Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘บุญ’

ขอเชิญร่วมสนับสนุนโครงการ “บุญต่อบุญ ข้าวเสบียงบุญ”

sabiangboon_m

ข้าวเสบียงบุญนั้นเป็นข้าวที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของชาวนาโดยตรง ที่ต้องการทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์จากอาชีพของตน ข้าวที่บรรจุในถุงนั้นเป็นข้าวที่ผสมจากข้าวกล้องเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิค 3 ชนิด คือ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์  ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ และข้าวสังข์หยดอินทรีย์ ตามสัดส่วนที่ได้พิจารณาแล้วอย่างละเอียด โดยได้ข้อมูลความรู้จากนายแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า

ข้าวออแกนิค 3 ชนิด ที่นำผสมกันเป็นข้าวเสบียงบุญ มีสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการสูงมากจากข้าวทั่วไปและข้าวกล้องชนิดเดียวหลายเท่า

เพราะมาจากสารอาหารที่เด่นมากของข้าวกล้องอินทรีย์ 3 ชนิดที่วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยอมรับทั้งข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวสังข์หยด มาร่วมกันในการบริโภคครั้งเดียว

อุดมไปด้วยใยอาหารหรือไฟเบอร์สูง  โอเมก้า 3 สารต้านอนุมูลอิสระ แกรมมา ออริซานอล สารกาบา เบต้าแคโรทีน  แอนโทไซยานิน โพลิฟีนอล ลูทีน แทนนิน แมกนีเซียม โปแตสเซียม เหล็ก สังกะสีและวิตามินบี 1  บี 2 บี 3 (ไนอะซิน) ฯลฯ

หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยสร้างพลังงาน บำรุงสมอง ตับ ระบบประสาท ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้อย่างเป็นปกติ ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น เหน็บชา บำรุงสายตาและลดการเกิดมะเร็งได้

ข้าวเสบียงบุญ จึงเป็นข้าวเพื่อสุขภาพที่ดี และพิจารณาแล้วว่าเป็นการสมควรดีมากที่จะนำถวายพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่คนทั่วไปที่รักสุขภาพได้รับประทานกัน เพราะมีแต่ดีไม่มีโทษ มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี

ไม่เหมือนการบริโภคข้าวขาวหรือข้าวประเภทอื่นๆ ที่อาจจะทำให้ท่านเกิดโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้ง่าย ที่พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นโรคนี้กันมากในเวลานี้ ซึ่งโรคเบาหวานนั้นถือเป็นประตูที่จะนำไปสู่อีกหลายโรคร้ายทั้งโรคความดัน หัวใจ ฯลฯ

เหมาะสำหรับการใส่บาตร ทำสังฆทาน และบริจาคแจกจ่ายในงานวันสำคัญของชีวิตทั้งวันคล้ายวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานบุญทุกประเภทที่ถวายภัตตาหาร หรือแม้แต่ในงานศพเพราะเป็นการทำทานที่เกิดผลบุญมากให้แก่ผู้วายชนม์

บุญที่เกิดขึ้นนี้เป็นบุญ 3 ชั้นที่ท่านจะได้รับเมื่อได้สนับสนุน “ข้าวเสบียงบุญ”

บุญชั้นที่ 1 ได้ช่วยเหลือชาวนาและครอบครัวให้มีกิน มีชีวิต มีอนาคต มีกำลังใจในการทำความดีต่อไป

บุญชั้นที่ 2 ได้สร้างบุญอย่างประณีต ด้วยทานนั้นเกิดผลดีแก่ผู้รับ

บุญชั้นที่ 3 เพื่อสนับสนุนให้พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมได้มีสุขภาพที่ดี มีกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ข้าวเสบียงบุญนั้นจัดทำเป็นถุง บรรจุถุงละ 100 กรัม จำหน่ายในราคาถุงละ 12 บาท พร้อมค่าจัดส่ง หากสั่ง 200 ถุงขึ้นไปค่าจัดส่งฟรี ร้านค้าใดจะช่วยสนับสนุนเผยแพร่ติดต่อที่เจ้าหน้าที่ดูแลตามเบอร์โทรศัพท์ด้านล่าง

โครงการ “บุญต่อบุญ ข้าวเสบียงบุญ”ของ ธ.ธรรมรักษ์.

ธ.ธรรมรักษ์ขอเมตตาบอกบุญไปยังท่านทั้งหลายให้ช่วยกันพิจารณาหาวัด สถานที่ปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ที่อาพาธ หรือผู้ที่เดือดร้อนหนัก ที่ไม่มีข้าวสารจะบริโภค หรืองานบุญใหญ่ที่ต้องใช้ข้าวสารเป็นจำนวนมากในการดูแลผู้ปฏิบัติธรรม

โดยมี บริษัท แฮปปี้เนเจอร์ จำกัดและพนักงาน ขอร่วมสนับสนุนค่าใช้ โดย จะจัดส่งข้าวกล้อง 3 เกษตรอินทรีย์ไปให้ วัด สถานที่ปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ที่อาพาธ หรือผู้ที่เดือดร้อนหนัก ที่ไม่มีข้าวสารจะบริโภค หรืองานบุญใหญ่ที่ต้องใช้ข้าวสารเป็นจำนวนมากในการดูแลผู้ปฏิบัติธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นแม้แต่สลึงเดียวทั้งการไปด้วยตนเองหรือจัดส่งทางขนส่งต่างๆ

สนใจร่วมสนับสนุนข้าวเสบียงบุญถุงละ 12 บาท

 และแจ้งวัด สถานที่ปฏิบัติธรรมที่ขาดแคลนได้ที่ติดต่อที่

 095-6900-444 ,053-021320

Read Full Post »

หนังสือดีและบุญใหญ่ที่ ธ.ธรรมรักษ์ อยากจะแนะนำให้ทุกท่านเพื่อสร้างบุญบารมีให้กับชีวิต

 

ตอนนี้มีหนังสือที่ดีมากอยู่เล่มหนึ่งที่อยากจะแนะนำทุกท่าน เป็นหนังสือชื่อ พระเกียรติคุณ 19 สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นหนังสือที่เขียนโดย ท่านอาจารย์สุเชาว์น พลอยชุม อดีตพระสาสนโสภณ เลขานุการส่วนพระองค์ของพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ร่วมกับ ธ.ธรรมรักษ์ และในเล่มมีภาพโปสเตอร์ของ19 สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีเพียงที่เดียวในโลกแถมให้ฟรี

 

จุดประสงค์ของการจัดทำหนังสือเล่มนี้เพื่อโมทนาพระคุณความดีของสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 19 พระองค์ ตั้งแต่องค์แรกถึงองค์ปัจจุบันที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในเวลานี้ของเมืองไทยทั้งพระประวัติ พระเกียรติคุณ คำสอนที่หายากมากเหมาะกับการเรียนรู้ของพระสงฆ์ทุกรูปและผู้ที่สนใจทุกคน ถือเป็นหนังสือแห่งประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาเล่มหนึ่ง

 

หนังสือเล่มนี้เคยมีขายผ่านซีเอ็ดและร้านหนังสือทั่วประเทศในราคา 299 บาท บัดนี้หมดเวลาขายแล้วและ ธ.ธรรมรักษ์เห็นว่าหนังสือเล่มนี้ยังจะเกิดประโยชน์อีกมาก

 

จึงขอแนะนำท่านที่อยากเป็นเจ้าของเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตหรืออยากจะซื้อเพื่อไปบริจาคให้กับวัดหรือห้องสมุดทั่วประเทศ

 

โดยทางสำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์ยินดีที่จะขายเพียงต้นทุนรวมค่าจัดส่งไว้เรียบร้อยแล้วทั่วประเทศในราคาเพียงเล่มละ 150 บาท

 

หนังสือเล่มนี้ใครมีไว้ก็เป็นสิริมงคลกับชีวิต พรหมเทพเทวดารักและคุ้มครอง เทวดาประจำตัวและพระภูมิเจ้าที่จะได้กราบไหว้ แต่ต้องวางไว้ที่สูงเหมาะสม เมื่ออ่านแล้วก็วางบนหิ้งพระจะดีมาก แต่ต้องต่ำกว่าพระพุทธรูป กราบไหว้ทุกวันชีวิตจะพบแต่ความสุขความเจริญ

 

สำหรับท่านที่คิดจะซื้อไปถวายวัดหรือห้องสมุดนั้น ขอพูดถึงอานิสงส์เพื่อเป็นกำลังใจกับทุกท่าน

 

อานิสงส์แห่งบุญในการถวายธรรมทานความรู้แก่พระภิกษุ จะเกิดปัญญา เกิดโภคทรัพย์ วิบากกรรมทุกวิบากกรรมคลายตัวลงอย่างฉับพลันเป็นการเพิ่มบุญแก่ตัวท่านอย่างรวดเร็ว

 

โดยเฉพาะการเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระอริยสงฆ์ ถือเป็นการร่วมบุญกับผู้เป็นเนื้อนาบุญสูงแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยผลแห่งบุญนี้จะนำชื่อเสียงเกียรติภูมิมาสู่ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี มีคนเคารพนับถือในชาติภพนี้และจะส่งผลไปทุกภพชาติ ทำอะไรก็จะสำเร็จโดยง่าย หากแม้นมีปัญหาจะมีผู้มีบุญมาช่วยได้ทันเวลา

 

หนังสือที่แนะนำนี้มีจำนวนทั้งสิ้นเพียง 3,000 เล่มเท่านั้นและสำนักพิมพ์แจ้งมาว่าขอร่วมบุญกับทุกท่านและจะไม่มีการพิมพ์ซ้ำอีกแต่ประการใดท่านที่สนใจจะเป็นเจ้าของหนังสือนี้หรือซื้อไปบริจาควัดหรือห้องสมุดสามารถแจ้งความจำนงไว้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์ที่เบอร์ 053- 021320 และที่ 089-191-2225

คลิกที่นี่เพื่อสั่งซื้อทางเว็บไซต์

 

 

มีเรื่องที่อยากจะแนะนำเพียงเท่านี้

 

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

ในทุกวันเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ให้หาน้ำสะอาดใส่แก้ว (หรือขันล้างหน้า) มาถือเอาไว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พยายามตั้งจิตให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพบูชา เมื่อจิตนิ่งดีแล้วให้ท่องคาถา “นะ โม พุท ธา ยะ” เป่าลงไปในน้ำ 3 ครั้ง แล้วเอานิ้วชี้ขวาลงในน้ำพร้อมๆ กับท่องคาถาว่า “มะอะอุ” พ่นใส่น้ำ 3 จบ แล้วท่อง

พระพุทธล้างหน้า พระธรรมล้างทุกข์ พระสงฆ์เพิ่มสุข ยาตรายามดี สวัสดีมีชัย อิติปิ โส  ภะคะวา

เสร็จแล้วให้ดื่มและเหลือไว้ล้างหน้าและประพรมตบท้ายทอย 3  ครั้ง  เพื่อชำระกายวาจาใจ ชีวิตจิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาดสงบสว่างเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่เป็นมงคลยิ่ง

หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้

 

1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ  (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์ ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ  ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน

 

2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา

ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา

 

ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย

 

เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น

 

บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่

 

ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง

 

บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ  แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

Read Full Post »

ในหน้าหนังสือพิมพ์ เราคงเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ในทางโลกที่เมื่อเกิดกรณีพิพาทของคนใหญ่คนโตหรือคนดัง ที่บางครั้งคู่กรณีก็ไม่สามารถจะเจรจาตกลงกันได้ ต้องมีคนกลางที่มีบุญบารมี เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยหรือมาเชื่อมให้เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย

ทางการค้านั้น เรามักเรียกว่า คนกลาง ที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย บางธุรกิจคนกลางมีหน้าที่ประสานผลประโยชน์ต่างๆ ให้ลงตัว และสร้างความพึงพอใจให้ทั้งสองฝ่าย

การพึ่งบุญนั้น ก็เป็นการเชื่อมบุญอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมบุญกับคนกลางที่เราอยากให้เขาหรือท่านไปช่วยเรา เชื่อมต่อให้กับคนที่เราต้องการให้เกิดผลสำเร็จในเรื่องต่างๆ

เพราะบางครั้งบุญของเราในตอนนั้นไม่พอ ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อาจจะเป็นเพราะในห้วงเวลานั้น วิบากกรรมนั้นมันหนักและส่งผลแรงกว่าบุญเก่าบุญเดิมที่เรามีอยู่

การเข้าหาคนกลางหรือผู้มีบุญให้เข้ามาช่วย โดยที่คนกลางนั้นเขามีบุญมากกว่าเรา เขาสามารถที่จะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย หรือกระทั่งหยุดวิบากกรรมนั้นได้ แต่เราต้องมีบุญใหม่ไปช่วยส่งให้เขาด้วย อาจจะเป็นคนที่เราเคยช่วยเหลืออุ้มชูมาก่อน มีเนื้อนาบุญร่วมกันมา แต่ในเวลาที่เรากำลังเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือนั้น เขามีบุญบารมีมากกว่าเรา

หรืออาจจะเป็นผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ที่มีบุญบารมีมากกว่าเรามากมาย หรือเป็นใครก็ได้ที่เราต้องการขอความช่วยเหลือ เราก็ต้องทำการเชื่อมบุญใหม่เข้าไปหาท่าน เพื่อให้ท่านช่วยเราให้รอดจากวิกฤตต่างๆ ในชีวิต

ทำไมเราต้องเพิ่มบุญ ทั้งๆ ที่ตนเองนั้นมีอยู่แล้ว เรื่องนี้มีคำตอบ

เพราะเหตุที่ว่า ในบางวิบากกรรมนั้น อาจจะต้องใช้บุญบารมีที่มากพอ ที่จะช่วยให้วิบากกรรมฝ่ายดีนั้นส่งผลได้เร็วและทันท่วงที และเพื่อที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นเขายอมอโหสิกรรมให้ อุปสรรคหรือเรื่องร้ายๆ ในชีวิตนั้นยุติลงได้โดยง่ายและเร็ว ไม่สร้างความเสียหายมากจนเกินจะรับมือไหว

เหมือนเรายกก้อนหินที่ขวางทางเรา ถ้าเราไม่มีแรงพอเราก็ยกก้อนหินนั้นไม่ขึ้น แต่ถ้ามีคนมาช่วยยก เราก็สามารถยกก้อนหินนั้นได้อย่างสบาย

จะยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าเราทำงานเป็นลูกน้องเขา มีตำแหน่งและหน้าที่อำนาจรับผิดชอบตามที่มีอยู่แล้ว ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ติดขัดอะไรมากเรียกว่า พอถูๆ ไถๆ ไปได้  อยู่มาวันหนึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปทำอะไรงานอะไรสักอย่าง ที่ยากมากกว่าที่เคยทำมา แต่เจ้านายอนุญาตให้ใช้อำนาจเดิมที่เรามี ให้ไปทำงานที่ใหญ่ขึ้น ยากขึ้น เราก็ไม่สามารถไปทำงานนั้นให้สำเร็จ มีแต่อุปสรรคต่างๆ ขวางเอาไว้ ทำอะไรก็ติดขัดไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะไม่มีอำนาจพอที่จะสั่งการได้

แต่เมื่อเราไปบอก ไปขอร้องให้เจ้านายเพิ่มอำนาจให้อีกเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ ท่านเห็นว่าเราเป็นคนดี ขยันตั้งใจทำงานดี ท่านก็เมตตาเพิ่มความช่วยเหลือ ให้อำนาจมากขึ้น งานนั้นก็สำเร็จได้โดยง่าย ทำให้เรานั้นมีความดีความชอบและได้เลื่อนขั้นขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น

เหมือนกับชีวิตของเรานั้น ตามปกติก็ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ปนเปกันไป อยู่ในขั้นที่พอจะรับมือไหว ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุญยังมีพออยู่ พอๆ กับวิบากกรรมไม่ดีที่มีกำลังน้อย แต่เมื่อวิบากกรรมไม่ดีแบบวิบากกรรมหนักเข้า บุญที่มีไม่พอ จะทำอย่างไรดี จะปล่อยให้ชีวิตพบกับความทุกข์ทรมานแบบแสนสาหัสหรือจะสู้

ถ้าจะสู้ ไม่ยอมจำนน เราก็ต้องเร่งเพิ่มบุญของตัวเอง

อย่างแรกต้องช่วยตัวเองก่อนคือ การเร่งสร้างบุญของตัวเองให้มากพอ ใหญ่เกินกว่าผลของกรรมนั้น และจะทำให้วิบากกรรมไม่ดีนั้นส่งผลกระทบได้น้อยหรือไม่ส่งผลเลยได้ก็ยิ่งดี ถ้าบุญยังไม่พออีกก็ต้องบากหน้า ไปขอผู้ที่มีบุญส่งบุญของท่านมาช่วยให้กองบุญนั้นใหญ่มากพอ

กองบุญนั้น เมื่อก่อนนั้นที่เป็นกองบุญของตัวเอง เปรียบว่า สะสมมามีความสูงเท่ากับกองดินขนาดย่อมๆ แต่ในวันหนึ่งเมื่อมีพายุหรือวิบากกรรมไม่ดีแบบที่เรียกว่าวิบากกรรมหนักเข้า ลมพายุนั้นอาจพัดกองดินนั้นแตกกระจายหายวับไปกับตา บุญตัวเองที่เรามีอยู่ในตอนนั้นมันต้านทานไม่ไหว

แต่เมื่อมีคนส่งดินหรือบุญมาช่วย กองดินนั้นก็ใหญ่ขึ้นๆ จนกลายเป็นภูเขาบุญ เมื่อวิบากกรรมไม่ดีหรือพายุ พัดมาอีก ภูเขาบุญนั้นก็ไม่มีทางสะทกสะท้านอะไรเลยแม้แต่น้อย ยังยืนหยัดได้แบบองอาจทระนง

ถามว่า ลมพายุหรือวิบากกรรมหนักนั้นกระทบหรือไม่ มันกระทบแน่นอน แต่ไม่กระเทือน กำลังของมันไม่สร้างความเดือดร้อนเกินที่เราจะรับมือได้

และการเพิ่มบุญนั้น ไม่เพียงแต่จะเพิ่มบุญให้กับตัวเองได้เท่านั้น เรายังสามารถเพิ่มให้คนอื่นได้ด้วย ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูกหลานหรือแม้กระทั่งลูกน้องที่ทำงานให้เรา เพื่อให้เขามีบุญรับมือวิบากกรรมไม่ดีได้

จะเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ท่านเจ้าสัวรายหนึ่งในเมืองไทย ที่ชอบทำบุญมากนั้น นอกจากบุญจะส่งผลให้กับตัวท่าน ครอบครัวของท่าน กิจการของท่านให้เจริญและมีความสุขแล้ว เวลาที่ท่านจะขยายกิจการอะไรเพิ่มหรือสร้างธุรกิจอะไรเพิ่มขึ้นมาที่ต้องใช้ลูกน้องหรือผู้จัดการที่ท่านไว้ใจให้ไปดูแลแทนท่าน

ก่อนอื่นท่านจะอุทิศบุญที่ท่านมีไปให้ลูกน้องคนนั้น เพื่อให้บุญที่ท่านมีนั้นไปเพิ่มบุญเก่าของลูกน้องคนนั้น  ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่น่าสนใจมากท่านได้มาจากครุบาอาจารย์ของท่าน  เพราะท่านฉลาดมากในการทำบุญ ทำแบบไม่เคยหยุดและพยายามทำบุญกับเนื้อนาบุญนั้นสูงตลอดเวลา บุญบานมีของท่านจึงมากส่งผลให้ท่านมีความสุขกิจการยิ่งใหญ่ มีเงินทองแบบสิบชาติก็กินใช้ไม่หมด

และไม่เพียงแต่ตัวท่านมีบุญมากเท่านั้น ยังพยายามส่งเสริมให้ลูกน้องคนนั้นไปทำบุญตลอดเวลา เพื่อเพิ่มบุญให้กับตัวลูกน้องเอง ที่นี้ทั้งบุญของลูกน้องที่มีอยู่แล้ว รวมกับบุญของท่านเจ้าสัวที่ส่งลงไปเพิ่มบุญให้ ก็ยิ่งทำให้ลูกน้องคนนั้นบุญมากขึ้น ไปดูแลกิจการธุรกิจการค้าอะไรก็สำเร็จ ยิ่งส่งผลให้ท่านเจ้าสัวรวยขึ้นไปอีกหลายเท่า

สำหรับท่านผู้อ่านที่ทำการค้า หรือทำธุรกิจอยู่ท่านสามารถเพิ่มบุญให้กับลูกน้องของท่านได้ตลอดเวลา เพียงท่านอุทิศบุญที่ท่านทำไปให้เขา และต้องเจาจงออกชื่อเขาด้วย เพื่อให้กายทิพย์ของเขานั้นมารับบุญด้วย เมื่อเขามีบุญมากขึ้นงานทุกอย่างที่ท่านทำจะสำเร็จทุกประการ และในลูกน้องที่มีปัญหาในการทำงาน เป็นต้นเหตุให้งานนั้นติดขัด ก็สามารถเพิ่มบุญให้เขาด้วยเช่นกัน

มีเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านสอนไว้ในการทำธุรกิจการค้าให้สำเร็จสมกับความปรารถนานั้น โดยเฉพาะเรื่องของกรรมวาจากับลูกน้องที่ควรทำ ก็คือ การพูดกับลูกน้องด้วยความมีเมตตากรุณาและให้อภัยเสมอ ไม่ดุด่าลูกน้องแม้จะทำผิด แต่ใช้การพูดที่ให้โอกาส ไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ไปเกิดกรรมไม่ดีต่อกัน ที่จะเป็นต้นเหตุของอุปสรรคทั้งปวงที่จะเข้ามาทำลายธุรกิจ

หัวใจของเรื่องนี้คือ การให้อภัย และการให้อโหสิกรรมอย่างจริงใจ

ถ้าลูกน้องลักขโมย หรือทำให้การค้าเสียหาย หรืออะไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่ากันไป ไม่ผูกใจเจ็บเคียดแค้นพยาบาท จนตัวเราเองต้องมีกรรมที่สลัดไม่หลุด จนอาจจะเป็นเหตุให้การค้านั้นเสียหายได้เพราะการแก้แค้นกันและกัน และเรื่องจะไม่มีทางยุติ ต้องติดตามกันไปในทุกชาติ

ถ้าเราให้อภัยและให้อโหสิกรรมเสีย กรรมตรงนั้นจะยุติลงไม่มาส่งผลอีก มีคนนำวิธีการนี้ไปใช้ ก็เห็นว่าธุรกิจการค้าของเขาก็รุดหน้าเจริญ คนที่ร่วมทำงานก็มีความสุขความเจริญ คนที่มาทำงานร่วมกันในชาตินี้ ต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกันแน่นอน มีกรรมเป็นเครื่องผูกพันกันและกันไว้ ถ้ากรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว กิจการการค้านั้นก็เจริญ

ในทางกลับกัน ถ้ากรรมไม่ดีของคนเหล่านั้นมีมากกว่ากรรมดี ธุรกิจเหล่านั้นมักไปไม่รอดหรือมีปัญหาต้องแก้ไขกันตลอด จนกว่าจะเจอสาเหตุและการแก้ไขที่ถูกต้อง

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การให้อภัยเป็นทาน หรืออภัยทานนั้น เป็นการให้ทานที่ได้อานิสงส์ของบุญมากที่สุดในฝ่ายทาน ทำได้ง่ายที่สุด

เป็นกระแสบุญแห่งการสร้างความสุขความเจริญให้กับชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการพึ่งบุญ

การทำพึ่งบุญก็คล้ายๆ กับการทำเชื่อมบุญ แต่มีการเพิ่มชื่อคนที่เราต้องให้เป็นคนกลางในการไปเชื่อมกับคนที่เป็นเป้าหมายหลักนั้น

หลังจากที่เราได้ทำบุญ ทำทานแล้วแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ทำสังฆทานหรือทำวรสังฆทาน อะไรก็ตามที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ เมื่อถึงเวลาที่จะทำการโมทนาอุทิศบุญนั้น ให้เริ่มตั้งจิตให้สงบ นึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง แล้วกล่าวคำว่า

ขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้า ……….(ออกชื่อตัวเองจะเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ไม่เป็นไร) ได้ทำในครั้งนี้และบุญกุศล บารมีที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน และที่กำลังที่จะมีต่อไปในอนาคต ขอโมทนาอุทิศบุญให้แก่…………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ที่มีสถานที่อยู่…………..( ควรหาที่อยู่ของคนที่จะเชื่อมติดต่อด้วย เพื่อให้บุญกุศลที่อุทิศไปให้ไปถูกตัว ถูกสถานที่)

และขอให้บุญกุศลนี้เป็นการเชื่อมบุญและพึ่งบุญระหว่างข้าพเจ้ากับ……… …………..(ออกชื่อคนกลางที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) สถานที่อยู่………….. …………..( ควรหาที่อยู่ของคนกลางที่จะพึ่งบุญติดต่อด้วย เพื่อให้บุญกุศลที่อุทิศไปให้ไปถูกตัว ถูกสถานที่)

และขอให้เรื่อง………….(เรื่องทั้งหมดที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น บอกให้หมดทุกเรื่อง)และไปเชื่อมบุญกับ

และขอให้อโหสิกรรมและขออโหสิกรรมระหว่างข้าพเจ้ากับ…………..(ออกชื่อคนกลาง)และ……………..(ชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ขอให้เรื่องที่กำลังติดต่อระหว่างกันอยู่นี้ ขออย่าให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง ขอให้ทุกอย่างดำเนินการอย่างราบรื่นทุกประการเทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ขอทำพึ่งบุญนี้ควรทำทุกๆ วันจนกว่าจะได้ผล และที่สำคัญเราต้องสมาทานศีล ๕ ตลอดระยะเวลาที่ทำการเชื่อมบุญอยู่นี้ เพราะทำให้ตัวเรานั้นบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้ ถ้าศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด เราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทันที

 

ผลของการเชื่อมบุญ

๑. อานิสงส์ของบุญจะทำให้เทวดาได้รับทราบและมาช่วยให้เราสำเร็จในสิ่งที่เรานั้นมุ่งหมาย ที่เราส่งไปเชื่อมกับ

๒ . เป็นการขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทำให้ วิบากกรรมที่มีอยู่นั้นลดลงหรือหมดสิ้นไปถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขามาโมทนาและอโหสิกรรมให้

๓. การงานได้รับความสะดวก ไหลลื่นไม่มีอุปสรรค

๔. ครอบครัวมีความสุข เป็นครอบครัวที่มีศีลธรรมอันดี ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ ผัวเมียไม่ทะเลาะแตกแยก ๔. ช่วยให้มีจิตใจที่อ่อนโยน มีเมตตาต่อคนรอบข้างอละสรรพสัตว์ทั้งปวง

๕. การเดินทางปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์

๖. สามารถที่จะปฏิบัติธรรม เจริญในธรรมปัญญาเกิดขึ้นง่ายเพราะมีฐานบุญ ศีลหนุนนำ

Read Full Post »

ตั้งจิตให้สงบ รับบุญใหญ่ร่วมกับ ธ.ธรรมรักษ์

ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึงเวลาประมาณ 11.30 น. ธ.ธรรมรักษ์จะทำการถวายหนังสือตามฮีต ตวยฮอย ครูบาศรีวิชัยแก่วัดบวกครกเหนือ จ.เชียงใหม่จำนวน 900 เล่มเพื่อเป็นบุญเบื้องต้นในการสร้างรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัยขึ้นที่วัดแห่งนี้ และพร้อมกันนั้นจะถวายมหาวรสังฆทาน อันประกอบไปด้วยพระประจำวันเกิด 8 องค์ (รวมวันพุธกลางคืนด้วย) เครื่องบวช ชุดแม่ชี ยารักษาโรค ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค ภัตตาหารและปัจจัยส่วนหนึ่ง

ขอบอกบุญใหญ่นี้มายังทุกคน

ขอให้ตั้งจิตในวันและเวลาเดียวกันนี้ร่วมอนุโมทนาบุญ หลังจากนั้นขอให้อุทิศบุญถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์ พระอริยสงฆ์ พระอริยบุคคล

อุทิศให้กับพรหมเทพเทวดาทั่วสากลโลกเทวดา เทวดารักษาตัวและเทวดาที่คุ้มครองบ้านเรือนและกิจการค้า ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร บรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ สรรพวิญญาณทั้งหลาย

หลังจากอุทิศบุญตั้งจิตอธิษฐานขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย รวบรวมบุญที่ร่วมอนุโมทนาบุญนี้กับบุญที่เกิดมาทุกชาติภพ ขอบุญได้โปรดดลบันดาลตามที่ท่านปรารถนา

บุญใหญ่นี้จะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตของท่านทุกคน ขอเชิญทุกคนร่วมอนุโมทนาตามบุญของท่านเถิดและบอกบุญไปยังคนที่ท่านปรารถนาดีด้วยให้มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

มาถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่าการที่จะให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญนั้น เราต้องมีการสร้างบุญและการขออโหสิกรรม ที่จำเป็นต้องทำไปควบคู่กันตลอด หมายความว่าทั้งเพิ่มบุญและทั้งลดกรรมหรือขออโหสิกรรมไปด้วย

 

ยังมีอีกหลายคนที่รู้จักแต่การไปสร้างบุญ…แต่ยังไม่รู้จักแรงแห่งบุญหรือพลังแห่งบุญ

 

คนที่มีชีวิตตั้งอยู่ในความประมาทนั้น จะเริ่มหรือคิดจะทำบุญก็ต่อเมื่อคิดว่าตัวเองมีเคราะห์หรือเริ่มจะโชคร้าย จึงเริ่มวิ่งไปสร้างโน่นสร้างนี่ ถวายเงิน ถวายทรัพย์สินกันวุ่นวาย

 

จงรู้ไว้เถิดว่า การทำบุญนั้นทำได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์เสียก่อน

 

แต่สำหรับคนที่ไม่ประมาทในชีวิตนั้น เขาจะสร้างบุญตลอดเวลา เป็นการเก็บเสบียงตุนไว้ยามที่ขาดแคลนจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทัน และยังเอาบุญที่มีไปช่วยเผื่อแผ่สงเคราะห์ผู้อื่นได้ด้วย

 

เป็นเหมือนเงินฝากประจำแบบพิเศษ ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ตลอดเวลาและเต็มจำนวนด้วยถ้าเรารู้จักวิธีที่จะเบิกมาใช้ได้ และทันกาลเวลา

 

ในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ให้ความหมายของคำว่า “บุญ” ไว้ว่า บุญคือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุขความประพฤติชอบทางกาย วาจาใจ และกุศลธรรม

 

ประเภทของบุญ

“บุญ” หรือ “ปุญญ” แปลว่า ชำระ หมายถึงการทำให้หมดจด ปราศจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และ ความหลง (โมหะ)

 

มีพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข”

 

จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เราสามารถ สร้างบุญได้หลายทางไม่เพียงแค่ตักบาตรหรือทำสังฆทาน หรือการได้ช่วยเหลือคนอื่นเท่านั้น

 

วิธีการสร้างบุญนั้นมีถึง ๑๐ ช่องทาง ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ ๑๐ ทั้งนี้ก็เพื่อกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้ง ๓ คือ ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง แบ่งออกเป็นข้อๆ ดังนี้

๑. ทานหรือการให้ เพื่อกำจัด ความโลภ เป็นการให้สิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ความรู้ ความสามารถ ก็สามารถให้ได้ทั้งนั้น เช่น การตักบาตร การบริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน การสอน การให้การอบรมตักเตือน เป็นต้น

 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น การบริจาค เป็นการให้ที่เรียกว่า จาคะ เพราะเมื่อเราทำทานแล้วจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใสจากการให้ เราให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนและไม่กลับมานั่งเสียดาย ซึ่งนับเป็นบุญอย่างหนึ่ง แต่ก็มีการให้บางอย่างก็ไม่สมควรให้เพราะจะทำให้บุคคลอื่นเกิดโทษหรือผิดศีลและเกิดเป็นบาปได้

 

๒. ศีลหรือการรักษาศีล เพื่อรักษาความสมดุล ความเป็นผู้ปรกติ กำจัดความโกรธ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด รักษาความสำรวมทั้งทางกาย วาจา และ ใจไว้ อย่างเช่น การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นจากการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด เป็นต้น

 

๓. ภาวนาหรือ การทำสมาธิ วิปัสนา เป็นการ การอบรมจิต ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดสติปัญญา ความรู้ที่แท้จริง

 

๔. ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม (อปจายนะ) เมื่อเราเป็นผู้อ่อนน้อม ถ่อมตน จะทำให้จิตใจเรานั้นอ่อนโยนลง ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น ไม่ทำร้ายบุคคลอื่น และ ไม่หลงตนเอง

 

๕. ความขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ (เวยยาวัจจะ) การงานที่ทำไม่ว่าทำงานอะไร การตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่นตั้งใจ จะทำให้จิตใจของเรานั้น มีสมาธิการในช่วงเวลาของการทำงานนั้นๆ เป็นการฝึกสมาธิอีกทางหนึ่ง

 

๖. การให้บุญที่ตนถึงแล้ว แก่บุคคลอื่น (ปัตติทาน) เช่นการอุทิศแผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศล การกวดน้ำ เป็นต้น การทำเช่นนี้ทำให้จิตใจเรานั้น มีความอ่อนโยน ปรารถนาดีให้กับบุคคลอื่น ต้องการให้บุคคลอื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตน เมื่อจิตใจเป็นเช่นนี้ การทำผิดศีล ก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสร้างความเมตตา กรุณา ในใจของเราอีกด้วย

 

๗. การยินดีในบุญที่คนอื่นถึงพร้อม (ปัตตานุโมทนา) เช่น เห็นคนอื่น ทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี กล่าวอนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว เพราะ การยินดีกับบุญที่บุคคลอื่นทำ นั่นหมายถึง เรามีมุทิตาจิต ทำให้จิตใจเราผ่องใสขึ้น ทำให้ละความโกรธ และ ความหลงลงได้

 

๘. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนะ) ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง หรือ จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จากสื่ออื่นๆ  ก็จัดว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น การฟังธรรม และ นำธรรมะที่ได้รับนั้นไปปฏิบัติ จะทำให้เรามีจิตใจที่อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ไม่ทำผิดศีล เกรงกลัวต่อบาป และ ยังทำให้เรามีสติ มีสมาธิ อีกด้วย

 

๙. การแสดงธรรม (ธัมมเทศนา) เมื่อได้ศึกษาธรรมะจนเข้าใจถูกต้องแล้ว เราได้มีการถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย เพราะได้ทำให้คนอีกหลายๆคน ได้มีมุมมองการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะที่แสดงไปนั้น และ เท่ากับเป็นการสืบทอดพระศาสนาของพระบรมศาสดาด้วย แต่ไม่ทุกคนที่จะสามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง หากตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็อาจจะเพียงแนะนำให้บุคคลอื่นได้ไปอ่าน ไปศึกษา หลักธรรม เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้วเช่นกัน

 

๑๐. การกระทำความเห็นให้ตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ (ทิฏฐุชุกรรม) การมีความคิดเห็นที่ตรง ที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี สามารถละเว้นความชั่ว หรือทิฐิของตนได้ ซึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีความคิดเห็นที่ตรงนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงๆจังๆ และ ต้องหัดสังเกตตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เรา สติ อยู่กับตนเอง การมีสติ ก็จะทำให้เรางดเว้นการทำบาปทั้งปวงเช่นกัน

 

เมื่อเราทราบถึงวิธีการสร้างบุญที่ถูกต้อง แล้วก็ขอให้ระลึกไว้ในใจเลยว่า

ทั้งการทำทานบางทาน การรักษาศีล ภาวนา เป็นการทำบุญที่ลงทุนที่น้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด และการสร้างบุญนั้นทำได้ทุกเวลาสถานที่และบางครั้งไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว!

 

ในเรื่องของการทำบุญ และการทำทาน ยุคนี้เราเอาไปปนกันมั่วไปหมด จนหลายคนไม่เข้าใจแยกแยะไม่ออก จึงอยากจะเปรียบให้ฟังแบบง่ายๆ เข้าใจ

 

การทำทานนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ และทำให้เราเกิดบุญซึ่งเป็นผลจากการทำทานนั้น เหมือนเรานั้นอิ่มเพราะเรากินข้าว

 

การกินข้าวนั้นเป็นเพียงหนึ่งช่องทาง เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ทำให้เราอิ่ม แต่ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ทำให้เราอิ่ม ไม่ว่าการกินขนมปัง กินพืชผัก ซึ่งก็คือ การที่จะได้ผลบุญนั้นจึงมีหลายช่องทางที่เป็นบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ดั่งที่กล่าวมาแล้ว

และให้สังเกตง่ายๆ ว่า การทำบุญนั้นเป็นหนทางแห่งความดี ผลของการทำบุญนั้นไม่มีบาปใดๆ ทั้งสิ้น แต่การให้ทานบางอย่างนั้นเป็นบาปไม่ได้บุญ เช่น การให้เงินคนไปกินเหล้า การให้เงินคนไปทำชั่ว และสิ่งของที่ทานไปนั้น ย่อมเกิดมาจากเหตุที่ว่าได้ให้อะไรเป็นทานเป็นของดีหรือของเลว การปล่อยสัตว์ที่ไม่รู้จักนิสัยความเป็นอยู่ของสัตว์ อย่างเอาปลาไปปล่อยในที่น้ำน้อย ปล่อยกบในที่แล้ง เป็นต้น

 

อยากจะฝากท่านผู้อ่านเรื่องหนึ่ง ถือว่าเป็นการนำเสนอในเรื่องของการทำบุญแบบใหม่ที่นิยมกันมากในสมัยนี้เพราะมันง่ายและสะดวกสบาย ก็คือ การทำสังฆทานถังเหลืองในยุคปัจจุบัน ซึ่งการซื้อถังเหลืองที่มีของบรรจุที่ไม่มีคุณภาพนั้น บอกได้เลยว่าได้บุญน้อยเอามากๆ

 

ทำไมถึงบอกเช่นนี้ ก็เพราะว่าสิ่งของในถังเหลืองนั้นบางเจ้าที่เขาจัดทำนั้น เอาสิ่งของที่พระภิกษุสงฆ์นั้นไม่ได้ใช้เลยใส่เข้าไป พอกเข้าไปให้ดูเยอะสมราคา หรือมากกว่าราคาที่เราซื้อ แต่คนรับเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เป็นทานที่ได้บุญน้อยมาก ไม่มีกำลังเพราะไม่ตรงกับความต้องการ ไม่ได้ทำให้คนที่ได้รับไปใช้เป็นประโยชน์

 

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องชงต่างๆ ที่ไร้คุณภาพ น้ำดื่มที่เป็นขวด ผ้าอังสะที่พระภิกษุสงฆ์ใช้นุ่งห่มก็บางแบบใส่แล้วมันดูไม่งาม และที่ต้องทำให้บางคุณภาพต่ำก็เพื่อให้ราคาถูก หลายสิ่งหลายอย่างที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้รับสังฆทานจากญาติโยมแล้วก็ไม่ได้ใช้มีมากมาย

 

แต่สิ่งที่ท่านต้องการและจำเป็นต้องใช้ไม่ค่อยมีคนใส่ลงไป เช่น เครื่องเขียน สมุด ดินสอ พระภิกษุสงฆ์นั้นท่านต้องใช้เรียนหนังสือ ท่านต้องเจียดเอาปัจจัยที่ญาติโยมถวายไปซื้อหา ผ้าเช็ดตัวที่มีคุณภาพ เช็ดหน้าแล้วเส้นใยไม่หลุดร่วงติดตามหน้า ตามร่างกาย

 

ยาสระผม ที่ท่านต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันโกน ที่ท่านต้องปลงผม ใบมีดโกนที่มีความคม คุณภาพดี โกนแล้วไม่กินหนังหัว กินผม รองเท้าที่มีความนุ่ม หนังสือธรรมะ หนังสือทั่วไปที่เกิดประโยชน์ เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งในยุคนี้การทำทานในสังคมที่ขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูก จึงต้องมีสติ มีปัญญาประกอบด้วยถึงจะเป็นผลบุญที่ดีได้

Read Full Post »

อย่างที่กล่าวไปตามความหมายและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกินมังสวิรัติและกินเจนั้นต้องมีสัมมาทิฐิควบคุม คือไม่ใช่แค่กินผักแต่ปากแต่ข้อวัตรอื่นๆ เราไม่ได้สนใจเลยอย่างนี้ก็ไม่เกิดผลอะไรในทางปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บุญอย่างที่ต้องการ

 

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอธิบายความหมายของ “อาหารเจ” โดยเฉพาะความหมายของตัวอักษร “เจ” คือผู้ที่จะกินเจนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ผักฉุน หรือ ของที่สะอาดตามที่กล่าวมาทั้งหมดเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นศีลเป็นตัวกำหนด คือการควบคุมกาย วาจา และ ใจด้วย

 

การกินเจคือ “กายเจ” หมายถึง การถือศีลที่ต้องระมัดระวังในทางกายคือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ทุกชนิด การไม่ล่วงละเมิดเอาสิ่งของที่เป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นและการไม่ถือแย่งเอาในบุคคลอื่นผู้เป็นที่รักใคร่ของคนอื่นมาเป็นของตนคือการไม่ทำผิดประเวณี

 

การกินเจคือ “ปากเจ” คือ การถือให้ปากสะอาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การงดเว้นเนื้อสัตว์แต่หมายถึง ต้อง ไม่พูดเท็จไม่หลอกลวง ไม่พูดยุแหย่ให้คนเขาแตกร้าวกันหรือแตกความสามัคคี ไม่พูดคำพูดหยาบคายให้ระคายหูของผู้อื่น และ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาฟังเรื่องราวอันเปล่าประโยชน์แทนที่จะได้ทำกิจประโยชน์อย่างอื่น

 

การกินเจ คือ “ใจเจ” คือ การรักษาจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินกิเลสใด ๆคือ ไม่คิดโลภอยากได้ของๆ ผู้อื่น ไม่คิดอาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยาปองร้ายผู้อื่น และการมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไม่เห็นผิดเป็นชอบ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้นับว่าสำคัญที่สุด เพราะแม้จะบอกว่าปากของตนเองไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ หากจิตยังฟุ้งซ่านกลับไปกลับมาอาจจะต้องกลืนน้ำลายตนเอง ทำให้กลับไปหลงทำผิดในด้านอื่นๆ ได้อีก

 

ผู้ที่ถือศีลกินผักที่แท้จริง จึงต้องฝึกฝนทั้งกาย วาจาและใจให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลาจึงได้ชื่อว่าได้สร้างบุญเต็มที่อย่างแท้จริง

 

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมาว่าการถือ กายเจ ปากเจ นั้นเป็นข้อวัตรเพื่อให้เราได้ดำรงตนอยู่ใน “ศีล” ทั้งสิ้นอันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้กระทำ “ใจเจ” คือการเจริญสมาธิให้เกิดปัญญาต่อไป

แต่ทว่าการถือศีลเพื่อให้ได้บุญตามที่เราตั้งใจจะทำนั้น เราควรจะถือศีล 5 หรือ ศีล 8 ดี เพราะมีความเข้าใจที่ว่า เมื่อถึงเทศกาลกินเจแล้วก็ควรถือศีล 8 ให้เคร่งครัดไปเลย หรือว่าเป็นเพียงการถือรักษาศีล 5 ก็เพียงพอแล้วเพราะว่าตามศาลเจ้าและโรงเจที่เปิดเลี้ยงให้ผู้คนเข้าไปทำพิธีกรรมล้วนแต่มี “อาหารมื้อเย็น”ให้กับผู้ที่เข้าไปถือศีล และยิ่งเป็นวันที่มีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยแล้วตอนค่ำก็จะยังมีอาหารบริการเสริมเป็นพิเศษอีกด้วย

 

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้หากถือศีลแปดก็จะขัดกับหลักในศีลวัตรในข้อที่ 6 คือที่ผู้ถือศีลต้องถือ “วิกาลโภชนา” คือการงดเว้นในการกินของขบเคี้ยวทุกชนิดหลังเที่ยงวันไปด้วย เรื่องนี้ทำให้มีความเข้าใจที่สับสนกันอยู่มาก

จริงๆ แล้วคำว่า เจ หรือ แจ ในภาษาจีนนั้นมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจเพื่อเป็นการสักการะและการปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งนั่นเป็นความหมายทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานผู้ที่ถือศีลนั้นขอเพียงครองศีล 5 ให้เป็นนิจศีลก็เพียงพอ

 

แต่ในฝ่ายเถรวาทแล้วตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมักจะคุ้นชินกับศีลแปดที่หมายถึง อุโบสถศีลที่คนโบราณมักจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถจึงถือเอาว่า ศีลแปดคืออุโบสถศีลไปด้วย ดังนั้นในช่วงเทศกาลกินเจสำหรับผู้ที่เคร่งในศีลวัตรทางสายนี้ก็มักจะทำการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดไปเลย

 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นถือครองศีล 5 หรือศีล 8 ก็ตามย่อมมีผลดีและมีอานิสงส์สูงมากด้วยกันทั้งสิ้น

 

คำว่าศีล นั้นแปลว่า “ความเป็นปกติ” คือสิ่งที่คนเราต้องให้ความระมัดระวังรักษาตามเพศและฐานะการรักษาศีลให้ดีจึงถือเป็นการระงับโทษทางกายและวาจาที่เป็นกิเลสหยาบในตัวของเราให้กำเริบขึ้นมาอันเป็นพื้นฐานสำคัญให้จิตใจสงบระงับซึ่งความอยากในกิเลสทั้งหลายซึ่งอย่างน้อยก็ควรจะรักษาให้ได้ 5 ข้อคือ

1. การละเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิต

ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นโอกาสอันดีอยู่แล้วที่จะได้ละเว้นการฆ่าสัตว์เพราะในขณะที่เรางดเว้นการกินเนื้อสัตว์นี้เราก็ได้ละเว้นชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปทางอ้อมแล้ว นอกจากนั้นการละเว้นการกินเนื้อสัตว์ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสัตว์ผู้มีคุณด้วยโดยเฉพาะสัตว์อย่าง วัว ควาย ที่เป็นแรงงานให้มนุษย์เราเสมอมา รวมไปถึงสัตว์อย่างสุกร ไก่ หรือปลาทั้งหลายที่มีส่วนเลี้ยงดูให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงดังเช่นทุกวันนี้

 

แต่การรักษาศีลข้อนี้ ไม่ใช่เพียงการกินอาหารผักเท่านั้นเราก็จะได้ชื่อว่ารักษาศีลข้อที่ 1 ได้ดีแล้ว เพราะบางทีเราอาจเผลอฆ่าหรือไปทำร้ายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อื่นๆ ตามความเคยชินก็เป็นได้ เช่น เผลอไปตบยุง เผลอไปเหยียบมดฆ่ามด เอาน้ำราดให้มันไหลไปตามน้ำ ฯลฯ เพราะนี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราและคิดว่าไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นการเบียดเบียนชีวิตเช่นกัน

 

2. การละเว้นจากการถือเอาทรัพย์สินคนอื่นโดยเขาไม่เต็มใจให้

การระมัดระวังรักษาศีลในข้อนี้ เราอาจมีความสงสัยว่าเราจะไปถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นได้อย่างไรเพราะเราไม่ได้มีนิสัยชอบขโมยของหรือเป็นมิจฉาชีพใดๆ แต่เราอาจเคยชินในการหยิบของใช้คนอื่นไปโดยไม่ขออนุญาตโดยคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะนำกลับมาคืน แต่บางทีก็หลงลืมกลายเป็นความผิดศีลข้อนี้โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นเมื่อถือปฏิบัติรักษาศีลแล้ว ก็ต้องให้ความสำรวมระมัดระวังกายให้มากขึ้นอย่าได้เผลอสติเอาของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ขออนุญาตแม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

3. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 3 คือ การยึดถือพรหมจรรย์

ศีลข้อนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ว่าหากเป็นผู้ที่ถือศีล 8 นั้นจะใช้ข้อศีลที่ว่า “อะพรัหมะจริยา” ซึ่งมีความแตกต่างกับคำว่า “กาเมสุมิจฉาจารา” ข้อนี้แปลว่าการถือประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง ต่างกับการอยู่โดยถือผัวเดียวเมียเดียวแบบศีลข้อปฏิบัติทางศีล 5 คือยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศได้แต่ต้องเป็นภรรยาหรือสามีของตนเองเท่านั้น

 

ซึ่งการถือศีลในข้อนี้ขอให้เป็นไปตามความเชื่อและสิทธิส่วนบุคคลเพราะผู้ที่ต้องการรักษาข้อวัตรในศีลนั้นมีความเคร่งครัดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะบางรายที่ปกติถือกินผักเป็นประจำอยู่แล้ว พอถึงเวลาในเทศกาลที่ต้องถือศีลกินผักแบบเป็นทางการ อย่างเช่น ในช่วงเทศกาลกินเจ ก็ต้องถือเคร่งให้สะอาดบริสุทธิ์ทุกอย่างแต่บางรายก็ขอถือเพียงศีล 5 ก็พอ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในช่วง 9 วันในเทศกาลก็อาจจะมีความเชื่อตรงกันที่ว่า ยิ่งรักษากายให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งได้บุญมาก จึงพลอยรักษาศีลข้อ 3 โดยถือพรหมจรรย์กันไปเลย เพราะถือเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

 

แต่อานิสงส์ที่แท้จริงในการถือพรหมจรรย์ก็คือ จิตจะได้ระงับความต้องการทางกามกิเลสไม่ให้ลุ่มหลงติดอยู่ในเพศรสอันจะนำไปสู่ความลุ่มหลงอย่างอื่นๆ นั่นเอง

 

4. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 4 คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อนี้ดังที่กล่าวรวมถึงความหมายของคำว่า “ปากเจ” คือเป็นการควบคุมความประพฤติทางวาจาทั้ง 4 แบบคือ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย และไม่พูดเพ้อเจ้อ

เราอาจสงสัยว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องพูดโกหกอันใดแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ด้วยจริตและปกติวิสัยของแต่ละคนอาจมีเหตุให้ผิดศีลข้อนี้ก็ได้ทางใดทางหนึ่ง เช่นคนที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าซึ่งต้องทำมาค้าขายนั้นต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการพูดดึงดูดใจลูกค้าอาจต้องโกหก อาจต้องมีเหตุให้พูดหยาบคาย หรือการพูดเล่นไร้สาระใดๆ บ้างเพราะเหตุแห่งความเคยชิน

เพราะฉะนั้นการรักษาศีลด้วยปากไม่ใช่แค่กินอาหารผัก แต่ต้องตั้งใจสมาทานรักษาศีลให้ดีแล้วก็ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องคำพูดเพราะ หากพูดดีคือ พูดความจริง พูดไพเราะ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดไร้สาระอันจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียเวลาด้วยแล้วก็จะเป็นผลดีต่ออาชีพและชีวิตส่วนตัวเป็นอันมาก

 

5. การระมัดระวังรักษาศีลในข้อที่ 5 คืองดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิดที่จะทำให้ขาดสติ

บางคนมักจะมีความเห็นผิดที่ว่า เมื่อตนเองได้ถือรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือเจมาตลอดก็น่าจะเพียงพอแล้วแต่ ก็พบว่ามีคนที่ถือกินผักไม่กินเนื้อแต่ก็เป็นนักเลงสุราได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีผู้ที่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการถือกินมังสวิรัติและกินเจไปผิดทิศทางมากมาย

 

ยิ่งในช่วงที่เป็น “เทศกาล” อันมีความหมายว่า “งานรื่นเริง” หรืองานเฉลิมฉลอง มักจะทำให้ผู้คนที่ขาดความเข้าใจถึงเนื้องานของเทศกาลที่แท้จริงไปเพราะเทศกาลที่เป็นบุญ อย่างเช่นการกินเจนั้นไม่ได้งดเว้นแค่เพียงเนื้อสัตว์แต่ต้องงดเว้นสุรารวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลายด้วย

 

ผู้ที่ถือศีลในเทศกาลกินผักนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะงดเว้นการดื่มสุราและของมึนเมาทุกชนิดที่มีผู้เข้าใจผิดนำมาเฉลิมฉลองในงาน เพราะเป็นสาเหตุให้ขาดสติ และเมื่อคนเราเผลอขาดสติไปแล้วย่อมสามารถทำผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ และหากได้เผลอทำไปแล้ว การที่เราอุตส่าห์ถือศีลข้อต่างๆ มาก็กลายเป็นการศีลขาดไปอย่างน่าเสียดาย

 

นอกจากการรักษาศีลที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีข้อปฏิบัติที่เป็นการสร้างบุญให้ได้ผลมากในช่วงกินเจนี้ก็คือการปฏิบัติธรรมในด้านการเจริญปัญญา อันได้แก่ การสวดมนต์ การแผ่เมตตาจิตและการเชื่อมบุญอุทิศบุญกุศล

 

การสวดมนต์

การสวดมนต์นั้นเป็นอุบายที่ดีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิเพราะในขณะที่สวดมนต์อยู่จิตจะจดจ่ออยู่ที่บทสวดอันเป็นอารมณ์เดียวในขณะที่ปฏิบัติการสวดมนต์นั้น ซึ่งในคติทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นก็จะมีบทสวดมนต์ที่ใช้กันในวัดฝ่ายมหายานและในโรงเจด้วยอันเป็นการสวดบูชาเทพเจ้า

 

แต่ถ้าเป็นหลักคติธรรมของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว จะมุ่งเน้นให้เกิดสมาธิและถือเป็นการทบทวนบทคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านได้ประทานโอวาทสั่งสอนธรรมแก่พุทธบริษัททั้ง 4 เอาไว้ ซึ่งมีบทสวดที่เป็นบทมหามงคลมากมาย เช่น บทสวดพระพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากาฯ) และบทสวดโพชฌงคปริตร อันเป็นบทสวดมนต์ที่มีความมุ่งหมายให้เกิดสุขภาพกายที่ดีและช่วยบรรเทาความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ (ดูในภาคผนวก)

 

การแผ่เมตตาจิต

หลังจากที่ได้รักษาศีลและสวดมนต์ให้จิตสงบเป็นสมาธิแล้วก็ต้องมีการแผ่เมตตาจิตให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายด้วย การที่เราได้ละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ได้ก็นับเป็นการให้ทานมหาศาลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อสวดมนต์แล้วก็ให้แผ่เมตตาจิตไปให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่เรา “เคย” ได้นำเลือดและเนื้อของเขามารับประทานเป็นอาหาร

เพราะหากลองคิดให้ดีๆ แล้วสัตว์ที่เราได้รับประทานเข้าไปทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ได้ตายอย่างผิดธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น เหล่า หมู ไก่ วัว ควาย ทั้งหลายต่างก็ถูกแทงถูกเชือดให้ต้องตายโหงเช่นกัน จิตวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นอาจเต็มไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทเราที่ได้นำเนื้อของเขามารับประทานแม้จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มปากท้องก็ตามอันเป็นที่มาของ คำว่า “ร่างกายของคนเรานั้นเปรียบเหมือนป่าช้าที่ใหญ่ที่สุดของเหล่าสัตว์”

การแผ่เมตตานั้น ขอให้กระทำอย่างตั้งใจและทำการส่งความปรารถนาดี ความเมตตาไปให้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้ได้อยู่เป็นสุข และยังเป็นผลให้จิตใจของเรามีความอ่อนโยนลงด้วยโดยขอให้ตั้งใจกล่าวคำแผ่เมตตาในบทที่ว่า

            “ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขๆ เถิด จงละเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งปวง ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไปยังแดนนิพพานโดยถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกันทุกรูปทุกนามเทอญ”

            หรือจะใช้บทแผ่เมตตาที่นิยมใช้กันในปัจจุบันก็ได้ว่า

            “สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น อะเวรา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวร แก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด”

 

การเชื่อมบุญ

การเชื่อมบุญนั้นเรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นการอุทิศบุญหรือส่งบุญให้กันซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารหรือลี้ลับใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเสมือนบุญที่เราได้ทำมาแล้วทั้งการถือศีลให้เคร่งครัด การสวดมนต์แผ่เมตตาทั้งหลายเป็น ดวงไฟ ที่เราจะทำการมอบหรือส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้รับแสงสว่างแห่งบุญ ซึ่งก็คือความสุขความอิ่มเอมใจทั้งหลายไปให้ผู้อื่น

คุณผู้อ่านที่มีความคุ้นเคยในการไปทำบุญที่วัดแล้วพระท่านจะบอกให้ทำการกรวดน้ำส่งบุญอุทิศบุญไปให้บุคคลที่เราต้องการคือพ่อแม่ญาติพี่น้อง นั่นก็คือความหมายเดียวกัน

เหตุที่เราต้องทำการเชื่อมบุญนั้นก็เพราะว่า เหล่าสรรพสัตว์ที่สละเลือดเนื้อให้เราเป็นอาหารนั้นมีเป็นจำนวนมากเขาเหล่านั้นย่อมได้รับความทุกข์ทรมานจากการที่ต้องเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเหล่ามนุษย์โดยที่สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นจริงๆ คือ ถูกเลี้ยงมาในฟาร์มขุนให้อ้วนแล้วก็ถูกจับขายทอดมาโรงฆ่าสัตว์ ถูกชำแหละและกลายเป็นชิ้นเนื้อให้มนุษย์เราได้บริโภคกัน

สัตว์เหล่านี้ไม่มีทางเลือกในการใช้ชีวิตตามปกติเลยเกิดแล้วก็ตายไม่มีโอกาสได้สร้างบุญเช่นมนุษย์ เราจึงควรทำการอุทิศบุญที่ได้ทำมาเพื่อให้เขาได้มีความสุขเพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีต่อไปและเป็นการขออโหสิกรรมต่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายนี้ไปด้วย ซึ่งการเชื่อมบุญหรือยกบุญให้นี้มีความแตกต่างจากการแผ่เมตตา เปรียบเสมือนว่า เมื่อเราได้เผลอทำร้ายคนอื่นแล้วทำการขอโทษขออภัยเพียงอย่างเดียวมันอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ การยกบุญให้เขาก็เปรียบเหมือนนอกเหนือจากคำขอโทษแล้วยังแถมเงินทองของมีค่าไปให้เขาอีกด้วย

            หลังจากแผ่เมตตาแล้วก็ให้นึกกล่าวอุทิศบุญในบทที่ว่า

            อิทัง เม มาตาปิตุนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม คุรุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรุปัชฌายาจริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย ของให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลาย ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีความสุข

Read Full Post »

Older Posts »