัวมาตั้งแต่เกิดมันเป็นความจำหรือสัญญาในอดีตที่เขาหลงเหลืออยู่ และมารู้เพิ่มเติมจากครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ เขาจึงรุดหน้าไปไกลกว่าคนปรกติธรรมดา ที่ไม่รู้เรื่องนี้เลย ในบางแห่งนั้นเขามีที่ปรึกษาในด้านการทำบุญที่ถูกวิธีเสียด้วยซ้ำ

 

อย่าลืมว่าเขามีฐานบุญเป็นพ่อค้า เมื่อเขาลงทุนทำอะไรก็ตาม ต้องเกิดผลสูงสุด และเมื่อเขาลงทุนบุญ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องผิด ที่เขาต้องการให้บุญนั้นส่งผลให้เขาสูงสุดเช่นกัน การที่เขาจะดูหน้าตา ดู วัน เดือน ปีเกิดของคนที่จะมาทำงานในระดับบริหาร

 

ดูโหง้วเฮ้ง คนที่มาร่วมทำงานรับผิดชอบในส่วนต่างๆ เขาดูเพื่อจะเช็คในครั้งแรกว่า มีบุญที่จะทำงานร่วมกันกับเขาหรือไม่ เคยทำบุญร่วมกันมาหรือไม่ เพราะจะทำให้เขารวมบุญกลุ่มได้เร็วและแรง

 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขารู้จักเคล็ดลับสำคัญในการทำบุญกลุ่ม ทำบุญร่วมกันเพื่อให้บุญนั้นกองใหญ่ขึ้น เชื่อมบุญกันให้ทำงานแบบไม่มีติดขัด เหมือนแรงของน้ำจากหลายสายที่มารวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สามารถส่งแรงน้ำนั้นไปได้ไกลแสนไกล

 

ถ้าเปรียบท่อน้ำนั้นเป็นช่องทางในการทำงานของเรา ที่มันเต็มไปด้วยขี้สนิมเกรอะกรังมันคือ อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่ขวางทางของเรา แรงของเราคนเดียวมันน้อยนัก เป็นกระแสน้ำอ่อนๆ มันจะทะลุสนิมหรือบาปกรรมที่ขวางไว้ไปได้อย่างไร

 

มันจึงต้องเอาบุญมาเชื่อมต่อกัน จากกองเล็กๆ คนเดียวเป็นสองสามคน รวมกันให้มากยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี มันจะทำให้ทุกสิ่งที่เราทุกคนต้องการนั้นสำเร็จเอาน้ำจากที่ต่างๆ มารวมกันเป็นพลังน้ำที่ยิ่งใหญ่ ถึงจะทำการอะไรก็ตามสำเร็จ

 

เราคงเคยเห็นกองถ่ายละคร ที่เวลาเขาจะเริ่มถ่ายทำ แล้วทำไมเขาต้องทำบุญและมีการบรวงสรวง จะบอกให้ก็ได้ว่า เพราะมันเป็นการทำงานที่ต้องรวมคนจำนวนมาก คนที่มีเวรกรรมผูกพันกัน คนที่มีกรรมในชาติปัจจุบันติดตัวกันมากันมากมาย มองด้วยตาเปล่า อย่างจิตหยาบรับรองว่าไม่มีทางเห็น

 

ดังนั้นเขาจึงต้องมารวมตัวกัน เพื่อทำบุญร่วมกัน ต่างคนต่างให้อโหสิกรรมแก่กันและกัน และมีจิตใจที่เป็นบุญร่วมกัน กองถ่ายละครไหนรู้เคล็ดลับในเรื่องนี้ ละครเรื่องนั้นก็โด่งดัง มีคนรู้จัก มีเงินมีทองมากมาย ดาราก็ดัง คนจัดก็ดัง มีบุญที่รอยู่ข้างหน้าและรอเวลาที่จะมาร่วมงานกันอีกเปิดละครเรื่องใหม่ต่อไปแบบไม่มีหยุด

 

แต่ถ้าในกองละครกองนั้น มีคนที่ร่วมกัน แค่คนที่ให้อโหสิกรรมแต่ปาก แต่ใจนั้นยังมีอาฆาต ทำงานอย่างไรก็วุ่นวายไปตลอดเวลา และไม่มีทางสำเร็จ กองถ่ายล่ม หรือถ้าไม่ล่ม ออกแสดงทางทีวีก็เจ๊งไม่เป็นท่า มีเรื่องอื้อฉาวกันตลอดเวลา เรียกว่ามาสร้างกรรมกันอีกรอบอีกชาติหนึ่ง ต้องมาแก้กันอีกครั้งแน่นอนมันจะสำเร็จได้อย่างไร วิบากกรมมันขวางเอาไว้อยู่

Read Full Post »

ผู้ที่นับถือและศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นจะมีความเข้าใจเรื่องความเป็นไปของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วยเกิดด้วย “กรรม” เป็นตัวกำหนด ซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่เชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้ากำหนด หรือทวยเทพใดๆ เป็นผู้กำหนด

แต่ในเรื่องของกรรมนี้ก็ยังมีผู้ที่ยังเข้าใจผิดเรื่องนี้ไปก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นมากันเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านั้นมักจะอุทานหรือปรารภเมื่อเกิดความทุกข์เกิดปัญหาขึ้นในชีวิตว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” ซึ่งมีคำอธิบายไขข้อข้องใจในเรื่องกรรมนี้จากครูบาอาจารย์หลากหลายท่านดังต่อไปนี้

 

คนธรรมดาถาม : คำว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” นี่เห็นพูดกันจัง ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาพระพุทธเจ้าทรงสร้างเอาไว้หรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ฝั้น อาจาโร วัด อุดมสมพร จ. สกลนคร)

          “เราเองเป็นผู้ที่ก่อกรรม ก่อเวร ก่อภัย ไม่มีใครก่อให้ ไม่ใช่เทวบุตร เทวธิดาสร้างให้ พี่น้องสร้างให้ หรือบิดามารดาสร้างให้ เราสร้างของเราเอง”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเช่นนั้นขอคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องของกรรมหน่อยเถิดครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

          “กรรมคือการกระทำ กรรมคือการยึดมั่นถือมั่น กาย วาจา และใจ ล้วนสร้างกรรม เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น เราทำกันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้ในกาลข้างหน้า นี่เป็นผลของ การยึดมั่นถือมั่นและของกิเลสเครื่องเศร้าหมองของเราที่เกิดขึ้นในอดีต

ความยึดมั่นทั้งหลายจะทำให้เราสร้างกรรม สมมติว่าท่านเคยเป็นขโมยก่อนที่จะบวชเป็นพระ ท่านขโมยเขาทำให้เขาไม่เป็นสุข ทำให้ พ่อแม่หมดสุข ตอนนี้ท่านเป็นพระ แต่เวลาที่ท่านนึกถึงเรื่องที่ท่านทำให้ผู้อื่นหมดสุขแล้ว ท่านก็ไม่สบายใจและเป็นทุกข์แม้จนทุกวันนี้

จงจำไว้ว่า ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผลในอนาคตได้ถ้าท่านเคยสร้างกรรมดีไว้ในอดีต และวันนี้ก็ยังจำได้ ท่านก็เป็นสุข ความสุขใจเป็นผล จากกรรมในอดีตสิ่งทั้งปวงมีเหตุเป็นปัจจัยทั้งในระยะยาว และถ้าใคร่ครวญดูแล้วทั้งในทุกๆ ขณะด้วย

แต่ท่านอย่าไปนึกถึงอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต เพียงแต่เฝ้าดูกายและจิต ท่านจะต้องพิจารณาจนเห็น จริงในเรื่องกรรมด้วยตัวของท่านเอง จงเฝ้าดูจิต ปฏิบัติแล้วท่านจะรู้อย่างแจ่มแจ้ง อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่นและอย่าจับตาดูผู้อื่น ถ้าผมดื่มยาพิษ ผมก็ได้รับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมา เป็นทุกข์ด้วย จงรับเอาแต่สิ่งดีที่อาจารย์สอน แล้วท่านจะเข้าถึงความสงบ จิตของท่านจะเป็นเช่นเดียว กันกับจิตของอาจารย์ ถ้าท่านพิจารณาดู ท่านก็จะรู้ได้ แม้ว่าขณะนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจ เมื่อท่านปฏิบัติต่อไป มันก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม

           เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่วางกฎระเบียบกับเรา และหัวเสียกับเรา แท้จริงแล้วท่านต้องการจะช่วยเรา กว่าเราจะรู้ก็ต่อมาอีกนาน พ่อแม่และครูบาอาจารย์ดุว่าเราและเราก็ไม่พอใจ ต่อมาเราจึงเข้าใจว่า ทำไม เราจึงถูกดุ ปฏิบัติไปนานๆ แล้วท่านก็จะเห็นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่าตนฉลาดล้ำก็จะจากไปในเวลาอันสั้น เขา ไม่มีวันจะได้เรียนรู้ ท่านต้องขจัดความคิดว่าตัวฉลาดสามารถออกไปเสีย ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าผู้อื่น ท่านก็จะมีแต่ทุกข์ เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าขุ่นเคืองใจ แต่จงเฝ้าดูตนเอง”

 

คนธรรมดาถาม : จริงไหมว่า คนเราตัดเวรตัดกรรมได้ เมื่อตัดได้แล้วไม่ต้องรับกรรมนั้น?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาปต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรมโดยหลักของธรรมชาติ

เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม นี่หมายถึง ตัดผลของบาปมันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด ถ้าหากพระรูปใดแนะนำว่า ทำบาปแล้วตัดกรรมได้อย่าไปเชื่อขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป

เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทางเพราะ “เวร” หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุขเขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เราไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป

หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกันเมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก”

 

คนธรรมดาถาม : ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจถึงกฎแห่งกรรมได้อย่างถ่องแท้ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)  

          “เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่ ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้างอดีตกรรม กรรมแห่งอกุศลวิบากตนปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุงเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจัตตัง ผู้ที่ต้องการรู้ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเองแล้วจึงจะเข้าใจ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่อง ความเข้าใจในกรรม

การที่เราต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องกรรมทั้งหลายนั้นเราเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะจะให้ทำอย่างไรเราก็สลัดกรรมให้หลุด หนีไม่พ้น แม้จะตายไปอีกร้อยชาติพันชาติก็ตามเราก่ออะไรไว้เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

พระอริยสงฆ์อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  พระอริยสงฆ์ที่เราทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งท่านได้เทศนาสั่งสอนให้พวกเรารู้จักกรรมไว้เป็นอมตะวาจาว่า

“ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตน จนกลายเป็นผู้มืดบอด อย่างช่วยไม่ได้ กรรม คือ การกระทำดีชั่ว ทางกาย วาจา ใจต่างหากผลจริง คือ ความสุขทุกข์ มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่ง ที่พาให้มาเป็นเช่นนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ มาจนนับไม่ถ้วนขอให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่า มีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ในชาติกำเนิด ความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน”

ส่วนในคำสอนหลักทางพระพุทธศาสนานั้น บอกไว้เป็นสัจธรรมว่า “สัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม” ใครทำอะไรย่อมได้รับผลเช่นนั้นเอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงตรัสไว้ว่า

“ตัณหาเป็นกรรม สมุทัยคือ เหตุให้เกิดกรรม มรรคเป็นทางดับกรรม ฉะนั้น จึงไม่ต้องกลัวอดีต แต่ให้ระวังปัจจุบันกรรม และระวังใจ ตั้งใจให้มั่นไว้ในธรรม ธรรมก็จะรักษาให้มีความสวัสดีทุกกาล ทุกสถาน”

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้นั้น เพื่อเตือนสติให้เรา อยู่ในโลกแห่งปัจจุบันเพราะอดีตนั้นล่วงเลยไปแล้ว จงเพียรทำความดีในปัจจุบันเพื่อให้ชีวิตนั้นมีความสุขตลอดไป ที่สำคัญอย่าไปสำคัญผิดว่ากรรมนั้นสามารถตัดออกไปได้ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่เราเรียกว่าการตัดกรรมแท้จริงแล้วเป็นเพียงการบรรเทาผลของกรรมจากหนักให้เบาลงเท่านั้นการที่เรียกว่า “ตัดกรรม” เป็นเพียงคำพูดของมนุษย์ปุถุชนที่พยายามจะสื่อเรื่องกรรมให้เข้าใจไปอย่างผิดทิศทาง

ดังนั้นในเรื่องความสงสัยในเรื่องการทำกรรมนี้ คุณผู้อ่านทุกท่านสามารถคลายความสงสัยเรื่องนี้ไปได้ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” นั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

Read Full Post »

ปัญหาเรื่องบิดามารดา

          ปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของคนเราที่มักจะมองข้ามก็คือ ปัญหาเรื่องคนในครอบครัว การที่ชีวิตของเรามีปัญหาอยู่มากมายเรามักจะมองออกไปภายนอกก่อนว่า เรามีปัญหาเรื่องงานเรื่องเพื่อนหรือเรื่องอื่นๆ โดยลืมมองกลับมาในชีวิตว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่สมควรจะแก้ไขก่อนอันดับแรกคือ เรื่องครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ คนที่มีปัญหาชีวิตน้อยๆ มีความสุขมากส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ดีมีความสุขและอบอุ่นเป็นปัจจัยหลัก เมื่อครอบครัวดีแล้วปัญหาอย่างอื่นซึ่งเป็นปัญหาภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ

ปัญหาในครอบครัวอย่างแรกนั้นเกี่ยวกับ บุพการีของเราเองนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนพากันตั้งคำถามหลากหลายประเด็นว่า บางทีเคยนึกเกลียดหรือรำคาญคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเหลือเกิน บางคนถึงกับเคยลงไม้ลงมือกับพ่อแม่ หรือว่าไม่อยากจะพบไม่อยากเห็นเพราะท่านทั้งด่าทั้งบ่นให้เกิดความรำคาญแล้ว ทำให้เราพลั้งเผลอทำอะไรที่ไม่ดีกับท่านเข้าไว้แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้บาปเข้าตัว ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระอริยสงฆ์หลากหลายท่านได้ให้ความกรุณาตอบปัญหาเอาไว้ในหลายๆ ประเด็น

 

คนธรรมดาถาม : เคยทำร้ายร่างกายโดยตีพ่อตีแม่ด้วยความหลงผิดเพียงตุ้บเดียว พอไปกราบขอขมาท่าน ท่านยังไม่หายโกรธ จะทำอย่างไรจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “เอ…อย่างนี้ต้องใช้วิธีใหม่ ก็เอาสตางค์ไปมากๆ เอาขนมอร่อยๆ เสื้อผ้าดีๆ ที่ท่านชอบ พอท่านเริ่มนั่งกิน จุดไฟล้อมเลยถามว่าจะให้อภัยหรือไม่ให้ ถ้าไม่ให้ถูกไฟไหม้ตายแน่”

 

คนธรรมดาถาม : อย่างนี้ท่านคงจะให้อภัยแน่นอน แต่ถ้าหากท่านไม่ให้อภัยไปจนตาย แล้วท่านต้องหลงตายไปในขณะนั้น อย่างนี้ไม่ต้องได้รับโทษอนันตริยกรรม (วิบากกรรมหนัก) หรือครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ก็ต้องแรงเหมือนกันแหละ ถ้าไม่ให้อภัยนะ แต่ยังไม่ถึงโทษ อนันตริยกรรมหรอก เพราะนี่ไม่ใช่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพียงแต่ตีให้เจ็บ ใช่ไหม บาปนี่เขาแปลว่าชั่ว ถ้าโกรธ จิตเราเศร้าหมองนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา” (ก่อนจะตายจิตเศร้าหมอง ก็ลงนรก) ค่อยๆ ระวังไปนะ ถือว่าเป็นของธรรมดา”

คนธรรมดาถาม : แล้วการทำให้พ่อแม่เสียใจนี่บาปหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เราทำให้ท่านเสียใจ บางครั้งเราก็ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางทีอารมณ์ต่ำไปนิดหนึ่ง ถ้าว่าจิตสบายก็ไปขอขมาท่าน ถ้าท่านตายไปแล้วก็ไม่เป็นไร เราตั้งใจขอขมาท่าน คือว่า ตามธรรมดานี่ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอริยะ เราก็อดสร้างความกระทบกระเทือนใจไม่ได้ แต่เจตนาน่ะจะร้ายมากเท่าไร ถ้าไม่มีโมโหโทโสก็ต้องเป็นพระอนาคามี ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา”

 

คนธรรมดาถาม : อยากจะใช้หนี้พ่อแม่ เพราะทำผิดมามากเหลือเกินกับท่าน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมแห่งวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

“จงสร้างความดีให้กับตัวเองและนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเองตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามพระอรหันต์ที่ไหนหรอก เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้างแล้วท่านจะรู้สึกว่าได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว อย่ายืนพูดกับพ่อแม่ อย่าบังอาจกับพ่อแม่ พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกก่อนออกจากบ้านจึงต้องกราบพ่อแม่ 3 หนที่เท้า

ทุกท่านโปรดจำไว้ วันเกิดของลูกคือวันตายของแม่ เพราะวันที่ลูกเกิดนั้น แม่อาจต้องเสียชีวิต การออกศึกสงครามเป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงชีวิตสำหรับคนเป็นพ่อฉันใด การคลอดลูกก็เป็นการเสี่ยงตายสำหรับคนเป็นแม่ฉันนั้น

ถ้าวันเกิดเลี้ยงเหล้า จดไว้ได้เลยว่าจะอายุสั้น จะบั่นทอนอายุให้สั้นลง น่าจะสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมให้พ่อแม่ วันเกิดของเราคือวันตายของแม่เรา ไปกราบพ่อกราบแม่ขอพรพ่อแม่ให้พรลูกรวยทุกคน ไปเลี้ยงพ่อแม่ให้อิ่มก่อนไปเลี้ยงเพื่อน วันเกิดของเรา อย่าพาเพื่อนมาให้พ่อแม่ทำครัวเลี้ยงนะ เธอจะบาปทำมาหากินไม่ขึ้น เธอต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อนแล้วจึงไปเลี้ยงเพื่อนทีหลัง”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วจะตอบแทนท่านอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ส่วนผู้ใดก็ตามที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรมล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลานอย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ฯ

บางคนลืมพ่อลืมแม่อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดีขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯคนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรมฯ”

 

คนธรรมดาถาม : จะขออโหสิกรรมพ่อกับแม่ควรจะทำอย่างไร

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“การขออโหสิกรรมที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ นี่บอกตัวเองไว้ว่าจะไม่เอาอีกแล้ว ให้เอาน้ำไปขันหนึ่งเอาดอกมะลิโรย แล้วว่า กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้าพ่อแม่เสีย

นี่แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้นฯ ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล”

 

คนธรรมดาถาม : เคยโกรธพ่อโกรธแม่จนคิดเปลี่ยนชื่อ แม้จะหายโกรธแล้วก็ยังอยากเปลี่ยนชื่ออยู่ดีเรื่องนี้ควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนามไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณีแต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลยของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะหนีได้แน่นอน

โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง

ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนต์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ อยากตอบแทนพระคุณพ่อแม่ควรซื้ออะไรให้ท่านดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าจะขึ้นบ้านใหม่ ให้ขึ้นในวันพฤหัสบดี ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อแม่สวมใส่ดีที่สุด ถ้าไม่มีพ่อมีแม่แล้ว ก็ไปเชิญ ปู่ย่าตายายก็ได้ แล้วเชิญท่านมานั่งบนผ้าขาวที่เราปูเตรียมไว้ให้นั่ง ตัวเราก็ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วก็กราบท่าน ขอพรจากท่านเลย จำไว้ว่า พ่อแม่ให้พรลูกรับรองรวยทุกคน แล้วให้ท่านเจิมบ้านให้ ไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระมาทำพิธีเสมอไป”

สรุปประเด็นปัญหา

          การที่เราจะรู้สึกรำคาญใจต่อผู้มีพระคุณบ้างนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะตัวของเรายังไม่ใช่พระอริยะย่อมไม่อาจจะทนความกระทบกระเทือนทางใจได้ คนเรายังมีกิเลสอยู่ย่อมมีการกระทบกระทั่งกับคุณพ่อคุณแม่บ้างถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ทว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้เป็นบุพการีของเรานั้นถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ไม่ว่าอย่างไรท่านก็คือผู้ที่ให้ชีวิตเรามาการที่ท่านจะบ่น จะด่าจะว่าอะไรก็ตามนั่นคือเป็นธรรมชาติของท่าน ให้ถือว่าเป็นการซ้อมความอดทนของเรา ถ้าเรายังรำคาญอยู่แสดงว่ายังมีความอดทนไม่เพียงพอ

            ขอให้เอาใจคิดเอาไว้เสมอว่า นี่คือสภาพของคนแก่ที่เราจะมีโอกาสเป็นอย่างนี้เช่นเดียวกันและสักวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเป็นพ่อแม่ของคนบ้าง ถ้าอดใจที่ท่านทำให้เรารำคาญได้ ถือว่ามีคุณธรรมที่ชื่อ ขันติมากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณจริงๆ และย่อมเป็นผู้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

          หน้าที่ของลูกที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องพ่อแม่โดยสรุปมีดังนี้

  1. พ่อแม่ได้เลี้ยงเรามาแล้วเราต้องเลี้ยงดูท่านตอบ
  2. ช่วยทำกิจการงานของพ่อแม่ในทางที่เป็นงานสุจริต ท่านอาจจะทำให้รำคาญหรือไม่สบายใจบ้างก็ต้องอดทนเพราะอย่างไรก็ตามท่านทั้งสองคือผู้มีบุญคุณสูงสุดในชีวิต
  3. ดำรงวงศ์ตระกูลให้พ่อแม่สืบไป หมายความว่าจะเป็นการดีมากถ้าได้แต่งงานมีบุตรสืบสกุลต่อ
  4. ประพฤติตนให้เป็นคนที่สมควรจะรับทรัพย์หรือรับมรดกของพ่อแม่ ถ้าทำตัวไม่ดีไม่สมควรก็พึงสำเหนียกเอาไว้ว่า เราไม่เป็นผู้สมควรรับอย่าไปคิดจะอยากได้อะไรจากท่านเพราะท่านให้เรามาทั้งชีวิตแล้ว
  5. เมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วต้องหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านสม่ำเสมอเพื่อให้ท่านได้ไปอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไป
  6. ตั้งมั่นอยู่ในความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่เสมอแล้วจะทำให้เรากลายเป็นคนรู้คุณคนอื่นได้ด้วยซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเองอีกมาก
  7. เชื่อฟังคำสั่งสอนและทำตามที่พ่อแม่สอนในทางที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัดอย่าดื้อรั้น

ผู้ที่ได้ปฏิบัติตนได้ดังนี้แล้วย่อมได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตแน่นอน ดังคำกล่าว “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”  ซึ่งเป็นอมตะวาจาของ พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)

ปัญหาเรื่องลูก

            ปัญหาเรื่องลูกนี่นับว่าเป็นปัญหาในครอบครัวที่สำคัญปัญหาหนึ่งเพราะคนเราทุกคนย่อมต้องการให้ลูกเก่งลูกดีทั้งนั้นหลายคนที่มีฐานะร่ำรวยก็พยายามจะตอบสนองความต้องการให้กับลูกทุกอย่างแต่ปรากฏว่า ผลก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังนัก และเมื่อลูกมีปัญหาก็ทำได้แค่มองหน้ากันแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

 

คนธรรมดาถาม : ไม่รู้จะเริ่มสอนลูกตั้งแต่ตอนไหนอายุเท่าไหร่ ลูกยังเล็กไปก็กลัวเขาไม่รู้เรื่อง เราควรจะทำอย่างไรดีคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ จรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)

          “การสอนลูกนี่ควรจะสอนตั้งแต่อยู่ในท้อง คือผู้ที่เป็นแม่ต้องหมั่นสวดมนต์เป็นประจำฯ พ่อแม่เลี้ยงลูกเปรียบเสมือนต้นไม้ ปลูกอย่างมีระเบียบแบบแผน ต้นไม้จะขึ้นอย่างมีระเบียบสวยงามตามแบบแผนที่วางไว้ ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบ นึกจะปลูกตรงไหนก็ปลูก มันก็เกะกะหาความสวยงามไม่ได้ จะไปโทษต้นไม้หรือคนปลูกฯ

            โบราณท่านว่าไว้ รักลูกคิดปลูกฝังให้ลูกตั้งตนฝึกรักศึกษาให้ลูกดี มีปัญญา มีวิชา ต้องให้ลูกตั้งตนเป็นคนดี ต้นไม้ต้องปลูกตั้งแต่เล็กๆ โตแล้ว แย่มาก ปลูกไม่ขึ้น ปลูกถี่มันก็ขึ้นถี่ ปลูกห่างมันก็ขึ้นห่างฯ”

 

คนธรรมดาถาม : เป็นพ่อเป็นแม่เขานี่ จะด่าจะว่าเขาได้บ้างไหมรู้ว่ามันไม่ดีไม่อยากด่า แต่บางทีก็อดไม่ได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “พ่อแม่สมัยใหม่ไม่มีเวลาจะใกล้ชิดลูก เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดไปกับการทำธุรกิจ หาทรัพย์สินเงินทองมาปรนเปรอความสุขให้ลูกหลาน หาวัตถุสิ่งของที่จะสนองความต้องการของลูกเพื่อความสุขสบาย บ้างก็หาหนังให้ลูกดู ทั้งที่ลูกยังอยู่ในวัยเรียนวัยศึกษา แล้วลูกไม่ดีขึ้นมาในภายหลัง อย่าไปด่าลูกนะ เพราะพ่อแม่เป็นคนสร้าง ปลูกนิสัยลูกและพ่อแม่ไม่ให้ความอบอุ่นแก่ลูกไม่ให้การแนะนำแก่ลูกฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ในเมื่อด่าว่ากันไม่ได้แล้วจะมีวิธีอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “โบราณว่าไว้ มีลูกมีหลานต้องแต่งใจลูก แต่งตัวลูก และแต่งงานลูก” แต่งใจลูกก็คือ การพาลูกหลานไปวัด ให้มีความสัมพันธ์กับวัด เป็นพระสงฆ์สอนลูกยกมือไหว้พระ อยู่บ้านก็สอนลูกสวดมนต์ไหว้พระให้มีค่านิยมนี้เป็นพื้นฐาน ตอนลูกยังเล็ก อย่าห่างลูก อย่าทิ้งลูก ต้องดูแลลูกให้ดี ลูกเราอยากได้ดีมีปัญญาทุกคน แต่เขาไม่ทราบ เขาไม่เข้าใจ ทำไมไม่บอกเขา อาตมาไม่โทษเด็กเลย เด็กเขาเกิดมาอยากเป็นพระเอก นางเอกทั้งนั้น อยากรวย อยากสวย อยากดี อยากมีปัญญาแต่เขาไม่รู้ เขาไม่ทราบ เขาไม่มีวันเข้าใจ

            พ่อแม่ต้องสร้างความดีไว้ให้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลานรักให้ถูกวิธี ทำความดีให้ลูกดู เดี๋ยวนี้ทำความชั่วให้ลูกดู กินเหล้าให้ลูกเห็น เล่นการพนันให้ลูกเห็น ทะเลาะกันให้ลูกได้ยิน ขอฝากพ่อบ้านแม่บ้านไว้ด้วย”

 

คนธรรมดาถาม : บางทีก็มีเหมือนกันที่มีปัญหากันจนต้องขึ้นเสียงทะเลาะกันจะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องทะเลาะกันให้ได้ก็อย่าให้ลูกได้ยิน ถ้าจะร้องไห้ น้ำตาไหลขึ้นมาโปรดกรุณาไปร้องไห้ในห้องสุขา อย่าไปร้องไห้ให้ลูกเห็นฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีอันต้องเลิกกับสามี ควรจะให้ใครเป็นคนเอาลูกไว้ควรเป็น พ่อ หรือ แม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แม่นั้นสำคัญมาก “แม่” ต้องรักษาลูกไว้ แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ แม่แผน แม่แปลน แม่บันได แม่บ้าน แม่เรือนอยู่ตรงนี้ ลูกจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับที่แม่เป็นหลักให้ลูก ไม่ใช่พ่อ ถึงพ่อจะดีแสนดีแต่แม่ฉุยแฉกแตกราน สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักเก็บงำให้ดี ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก รับรองเจ๊งแน่ฯ

            แม่บ้านดีลูกดีหมด ผัวเป็นอะไรก็ได้ เป็นนายพลได้เป็นเจ้าเมืองได้ เป็นอาเสี่ยได้ ผัวขี้เหล้าเมายาไม่เป็นไร ถ้าภรรยาดีสักคนลูกดีแน่ ผัวจะกินเหล้าเจ้าชู้อย่าไปสนใจเราจะไปชั่วตามผัวทำไม ดูแลลูกให้ดี สวดมนต์ ทำกรรมฐานแผ่เมตตา ให้เขามีความสุข เดี๋ยวผัวดีคนเดิมก็กลับมา

            อาตมามีตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่ง มีลูก 5 คน ดูแลลูกคนเดียว สามีไม่เคยมาเหลียวแลเลยตลอด 16 ปี ดิ้นรนหาเลี้ยงลูกจากลุกจ้างได้ไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นผู้จัดการอยู่อังกฤษ ลูกดีหมด อีกรายหนึ่งแม่มีความรู้แค่ ป.4 สวดมนต์แผ่เมตตาทุกวัน ทำกรรมฐานเป็นประจำตัวเองค้าขายร่ำรวยดี ทำได้ก็ได้มรรคได้ผล ลูกสาว 4 คนประสบความสำเร็จทั้งการศึกษาและหน้าที่การงาน ฯ

            ขอทานสองคนสามีภรรยา ได้เงินมาจะทำบุญส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งซื้ออาหารให้ลูก ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ เชื่อไหมหลวงพ่อติดตามผลมานานปี จนขอทานสองผัวเมียตายไปแล้ว ต่อมาลูกหลานก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุข อยู่กรุงเทพฯก็มี มีเงินเป็นร้อยล้านอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็มี ท่านเลี้ยงลูกขอให้มีอัธยาศัยตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นว่านอนสอนง่ายหมดทุกคนเลยนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกหลายคน กลัวลูกจะคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรักนะ โปรดให้ความอบอุ่นแก่ลูกเสมอ อย่าทิ้งลูก ความจริงพ่อแม่รักลูกเท่ากัน แต่ห่วงใยลูกไม่เท่ากัน”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหนูซนเหลือเกินไม่ยอมอยู่นิ่งจะทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรู้นะ ทำไมลูกต้องซน ค้นโน่นค้นนี่ จับโน่นแตก น่าจะเข้าใจว่า ลูกเราต้องการความรู้ เขาอยากรู้ โปรดเมตตากับลูก สอนลูกดีๆ พูดไพเราะ อย่าตีลูก ถ้าถ้วยแตกเราซื้อใหม่ได้ แต่อยากเจริญพรถามว่า ลูกแตกนี่จะไปซื้อที่ไหน? เป็นธรรมดาที่ลูกที่ลูกต้องการอิสรเสรีไม่ชอบบังคับ เด็กมันต้องดุกดิก เด็กนั่งเฉยๆ ไม่ได้ อย่าบังคับลูกเกินไป”

 

คนธรรมดาถาม :  ถ้าลูกดื้อมากคือ ไม่ดีเลย ทั้งขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมยอย่างนี้ ทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าเป็นเด็กที่ ขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมย อย่างนี้ต้องตีนะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ขี้เหล้า เล่นการพนันอย่างนี้ ต้องห่างให้ไกลๆ ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหัวทึบมาก สมองไม่ค่อยดีเรียนหนังสือไม่เอาไหนเลย ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ อยากจะมีปัญญาดีมั๊ย ไปขัดส้วมสิ รับรอง ปัญญาดีทุกคน นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก อาตมาไปซื้อบานประตูหน้าต่างจากกำแพงเพชร ไปเจอเด็กคนหนึ่ง เจ้าของร้านบอกหลวงพ่อว่า หลานคนนี้หัวไม่เอาไหนเลย สอบตกอยู่เรื่อย อยากจะเรียนหนังสือเก่งทำอย่างไรจะมีปัญญา หลวงพ่อก็บอกให้มาบวชเณรอยู่ที่นี่ (แต่ปัจจุบันที่วัดไม่รับบวชเณร) พอบวชแล้วก็บอกให้เณรขัดส้วม ขัดไปขัดมาก็รักความสะอาด อยู่มาได้หน่อยสึกแล้วไปเรียนหนังสือต่อ เรียนไปเรียนมากลายเป็นผู้พิพากษาไปสอบได้ที่หนึ่งเลย  นี่ขัดส้วมนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีโอกาสจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ ควรจะให้ไปอยู่กับใคร อย่างไรดี เป็นห่วงมาก

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หลวงพ่อขอฝากไว้ 3 อย่าง

  1. ให้พักอยู่คนเดียว ไม่เช่นนั้นจะชวนกันเที่ยว ดูหนังสือก็ควรดูคนเดียวจะได้ไม่คุยกัน
  2. สวดมนต์สม่ำเสมอจะได้มีสมาธิ
  3. ปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้มีสติ คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ไว้จะได้มีกำลังใจแล้วหลวงพ่อจะแผ่เมตตาช่วย ขอให้ปฏิบัติตามนี้ รับรองจบทุกคน ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคนควรจะใส่ใจใครมากกว่ากัน ไม่อยากให้ลูกว่าลำเอียง?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถึงตอนนี้ก็ขอฝากญาติโยมไว้เลยนะ โยมจงเอาใจใส่ลูกสาวให้มากๆ ให้เชี่ยวชาญชำนาญกว่าลูกชาย เพราะถ้าไม่มีวิชาความรู้นี่ ไม่เชี่ยวชาญเคหะศาสตร์ไม่เข้าใจการบ้านการเรือน ไปได้สามีแล้วเขาจะแผลงฤทธิ์เอาฯ”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการที่จะให้ลูกแต่งงานแล้วจะให้เขาควรเลือกคู่ครองอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ : “จะมีเขยหรือมีสะใภ้ ขอให้เลือกคนดีอย่าไปเอาเลยลูกเศรษฐี ให้เอาคนดีมีปัญญาดีกว่าอยู่ที่ไหนก็เจริญ เอาล่ะหนู หนูไปฝึกจิตสูงเมื่อใด หนูจะได้สามีจิตสูง ถ้าหนูจิตต่ำเมื่อใด หนูจะได้สามีเป็นคนใจต่ำ”

 

คนธรรมดาถาม : ข้อคิดคำสอนทั้งหมดของหลวงพ่อดีมากเลยค่ะ จะนำไปสอนลูก แต่เวลาใดที่เหมาะสมที่สุดคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เรื่องเวลาสอนลูกนี่ก็สำคัญนะ อย่าสอนลูกขณะทานข้าว อย่าสอนลูกขณะกำลังอ่านหนังสือทำการบ้าน อย่าสอนลูกขณะที่ลูกกำลังนอน แต่ให้สอนลูกหลังจากลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว”

            อีกกรณีหนึ่งในปัญหาเรื่องลูก เป็นความเชื่อในพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ของคนเรา ซึ่งได้พระเดชพระคุณ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ได้ให้ความกรุณาตอบเอาไว้

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ไม่ทราบว่าเป็นอะไรชอบแท้งลูกบ่อยๆ เจ้าค่ะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “ดีมาก..ดีไม่ต้องเลี้ยงให้ลำบาก เกิดมาแต่ละคนกว่าจะเลี้ยงได้แต่ละคนราคาเท่าไหร่ใช่ไหม เด็กๆ นี่เกิดมาแต่ละคนกว่าจะพ้นอกพ่อแม่หมดเป็นล้าน ไม่ได้เป็นแสนนะ รีบตายซะดีไม่ต้องเลี้ยง ที่ต้องแท้งบ่อยๆ นะ เพราะเด็กมีโทษปาณาติบาต เป็นเศษกรรม คือมาจากอบายภูมิ กรรมตามมาคือไม่ทันเห็นตะวันก็แท้ง ถ้าไม่ต้องการให้แท้งก็อย่ามีลูก จึงจะไม่แท้ง”

คนธรรมดาถาม : มีลูกไม่ได้นี่ลำบากใจแย่!

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “จะลำบากยังไง มันมีนายทหารอยู่คนหนึ่งที่ตาคลี เมื่อปี 2504 แกมีลูกและก็แท้งอย่างนี้ 2 คน เมียแกออกนะไม่ใช่นายทหารออก ไม่ใช่ผัวเสือกออกมาถาม อยากจะมีลูกไม่ให้แท้ง ไม่ให้ตายในท้อง อีตอนนั้นฉันก็ยังหนุ่มๆ อยู่นะ ก็มองไปมองมา รุกขเทวดาองค์หนึ่งท่านเป็นผู้หญิง ท่านพร้อมที่จะลงมาเป็นลูก

            พอถึงเวลาจุติ ก็มีสัญญาสองข้อว่า

  1. พ่อกับแม่ทั้งสองคนต้องรักษาศีล 5 เป็นปกติตลอดชีวิต
  2. จิตพยายามทรงพรหมวิหาร 4 ไว้เสมอๆ

ทำอย่างนี้สองข้อ ถ้ายอมรับก็ไปจุดธูปที่ต้นโพธิ์ เทวดาท่านจะคอยฟัง ปรากฏว่า มีจริงๆ ขณะที่เด็กออกมาแล้วเรียนอยู่อนุบาล แกสอนแนะนำครู คือครูแกทำไม่ถูก แกพูดเรียบร้อยนะ พ่อแม่แกก็แนะนำ ไม่พูดกระโดกกระเดกหรอก พูดดีมาก แม้แต่ครูก็ต้องเชื่อ พ่อแม่ก็ต้องเชื่อ รายนี้ก็ลองดูบ้างนะ”

 

คนธรรมดาถาม : เรื่องการเกิดนี่ บางคู่แต่งงานมาหลายปีแล้ว คุมกำเนิดไม่ให้มีแต่พออายุมากก็เหงา อยากจะมีลูก ต้องอธิษฐานอย่างไรดีจึงจะมีลูกได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ฉันไม่เคยมีลูกกับเขาเลย ไม่รู้เรื่องจริงๆ เรื่องนี้ ความรู้นี้ยังไม่เคยเรียน ให้ลองดูถ้าไปเจอะต้นไม้ใหญ่ที่มีสาขางามดี หรือพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราเคารพขอท่านว่า

            “ถ้าคนดีจะพึงมีมาเกิด ถ้าหากว่าเป็นการไม่เกินวิสัย ขอโปรดสงเคราะห์ด้วย”

ขอแบบนี้อาจจะได้นะ แต่ได้หรือไม่ได้ไม่รับรอง แต่เวลาไปขอลูกกับพระระวังให้ดีนะ ถ้าขอให้เป็นคนตรงนี่เสร็จเลย เมื่อตอนฉันเด็กๆ มีคนหนึ่ง แกออกมาแล้วแกตรงเด่หมดเลย ทั้งกระดิกไม่ได้ เขาไปขอลูกหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ขอให้เป็นคนตรง พอออกมาแกก็ตรงจริงๆ บังเอิญเป็นคนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เขาพาไปดูตรงแน๋ว หูตาไม่กระพริบ ตรงหมด แกเป็นอยู่หลายวันนะ ก็มีคนหนึ่งแกเป็นคนธัมมะธัมโมหน่อย ไปดูๆ ก็ถามว่า เวลาขอลูกเอ็งไปขอใครมา พอบอกว่า หลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ก็ถามต่อว่า ขอยังไง ก็บอกว่า ขอให้เป็นคนตรงแกบอกไปขอใหม่ต้องบอกว่า “ขอให้เป็นคน ซื่อ..คนตรงกระดุกกระดิกได้”

            พ่อกับแม่แกก็ไป ทิ้งลูกไว้กับย่า พ่อแม่ยังไม่กลับมา แกพลิกนั่งสบาย ตรงจริงๆ แหมนี่ใช้ศัพท์ไม่ครบก่อนนะ ขอให้เป็นคนตรงถ้ามันงอได้ก็ไม่ตรงใช่ไหม…”

คนธรรมดาถาม : พอดีเลยกับเรื่องที่หลวงพ่อพูด สงสัยว่า เป็นผัวเมียกันมาตั้งนานแต่ว่าไม่มีลูก อันนี้เป็นเพราะกรรมอะไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถามพระ..พระเคยแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ ไม่รู้วิธีเลยถ้าจะขอน้ำกินก็ดูว่าบ้านนั้นเขามีน้ำหรือเปล่า มาถามพระ พระมีเมียที่ไหนล่ะจะไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง…แต่ถ้าตอบในแบบทัศนธรรม ก็มีเรื่องของพระโพธิราช ท่านนั้นไม่มีลูกวันหนึ่งท่านก็นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ แต่ว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะไป ท่านปูผ้าขาวตั้งแต่ประตูวังเข้ามาถึงในวังแล้วทรงอธิษฐานว่า

            “ถ้าเราจะมีลูก ขอพระพุทธเจ้าทรงเดินบนผ้าขาวที่ปู ถ้าไม่มีลูกก็อย่าเดินบนที่ผ้าปู”

            ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าไปถึงประตูวัง พระองค์ก็บอกพระอานนท์บอกให้เขารื้อผ้าขาวเสีย ท่านไม่เดินพอเข้าไปในวังพระโพธิราชก็ถามทันทีว่า “ทำไมพระองค์จึงไม่เสด็จพระพุทธดำเนินบนผ้าขาว พระพุทธเจ้าข้า”

            พระพุทธเจ้าก็ถามว่า “ก่อนจะให้เขาปูผ้าขาว พระองค์นึกอย่างไร”

            ความจริงท่านก็นึกในใจนะ ท่านก็บอกตามที่พูดมาเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “พระองค์ยังไม่มีลูก จึงยังไม่เดิน” พระโพธิราชก็ถามย้อนถึงกฎของกรรม พระพุทธเจ้าก็ย้อนดูกฎของกรรมว่า ในสมัยหนึ่งพระองค์เป็นพ่อค้าสำเภา ต่อมาเมื่อสำเภาวิ่งไปในทะเล เรือสำเภาแตก ก็ขึ้นไปอาศัยบนเกาะ ที่เกาะนั้นมีนก 2 ตัวผัวเมียแล้วก็มีไข่มีลูกเหมือนทั่วๆ ไป แต่เป็นเพราะไม่มีอาหารจะกิน พ่อค้าช่วงแรกก็กินไข่ก่อน กินไข่หมดก็กินลูกนกเข้าไปอีก กินลูกนกหมดก็กินพ่อแม่นก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า

            “ถ้าพระองค์ในสมัยนั้นไม่กินไข่ ก็จะมีลูกในปฐมวัย ถ้ากินไข่นกแล้วไม่กินลูกนก จะมีลูกได้ในมัชฌิมวัย ถ้ากินลูกนกแล้วไม่กินพ่อแม่นก ก็จะมีลูกในตอนแก่ แต่ไม่แก่นัก แต่นี่อาศัยพระองค์กินทั้ง ไข่นก ลูกนก พ่อนก แม่นก พระองค์จึงไม่มีลูก เพราะเหตุแห่งการเกิดลูกไม่มี”

            ท่านตอบอย่างนี้นะ แต่ว่าที่โยมถามนี่ กินไข่นกหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ฉันว่าถ้าไม่มีลูกได้น่ะดีนะ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกเกิดในวันพระ โบราณเขาบอกว่าใครมีลูกที่ออกตอนวันพระนี่จะอายุไม่ยืนนาน อยากให้หลวงพ่อแนะนำวิธีแก้ไขว่าควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “เรื่องนี้ฉันยืนยันนะว่า เด็กเกิดวันพระอายุยืนไม่นาน มันยืนมั่งนั่งมั่ง เดี๋ยวก็นอนมั่ง เพราะมันยืนนานดันตายขึ้นมาก็แย่เหมือนกัน ฉันขอยืนยันว่าเป็นความจริงตามนั้น อย่างฉันนี่ก็เกิดวันพระขึ้น 8 ค่ำ ยืนไม่นานหรอก นั่งมั่งนอนมั่งไม่ว่าจะเกิดวันไหนมันก็ยืนไม่นานทุกคนหรอก ใช่ไหม…ถ้าขืนยืนนานๆ เป็นลมล้มตาย”

 

คนธรรมดาถาม : เชื่อกันว่าเด็กที่เกิดวันพระนี่เป็นพวกหนีจากข้างบนมาเกิด จริงหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “อ้าว…ถ้าไม่หนีข้างบนมาเกิดแล้วจะมาเกิดข้างล่างได้อย่างไรล่ะ เพราะถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมมันจำเป็นต้องหนีกันนะ โดยมากเขาตั้งใจมา บางทีอาจจะมาก่อนหมดอายุขัยของเขาก็ได้ ถ้ามาก่อนหมดอายุไขนี่ เขาถือว่าเลือกที่จะเกิดเอาตามความพอใจ ถ้าปล่อยให้หมดอายุขัยจุติแล้วดีไม่ดีจะลงนรก ต้องถือเป็นคนฉลาด ฉะนั้นพวกเดียวกับฉัน ฉันก็ต้องถือว่าดี ฉะนั้นคนที่เกิดวันพระก็ต้องถือว่าดี แต่ถ้าเผาผีวันพระโบราณเขาก็ว่าไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้คงไม่เชื่อคนโบราณกันแล้ว ตายกันจนต้องรอคิวเผาวันละหลายศพ”

 

คนธรรมดาถาม : เราตัดโทสะของตัวเองได้ถ้ามีใครมาทำอะไรเรา แต่ทำไม่ได้สักทีเมื่อมีใครมาทำอะไรลูกเรา จะทำอย่างไร เพราะเป็นห่วงลูกมากเลย

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ค่อยๆ ทำไปเถอะ ถ้าตัดตัวเองได้ไม่ช้าเขาทำกับลูกก็จะค่อยๆ เบาไป ค่อยๆ ทำเป็นส่วนๆ ก่อน ไอ้นั่นละเก่งหนู ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่โกรธ ถ้าเขาทำกับลูกเราแล้วเราโกรธอยู่แสดงว่า เราระงับความโกรธได้เยอะแล้ว ต่อๆ ไปมันก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง”

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อครับ ลูกเขยของผมยังไม่ได้บวช ได้ยินคนโบราณเขาพูดว่า ถ้ามีลูกเขยไม่ได้บวชเสียก่อนจะทำมาหากินไม่รุ่งเรือง อยากจะเรียนถามว่าเป็นความจริงหรือเปล่า?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แหม.. เมื่อก่อนบวชไม่เคยมีเมียเสียด้วย อันนี้ไม่เป็นความจริงหรอก คนที่เขาไม่ได้บวช เขาร่ำรวยกันเยอะแยะไป อย่าง นายชิน โสภณพานิช เขาบวชหรือเปล่า นั่นเขาว่ากันส่งเดชไป มันเป็นเรื่องของคนดีหรือคนชั่ว รวยหรือไม่รวย อาศัยทานบารมีเก่า ถ้าอานิสงส์สังฆทานสนองใจเขา ยังไงๆ เขาก็เป็นมหาเศรษฐี ถ้าไม่เคยถวายทานมาเลย ยังไงๆ ก็ตาม ขยันเท่าไหร่ก็ตามก็ไม่เป็นมหาเศรษฐี ก็เกิดเป็นหมาหากินก้างอยู่เรื่อยไป ไอ้การจะรวยหรือไม่รวย เจริญหรือไม่เจริญเกี่ยวกับทานนี่แหละพวกมหาเศรษฐีชาติหน้าเดินกันเป็นแถวๆ นี่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นนะ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องลูก

          คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมมีความยากลำบากในการเลี้ยงลูกทุกคนต้องมีความเข้าใจในการเลี้ยงลูกอย่างมาก แต่ความรักที่พ่อแม่ทุกคนควรมอบให้กับลูกแบบที่เหมือนกับการปลูก “ต้นโพธิ์” เพราะเมื่อต้นโพธิ์เติบใหญ่แล้วจะสามารถฝากผีฝากไข้ได้ เวลายังดีๆ อยู่ก็จะได้มีไว้ใช้สอยได้บ้าง ไม่ใช่ให้โตเป็นต้นตาล คือโตแต่ตัวไม่มีหลักมีฐานไม่มีร่มเงาอะไรให้บดบังความร้อนได้เลย

            การจะเลี้ยงลูกให้โตแบบต้นโพธิ์คือ ต้องโตด้วยการมีวิชาความรู้มีหลักมีฐานคือการมีงานทำ มีคู่ครองที่ดีให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน อย่าให้โตแบบต้นตาลที่โตด้วยข้าวสุก และเอาแต่หาความสนุกใส่ตัวสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สอนให้ลูกไม่ดื้อตั้งแต่เล็กๆ ด้วยการพาปฏิบัติกรรมฐาน เริ่มตั้งแต่การสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างง่ายๆ เมื่อลูกไม่ดื้อแล้วการสอนเรื่องต่างๆ ย่อมทำได้ง่าย

            เคล็ดวิธีที่สำคัญก็คือ พาลูกไปวัดตั้งแต่เล็กๆ การพาลูกไปวัดปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กเพื่อให้ลูกได้ฟังธรรมคำสอนบ่อยๆ จะเป็นการดึงเอาความดื้อรั้นออกจากตัวด้วยคำสอนของพระสงฆ์ เมื่อรวมกับคำสอนของพ่อแม่แล้วจะทำให้มีพลัง หากพาลูกเข้าวัดไปตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว จะมองพระแตกต่างออกไปอาจไม่ให้ความเคารพเท่าที่ควร บางคนเห็นพระเป็นตุ๊กตาเลยก็มี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องเขาเชื่อฟังแต่ในสิ่งที่ดีก่อน เขาจะเป็นคนดีได้และทุกอย่างก็จะดีเอง

Read Full Post »

ในชีวิตของคนเราเวลาที่มีความสุข ได้โชคลาภ ได้อะไรๆ ที่ต้องการนั้นมาจากที่ผลบุญที่ทำมานั้นได้ส่งผล แต่เวลาพบกับความทุกข์ พบกับอุปสรรคต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น หยิบจับอะไรเป็นเสียหาย ไร้คนช่วยเหลือมองไปทางไหนก็มืดมน เหมือนที่เรียกกันว่า “มืดแปดด้าน” หรือที่คนทั่วไปชอบเรียกกันว่า “ดวงตก” นั่นแหละ ที่สาเหตุนั้นมาจากรรมอย่างแน่นอน ไม่ได้มาจากการเดินทางของดวงดาวแต่อย่างใดเพราะเรื่องการเคลื่อนย้ายองศาต่างๆ ของดาวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่ได้มาส่งผลอะไรโดยตรงกับคนและสัตว์ทั้งหลาย อาจจะมีบ้างในเรื่องของกลางวัน กลางคืน น้ำขึ้นและน้ำลงซึ่งเป็นไปตามกลไกที่ธรรมชาติดำรงไว้เพื่อความสมดุล

แต้อย่างไรก็ตาม ในความเข้าใจของคนมักจะเรียกกันว่า “ดวงตก” ในบทนี้ก็ขอเรียกแบบนั้นแล้วกันเพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน แต่อย่าลืมว่ามาจากกรรมทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากดวงดาว(เรื่องดวงดี ดวงไม่ดีกล่าวไปแล้วในบทก่อนๆ)

สำหรับกรรมที่ว่านี้เป็นทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ฝ่ายไม่ดี ที่มีกำลังและถึงเวลาส่งผล วิธีที่จะแก้ไขนั้นต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกก็คือ กรรมปัจจุบัน ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากสิ่งที่เราทำมาไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพการงานใดๆ ก็ตาม ความคิด ความประพฤติของเรานั้นถูกต้อง ถูกธรรมหรือไม่

ต้องหาสาเหตุให้เจอว่าเป็นเพราะอะไรถึง ต้องยอมรับความจริงถึงจะแก้ได้ ซึ่งร้อยทั้งร้อยไม่เชื่อว่ากรรมมีจริงหรือเพราะความไม่รู้ จึงละเมิดผู้อื่น สิ่งอื่นจนเกิดกรรมไมดีขึ้นมา

เช่น เคยแอบไปเบียดเบียนใครเขามา เคยไปคดโกง ยืมเงินคนอื่น แอบพรากประโยชน์ผู้อื่น เห็นแก่ได้จนคนอื่นเขาเสียหาย ทำการค้าแบบไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เป็นคนที่ประมาทในชีวิตยังคงเกียจคร้านไม่แสวงหาสิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกต้องมาสู่ชีวิต เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้เหมือนกับเราเดินทางชีวิตที่ผิดทางไปจากความสำเร็จ ความร่ำรวยที่เราปรารถนาจะได้ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม หรือเราเองนั้นเอาก้อนหินขนาดใหญ่ไปปิดทางน้ำด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือการไปสร้างบาปปิดทางบุญของตัวเองไว้

เรื่องเหล่านี้เราต้องหาให้เจอเสียก่อน เพราะเหตุจากกรรมไม่ดีเหล่านี้ เป็นกรรมใหม่ที่เราปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องเปลี่ยนเพื่อเปลี่ยนทิศทางเดินชีวิตเสียใหม่ เราเองก็รู้ว่าเราทำแบบนั้นเราได้ผลอะไรกลับมา เราเป็นคนที่ทำร้ายตัวเอง ทำตัวเองให้ดวงตกหรือไม่

เรื่องไม่ดีเหล่านี้มันเหมือนจุดดำๆ หรือคราบสกปรกที่อาจจะเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่มันสะสมเรื่อยๆ จนผ้าที่เคยขาวนั้นดำสนิท ชีวิตจึงเหมือนอยู่ในความมืด จนคลำหาทางออกไม่เจอ หลายคนไปพึ่งหมอดู คนทรงเจ้าหรือไสยศาสตร์ที่ไม่ใช่ของจริง จนหมดเนื้อหมดตัวเหมือนอยู่ดีๆ ไปหาขี้โคลนมาใส่ผ้าขาวเข้าไปอีก ซึ่งขออนุญาตบอกถึง การแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาคือ

ต้องปรับความเชื่อเสียใหม่ จากที่หลงผิดทางหรือเกิดมิจฉาทิฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) ขึ้นในใจที่เป็นความมืดให้กลับมาสู่ทางสว่างหรือสัมมาทิฐิ (สัมมาทิฏฐิ) ต้องปรับใจตนเองเสียก่อน ถ้าไม่ปรับใจเสียก่อน ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น

ดังเช่นอยากจะไปเชียงใหม่แต่ดันขับรถลงไปทางใต้  ต่อให้อีกร้อยชาติ พันชาติก็ไปไม่ถึง ไม่ว่ารถยนต์จะมีกำลังดีแค่ไหนก็ตาม อยากจะให้ชีวิตดี แต่ยังหลงผิดไปว่าการทำกรรมชั่วนั้นจะทำให้ชีวิตดี

อยากจะมีความสุข มีเงินเยอะๆ รวยๆ แต่คิดไปว่าการไปเบียดเบียนคนอื่น โกงเขา ขโมยเขาเป็นเรื่องถูกต้อง ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ บาปไม่เคยส่งผลให้เกิดบุญ บุญบริสุทธิ์นั้นก็ไม่เคยทำให้ใครบาป มันคนละทางกัน

กรรมนั้นเหตุมันเกิดที่ใจ และกรรมทุกกรรมที่เราทำมาว่าจะเป็นกรรมดีกรรมชั่ว จะหนักจะเบา จะถูกบันทึกไว้ในจิตใจทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเกิดไปอีกร้อยชาติ เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยนภพภูมิไป แต่จิตนั้นยังเป็นดวงเดิมที่ได้มีการบันทึกกรรมนั้นไว้ตลอดเวลา กรรมใดที่เป็นอโหสิกรรมแล้วก็จะไม่ส่งผลอีก ถือว่ากรรมนั้นยุติลงไปแล้ว

ต้องแก้ที่ใจเป็นอันดับแรก ต้องเชื่ออย่างไม่สั่นคลอนไม่สงสัยใดๆ ว่ากรรมนั้นมีจริง ใครทำดีต้องได้ดี ใครทำชั่วต้องได้ชั่ว ในบางครั้งอาจจะส่งผลช้าเพราะเป็นไปตามลำดับ ตามหน้าที่ ตามเวลา และมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ต้องส่งผล กรรมหนักไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี อย่างช้า 30 ปีหรือในชั่วชีวิตคนจะได้เห็นกัน

หากทำดีแล้วยังดวงตกอีก ทำอะไรก็ติดขัดไม่สำเร็จอีก อาจจะมาจากกรรมเก่าที่กำลังส่งผล โดยมีเจ้ากรรมนายเวรเขาตามรังควาน ตามอาฆาตมาดร้ายอยู่ จะใคร่ขอแนะนำเคล็ดวิชาจากครูบาอาจารย์ในการแก้ดวงตกที่มาจากกรรมเก่าให้ลองไปใช้กันดู (อย่าลืมว่าถ้าไม่เชื่อ ไม่มีความศรัทธาขอร้องว่าอย่าไปทำเลย เพราะไม่ได้ผล จิตมันไม่ถึงจะเสียเงินทองไปเสียเปล่าๆ)

1. ให้รักษาศีล 5 อย่างมั่นคง เพราะการรักษาศีล 5 จะเป็นเครื่องมือช่วยในการป้องกันไม่ให้เราไปละเมิดกรรมไม่ดีต่อผู้อื่นอีก เป็นการหยุดการทำชั่วอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคนดวงตกทั้งหลาย ถ้าหากยังละเมิดศีล 5 อยู่ผลกรรมที่จะได้รับ จนอาจจะทนทานไม่ไหวเลยก็ได้ เพราะแค่กรรมเก่ามาส่งผลยังลำบาก ยังดวงตกดิ่งนรกขนาดนี้ หากยังไปทำกรรมชั่วอีกคงหนักขึ้นหลายเท่า

การรักษาศีลนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างน้อยต้องศีล 5 ถ้าดวงตกหนักมากอาจะจะต้องไล่ขึ้นไปอีกเป็นศีล 8 ศีล 10 หรือถึงขั้นต้องบวชเพื่อถือศีล 227 อาศัยร่มกาสาวพักตร์เป็นเกราะป้องกัน ดังที่คนโบราณหรือครูบาอาจารย์ในอดีตกาลท่านทราบทางแก้ไขเรื่องนี้ดี ท่านจึงมักจะให้บวชเสียถ้าหากคนนั้นพบกับวิบากกรรมหนักหรือดวงตกหนักๆ จนดูแล้วจะไปไม่รอด

2. ใส่บาตรทุกวัน การใส่บาตรทุกวันนั้น เป็นการเสริมบุญให้กับตัวเองแบบง่ายๆ ที่ทำได้ (ให้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องอธิษฐานจิตเสียก่อนทำบุญ ในบทแรกจะเข้าใจในการใส่บาตรทั้งหมด

3. ทำสังฆทานใหญ่ เคล็ดวิชานี้มาจากครูบาอาจารย์ท่านสำคัญ ที่ขออนุญาตปิดชื่อของท่านไว้ก่อน ถ้าถึงเวลาเมื่อใดจะเรียนให้ทราบ  ครูบาอาจารย์ท่านสำคัญท่านนี้ได้เมตตาให้กับคนดวงตกมาแล้วมากมายมหาศาลและเกิดผลดีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน นักการเมือง ทหารระดับใหญ่ของประเทศ นักธุรกิจการค้า คนทั่วไปที่กำลังรับผลกรรมเก่าจนยากจะรับมือไว้ เมื่อได้ทำครบถ้วนแล้ว ชะตาชีวิตดีขั้นอย่างทันตาเห็น ท่านเมตตาให้ทำดังนี้

– เตรียมอาหารคาวหวานครบ น้ำสะอาด ดอกไม้ธูปเทียน

– วัตถุทานที่จัดเป็นปัจจัย 4 คือ  เครื่องบวชพระไตรจีวร บาตรพระพร้อมตาลปัตร ยารักษาโรค ของใช้ของสงฆ์ต่างๆ ตามที่สมควร หนังสือธรรมะ 1 เล่ม

– พระพุทธรูปประจำวันเกิดของตน ให้หน้าตัก 9 นิ้วขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นวัสดุใดใช้ได้ทั้งนั้น

– ถาดเงิน 1 ถาด (เอาไว้ใส่อาหารคาวหวานทั้งหมดรวมกัน)

– ถาดทองเหลือง 1 ถาด (เอาไว้ใส่ของสงฆ์และพระพุทธรูป)

– หากิ่งไม้สามง่าม 1 อันที่เหมือนเวลาเราทอดผ้าป่า

ถวายสังฆทานให้ได้บุญมากยิ่งขึ้น

ให้ไปถวายกับพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดที่ตนเองอยู่ หรือพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงเท่าที่เราจะหาได้ ถ้าหาไม่ได้จริงๆ หรือไม่ทราบให้ถวายกับเจ้าอาวาสวัด  หรือถ้าอยากจะให้บุญมากมายมหาศาลให้ตั้งจิตถวายแด่พระพุทธเจ้าหรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ เพื่อให้อานิสงส์ของบุญจะได้มากขึ้นทวีคูณ

เวลาถวายให้เอากิ่งไม้นั้นตั้งขึ้นเหมือนที่เราเห็นในถังผ้าป่าทั้งหลาย เอาผ้าไตรจีวรนั้นพาด พระสงฆ์ท่านจะรับและชักออกไป เมื่อเสร็จสิ้นแล้วให้กรวดน้ำอุทิศบุญแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร

การที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้ถวายอาหารคาวหวานให้ครบนั้น เพราะเจ้ากรรมนายเวรบางท่านนั้นอยู่ในภาวะหิวกระหาย ไม่มีใครทำบุญไปให้ ยิ่งหิวก็ยิ่งโกรธแค้นหลายเท่ากับคนที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ เครื่องบวชพระไตรจีวร นั้นจะเป็นเครื่องนุ่งห่มทิพย์ในกรณีที่เขาไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่

การถวายพระพุทธรูปนั้นจะนำให้เข้าถึงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเขาได้จริง หนังสือธรรมะจะทำให้เขาเข้าใจในพระธรรมที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้จริง ลดความอาฆาตมาดร้ายลง ถาดเงิน ถาดทองนั้นเป็นการช่วยให้เขามีภาชนะเก็บกักของทิพย์ที่เขาได้รับและจะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้ การทำสังฆทานใหญ่นี้ทำเดือนละ1 ครั้งตรงกับวันเกิดสำหรับท่านที่ดวงตกมากๆ ต้องรีบทำเสียโดนด่วน เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลายท่านที่ไม่มีเงินพอที่จะทำสังฆทานใหญ่แบบนี้ที่ต้องใช้เงินพอสมควร ขอแนะนำว่าให้ไปที่วัดใดก็ได้ที่มีการจัดเตรียมเครื่องสังฆทานไว้ให้แบบครบชุดที่เดี๋ยวนี้มีเกือบทุกวัด ให้ใช้วิธีทำผาติกรรมนำเงินใส่ซองจะ 10 บาท 5 บาทหรือเท่าใดก็ได้ ก็ครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนกัน หรือถ้าวัดนั้นไม่มีก็ขอเมตตาจากพระสงฆ์ท่าน ส่วนมากทุกวัดจะมีสิ่งของที่บอกไว้ครบ  เราออกแรงขอท่านไปรวบรวมเอาสิ่งของดังกล่าวมาร่วมกันเป็นสังฆทาน แล้วขอผาติกรรมจากท่านก็ได้ เสร็จแล้วก็ไปคืนไว้ตามที่เอามา

หรือท่านใดที่ดวงตกแต่ไม่มีเงินจริงๆ หรือไม่สะดวกอยู่ในที่จำกัดไปไหนมาไหนไม่สะดวก ก็ให้เร่งถือศีล 5 และสวดมนต์ ทำสมาธิ เป็นการสร้างบุญโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว เพียง 3 อย่างเท่านี้ก็แก้ไขได้แล้วเพราะบางเจ้ากรรมนายเวรเขาต้องการเพียงเราสำนึกผิดกลับใจ และส่งบุญให้ เขาก็พอใจพร้อมถอนตัวออกไปจากการจองเวรนี้

หรือจะเพิ่มทานเข้าไปอีก เอาเงินสัก 1 บาทหรือสลึงหนึ่งก็ได้ใส่กระปุกไว้ก็ได้เพื่อจะให้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนในแต่ละวัน เมื่อเงินในกระปุกมีพอสมควรแล้วก็เอาไปถวายพระสงฆ์เป็นสังฆทานได้ ดังที่บอกมาแล้วในบทแรกเลย

ธ.ธรรมรักษ์ เองก็ใช้วิธีนี้ในทุกเช้าโดยการทำทานหยอดเงินใส่กระปุกก่อนให้เป็นทาน อธิษฐานจิตเป็นสังฆทาน แล้วจึงสวดมนต์สมาทานศีล และทำสมาธิในทุกเช้า ชีวิตจากที่เคยลำบากมากเจ้าหนี้คอยตามรังควาน บ้านจะโดนยืด รถยนต์โดนยืด มีแต่เรื่องที่ทำให้เสียหายมากมายก็ทุเลาขึ้น จนดีวันดีคืนจนถึงปัจจุบัน จึงอยากจะบอกกล่าวให้ลองไปทำกันดู

หรือแม้แต่ไม่มีเงินก็เอาแรงงานไปเช็ดถู ไปปัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดหน้าพระประธาน พระพุทธรูปที่รายล้อมอยู่ตามศาลาวัด ไปช่วยเขาขนทรายขนปูนที่มีการก่อสร้างอะไรในวัดก็ตาม ไปช่วยกิจของสงฆ์ ทั้งไปช่วยโรงครัว โรงทานทำอาหารถวาย ช่วยล้างผลไม้ปอกผลไม้ ล้างจาน กวาดวัด ล้างห้องน้ำ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นของส่วนรวม แล้วอุทิศบุญที่ทำนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเขา และอธิษฐานขอให้เป็นสังฆทานได้ทั้งนั้น อย่าไปคิดแต่เพียงว่าต้องใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้น

สำหรับการกรวดน้ำ ควรทำทุกครั้งหลังจากสร้างบุญเสร็จเพื่อที่จะได้ไม่ตกหล่น ถ้าลืมหรือติดธุระอะไรไม่ได้ทำ ถ้าเรานึกได้เมื่อใดให้กรวดน้ำใหม่ทันทีไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม บุญที่เราทำนั้นไม่ได้หายไปไหน ซึ่งเห็นได้จากบุญเก่าและบาปเก่าในอดีตชาติที่กำลังส่งผลให้เราอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ได้หายไปไหนเช่นกัน

น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาดเพื่อสื่อได้ง่ายและเร็วเสร็จแล้วให้เอาน้ำนั้นไปเทราดใต้ต้นไม้กลางแจ้ง ในเวลาที่เทให้ตั้งจิตอีกครั้ง กล่าวขอให้พระแม่ธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ท้าวยมราช มาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญ ให้ท่านทั้งหลายที่เราอุทิศบุญให้มารับบุญไป ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นครบทุกประการตามหลักครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณ

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่า ดวงจิตวิญญาณที่เราตั้งใจอุทิศบุญไปให้นั้น ท่านจะมารับได้หรือไม่ เพราะบางดวงจิตวิญญาณถ้าไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้เขาก็รับไม่ได้ เช่น ถูกลงโทษในนรกชั้นลึกที่สุดเพราะกรรมหนักเขาก็มาไม่ได้ เหมือนนักโทษประหารหรือนักโทษขั้นเด็ดขาดที่ห้ามเยี่ยม ห้ามทุกอย่างไว้เพราะทำกรรมหนักไว้ แต่มีวิธีแก้ไขให้ขอเมตตาฝากบุญไว้กับพระแม่ธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ท้าวยมราชไว้ เมื่อใดก็ตามที่เขาพร้อมจะรับบุญได้ ท่านจะเมตตาส่งเคราะห์ส่งบุญให้ได้

สังฆทานนั้นยิ่งทำบ่อย ยิ่งดีทั้งสองทางทั้งสร้างบุญใหญ่และลดกรรมไม่ดีได้เร็วมากยิ่งขึ้น

4. ต้องสวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน สองสิ่งนี้ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด การสวดมนต์เพื่อปรับฐานบุญและทำให้ตนเองเกิดมงคล และการทำกรรมฐานแก้กรรมหรือที่เรียกกันว่า “สมาธิแก้กรรม” นั้นเป็นของจริงที่พิสูจน์กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว

การสวดมนต์นั้นควรทำในตอนเช้าและก่อนนอน อย่าลืมว่าต้องมีบทพื้นฐานดังที่กล่าวไปแล้วในบทปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์บทก่อน และอยากแนะนำให้สวดบทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกทุกครั้ง  ถ้าอยากเอาให้ได้ผลแบบเร็วทันใจให้สวดเลยอายุตนเอง 1 บท เช่น อายุ 30 ปีให้สวด 31 จบ ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 15 วันอย่าขาด

เมื่อสวดมนต์แล้วให้นั่งสมาธิและวิปัสสนาต่ออย่างน้อยวันละ 30 นาที เมื่อออกจากสมาธิเจริญภาวนาแล้วให้แผ่เมตตาอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวนทันที แบบเจาะจงด้วยว่า โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังตามมารังควานให้เกิดอุปสรรคอยู่ในขณะนี้ให้มารับบุญที่เกิดขึ้นนี้ แม้ว่าดวงจะดีแล้ว ก็อย่าหยุดทำให้ทำต่อไป ดวงจะดียิ่งขึ้นร้อยเท่าพันเท่า

5. สงเคราะห์ปล่อยสัตว์ ให้ไปปล่อยปลาหมอหรือปลาไหลวันละ 8 ตัวทุกวันติดต่อกัน 7 วัน หรือให้ครบ 7 ครั้งใน 1 เดือน การปล่อยสัตว์ก็ให้ไปดูเรื่องการสงเคราะห์ปล่อยสัตว์แบบได้บุญมาก ถ้าหาปลาหมอหรือปลาไหลไม่ได้ใช้ปลาอะไรก็ได้ที่คนเอามาทำเป็นอาหารแบบว่าเขาต้องตายแน่ๆ  ถ้าเราไม่ไปช่วยเขาไว้ ไปที่ตลาดแล้วบอกแม่ค้าว่า ให้เลือกปลาที่คิดว่ากำลังจะฆ่าให้หน่อย ในสมัยพุทธกาล เณรน้อยที่แม้ถึงฆาตได้ช่วยปลาจากปลักให้ไปอยู่ในแหล่งน้ำสมบูรณ์ ยังรอดตายได้ แค่ดวงตกแค่นี้ยิ่งได้ผลหลายเท่า

6. ร่วมสร้างถาวรวัตถุใหญ่ๆ ทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร หรืออะไรก็ตามที่เป็นของใหญ่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก จะเป็นทานใหญ่ที่ก่อให้เกิดโชคลาภ สำหรับการร่วมบริจาคนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเงินมาก เท่าใดก็ได้ แต่ต้องให้ตรงกับจำนวนหรือมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เช่น ตั้งใจทำ 1 บาทก็ต้อง 1 บาทอย่าไปลดบุญตัวเองด้วยการทำเพียง 50 สตางค์เพราะเสียดาย ให้ทำตามที่เราตั้งใจจริงๆ เท่าไหร่ก็เท่านั้น

Read Full Post »