Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘บูชา’

สวดแล้วดีกับทุกคน

การสวดมนต์ นั้น เริ่มจากการชำระร่างกายให้ สะอาด ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิหรือพยายามรวมให้จิตนั้นนิ่ง เมื่อจิตนั้นรวมกันดีแล้ว เริ่มตั้งแต่กราบพระสมเด็จองค์ปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ 3 ครั้ง

กราบครั้งที่ 1 ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ

กราบครั้งที่ 2 ให้ระลึกถึงพระธรรมคุณ

กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ

เพื่อการสวดมนต์ให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นในแต่ละครั้ง ควรสวดบทชุมนุมเทวดา เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมชุมนุมเป็นสักขีพยานและร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน แต่ถ้าหากสวด

ตามปกติธรรมดาแล้วแต่ตามที่ท่านต้องการ และควรจะไล่เลียงกันดังนี้ (เป็นการสวดมนต์ตามครูบาอาจารย์ แล้วแต่ท่านพิจารณา)

 

บทชุมนุมเทวดา
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ,
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

 

บทบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

 

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ)
สะวาขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)

 

คำอาราธนาศีล 5
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

 

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

 

บทสวดขมาพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะฯ ( ว่า ๓ จบ )
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

 

บทสวดไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

*** ในขณะที่สมาทานศีลในแต่ละข้อให้กำหนดจิตตั้งสัจจะว่าจะรักษาสีลตามข้อนั้นๆ ไปด้วย หลังจากนี้ให้สวดบทสวดจักรพรรดิต่อไป

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

บทสวดพระมหาจักรพรรดิของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา นั้นเป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และถือว่ามีพลังครอบจักวาล ทั้งการทำให้ชะตาชีวิตดีขึ้น ปฏิบัติธรรมได้เร็วขึ้นได้ทั้งทางโลกและทางธรรมและใช้ปรับภพภูมิได้ทุกดวงจิตวิญญาณเพื่อให้ท่านไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น และเป็นคุณกับผู้สวดเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่มีองค์เทพหรือเทวดารักษาตัว ยิ่งสวดคาถานี้ท่านจะเห็นผลด้วยตัวของท่านเอง ดังที่พระท่านว่าเป็น “ปัจจัตตัง” นั่นแล

 

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์

ก่อนสวดบทนี้ให้รวมจิตเคารพระลึกถึงหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพ บทสวดนี้เคล็ดอยู่ที่ให้สวดตามกำลังวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10 และจะให้ดียิ่งขึ้นควรสวดตอน 2 ทุ่มครึ่ง เพราะในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเปิดที่เหล่าเทพเทวดาจะมาร่วมอนุโมทนาและมีลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่กำลังสวดเป็นจำนวนมาก

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ์
นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา
พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิสัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ

บทสวดแผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

ให้สวดบทนี้ต่อไปเลยเพราะจะเป็นบุญใหญ่ทำให้ทุกสรรพวิญญาณได้มีโอกาสมารับบุญโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวร

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส
( 5 จบ)
พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

(ให้อธิษฐานจิตแผ่บุญไปทั่วทั้งสามโลกธาตุภพภูมิทั้งหมดทั้งมวล บิดามารดา ญาติ เทวดารักษาตัว เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ และส่งวิญญาณ)

ตัวอย่างการอธิษฐานรวมกำลังจักรพรรดิ

ลูกขอตั้งสัจจะอธิษฐาน(ตั้งสัจจะโดยจะสวดมหาจักรพรรดิ์ทุกวันหรือ สัจจะใดก็ที่เราคิดว่าทำได้ทุกวัน) ด้วยสัจจะอธิษฐานลูกขอบารมีหลวงปู่ดู่โปรดเมตตารวมบุญน้อมนำบารมีรวมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบัน บรมมหาจักรพรรดิ์ทุกๆ พระองค์ ขอบารมีรวมพระปัจเจกพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

ขอบารมีรวม หลวงปู่ทวดหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด ขอบารมีรวมของดวงจิตพระโสดาบัน พระสกิทาคาและพระอนาคามีทุกๆ ดวงจิต สิ่งที่ลูกอธิษฐาน ลูกอธิษฐานเพื่อปรับภพภูมิของ (ให้บอกความประสงค์ไปทั้งหมด)….

สิ่งที่ลูกอธิษฐานนี้ลูกขออาราธนาบารมีหลวงปู่ดู่น้อมนำบารมีรวมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิถึงองค์ปัจจุบันบรมมหาจักรพรรดิ ขอบารมีรวมหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่เป็นที่สุด

ขอได้โปรดเมตตารวมกำลังพระจักรพรรดิในทุกรูปลักษณ์และที่ลูกได้สวดทุกวัน
เพื่อนำกำลังนี้มาเป็นประโยชน์ต่อ …..(ให้บอกไปในเรื่องที่เราต้องการ เช่น หน้าที่การงาน การเงิน โรคภัยไข้เจ็บ )

และขอให้ทุกสิ่งเป็นจริงโดยเร็วพลัน ตามสัจจะอธิษฐานนี้เทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุโมทนาสาธุ

(สัพเพฯ อีก 3 ครั้ง)

การสวดมนต์นั้นเป็นการดีทุกประการและทุกครั้งในการสวดมนต์ องค์เทพที่อยู่ในตัวจะร่วมสวดและอนุโมทนาด้วย และเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย ก็จะมาร่วมอนุโมทนาด้วยเช่นกัน อย่าสวดเล่น ขอให้สวดเป็นประจำแล้วอัศจรรย์ในชีวิตของท่านจะเกิดขึ้น

โมทนาสาธุ

ธ.ธรรมรักษ์

 

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

 พระบูชามอบให้ ฟรี หนุนให้ดี สุข รวย

ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ธ.ธรรมรักษ์ รวมกับสหายธรรม กัลยาณมิตร ผู้มีจิตอันเป็นกุศลได้เพียรทำมาในทุกชาติจนถึงชาติปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่ายังมีจิตอธิษฐานร่วมกันในการสร้างบุญกุศลด้วยการนำคนเข้าสู่ดินแดนแห่งพระธรรม เพื่อปรารถนาให้ทุกคนมีความสุขและเพื่อโมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์ในทุกชาติ

ทำให้ในชาตินี้จะได้มาเจอและร่วมกันสร้างบุญอีกครั้งด้วยการเป็น ” ต้นบุญ” ร่วมสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ หล่อด้วยเนื้อเรซิ่นเกรดเออย่างดี และได้ทำการพุทธาภิเษกแล้วในวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาในพระอุโบสถวัดมหาวัน จ.ลำพูน พระอารามหลวงในสมัยพระแม่เจ้าจามเทวี โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคเหนือด้วยการเมตตาของครูบาประกอบบุญ

ซึ่งในพระอุโบสถนี้เป็นที่บรรจุ “พระรอดหลวง” หรือคนทั่วไปชอบเรียกว่า แม่พระรอด ที่ศักดิ์สิทธิ์มากสร้างโดยวาสุเทพฤาษี และ สุกันตฤาษี ด้วยดินของเมืองทั้งสี่ทิศพร้อมด้วยว่านถึง 1,000 ชนิด และเกสรดอกไม้มาผสมเข้าด้วยกันกับเวทย์มนต์คาถา

พระรอดหลวงนี้เป็นหินแกะสลัก หน้าตักกว้าง ๑๗ นิ้ว สูง ๑๖ นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหาร บนแท่นแก้วที่หน้าพระประธาน โดยมีงาช้างครอบอยู่ทั้งสองข้าง

พระพุทธรูปองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ นี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เช่าบูชา แต่สร้างเพื่อมอบให้กับทุกท่านฟรี ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม จะมอบให้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตและครอบครัวละ 1 องค์เท่านั้น

เพียงแค่ท่านติดต่อแจ้งความจำนงเพื่อขอรับพระพุทธรูป ไปสักการบูชาเพื่อให้ชีวิตท่านดีขึ้น ทางผู้ประสานงานจะจัดส่งไปให้พร้อมวิธีบูชาที่ถูกต้องได้ผลดีต่อชีวิตตามหลักโบราณจารย์ของ ธ.ธรรมรักษ์

ขอโปรดอย่านำพระพุทธรูปนี้ไปให้ผู้อื่นเช่าบูชาในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะสลึงเดียวก็ตาม หรือไปกระทำการอัปมงคล เพราะจะเป็นการสร้างกรรมไม่ดีต่อตัวท่านเองอย่างใหญ่หลวง เพราะเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ใช้สร้างพระพุทธรูปนี้ทุก ” ต้นบุญ” ได้ทำการตั้งจิตอธิษฐานโมทนาบุญไว้แล้ว

เมื่อได้รับไปแล้วขอแนะนำให้หมั่นกราบสักการบูชาที่บ้าน หรือที่ทำงาน บริษัทร้านค้า หมั่นระลึกถึงโมทนาพระคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทุกวันเวลาไหนก็ได้แล้วแต่สะดวกเพื่อให้จิตติดอยู่ในพระพุทธองค์ที่จะช่วยให้ชีวิต การงาน การค้าของท่านดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ในแต่ละวันพยายามรักษาศีล 5 อย่าได้บกพร่อง หากศีลบกพร่องเมื่อใดก็ตั้งใจสมาทานรักษาศีลใหม่ หมั่นสร้างบุญกุศล ลด ละ เลิก

กรรมไม่ดีทั้งปวง มีสติในการพัฒนาตัวเองช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับท่านที่ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ขอให้ระลึกนึกได้ถึงองค์พระพุทธรูปนี้ในยามเมื่อท่านทำสมาธิ จะเจริญในสมาธิได้โดยง่าย

ท่านที่ทำงานหรือทำการค้าไม่ว่าจะมีกิจการใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้หมั่นบูชา ด้วยการปฏิบัติบูชาคือ ตั้งใจทำกรรมดีในทุกๆ วัน ทำบุญด้วยจิตอันเป็นบริสุทธิ์ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการทำทานและการให้อภัยทาน ระมัดระวังใจ วาจาและกายอย่าไปสร้างกรรมไม่ดี รับรองว่าอย่างเร็ว 7 วัน อย่างกลาง 7 เดือน อย่างช้า 7 ปี ทุกท่านจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข ร่ำรวยอย่างแน่นอน

ท่านใดที่ต้องการรับพระพุทธรูปโปรดแจ้งความจำนงไว้ที่ผู้ประสานงานได้นับตั้งแต่บัดนี้

สำหรับวัดใด สถานที่ปฏิบัติธรรมใด ที่กำลังมีจิตอันเป็นกุศลในการสร้างสาธารณะประโยชน์แก่คนทั่วไป อาทิ โรงพยาบาล สถานพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ต้องการรับพระพุทธรุปจำนวนมากตั้งแต่ 1 องค์ขึ้นไป เพื่อมอบให้กับผู้บริจาคเงินสร้างสาธารณะประโยชน์นั้น กรุณาติดต่อโดยตรงกับผู้ประสานงานพร้อมแนบโครงการมาด้วย

แจ้งความจำนงค์ขอรับพระบูชา คลิ๊กที่นี่ http://www.torthammarak.com/modules/liaise/?form_id=11

ขอเชิญร่วมสร้างบุญใหญ่ เป็นเจ้าภาพ “ต้นบุญ” มหาบุญกุศล หนุนชีวิตไปทุกภพ ทุกชาติ

 

เป็นบุญจากการร่วมเป็น “เจ้าภาพ” หรือ “ต้นบุญ” หมายถึง จะเป็นผู้บริจาคเงินในการสร้างพระพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว เพื่อมอบให้ฟรีไปทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด โดยตั้งจิตสร้างบุญเป็นกุศลเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเพื่อเป็นวัตถุทาน ธรรมทานอันยิ่งใหญ่ไปพร้อมกันในชีวิต

ในการสร้างพระ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วในครั้งนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์ได้มอบมวลสารผงจักรพรรดิ อันเป็นของวิเศษที่จะนำมาบรรจุในพระทุกองค์ไม่ว่าจะสร้างกี่ล้านองค์ก็ตาม

จุดประสงค์ในการสร้างพระ

-เพื่อแจกจ่ายออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทำบุญที่เคยทำมา โดยการแจกนั้นจะไม่จำกัดชั้นวรรณะใดๆ เพื่อให้ท่านที่ได้รับ ได้มีชีวิตทุกนาทีที่ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีชีวิตอันเป็นสิริมงคลที่จะนำตนเอง คนในครอบครัว บริวารทั้งหลายไปสู่ชีวิตที่ดีงามไม่ตกลงไปในบาป ถือว่าเป็นการให้วัตถุทาน ธรรมทานไปพร้อมกันในครั้งเดียว เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำคนทั้งหลายสู่แสงสว่างแห่งพระธรรม

-เพื่อมอบให้กับวัด สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่กำลังสร้างศาสนสถานหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ขาดปัจจัย โดยมีความประสงค์จะนำพระพุทธรูปนี้ไปมอบให้กับผู้บริจาคเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบุญ

อานิสงส์บุญของผู้ที่ร่วมสร้างพระจะได้รับนั้นมหาศาลยิ่งนัก

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี ครูบาอาจารย์ของธ.ธรรมรักษ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก” เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด

การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ( การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมากการสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชาทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ” พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต” แปลว่า ” การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก”

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยา ท่านเมตตากล่าวว่า “ สร้างพระ 1 องค์ ได้อานิสงส์ 5 กัป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป…”

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ท่านเมตตากล่าวว่า “ การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

สรุปได้ว่าอำนาจแห่งกุศลที่สร้างพระพุทธปฏิมา ส่งผลให้ได้เกิดเป็นคนรูปงาม มีบุคลิกสง่าเป็นที่เคารพรักใคร่ของประชาชน และมีอิสริยยศ บริวาร ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนความสุขสถาพร ไม่เป็นโรควิกลวิกาล เป็นการชำระหนี้สงฆ์และหนี้เวรหนี้กรรมที่เกิดผลมาก บุญที่ทำจะส่งผลทั้งในชาตินี้และทุกภพชาติ

เป็นอีกหนึ่งมหาบุญบารมี ที่อยากจะบอกบุญแก่ท่านทั้งหลายในครั้งนี้

ท่านใดที่สนใจจะเจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” สามารถร่วมบุญได้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน 1 สลึง 1 บาท หรือจะขอเป็นเจ้าภาพสร้างพระ สร้างบุญเฉพาะตัวท่านและครอบครัว องค์ละ 299 บาท สามารถเป็นเจ้าภาพได้ตามจำนวนองค์ตามแรงศรัทธาให้แจ้งความจำนงได้แล้วที่…

 

ผู้ประสานงานโครงการ คุณ ธีร์ ฉลาดแพทย์ 02-9958101 , 089-6656646 หรือ tee.chaladpad@gmail.com

หรือ 1/142 หมู่ 9 ถ.วงแหวนรอบนอก หมู่บ้านลลิษา ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140 โทร.053-021320

อนึ่ง เมื่อได้เจ้าภาพที่เป็น ” ต้นบุญ” ครบถ้วนหรือพอสมควรแล้วจะดำเนินการสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม ปางพระมหาจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วจำนวนครั้งละ 3 00 องค์ เมื่อสร้างเสร็จจะให้สิทธิ์ท่านที่เป็น” ต้นบุญ” ก่อนท่านอื่น ในการมารับพระเพื่อนำไปมอบให้ผู้อื่นตามที่ท่านปรารถนาเอง

หลังจากนั้นทางทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์ จะประกาศมอบให้กับท่านที่ติดต่อแจ้งความจำนงเข้ามา โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นพุทธบูชาให้ทุกท่านที่มีบุญร่วมกัน โดยจะให้ลงชื่อแจ้งความจำนง รับพระได้ในเว็บไซต์ ธ.ธรรมรักษ์ จะให้ไปตามลำดับที่ขอต่อไป

โดยทุกครั้งที่ทำการหล่อพระครั้งใหม่ ท่านที่ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็น ” ต้นบุญ” ในครั้งแรกนี้จะได้บุญทุกครั้งรวมถึงทุกครั้งที่มีคนกราบไหว้พระ

หากมีบุญงอกคือ มีผู้ร่วมเป็น ” ต้นบุญ” จำนวนมากหรือค่าใช้จ่ายในการสร้างพระครั้งนี้เหลือ เพราะค่าดำเนินการได้ลดลงตามเหตุและปัจจัย จะขอนำเงินส่วนบุญที่เพิ่มขึ้นนี้มาใช้ในการสร้างพระครั้งต่อไป และร่วมสนับสนุนการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ร่วมสร้างสาธารณูปโภคอันเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย อาทิ กองทุนปฏิบัติธรรมบ้านจิตกุศล การสร้างสำนักปฏิบัติธรรม การสร้างโรงพยาบาลต่างๆ เป็นต้น โดยทุกครั้งที่สร้างบุญเพิ่มนี้จะประกาศให้ทราบทั่วกันต่อไป

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

 

 

Read Full Post »

ยอมรับกรรมในปัจจุบัน

เราต้องยอมเปิดใจให้กว้างก่อนครับว่า ณ เวลาปัจจุบัน เราจะดำเนินตามรอยแนวทางของพระพุทธองค์เชื่อเรื่องผลของกรรมทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว ต้องเชื่อก่อนว่า ทำดีได้ดีและทำชั่วได้ชั่ว ต้องเชื่อในการกระทำว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรากำลังทำเพื่อสร้างรากฐานอนาคตที่ดีทั้งกับตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัว

เมื่อผลของการกระทำดีนั้นมันเกิดผลสำเร็จแล้ว ผลดีนั้นก็จะส่งมาถึงครอบครัวคนที่เรารัก อย่าได้ไปคิดถึงอดีตที่ผ่านมาเพราะอดีตนั้นจบไปแล้วไม่อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก และไม่จำเป็นต้องกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ขอให้พิจารณาว่าปัจจุบันคือเวลาที่ดีที่สุดเพราะเมื่อปัจจุบันทำดี ก็จะกลายเป็นอดีตที่ดี และเป็นพื้นฐานของการสร้างอนาคตที่ดีได้ เป็นไปตามกฎแห่งกรรมทุกประการ

ในเรื่องการบูชาเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกันครับ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าการเกิดเป็นเทวดาต้องบำเพ็ญบารมีอย่างมาก เทวดาจึงมีคุณงามความดีมากกว่ามนุษย์หลายเท่า การจะหวังให้เทวดามาดูแลมนุษย์คนใดคนหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่มนุษย์เรายังรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องหรือสัมผัสถึงเทวดาได้อยู่อาจเป็นเพราะมีความสัมพันธ์กันมาในอดีต

การที่เทวดาจะมาช่วยเหลือหรือคอยติดตามนั้นเทวดาจะคอยตามโมทนาคุณงามความดีของคนที่ได้สร้างบุญกุศลให้และดลจิตดลใจให้กระทำความดี ที่จะน้อมนำไปสู่ความสำเร็จหรือภาษาชาวบ้านก็คือ เรียกว่า “มอบโชคลาภ” ให้นั่นเอง

แปลว่าการที่เราจะได้รับแรงสนับสนุนหรือส่งเสริมใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ คนที่จะไปขอความช่วยเหลือก็ต้องมีคุณงามความดีมากพอด้วย

ไม่อย่างนั้นเทวดาท่านก็ช่วยไม่ได้ การที่จะขอให้ท่านช่วยเหลืออะไรนั้นเราผู้ซึ่งเป็นผู้ที่ขอต้องทำการ “เชื่อมบุญกุศลคุณงามความดีส่งไปให้ท่านเสียก่อน” เพื่อแสดงความเคารพยอมรับและให้กระแสบุญนั้นผูกพันกัน เมื่อจะมีเหตุการณ์ใดท่านจะได้ช่วยเหลือหรือดลใจได้

 

การเชื่อมบุญคืออะไร ทำไมต้องเชื่อม?

การเชื่อมบุญหากจะแปลความให้พอเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การที่เอาบุญนั้นเป็นตัวเชื่อมให้ของสองสิ่งหรือมากกว่านั้นเข้าหากัน เหมือนดังคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งในอดีต ตอนแรกๆ คนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันเดินสวนกัน เจอหน้ากันอย่างดีก็ได้แค่ยิ้มแล้วก็เดินผ่านเลยไป

เชื่อว่าต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้รู้จักกันถึงจะมาพูดคุยกันได้ อย่างน้อยก็คำทักทายว่า สวัสดี หรือการช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ สักอย่างทำให้ ต่างคนต่างจำกันได้ พอเวลาพบกันครั้งต่อไปก็กลายเป็นคนรู้จักหลังจากนั้น พอทำความสนิทสนมกันมากเข้าก็กลายเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ต่อกัน พัฒนาจนไปเป็นเพื่อนสนิท หรือไม่ก็กลายเป็นแฟนเป็นคู่ชีวิตกัน

เรื่องของเทวดานี่ก็เหมือนกันครับ ตอนนี้เราอาจหาอ่านข้อมูลต่างๆ จากหนังสือหลายๆ เล่ม ว่าท่านมีลักษณะอย่างไรอยู่สวรรค์ชั้นไหนรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักท่านจริงๆ ท่านก็มองเห็นเราเหมือนกัน แต่ท่านก็ยังไม่รู้จักเรา คนไม่รู้จักกันจะให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก

เทวดากับเรา อาจจะยังคงเป็นคนแปลกหน้าหรือญาติห่างๆ ที่ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดยังไม่ถึงขั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือหรือเต็มใจช่วยในเรื่องสำคัญบางอย่างได้

เพราะฉะนั้น “การเชื่อมบุญ” นี่แหละที่จะเป็นตัวที่สามารถทำให้ เราสามารถรู้จักกับเทวดาได้และท่านก็จะรู้จักเรา กระชับสายใยแห่งความผูกพันและสายในแห่งบุญทั้งบุญเก่าและบุญใหม่เข้าหากัน เพื่อให้บุญนั้นมีกำลังพอที่จะส่งผล ช่วยให้พบกรรมดีได้เร็วขึ้นและช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้

ในเมื่อเรายังเป็นมนุษย์ยังอยู่ในโลกมนุษย์ ต่างภพภูมิกับท่าน ด้วยพลังบุญเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ติดต่อสื่อสารและมีบุญที่ร่วมกันกับเทวดา ยิ่งเราเป็นผู้ชอบทำบุญกุศลแล้ว  เทวดจะพึงพอใจมากถ้าลองพิจารณาคำสอนของท่านกุมารกัสสปะเถระที่ท่านสั่งสอนพระเจ้าปายาสิธิราชว่า

“เทวดานั้นไม่ชอบมาอยู่ใกล้มนุษย์ เพราะว่ากลิ่นสาบกิเลสที่มีในมนุษย์มีมากเกินไป ท่านจึงไม่อยากมาเข้าใกล้เหมือนคนที่ตกบ่อโคลนมาใหม่ๆ มาเจอกับคนที่เพิ่งอาบน้ำปะแป้ง หอมๆ มาใหม่ๆ แล้วต้องมาเจอกัน”

อีกเรื่องนี้ที่สำคัญมากคือ หากเราอยากจะรู้จักและเข้าใกล้เทวดาได้ และทำให้ท่านเข้าใกล้เราได้ก็ต้องทำตัวให้เป็นผู้มีบุญมากเหมือนกับเทวดาที่ต้องมีบุญมากไปด้วย แม้ว่าจะยังเป็นไม่ได้ในทันทีแต่อย่างน้อยก็ต้องพยายามทำให้ใกล้เคียงความเป็นเทวดาให้มากที่สุด พอเราเป็นคนดีมีคุณธรรมที่ใกล้เคียงหรือเสมอพอกับท่าน ก็จะทำให้รู้จักกันได้ง่ายขึ้น

ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ท่านได้กรุณามอบธรรมะข้อหนึ่งที่จะเป็นแนวทางที่ทำให้คนเราใกล้เคียงกับความเป็นเทวดา เรียกว่า “เทวตานุสสติ”

คำว่า “เทวตานุสติ” หมายความว่า การระลึกถึงธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา คนเราทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี อยากเป็นเทวดา หรือแม้กระทั่งเป็นไปถึงชั้นอินทร์ชั้นพรหมมีความบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ทั้งหลายไปเพื่อให้ได้เสวยแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อเราได้เกิดมาได้เพียงเป็นเพียงมนุษย์ ก็ต้องทำความเข้าใจและพยายามที่จะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มนุษย์โดยสมบูรณ์คือ มีทั้งอวัยวะครบบริบูรณ์ทุกประการไม่เป็นบ้าใบ้ หูหนวก ตาบอด หรือเสียจริตผิดความเป็นมนุษย์ไป

ขอให้ตั้งหลักฐานมนุษย์ที่ได้แล้วนี่ให้มั่งคงไว้ก่อนแล้วจึงค่อยนำธรรมะที่เป็นเครื่องตกแต่งให้กลายเป็นหรือใกล้เคียงกับความเป็นเทวดาต่อไป

คำพระท่านในภาษาบาลีจึงเรียกว่า “มนุสโส” เมื่อเกิดขึ้นมาเป็น มนุสโส แล้วจึงค่อยพัฒนาเป็น    “มนุสสะเทโว” ต่อไป ถ้าไม่เป็น “มนุสโส” เสียก่อนแล้ว ก็เป็น “มนุสฺสะเทโว” ไม่ได้

เปรียบง่ายๆ เหมือนกับคนที่มีอาชีพต่างๆ ถ้าทำการค้าขายก็เรียกพ่อค้าแม่ค้า ถ้าทำไร่ทำนา ก็เรียกว่าชาวไร่ ชาวนา ถ้าทำราชการก็เรียกว่าข้าราชการ ฉะนั้น การที่เป็นเทวดาได้ ก็เพราะมีธรรมอันทำให้เป็นเทวดาธรรม นั้น คือ “หิริ” ความละอายแก่ใจในการทำชั่ว และ “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาปนั่นเอง

ธรรมะ 2 ข้อนี้ มีความสำคัญ ผู้ที่มีความละอายต่อบาปและกลัวมัน จะงดเว้นการทำชั่วทุกประการ เพราะระลึกได้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ก็ตาม แม้แต่เพียงคิดเฉยๆ ว่าจะทำความชั่วอะไรสักอย่างเพียงเล็กน้อย สมมติว่าคิดจะขโมยของเขาก็ให้คิดละอายขึ้นมาในใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ว่าตัวเรารู้ตัวเองอยู่ จึงละอายต่อบาปจึงไม่กล้าทำมัน เท่านี้คุณก็มีคุณสมบัติเป็น “มนุสสะเทโว” หรือเป็นเทวดาในร่างมนุษย์แล้ว

แต่ว่ามีหิริ โอตตัปปะ ที่เป็นธรรมที่ทำให้เหมือนเทวดาแล้วยังไม่พอครับ ขนาดเราเป็นมนุษย์เหมือนกันเห็นหน้ากันทุกวันบางทียังไม่เคยทักทายหรือมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเลย การที่เราจะทำความรู้จักสนิทสนมกันเพื่อให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางต่างภพนี้ต้องมี “บุญ” เสริมเข้าไปด้วย

หลักการสำคัญที่จะทำให้การเชื่อมบุญกับเทวดานั้นสำเร็จ ตามที่เราปรารถนานั้น คือ ตัวเราเองต้องมีบุญเสียก่อน ถึงจะเชื่อมบุญได้ การที่จะมีบุญได้มีอยู่วิธีทางเดียว คือการที่เราต้องสร้างบุญขึ้นมา

การสร้างบุญใหญ่ๆ ในทางพระพุทธศาสนามีหลักสำคัญก็คือการบำเพ็ญบุญ 3 อย่าง คือ ให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา

1. การทำทาน

การทำทานหรือรู้จักให้ เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ “ความตระหนี่” ที่จะเป็นยางเหนียวคอยจับติดจิตใจและเป็นเครื่องกั้นให้อยู่ห่างจากความดีมาจับได้ การทำทานที่เป็นการสร้างบุญกุศลที่มหาศาล จุดประสงค์ของผู้ที่ทำทานนั้นจะต้อง มุ่งหวังให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความมีเมตตาจิตของตนเอง ทานที่จะทำไปได้บุญมากน้อยแค่ไหนต้ององค์ประกอบ 3 ประการคือ

1.1 วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์ หมายความว่า ของที่เอามาทำทานนั้นต้องเป็นของที่ประกอบอาชีพที่ดีไม่เบียดเบียนใครไม่ว่าจะเป็นชีวิต หรือว่าสิ่งของๆ คนอื่นเช่น ถ้าเราจะไปฆ่าสัตว์อย่างวัวเอาเนื้อมาทำลาบเนื้อเป็นอาหารถวายพระ อย่างนี้ก็ถือว่าวัตถุที่เอามาทำทานเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์แทนที่จะได้บุญกลับจะได้บาปไปแทน

อีกตัวอย่างหนึ่งอย่างเช่น การเอาทรัพย์มาทำทานถ้าไปขโมยของๆ เขามาทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพื่อหวังจะได้อานิสงส์จากการทำบุญที่เป็นของมีค่ามากๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้บุญเช่นกัน ดังนั้นความสำคัญของวัตถุที่จะเอามาทำบุญไม่ได้อยู่ที่ของถูกหรือแพงแต่อยู่ที่วิธีการที่ได้มาต้องได้มาอย่างบริสุทธิ์ และเจตนาในการทำทานนั้นขอให้เป็นไปตามกำลังทรัพย์และความศรัทธาที่ตนเองมีอยู่ก็เพียงพอแล้ว

1.2 เจตนาในการให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์ อย่าลืมว่าจุดมุ่งหมายในการให้ทานก็เพื่อเป็นการกำจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากตัวและเป็นการสงเคราะห์คนอื่นให้ได้รับความสุข เจตนานั้นก็ต้องมีความสมบูรณ์ใน 3 ระยะด้วยคือ ระยะก่อนให้ทาน,ระยะกำลังลงมือให้ทาน,และระยะหลังจากการให้ทานไปแล้ว ทั้งสามระยะไม่ว่าระยะใดก็ตามเมื่อก่อนทำทาน ขณะทำ และหลังทำไม่มีการเสียดมเสียดายของหรือคิดอยากจะได้คืน  อย่างนี้จึงเรียกได้ว่ามีเจตนาที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

1.3 ผู้ที่รับทานนั้นก็ต้องมีความบริสุทธิ์มากพอ ในข้อนี้คำพระท่านว่า ผู้รับต้องมี “เนื้อนาบุญที่ดี” คำว่าเนื้อนานี่ ขออธิบายอย่างง่ายๆ ครับ เปรียบเทียบเอาเป็นผืนนาเลยก็แล้วกัน ในการทำนาถ้าผืนนามีความเรียบที่ไม่สม่ำเสมอสูงๆ ต่ำๆ เวลาหว่านข้าวปักดำลงไป

ตรงที่น้ำน้อยข้าวก็จะแคระแกร็นไม่โตเต็มที่ ตรงไหนที่มีน้ำมากๆ น้ำก็จะท่วมจนสูงมิดยอดข้าว กินปุ๋ยได้ไม่เต็มอิ่มอย่างนี้เรียกว่า เนื้อนาไม่ดี ถ้าเป็นเนื้อนาที่ดีต้อง เรียบเสมอกัน หว่านหรือปักดำลงไปแล้วข้าวขึ้นเสมอกัน น้ำเสมอกันตรงรากหว่านปุ๋ยปุ๋ยก็ลงรากได้ทั่วถึง นี่คือ เนื้อนาที่ดี

การทำทานก็เหมือนกันครับ ตัวบุคคลที่เป็นผู้รับทานเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเพราะแม้วัตถุทานมีความบริสุทธิ์มากเพียงใด หรือ เจตนาขณะทั้งก่อน ระหว่างและหลังทำทานไปแล้วดีแค่ไหนถ้าผู้รับทานเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสม ผลบุญก็ย่อมไม่เกิด เหมือนหว่านข้าวลงไปในนาที่ไม่เสมอกันฉันนั้น

เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่เป็นฆราวาสจึงต้องทำบุญกับนักบวชหรือผู้ทรงศีลมากกว่าบุคคลอื่นๆ ก็เพราะผู้รับมีความบริสุทธิ์มากกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั่นเอง แต่แม้ในปัจจุบันก็ต้องเลือกทำครับ คำว่า “ทำบุญอย่าถามพระหรือตักบาตรอย่าเลือกพระ” เห็นทีจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ไม่ได้ ลองเปรียบเทียบดู พระในสมัยพุทธกาลมีความบริสุทธิ์มากเพราะจุดมุ่งหมายของการบวชท่านมุ่งที่จะหนีให้พ้น วัฎสงสาร มุ่งทำมรรคผล ทำนิพพานให้แจ้งเพียงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่สน

แต่พระสมัยนี้บวชด้วยคติ 4 ประการ คือ บวชเป็นประเพณี บวชเพื่อหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อเอาสนุกตามเพื่อนประเภท อกหัก หลักลอย คอยงาน หรือสังขารเสื่อม ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปบวชดีกว่าอยู่สบายดีโดยไม่สนใจพระธรรมวินัย คิดเพียงว่ามีผ้าเหลืองห่มคลุมร่างกายก็นึกว่าตนเองเป็นพระเต็มขั้นเสียแล้วอย่างนี้ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงครับ

การเลือกที่จะให้พระผู้รับก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ เสียก่อนหากเป็นพระภิกษุ ก็ต้องแน่ใจว่าพระท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี เรียนรู้พระธรรมวินัยจริงๆ จึงจะเป็นผู้ที่สมควรจะรู้ได้อย่างไร วิธีการก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีวินัยและปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริงๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่างๆ ไปในตัว

กิจกรรมที่เป็นการทำทานเพื่อสร้างบุญที่ดีก็ได้แก่ การทำบุญตักบาตรพระในตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน หรือตามกำลังศรัทธาเท่าที่สามารถจะทำได้ เป็นการให้ทานในส่วนของโภคทรัพย์ มีผลทำให้ในภายภาคหน้าไม่ลำบากขัดสน ทำหนังสือเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีเพื่อเป็นธรรมทาน มีผลให้เจริญก้าวหน้าในสติปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรม บริจาคเงินตามแต่กำลังโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอย่างเช่นวัด โบสถ์ หรือ วิหารเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนายังผลให้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข บริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน ปล่อยนกปล่อยปลาเป็นการให้ทานในชีวิตยังผลให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีโรคหรือภัยจากสิ่งอื่นๆ มาก่อให้เกิดความทุกข์ทางกายได้ อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าไม่แน่ใจว่าพระที่รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่ดีหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้เราจิตตกไปและทำให้บุญนั้นไม่มีกำลังพอที่จะส่งผล ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า ให้เราตั้งจิตให้มั่นแล้วตั้งสัจจะอธิษฐานให้บุญที่กำลังทำนั้นส่งตรงไปถึงพระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ ส่วนพระสงฆ์ที่อยู่ตรงหน้าท่านเป็นเพียงสมมติสงฆ์ เป็นตัวแทนที่มารับแทนเท่านั้น บุญที่ทำนั้นจะไม่ด่างพร้อยและมีกำลังมากแน่นอน

2. การรักษาศีล

การทำบุญที่ทำให้ได้บุญสูงขึ้นไปในอีกระดับขั้นก็คือ การรักษาศีล ซึ่งเป็นความเพียรพยายามในการสงบระงับกิจกรรมที่จะทำให้เกิดโทษทั้ง กาย และ วาจา อันเป็นกิเลสแบบหยาบไม่ให้มันกำเริบขึ้นมาเพียงเท่านี้ก็เป็นการบำเพ็ญสร้างบุญได้มากกว่าการให้ทานอันเป็นการสร้างบุญในระดับต้นเสียอีก

เรารู้แล้วว่าการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเพราะในอดีตเราเคยรักษาศีล 5 มาก่อนเพราะศีล 5 เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นปกติของความเป็นมนุษย์ และผู้ที่รักษาศีล 5 ได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็น มนุษยธรรมที่พร้อมจะถึงและเข้าใกล้ความเป็นเทวดา  แต่ถ้าต้องการได้บุญมากขึ้นไปอีกก็ค่อยๆ ขยับไปถือศีลที่เป็นระดับกลางและระดับสูงต่อไป

ยกตัวอย่างเช่นการไปปฏิบัติธรรมโดยการถือศีล 8 หรือจะถือมากจนระดับสูงสุด โดยการบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุถือศีลให้มากถึง 227 ข้อ ก็จะเป็นการสั่งสมบุญบารมีให้มากในระดับสูงสุด การสร้างบุญระดับนี้แม้แต่เทวดาท่านยังต้องเกรงในอำนาจแห่งบุญบารมีเลยครับ

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมากๆ ก็ขอแนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ๆ บ้าน จะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วัน อานิสงส์ที่ได้ ก็จะทำให้เราไม่เกิดไปอยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน ภัยอันตรายใดๆ ก็จะไม่มากล้ำกราย ชีวิตมีความสุขมีความเจริญรุ่งเรือง

3. การเจริญภาวนา

การถือศีลนั้นแม้ว่าจะเป็นการสร้างบุญที่มากกว่าทานหลายเท่าแต่ก็ยังถือว่าเป็นการสร้างบุญในระดับกลางๆ เท่านั้นเพราะศีลเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่จะรักษากาย วาจาให้เป็นปกติ ส่วนทางด้านจิตใจนั้น ศีลยังไม่อาจจะควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ผลบุญจึงต่างกับการเจริญภาวนาที่เป็นการบังคับใจ เพื่อให้ใจมารักษาจิตและซักฟอกจิตให้เบาบางไปจากกิเลสทั้งหลายจนกระทั่งหมดไปในที่สุด

การบำเพ็ญเจริญภาวนาเป็นการสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทางพระพุทธศาสนาจัดได้ว่าเป็นแก่นแท้แห่งบุญเลยทีเดียวการ บำเพ็ญภาวนานั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การทำสมาธิ และการเจริญปัญญา

การทำสมาธิคือการกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นสมาธิและได้บุญมากโดยไม่ต้องลงทุนใดๆ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึง อานิสงส์ของการทำสมาธิ ไว้ว่า

“แม้จะได้อุปสมบท รักษาศีล 227 ข้อไม่ขาดไม่ด่างพร้อยเป็น ร้อยๆ ปีก็ไม่อาจได้บุญเทียบเท่ากับ ผู้ที่ทำสมาธิให้จิตใจสงบนิ่งเพียงชั่วไก่กระพือปีก หรือ ช้างกระดิกหู”

คือผู้ที่รักษาสมาธิไว้ได้ หากจิตทรงอารมณ์อยู่ในสมาธิขณะนั้นแล้วเกิดตายลง จะส่งผลให้ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นที่ 1 จตุมหาราชิกาทันที และหากในขณะนั้นได้ถือเอาพระไตรสรณคมณ์อันมี พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่ตั้งไว้ด้วยก็จะได้ ไปบังเกิดเป็น เทวดาในชั้นดาวดึงส์ชั้นที่ 2 ทันทีเช่นกัน

ผลของการทำสมาธิอบรมจิตใจแม้เพียงชั่ววูบยังได้บุญมากเทียบเท่าเทวดาระดับ 2 เลย อย่างนี้คงไม่ต้องสงสัยเรื่องอานิสงส์ผลบุญในการทำสมาธิระดับสูงๆ ขึ้นไปเลยใช่หรือไม่ครับว่าจะมีมากมายขนาดไหน

แต่อย่างไรก็ตาม การเจริญสมาธิแม้จะได้สร้างผลบุญอานิสงส์มากมายแค่ไหนก็ยังไม่ถึงระดับสูงสุดในการสร้างบุญถ้าเปรียบเหมือนต้นไม้ก็ยังเป็นแค่เนื้อไม้เท่านั้นยังไม่ถึงกับเป็นแก่นไม้ บุญที่เป็นแก่นแท้ก็คือ “การเจริญปัญญา”

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิที่เป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไปทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา  และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

เมื่อใครก็ตามที่พิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้สร้างบุญกุศลสูงสุดเพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี  จิตจะเข้าสู่กระแสธรรมได้อย่างชัดเจนและสามารถตัดกิเลสได้ จนจิตโปร่งเบาใสสะอาดเบาบางซึ่งกิเลสและสุดท้ายก็หมดไปในที่สุด

แม้ว่าการเจริญปัญญาสำหรับมนุษย์ธรรมดาซึ่งยังมีกิเลสอยู่จะเป็นการยากก็ตามแต่ก็ต้องฝึกฝนเอาไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นการสั่งสมบุญทีละเล็กน้อยจนเมื่อบุญที่สะสมถึงพร้อมแล้วก็จะอำนวยผลให้ทำการเจริญปัญญาและตัดกิเลสได้เอง

กิจกรรมที่จะสร้างบุญในข้อการเจริญภาวนานี้ ได้ก็ขอให้ฝึกนั่งสมาธิ อย่างน้อยๆ วันละ 15 นาที เป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง อานิสงส์ที่ได้ก็จะทำให้ได้สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถปล่อยวางจากทุกสิ่งได้ง่าย จิตใจจะรู้วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ และขอให้หมั่นสวดมนต์ภาวนาด้วยพระคาถาต่างๆ เป็นประจำ

การสวดมนต์ภาวนานั้นเรียกได้ว่าเป็นการสร้างบุญที่ได้เกิดผลกับทั้งผู้สวดและเหล่าเทวดาโดยตรง เพราะคำสวดทั้งหลายนั้นเป็นเสมือนข้อแสดงธรรมที่มาจากปากของพระพุทธเจ้า สังเกตเรื่องนี้ได้จากหากคุณผู้อ่านมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมและได้ฟังการสวดมนต์ของพระท่านอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในวันอุโบสถที่ พระท่านจะทำการสวด “ชุมนุมเทวดา” ก็เป็นการอัญเชิญเทวดามาฟังธรรมนั่นเอง

การสวดบทชุมนุมเทวดา ที่พระท่านสวดกันเป็นประจำนัยว่าถือคติมาจากการที่พระพุทธเจ้าจะโปรดแสดงธรรมดังที่ปรากฏในพระราชกิจ เวลาที่เทวดาลงมาชุมนุมกันเพื่อฟังธรรมก็จะเกิดความชื่นชมยินดีและร่วมโมทนาบุญกุศลที่ได้รับฟังธรรมนั้น เพราะตัวท่านเองไม่สามารถทำบุญเพิ่มได้ การได้ลงมาฟังธรรมหรือบทสวดมนต์จึงเป็นการได้บุญอย่างหนึ่ง

จากวิธีการสร้างบุญดังกล่าวทั้ง 3 วิถีทางตามแนวทางหลักของพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้บุญที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันไป ลองทบทวนดูครับว่าตอนนี้เราได้ประกอบคุณงามความดีพร้อมที่จะเป็น “มนุสสะเทโว” และ “บุญ” ก็มีแล้ว

หลังจากที่ได้ทำบุญคือเป็นทั้งผู้ที่เกือบมีความดีเสมอท่านแล้ว รู้จักหน้าค่าตากันแล้วอย่างสุดท้ายที่ต้องทำก็คือเอาส่งไปให้ท่านเทวดาทั้งหลายครับ เหมือนกับเวลาที่เรารู้จักคนหนึ่งคนที่คิดว่าเขาจะให้ความช่วยเหลือเราได้ เขาต้องมีอะไรดีๆ มากกว่า รู้จักหน้าค่าตารู้หัวนอนปลายเท้าแล้วว่าเราเป็นใคร สุดท้ายก็ต้อง หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้เขาก่อนเขาถึงจะช่วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้ที่ให้จึงจะเป็นผู้ที่ได้รับ”

การเชื่อมบุญหัวใจสำคัญก็ตรงนี้แหละครับยื่นส่งบุญให้เทวดาอย่างไร ก็คือการ “อุทิศ”ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ท่าน การอุทิศบุญกุศลนี้จะว่าไปก็เป็นหนึ่งบุญและคุณงามความดีอีกอย่างหนึ่งตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการข้อที่ว่าด้วย “ปัตติทานมัย” เป็นการบอกให้ทราบและรับเอาบุญนั้นไปใช้ได้ทันที

คุณผู้อ่านเคยได้ยินพระท่านบอกใช่หรือเปล่าครับว่าทำบุญเสร็จแล้วให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นไปด้วย

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ก็ได้แก่ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เหล่าเทพเทวดา เหล่าเปรตและภูติผีปิศาจ เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

ประโยคนี้แหละครับเป็นจุดสำคัญและจุดสิ้นสุดของการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไป ทีนี้ทั้งฐานะ ทั้งรูปร่างหน้าตาหัวนอนปลายเท้า และคุณงามความดีที่มอบส่งให้แก่กันเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเหล่าเทวดาได้รู้จักเราแล้ว เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอะไรก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน

เสริมตรงนี้ทิ้งท้ายไว้อีกหน่อยครับ เรื่องการส่งบุญให้เทวดาท่านนั้นหากคุณไม่แน่ใจว่าจิตของตนเองจะมีกำลังไม่กล้าแข็งพอ ก็มีอุปกรณ์เสริมในการส่งบุญไปให้ ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรเลยนั่นคือ “น้ำ” ครับ

การหลั่งน้ำหรือกรวดน้ำมีความหมายว่า ผลบุญที่เราส่งไปให้ท่านเทวดานี้จะได้ไหลติดต่อกันแบบไม่ขาดสายผู้รับก็จะรับบุญได้อย่างไม่ขาดระยะเป็นไปได้ด้วยความราบรื่นเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรที่ไม่มีวันขาดสายครับ ทีนี้ผลบุญก็จะส่งไปถึงเหล่าเทวดาได้เต็มๆ ไม่มีการขาดห้วง

การกรวดน้ำที่ต้องใช้น้ำกรวด เพราะถือกันตามประเพณีนิยมที่ได้ปฏิบัติสืบๆ กันมาเวลา ที่เราทำบุญสร้างบุญแล้ว พระภิกษุท่านก็จะโมทนาบุญว่า

ยะถา วาริวหา ปูรา  ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ  ทานที่ท่านได้อุทิศให้แล้วแก่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ ขออิฎฐผลที่ท่านได้ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอให้ความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณี โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

พิจารณาจากคำที่พระท่านกล่าวทุกทีที่เราทำบุญใส่บาตรหรือถวานสังฆทานหรือทำบุญใดๆ แล้วความหมายตรงกันเลยใช่หรือไม่ครับ คาถานี้เรียกว่า อนุโมทนารัมภะคาถาหรือว่า “บทกรวดน้ำ” นั่นเอง

ตัวอย่างเรื่องการใช้น้ำ ในสมัยพุทธกาลก็มีปรากอยู่ในพระไตรปิฎก มังคลัตถทีปนีสูตร กล่าวไว้ว่า

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารทรงตั้งใจทำบุญโดยการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน ทานนี้ก็นับได้ว่าเป็นทานบารมีที่ใหญ่ หลังจากถวานทานเสร็จพระพุทธองค์ได้อนุโมทนาบุญแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็หลั่งน้ำทักษิโนทก ทรงกล่าวว่า “ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ” คือส่วนบุญนี้จะสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ซึ่ง เหล่าญาติๆ ของพระองค์นั้นอยู่ในสภาพโอปปาติกะชั้นล่าง คือ เป็นเปรตอยู่ในนรกภูมิท่านจึงต้องการมอบส่วนบุญนี้ให้เพื่อหวังให้ญาติของท่านได้มีความสุขบ้าง

ถ้าไม่แน่ใจว่าจิตเราจะมีพลังกล้าแข็งพอจะส่งบุญให้ท่านเทวดาทั้งหลายถึงหรือไม่ก็ใช้การอธิษฐานจิตพร้อมกับการกรวดน้ำไปให้ท่านครับรับรองว่าถึงแน่นอน

Read Full Post »

1. สามพระอรหันตสาวกในพระพุทธศาสนา

พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่มากมายที่เป็นผู้ทรงคุณในด้านต่างๆ แต่จะมีพระสาวกอยู่ 3 รูปที่นิยมบูชากันมากคือ พระมหากัจจายนะเถระเจ้า (พระสังกัจจายน์) พระสีวลีเถระเจ้า ทั้งสองรูปนี้เป็นพระอรหันตสาวกที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยพุทธกาลซึ่งผู้คนต่างนิยมบูชาโดยหวังผลด้านโชคลาภและความสวัสดีมงคล

อีกรูปหนึ่งเป็นพระอรหันตสาวกที่มีชีวิตอยู่ช่วงหลังพุทธกาลไปแล้ว คือพระอุปคุตมหาเถระเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่ถือว่า ทั้งทรงคุณในด้านอิทธิฤทธิ์ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยและยังอำนวยผลให้เกิดความร่ำรวยมีกินมีใช้ไม่ขาดเหลือไปตลอดชีวิตแก่ผู้ที่ได้บูชาท่านอีกด้วย ก่อนที่จะทำการบูชาท่านขอให้ทำความรู้จักองค์อริยเจ้าท่านเหล่านั้นโดยสังเขปก่อน

– พระมหากัจจายนะเถระเจ้า

พระมหากัจจยานะเถระเจ้า เดิมชื่อ กาญจนมาณพ (แปลว่าผู้ที่มีผิวงามดุจทองคำ) เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิต กัจจายนโคตรซึ่งเป็นปุโรหิตประจำพระนครอุชเชนีมีพระเจ้าจัณฑปัชโชติเป็นผู้ปกครอง เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีมีคุณธรรมงามพร้อมทุกประการ ภายหลังได้ออกบวชในบวรพระพุทธศาสนากลายเป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็นเอตทัคคะในด้านการขยายความธรรมโดยย่อให้พิสดารได้เหนือผู้อื่น

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสาวกจำนวน 500 รูปได้เดินทางธุดงค์มาถึงทางสามแพร่งซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาที่ใกล้พลบค่ำแล้ว ทางสามแพร่งนี้มีอยู่ 2 เส้นทางที่จะสามารถไปถึงจุดหมายที่เป็นเป้าหมายในการเดินทางได้ โดยที่เส้นทางแรกเป็นทางลัดใช้เวลาเดินทางไม่นานก็จะสามารถถึงจะหมายได้เร็ว แต่ทว่าเส้นทางมีความทุรกันดารไม่ค่อยมีผู้คนอยู่อาศัย หากเลือกเดินทางในเส้นทางนี้ก็จะเกิดความลำบากเพราะไม่มีผู้คนคอยใส่บาตรให้

ส่วนอีกเส้นทางเป็นเส้นทางอ้อมซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าหลายเท่าในการเดินทางแต่มีความสะดวกสบายเพราะมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากไม่มีปัญหาเรื่องการบิณฑบาต พระพุทธองค์จึงมีพุทธบัญชาให้เหล่าภิกษุหยุดเดินทางที่ทางสามแพร่งนั้นเพื่อพักผ่อน ในตอนค่ำพระพุทธองค์ก็แสดงพระธรรมเทศนาตามปกติ

หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแล้วก็ตรัสถามเหล่าสงฆ์ว่าจะใช้เส้นทางใดในการเดินทางจาริกธุดงค์ต่อในวันพรุ่งนี้ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงถึงเรื่องการเดินทางมากกว่าที่คาดไว้ บ้างก็ต้องการให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ ก็ควรใช้ทางลัด บ้างก็เกรงในความยากลำบากในการบิณฑบาตจึงเลือกทางอ้อม พระพุทธองค์จึงตรัส ถามถึงพระสีวลีเถระเจ้าก่อน แต่พบว่าท่านไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย ก็ตรัสถามถึงพระมหากัจจยานะเถระเจ้าพบว่า ท่านได้เดินทางมาด้วยพระพุทธองค์จึงได้มีบัญชาให้เหล่าภิกษุใช้เส้นทางที่เป็นทางลัดทันที

พระมหากัจจยานะเกิดความสงสัยในการเลือกของพระพุทธองค์ เมื่อเลิกประชุมแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จเข้าสู่พระสีหไสยาสน์พระสาวกทั้งหลายก็พากันไปจำวัดตามกลดของตน แต่พระมหากัจจยานะยังไม่อาจจำวัดได้ เพราะความสงสัยนั้นจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานยกมือทั้งสองขึ้นมาปิดหน้าเพื่อรำลึกถึงอดีตชาติที่ผ่านมา ด้วยอานุภาพแห่งการอธิษฐานบารมีกุศลธรรมที่ท่านได้สั่งสมไว้ในอดีตชาติหลายภพชาติจึงปรากฏ พบว่า ท่านได้เกิดเป็นนายแพทย์คอยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนตกทุกข์ได้ยากทั้งหลาย

ชีวิตการเป็นแพทย์ของท่านในอดีตชาตินั้นเป็น คุณหมอผู้ทรงคุณธรรมตรวจรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ แก่คนยากจนเลยด้วยอานิสงส์นี้จึงทำให้ท่านกลายเป็นผู้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งในโภคทรัพย์และลาภสักการะ

ครั้นรุ่งเช้าพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหมดจึงออกเดินทางไปยังจุดหมายโดยใช้ทางลัดตามพุทธบัญชา ปรากฏว่าระหว่างทางมีทั้งเหล่ามนุษย์และเทวดามาคอยรอถวายอาหารใส่บาตรอยู่โดยตลอดเส้นทางด้วยอาหารที่มีความประณีตเป็นจำนวนมากทำให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้ง 500 รูปไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องภัตตาหารเลย ด้วยเหตุการณ์นี้เองทำให้ พระมหากัจจยานะเถระได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นทั้งโภคทรัพย์และลาภสักการะ เป็นต้นมา

การบูชาคุณของพระมหากัจจยานะขอให้ทำบุญด้วยหลักแห่งบุญตามที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานส่งบุญนี้ไปให้แก่ท่าน แล้วทำบูชาท่านด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ควรบูชาด้วยธูป 3 ดอก พร้อมดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมต่างๆ หรือดอกบัวประมาณ 7 ดอก ถวายน้ำสะอาด 1 แก้วและถวายผลไม้ให้ทุกวันพระ

 

คาถาบูชาพระสังกัจจายน์

ตั้งนะโม ๓ จบ

เสร็จแล้วว่าพระคาถา

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ

 

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันเพื่อความเป็นสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทา โสตถิ ภะวันตุ เม

– พระสีวลีเถระเจ้า

พระสีวลีเถระเจ้า เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงในด้านลาภสักการะมากเทียบเท่ากับพระมหากัจจายนะโดยท่านได้สั่งสมบุญบารมีทางด้านลาภสักการะด้วยการทำบุญให้ทานในอดีตชาติมากมาย ในภพชาติสุดท้ายจึงได้มาเกิดเป็นบุตรของพระนาง สุปปวาสา พระราชธิดาแล่งโกลิยนคร

ตั้งแต่ท่านสีวลีถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดาในระหว่างนั้นพระนางก็มีลาภสักการะเกิดขึ้นเป็นอันมากมีแต่ผู้คนนำข้าวของมามอบให้อย่างไม่ขาดสาย ด้วยความที่บำเพ็ญบุญบารมีไว้มากท่านต้องอาศัยครรภ์ของพระมารดานานเป็นเวลาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วันถึงจะคลอด ระหว่างที่พระนางสุปปวาสาเจ็บท้องใกล้คลอดนั้น นางได้ขอร้องพระสวามีให้ไปกราบบังคมทูลขอพรจากพระบรมศาสดา

ฝ่ายพระสวามีเห็นเป็นความต้องการของพระนางอย่างยิ่งยวดจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทันที พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดพระนางตามคำขอและอำนวยพรให้พระนางเป็นผู้ที่มีความสุข ปราศจากโรคภัยใดๆ และ ประสูติพระโอรสได้อย่างปลอดภัย ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพนั้น ความทุกขเวทนาที่พระนางได้รับอยู่หายไปทั้งหมดและ ประสูติพระราชโอรสได้โดยง่าย

เมื่อพระนางสุปปวาสามีร่างกายแข็งแรงดีแล้วก็มีความประสงค์จะถวายมหาทานต่อพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวันจึงได้ส่งคนไปกราบทูลพระบรมศาสดาและเหล่าพระสาวกมารับมหาทานในพระราชนิเวศน์โดยมีพระพุทธองค์เป็นพระประธาน ระหว่างนั้นท่านสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาเห็น สีวลีกุมารช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่างๆ อย่างขะมักเขม้นจึงได้กล่าวทักทาย และออกปากชวนให้มาบวชในพระพุทธศาสนา

สีวลีกุมารรับคำบวชนั้นทันทีเพราะพิจารณาว่าตนเองได้รับความทุกข์มากมายขณะอยู่ในครรภ์เป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เมื่อสีวลีกุมารได้รับอนุญาตจากพระบิดาและพระมารดาจึงได้ตามพระสารีบุตรไปยังพระอาราม พระสารีบุตรได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้นให้ ในขณะที่กำลังจรดมีดโกนลงบนผมครั้งแรก สีวลีกุมารก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จรดมีดโกนครั้งที่สองท่านก็บรรลุเป็นพระสกิทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งทีสามท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เมื่อโกนผมเสร็จจนหมดท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมีที่สั่งสมไว้มากแต่หนหลัง

เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้วปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย ลาภสักการะเหล่านั้นก็ได้เผื่อแผ่ไปยังพระสงฆ์ท่านอื่นๆ แม้ว่าพระบรมศาสดาและเหล่าสาวกจะเดินทางไกลไปในถิ่นทุรกันดารเพียงใดเมื่อมีพระสีวลีเถระเดินทางไปด้วย ความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างการเดินทางจะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการทดลองบุญของพระสีวลีเถระก็คล้ายๆ กับพระมหากัจจยานะเมื่อครั้งหนึ่งพระพุทธองค์พร้อมกับพระสารีบุตรและพระสาวกประมาณ 30 รูปจะเสด็จไปเยี่ยมพระเรวตะซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรท่านได้บวชแล้วอาศัยอยู่ในป่าสะแกที่ห่างไกล

พอคณะเดินทางของพระพุทธองค์มาถึงทาง 2 แพร่งแล้วต้องเลือกเดินทางหนึ่งเป็นทางลัดอีกทางเป็นทางอ้อม พระพุทธองค์ก็เลือกทางลัดเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว ซึ่งระหว่างทางก็มีเหล่าเทพยดานางฟ้า มาคอยใส่บาตรและถวายที่พักให้ตลอดระยะทาง 30 โยชน์ (480 กิโลเมตร)

ฝ่ายพระเรวตะ ได้ทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงเนรมิตพระคันธกุฎี (กุฎิ) เพื่อพระพุทธองค์อีกทั้ง เนรมิตเรือนยอด ที่จงกรม และที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันไว้ให้อย่างเพียงพอสำหรับพระสาวกทุกพระองค์ พระพุทธองค์ประทับอยู่ในสำนักของพระเรวตะประมาณหนึ่งเดือน แม้จะประทับอยู่ ในป่าสะแกแห่งนั้นก็ได้เสวยบุญของพระสีวลีเถระอยู่ตลอดไม่ได้ขาดแคลนซึ่งภัตตาหารใดๆ เลย ก่อนจะเสด็จมุ่งหน้าไปสู่วัดบุพพารามต่อไป พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาประกาศให้ พระสีวลีเถระให้เป็น เอตทัคคะด้านเป็นผู้มีลาภสักการะมาก ด้วยประการฉะนี้

การบูชาพระสีวลีให้ได้ผลก็ต้องทำการทำบุญสร้างบุญแล้วอุทิศไปให้ท่านแล้วกล่าวบูชาด้วยพระคาถาบูชา

คาถาที่ใช้บูชาพระสีวลี เรียกว่าคาถา “หัวใจของพระสีวลี” หมายถึงคำว่า “นะชาลีติ” มีความหมายในแต่ละคำว่า นะ หมายถึง นอบน้อม มีสัมมาคาราวะ ชา หมายถึง ขวนขวายเรื่องการงาน ลี หมายถึง ไม่นอนมาก ไม่นอนดึก ไม่ตื่นสายและ ติ หมายถึง การว่าโดยทั้งหมด

          ทั้งสี่คำก็หมายถึงหลักธรรมในการประกอบกิจการทั้งหลาย คือต้องมีสัมมาคารวะต่อผู้ที่สมควร มีความขยันขันแข็งในเรื่องของการทำงาน ไม่นอนดึก ตื่นสายจึงเป็นวิสัยที่จะประกอบการงานทั้งหลายได้ดีและร่ำรวยขึ้นได้ โดยมักจะท่องว่า “นะชาลีติ ประสิทธิลาภา” คือ การขอพรให้ประสบความสำเร็จเวลาประกอบกิจการใดๆ

คาถาบูชาพระสีวลี

สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ

 

คาถาพระสีวลี (แบบ คาถาเมตตามหานิยม)

พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะ ชาลีติ สังฆังเมตตา นะ ชาลีติ สีวะลีเมตตา นะ ชาลีติ โอมมะพะลัง วา ราชะกุมาโร วา ราชะกุมารี วา ราชา วา ราชินี วา คะหัฏโฐ วา ปัพพะชิโต วา สะมะโณ วา พราหมโณ วา อิตถี วา ปุริโสวา วาณิโช วา วาณิชา วา อุปาสะโก วา อุปาสิกา วา ทาระโก วา ทาริกา วา สัพเพ อิเม พะหู ชะนา มัง ปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ มะหาลาภะสักการา ภะวันตุ เม

 

คำอธิษฐานขอลาภจากพระสีวลี

(โดยหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง)

ตั้ง นะโม ๓ จบ

สีวะ ลีมะหา เถรัง วันทามิหัง ( ๓ จบ )

มะหาสิวะลี เถโร มะหาลาโภ โหติ มะหาสิวะลี เถโร ลาภัง เม เท ถะ

– พระอุปคุตมหาเถระ

พระอุปคุตมหาเถระมีชื่อเดิมว่า อุปคุต เป็นลูกชายคนที่สามของพ่อค้าน้ำหอมที่ชื่อว่า “คุปตะ” เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่ม อุปคุตเป็นทั้งหนุ่มรูปงามที่มีความเฉลียวฉลาดและมีจิตใฝ่ไปในทางธรรมตั้งแต่ก่อนจะออกบวชเพราะได้สั่งสมบุญบารมีมายาวนาน

มีพระเถระรูปหนึ่งนามว่า “พระศาณกวาสิน”ซึ่งเป็นพระเถระที่มีอายุมากแล้วได้ใช้ญาณของตนเพ่งมองหาอุปคุต จากพุทธทำนายที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้ก่อนปรินิพพานว่าจะ มีพระเถระในอนาคตผู้เรืองฤทธิ์มาสืบสานงานของพระพุทธศาสนาต่อในอีกร้อยปีข้างหน้านามว่า “อุปคุต” และจะเกิดเป็นบุตรพ่อค้าน้ำหอมที่ชื่อ คุปตะ

ซึ่งพระเถระได้กล่าวขอนายคุปตะก่อนที่อุปคุตจะเกิดไว้ว่า หากเมื่อใดที่ คุปตะ มีบุตรก็ขออนุญาตให้เขาได้บวช ซึ่งนายคุปตะก็รับปากพอนายคุปตะมีบุตรคนแรกก็ตั้งชื่อให้ว่า “อัศวคุปต์” พระเถระได้มาทวงถามบุตรกับคุปตะ นายคุปตะก็ปฏิเสธเพราะว่าเห็นเป็นบุตรคนแรกยังต้องให้ช่วยงานอีกมาก ท่านศาณกวาสินก็เพ่งฌานดู เมื่อเห็นว่าอัศวคุปต์ไม่ใช่อุปคุตท่านก็นิ่งเฉย

ต่อมาพอคุปตะมีลูกคนที่สองก็ตั้งชื่อว่า “ธนะคุปต์” เมื่อพระเถระมาหาและทวงถามซ้ำก็ถูกปฏิเสธอีกท่านได้ใช้ฌานเพ่งมองก็พบว่าไมใช่อุปคุตจึงได้ปล่อยไว้เช่นเดิม

ในที่สุด คุปตะก็ได้บุตรเป็นคนที่สามซึ่งเป็นเด็กที่มีรูปร่างลักษณะดีกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดและได้ตั้งชื่อว่าอุปคุต (แปลว่า ผู้คุ้มครองรักษา) เมื่อพระเถระไปทวงถามซ้ำในครั้งนี้ คุปตะก็ยินดีมอบอุปคุตให้บวชแต่ต้องรอให้ถึงเวลาของเขาเสียก่อนหากเห็นว่าลูกคนที่สามไม่ก่อประโยชน์ทั้งกำไรและขาดทุนในการทำการค้าใดๆ ก็จะให้บวช

พระศาณกวาสินได้ใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ให้นายคุปตะค้าขายได้กำไรหรือขาดทุนเลยในวันที่ไปทวงถามครั้งนั้น ไม่ว่านายคุปตะจะนับ จะชั่ง จะตวงทรัพย์ อย่างไรก็ไม่ปรากฏว่าเขาได้กำไรหรือขาดทุน อุปคุตจึงได้บวชในพระพุทธศาสนาเป็นผลสำเร็จ ท่านพระศาณกวาสินได้บอกเล่าถึงพุทธทำนายของพระพุทธเจ้าแก่พระอุปคุตและจะได้เป็นเอตทัคคะในด้านธรรมกถึก (ผู้เป็นเอกในด้านการแสดงธรรม) ในเวลาต่อมาซึ่ง อุปคุตก็รับคำอำนวยพรนั้น

แทรกตรงนี้สักเล็กน้อยครับ ผู้เป็นเอตทัคคะในด้านธรรมะกถึกในสมัยพุทธกาลนั้นคือท่านพระ             “ปุณณมัณตานีบุตร” ซึ่งเป็นหลานชายของพระอัณญาโกณฑัญญะปฐมสาวกแห่งพระพุทธศาสนาส่วนท่านพระอุปคุตนั้นพระพุทธองค์ได้ทำนายไว้ว่าจะเป็นธรรมกถึกในอนาคตหลังพุทธปรินิพพาน

พระอุปคุตมหาเถระได้ชื่อว่า เป็น “อนุพุทธ” หรือผู้สืบสานงานของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงการที่ท่านได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากก็ด้วยเหตุที่ได้ปราบความอหังการของพญามารที่มาคอยทำลายการเผยแผ่ศาสนาของท่านได้เป็นผลสำเร็จ

ในขณะที่พระอุปคุตกำลังแสดงธรรมที่เรียกว่า “อนุบุพพีกถา” แปลว่า การแสดงธรรมเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปหายากให้แก่เหล่าประชาชนที่มาฟังธรรม พญามารได้ทำการก่อกวนโดยเนรมิตให้มีไข่มุกตกลงมาระหว่างที่แสดงธรรม เมื่อคนทั้งหลายเห็นของมีค่าตกลงมาต่างก็พากันเก็บสิ่งของเหล่านั้นจนไม่ได้สนใจฟังธรรมเลย จนในครั้งหลังๆ พญามารได้เนรมิตทั้งเทพศาสตราวุธและนางอัปสรสวยงามออกมาร่ายรำเพื่อดึงดูดฝูงชนไม่ให้หันไปสนใจในพระพุทธศาสนาซึ่งก็มี คนที่หลงคล้อยตามไปเป็นจำนวนมาก

พระอุปคุตได้เพ่งญาณพิจารณาว่าจะต้องทำให้พญามารนั้นได้สร้างบุญและสมาทานศีลในพระพุทธศาสนาให้ได้เพื่อเป็นคุณแก่โลกและเหล่าสรรพสัตว์ที่หลงมัวเมาในกามคุณให้ออกจากกามทั้งหลาย เมื่อท่านพิจารณาว่าถึงเวลาของพญามารแล้ว จึงได้เนรมิต ซากงู ซากสุนัขเน่า และคนตายมาร้อยเป็นพวงมาลัยทำให้พญามารมองเห็นเป็นพวงมาลัยดอกไม้ที่สวยงาม

พญามารนั้นเห็นพระอุปคุตถือพวงมาลัยจะมาคล้องคอให้ก็ดีใจคิดว่าสามารถล่อลวงพระอุปคุตให้ออกจากความเป็นพระภิกษุได้สำเร็จก็ยอมรับพวงมาลัยแต่โดยดีแต่พอรับพวงมาลัยเสร็จ พระอุปคุตก็กล่าวเป็น คาถาผูกมารว่า

“พวงมาลัยนี้ดุจดังที่ท่านเอาพวงมาลามาสวมให้อาตมาซึ่งไม่เหมาะสมกับสมณะเพศอย่างยิ่ง อาตมาจึงเอาร่างทั้งสามมาร้อยรัดไว้ซึ่งร่างทั้งสามก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผุ้ที่ยังปรารถนาในกามคุณเช่นกัน จงได้แสดงอิทธิฤทธิ์ของท่านออกมาเถิด วันนี้ท่านได้เผชิญหน้ากับศิษย์แห่งองค์พระศาสดาแล้ว แม้เทวดา อินทร์หรือพรหมเทพใดๆ ที่ทรงฤทธิ์ก็ไม่อาจช่วยท่านได้”

พญามารทำอย่างไรก็ไม่อาจเอาบ่วงคล้องคอที่เหม็นเน่านี้ออกจากร่างได้ ไม่ว่าจะไปขอร้องใครให้ช่วย ทั้ง พระอินทร์ พระพรหม ท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 ก็ไม่อาจช่วยได้พญามารจึงได้มาก้มกราบขอขมาต่อพระอุปคุตขอให้แก้เอาบ่วงเน่าที่คล้องคอนี้ออกไปให้

แต่พระอุปคุตไม่ได้แก้ออกให้โดยทันทีเพราะยังไม่เชื่อว่าพญามารจะสำนึกผิดจริงท่านต้องการให้พญามารได้เข้าถึงพระธรรมจึงบอกกับพญามารว่าทางเดียวที่จะช่วยพญามารได้คือ พญามารต้องนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเท่านั้นจึงจะสามารถช่วยได้

พญามารได้ฟังดังนั้นก็รับคำและพระอุปคุตมีข้อแม้อีกสองประการคือ ข้อแรกพญามารต้องไม่มาเบียดเบียนพระสงฆ์และผู้ที่นับถือในพระพุทธศาสนาอีก  ข้อที่สองเนื่องจากพระอุปคุตนั้นเกิดหลังพุทธกาลเป็นเวลานานแม้จะเห็นธรรมแล้วชัดเจนแต่ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าเลยสักครั้งจึงบอกให้พญามารช่วยเนรมิตพระรูปกายของพระพุทธองค์ให้เห็นสักครั้ง พญามารก็ตกปากรับคำแต่มีข้อแม้ว่า ห้ามมิให้พระอุปคุตแสดงความเคารพต่อตนเองในขณะที่เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นอันขาดเพราะจะทำให้ตนเองเสื่อมฤทธิ์ลง พระอุปคุตตกปากรับคำนั้นแล้วก็นั่งรอให้พญามารเดินเข้าไปในป่าเนรมิตรูปกายของพระพุทธองค์ รวมไปถึงพระสาวกของพระพุทธองค์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพระอานนท์ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ หรือแม้แต่พระมหากัสสปะ เดินเรียงออกมาจากป่าดุจดังสมัยพุทธกาลไม่มีผิด

พระอุปคุตนั้นพอได้เห็นรูปกายและพระจริยวัตรอันงดงามของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกจิตก็เกิดความปีติขึ้นระลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธองค์อันมากมายที่ได้บำเพ็ญเพียรพระองค์จึงได้มีรูปลักษณะที่งดงามมากเช่นนี้ ขนาดคนปุถุชนธรรมดาเห็นพระพุทธองค์ยังเกิดความยินดีแล้วระดับพระอริยะเจ้าอย่างพระอุปคุตจะขนาดไหน พระอุปคุตจึงได้ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพญามารค่อยๆ ก้มกราบลงแทบเท้าของพญามาร

พญามารตกใจมากจึงได้คืนสภาพเป็นร่างเดิมของตนแล้วก้มลงกราบแทบเท้าของพระอุปคุตแล้วก็จากไป วันต่อมาพญามารได้กลับมาประกาศต่อหน้าเหล่าประชาชนที่มาร่วมฟังธรรมของพระอุปคุตว่า

“ผู้ใดต้องการไปเสวยสุขในสวรรค์ และต้องการความหลุดพ้น ขอให้ไปฟังธรรมของท่านพระอุปคุตเถิด ผู้ใดต้องการ พ้นไปจากความยากจนและเข้าถึงความเจริญตลอดจนถึงโลกุตตรธรรมก็ขอให้ตั้งใจฟังธรรมด้วยความศรัทธาด้วย”

          เมื่อข่าวนี้ได้แพร่ไปทั่วพระนคร มถุราว่าท่านพระอุปคุตได้ปราบมารจนพญามารหันหน้าเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้วทุกคนก็ต่างพากันไปฟังธรรมจนคนหลายแสนคนได้เข้าถึงพระธรรมในลำดับที่ต่าง ๆกันไปและมีคนจำนวนมากถึง หนึ่งหมื่นแปดพันคนได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุจากพระอุปคุตหลังจากปฏิบัติธรรมได้ไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

            พระอุปคุตมหาเถระเจ้าจึงเป็นที่เคารพบูชาด้วยเดชแห่งบุญบารมีที่สร้างปาฏิหาริย์ปราบพญามารความเชื่อนี้จึงตกทอดมาสู่คนรุ่นหลังว่า ท่านเป็นยอดแห่งพระผู้คุ้มครองและบันดาลโภคทรัพย์ให้แก่ผู้ที่ได้เคารพบูชา

คำบูชาพระมหาอุปคุต

ตั้ง นะโม ๓ จบ

พระมหาอุปคุตโต พระมหาอุปคุตตัง จะมหาเถโร สัพเพชะนา พะหูชะนา อิถีชะนา มามังพุทธะจิตตัง จะมหาลาโภ พุทธะธัมโม จะมหาลาภัง พุทธะสังฆัง จะมหาสัจจัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม ฯ

อุปคุตตะ จะมหาเถโร สัพพะเสน่หาปุพชิโต โสระโห อุปะคุตะ ปัจจะยาธิมหิ อุตตะโม โหติ สัพพะทุกขะ สัพพะภะยะ สัพพะโรคะ พุทธา ธัมมา สังฆา อานุภาเวนะ วินาสสันติ ฯ

 

คาถาพระมหาอุปคุตผูกมาร

ตั้งนะโม ๓ จบ

มหาอุปคุตโต มหาอุปคุตตัง กายะพันทะนัง อะมะยิสะ พุทธังทะเถโร ธัมมังทะเถโร สังฆังทะเถโร ปะอัยยะสุตัง อุปัจสะอิ อิมังกายะพันทะนัง อะทิถามิ ฯ

 

คำบูชาขอลาภพระอุปคุต

มหาอุปคุตโต จะ มหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโมโจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มะนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม ฯ

เอหิจิตติ จิตตังพันธะนัง อุปะคุตะ จะมหาเถโร พุทธะสาวะกะ อานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุญณะตา จะเทวะตานัมปิ มะนุสสานันปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมังกายะ พันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ ฯ

 

เคล็ดวิธีการสวดขอลาภ

ให้จุดธูปเทียนบูชา พร้อมกับดอกไม้หอม เครื่องหอมน้ำหอมต่างๆ เทหยดใส่ในขันน้ำมนต์ ณ ที่บูชาพระในร้านค้าขาย หรืออาคารสำนักงาน แล้วอธิษฐานขอให้ กลิ่นควันธูปเทียน ลมพัดไปทางไหน ขอให้ดลใจผู้คนเข้ามาอุดหนุนตลอด ขอให้ดำเนินกิจการด้วยความราบรื่น มีความสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ

เมื่ออธิษฐานจุดธูปเทียนบูชาแล้ว ให้สวด นะโม 3 จบ และสวดคำบูชาขอลาภพระอุปคุต 1 จบ แล้วทำน้ำมนต์สวดด้วย คำบูชาขอลาภพระมหาอุปคุต อีก 1 จบ เสร็จแล้ว เอาน้ำมนต์ประพรมร้านค้า และสินค้าในร้านค้า หรือทำธุรกิจ ก็ให้เอาน้ำมนต์ประพรมภายในสำนักงานและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำธุรกิจนั้นทั้งหมดจะบังเกิดความเป็นสิริมงคลในการทำงานและการค้าขายให้เจริญก้าวหน้า

            นอกจากการบูชาพระอรหันต์ทั้ง 3 ผู้ทรงคุณในด้านลาภและอิทธิฤทธิ์แล้วยังมีเคล็ดวิธีการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้แก่

 

2. การบูชา “ชูชก” ตามแบบวิธีของหมอดูกระดองเต่า

ชูชก จัดว่าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่นับเป็นสุดยอดของเครื่องรางแห่งการขอ ขอทานเฒ่าที่ชื่อ         “ชูชก” นี้แม้จะเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพระเวสสันดรพระโพธิ์สัตว์ในทศชาติสุดท้ายก็ตาม แต่ในฐานะผู้ขอกับผู้ให้แล้วก็เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พระโพธิสัตว์เวสสันดรได้บำเพ็ญทานบารมีสูงสุดก่อนที่ภพชาติสุดท้ายพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวชูชกเองก็ได้มาบังเกิดเป็นพระเทวทัต

ชูชกผู้เป็นขอทานนั้น เป็นผู้ที่มีเงินทองมากมายและมีภรรยาสาวสวยมากคือนางอมิตตดา (ในภพชาติสุดท้ายสมัยพุทธกาลก็คือ นางจิญจมาณวิกา) ซึ่งเป็นลูกสาวของพราหมณ์ที่เป็นเพื่อนกันและเป็นสุดยอดของผู้ที่ขออะไรแล้วจะได้ตามที่ประสงค์ ชูชกอาจไม่ใช่ตัวอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจถ้ามองในแง่ดี ตาเฒ่าผู้นี้ก็มีส่วนดีที่ควรเอาเยี่ยงอย่างคือ ชูชกเป็นผู้มีความประหยัดอดออม รักและห่วงใยภรรยามากเป็นคนซื่อสัตย์และให้ความไว้วางใจเพื่อนเป็นอย่างดี

ชูชกนั้นเป็นวรรณะพราหมณ์ในอินเดียโบราณถือว่ามีวรรณะที่สูงกว่ากษัตริย์เสียด้วยเป็นขอทานผู้ขออะไรแล้วก็จะได้ตามที่ขอทุกอย่างแม้แต่ไปขอพระชาลีและพระกัณหา พระราชบุตรและพระราชธิดาของพระโพธิสัตว์เวสสันดรท่านก็ยังโปรดประทานให้

เคล็ดการบูชา ชูชก ตามแบบของหมอดูกระดองเต่า (อ.ฉัตรประเสริฐ  รวยโภคทรัพย์)

            ชูชกนั้นเป็นพราหมณ์แขกอินเดียที่มีความชอบ “เนย” เนยที่ว่าเป็นได้ทั้งเนยข้นหรือเนยใส (ชีส)รวมไปถึงผลไม้อย่าง กล้วย นมข้นหวาน (แบบที่เป็นส่วนประกอบของโรตีในปัจจุบัน)โดยการบูชาชูชกไม่จำเป็นต้องมีรูปปั้นเสมือนจริงขนาดใหญ่ ขอให้บูชาเป็นองค์เล็กๆ พกติดตัวเอาไว้ก็พอ

วางฟักทอง ฟักเงินไว้ทางทิศตะวันตกของบ้าน รวยไม่มีจน

            ท่านใดที่อยากมีเงินทองมากมาย มีใช้กินมีเก็บเหลือเฟือ ให้หาฟักทอง และฟักเงิน (ฟักที่ใช้แกงจืด) ลุกใหญ่ที่สุดเท่าที่หาได้ และให้ไปวางที่มุมบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ วางฟักทองและเอาฟักเงินวางซ้อนข้างบน ให้อธิษฐานเอาขอให้มีเงินทองไหลมาเทมา รับรองว่ายิ่งทำบุญมาก ทำกรรมดีมาก ยิ่งเสริมเคล็ด บอกได้คำเดียวว่า รวยโคตร

Read Full Post »

คนบางคนนั้น เวลาที่อยู่ในช่วงที่วิบากกรรมไม่ดีนั้นส่งผล ก็จะรู้สึกว่าตนเองนั้นพบกับความเดือดร้อนหรือต้องเจอกับเคราะห์กรรมใดๆ ที่หนักและรุนแรงน้อยบ้างหนักบ้าง แตกต่างกันตามที่การกระทำที่ทำมา แต่มีหลายครั้งที่ ดูเหมือนจะไม่รอดแน่ แต่ทำไมถึงรอด และผ่านเคราะห์กรรมนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด หลายท่านเคยสงสัยในเรื่องนี้หรือไม่

บางคนก็อาจจะรู้หรือนึกเอาว่า ต้องเป็นเพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาประจำตัวคอยช่วยเหลือ หรือแม้แต่เวลาที่จะมีความสุขใดๆ ก็มักจะคิดว่าเป็นเพราะเทวดาประจำตัวของท่านนั้นบันดาลมาให้

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะทุกคนนั้นมีเทวดาประจำตัวแน่นอน

แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราต้องรู้ก่อนว่า เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นหรือเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนั้น เหตุมาจากกรรมที่เราทำไม่ได้มาจากอำนาจของเทวดาแต่ประการใด ถึงแม้ท่านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีอำนาจก็จริง แต่ท่านไม่มีหน้าที่จะมาเบี่ยงเบนกรรมของผู้ใดทั้งสิ้น

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม

ไม่ว่าเทวดาหรือใครทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าของเรายังต้องยอมรับกรรมทั้งดีและไม่ดี จนพระพุทธองค์หลุดพ้นจากการเวียน ว่าย ตาย เกิดไปแล้ว กรรมทั้งหมดจึงยุติเพราะไม่รู้ว่าจะไปส่งผลให้กับใคร

เทวดาท่านทำเพียง จะช่วยในการดลใจให้ทำดีหรือไม่ให้ทำความชั่ว หรือคอยอวยพรให้เราพบกับสิ่งที่ดีดีในชีวิต ปกป้องดูแลไม่ให้ดวงวิญญาณอื่นมาทำร้ายเราโดยไม่มีเหตุผล

สำหรับเทวดาที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเทวดาประจำตัวนั้นจริงๆ แล้ว ท่านไม่ได้อยู่คอยติดตามตัวเราหรือสิงอยู่ในตัวเราอย่างที่หลายคนๆ เข้าใจ

เพราะการเกิดเป็นเทวดาตามที่ได้กล่าวมานั้น จะต้องบำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีมากมายกว่าจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างนั้น แล้วลองนึกภาพตามดูว่าถ้าจะให้เทวดาเหล่านั้นท่านต้องมาคอยตามดูแลเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกปักรักษาคนที่เป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ 

เพราะตัวท่านเองก็ต้องเร่งสร้างบุญบารมีและมีกิจหน้าที่เหมือนกันเพื่อที่จะเลื่อนขั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า อย่างที่บอกแล้วว่าเทวดาท่านก็ต้องมีหน้าที่คือ เทวดาบางองค์ท่านต้องมีหน้าที่ไปเฝ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปเฝ้าวัด เฝ้าพระพุทธรูป ศาลหลักเมือง ไปคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมและมีคุณงามความดีที่ต้องปกป้องรักษา หรือถ้าไม่มีหน้าที่ ท่านก็ต้องบำเพ็ญบุญบารมีไปหรืออาจะไปเที่ยวสวรรค์เล่นก็เป็นเรื่องของท่าน

และที่สำคัญภพภูมิของท่านหรือสวรรค์ของท่านนั้นอยู่สูงกว่ามนุษย์ ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวต้องกันว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นเหม็นมาก เพราะกินสัตว์ทุกประเภทและทำผิดศีลมากมาย เทวดาที่มีบุญบริสุทธิ์นั้นไม่อยากเข้าใกล้ และอยู่กับคนที่เหม็นไม่ได้แน่นอน ต้องอยู่ให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเทวดามาสิงในร่างกายคน

แต่หลายคนเชื่อว่า ยังไม่แน่ใจว่าเทวดาประจำตัวนั้นมีจริงหรือเปล่า ขออย่าพึงปฏิเสธหรือยอมรับให้ยึดหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง อย่าเพิ่งเชื่อในเรื่องใดๆ ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง ถ้าเราพูดกันถึงเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ คนที่จะตอบเราได้ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเองครับ ว่าเรามีความรู้สึกหรือเคยได้สัมผัสสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่หาที่มาไม่เจอ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้

อย่าลืมนะครับว่า วิทยาศาสตร์นั้นเป็นแค่ศาสตร์ชนิดหนึ่งที่มีหลายศาสตร์มากมายทั่วโลก ที่พยายามจะตอบปัญหาของธรรมชาติให้คนได้รู้ได้เข้าใจ ถึงที่ไปที่มา แต่มีเรื่องราวมากมายที่วิทยาศาสตร์นั้นยังตอบไม่ได้ หรือหาเหตุผลไม่ได้

แต่ทว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีอยู่จริง

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการทำสมาธิและพลังจิตนั้น ที่ศาสนาพุทธได้ค้นพบและประกาศออกไปเพื่อความสุขจริงของมวลสรรพสัตว์ทั้งหลายกว่า 2,500 ปี ถึงประโยชน์สุขมหาศาลที่คนที่ปฏิบัติแล้วจะได้รับทั้งทำให้มีจิตใจกล้าแกร่ง เกิดปัญญาแก้ทุกปัญหาได้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง รักษาและฟื้นฟูร่างกายที่เจ็บป่วยได้แบบที่พระอริยสงฆ์ท่านใช้รักษาตัวกันบ่อย เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง

เรื่องแบบนี้วิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบเมื่อร้อยกว่าปีนี้ที่ค้นพบว่าการทำสมาธิในขั้นที่ลึกแล้ว จะทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ช้าลงและดีขึ้น อีกทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ หัวใจก็แข็งแรง เป็นต้น

และเรื่องการเกิดของสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าค้นพบมานานเป็นพันๆ ปี มีบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกเรื่องการเกิดของเหล่าสรรพสัตว์ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาค้นพบการเกิดของสัตว์ตัวเล็กๆ บางชนิด เชื้อโรคต่างๆ เมื่อไม่กี่ปีนี่เอง เรื่องนี้จึงพอจะยืนยันได้อีกเรื่องว่า ในบางเรื่องที่เหนือความเข้าใจ วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึงแน่นอน

และการมีอยู่ของเทวดาที่อยู่คนละภพภูมิหรือคนละชั้น แล้วการลงมาช่วยเหลือมนุษย์นี่ก็มีความเป็นไปได้ การช่วยเหลือกันข้ามภพข้ามชาตินั้น ที่สัตว์อีกชั้นหนึ่งไปช่วยสัตว์อีกชั้นหนึ่ง (เทวดา ดวงวิญญาณที่เราเรียกว่าผี มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ต่างล้วนเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างที่คำเรียกตามภพภูมิเท่านั้น)

ก็เหมือนกับการที่เราเป็นมนุษย์อยู่แล้วไปช่วยสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น คนไปเก็บแมวหมาจรจัดมาเลี้ยง การไปช่วยช้างเคราะห์ร้ายที่ตกบ่อให้ขึ้นมาจากหลุมหรือท่อระบายน้ำ หรือการช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลายๆ ประเภทอย่างนี้เป็นต้น

คือแม้จะอยู่ภพชาติเดียวกันแต่เป็นการช่วยเหลือต่างภูมิกัน คือเราเป็นมนุษย์มีภูมิสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไปช่วยมัน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่มาคอยช่วยเหลือ

เหล่าเทวดาก็เช่นเดียวกันครับ ท่านอยู่ในภพภูมิที่ทั้งแตกต่างและอยู่สูงกว่าอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมนุษย์ได้  เทวดาท่านก็มีสังคมของท่านเหมือนกันในบางชั้นสวรรค์ มีทั้งเพื่อน มีสามีภรรยา มีเจ้านาย มีบริวารที่มีความรักผูกพันกัน

เหล่าญาติหรือคนรู้จักของท่านอาจจะจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ รวมถึงความห่วงใยในญาติที่ครั้งหนึ่งที่ท่านเคยเกิดมาเป็นคนก่อนที่จะมาเป็นเทวดา

เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความห่วงหาอาทรเหมือนกับคนเรา อาจคอยดูแลสอดส่องทุกข์สุขโดยการรับรู้ด้วยความเป็นทิพย์เพราะท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์หรือความรู้สึกอันเป็นทิพย์ เทวดาท่านก็จะรู้ขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า เกิดเรื่องร้ายแรงหรือมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับญาติมิตรที่รักของท่าน

เทวดาท่านมีแต่กายทิพย์ไม่มีกายเนื้ออย่างคนเรา การให้ความช่วยเหลือของท่านส่วนใหญ่จะเป็นการ “ดลจิตดลใจ” หรือโน้มน้าวให้ญาติมิตรเหล่านั้นให้เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศล ที่กำลังจะตกไปอยู่ในอบายภูมิให้กลับกลายเป็นจิตกุศลและมีความสุขขึ้นได้ เช่น หากญาติมิตรที่กำลังโกรธจัดเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็แผ่เมตตาส่งบุญกุศลลงมาดลจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง

เคยหรือเปล่าครับที่เวลาที่กำลังโกรธใครหรือกำลังร้อนใจอะไรอยู่กับสิ่งนั้นมากๆ จู่ๆ ก็รู้สึกเยือกเย็นลง ได้อย่างน่าประหลาดเช่นเมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อย่างเช่นในวัดวาอารามใหญ่ๆ พอเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสว่างไสว

ทำให้จิตที่กำลังขุ่นข้องหมองใจนั้นก็กลับสงบเยือกเย็นลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพราะเทวดาที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นได้แผ่เมตตาลงมาให้ทำให้รู้สึกสงบเย็นลง และค้นพบวิธีการแก้ปัญหาหรือพบกับคนที่จะช่วยเหลือให้รอดพ้นไปได้จากปัญหาเหล่านั้น

เรื่องเหล่านี้เป็นการดลใจของเทวดาแน่นอน ทั้งดลใจเราและดลใจคนที่จะช่วยเราได้ ให้มีความเมตตา มีความพร้อมในเรื่องที่จะช่วยมาเจอกัน เรื่องนี้ขอให้ไปดูเรื่องของเชื่อมบุญที่อยู่ในบทต่อไป จะเข้าใจทันทีว่าทำไมต้องเชื่อมบุญกับเทวดา

(หากต้องการทราบเรื่องรายละเอียดและความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องเชื่อมบุญ ขอแนะนำว่าลองไปหาหนังสือ “ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ” ทั้งเล่มที่ 1 และ 2 ของ ธ.ธรรมรักษ์ ตามร้านหนังสือชั้นนำ มาอ่านท่านจะเข้าใจทั้งหมด)

การดลใจของเหล่าเทวดาก็ยังมีหลายระดับขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของเทวดาเอง และก็กิเลสที่อยู่ในตัวคนๆนั้นด้วยหากเป็นคนมีกิเลสหนาโทสะมากๆ ถูกความมืดในจิตครอบงำเสียเต็มแน่นทำให้เห็นผิดได้อย่างรุนแรงอย่างนี้เทวดาก็ไม่อาจดลใจช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกันดุจดังความดีหรือแสงสว่างจะไม่สามารถแทรกลงไปกรรมชั่วหรือความมืดมิดได้

ขอยกตัวอย่างในเรื่องของเทวดาท่านดลใจ ที่เกี่ยวข้องกับอริยบุคคลในสมัยพุทธกาลอีกสักหนึ่งเรื่องครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งความจริงแล้วท่านมีนามเดิมว่า “สุทัตตะ” แต่เพราะความใจบุญชอบทำทานแก่คนยากคนจนมากจึงได้ชื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐี นี้มาซึ่งแปลว่า “เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวให้คนยากไร้” ท่านมีกองคาราวานสินค้าเดินทางไปทั่วชมพูทวีป  ค้าขายอย่างตรงไปตรงมาสร้างบุญกุศลมาโดยตลอด

วันหนึ่งท่านก็ได้ไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์และได้พบกับน้องเขยของท่านนามว่า ราชคฤห์เศรษฐี (ในบางคัมภีร์ ผู้รู้กล่าวว่าท่านเป็นเพื่อนกัน) ทุกครั้งที่ท่านเดินทางไปก็จะต้องไปพักกับคนผู้นี้เสมอ ภายหลังได้ทราบว่า น้องเขยผู้นี้จะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานมาฉันภัตตาหารที่บ้าน

ก็เกิดความดีใจมาก อยากจะนมัสการพระพุทธเจ้าในทันที แต่เพราะพระพุทธองค์ยังทรงประทับอยู่ในป่าสีตะวันยังไม่สะดวกจะให้ใครเข้าพบ น้องเขยจึงได้บอกให้ไปพักผ่อนรอก่อนในวันถัดไป

ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้พบพระพุทธองค์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงกับหลับแล้วตื่นถึง 3  ครั้งในคืนนั้นพอครั้งสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมา จู่ๆ ท่านก็เดินออกไปนอกเมืองไปยังป่าสีตวัน ทั้งๆ ที่ยังเป็นเวลามืดและประตูเมืองก็ยังไม่เปิดเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเหล่าโอปปาติกะ (เทวดาพวกหนึ่ง) ช่วยกันเปิดประตูเมืองให้ท่านเศรษฐีเดินออกไปข้างนอกเมืองได้และทำให้เห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลารุ่งสางแล้วแต่พอพ้นประตูเมือง ท้องฟ้าก็กลายเป็นเวลามืดอย่างเดิมอีก

ท่านเศรษฐีตกใจกลัวคิดจะกลับเข้าเมืองตามเดิม แต่ก่อนที่จะกลับก็มีเสียงของ “สิวกยักษ์” (เทวดาพวกหนึ่ง) มากล่าวเตือนให้ท่านเศรษฐีให้ก้าวเดินไปยังข้างหน้าอย่าได้ถอยกลับ เพราะการก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวนั้นเป็นก้าวย่างที่จะเดินทางไปสู่หนทางที่ประเสริฐ พอสิ้นเสียงนั้นความมืดก็หายไป ท่านเศรษฐีก็เดินเข้าไปในป่าต่อไปได้

พอเดินไปได้สักหน่อยความมืดตามปกติก็เข้าปกคลุมอีก เสียงของสิวกยักษ์ก็ดังก้องขึ้นมาให้ก้าวต่อไปเรื่อยๆ ความมืดก็หายไปอีกสลับกันไปอยู่อย่างนี้ ด้วยเหตุที่เกิดความมืดและความสว่างสลับกันหลายครั้งทำให้ท่านเศรษฐีเกิดความท้อใจ แต่สิวกยักษ์ ก็กล่าวให้กำลังใจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางมาจนถึงป่าสีตวันได้เป็นผลสำเร็จ

ในขณะนั้นเป็นเวลาที่จวนจะรุ่งสางแล้ว พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ทรงประทับนั่งเหนือก้อนหินแล้วกล่าวเชิญให้ท่านเศรษฐีมาเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เองโดย พระพุทธองค์กล่าวชื่อ “สุทัตตะ” ได้อย่างถูกต้องทั้งๆ ที่เป็นการพบกันครั้งแรกสร้างความยินดีและเลื่อมใสในตัวพระพุทธองค์แก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นอย่างมาก

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมพื้นฐานเป็นการเบื้องต้นให้ เมื่อเล็งเห็นแล้วว่า สุทัตตะมีความเลื่อมใสในธรรมจริงจึงแสดงอริยสัจ 4 โปรดแด่สุทัตตะ เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว สุทัตตะก็เกิดความซาบซึ้งในพระธรรมก้าวพ้นซึ่งความสงสัยในคำสอนของพระองค์ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลมีดวงตาเห็นธรรม บรรลุกลายเป็นพระโสดาบันทันที

หลังจากนั้นท่านเศรษฐีก็ประกาศปวารณาตนเองเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา แล้วจึงกราบอาราธนาพระพุทธองค์ไปฉันภัตตาหารพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับโดยดุษณีภาพ (หมายความว่า แสดงอาการนิ่งเป็นการยอมรับ) นี่คือเหตุการณ์การพบกันครั้งแรกระหว่างพระพุทธองค์กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ตัวอย่างเรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่า เทวดาประเภทยักษ์อย่าง สิวกยักษ์ได้ทำการดลจิตดลใจของเศรษฐีให้ท่านได้มาพบกับพระพุทธองค์จนได้แสดงธรรมแก่ท่านจนได้บรรลุธรรมในชั้นต้นของพระพุทธศาสนาเป็นการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ซึ่งผลบุญนี้ก็จะตกไปถึงสิวยักษ์ตนนั้นด้วย

แปลความง่ายๆ ว่า การทำบุญของเทวดาท่านก็จะทำบุญด้วยวิธีนี้ใช้การดลจิตใจให้กับผู้ที่มีบุญวาสนาที่มีบุญเชื่อมโยงถึงกันจึงเป็นเหตุให้มาสร้างบุญใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่จิตใจไม่ดีคิดแต่เรื่องอกุศล ต่อให้เทวดามีฤทธิ์แค่ไหนก็ไม่อาจช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องเทวดาประจำตัวแล้วยังมีเรื่อง “เทวดาเจ้าที่” อีกต่างหากด้วยครับ เทวดาเหล่านี้ท่านมีหน้าที่ดูแลสถานที่เหล่านั้นให้ร่มเย็นเป็นสุข ยกตัวอย่างเช่นคนที่เคยไปนอนตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมอาจเคยเจอเหตุการณ์ประเภทที่ทำให้รู้สึกว่า ถูกกระตุกขาหรือได้ยินเสียงอะไรที่แปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาเตือนสติหรือดลจิตใจให้ไปทำอะไรสักอย่าง

หรือแม้กระทั่งมาสะกิดเตือนก็มีให้เห็นมามากรายแล้ว รูปแบบของการสื่อสารระหว่างคนกับเทวดาจึงมีทั้งการดลจิตใจ การปกป้อง ไปจนถึงการสะกิดเตือนตรงๆ

เรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาประจำตัวนี้ ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเคยมีความเชื่ออย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรกระทำก็คือ หมั่นทำความดีสร้างบุญบารมีเท่าที่ทำได้ทั้งทาน ศีล ภาวนา อย่าไปสงสัยในเรื่องของบุญและกรรมจนทำให้จิตใจตกต่ำ และหมั่นฝึก “สติ” ของเราเองให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างฤทธิ์ทางใจให้แข็งแกร่ง มีหิริโอตัปปะประทับอยู่ในจิตใจ เป็นการต้านทานบาปและหันมาต้อนรับการทำบุญทั้งปวงจะเป็นการดีที่สุด

การผูกพันระหว่างมนุษย์และเทวดานั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง และทุกคนมีเทวดาประจำตัวที่เคยเป็นบรรพบุรุษ พ่อแม่พี่น้อง ยาติมิตร สหายที่คอยห่วงใยและพร้อมจะช่วยเหลือเมื่อยามมีภัย คอยดลใจให้สร้างกรรมดียิ่งขึ้นไป เพราะท่านเหล่านั้นทราบดีว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

ยิ่งในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยอธิษฐานจิตให้ผูกพันกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ต้องมีการติดตามไปเฝ้าดูอยู่ตลอดเหมือนเชือกที่โยงติดกัน แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหมดบุญในการอธิษฐานหรือทำการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ตกต่ำลงสายใยที่เคยผูกโยงไว้ด้วยบุญก็จะขาดออกจากกัน

ทางที่ดีที่สุดเพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่าวิบากกรรมไม่ดีจะมาส่งผลเมื่อใด ขอโปรดหันมาทำความดีละเว้นความชั่ว เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันตัวจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ และลด ละ เลิก หลีกหนีเว้นในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายจะดีกว่า

เพราะการเอาแต่นั่งรอให้เทวดาประจำตัวมาช่วยเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ไม่สมควรและประมาทในเรื่องของกรรมมาก เทวดาประจำตัวท่านไม่อาจจะช่วยได้เลย หากตัวเราไม่มีบุญเป็นฐานหรือกำลังสนับสนุนที่เพียงพอ

ยิ่งเราเป็นผู้มีบุญมาก เทวดาท่านก็ยิ่งจะสื่อสาร ดลใจช่วยเหลือเราได้มากขึ้น เพราะเข้าออกในจิตใจเราได้สะดวกไม่มีกรรมชั่วมาขวางกั้นเอาไว้ 

เคล็ดวิธีการบูชาเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นก่อนที่จะบูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามขอให้พึงระลึกเรื่องหนึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนครับ เรื่องสำคัญที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “กรรม” พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้และมีบันทึกในพระไตรปิฎกที่ปรากฏอยู่ในจูฬกรรมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกมีใจความว่า

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนกำเนิด มีกรรมเป็นเครื่องติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์เลวและประณีตแตกต่างกัน”

การที่บอกว่าเทวดาท่านช่วยให้รวย ช่วยให้สุข ช่วยให้พ้นภัยนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ท่านจะช่วยในเวลาที่คนนั้นมีบุญและกรรมดีกำลังจะส่งผลเท่านั้น เป็นการช่วยให้คนๆ นั้นเร่งสร้างกรรมดีอย่างถูกต้องที่จะส่งผลให้บุญใหม่นั้นรวมกับบุญเก่าทันเวลา ไม่ใช่ท่านเนรมิตหรือทำอะไรก็ตามให้เองโดยที่คนๆ นั้นไม่ต้องทำอะไร แบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น

การที่พิธีสำคัญต่างๆ รวมถึงการที่ทุกครั้งก่อนสวดมนต์มีการอัญเชิญเทวดามาร่วมพิธีนั้น ที่มีบทคาคาชุมนุมเทวดานั้น  เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการวมผู้มีบุญบารมีมาสร้างบุญกุศลร่วมกัน จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เป็นการวมพลังงานฝ่ายดี เหมือนกับรวมน้ำจากที่ต่างๆ การเป็นมหาสมุทรจะพัดพาไปที่ใดก็ร่มเย็นแล้วก็เกิดผลดี

ขั้นตอนการบูชาให้ได้ผลอย่างแท้จริง

1.ทำตนเองให้เป็นคนดี

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า การเกิดเป็นเทวดาต้องมาจากบำเพ็ญบารมีอย่างมาก เทวดาจึงมีคุณงามความดีมากกว่ามนุษย์หลายเท่า การจะหวังให้เทวดามาดูแลมนุษย์คนใดคนหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่มนุษย์เรายังรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องหรือสัมผัสถึงเทวดาได้อยู่อาจเป็นเพราะมีความสัมพันธ์กันมาในอดีต

การที่เทวดาจะมาช่วยเหลือหรือคอยติดตามนั้นเทวดาจะคอยตามโมทนาคุณงามความดีของคนที่ได้สร้างบุญกุศลให้และดลจิตดลใจให้กระทำความดี ที่จะน้อมนำไปสู่ความสำเร็จหรือภาษาชาวบ้านก็คือ เรียกว่า “มอบโชคลาภ” ให้นั่นเอง

แปลว่าการที่เราจะได้รับแรงสนับสนุนหรือส่งเสริมใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ คนที่จะไปขอความช่วยเหลือก็ต้องมีคุณงามความดีมากพอด้วยไม่อย่างนั้นเทวดาท่านก็ช่วยไม่ได้

การที่จะขอให้ท่านช่วยเหลืออะไรนั้น มีเคล็ดสำคัญมากก็คือ เราผู้ซึ่งเป็นผู้ที่ขอต้องทำการ “เชื่อมบุญกุศลคุณงามความดีส่งไปให้ท่านเสียก่อน” เพื่อแสดงความเคารพยอมรับและให้กระแสบุญนั้นผูกพันกัน เมื่อจะมีเหตุการณ์ใดท่านจะได้ช่วยเหลือหรือดลใจได้

การเชื่อมบุญคืออะไร ทำไมต้องเชื่อม ?

การเชื่อมบุญหากจะแปลความให้พอเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การที่เอาบุญนั้นเป็นตัวเชื่อมให้ของสองสิ่งหรือมากกว่านั้นเข้าหากัน  เหมือนดังคนที่เคยมีบุญร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งในอดีต ตอนแรกๆ คนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันเดินสวนกัน เจอหน้ากันอย่างดีก็ได้แค่ยิ้มแล้วก็เดินผ่านเลยไป

เชื่อว่าต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้รู้จักกันถึงจะมาพูดคุยกันได้ อย่างน้อยก็คำทักทายว่า สวัสดี หรือการช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ สักอย่างทำให้ ต่างคนต่างจำกันได้ พอเวลาพบกันครั้งต่อไปก็กลายเป็นคนรู้จักหลังจากนั้น พอทำความสนิทสนมกันมากเข้าก็กลายเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ต่อกัน พัฒนาจนไปเป็นเพื่อนสนิท หรือไม่ก็กลายเป็นแฟนเป็นคู่ชีวิตกัน

เรื่องของเทวดานี่ก็เหมือนกันครับ ตอนนี้เราอาจหาอ่านข้อมูลต่างๆ จากหนังสือหลายๆ เล่ม ว่าท่านมีลักษณะอย่างไรอยู่สวรรค์ชั้นไหนรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักท่านจริงๆ ท่านก็มองเห็นเราเหมือนกัน แต่ท่านก็ยังไม่รู้จักเรา คนไม่รู้จักกันจะให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก

เทวดากับเรา อาจจะยังคงเป็นคนแปลกหน้าหรือญาติห่างๆ ที่ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดยังไม่ถึงขั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือหรือเต็มใจช่วยในเรื่องสำคัญบางอย่างได้

เพราะฉะนั้น “การเชื่อมบุญ” นี่แหละที่จะเป็นตัวที่สามารถทำให้ เราสามารถรู้จักกับเทวดาได้และท่านก็จะรู้จักเรา กระชับสายใยแห่งความผูกพันและสายในแห่งบุญทั้งบุญเก่าและบุญใหม่เข้าหากัน เพื่อให้บุญนั้นมีกำลังพอที่จะส่งผล ช่วยให้พบกรรมดีได้เร็วขึ้นและช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้

ในเมื่อเรายังเป็นมนุษย์ยังอยู่ในโลกมนุษย์ ต่างภพภูมิกับท่าน ด้วยพลังบุญเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ติดต่อสื่อสารและมีบุญที่ร่วมกันกับเทวดา ยิ่งเราเป็นผู้ชอบทำบุญกุศลแล้ว  เทวดจะพึงพอใจมากถ้าลองพิจารณาคำสอนของท่านกุมารกัสสปะเถระที่ท่านสั่งสอนพระเจ้าปายาสิธิราชว่า

“เทวดานั้นไม่ชอบมาอยู่ใกล้มนุษย์ เพราะว่ากลิ่นสาบกิเลสที่มีในมนุษย์มีมากเกินไป ท่านจึงไม่อยากมาเข้าใกล้เหมือนคนที่ตกบ่อโคลนมาใหม่ๆ มาเจอกับคนที่เพิ่งอาบน้ำปะแป้ง หอมๆ มาใหม่ๆ แล้วต้องมาเจอกัน”

อีกเรื่องนี้ที่สำคัญมากคือ หากเราอยากจะรู้จักและเข้าใกล้เทวดาได้ และทำให้ท่านเข้าใกล้เราได้ก็ต้องทำตัวให้เป็นผู้มีบุญมากเหมือนกับเทวดาที่ต้องมีบุญมากไปด้วย แม้ว่าจะยังเป็นไม่ได้ในทันทีแต่อย่างน้อยก็ต้องพยายามทำให้ใกล้เคียงความเป็นเทวดาให้มากที่สุด พอเราเป็นคนดีมีคุณธรรมที่ใกล้เคียงหรือเสมอพอกับท่าน ก็จะทำให้รู้จักกันได้ง่ายขึ้น

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ท่านได้กรุณามอบธรรมะข้อหนึ่งที่จะเป็นแนวทางที่ทำให้คนเราใกล้เคียงกับความเป็นเทวดา เรียกว่า “เทวตานุสสติ”

คำว่า “เทวตานุสติ” หมายความว่า การระลึกถึงธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา คนเราทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี อยากเป็นเทวดา หรือแม้กระทั่งเป็นไปถึงชั้นอินทร์ชั้นพรหมมีความบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ทั้งหลายไปเพื่อให้ได้เสวยแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อเราได้เกิดมาได้เพียงเป็นเพียงมนุษย์ ก็ต้องทำความเข้าใจและพยายามที่จะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มนุษย์โดยสมบูรณ์คือ มีทั้งอวัยวะครบบริบูรณ์ทุกประการไม่เป็นบ้าใบ้ หูหนวก ตาบอด หรือเสียจริตผิดความเป็นมนุษย์ไป

ขอให้ตั้งหลักฐานมนุษย์ที่ได้แล้วนี่ให้มั่งคงไว้ก่อนแล้วจึงค่อยนำธรรมะที่เป็นเครื่องตกแต่งให้กลายเป็นหรือใกล้เคียงกับความเป็นเทวดาต่อไป

คำพระท่านในภาษาบาลีจึงเรียกว่า “มนุสโส” เมื่อเกิดขึ้นมาเป็น มนุสโส แล้วจึงค่อยพัฒนาเป็น    “มนุสสะเทโว” ต่อไป ถ้าไม่เป็น “มนุสโส” เสียก่อนแล้ว ก็เป็น “มนุสฺสะเทโว” ไม่ได้

เปรียบง่ายๆ เหมือนกับคนที่มีอาชีพต่างๆ ถ้าทำการค้าขายก็เรียกพ่อค้าแม่ค้า ถ้าทำไร่ทำนา ก็เรียกว่าชาวไร่ ชาวนา ถ้าทำราชการก็เรียกว่าข้าราชการ ฉะนั้น การที่เป็นเทวดาได้ ก็เพราะมีธรรมอันทำให้เป็นเทวดาธรรม นั้น คือ “หิริ” ความละอายแก่ใจในการทำชั่ว และ “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาปนั่นเอง

ธรรมะ 2 ข้อนี้ มีความสำคัญ ผู้ที่มีความละอายต่อบาปและกลัวมัน จะงดเว้นการทำชั่วทุกประการ เพราะระลึกได้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ก็ตาม แม้แต่เพียงคิดเฉยๆ ว่าจะทำความชั่วอะไรสักอย่างเพียงเล็กน้อย สมมติว่าคิดจะขโมยของเขาก็ให้คิดละอายขึ้นมาในใจแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ว่าตัวเรารู้ตัวเองอยู่ จึงละอายต่อบาปจึงไม่กล้าทำมัน เท่านี้คุณก็มีคุณสมบัติเป็น “มนุสสะเทโว” หรือเป็นเทวดาในร่างมนุษย์แล้ว

แต่ว่ามีหิริ โอตตัปปะ ที่เป็นธรรมที่ทำให้เหมือนเทวดาแล้วยังไม่พอครับ ขนาดเราเป็นมนุษย์เหมือนกันเห็นหน้ากันทุกวันบางทียังไม่เคยทักทายหรือมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเลย การที่เราจะทำความรู้จักสนิทสนมกันเพื่อให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางต่างภพนี้ต้องมี “บุญ” เสริมเข้าไปด้วย

หลักการสำคัญที่จะทำให้การเชื่อมบุญกับเทวดานั้นสำเร็จ ตามที่เราปรารถนานั้น คือ ตัวเราเองต้องมีบุญเสียก่อน ถึงจะเชื่อมบุญได้ การที่จะมีบุญได้มีอยู่วิธีทางเดียว คือการที่เราต้องสร้างบุญขึ้นมา

การสร้างบุญใหญ่ๆ ในทางพระพุทธศาสนามีหลักสำคัญก็คือการบำเพ็ญบุญ 3 อย่างที่กล่าวไปแล้ว คือ ให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา

จากวิธีการสร้างบุญดังกล่าวทั้ง 3 วิถีทางตามแนวทางหลักของพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้บุญที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันไป ลองทบทวนดูครับว่าตอนนี้เราได้ประกอบคุณงามความดีพร้อมที่จะเป็นผู้มีความดี มีบุญในตัวแล้วหรือยัง

หลังจากที่ได้ทำบุญคือเป็นทั้งผู้ที่เกือบมีความดีเสมอท่านแล้ว รู้จักหน้าค่าตากันแล้วอย่างสุดท้ายที่ต้องทำก็คือเอาส่งไปให้ท่านเทวดาทั้งหลายครับ เหมือนกับเวลาที่เรารู้จักคนหนึ่งคนที่คิดว่าเขาจะให้ความช่วยเหลือเราได้ เขาต้องมีอะไรดีๆ มากกว่า, รู้จักหน้าค่าตารู้หัวนอนปลายเท้าแล้วว่าเราเป็นใคร สุดท้ายก็ต้อง หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้เขาก่อนเขาถึงจะช่วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้ที่ให้จึงจะเป็นผู้ที่ได้รับ”

การเชื่อมบุญหัวใจสำคัญก็ตรงนี้แหละครับยื่นส่งบุญให้เทวดาอย่างไร ก็คือการ “อุทิศ”ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ท่าน การอุทิศบุญกุศลนี้จะว่าไปก็เป็นหนึ่งบุญและคุณงามความดีอีกอย่างหนึ่งตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการข้อที่ว่าด้วย “ปัตติทานมัย” เป็นการบอกให้ทราบและรับเอาบุญนั้นไปใช้ได้ทันที

คุณผู้อ่านเคยได้ยินพระท่านบอกใช่หรือเปล่าครับว่าทำบุญเสร็จแล้วให้รีบอุทิศบุญให้คนอื่นไปด้วยทั้งคนทำทั้งคนรับได้เหมือนกันหมด เหมือนจุดเทียนไว้เล่มหนึ่งแล้วต่อเทียนกันไปคนให้บุญก็ไม่หมดและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นใช้ประโยชน์ได้ด้วย

ผู้ที่เราควรจะส่งบุญไปให้ได้ก็ได้แก่ พ่อแม่,ญาติพี่น้อง, ครูบาอาจารย์, เหล่าเทพเทวดาและเทวดาประจำตัว เหล่าเปรตและภูตผีปิศาจ เจ้ากรรมนายเวร และสุดท้ายคือสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวถึงได้หมดให้ได้รับบุญไปด้วย

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข   

ประโยคนี้แหละครับเป็นจุดสำคัญและจุดสิ้นสุดของการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไป ทีนี้ทั้งฐานะ ทั้งรูปร่างหน้าตาหัวนอนปลายเท้า และคุณงามความดีที่มอบส่งให้แก่กันเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเหล่าเทวดาได้รู้จักเราแล้ว เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอะไรก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน

เสริมตรงนี้ทิ้งท้ายไว้อีกหน่อยครับ เรื่องการส่งบุญให้เทวดาท่านนั้นหากคุณไม่แน่ใจว่าจิตของตนเองจะมีกำลังไม่กล้าแข็งพอ ก็มีอุปกรณ์เสริมในการส่งบุญไปให้ ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรเลยนั่นคือ “น้ำ” ครับ

การหลั่งน้ำหรือกรวดน้ำมีความหมายว่า ผลบุญที่เราส่งไปให้ท่านเทวดานี้จะได้ไหลติดต่อกันแบบไม่ขาดสายผู้รับก็จะรับบุญได้อย่างไม่ขาดระยะเป็นไปได้ด้วยความราบรื่นเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรที่ไม่มีวันขาดสายครับ ทีนี้ผลบุญก็จะส่งไปถึงเหล่าเทวดาได้เต็มๆ ไม่มีการขาดห้วง

การกรวดน้ำที่ต้องใช้น้ำกรวด เพราะถือกันตามประเพณีนิยมที่ได้ปฏิบัติสืบๆ กันมาเวลา ที่เราทำบุญสร้างบุญแล้ว พระภิกษุท่านก็จะโมทนาบุญว่า

ยะถา วาริวหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็ม, ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ  ทานที่ท่านได้อุทิศให้แล้วแก่โลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ ขออิฐผลที่ท่านได้ปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอให้ความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณี โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

พิจารณาจากคำที่พระท่านกล่าวทุกทีที่เราทำบุญใส่บาตรหรือถวานสังฆทานหรือทำบุญใดๆ แล้วความหมายตรงกันเลยใช่หรือไม่ครับ คาถานี้เรียกว่า อนุโมทนารัมภะคาถาหรือว่า “บทกรวดน้ำ” นั่นเอง

ถ้าเราเองไม่แน่ใจว่าจิตเราจะมีพลังกล้าแข็งพอจะส่งบุญให้ท่านเทวดาทั้งหลายถึงหรือไม่ก็ใช้การอธิษฐานจิตพร้อมกับการกรวดน้ำไปให้ท่านครับรับรองว่า บุญกุศลนั้นได้ไปถึงแน่นอน

หลักการขอพรจากเทวดาประจำตัวให้ได้ผล

เมื่อทำการเชื่อมบุญ ทำให้กระแสบุญผูกพันกันแล้ว เชื่อมกันแล้ว ในเวลาเราจะไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เราต้องไม่ลืมว่าอย่างไรก็ตามท่านก็เป็นเทวดาท่านมีภพที่อยู่สูงกว่าเราที่เราต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและทำดีต่อไป ไม่ใช่การไปขอร้องให้ช่วยด้วยการ “ติดสินบน” โดยการเอาของไปเซ่นไหว้หรือล่อใจท่าน

อย่าลืมว่าเทวดา ท่านก็เป็นภพภูมิที่ยังมีกิเลส การไปสร้างกิเลสให้ท่านก็นับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่งทำให้กลายเป็นว่า ท่านจะไปสร้างกรรมร่วมกับเราแทนซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเทวดาผู้ต้องการความดีคงไม่ปรารถนาเช่นนั้น

ที่สำคัญคือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไปชักชวนให้ท่านเกิดกิเลสให้ท่านร่วมก่อกรรมไม่ดีเพราะเอาสิ่งของไปล่อไปติดสินบน เราก็จะต้องพลอยรับผลกรรมไม่ดีไปด้วย คิดใหม่ว่า ที่ท่านช่วยให้พรและให้ความเมตตานั้นท่านไม่ได้หวังเครื่องเซ่นไหว้ใดๆ ท่านได้ช่วยเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับการที่เราบริสุทธิ์ใจไปขอท่านจะทำให้ท่านได้สร้างบุญเพิ่ม

การขอพรนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับและขอได้ทุกโอกาสขอได้กับเทวดาทุกองค์ (เพราะอย่าลืมว่า ไม่มีเทวดาองค์ไหนมาคอยอยู่ประจำตัวดูแลเราตัวต่อตัว แน่นอน) เมื่อเรายังคงอยู่ในศีลมีบุญติดตัว มีความตั้งใจมั่นและศรัทธาในความดี รับรองว่าความสำเร็จบังเกิดขึ้นกับเราแน่ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้นสิ่งที่ขอก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีด้วยหากจุดประสงค์ในการขอไม่บริสุทธิ์ จิตก็จะไม่สะอาดไม่อาจก่อพลังงานที่ดีขออะไรไปก็ไม่ได้ผลไม่เกิดอะไรขึ้นและท่านเทวดาก็คงไม่อำนวยผลให้เกิด เพราะถ้าท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบาป แล้วของที่ไม่ดีอย่างกรรมชั่วและบาปนั้นไม่มีใครเขาอยากได้

เมื่อจุดประสงค์ดี จิตใจสะอาดและสิ่งที่ขอกำลังจะเป็นผลให้ลองสังเกตดูว่า ช่วงเวลาที่จิตใจสะอาดจะมีมีความกล้าแข็งทางจิตขึ้นด้วยจะมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย อาจมีอาการขนลุก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวหรือมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในจิตแสดงว่า เทวดาท่านรับรู้แล้วในสิ่งที่เราต้องการและท่านจะช่วยอำนวยพรให้ส่วนเรื่องจะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจหวังหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมลิขิตตามหลักของ “กฎแห่งกรรม” อีกทีหนึ่งครับ

การบูชาด้วยอามิสบูชาหรือด้วยสิ่งของต่างๆ นั้น คงไม่จำเป็นอะไรสำหรับเทวดาประจำตัว เพราะโดยทั่วไปแล้วเทวดาทั้งหลายนั้น ท่านมีกายทิพย์ สิ่งที่ท่านใช้ในประจำวันล้วนเป็นของทิพย์ทั้งสิ้น ท่านปรารถนาบุญกุศล ที่เป็นสุดยอดของทิพย์ทั้งปวง ดังนั้นการบูชาด้วยสิ่งของนั้นท่านที่อยากจะทำก็ทำได้ ไม่ได้ผิดแต่ประการใด ถือว่าเป็นแสดงความเคารพ ขอให้บูชาด้วยน้ำสะอาด ดอกไม้หรือเครื่องหอมก็พอจะได้ไม่สิ้นเปลืองอะไรมาก เทวดาท่านดูที่เจตนานะครับ ไม่ได้ดูด้วยสิ่งของนั้นมีราคาค่างวดหรือต้องแพงอะไร ขอให้บูชาท่านด้วยการปฏิบัติบูชา การทำกรรมดี อุทิศบุญไปให้ท่านทุกครั้งที่เราสร้างบุญเท่านี้ท่านจะรักและเมตตาเรายิ่งขึ้นแน่นอน

เชื่อมั่นว่า เมื่อท่านได้รับความรู้ในเรื่องการบูชาเทวดาแล้วอย่างครบถ้วน แล้วลองนำไปปฏิบัติดู ชีวิตของท่าจะพบกับเรื่องดีๆ ที่จะมาตัวท่านนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

Read Full Post »

สำหรับเรื่องการบูชาพระพุทธรูปประจำบ้าน หรือร้านค้า ที่ทำงานกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธนั้นถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หลายครอบครัวใหม่ เมื่อสร้างบ้านหรือทำบุญฉลองบ้านใหม่ เปิดออฟฟิศ เปิดร้านค้า มักจะได้ของขวัญเป็นพระพุทธรูป องค์เทพต่างๆ หรือพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลนั้นซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น

แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจในการจัดหิ้งพระในบ้านที่ต้องเหมาะสมที่ควรจะถูกภูมิธรรม ถือว่าเป็นการแสดงความเคารพนับถืออย่างสูง ซึ่งจะขออนุญาตแนะนำถึงการจัดพระตามลำดับตามแนวของครูบาอาจารย์ให้ทราบกัน การจัดเรียงพระพุทธรูปบูชาในบ้านเรือนหรือในสถานที่ใดก็ตาม ต้องวางให้ถูกต้องเหมาะสม ควรไล่เลียงไปตามชั้นบุญบารมีและภูมิธรรมของท่านด้วย กล่าวคือ

ในชั้นที่สูงที่สุด ต้องวางพระพุทธรูปอันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าเป็นประธานในที่แห่งนั้นและต้องหันหน้าพระพุทธรูปไปทางทิศตะวันออก เรื่องนี้สำคัญมากและห้ามวางพระประธานต่ำกว่าพระอื่น ถ้ามีพระพุทธรูปหลายองค์ให้เลือกยกองค์หนึ่งขึ้นเป็นประธาน ควรเลือกพระพุทธรูปองค์ที่หน้าตักใหญ่ที่สุด ส่วนพระพุทธรูปที่เหลือหรือพระบรมสาริกธาตุ พระบรมธาตุ สามารถวางในชั้นนี้ได้แต่ต้องต่ำกว่าพระพุทธรูป

ในชั้นที่สอง วางรูปปั้น รูปจำลอง รูปภาพของพระอรหันต์ที่เราทราบเช่น พระสิวลี พระอุปคุต พระสังกัจจายน์ เป็นต้น

ในชั้นที่สาม วางรูปปั้น หรือรูปถ่ายครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์ พระเครื่องต่างๆ สำหรับพระเครื่องควรหาจานหรือถาดเล็กๆ วางไว้รวมกันและห้ามวางเครื่องรางของขลังในชั้นนี้เป็นอันขาด พวกเขี้ยวเสือ ตระกรุด กุมารทอง รัก-ยม หรืออะไรก็ตามที่เครื่องรางของขลังให้แยกไปไว้ที่อื่นหรือชั้นล่างสุด ไสยศาสตร์นั้นอย่ามาวางปนกับพระสงฆ์ผู้มีศีล

ในชั้นที่สี่ ก็วางรูปพระมหากษัตริย์ พระบรมศานุวงศ์  

ในชั้นต่อมา วางรูปครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาส บรรพบุรุษที่เราเคารพ เถ้ากระดูกของท่าน เป็นต้น

ในชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 ที่แนะนำว่าให้วางต่ำกว่าพระสงฆ์นั้น เพราะพระสงฆ์มีศีลมากกว่าคนปกติ แม้แต่สามเณรที่ถือศีลน้อยกว่าพระสงฆ์ แม้จะเพิ่งบวชเพียงวันเดียว พระมหากษัตริย์เสด็จมาเจอยังต้องกราบ

ถ้าในบ้านเรานั้น มีหิ้งพระอยู่หิ้งเดียวหรือมีอยู่ชั้นเดียว ก็ขอแนะนำให้ทำเล่นระดับต่างๆ เพื่อให้แตกต่างกันในการวาง การทำระดับชั้นนั้นทำได้ง่ายๆ เช่นหาฐานไม้หรือหนังสือหนาๆ มาไล่เรียงแทนชั้นได้

สำหรับเทพเจ้าทั้งในศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิอื่น เช่น พระพิฆเนศ พระพรหม เทพเจ้ากวนอู ฯลฯแนะนำว่าให้แยกชั้นเสีย อย่าเอาท่านมาวางปะปนกัน และการวางต้องดูด้วยว่า เทพท่านใดมีอายุมากกว่าก็วางไว้สูงกว่าท่านอื่นๆ เช่น เทพทางฮินดูนั้นส่วนมากจะมีอายุมากกว่าทางจีน บางเทพนั้นมาพร้อมๆ กับการสร้างโลกขอดูให้ดีๆ ในเรื่องนี้

การจัดวางหิ้งพระให้ถูกต้องเหมาะสมนั้นถือว่าเป็นการเคารพบูชาทานด้วยการกระทำ ด้วยปัญญาอย่างหนึ่ง ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เอามาวางปนเปกันหมด ดังเอาคนที่เรียนชั้นอนุบาลมาเรียนปนกับปริญญาเอก ซึ่งนอกจากไม่ให้เกียรติแล้วยังลบหลู่ด้วย หลายครอบครัวเมื่อมีการจัดวางหิ้งพระถูกต้อง จะมีเรื่องดีๆ เรื่องมงคลเข้ามาในชีวิตเสมอ เพราะถ้าเราทำถูกต้องเทพเทวา เจ้าที่เจ้าทางที่ดู ดวงวิญญาณที่ดูแลบ้านหรือร้านค้า ที่ทำงาน ท่านเหล่านั้นก็จะมาสักการะกราบไหว้ด้วยเช่นกัน ทำให้ท่านมีฤทธิ์ มีบุญมากขึ้นและช่วยเราได้มากขึ้นตามลำดับ

โปรดอย่าทำหิ้งบูชาพระในห้องนอน เพราะคนเรานั้นอาจจะมีกิจกรรมทางเพศ หรือการอันใดที่เป็นการไม่สมควรควรจะหาที่อื่นจัดวางและดูให้เหมาะสม อย่าวางใต้บันไดที่เดินขึ้นและลงตลอดเวลา หน้าห้องน้ำ หรือผนังที่สกปรก ในที่รก ควรพึงระลึกไว้เสมอว่า การปฏิบัติบูชาด้วยการสร้างกรรมดี สร้างบุญกุศล ละเว้นความชั่วทั้งปวง เป็นการบูชาที่ดีที่สุดและเกิดผลมากที่สุด

– อามิสบูชาหรือการบูชาด้วยสิ่งของนั้น ควรใช้ปัญญาในการบูชา ดอกไม้ เครื่องหอม และน้ำสะอาดนั้นเราสามารถบูชาท่านได้ และพึงเตือนใจในทุกวันที่ได้ถวายว่า เราจะกระทำกาย วาจา ใจให้สะอาดและหอมดังอามิสบูชาที่เราน้อมถวายนั้น

ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า ดอกไม้ไหว้พระสงฆ์ สำหรับเทียนไหว้พระธรรม เป็นแสงสว่างนำทางที่ถูกที่ควร ธูป 3 ดอกที่เราจุดไหว้พระพุทธรูปนั้น หมายถึง การบูชาพระปัญญาคุณ พระเมตตาคุณ พระบริสุทธิคุณ

การกราบพระพุทธรูปไม่ว่าจะเป็นที่ใด ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง สอนเอาไว้ว่าก่อนกราบขอพึงสงบจิตใจให้นิ่งสงบ เวลากราบให้มีสติระลึกว่า 

กราบครั้งที่ 1 ระลึกในพระคุณของพระพุทธเจ้า (นึกถึงภาพพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพ)

กราบครั้งที่ 2 ระลึกในพระคุณของพระธรรมที่ช่วยให้คนพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง (นึกถึงว่ามีดอกไม้ร่วงจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพ)

กราบครั้งที่ 3 ระลึกในพระคุณของพระสงฆ์ ผู้สืบทอดพระศาสนา (นึกถึงภาพพระสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโต วัดระฆัง ครูบาศรีวิชัย หลวงพ่อสด หลวงปู่โต๊ะเป็นต้น)

หากใครกราบได้แบบนี้ทุกคน จะเกิดความเป็นสิริมงคล เกิดปัญญาที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาทั้งปวงได้

– ทุกครั้งที่เรากราบบูชาพระพุทธรูป ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นให้เชื่อมบุญกับท่านทุกครั้ง ให้กล่าวเชื่อมบุญดังนี้

“บุญกุศลใดที่ข้าพเจ้า (เอ่ยชื่อของตนทั้งชื่อจริงดั้งเดิมหรือหรือชื่อใหม่ที่ไปเปลี่ยนมา) ได้เคยเพียรทำมาตั้งแต่ในอดีตชาติ ชาติปัจจุบันและที่จะมีต่อไปยังอนาคต ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายแด่องค์แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม และทุกพระองค์จนถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันตเจ้า พระโพธิสัตว์ … (ต่อไปให้เอ่ยนามชื่อของพระพุทธรูปที่เรากำลังกราบไหว้ เช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร พระเจ้าเก้าตื้อ หลวงพ่อทันใจ ฯลฯ)  พรหมเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตและดูแลพระพุทธรูปองค์นี้ร่วมถึงผู้สร้าง ผู้ร่วมสร้างทั้งหลาย

ขอเมตตารวมบุญทั้งหมดของข้าพเจ้า ให้เป็นพละปัจจัยให้ชีวิตพบกับความสุข ความเจริญ คำว่าขัดข้องและคำว่าไม่มี จงอย่าบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอความสำเร็จที่ถูกธรรมจงหลั่งไหลเข้าสู่ชีวิตของข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด”

การเชื่อมบุญนี้จะเป็นการเพิ่มบุญอีกทางหนึ่ง ถ้าท่านเหล่านั้นมาร่วมอนุโมทนารับบุญไปและนับต่อนี้ไป เราก็จะเป็นที่เมตตาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง ทุกข์เภทภัยใดๆ ก็จะมลายหายไปหมดสิ้น

– หมั่นเปลี่ยนและทำความสะอาดหิ้งพระอย่าให้สกปรก ถือว่าเป็นกระทำบูชาท่านที่สมควร

– เมื่อกราบไหว้พระ ควรจะถือโอกาสสวดพุทธมนต์ไปด้วยความเคารพ และทำสมาธิต่อหลังจากสวดมนต์ และอุทิศบุญ เชื่อมบุญตามหลักการที่กล่าวมาแล้วทุกครั้ง

เรื่องเหล่านี้เป็นเคล็ดวิชาสำคัญที่จะช่วยให้ท่านทั้งหลายพบกับความเป็นสิริมงคลในชีวิตเร็วมากยิ่งขึ้น

Read Full Post »

ในบทนี้จะพูดถึงการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการขอพลังบุญจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมาช่วยเกื้อหนุนเราให้มีพลังบุญพอที่จะฟันฝ่าและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

ในความเข้าใจของเราทุกคนนั้นเชื่อกันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หมายถึง พลังอำนาจที่เกินความสามารถของมนุษย์ปกติทั่วไป ที่มีความสามารถดลบันดาลหรือกระทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จ ซึ่งคนไทยตั้งแต่โบราณกาลนั้นรับรู้กันทั่วไปว่า พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่รู้สึกได้ แต่สัมผัสไม่ได้และยังอธิบายไม่ได้ว่ามาจากไหนแต่เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้มาแน่นอนและถ้าเขาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกวิธี เขาก็จะได้ในสิ่งที่เขาปรารถนา

สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดขึ้นมาจาก “จิตที่มีพลังบุญบารมี” ที่มาการสร้างสมบุญมาเป็นระยะเวลายาวนานในหลายภพหลายชาติ เป็นพลังยิ่งใหญ่มีอยู่ในจิตบริสุทธิ์หรือจิตละเอียดของผู้ปฎิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ หรือเป็นฆราวาส พรหมเทพเทวดาทั้งหลาย ในสัตว์ ในคนทุกคน ในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่หากจิตมีความละเอียดบริสุทธิ์แล้วย่อมนับได้ว่าเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น

            แปลความได้ง่ายๆ ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่มี “บุญบารมีและมีความบริสุทธิ์อยู่ในตัว” นั่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงที่จะมีพลังอำนาจแห่งบุญนั้นและท่านเหล่านั้นสามารถที่จะแบ่งปันบุญไปให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย

            แต่การที่เราจะไปขอแบ่งบุญขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นเราก็ต้องมีบุญติดตัวก่อนด้วยการสร้างบุญ เหมือนเวลาที่จะไปขอให้คนอื่นเขาช่วยเหลืออย่างน้อยต้องมีทุนของตัวเองบ้างไม่ว่าจะเป็นทุนที่เป็นเงิน ทุนความรู้ความสามารถต่างๆ ในเรื่องของบุญนั้น เมื่อเรามีบุญของตนเองแล้วแต่ไม่พอที่จะไปถึงสิ่งที่ปรารถนาหรือต้องการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า และต้องรู้จักวิธีการติดต่อเชื่อมบุญกับท่านเราจึงจะนำพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์นั้นมาใช้ได้

“การเชื่อมบุญ” เป็นการรวบรวมทั้งบุญเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้บุญนั้นเกิดพลังที่ใหญ่และมากพอ เมื่อรวบรวมบุญได้มากพอแล้วก็จะทำ “การอธิษฐานจิตส่งบุญ” หรืออุทิศไปให้บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้ไปทำการสักการบูชาก่อน เป็นการ “ให้” ก่อนที่จะ “รับ”

หากเราเคยมีบุญผูกพันกับเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่แล้วก็จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้น เช่นบางคนที่กราบไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือ ผีปู่ย่า เพราะมีสายสัมพันธ์กันมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น องค์ท้าวมหาพรหม หรือ พระอรหันตสาวกที่เรืองฤทธิ์ ครูบาอาจารย์ที่ท่านยังไม่เคยได้รู้จักเรามาก่อน การเชื่อมบุญนี้เองจะทำให้ท่านได้รู้จักเรา ท่านจะได้โมทนาบุญนี้มาสู่เราและอำนวยพรให้เราได้สมตามความปรารถนา

ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ดูก็ได้ว่า ถ้าเราต้องการอะไรจากคนอื่นแล้วเราเคยให้อะไรกับคนอื่นบ้างหรือไม่ หากมีคนที่ไม่รู้จักกันจู่ๆ มีคนมาขอความช่วยเหลือ เราจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันทีหรือไม่ หากมีใครมาขอความช่วยเหลือเราทั้งที่ไม่รู้จักกัน ร้อยทั้งร้อยก็คงจะแปลกใจ หากจู่ๆ มีคนมาขอความช่วยเหลือ ส่วนมากก็คงคิดว่าหมอนี่ช่างกล้านะไม่ได้รู้จักกันเลย อยู่ดีๆ จะมาขอความช่วยเหลือกันได้อย่างไร ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาพิจารณาว่าเขาคงเดือดร้อนจริงก็คงช่วยได้แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น

โดยธรรมชาติหากเราต้องการให้คนอื่นช่วยเหลือใดๆ ตัวของเราเองก็ต้องเคยมีบุญคุณเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อนหรือรู้จักกันมาก่อนเวลาไปขอความช่วยเหลือเขาถึงจะกล้าให้ความช่วยเหลือเรา

การเชื่อมบุญก็เช่นเดียวกัน หากต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายท่านได้ช่วยเราก็ต้องทำตนให้ดีเสียก่อนและทำบุญส่งบุญไปให้ท่านเหล่านั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าต้องทำบุญให้มากๆ เสียก่อนไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเอาบุญที่ไหนไปส่งให้ท่านได้

หลายท่านคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีบุญมากพอจะทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อบุญได้มาถึงแล้วแม้เอาช้างมาฉุด หรือแม้แต่ฟ้าก็ไม่อาจขวางกั้นได้”

เพราะอย่างนี้ภายหลังการทำบุญทุกครั้งพระท่านจึงมักจะบอกให้กรวดน้ำส่งบุญไปให้ผู้ที่เราต้องการจะอุทิศให้แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญนี้ส่งไปถึง ซึ่งการเชื่อมบุญนั้นเราสามารถทำได้ “ตลอดเวลา” ทุกครั้งที่มีการทำบุญด้วยวิธีมากมายที่ได้กล่าวไปแล้ว อย่างง่ายที่สุดก็คือเมื่อลืมตาตื่นเช้าขึ้นมาก่อนจะทำกิจกรรมใดๆ ขอให้สวดมนต์ไหว้พระ และอาราธนาศีล 5 และสมาทานศีล 5 มาไว้กับตัวเท่านี้ก็เกิดบุญขึ้นแล้ว มีแล้วก็เชื่อมบุญไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความเคารพทันที ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเลย

วิธีการในการเชื่อมบุญทำอย่างไร

หากลองนึกดูให้ดีๆ ภายหลังจากที่เราได้ไปทำบุญ จะมีข้อปฏิบัติหนึ่งที่เรียกว่า การกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลและกล่าวคำโมทนาบุญแบบต่างๆ ใช่หรือไม่ การกระทำแบบนั้นเองที่หมายถึง “การเชื่อมบุญ” เพื่อหวังจะส่งบุญให้ถึงกับผู้รับ

ไม่ใช่เรื่องแปลกลึกลับอะไรเลยใช่หรือไม่แท้ที่จริงแล้วหากว่าด้วยวิธีการก็คือก็คือการ แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล และ กรวดน้ำส่งบุญไปให้นั่นเอง

การแผ่เมตตา เป็นการเจริญเมตตาให้ตนเองและผู้อื่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้จิตใจอ่อนโยนมีจิตเมตตาเป็นที่ตั้งอยู่ในตนเองเสมอ เมื่อพบเห็นสิ่งใด ก็จะมีจิตเมตตาทำให้เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น และจะทำให้ ผู้ที่เจริญเมตตาเป็นประจำกลายเป็นคนที่ คิดดี ทำดี ต่อตนเอง และผู้อื่นอยู่เสมอ

ภายหลังการทำบุญแล้วต้องแผ่เมตตาอุทิศบุญให้ตนเองก่อนด้วย บทแผ่เมตตาตนเอง ดังนี้

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์

อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

หลังจากนั้นจึงค่อยส่งบุญนี้ไปให้เหล่าสรรพสัตว์อื่นๆ ด้วยคำแผ่เมตตาต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ว่า

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

สำหรับเรื่องที่หลายคนยังมีความกังวลว่าเมื่อทำบุญแล้วไม่ได้กรวดน้ำหรือเลยเวลากรวดน้ำไปแล้วจะเป็นอย่างไรบุญจะลดน้อยลงหรือไม่มีเวลาของการหมดบุญที่ทำด้วยหรือเปล่าขอให้เข้าใจว่า บุญนั้นไม่มีกาลเวลา เมื่อทำแล้วยังอยู่ไม่ได้หายไปไหนนึกได้เมื่อใดก็กรวดน้ำได้ทันที ขอให้ระลึกถึงบุญที่ทำไว้เป็นสำคัญ

การกรวดน้ำให้เทน้ำกรวดลงไปให้ไหลติดต่อกัน ไม่ให้ขาดสายเพื่อให้บุญนั้นเกิดความต่อเนื่องไม่ขาดระยะเปรียบเหมือนบุญนั้นเป็นกระแสน้ำที่ไหลลงไปสู่มหาสมุทรโดยไหลเป็นสายยาว หากขาดหรือไม่ต่อเนื่อง ก็เหมือนบุญขาดช่วงมาไม่สม่ำเสมอผู้รับก็จะรับบุญได้ไม่เต็มที่

แต่สำหรับผู้ที่มีฌานที่แกร่งกล้าอย่างผู้ที่ได้ทำการฝึกฝนจิตให้เข้มแข็งและมีความละเอียดอย่างเหล่าพระภิกษุเพราะท่านเหล่านั้นได้มีการฝึกฝนจิตมาดีแล้วไม่จำเป็นต้องอุทิศบุญหรือส่งผลบุญโดยใช้น้ำ ท่านสามารถโมทนาอุทิศบุญไปถึงผู้ที่รอรับบุญได้ทันทีหรือที่เรียกกันว่า “กรวดแห้ง” นั่นเอง

หลักการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ผล

            การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ผลต้องทำบุญก่อนและได้ทำการเชื่อมบุญไปให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยทำการ “การขอพร” ไม่ใช่การ “ติดสินบน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ท่านเกิดกิเลส การขอพรคือการขอให้บุญบารมีที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีให้ท่านได้โมทนาบุญความดีของเรา ซึ่งหลายๆ คนเข้าใจผิดและเกิดความสับสนระหว่างการขอ “อำนวยพร” กับ “การบนบาน”

การบนบานนั้นหากจะลองเปรียบเทียบดูให้ชัดเจนเหมือนกับการที่เราไปขอพึ่งบารมีคนๆ หนึ่งถ้าท่านมอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ท่านได้เราก็จะตอบแทนด้วยของกำนัลที่ทำให้เกิดกิเลส ยิ่งไปบนขอในเรื่องที่ไม่ดีด้วยแล้ว ยิ่งไม่เกิดผลใดๆ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้มีบุญทั้งหลายย่อมไม่ต้องการให้บาปเกิดขึ้นมาติดตัวท่านอย่างแน่นอน

และที่สำคัญที่สุดตัวเราเองที่เป็นคนไปชักชวน เอาของไปล่อใจไปก่อกรรมที่ไม่ดีกับท่านเหล่านั้นก็ต้องรับบาปกรรมที่ได้ติดสินบนท่านเหล่านั้นไว้ด้วย แต่ถ้าอยากจะบนบานให้ได้จริงๆ สิ่งที่จะนำมาเป็นของตอบแทนท่านก็ควรตั้งเป็น “สัจจะ” ถือเป็นสิ่งที่รับปากท่านจะสร้างบุญให้เกิดขึ้นต่อไป

เช่น เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วทำตามสัจจะที่ตั้งไว้ด้วย “การบวช 7 วัน หรือ 15 วัน” อย่างนี้ก็เป็นการสร้างบุญบารมีเพิ่มแล้วอุทิศบุญเพิ่มเข้าไปใหม่ให้ท่านเหล่านั้นมีความสุขมากขึ้นซึ่งขอสนับสนุนให้ทำได้เลย และสุดท้ายที่ขอเน้นย้ำไว้ก็คือ สิ่งที่เราขอจากท่าน  “ต้องเป็นสิ่งที่ดีไม่ผิดศีลธรรม” เท่านั้นรับรอง

การขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยพรให้ธุรกิจการค้าต่างๆ ของเราเจริญก้าวหน้าไม่เกิดอุปสรรคติดขัด ย่อมเกิดผลสำเร็จมากกว่า การที่จะไปขอให้ท่านช่วย ทำลายคู่แข่งทางการค้าของเราให้พินาศไป อย่างนี้เป็นต้น

เรื่องของการบูชาที่ต้องประกอบด้วยของเซ่นไหว้นั้นจำเป็นหรือไม่ หลายคนถามมาเสมอว่ากลัวว่าสิ่งศักดิ์สิทธ์ท่านจะไม่พอใจ ไม่ชอบใจแล้วจะไม่ช่วย มันคนละเรื่องกัน บอกแล้วว่าท่านชอบในเรื่อง “การปฏิบัติบูชา หรือการเป็นคนดี มีศีลธรรมกำกับชีวิต คนที่หมั่นสร้างบุญกุศล ละเว้นความชั่วทั้งปวงมากกว่า “อามิสบูชา” หากเราไม่มีเงินก็อย่าไปขวนขวายกู้หนี้ยืมสินคนอื่นไปซื้อของมาบูชา

เอา “หัวใจ” ของเราที่แน่วแน่จะทำความดี เอามือทั้งสองข้างของเรานั่นแหละกราบท่านด้วยความเคารพอย่างจริงใจ บอกได้อย่างหนึ่งว่าไม่ว่ารวยหรือจนท่านช่วยเสมอถ้าเป็นคนดีจริง

การบูชาที่ต้องประกอบด้วยของเซ่นไหว้ความจริงแล้วเป็นพิธีกรรมความเชื่ออย่างหนึ่ง โดยของเซ่นไหว้ต่างๆ มักจะดูจากนิสัยเดิมของเทพเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ ในระหว่างที่องค์เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ท่านชอบอะไรไม่ชอบอะไร

เช่น หากท่านชอบรับประทานเนื้อก็มักจะเอาเนื้อสดมาบูชา หรือท่านชอบรับประทานไข่ก็เอาไข่มาบูชา บางท่านก็ชอบดื่มเหล้า ก็มักจะเอาเหล้ามาบูชา หรือถ้าไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นท่านชอบอะไรก็มักจะเตรียมกันมาแบบครบเครื่องเอาแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด ก็เชิญทำกันตามสบายหากท่านมีเงินทอง หรือเมื่อทำแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนทั้งต่อตนเองและคนอื่นก็ทำไปเถิด

            แต่มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่า ของเซ่นไหว้นั้นถ้าเอาไปถวายพระสงฆ์ให้ท่านรับแล้วร่วมอนุโมทนา  เมื่อเราเมื่อถวายแล้วแล้วต้องอุทิศบุญเชื่อมบุญส่งให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับบริวารของท่าน สิ่งที่เราต้องการให้ท่านช่วยจะสมหวังเร็วขึ้น

สำหรับสิ่งของเซ่นไหว้ อาหารคาวหวาน ส่วนมากจะใช้กับดวงวิญญาณที่อยู่ในภพภูมิต่ำกว่าเทพ การที่จะบูชาขอให้ใช้สติให้ดีในเรื่องนี้ ถ้าจะทำขอแนะนำว่าให้ทำให้ครบทั้งอาหารคาวหวาน ผลไม้ ขนม น้ำดื่มจะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะดวงวิญญาณนั้นมีหลายจริต มีความชอบเหมือนคนที่แตกต่างกัน ทำให้ครบดีกว่าทำขาด

           เคล็ดนี้ก็สุดแต่ท่านจะพิจารณาด้วยบุญของท่านเอง แต่ที่แน่ๆ ถ้าบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกวิธี ตรงช่องทางรับรองว่าท่านช่วยทุกคนแน่

Read Full Post »