Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ปฏิบัติธรรม’

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าอาหารผักเป็นการรับประทานเพื่อการชำระล้างร่างกายและอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปนั้นหากรับประทานอย่างถูกสุขลักษณะและมีปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์กับร่างกายและจิตใจอย่างมากทีเดียว ซึ่งมีอานิสงส์ 2 ทาง ทั้งในทางโลกและทางธรรม

 

ผลอานิสงส์ในทางโลก

ผลทางร่างกาย

1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียได้เกือบทั้งหมด สารพิษที่เคยตกค้างอยู่ภายในจะได้รับการชำระล้างออกไปมาก เพราะสารอาหารและกากใยที่อยู่พืชผักผลไม้ จะช่วยในการขับถ่ายเอาสารพิษที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้ออกไป และทำให้การย่อยอาหารเป็นปกติ

2. เมื่อรับอาหารเจไปได้เป็นประจำหรืออย่างน้อยในช่วงเทศกาล 9 วันแห่งการกินเจ เลือดก็จะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ผิวพรรณจะดูสดชื่นผ่องใสขึ้น นัยน์ตาแจ่มใสไม่พร่ามัว รู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด

3. อวัยวะหลักภายในสำคัญและอวัยวะประกอบทั้ง 5 มีความแข็งแรงและทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์ ซึ่งอวัยวะหลักภายในทั้ง 5 นั้นได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ และปอด ส่วนอวัยวะประกอบทั้ง 5 ได้แก่ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหารและถุงน้ำดี

4. ร่างกายจะเพิ่มขีดความสามารถในการต้านทานสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติที่กินเนื้อเพราะอาหารจำพวกผักและผลไม้เมื่อรับประทานได้ติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพราะได้รับคุณค่าของวิตามินและเกลือแร่อยู่ไม่ขาด

5. ในบรรดาผู้ที่รับประทานอาหารเจและอาหารที่เป็นพืชผักเป็นประจำนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยเฉพาะโรคมักจะไม่ค่อยปรากฏเช่นโรคที่มีความรุนแรงและเจ็บป่วยเรื้อรังได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบหรือเบาหวาน ที่สำคัญก็คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารก็ไม่ค่อยพบด้วย เช่น ริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะ อาหารไม่ย่อย เป็นต้น

 

ผลทางจิตใจ

1. ทำให้จิตใจสงบมีความเยือกเย็นยิ่งขึ้น และบังเกิดความมีเมตตาจิตอย่างเต็มเปี่ยม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียวหรือโกรธง่าย อันเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลยิ่งๆ ขึ้นไป

2. เป็นการหยุดสร้างกรรมโดยการตัดชีวิตผู้อื่นทางอ้อม ทำให้ไม่มีศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่มีจิตอาฆาตคิดมุ่งร้ายพยาบาทติดตามจองเวร

3. เป็นผู้ที่มีสติมั่นคงมากยิ่งขึ้นคือ การงดบริโภคเนื้อสัตว์นั้นจะทำให้ความอยากในกามารมณ์ลดน้อยลงไปรวมถึงจิตที่อาฆาตและรักความรุนแรงที่อยู่ในตัวเราก็จะลดลงไปด้วย

 

ผลในทางธรรม

อานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ในทางธรรมก็คือ จะทำให้ชีวิตของเราไม่ต้องตายด้วยปืนผาหน้าไม้ คมหอกคมดาบและอาวุธต่างๆ และไม่ตายด้วยเหตุการณ์อันน่าสยดสยองหรือภัยพิบัติ อีกทั้งยังสามารถเป็นการเว้นกรรมในเรื่องการฆ่า และยุติการจองเวรกับสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย

พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อ “ปาณาติบาต” คือ ห้ามการฆ่าเป็นข้อศีลที่สำคัญเป็นอันดับแรกเพราะเป็นการบอกให้เรารู้ว่า พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมรักชีวิตของตนเองการที่พระองค์บัญญัติศีลข้อนี้ขึ้นมาก็เพราะมีภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นภิกษุปุถุชน ในอดีตก่อนบวชเคยเป็นนายพรานได้เผลอเอาธนูไปยิงอีกาเข้าตัวหนึ่งจนอีกาถึงแก่ความตายจึงเป็นเหตุให้พระองค์ต้องบัญญัติศีลข้อนี้ขึ้นมา

และในพระสูตรของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ยังได้กล่าวถึงพระพุทธวจนะว่าด้วยเรื่อง “อานิสงส์ 10 ประการของการไม่กินเนื้อสัตว์” ในคราวที่ได้เสด็จไปเทศนาโปรดบรรดาเหล่าพญานาคราช ซึ่งผู้เขียนขอนำบทอธิบายอานิสงส์ดังกล่าวมาแสดงไว้ใน ณ ที่นี้

1. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย

บุคคลผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่เบียดเบียนผู้ใด มีกิริยาสำรวม จรรยามารยาทเรียบร้อย ไม่กล่าวคำกระโชก ด่าทอกับใคร บุคคลเช่นนี้เมื่อก้าวไปสู่ที่ใดย่อมเป็นที่รักใคร่มีแต่คนอยากเข้ามาใกล้ชิดในทางตรงกันข้าม หากเป็นคนที่สะสมไว้แต่อารมณ์ร้ายๆ แววตาเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งการฆ่า ทุกคนก็อยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล ถ้าภายในจิตใจเราไม่คิดจะไปทำลายหรือเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น เราจึงไม่เป็นที่หวาดกลัวต่อผู้ใด แต่จะเป็นที่รักของสัตว์ต่างๆ แม้สัตว์ดุร้ายก็ไม่ทำอันตราย

 

2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น

คนที่มีเมตตากรุณาอยู่ในใจ อย่าว่าแต่เห็นสัตว์ทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้าเลย เพียงแต่เห็นสัตว์ต้องประสบเคราะห์กรรมถูกเฆี่ยนตี ก็ย่อมจะไม่สบายใจ นอกจากจะไม่เข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่นแล้ว แม้แต่จะเอ่ยวาจาด่าทอให้ระคายหูก็จะไม่กระทำโดยเด็ดขาด เมื่อจิตเมตตาค่อยๆ ถูกสะสมเพิ่มพูนจนเปี่ยมล้น ก็จะบังเกิดเป็นมหาเมตตาขึ้นในใจ และมหาเมตตานี้จะเพิ่มพลังจิตขึ้นในตัว นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอันจะนำพาให้ผู้บำเพ็ญสามารถสำเร็จธรรมบรรลุขั้น “พระโพธิสัตว์”

 

3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์โหดร้ายเคียดแค้นได้

นอกเหนือจากความเห็นแก่ตัวเพื่อปากท้องตัวเองอันเป็นเหตุให้เกิดการเข่นฆ่า ทำลายชีวิตผู้อื่น และสาเหตุใหญ่ของการทำร้ายซึ่งกันและกัน คือ ความโกรธแค้น อาฆาต พยาบาทจองเวรต่อกัน ซึ่งนับวันก็จะกลายเป็นคนโหดร้ายเห็นความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องเล็กน้อย

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องตัดอารมณ์เหล่านี้ให้หมดสิ้น และไม่เพียงแต่จะรักชีวิตตนเองเท่านั้น แต่ยังจะต้องรักและทะนุถนอมชีวิตผู้อื่นอีกด้วย หากชาตินี้เรายังฆ่ากินเลือดเนื้อเขา ความแค้นพยาบาทจะฝังอยู่ในกมลสันดาน และจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรติดตามทวงหนี้ชีวิตทุกชาติไป แล้วเราจะปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นได้อย่างไร?

 

4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย

ความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการผันแปรของดินฟ้าอากาศ หรืออาหารการกินที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ด้วยยา แต่ทวายาไม่สามารถรักษาโรคกรรมได้ โรคกรรมอันเกิดมาจากการเคยสร้างอกุศลกรรมร่วมกันมาในอดีต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ร่วมเสพเนื้อผู้อื่น ร่วมส่งเสริมผู้อื่นให้ฆ่าให้กินให้เสพเป็นกรรมร่วมกัน จึงส่งผลให้คนเหล่านั้นต้องมาตายพร้อมกันในชาติปัจจุบัน เช่นเป็นโรคระบาดในคราวเดียวกันมากๆ ประสพภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหวตายหมู่ เป็นต้น

 

หากเราต้องการเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน จงงดเว้นบริโภคเนื้อสัตว์ และหมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ปลดปล่อยช่วยเหลือชีวิตสัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ

 

5. อายุมั่นขวัญยืน

ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ ทั้งคนและสัตว์ ต่างล้วนอยากให้ตนมีอายุยืนยาว แต่ความมีอายุยืนยาวนั้น มิใช่ขอกันได้ ถ้าหากในอดีตเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบนิยมยินดีในการบริโภคเนื้อสัตว์ ตลอดจนฆ่าและส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การที่จะหวังให้ตนมีชีวิตที่ราบรื่นเป็นสุข และอายุยืนยาวนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ บุคคลผู้ที่มีจิตเมตตา ชอบช่วยเหลือชีวิตสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็กๆ ก็ตาม อานิสงส์ผลบุญจะช่วยต่อชีวิตทำให้มีอายุยืนยาว

 

6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด

วัชรเทพทั้ง 8 พระองค์ คือ เทพเจ้าผู้พิทักษ์ธรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อบุคคลใดมีจิตมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณงามความดี รักษาศีลกินเจ วัชรเทพทั้ง 8 พระองค์ก็จะมีบัญชาให้เหล่าเทพบริวารทั้งหลายลงมาพิทักษ์รักษาปกป้องคุ้มครองบุคคลนั้นๆ มิให้ภูตผีปีศาจ ยักษ์มาร อสูรร้ายมารังควาน แต่หากเมื่อใดบุคคลนั้นมีจิตใจรวนเร ไม่มั่นคงในการปฏิบัติธรรม บรรดาทวยเทพก็จะพากันผละหนีไปซึ่งเหล่ามารร้ายจะเข้าจู่โจมทำอันตรายทันที  ซึ่งแม้ตาเนื้อของปุถุชนคนธรรมดา จะมองไม่เห็นบรรดาเทพพรหมที่เฝ้าคุ้มครอง แต่เมื่อถึงคราววิกฤตตกอยู่ในที่คับขัน เทพพรหมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะพลิกผันเหตุการณ์ให้แคล้วคลาดรอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ในที่สุด

 

7. ยามหลับจะนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล

โดยปกติคนทั่วๆ ไป หากมีเรื่องราวรบกวนจิตใจให้วิตกกังวลว้าวุ่น เมื่อถึงยามพักผ่อนแม้ว่าร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักปานใด ก็ไม่สามารถจะหลับลงได้หรือหลับๆ ตื่นๆ และท้ายที่สุดเคลิ้มหลับไป ก็จะฝันร้ายตลอดคืน มีตัวอย่างมากมายของผู้ที่ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เอาแต่สร้างกรรมชั่ว ประพฤติมิชอบ อาหารแต่ละมื้อจะต้องเพียบพร้อมไปด้วยเนื้อสัตว์ เมื่อยามหลับก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่เลวร้าย น่าเกลียดน่ากลัว แต่เมื่อได้ศึกษาและตั้งใจปฏิบัติธรรม งดบริโภคเลือดเนื้อผู้อื่น ก็มักจะมีโอกาสนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงาม เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นนิมิตที่ดีเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จะหลับและตื่นก็เป็นสุข

 

8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกันได้

คัมภีร์แห่งสัจธรรมได้กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายกับคนนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน มิได้แตกต่างกัน แต่เป็นเพราะความหลงผิดไม่รู้เท่าทัน จึงยึดรูปลักษณ์ภายนอกมาทำให้เป็นความแตกต่างว่านั่นเป็นสัตว์ นี่เป็นคน ฯลฯ ผู้ปฏิบัติธรรมมีญาณปัญญา เห็นแจ้งในธรรมต้องปราศจากจิตที่เคืองแค้นอาฆาตผู้อื่น และมีจิตเมตตากรุณา คิดสงสารผู้อื่นที่หลงประพฤติผิด ทั้งพยายามหาวิธีฉุดช่วยให้เขากลับสู่เส้นทางแห่งความถูกต้องดีงาม

 

9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งพระนิพพานไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ

ตามกฎแห่งกรรมผู้ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือชอบเสพเลือดเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เมื่อตายไปวิญญาณจะต้องร่วงลงสู่อบายภูมิทั้ง 3 ได้แก่

1. นรกภูมิ 10 ขุม ต้องรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส

2. เปรตภูมิ จะได้รับทุกข์ทรมานอยู่กับความหิวโหย

3. เดรัจฉานภูมิ เมื่อวิญญาณใช้หนี้บาปกรรมพ้นจากนรกภูมิและเปรตภูมิแล้วจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถูกเขาฆ่าตายชาติแล้วชาติเล่า จนกว่าจะครบกำหนดตามจำนวนที่ตนได้เคยทำลายชีวิตผู้อื่น ดังนั้นหากสามารถละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตได้ก็จะเป็นหนทางรอดในการที่ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิต่อไป

 

10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตวิญญาณจะมุ่งสู่สุคติภพ

ในมหายานสูตร มีเรื่องเล่าถึงวิบากกรรมของผู้ที่หลงผิดชอบเข่นฆ่าสัตว์และนำไปสังเวยฟ้าดินถวายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นบาปอย่างมหันต์ อกุศลกรรมนั้นทำให้ต้องได้รับโทษโดยถูกสุนัขปีศาจรุมกัดกินเนื้อ ทุกข์ทรมานแสนสาหัส นับครั้งไม่ถ้วน

 

สาธุชนผู้ที่งดเว้นเนื้อสัตว์ ปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายด้วยการถือศีลกินเจ ย่อมจะห่างไกลจากทุคติภพไม่ต้องไปรับโทษทัณฑ์อันน่าสะพรึงกลัว เมื่อจิตวิญญาณจะละสังขาร ก็อาศัยเหตุปัจจัยแห่งกุศลกรรมความดี ดลบันดาลให้เหล่าทวยเทพเทวารอรับขึ้นเบื้องบน

 

ฉะนั้นการศึกษาและปฏิบัติธรรมให้ได้สำเร็จลุล่วงผู้บำเพ็ญธรรม จักต้องละเว้นจากการเสพเลือดเนื้อชีวิตสัตว์โดยสิ้นเชิง พร้อมกับอนุเคราะห์ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อให้หนทางการบำเพ็ญสู่ความหลุดพ้น ไม่ถูกขัดขวางจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

จะเห็นได้ว่าในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นก็มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกับฝ่ายเถรวาทมากจะมีรายละเอียดปลีกย่อยบางประการที่ไม่เหมือนกันเช่นความเชื่อในองค์เทพเจ้าทั้งแปด ซึ่งในฝ่ายเถรวาทไม่ปรากฏ ซึ่งในฝ่ายเถรวาทนั้นกล่าวถึงอานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 1 ซึ่งในที่นี้ขอยกคำกล่าวที่ปรากฏไว้ในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ 19 ที่พระองค์ท่านประพันธ์เอาไว้ในหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี เอาไว้ว่า

“ผู้ที่รักษาศีลในข้อที่1 ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยบุญที่ที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่างๆมาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือ สิ้นอายุเสียก่อนวัยอันควร”  

 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางฝ่ายไหนก็แสดงให้เราได้เห็นว่า การเว้นจากการฆ่าสัตว์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมนั้น ย่อมให้อานิสงส์ที่ดีทั้งสิ้นควรจะน้อมนำหลักในข้อศีลนี้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเองและยังผลให้เกิดสุขกับผู้อื่นอีกด้วย

โฆษณา

Read Full Post »

อย่างที่กล่าวไปตามความหมายและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกินมังสวิรัติและกินเจนั้นต้องมีสัมมาทิฐิควบคุม คือไม่ใช่แค่กินผักแต่ปากแต่ข้อวัตรอื่นๆ เราไม่ได้สนใจเลยอย่างนี้ก็ไม่เกิดผลอะไรในทางปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บุญอย่างที่ต้องการ

 

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอธิบายความหมายของ “อาหารเจ” โดยเฉพาะความหมายของตัวอักษร “เจ” คือผู้ที่จะกินเจนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ผักฉุน หรือ ของที่สะอาดตามที่กล่าวมาทั้งหมดเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นศีลเป็นตัวกำหนด คือการควบคุมกาย วาจา และ ใจด้วย

 

การกินเจคือ “กายเจ” หมายถึง การถือศีลที่ต้องระมัดระวังในทางกายคือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ทุกชนิด การไม่ล่วงละเมิดเอาสิ่งของที่เป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นและการไม่ถือแย่งเอาในบุคคลอื่นผู้เป็นที่รักใคร่ของคนอื่นมาเป็นของตนคือการไม่ทำผิดประเวณี

 

การกินเจคือ “ปากเจ” คือ การถือให้ปากสะอาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การงดเว้นเนื้อสัตว์แต่หมายถึง ต้อง ไม่พูดเท็จไม่หลอกลวง ไม่พูดยุแหย่ให้คนเขาแตกร้าวกันหรือแตกความสามัคคี ไม่พูดคำพูดหยาบคายให้ระคายหูของผู้อื่น และ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาฟังเรื่องราวอันเปล่าประโยชน์แทนที่จะได้ทำกิจประโยชน์อย่างอื่น

 

การกินเจ คือ “ใจเจ” คือ การรักษาจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินกิเลสใด ๆคือ ไม่คิดโลภอยากได้ของๆ ผู้อื่น ไม่คิดอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยาปองร้ายผู้อื่น และการมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไม่เห็นผิดเป็นชอบ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้นับว่าสำคัญที่สุด เพราะแม้จะบอกว่าปากของตนเองไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ หากจิตยังฟุ้งซ่านกลับไปกลับมาอาจจะต้องกลืนน้ำลายตนเอง ทำให้กลับไปหลงทำผิดในด้านอื่นๆ ได้อีก

 

ผู้ที่ถือศีลกินผักที่แท้จริง จึงต้องฝึกฝนทั้งกาย วาจาและใจให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลาจึงได้ชื่อว่าได้สร้างบุญเต็มที่อย่างแท้จริง

 

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมาว่าการถือ กายเจ ปากเจ นั้นเป็นข้อวัตรเพื่อให้เราได้ดำรงตนอยู่ใน “ศีล” ทั้งสิ้นอันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้กระทำ “ใจเจ” คือการเจริญสมาธิให้เกิดปัญญาต่อไป

แต่ทว่าการถือศีลเพื่อให้ได้บุญตามที่เราตั้งใจจะทำนั้น เราควรจะถือศีล 5 หรือ ศีล 8 ดี เพราะมีความเข้าใจที่ว่า เมื่อถึงเทศกาลกินเจแล้วก็ควรถือศีล 8 ให้เคร่งครัดไปเลย หรือว่าเป็นเพียงการถือรักษาศีล 5 ก็เพียงพอแล้วเพราะว่าตามศาลเจ้าและโรงเจที่เปิดเลี้ยงให้ผู้คนเข้าไปทำพิธีกรรมล้วนแต่มี “อาหารมื้อเย็น”ให้กับผู้ที่เข้าไปถือศีล และยิ่งเป็นวันที่มีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยแล้วตอนค่ำก็จะยังมีอาหารบริการเสริมเป็นพิเศษอีกด้วย

 

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้หากถือศีลแปดก็จะขัดกับหลักในศีลวัตรในข้อที่ 6 คือที่ผู้ถือศีลต้องถือ “วิกาลโภชนา” คือการงดเว้นในการกินของขบเคี้ยวทุกชนิดหลังเที่ยงวันไปด้วย เรื่องนี้ทำให้มีความเข้าใจที่สับสนกันอยู่มาก

จริงๆ แล้วคำว่า เจ หรือ แจ ในภาษาจีนนั้นมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจเพื่อเป็นการสักการะและการปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งนั่นเป็นความหมายทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานผู้ที่ถือศีลนั้นขอเพียงครองศีล 5 ให้เป็นนิจศีลก็เพียงพอ

 

แต่ในฝ่ายเถรวาทแล้วตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมักจะคุ้นชินกับศีลแปดที่หมายถึง อุโบสถศีลที่คนโบราณมักจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถจึงถือเอาว่า ศีลแปดคืออุโบสถศีลไปด้วย ดังนั้นในช่วงเทศกาลกินเจสำหรับผู้ที่เคร่งในศีลวัตรทางสายนี้ก็มักจะทำการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดไปเลย

 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นถือครองศีล 5 หรือศีล 8 ก็ตามย่อมมีผลดีและมีอานิสงส์สูงมากด้วยกันทั้งสิ้น

 

คำว่าศีล นั้นแปลว่า “ความเป็นปกติ” คือสิ่งที่คนเราต้องให้ความระมัดระวังรักษาตามเพศและฐานะการรักษาศีลให้ดีจึงถือเป็นการระงับโทษทางกายและวาจาที่เป็นกิเลสหยาบในตัวของเราให้กำเริบขึ้นมาอันเป็นพื้นฐานสำคัญให้จิตใจสงบระงับซึ่งความอยากในกิเลสทั้งหลายซึ่งอย่างน้อยก็ควรจะรักษาให้ได้ 5 ข้อคือ

1. การละเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิต

ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นโอกาสอันดีอยู่แล้วที่จะได้ละเว้นการฆ่าสัตว์เพราะในขณะที่เรางดเว้นการกินเนื้อสัตว์นี้เราก็ได้ละเว้นชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปทางอ้อมแล้ว นอกจากนั้นการละเว้นการกินเนื้อสัตว์ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสัตว์ผู้มีคุณด้วยโดยเฉพาะสัตว์อย่าง วัว ควาย ที่เป็นแรงงานให้มนุษย์เราเสมอมา รวมไปถึงสัตว์อย่างสุกร ไก่ หรือปลาทั้งหลายที่มีส่วนเลี้ยงดูให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงดังเช่นทุกวันนี้

 

แต่การรักษาศีลข้อนี้ ไม่ใช่เพียงการกินอาหารผักเท่านั้นเราก็จะได้ชื่อว่ารักษาศีลข้อที่ 1 ได้ดีแล้ว เพราะบางทีเราอาจเผลอฆ่าหรือไปทำร้ายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อื่นๆ ตามความเคยชินก็เป็นได้ เช่น เผลอไปตบยุง เผลอไปเหยียบมดฆ่ามด เอาน้ำราดให้มันไหลไปตามน้ำ ฯลฯ เพราะนี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราและคิดว่าไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นการเบียดเบียนชีวิตเช่นกัน

 

2. การละเว้นจากการถือเอาทรัพย์สินคนอื่นโดยเขาไม่เต็มใจให้

การระมัดระวังรักษาศีลในข้อนี้ เราอาจมีความสงสัยว่าเราจะไปถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นได้อย่างไรเพราะเราไม่ได้มีนิสัยชอบขโมยของหรือเป็นมิจฉาชีพใดๆ แต่เราอาจเคยชินในการหยิบของใช้คนอื่นไปโดยไม่ขออนุญาตโดยคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะนำกลับมาคืน แต่บางทีก็หลงลืมกลายเป็นความผิดศีลข้อนี้โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นเมื่อถือปฏิบัติรักษาศีลแล้ว ก็ต้องให้ความสำรวมระมัดระวังกายให้มากขึ้นอย่าได้เผลอสติเอาของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ขออนุญาตแม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

3. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 3 คือ การยึดถือพรหมจรรย์

ศีลข้อนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ว่าหากเป็นผู้ที่ถือศีล 8 นั้นจะใช้ข้อศีลที่ว่า “อะพรัหมะจริยา” ซึ่งมีความแตกต่างกับคำว่า “กาเมสุมิจฉาจารา” ข้อนี้แปลว่าการถือประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง ต่างกับการอยู่โดยถือผัวเดียวเมียเดียวแบบศีลข้อปฏิบัติทางศีล 5 คือยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศได้แต่ต้องเป็นภรรยาหรือสามีของตนเองเท่านั้น

 

ซึ่งการถือศีลในข้อนี้ขอให้เป็นไปตามความเชื่อและสิทธิส่วนบุคคลเพราะผู้ที่ต้องการรักษาข้อวัตรในศีลนั้นมีความเคร่งครัดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะบางรายที่ปกติถือกินผักเป็นประจำอยู่แล้ว พอถึงเวลาในเทศกาลที่ต้องถือศีลกินผักแบบเป็นทางการ อย่างเช่น ในช่วงเทศกาลกินเจ ก็ต้องถือเคร่งให้สะอาดบริสุทธิ์ทุกอย่างแต่บางรายก็ขอถือเพียงศีล 5 ก็พอ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในช่วง 9 วันในเทศกาลก็อาจจะมีความเชื่อตรงกันที่ว่า ยิ่งรักษากายให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งได้บุญมาก จึงพลอยรักษาศีลข้อ 3 โดยถือพรหมจรรย์กันไปเลย เพราะถือเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

 

แต่อานิสงส์ที่แท้จริงในการถือพรหมจรรย์ก็คือ จิตจะได้ระงับความต้องการทางกามกิเลสไม่ให้ลุ่มหลงติดอยู่ในเพศรสอันจะนำไปสู่ความลุ่มหลงอย่างอื่นๆ นั่นเอง

 

4. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 4 คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อนี้ดังที่กล่าวรวมถึงความหมายของคำว่า “ปากเจ” คือเป็นการควบคุมความประพฤติทางวาจาทั้ง 4 แบบคือ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย และไม่พูดเพ้อเจ้อ

เราอาจสงสัยว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องพูดโกหกอันใดแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ด้วยจริตและปกติวิสัยของแต่ละคนอาจมีเหตุให้ผิดศีลข้อนี้ก็ได้ทางใดทางหนึ่ง เช่นคนที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าซึ่งต้องทำมาค้าขายนั้นต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการพูดดึงดูดใจลูกค้าอาจต้องโกหก อาจต้องมีเหตุให้พูดหยาบคาย หรือการพูดเล่นไร้สาระใดๆ บ้างเพราะเหตุแห่งความเคยชิน

เพราะฉะนั้นการรักษาศีลด้วยปากไม่ใช่แค่กินอาหารผัก แต่ต้องตั้งใจสมาทานรักษาศีลให้ดีแล้วก็ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องคำพูดเพราะ หากพูดดีคือ พูดความจริง พูดไพเราะ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาด้วยแล้วก็จะเป็นผลดีต่ออาชีพและชีวิตส่วนตัวเป็นอันมาก

 

5. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิดที่จะทำให้ขาดสติ

บางคนมักจะมีความเห็นผิดที่ว่า เมื่อตนเองได้ถือรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือเจมาตลอดก็น่าจะเพียงพอแล้วแต่ ก็พบว่ามีคนที่ถือกินผักไม่กินเนื้อแต่ก็เป็นนักเลงสุราได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีผู้ที่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการถือกินมังสวิรัติและกินเจไปผิดทิศทางมากมาย

 

ยิ่งในช่วงที่เป็น “เทศกาล” อันมีความหมายว่า “งานรื่นเริง” หรืองานเฉลิมฉลอง มักจะทำให้ผู้คนที่ขาดความเข้าใจถึงเนื้องานของเทศกาลที่แท้จริงไปเพราะเทศกาลที่เป็นบุญ อย่างเช่นการกินเจนั้นไม่ได้งดเว้นแค่เพียงเนื้อสัตว์แต่ต้องงดเว้นสุรารวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลายด้วย

 

ผู้ที่ถือศีลในเทศกาลกินผักนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะงดเว้นการดื่มสุราและของมึนเมาทุกชนิดที่มีผู้เข้าใจผิดนำมาเฉลิมฉลองในงาน เพราะเป็นสาเหตุให้ขาดสติ และเมื่อคนเราเผลอขาดสติไปแล้วย่อมสามารถทำผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ และหากได้เผลอทำไปแล้ว การที่เราอุตส่าห์ถือศีลข้อต่างๆ มาก็กลายเป็นการศีลขาดไปอย่างน่าเสียดาย

 

นอกจากการรักษาศีลที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีข้อปฏิบัติที่เป็นการสร้างบุญให้ได้ผลมากในช่วงกินเจนี้ก็คือการปฏิบัติธรรมในด้านการเจริญปัญญา อันได้แก่ การสวดมนต์ การแผ่เมตตาจิตและการเชื่อมบุญอุทิศบุญกุศล

 

การสวดมนต์

การสวดมนต์นั้นเป็นอุบายที่ดีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิเพราะในขณะที่สวดมนต์อยู่จิตจะจดจ่ออยู่ที่บทสวดอันเป็นอารมณ์เดียวในขณะที่ปฏิบัติการสวดมนต์นั้น ซึ่งในคติทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นก็จะมีบทสวดมนต์ที่ใช้กันในวัดฝ่ายมหายานและในโรงเจด้วยอันเป็นการสวดบูชาเทพเจ้า

 

แต่ถ้าเป็นหลักคติธรรมของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว จะมุ่งเน้นให้เกิดสมาธิและถือเป็นการทบทวนบทคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้ประทานโอวาทสั่งสอนธรรมแก่พุทธบริษัททั้ง 4 เอาไว้ ซึ่งมีบทสวดที่เป็นบทมหามงคลมากมาย เช่น บทสวดพระพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากาฯ) และบทสวดโพชฌงคปริตร อันเป็นบทสวดมนต์ที่มีความมุ่งหมายให้เกิดสุขภาพกายที่ดีและช่วยบรรเทาความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ (ดูในภาคผนวก)

 

การแผ่เมตตาจิต

หลังจากที่ได้รักษาศีลและสวดมนต์ให้จิตสงบเป็นสมาธิแล้วก็ต้องมีการแผ่เมตตาจิตให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายด้วย การที่เราได้ละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ได้ก็นับเป็นการให้ทานมหาศาลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อสวดมนต์แล้วก็ให้แผ่เมตตาจิตไปให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่เรา “เคย” ได้นำเลือดและเนื้อของเขามารับประทานเป็นอาหาร

เพราะหากลองคิดให้ดีๆ แล้วสัตว์ที่เราได้รับประทานเข้าไปทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ได้ตายอย่างผิดธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น เหล่า หมู ไก่ วัว ควาย ทั้งหลายต่างก็ถูกแทงถูกเชือดให้ต้องตายโหงเช่นกัน จิตวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นอาจเต็มไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทเราที่ได้นำเนื้อของเขามารับประทานแม้จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มปากท้องก็ตามอันเป็นที่มาของ คำว่า “ร่างกายของคนเรานั้นเปรียบเหมือนป่าช้าที่ใหญ่ที่สุดของเหล่าสัตว์”

การแผ่เมตตานั้น ขอให้กระทำอย่างตั้งใจและทำการส่งความปรารถนาดี ความเมตตาไปให้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้ได้อยู่เป็นสุข และยังเป็นผลให้จิตใจของเรามีความอ่อนโยนลงด้วยโดยขอให้ตั้งใจกล่าวคำแผ่เมตตาในบทที่ว่า

            “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขๆ เถิด จงละเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งปวง ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไปยังแดนนิพพานโดยถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกันทุกรูปทุกนามเทอญ”

            หรือจะใช้บทแผ่เมตตาที่นิยมใช้กันในปัจจุบันก็ได้ว่า

            “สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น อะเวรา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวร แก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด”

 

การเชื่อมบุญ

การเชื่อมบุญนั้นเรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นการอุทิศบุญหรือส่งบุญให้กันซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารหรือลี้ลับใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเสมือนบุญที่เราได้ทำมาแล้วทั้งการถือศีลให้เคร่งครัด การสวดมนต์แผ่เมตตาทั้งหลายเป็น ดวงไฟ ที่เราจะทำการมอบหรือส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้รับแสงสว่างแห่งบุญ ซึ่งก็คือความสุขความอิ่มเอมใจทั้งหลายไปให้ผู้อื่น

คุณผู้อ่านที่มีความคุ้นเคยในการไปทำบุญที่วัดแล้วพระท่านจะบอกให้ทำการกรวดน้ำส่งบุญอุทิศบุญไปให้บุคคลที่เราต้องการคือพ่อแม่ญาติพี่น้อง นั่นก็คือความหมายเดียวกัน

เหตุที่เราต้องทำการเชื่อมบุญนั้นก็เพราะว่า เหล่าสรรพสัตว์ที่สละเลือดเนื้อให้เราเป็นอาหารนั้นมีเป็นจำนวนมากเขาเหล่านั้นย่อมได้รับความทุกข์ทรมานจากการที่ต้องเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเหล่ามนุษย์โดยที่สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นจริงๆ คือ ถูกเลี้ยงมาในฟาร์มขุนให้อ้วนแล้วก็ถูกจับขายทอดมาโรงฆ่าสัตว์ ถูกชำแหละและกลายเป็นชิ้นเนื้อให้มนุษย์เราได้บริโภคกัน

สัตว์เหล่านี้ไม่มีทางเลือกในการใช้ชีวิตตามปกติเลยเกิดแล้วก็ตายไม่มีโอกาสได้สร้างบุญเช่นมนุษย์ เราจึงควรทำการอุทิศบุญที่ได้ทำมาเพื่อให้เขาได้มีความสุขเพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีต่อไปและเป็นการขออโหสิกรรมต่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายนี้ไปด้วย ซึ่งการเชื่อมบุญหรือยกบุญให้นี้มีความแตกต่างจากการแผ่เมตตา เปรียบเสมือนว่า เมื่อเราได้เผลอทำร้ายคนอื่นแล้วทำการขอโทษขออภัยเพียงอย่างเดียวมันอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ การยกบุญให้เขาก็เปรียบเหมือนนอกเหนือจากคำขอโทษแล้วยังแถมเงินทองของมีค่าไปให้เขาอีกด้วย

            หลังจากแผ่เมตตาแล้วก็ให้นึกกล่าวอุทิศบุญในบทที่ว่า

            อิทัง เม มาตาปิตุนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม คุรุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรุปัชฌายาจริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย ของให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีความสุข

Read Full Post »

            อันว่า บุญบารมี เป็นของที่ใครๆ ก็ต้องการสะสมไว้ให้มากๆ ทั้งนั้นเพราะเป็นเหตุที่ทำให้คนเรามีความสุขทั้งในเวลาปัจจุบันและ อนาคต รวมถึงจะเป็นการบรรเทากรรมที่เกิดขึ้นในอดีตได้ตามเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ได้กล่าวมา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงกล่าวเอาไว้ในหนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี” เอาไว้ถึงเรื่องการสร้างบุญบารมีให้เกิดผลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ การให้ ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา

            การปฏิบัติทั้ง 3 ประการนี้ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมได้ผลบุญแต่ก็ยังมีปัญหาข้อสงสัยในการสร้างบุญเหล่านี้อยู่ทั้ง 3 วิธี ในหลากหลายประเด็นซึ่ง เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้ให้ความเมตตาตอบไว้ทีละประเด็นอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้

 

ปัญหาเรื่องการทำทาน

คนธรรมดาถาม : เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้คะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทานอย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้องฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้วเป็นความจริง

ถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภเป็นสองแบบ หมายการบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอยคือการถูกล็อตเตอรี่

การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อนใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือสิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะไม่โผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผลของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทนผลจะถูกตัดเพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง” ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราทำทานแต่ไม่ได้ไปประเคนของพระด้วยตนเองอย่างนี้จะได้บุญหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้วถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวายคิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้นได้อานิสงส์เต็มที่เลย

 

คนธรรมดาถาม : แล้วที่บอกกันว่าก่อนจำเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ ชำระหนี้เก่า เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ฝังไว้ และทิ้งเหว ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดาและผู้มีคุณต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายเราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม ส่วนฝังไว้คือสร้างความดีในส่วนกุศลและทิ้งเหว คือกิน ทั้ง 4 อย่างนี้ใช้ 4 หารไม่ได้นะต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเองต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วเอาดอกเบี้ยมาทำบุญจะได้อานิสงส์หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

ได้สิ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้อันนี้ไม่เป็นไรนะ

 

คนธรรมดาถาม : การบริจาคอวัยวะนี่ก็คงถือได้ว่าเป็นทานอย่างหนึ่ง แต่ติดตรงที่ว่า จะมีข้อห้ามหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุต ปยุตโต)

          “ตามปกติแล้วไม่มีข้อห้าม มีแต่จะสนับสนุนเพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม” ก็ดี การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำเพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วทานบารมีนี้มีกี่ขั้นมีกี่ระดับครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น 3 ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้ ต่อมาคือทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการทำทาน

            ความหมายของการทำทานคือสละสิ่งของทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ตนเองมีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนอื่น โดยมีความมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้มีความสุขได้รับประโยชน์จากทานนั้น แต่การที่เราจะทำทานให้เกิดผลบุญบารมีให้สูงสุดนั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญคือ

1. วัตถุที่ให้ต้องบริสุทธิ์ ดังที่หลวงพ่อฤๅษีท่านได้ตอบเรื่องการเอาเงินดอกเบี้ยมาทำบุญนั้นย่อมได้บุญเพราะว่าทางธนาคารเขาเต็มใจให้ ย่อมถือว่าเป็นของที่เราได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปยักยอกไปขโมยใครมา

2. เจตนาที่ให้ต้องมีความบริสุทธิ์ ดังคำถามที่ถามว่า แม้ไม่ได้ไปยกประเคนให้จะได้บุญหรือไม่ พระท่านก็บอกว่าได้ตั้งแต่ตอนที่คิดจะให้แล้ว ดังนั้นเจตนาที่จะให้ทานจึงมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่า บุญจะได้มากได้น้อยย่อมขึ้นอยู่กับเจตนานั่นเอง

3. ผู้รับเป็นผู้ที่สมควรรับ ถ้าเป็นขอทานผู้พิการที่น่าสงสารแล้วเราพิจารณาแล้วว่าเขาสมควรรับทานเพราะเขาช่วยเหลือตนเองไม่ได้จริง เราก็ได้บุญ แต่บุญนี้จะมากจะน้อยย่อมขึ้นอยู่กับศีลของผู้ที่รับด้วยถ้าผู้รับมีศีลมากก็ย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานเกิดขึ้นมากเช่นกัน

การให้ทานเป็นการกระทำเพื่อจุดประสงค์ในการละโลภะกิเลสออกจากใจนั่นคือ จุดประสงค์ที่แท้จริงดังนั้น หากจะทำทานให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานแล้วขอให้ยึดเอาเจตนาแห่งทานเป็นที่ตั้งที่สำคัญที่สุด

 

ปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          การรักษาศีลนี่เป็นการสร้างบุญอีกขั้นหนึ่งที่เรียกได้ว่าสูงกว่าการสร้างบุญด้วยทานแต่ปัญหาสำหรับผู้ที่ได้ถือศีลแล้วนั้นก็ยังมีข้อสงสัยในเรื่องนี้แตกต่างกันไปตั้งแต่การขอรับศีลไปจนถึงความสงสัยเรื่องอานิสงส์แห่งศีล คำถามแต่ละคำถามได้เหล่าครูบาอาจารย์แต่ละท่านได้ให้ความเมตตาตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจหลากหลายท่านและหลากหลายประเด็น

คนธรรมดาถาม : เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่า ยิ่งถือศีลได้มากก็ยิ่งได้บารมีมากครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ พวง สุขินทริโย วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม จ.ยโสธร)

อันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราที่เป็นชาวพุทธนิยมบวชลูก บวชหลาน เมื่อลูกหลานบวชเป็นพระก็ตาม บวชเป็นเณรก็ตามถ้าบวชเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล แม้แต่บิดามารดาก็ต้องมากราบ กราบลูกของตนที่บวชนั่น ที่อยู่ในผ้าเหลืองนั่น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้น มีคุณงามความดี หรือว่าศีลนี้มีอำนาจวาสนา แม้แต่นายร้อย นายพล นายพัน พระราชามหากษัตริย์ ก็มากราบผู้มีศีล จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตาม ถ้ามาบวชแล้วถือว่าเป็นวรรณะที่สูงเป็นคนที่มีลาภ มียศ สูงกว่าพระมหากษัตริย์อันนี้แหละคือศีล”

 

คนธรรมดาถาม : จริงหรือเปล่าครับที่ว่า การรักษาศีลนั้นได้บุญมากกว่าการทำทาน?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงปู่ เสาร์ กันตะสีโล)

            “การให้ทานอันใดๆ ก็ให้กันมามากแล้ว ย่อมมีผลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่ยังสู้ผู้เข้ามาบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีแล้วรักษาศีลอุโบสถไม่ได้มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั้นเสียอีกถ้าใครอยากได้บุญมาก ๆ ได้ไปสวรรค์ ไปพระนิพพาน เพื่อการพ้นทุกข์แล้วละก็ควรบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีรักษาศีลอุโบสถเสียในวันนี้ การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นเป็นชื่อแห่งความเพียรที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น”

 

คนธรรมดาถาม : การจะรักษาศีลให้ดีควรจะมีการกล่าวคำ สมาทานศีลด้วย อยากทราบว่า การสมาทานศีลที่มีคำว่า “วิสุง” กับไม่มี “วิสุง” จะต่างกันอย่างไร?

            (อธิบายแทรกสักเล็กน้อยว่า คำสมาทานศีลคือการเอ่ยคำขอรับศีลจากพระภิกษุ โดยจะเอ่ยว่า “มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ) ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ” ถ้าเอ่ยว่า ปัญจะ คือขอศีล 5 ถ้าเอ่ยว่า อัฏฐะ แปลว่าขอศีล 8 ซึ่งเราจะกล่าวสามครั้ง ครั้งที่สองว่า ทุติยัมปิ และครั้งที่สามว่า ตะติยัมปิ)

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง)

“คงไม่เหมือนกัน ต่างกันที่สุงกับไม่สุง…(หัวเราะ) แต่ความเป็นจริงคำว่า “วิสุง” เขาแปลว่า “ส่วน” นะ คือขอรับศีลแยกเป็นส่วนๆ ปาณา…ก็ปาณา อทินนา…ก็อทินนา ถ้าไม่วิสุงละขอรับรวดทั้ง 5 หรือ 8 ข้อ ทั้งนี้ตามคำอธิบายของคณาจารย์ ถ้าแยกเป็นส่วนจะขาดเป็นตัว ถ้าไม่แยกส่วน ตัวอื่นขาด ก็จะขาดหมดด้วย

ความจริงคณาจารย์ไม่รู้จริง จริงๆ แล้วถ้าเราละเมิดตัวไหนก็ขาดเฉพาะข้อนั้น จะว่าวิสุงหรือไม่วิสุงก็ตาม ไอ้ตัวที่ยังไม่ละเมิดก็ยังไม่ขาดนี่ฉันอ่านหนังสือที่เขาเขียนย่อๆเล่มเล็กๆ น่ะ บังเอิญอ่านเมื่อเป็นเด็ก คือว่าไปตามวัด เดี๋ยวนี้ก็วิสุง…เดี๋ยวก็ไม่วิสุง…ฉันก็แปลกใจ”

 

คนธรรมดาถาม : เมื่อรับศีลแล้วกระทำผิดศีล ทั้งมีเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้างจะเป็นบาปหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

          “การรับศีลไปแล้วทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ว่าไม่ได้เจตนา เป็นแต่เพียงขาดการสำรวมขาดสติทำให้ศีลเศร้าหมองนิดหน่อย ทีนี้การที่มารับศีลแล้วรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ได้ มีขาดตก บกพร่องบ้าง ถ้าข้อเปรียบเทียบก็เหมือนกันกับว่า ผู้ที่มีเสื้อใส่แต่เป็นเสื้อขาด ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่มีเสื้อจะใส่เสียเลย การสมาทานศีลนี้ ถึงแม้ว่าจะขาดตกบกพร่องบ้างก็ยังดี อันนั้นเป็นเรื่องวิสัยธรรมดาของปุถุชนก็ย่อมมีการบกพร่องบ้าง ในเมื่อฝึกไปจนคล่องตัวแล้ว มันก็สมบูรณ์ไปเอง ดีกว่าไม่ทำเลย”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าอย่างนั้นคนที่มีความจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อเข้าสังคมควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าหากเรามุ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เราก็หาทางหลีกเลี่ยงสังคมขี้เหล้าทั้งหลาย เพราะว่าในสังคมพวกขี้เหล้ามันไม่เกิดผลดี มีแต่ทำความเสียหาย แต่ในสังคมที่เป็นกิจจะลักษณะ เช่น งานเลี้ยงที่เกี่ยวกับการงานซึ่งเราจำเป็นต้องอนุโลมตามเพื่อไม่ให้ขัดสังคม เราก็นึกขอขมาพระรัตนตรัย แล้วก็ขอปลงศีล 5 เอาไว้ก่อนเมื่อเสร็จธุระแล้ว ปกติถ้าไม่มีงานสังคมเราก็งดเว้น เด็ดขาด… เราก็ตั้งใจสมาทานศีลใหม่ แล้วก็เริ่มรักษาศีลต่อไป

           ถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องดื่มก็ให้มีสติ จิบๆ พอเป็นกิริยา อย่าให้มันมากเกินไปถึงกับหัวราน้ำ… เพราะเราเป็นผู้น้อยมีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่ท่านทำ เราไม่เดินตามหลังท่าน ท่านก็ตำหนิ แต่ถ้าเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราจะไม่ดื่มเลย ถ้าหากว่าในบรรดาเพื่อนฝูงที่รู้จัก เขาเคารพต่อพระธรรมวินัยพอเขารู้ว่าเราไม่ดื่มเขาก็ไม่รบกวนหรอก อย่างดีเขาก็พูดประชดประชันนิดหน่อย”

 

คนธรรมดาถาม : ศีล 5 หรือศีลข้ออื่นๆ เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิหรือไม่อย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ศีล 5 หรือศีลอื่นๆ มีความเกี่ยวพันต่อการปฏิบัติสมาธิอย่างมาก ศีลเป็นการปรับพื้นฐาน ปรับโทษทางกายวาจา ซึ่งเปรียบเสมือนเปลือกไข่ ส่วนใจเปรียบเหมือนไข่แดง

การทำสมาธิเหมือนการนำไข่ไปฟักจึงต้องรักษาเปลือกไม่ให้มีรอยร้าว รอยแตก เราจึงจำเป็นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงจะได้ผลในทางสมาธิ ทีนี้ถ้าหากจะถามว่าคนที่มีศีล 5 จะสามารถปฏิบัติ ให้ถึงมรรคผล นิพพานได้ไหม เป็นข้อที่ควรสงสัยอย่างพระเจ้าสุทโธทนะ นางวิสาขา ก็มีศีล 5 แล้วปฏิบัติ ก็บรรลุมรรค ผล นิพพานได้  เพราะฉะนั้นศีล 5 นั้นก็เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ เกิด สติปัญญา เกิดมรรคผล นิพพานได้”

 

คนธรรมดาถาม : “เคยได้ยินคำสอนที่ว่าหากรักษาศีลได้ดีแล้วจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมีเงิน ไม่เป็นหนี้ มีโชคมีลาภ แค่รักษา 5 แต่ไม่พอใจเดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 8 รักษาศีลมาได้นาน 2 ปีแล้วมันก็ยังจนเหมือนเดิมเป็นเพราะอะไร”

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

โธ่เอ๋ย! ก็ซวยมากี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือ คือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่า พระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆ แล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้ มีคนไปพูดให้ฟังเลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง..

เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ ทรัพย์ก็ดีขึ้นไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขา ทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการรักษาศีล

          เกี่ยวกับในเรื่องของศีลนั้นเป็นความพยายามของมนุษย์เราที่จะรักษากติกาในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มนุษย์จึงต้องมีศีลคอยกำกับความเป็นอยู่ที่ควรจะต้องทรงเอาไว้ให้ได้ตลอดไปเพื่อให้ชีวิตมีความสุขและเป็นปกติ คนที่ไม่รักษาศีลเลยชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์ความวุ่นวายอยู่ไม่เป็นปกติ ก็เพราะไม่รักษากฎที่จะรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้

            ปัญหาความกังวลใจในการจะรักษาศีลให้ดีนั้น สิ่งที่เหล่าครูบาอาจารย์แนะนำก็คือ ควรจะกล่าวคำสมาทานศีลจากพระภิกษุเอาไว้เพื่อเป็นการตอกย้ำเจตนาที่จะไม่ละเมิดศีล แต่หากผู้ใดเผลอละเมิดไปแล้วก็อย่าได้เป็นทุกข์เป็นร้อนกังวลใจให้มากเกินไป เพราะท่านได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชน ถ้าเผลอขาดไปแล้วก็ต้องตั้งใจรักษาใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

            และการที่เราคาดหวังว่าผลบุญที่จะเกิดจากการรักษาศีลว่าจะได้มากเท่าไหร่นั้นไม่ต้องไปกังวลถึง หรือว่าต้องรักษาศีลอีกนานแค่ไหนจึงจะพอ สิ่งสำคัญคือ ขอให้ปฏิบัติรักษาศีลให้ดีไปตลอดชีวิตเพราะเมื่อเรารักษาศีลได้ดีแล้ว ศีลก็จะรักษาเราเช่นเดียวกัน

 

ปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            การเจริญภาวนานี่เป็นการสร้างบุญบารมีขั้นสูงสุดดังสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระองค์เคยกล่าวเอาไว้ซึ่ง พระองค์กล่าวไว้ว่า “แม้จะรักษาศีลมาได้ดี 227 ข้อมานานถึงร้อยปี ไม่ด่างพร้อยเลยก็ไม่อาจได้บุญเท่าการเจริญภาวนา เพราะว่าการภาวนานั้นเป็นการรักษาใจรักษาจิตและซักฟอกจิตให้เบาบางจนหมดกิเลส

            แต่การเจริญภาวนาเพื่อให้ได้บุญบารมีมากๆ ดังคำสอนดังกล่าวนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากที่เกินกว่าจะทำความเข้าใจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้มอบคำตอบที่น่าสนใจไว้หลากหลายประเด็นเช่นเดียวกัน

 

คนธรรมดาถาม : ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาอะไรอย่างนี้เลยครับ ทั้งๆ ที่อยากจะปฏิบัติแต่ทำไม่ได้สักทีเป็นเพราะอะไรครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระอาจารย์ หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ. เลย)

            “เหตุที่ไม่มีเวลาภาวนาเพราะภายในจิต ยังมีตัณหาอยู่จิตยังมีขึ้น มีลงอยู่ ไม่เห็นความบริสุทธิ์ และความปกติของจิต กิเลส ตัณหาดูดเอาไปหมด  ให้เห็นอวัยวะของร่างกายแปรปรวนอยู่เสมอ ด้วยไตรลักษณะ จิต่มันจึงไม่ทะเยอทะยาน จิตนั้นจริงๆ แล้วมีความมัธยัสถ์เป็นกลางเสมอ ไม่ติดในอามิสใดๆ ไม่ยึดติดในรัก และชัง ดังนั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาใจหนึ่ง พิจารณาอนุสัย ของจิตหนึ่ง เมื่อรู้เท่าทันใจ และรู้เท่าทันกัน ในอนุสัยแล้วก็สิ้นอาสวะเท่านั้น

ธรรมะอยู่กับปัจจุบันไม่อยู่กับผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่อยู่กับผู้ที่ยังไม่เกิด ไม่อยู่กับอดีต ไม่อยู่ในอนาคตรวมอยู่ ในปัจจุบันนั้นดีมากให้แก้จิตภาวนาในปัจจุบัน การภาวนาทำจิตให้เด็ดเดี่ยว ร่างกายประกอบไตรลักษณะเร่งความเพียรให้ลึกเข้าไปเพื่อประโยชน์ในการดับอนุสัย ชำระกิเลสที่นอนกองอยู่ในใจให้อวิชชาออกไป เพื่อให้วิชชาเข้าแทน”

 

คนธรรมดาถาม : วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) นี่มีหลายวิธีมากจนสับสน จะทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

           “มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวางสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษากับอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้นนี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้

ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วจำเป็นหรือไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ

พระอริยสงฆ์ตอบ :          

“ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้าและต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่

           แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ 50 ปี บางคนเมื่ออายุ 65 ปี และบางคนเมื่ออายุ 90 ปี ฉันใดก็ฉันนั้นปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่าที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงามและหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น

ท่านจะเข้าใจถึงสภาวธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัดท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิมปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า”

 

คนธรรมดาถาม : ทำไมถึงว่าสมาธิเกิดในเวลานอนดีที่สุด?

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“ก็เพราะเหตุว่า แทนที่เราจะนอนหลับทิ้งเปล่าๆ สมาธิเกิดขึ้นในขณะนั้นมันเป็นผลดีในการพักผ่อน เพราะเราพักผ่อนในสมาธิ ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวกและจิตที่เป็นสมาธิในเวลานอนนั้นก็ได้ผลดีไม่แพ้การนั่งสมาธิ ที่ว่าสมาธิเกิดขึ้นในเวลานอนดีที่สุดก็เพราะว่าการมีสมาธิในท่านั่งบางทีมันอาจจะมีไม่นานนัก มีซัก 5 นาที 10 นาที มันก็ถอน ที่เรามีสมาธิในเวลานอนนี้เราอาจจะมีสมาธิตลอดคืนย่ำรุ่งก็ได้”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเป็นสมาธิเกิดขึ้นในขณะนั่งจะมีคุณค่าน้อยกว่าหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ก็มีคุณค่าพอๆ กัน ถ้าจิตอยู่ในสมาธิได้นานๆ รู้ธรรมเห็นธรรมก็มีค่าเท่ากัน ที่ว่าถ้าทำสมาธิให้เกิดขึ้นในเวลานอนได้ดีที่สุดนั้น ก็เพราะว่าเป็นการฝึกทำสมาธิให้ได้ทั้งในท่านอน ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน อะไรทำนองนี้ ถ้าทำจนคล่องตัวได้ทุกอิริยาบถยิ่งเป็นการดี เวลาเกิดขึ้นในเวลานั่งมีค่าเท่ากัน

 

คนธรรมดาถาม : ปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ก้าวหน้า เกิดความท้อแท้จะมีวิธีแก้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้าท้อแท้ ปฏิบัติไม่ถึง ไม่ถึงขั้นสละชีวิตเพื่อข้อวัตรปฏิบัติ พอปฏิบัติไปนิดหน่อยเมื่อยก็รำคาญหยุดซะ ขาดความอดทนถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องให้จับหลักการปฏิบัติให้มั่นคง อย่าเหลาะแหละเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ จะบริกรรมภาวนาพุทธโธ เอ้า! ฉันจะภาวนาพุทธโธอยู่อย่างนี้จนจิตมันจะสงบ ตั้งนาฬิกาเอาไว้วันนี้จะนั่งสมาธิ 1 ชม. 2 ชม. แล้วปฏิบัติให้มันได้

วันหนึ่งจะนั่งสมาธิวันละกี่เวลาก็ปฏิบัติให้มันได้ จะเดินจงกรมวันละกี่เวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้ว ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิตให้มีสติอยู่ตลอดเวลา แม้ว่านอนหลับลงไปแล้วจิตมันคิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ให้มีสติกำหนดตามรู้ไป ในเมื่อมันไปสุดช่วงมัน แล้วมันจะเกิดความสงบเองแล้วจะก้าวหน้าเอง

อันนี้ที่เราปฏิบัติไม่ได้ผลเพราะว่าเราขาดความอดทน ทำไม่ถึง แล้วก็ทำไม่ถูกต้อง พอปฏิบัติพุทธโธๆ ก็ไปข่มจิตจะให้มันสงบ ทีนี้พอไปข่มมันก็ปวดหัวปวดเกล้าปวดต้นคอขึ้นมาก็ทนไม่ไหววิธีการที่จะท่องพุทธโธ ก็ท่องพุทธโธๆๆ อยู่เฉยๆ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ ท่องมันไว้ตลอดเวลา เวลาออกจากที่นั่งสมาธิแล้ว เราไม่มีการสำรวม ไม่มีการฝึกสติ วันหนึ่งเรานั่งสมาธิไม่ได้ถึง 4 ชม. แต่เวลาที่เราปล่อยให้มันไปตามอำเภอใจ 20 ชม. มันไปสกัดกั้นกันได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นต้องทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ มันถึงจะก้าวหน้า

 

คนธรรมดาถาม : การปฏิบัติที่ก้าวหน้าแล้วจะมีวิธีสังเกตผลที่ชัดเจนได้อย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

การปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าก็ดังที่กล่าวแล้ว สังเกตว่าเราปฏิบัติแล้วได้อะไร เอาศีล 5 เป็นข้อวัด เมื่อเรามีเจตนาละเว้นโทษตามศีล 5 ถ้าเราละได้โดยเด็ดขาดนั่นแหละเป็นผลได้ของเรา ถ้ายิ่งจิตใจไม่ต้องอดต้องทนต่อการที่จะทำบาปความชั่ว เจตนาที่คิดจะทำความชั่วผิดบาป 5 ข้อ นั้น ไม่มีเลยแม้ว่าจิตยังไม่เป็นสมาธิก็ตามก็ได้ชื่อว่าเราปฏิบัติได้ผล

 

คนธรรมดาถาม : อยากแผ่เมตตาให้กับศัตรูหรือคนที่ไม่ชอบภายหลังการทำบุญแต่ทำได้ยากเหลือเกินเรื่องนี้ทำอย่างไรดีครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก หรือนักเขียนธรรมะในนาม ปิยโสภณ)

“ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า “สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง” คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้ เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น

แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน มีความเสมอกันในการได้ชีวิต จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน…ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยวเมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องรีบกลับถ้าเราคิดกว้างๆ ได้อย่างนี้ คือ คิดว่าทุกคนเป็นเพียงสรรพสัตว์เท่านั้นไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรู ใจของเราก็จะรู้สึกสบายขึ้น เบาโปร่ง หายใจโล่ง เราก็เริ่มจะแผ่เมตตาได้

ธรรมดามนุษย์เราเวลาแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก พลังจิตจะถูกดึงออกไปอย่างแรง เหมือนเทน้ำลงไปในที่ลุ่มน้ำจะไหลลงไปที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้คนที่เราเกลียดชัง เหมือนเทน้ำให้ไหลไปที่ดอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ อารมณ์ที่ส่งไปถึงคนที่เราเกลียด จึงมักจะติดขัด เพราะพลังจิตไม่ยอมเดินทางเนื่องจากมีความคิดว่า จะแผ่เมตตาให้ศัตรูทำไมในเมื่อเขาทำเราเจ็บ เมื่อคิดเพียงเท่านี้คนที่เป็นศัตรู ก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ต่อไปและอาจเพิ่มความเป็นศัตรูมากขึ้นทุกครั้ง

ที่แผ่เมตตาให้คนที่รารักเราชอบ เหมือนมีเด็กสองคนยืนอยู่ต่อหน้าเรา คนหนึ่งเรารักมาก อีกคนเราไม่รักเลยเวลายื่นของให้เด็กเรายื่นให้เฉพาะเด็กที่เรารักไม่ยื่นให้คนที่เราชังเด็กก็รู้สึกต่างกัน

ทุกครั้งที่เรายื่นของให้เด็กที่เรารักก็จะเพิ่มความเกลียดชังในใจของเด็กอีกคน การอิ่มครั้งที่สองของเด็กคนหนึ่งย่อมหมายถึงความหิวทวีคูณของเด็กอีกคน วิธีแผ่เมตตา ท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่า เป็นคนที่เรารักหรือชังหากแต่ให้คิดว่า เป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกัน ทุกชีวิตเป็นเพียงธาตุ 4 ขันธ์ 5 เท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลกันก่อน ปรับให้ถึงธาตุเดิมของชีวิต ยกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมเผ่าพันธุ์ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสุดโต่งทั้งรักและชัง เหมือนกับการปรับพื้นดินไม่ให้สูงหรือต่ำ แต่ปรับให้พื้นทุกตารางนิ้วได้ระดับเดียวกันหมดเสียก่อน แล้วจึงเทน้ำลงไปน้ำที่เทลงไปก็จะกระจายไปทุกพื้นที่ได้ง่าย ที่ดอนก็ไม่มีที่ลุ่มก็ไม่เกิดขึ้น

การแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน การแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยาก แต่จำเป็นยิ่งกว่าแผ่เมตตาให้คนที่เรารักเพราะปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกเป็นศัตรู มิใช่ความรู้สึกรัก ยิ่งเกลียดมากยิ่งต้องใช้พลังจิตสูงแต่ถ้าทำได้แล้วก็สบายใจไปตลอดชีวิต

อาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียวครั้งต่อไปก็ง่าย ยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชินของยากก็เป็นของง่าย ทุกอย่างก็ถือเป็นปกติไม่มีอุปสรรคขัดข้องและความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท.ก็จะหมดไป ก็จะเลือนหายไปจากใจเราจนกระทั่งหมดสิ้น ในที่สุดคนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตรไม่ช้าก็เร็ว การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกันก็จะหมดไป ทุกชีวิตก็จะปลอดจากภัยเวรในสงสารวัฎ เกิดภพใดชาติใดก็จะพบแต่คนดีมีคนอุ้มชูช่วยเหลือ จะทำให้มีครอบครัวดี มีลูกดี มีรูปสมบัติ มีสติปัญญาดี เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ทำใจดี” ให้ได้ในวันนี้”

 

คนธรรมดาถาม : เห็นพูดกันแต่อานิสงส์แห่งทาน ศีล และภาวนา แล้วอานิสงส์ของการแผ่เมตตานี่มีหรือไม่ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)

            “ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่าความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคนเมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่า เราผูกมิตรกับเขาๆ ก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆ วันสักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้

เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆ ดวง ดวงวิญญาณทุกๆ ดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องการเจริญภาวนา

            ปัญหาในเรื่องการปฏิบัติภาวนาให้เข้าถึงตามที่เหล่าครูบาอาจารย์ท่านได้กรุณาตอบมานั้นแสดงให้เห็นว่า การภาวนานั้นไม่มีข้อจำกัดที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องทำเป็นรูปแบบอย่างนั้นอย่างนี้ ขอเพียงสามารถกำหนดจิตให้นิ่งเป็นสมาธิและพิจารณาเฉพาะเรื่องของตัวเองอันคือ กายและลมหายใจก็พอ

            การฝึกในเรื่องการเจริญภาวนาจึงเป็นเรื่องของจิตและวิธีคิดซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยาก ควรตั้งจุดประสงค์มุ่งเน้นเรื่องเพื่อความเป็น “วิมุตติ” (ความหลุดพ้นแห่งจิต) เป็นสำคัญ จงอย่าฝึกเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นเพราะหากฝึกการเจริญภาวนาเพราะหวังอย่างอื่นแล้วจะไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังเอา อิทธิฤทธิ์ก็จะหลงในฤทธิ์”

“หากฝึกการเจริญภาวนาเพื่อหวังจะเอาปัญญา ก็จะหลงในปัญญา”

“หากฝึกเจริญภาวนาเพื่อหวังจะได้วิมุตติ (ความหลุดพ้น) นอกจากจะหมดกิเลสแล้ว จะได้ทั้งปัญญาและอิทธิฤทธิ์”

ด้วยการสร้างบุญด้วยวิธีการ 3 ขั้นคือ ทาน ศีล และภาวนานี้นอกจากเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องกระทำแล้ว ยังต้องให้ทำอย่างต่อเนื่อง มากพอ นานพอ และทำเป็นลำดับไปด้วยอย่าได้ข้ามขั้นโดยเห็นว่าการเจริญภาวนาแล้วได้บุญมากสุดก็เลยนั่งภาวนามันอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ได้ผลแน่นอนการจะภาวนาจะได้ผลก็ต่อเมื่อรักษาศีลคือกายและวาจาให้ดีแล้วจึงจะรักษาใจด้วยการภาวนาได้ และแน่นอนว่าเราจะยังรักษาศีลได้ไม่ดีพอหากยังไม่สามารถทำทานช่วยเหลือใครได้ เพราะคนที่มีจิตใจตระหนี่นั้นจิตมันจะไม่มีกำลังไปทำสิ่งที่ดีๆ อย่างการรักษาศีลแน่นอน

คุณผู้อ่านลองคิดเปรียบเทียบดูง่ายๆ ว่า ถ้าวันนี้ไม่รักษาศีลนึกครึ้มไปกินเหล้ากับเพื่อนพอรู้สึกตัวว่าทำบาปขึ้นมาเสียแล้วก็คิดว่าไม่เป็นไร ไปนั่งภาวนาเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็คิดว่าจะได้บุญมหาศาลเพื่อลบล้างกันไปอย่างนี้จะไม่ได้ผลบุญอะไรแน่นอน และที่สำคัญที่กล่าวในเรื่องกรรมไปแล้ว ทำกรรมไม่ดีก็ต้องรบผลไม่ดีของกรรมนั้นลบออกไม่ได้

การให้ทานเพื่อมุ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบกองใหญ่คือความโลภและยังอานิสงส์ให้กายไม่ลำบากคือ มีทรัพย์ใช้สบายตัวที่สำคัญคือทำให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลังมากขึ้น การรักษาศีลซึ่งเป็นการมุ่งกำจัดกิเลสกองใหญ่อย่างกลางคือ ความโกรธ ก็จะทำได้ง่าย เมื่อกายสบายและมีความสำรวมก็จะเป็นการง่ายต่อการทำสมาธิและการการเจริญภาวนา เพื่อมุ่งกำจัดกิเลสได้ออกทั้งหมดทั้ง โลภ โกรธและหลง พอหมดกิเลสแล้วก็ถึงมรรคผลนิพพานแน่นอน นี่คือจุดประสงค์และหลักใหญ่ของการสร้างบุญบารมีทั้ง 3 ประการ สรุปรวมความได้ประการฉะนี้

Read Full Post »