Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ทุกข์’

สืบเนื่องมาจากความไม่เที่ยง เมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้นกับคนเราแล้ว ถ้าหากคนเรายังเอามายึดติด ทำให้ไม่ปลงไม่วาง จึงทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ คำว่า “ทุกข์” แปลว่า การทนได้ยาก หรือการคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ในชีวิตประจำวันของคนเราตามปกตินั้น มีสิ่งที่ทนได้ยากมากมาย นั้นคือไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นทุกข์ ความทุกข์ในพุทธศาสนามี 3 ประการด้วยกันได้แก่

 

1. ทุกขทุกขตา

หมายถึง ความรู้สึกเจ็บปวดในกายหรือในใจ เมื่อปวดใจก็เกิดทุกข์ หรือเมื่อปวดกายก็เกิดทุกข์ ความรู้สึกเช่นนี้ มักเรียกว่า “ทุกขเวทนา” คือ เป็นความรู้สึกทุกข์ในใจที่คนส่วนมากรู้สึกกัน จากผลกระทบทางกายและใจ

 

2. วิปริณามทุกขตา

หมายถึง ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลง เป็นความแปรปรวนจากสุขกลายเป็นทุกข์ อาการอกหัก รักขม รักคุด ก็เกิดจากความทุกข์เช่นนี้ เพราะแต่เดิมนั้นมีความสุข พอสุขนั้นหายไปตามกฎความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เราก็เกิดทุกข์ขึ้นมา จากสุขที่กลายเป็นทุกข์ ซึ่งบางคนรับไม่ได้คิดว่าความสุขจะอยู่กับเราตลอด พอกลายไปเป็นทุกข์ จึงไม่สามารถทำใจได้ ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำว่า ทำใจซะเถอะครับ เหมือนน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันเลย

 

3. สังขารทุกขตา

หมายถึง สิ่งที่ถูกบีบคั้นจนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ซึ่งสิ่งทั้งปวงเป็นเพียงการประกอบกันขึ้นมาและปรุงแต่งเป็นลักษณะต่างๆ เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีเสื่อมและสลายไปตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ที่จะเกิดความทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ คือผู้ที่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน เช่น คาดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พอสิ่งนั้นไม่เป็นตามที่คาดหวังก็เกิดความทุกข์ใจ

ทุกข์ที่แปลว่าสิ่งที่ทนได้ยากนั้น คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่ความหมายของทุกข์ไม่ได้โหดร้ายกับคนเรานั้น ถ้าเราไม่เอาจิตใจไปคาดหวังในมัน เพราะการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เช่น เราโยนก้อนหินขึ้นไปบนท้องฟ้า มันไม่ลอยค้างอยู่ในอากาศ แต่ตกลงมาเพราะทนอยู่ที่เดิมไม่ได้นั่นคือเป็นทุกข์ แต่ที่ทุกข์ทำให้เราเกิดทุกข์ในใจที่เจ็บปวดนั้น ก็เพราะเราไปลุ้น ไปมุ่งมั่นให้มันเป็นดั่งใจเรา ทั้งๆ ที่มันจะเป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ บางครั้งบางสิ่งอาจอยู่ในการควบคุมของเรา แต่บางสิ่งก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเรา จึงมีคำกล่าวว่า “หวังอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทุกข์”

 

ส่วนความทุกข์ที่ทำให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจขึ้นนั้น รับรองว่าไม่มีใครสักคนหรอกที่จะชอบความลำบาก บางครั้งเราหลีกเลี่ยงปัญหา หนีทุกข์ ยังไงก็ไม่พ้น เพราะความทุกข์นั้นมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ทุกคนต้องเจอทุกข์ ไม่มีใครหนีทุกข์พ้น ดังที่กล่าวไปแล้ว ทุกข์คือการไม่อยู่ในสภาพเดิม การหิว การอิ่ม จะเช้า จะสาย จะกลางวัน จะกลางคืน แล้วเราจะหนีทุกข์พ้นได้เช่นไร

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

 

“ทุกข์เป็นสิ่งที่เราจะต้องกำหนดรู้ รู้ว่ามีปัญหา อย่าหนีปัญหา อย่าหนีทุกข์ ชีวิตที่หนีทุกข์เป็นชีวิตที่อ่อนแอ”

 

เพราะว่าหากเราเผชิญกับทุกข์บ่อยๆ ใจเราจะเข้มแข็ง จะสู้ทุกข์ไหว สู้ทุกข์ได้ เหมือนว่าวจะลอยสูงขึ้นต้องมีแรงลมดัน คนก็เช่นกันจะมีชีวิตที่ดีได้ เข้มแข็งได้ ก็เพราะเผชิญกับอุปสรรค ดั่งคำว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง มีเรื่องเล่าว่า แม่ลิงเลี้ยงลูกลิงโดยเอาลูกที่แม่ลิงรักขี่ไว้ข้างหลัง ส่วนลูกที่ไม่ค่อยรัก จะเอากระเตงชังไว้ข้างหน้า ตัวหนึ่งจะเกาะข้างหน้า ตัวหนึ่งจะเกาะด้านหลัง เวลาที่แม่ลิงกระโดดไปเกาะตามกิ่งไม้ ลูกตัวที่รักที่เกาะอยู่ข้างหลังจะสบาย ไม่ค่อยถูกกิ่งไม้ปะทะ แต่ลูกตัวที่ไม่ค่อยรักที่เกาะอยู่ข้างหน้า โดนกิ่งไม้ปะทะตลอดเวลา ทำให้ทั้งต้องอดทนและต้องคอยหลบคอยหลีกกิ่งไม้ด้วย

 

ซึ่งลูกลิงที่เกาะหลังแม่ แม้จะสบายก็จริง แต่พอสิ้นแม่แล้ว จะอ่อนแอ หากินเองลำบาก หลบพราน หรือสัตว์ร้ายไม่ค่อยเป็น ส่วนลูกตัวที่อยู่ข้างหน้า จะเป็นลิงที่แข็งแกร่ง รู้จักหาอาหารกินเอง รู้จักหลบหลีกศัตรู พรานมาก็หลบเป็น ซึ่งจากนิทานที่กล่าวไป คนเราก็เหมือนลูกลิง ถ้าเจ็บมาเยอะ ทนมามาก ก็จะแข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตาม หากเราได้เรียนรู้หลักธรรมะในพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าเราจะมีประสบการณ์น้อยไปหน่อย แต่เราก็สามารถฝึกหัดทำใจให้เข้มแข็งได้

 

ลองมาดูความสุขกับความทุกข์เปรียบเทียบกันนะครับ ความทุกข์นั้นเหมือนอุณหภูมิด้านร้อน ส่วนความสุขเป็นอุณหภูมิด้านเย็น ร้อนกับเย็นจะตรงกันข้าม เหมือนทุกข์จะตรงข้ามกับความสุข ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่น้อยลง คือหากจะเปรียบกับหลักธรรมในพุทธศาสนาก็เช่นกัน ความสุขจริงๆ ก็ไม่มีเช่นกัน มีแต่ความทุกข์น้อยลง นั่นล่ะคือความสุข

 

เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า จริงหรือที่ความสุขไม่มี มีแต่ความทุกข์ที่น้อยลง ซึ่งความสุขในพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นดังนี้

 

1. สามิสสุข

คือ ความสุขที่เกิดจากเหยื่อล่อ (อามิส) ซึ่งการที่คนเราจะมีสุขนั้น เพราะว่าได้อาศัยสิ่งล่อตาล่อใจมาเป็นองค์ประกอบ ความสุขเช่นนี้เป็นความสุขที่คนส่วนใหญ่ไขว่คว้าให้ได้มา เป็นความสุขที่ได้มาจากวัตถุที่ทำให้เราสบายใจได้ เช่น มีคนรัก มีรถยนต์ มีโทรศัพท์มือถือ มีคอมพิวเตอร์ มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีอาหารอร่อยๆ มากิน ฯลฯ ซึ่งเหยื่อล่อเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบให้เรามีความสุข หากไม่มีเหยื่อล่อ เราก็จะทุกข์ทันที สามิสสุขเช่นนี้ เปรียบเหมือนความสุขที่เกิดจากการเกา ยิ่งเกายิ่งคันยิ่งมันยิ่งเกา ทั้งที่รู้ก็รู้ว่ายิ่งเกายิ่งเป็นแผลและต้องเจ็บปวดทีหลังแต่ก็ยังเกาอยู่

 

นอกจากวัตถุที่จับต้องได้แล้ว ความสุขชนิดนี้ ยังรวมไปถึงเหยื่อล่อที่จับต้องไม่ได้แต่มีความโยงใยกับความสุขจากวัตถุเช่นเดียวกัน เช่น ตำแหน่ง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี การได้รับการยอมรับจากสังคม การถูกเอาใจ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเหยื่อล่อทั้งสิ้น แม้แต่ความรักของชาย – หญิง ที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นหลักก็นับเป็นความสุขประเภทเหยื่อล่อนี้ด้วยเช่นกัน และความสุขส่วนใหญ่ที่คนเราถืออยู่ก็เป็นความสุขแบบมีเหยื่อล่อทั้งสิ้น

 

2. นิรามิสสุข

คือ ความสุขที่ไม่ต้องการเหยื่อล่อ หรือไม่อาศัยเหยื่อล่อมาสร้างความสุข ความสุขชนิดนี้จะเกิดจากใจที่สงบ หรือได้รู้แจ้งตามธรรมชาติ เป็นความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ทำใจให้สะอาด สว่าง สงบ เป็นสุข พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าความสุขชนิดนี้เป็นถาวร และพระองค์ก็เลือกความสุขแบบนี้ รวมทั้งหมู่อริยะสงฆ์สาวกและสมมุติสงฆ์ก็เช่นกัน เรื่องของ “นิรามิสสุข” นี้ บางคนเห็นเป็นเรื่องไร้ค่า บางคนก็เห็นเป็นเรื่องสูงส่ง ไม่สามารถทำได้

 

ซึ่งตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงนำหลักธรรมเรื่องความหลุดพ้นมาเผยแผ่เป็นเวลาราวๆ 45 ปี และบวกอายุพุทธศาสนาปีอีกราวๆ 2,554 ปี มีคนเยอะแยะมากมาย แม้จะน้อยกว่าจำนวนคนทั้งโลก แต่ก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียวตลอดเวลาสองพันกว่าปีล่วงมา ต่างตระหนักในนิรามิสสุข และยอมสละทิ้งความสุขทางโลกอันมีเหยื่อล่อ เช่น คู่รัก ทรัพย์สินเงินทอง ยศศักดิ์ตำแหน่ง เกียรติยศ และอื่นๆ อีกมากมายมาหาความสุขอันเป็นนิรันดรแท้จริงนี้ ซึ่งคนจำนวนมากนี้ มีตั้งแต่คนธรรมดา มหาโจร เจ้าชาย เจ้าหญิง แม้แต่มหาราชายังใฝ่หาความสุขชนิดนี้

 

ในประเทศญี่ปุ่น มีนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินีญี่ปุ่น ชื่อว่า “ริโยเนน” เธอเป็นคนสวยมากๆ และเก่งในด้านกาพย์กลอนต่างๆ เธอเข้าฝากตัวรับใช้ราชินีตั้งแต่อายุได้ 17 ปี และอนาคตของเธอก็น่าจะเป็นเฉกเช่นคนธรรมดาคนอื่นๆ คือมีสามีที่ดีและมีความรุ่งโรจน์ในชีวิต แต่ทว่า ริโยเนนกลับเป็นคนฝักใฝ่ในธรรม พอพระราชินีเสด็จสวรรคต ริโยเนนเห็นความไม่เที่ยงของชีวิต เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตที่เต็มไปด้วยมายาและการแก่งแย่งกัน ประกอบเบื่อหน่ายในความสวยของตนเองด้วย เพราะตระหนักว่า หน้าตารูปร่างเป็นของไม่คงทน สักวันหนึ่งก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงตัดสินใจที่จะออกบวช แต่พ่อแม่ขอร้องให้เธอแต่งงานมีลูกสืบตระกูลก่อนแล้วค่อยออกบวช ริโยเนนจึงได้ยอมแต่งงานกับชายผู้หนึ่ง และได้บุตร 3 คน จึงลาครอบครัวมาบวชสมใจปรารถนา

 

การเห็นคุณค่าของความสุขอันแท้จริงของริโยเนนนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเธอเองก็ตัดใจทางโลกได้แล้ว และครอบครัวก็อนุญาต แต่ทว่าวัดที่เธอไปขอบวช ต่างก็ปฏิเสธไม่ให้บวชเพราะเธอสวยจนเกินไป หากให้บวช พระเณรในวัดจะปฏิบัติธรรมได้ไม่เป็นสุข เพราะจะพากันนึกถึงแต่ความสวยของเธอ ริโยเนนไปขอบวชอยู่หลายวัดและถูกปฏิเสธตลอด เธอจึงตัดสินใจเด็ดขาด เอาเหล็กแผ่นพอขนาดปิดแก้มได้ไปเผาไฟจนแดงแล้วนาบแก้มทั้งสองข้างทำลายโฉม แล้วไปสมัครเป็นแม่ชีที่วัดอีกรอบ คราวนี้ทางวัดรับเธอเข้าปฏิบัติธรรม ซึ่งแม่ชีริโยเนนไม่ได้เสียดายความหลังอันรุ่งโรจน์ หรือหน้าตาอันสวยงามของตัวเองเลย ท่านกลับคิดว่า ความสุขสงบที่ดีที่สุดและพ้นทุกข์ได้นั้น คือความสุขอันแท้จริง

 

ดังที่กล่าวเปรียบเทียบเรื่องความทุกข์และความสุขไปแล้ว ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า เรื่องอกหักหากเทียบกับเรื่องราวและหลักธรรมอันลึกซึ้งหลากหลายในทางพุทธศาสนาแล้ว เรื่องอกหักก็ดูเล็กน้อยไปเลย และดูเหมือนธรรมะของพุทธศาสนานั้น จะสามารถล้างอกหักให้สิ้นไปได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงที่อกหักนั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น หากความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลรวมกัน เป็นดั่งกองเพลิงอันมหึมา อกหักก็จะเปรียบเหมือนแสงวูบวาบราวแสงเทียนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม อกหัก รักคุด รักไม่สมหวังนี้ เป็นกิเลสที่แตกแขนงมาจากราคะและความหลง ซึ่งหากเราไม่ระวัง แม้เป็นแสงเทียนเล็กๆ ก็อาจจะไหม้ลุกลามเป็นกองเพลิงขนาดมหึมาได้

 

ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ความหลงใหลในเรื่องเพศ หรือความรัก กลายเป็นตำนานกระฉ่อนโลกมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระนางคลีโอพัตรา กับ จูเลียต ซีซาร์ หรือกษัตริย์ชาห์ชะฮาน กับ พระนางมุมตัซ ที่เป็นต้นตอของการสร้างทัชมาฮาล สิ่งก่อสร้างหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งไม่ว่าความรักที่ไม่สมหวังจะดูเจ็บปวดมากเพียงใด แต่หากเรามีสติและมีธรรมะ ฝึกฝนอบรม เตือนใจตนเองอยู่เสมอ เราก็จะสามารถขจัดพิษรักที่ปวดร้าวได้อย่างแน่นอน

โฆษณา

Read Full Post »

การเจริญรอยตามหลักธรรมทั้งหลาย นับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์กับชีวิต เป็นทั้งวัคซีนชั้นยอดที่นำทางให้เราดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง (เพื่อลดโอกาสการเกิดความทุกข์) และยังเป็นเครื่องเยียวยาหากเราเกิดปัญหาทุกข์ใจขึ้นมา จะได้ใช้วิเคราะห์ว่าควรทำอย่างไรบ้างเพื่อจัดการกับปัญหา คลายทุกข์ และป้องกันไม่ให้ทุกข์ชนิดนั้นๆ เกิดขึ้นกับตัวเราอีกในภายภาคหน้า

 

แต่วิธีการเอาชนะความทุกข์ตามวิถีแห่งพุทธยังสามารถประยุกต์ให้กลายเป็นแนวทางแห่งการชนะทุกข์ได้อย่างเหนือชั้นขึ้นไปอีก นั่นคือ แทนที่เราจะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ หรือรอให้เกิดทุกข์แล้วค่อยมาทำใจ ค่อยมาตั้งสติ ซึ่งเราสามารถเริ่มฝึกตนเองให้มีความแกร่งได้ พร้อมรับทุกข์หรือสุขได้ทุกสถานการณ์… หากทำได้เช่นนั้น ย่อมเรียกได้ว่าเราเหนือชั้นความทุกข์อยู่หลายช่วงตัวทีเดียว เรียกว่าเป็นการชนะทุกข์ได้ตั้งแต่มุ้งยังไม่ก้างด้วยซ้ำ

 

การฝึกตนจึงต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติ การรับรู้ของเราก่อน เนื่องจากเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเป็นทุกข์นั้นก็เพราะ เราทุกคนมีการตีความสิ่งเร้าเชิงลบที่มากระทบกับเราว่า “มันคือทุกข์” เช่น โดนด่าก็คือทุกข์ ของหายก็คือทุกข์ โดนบังคับก็คือทุกข์ คนส่วนมากมีจะตีความสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นทุกข์ จากนั้นใจเราก็จะรู้สึกลบต่อมัน อันนำมาสู่วงจรแห่งกิเลส (โลภะ โทสะ หรือ โมหะ ออกฤทธิ์) ในที่สุดใจเราก็เกิดอารมณ์เชิงลบโต้ไป

 

นับแต่นี้ไป หากคุณอยากเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้พบกับเรื่องทุกข์น้อยลง เราต้องปรับทัศนคติและการมองโลก ให้เป็นเชิงบวก คิดบวก และมองบวก เพื่อค่อยๆ โปรแกรมให้สมองและจิตใจของเราเปลี่ยนการตีความ “เรื่องเชิงลบ” จากการมองมันให้เป็นลบ และกระทบความรู้สึกในเชิงลบ ให้กลายเป็นหามุมบวกของมัน เพื่อแปลงให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกแทน

 

ตัวอย่างเช่น การถูกเจ้านายตำหนิเรื่องงาน แทนที่จะมองว่า “มันคือเรื่องร้าย มันคือเรื่องทุกข์และทำให้เราเสียอารมณ์” เราควรฝึกที่จะคิดด้วยทัศนคติเชิงบวกว่า “เราโดนตำหนิมันเพราะเหตุใด เราจะแก้ไขมันได้อย่างไร และการมัวแต่ทุกข์นั้นหาใช่สิ่งที่มีประโยชน์ไม่ เราควรมองบวกกับสถานการณ์นี้ อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้พบข้อผิดพลาดของตัวเอง อันทำให้เราสามารถปรับแก้ความผิดพลาดนั้นได้ทัน”

 

เราต้องใช้วิธีคิดบวกเข้าสู้ครับ ทำให้สมองมีความคิดที่ว่า ปัญหาและความทุกข์คือยาวิเศษ ที่จะทำให้เราฝึกใจฝึกตนให้แกร่งเหนือทุกข์ได้มากขึ้นๆ เหมือนการสั่งสมประสบการณ์ ที่ยิ่งผ่านเรื่องนั้นๆ มามากๆ เราย่อมมีประสบการณ์ รู้ว่าควรจัดการหรือปฏิบัติต่อเรื่องนั้นๆ อย่างไรบ้าง

 

โปรดอย่าเพิ่งคิดว่า “การฝึกมองเรื่องทุกข์ให้เป็นบวก” นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะโลกนี้มีคนที่ทำได้มากมายครับ… เหล่าคนที่มองโลกในแง่ดี ในแง่บวก หรือมองโลกในแง่กลางๆ อย่างที่มันเป็น โดยไม่ปล่อยให้สถานการณ์หรือสิ่งเร้ามาชักนำทำให้ใจขุ่นมัวจนเกิดอารมณ์ที่ไม่ดี

 

อย่าลืมนะครับ “จิตใจ” เป็นสิ่งที่เราคุมมันได้ เราฝึกมันได้ แต่การที่ทุกวันนี้รูปการมันคล้ายกับว่าเราควบคุมมันไม่ได้ เช่น เกิดเรื่องปุ๊บใจมันจะแล่นอารมณ์เชิงลบสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเร็วกว่า 1 ใน 1,000 วินาทีเสียด้วยซ้ำ ก็ทำให้หลายคนคิดว่ามันจะไปทำอะไรได้ มันจะไปแก้ให้มองบวก แก้ให้เลิกทุกข์ได้อย่างไร

 

แต่พระพุทธเจ้าได้รับการยกย่องว่าเป็น “มหาบุรุษผู้ฝึกบุคคลที่สามารถฝึกได้” ซึ่งเรื่องที่ฝึกก็คือฝึกจิตใจ ฝึกการมองโลก ฝึกวิธีคิดจากแบบเดิมๆ ที่ขุ่นมัวง่าย โกรธง่าย อาละวาดง่าย ระงับจิตใจแทบไม่ทัน ให้กลายเป็นคนที่รู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันตัวทุกข์ รู้เท่าทันอารมณ์ อันทำให้ผู้ที่ฝึกมาดีนั้น เป็นคนที่สามารถคุมจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้ทรงค้นพบและมอบไว้ในพุทธศาสนาก็คือแนวทางสำหรับการฝึกตนเองให้เป็นนายที่แท้ของจิตใจตน และอยู่เหนือโลกที่เต็มไปด้วยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนนี้

 

การชนะความทุกข์ตามแนวทางของพุทธนั้น จึงแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือ เมื่อเกิดทุกข์แล้ว เราก็รับมือ จากนั้นก็ทำการแก้ไข จัดการมัน ส่วนระดับที่สองก็จะเหนือชั้นกว่าระดับแรก นั่นคือ การพยายามทำใจให้เหนือความทุกข์ เข้าใจในธรรมชาติของจิตใจ ของมนุษย์ ของโลก และของธรรมชาติเพื่อที่เราจะได้ฝึกใจเพื่อเตรียมรับกับทุกเหตุการณ์ที่อาจนำทั้งความสุขและความทุกข์มาสู่เราได้ หากเราฝึกตนให้ถึงระดับนี้ได้ ความทุกข์จะทำร้ายเราได้น้อยลง และเราจะควบคุมตนเองได้มากขึ้น

 

และการชนะความทุกข์ตามแนวทางของพุทธในระดับสูงสุดนั้น คือ การทำจิตใจตนให้อยู่เหนือโลก เป็นจิตแห่งความว่าง เป็นจิตที่นิพพาน เข้าใจความจริงของโลกจนไม่ติดในรสชาติแห่งความอร่อยของความสุขและไม่หวาดกลัวต่อความยวนเย้าของกิเลส ไม่ผันแปรทางอารมณ์อย่างง่ายๆ เพียงเพราะความทุกข์มารังควาน ซึ่งการชนะทุกข์ระดับนี้นั้น ต้องอาศัยความอดทนในการฝึก และการศึกษาเป็นเวลานาน อีกทั้งต้องมีทัศนคติความคิดที่ถูกต่อคำว่า “ความว่าง” เนื่องจากคนส่วนมาก พอได้ยินคำว่า “ความว่าง” หรือ “ไม่สุขและไม่ทุกข์” แล้ว ก็พาลคิดไปว่า มันจะดีได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีความสุขอยู่ในจิตใจเลย

 

ซึ่งจุดนี้ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า ความสุขอาจเป็นสิ่งดีที่มีความอร่อยสำหรับจิตใจเรา แต่กระนั้นก็ต้องเข้าใจว่า ความสุขกับความทุกข์คือสิ่งตรงข้ามกัน หากเราเลือกชีวิตที่มีความสุขก็ขอให้ทำใจรอรับได้เลยว่า วันใดความสุขหายไป ความทุกข์ก็จะตรงเข้ามาเกาะในใจเราแทน

 

ดังนั้น ทางเดียวที่จะกำจัดความทุกข์ไปจากเราได้ เราต้องลบความสุขให้หมดไปจากใจด้วย

 

สภาวะแห่งความว่าง อาจไม่มีสุขที่รสอร่อยแบบที่เรามีในปัจจุบัน แต่มันจะเป็นสภาวะแห่งสายกลาง ซึ่งแม้แต่ท่านพุทธทาสภิกขุก็ยังสนับสนุนให้คนได้ไปถึงสภาวะนั้น เพราะมันอธิบายได้ยากว่ามันดีเยี่ยมยิ่งกว่าความสุขในเชิงโลกียะอย่างไร

 

ถึงจุดนี้ เราก็ได้ทราบแนวทางแห่งการเอาชนะความทุกข์แนวพุทธไปครบทุกด้านแล้วนะครับ เราได้รู้จักตัวทุกข์ รู้จักกิเลส นิวรณ์ และโฉมหน้าที่มาที่ไปของสภาวะที่นำความทุกข์มาสู่ใจเรา จากนั้นเราก็ได้พบกับหลักอริยสัจ 4 ที่มีไว้เพื่อเป็นเครื่องนำทาง เครื่องแนะแนววิธีการแก้ปัญหาอย่างมีขั้น มีตอน และมีหลักการ อันเป็นอาวุธชั้นดีที่มีไว้ใช้เพื่อต่อกรกับตัวทุกข์ทุกรูปแบบ

 

ถัดจากนั้นเราก็ได้พบกับแนวทางที่เหนือชั้นกว่าการแก้ปัญหา นั่นคือ การเตรียมรับมือกับปัญหา โดยการฝึกจิตใจให้เข้าใจความจริงว่า โลกนี้ต้องมีทุกข์เป็นของธรรมดา ซึ่งเราไม่ต้องกลัวมัน ไม่ต้องเกรงมัน ไม่ต้องปล่อยให้มันมามีผลเชิงลบต่อจิตใจ เราสามารถที่จะฝึกใจให้นิ่งหรือถึงขั้นคิดบวกได้ยามเกิดปัญหา ซึ่งทั้งแนวคิดทางตะวันตกและตะวันออกก็เห็นตรงกันว่า หากเรามีใจแกร่ง ไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์แห่งทุกข์ และรู้จักเรียกสติมาประจำการเพื่อร่วมมือกับปัญญาในการแก้ปัญหาและเอาชนะความทุกข์ นั่นถึงจะเป็นทางที่ดีที่สุด

 

หากท่านใดอยากชนะทุกข์แบบสูงสุด นั่นคือลบความทุกข์ออกไปจากสารบบของชีวิต เราก็ต้องฝึกจนใจเข้าถึงภาวะแห่งความว่าง อันเป็นภาวะสูงสุดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพยายามสอนสั่งให้มนุษย์เดินไปให้ถึง

บัดนี้คุณได้รู้แล้วว่า เราต้องฝึกอย่างไรบ้างถึงจะเอาชนะความทุกข์ได้… ขั้นตอนที่เหลือคือ คุณต้องฝึก ต้องปฏิบัติ และต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยตนเองว่า วิธีเหล่านี้ได้ผลจริงแท้แค่ไหน

Read Full Post »

แล้วเราก็มาถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดได้ทั้งความทุกข์และความสุข นั่นก็คือ เงิน และทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งความจริงคือ เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตครับ เราต้องใช้มันในการแลกปัจจัย 4 ใช้มันในการสร้างอนาคต สร้างครอบครัว และอื่นๆ เราจึงไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของเงินได้อีกต่อไป

 

แต่ขณะเดียวกันการมุ่งหมายในเรื่องเงินทองมากจนเกินไป ก็จะเท่ากับเราปล่อยให้โลภะเข้าครอบงำ และในที่สุดมันก็จะหล่อหลอมให้เราเห็นแก่ตัวได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะแนวทางการบริหารเงิน และการหาเงินอย่างพอเหมาะไว้ในหลัก ทีฆชาณุสูตร ซึ่งส่วนมากเราจะคุ้นเคยกับชื่อว่า คาถาหัวใจเศรษฐี หรือ อุอากะสะ ซึ่งจะทำให้รู้หลักหาเงินอย่างพอดี ให้มีทรัพย์พอเหมาะแก่การสร้างความสุข และไม่มากไปจนก่อให้เกิดความทุกข์

 

อุฏฐานสัมปทา คือ การดำรงตนให้มีความขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ทั้งการขยันทำงาน และขยันหาทรัพย์สินทั้งหลายมาด้วยความสุจริต หรือหากเกิดปัญหาในการทำงาน มีปัญหาในการหาเงิน หรือต่อให้ล้มละลายก็จะไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้ หาทางฟันฝ่าสร้างงานสร้างทรัพย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งหากทำได้ตามนี้ ย่อมไม่มีความทุกข์

 

อารักขสัมปทา คือ การรู้จักรักษาทรัพย์ ถนอมทรัพย์ที่ตนหามาได้ รู้จักบริหารแบ่งส่วนสำหรับใช้จ่าย สำหรับเก็บออม และรู้จักทำให้เงินงอกเงยมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านทางการออมและการลงทุนรูปแบบต่างๆ และการรักษาทรัพย์ที่สำคัญที่สุดคือการสอนสั่งให้ทายาทผู้รับสืบทอดทรัพย์รู้จักการรักษาทรัพย์ด้วย

 

กัลยาณมิตตตา คือ การคบหามิตรที่ดี มิตรที่สร้างความเจริญ ช่วยกันสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงทางฐานะ ช่วยกันชักนำให้ต่างคนต่างใช้เงินอย่างฉลาด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่พาไปสู่อบายมุข และเข้าใจอย่างถูกต้องว่า การมีเพื่อนที่มี มีมิตรที่ดี จะเป็นทรัพย์ที่มีค่าและใช้ได้ไม่มีวันหมด

 

สมชีวิตา คือ การรู้จักใช้เงินให้เป็น ใช้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็น ไม่ใช่อย่างฟุ่มเฟือย ไม่เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น มีเงินเท่าไรก็บริหารการใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงินที่มี เพียงเท่านี้เราก็จะไม่ต้องเดือนร้อนหรือทุกข์ใจอันเนื่องมาจากเงินทองไม่พอแก่การใช้จ่าย และไม่ทุกข์เพราะต้องกู้หนี้ยืมสินด้วย

 

เมื่อเราดำเนินชีวิตทางการเงินได้ดังนี้แล้ว จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงิน และไม่ต้องมานั่งทุกข์เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกต่อไป… หากใครมีทุกข์เพราะเงิน รีบเปลี่ยนตัวเองมาทำตามหลักธรรมข้อนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ

Read Full Post »

ถัดจากเรื่องระงับทุกข์ในครอบครัว ก็มาถึงธรรมที่มีฤทธิ์ในการระงับทุกข์ด้านสัมพันธภาพกับคนทั่วไปในสังคม หลักธรรมนั้นก็คือ สังคหวัตถุ 4 หลักธรรมแห่งการสร้างมิตรไมตรี แห่งการเอื้อเฟื้อเกื้อกูล สงเคราะห์ช่วยเหลือกันจนก่อให้เกิดสายใยอันดีงาม อันจะเป็นเครื่องระงับเหตุแห่งทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้จะเกิดปัญหาไปแล้ว หลักธรรมนี้ก็ยังเป็นเครื่องช่วยเยียวยาด้านสัมพันธภาพได้

 

ประการแรก คือ ทาน หมายถึง การรู้จักเสียสละ การไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปัญหาระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่เรื่องบนท้องถนนก็ตาม มักเกิดจากการที่เราเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง และลืมที่จะนึกถึงหรือลืมที่จะเสียสละให้คนอื่นได้รับประโยชน์ร่วมด้วย จึงเกิดความขัดแย้งไม่พอใจกัน ดังนั้น ทาน จึงเป็นหลักเตือนสติให้เราระลึกเสมอว่า ความเสียสละจะช่วยให้โลกนี้หมุนไปได้ หากเราละความเห็นแก่ตัวเปลี่ยนมาเป็นเห็นแก่กัน เราและสังคมย่อมมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม

 

ประการที่ 2 คือ ปิยวาจา หมายถึง การพูดจาด้วยคำพูดที่ดี สร้างสรรค์ ซึ่งถือว่าคล้ายกับหลักสัมมาวาจา นั่นคือการใช้วาจาสุภาพ ไม่ทำร้ายกัน ซึ่งสร้างได้ทั้งไมตรี และใช้ได้ในการขอโทษเพื่อขออภัยยามเราทำสิ่งใดผิด หรือใช้พูดเพื่อคลี่คลายความทุกข์ความตึงเครียดระหว่างเรากับบุคคลอื่นได้ ขอเพียงเราพูดอย่างจริงใจ แม้ต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ในที่สุดปัญหาหรือความทุกข์มักจะคลี่คลายลงได้

 

ประการที่ 3 คือ อัตถจริยา หมายถึง การทำ ให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ คิดถึงอกเขาอกเราซึ่งสืบเนื่องกับ ทาน ที่ว่าด้วยการเสียสละให้คนอื่น เมื่อผสมกับอัตถจริยาก็คือการรู้จักใคร่ครวญว่า เราสามารถละบางส่วนเพื่อทำให้คนอื่นได้รับเพิ่มอีกสักส่วนได้หรือไม่ เช่น การตกลงทางธุรกิจ หากเราคิดแต่จะได้ฝ่ายเดียว การเจรจานั้นก็อาจยุติลงไม่ได้ แต่หากเราคิดถึงทั้งผลประโยชน์ฝ่ายเขาและฝ่ายเรา ยอมสละส่วนตนบางส่วนเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้กับฝ่ายเขาอย่างเต็มใจ แน่นอนว่าในท้ายที่สุดประโยชน์ย่อมเกิดได้ประโยชน์ทั้งคู่ (Win-Win Solution)

 

 

ประการที่ 4 คือ สมานัตตา หมายถึง การรักษาความดีของเราแบบเสมอต้นเสมอปลาย ทำดีกับทุกคนทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งถือเป็นการดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่ถูกอย่างต่อเนื่องอันจะเป็นเรื่องป้องกันไม่ให้เราต้องตกไปสู่ทางแห่งทุกข์ได้อย่างดีเยี่ยม

 

หลักนี้จึงใช้เพื่อนำทางเรื่องสัมพันธภาพและใช้เพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพที่เสียหายไป

Read Full Post »

สำหรับเรื่องในครอบครัว ก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดการกระทบกระทั่ง ไม่ว่าสามีภรรยาทะเลาะกัน หรือลูกดื้อเอาแต่ใจ หรือพี่น้องเครือญาติคอยแต่จะสร้างปัญหาให้ปวดหัว หากคุณพบว่าตัวเองมีปัญหาเหล่านี้ก็ได้เวลารู้จักกับหลัก พรหมวิหาร 4 อันเป็นธรรมะที่จะช่วยให้เราอยู่ในโลกได้อย่างสงบสุข ธรรมะที่คนเป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่มีวุฒิภาวะสมควรมี ซึ่งคนที่มีครอบครัวไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ก็สมควรรู้สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะได้ทำการปรับปรุงให้ตนเอง มีวิธีปฏิบัติที่ถูกต่อคนอื่นๆ ในครอบครัว (และที่สำคัญคือต้องไม่ลืมใช้มันสอนลูกหลานให้ปฏิบัติด้วย)

 

ประการแรกคือ เมตตา หมายถึง การปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข มีแต่ความสบายกายและสบายใจ ซึ่งหากทุกคนในครอบครัวต่างก็มีหลักธรรมข้อนี้แล้ว ย่อมเกิดแต่ความสุขสงบ หรือต่อให้มีทุกข์เกิดขึ้น ใจที่เปี่ยมเมตตาก็จะคอยเตือนสติให้เราระลึกเสมอว่า แม้เราจะมีทุกข์ แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำความทุกข์ไปเบียดเบียนคนอื่น และไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไประบายอารมณ์ โยนเรื่องความทุกข์ให้กับคนอื่นๆ เลย

 

ประการที่สองคือ กรุณา หมายถึง การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมข้อที่มีไว้เพื่อใช้รับมือกับคนในครอบครัวหรือใครก็ตามที่นำปัญหามาให้เรา หรือเกิดความไม่พอใจแล้วมาฟาดงวงฟาดงาใส่เรา แนวทางแห่งการจัดการก็คือ เราต้องนึกเสมอว่า คนที่กำลังทุกข์นั้น เขาจะมีพลังสติที่ลดลง ดังนั้นจงอภัยหากเขาพูดไม่ดี ทำไม่ดีกับเรา จงเข้าใจว่านั่นคือธรรมชาติของคนที่ทุกข์ เราจึงไม่ควรไปตอบโต้ต่อพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่เราควรพยายามช่วยดึงเขาออกจากความทุกข์นั้นด้วยใจกรุณา และต้องอาศัยความอดทนประกอบกัน

 

ประการที่สามคือ มุทิตา คือ การแสดงความยินดียามที่คนอื่นได้รับสิ่งดีในชีวิต ซึ่งพรหมวิหารตัวนี้จะเป็นเครื่องช่วยกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างคนในครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเมื่อเราแสดงความยินดีในสถานการณ์ดีๆ ก็ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน และในทางจิตวิทยานั้น การที่เราหมั่นแสดงตัวว่ายินดีกับใครบ่อยๆ เมื่อนานวันเข้า จิตของเขาผู้นั้นก็จะสร้างเงื่อนไขทางจิตวิทยา โดยการเชื่อมโยงตัวเราเข้ากับเรื่องดีๆ (เพราะมีเรื่องดีๆ เสมอเมื่อมีเราอยู่) ดังนั้นหากเราเป็นคนที่แสดงความยินดีกับใครๆ อย่างจริงใจสม่ำเสมอ เราจะกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดีๆ ติดตัวโดยอัตโนมัติ คนที่เจอเราก็มักจะยิ้มแย้มโดยไม่ต้องมีเรื่องดีๆ ก็ได้

 

มุทิตา เป็นหลักธรรมที่คนยุคใหม่มักขาดหาย ทำให้เกิดช่องว่างในครอบครัว พ่อแม่ลูกและปู่ย่าตายาย วงศาคณาญาติห่างเหินกัน ไม่ได้มีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน ไปๆ มาๆ ส่วนมากจะคุยกันหรือพบกันก็ตอนเกิดเรื่องไม่ดี เช่น งานศพ หรือไม่ก็มีปัญหาแล้วจึงค่อยพบหน้า จึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวกลายเป็นสายใยแห่งความทุกข์แทนที่จะเป็นความผูกพันแบบในสมัยก่อน ดังนั้นหากครอบครัวไหนอยากป้องกันความทุกข์ การฟื้นฟูสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

 

ประการที่สี่คือ อุเบกขา นี่แหละครับคือการวางเฉย แต่ทว่าการวางเฉยนั้นไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ ไม่ได้แปลว่าพอมีใครจะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้า ก็ทำตัวอยู่นิ่งๆ ไม่มอง ไม่สน นั่นไม่อุเบกขาเลยนะครับ

 

ความหมายที่แท้ของอุเบกขาก็คือ การมองทุกอย่างด้วยใจเป็นกลาง มองทุกสิ่งด้วยใจเป็นธรรม มองว่ามันเท่าเทียมกันและใช้หลักเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งการวางเฉยแบบอุเบกขานั้น หมายถึงการวางเฉยต่อสิ่งเร้าที่จะมาป่วนจิตใจให้ความเป็นกลางที่มีนั้นสลายไป เช่น จู่ๆ ลูกก็แสดงท่าทีโมโหร้าย หันหน้ามาด่าเรา เราก็ต้องวางเฉย ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธมาสั่งการให้เราด่ากลับ แต่เราต้องพิจารณาสาเหตุอย่างเป็นกลางว่า “เพราะอะไร ลูกถึงหันหน้ามาด่าเราแบบนี้

 

การวางเฉยจึงหมายถึงการรักษาตนเองให้มีสติ ไม่ให้จิตฟุ้งหรือแฟบไปตามพลังกิเลสที่ก่อตัวขึ้น แล้วค่อยปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น เมื่อภรรยาหรือลูกของเราทำสิ่งใดสำเร็จก็ยินดีด้วย หรือเมื่อพวกเขามีทุกข์ก็ให้ความสนใจช่วยคลายทุกข์ โดยช่วยด้วยใจเป็นกลาง หากความทุกข์นั้นเกิดเพราะความผิดพลาดของภรรยาหรือลูกของเราเอง เราก็ต้องค่อยๆ บอกและแนะนำให้เขาได้ทราบ เพื่อเขาจะได้ทำการปรับปรุงไม่ให้มันเกิดเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำอีกในอนาคตข้างหน้า

 

อุเบกขาจึงเป็นตัวสำคัญที่มนุษย์ทุกคนควรใช้ในยามที่ต้องเจอปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากคนอื่นๆ ในครอบครัวหรือสังคม การวางเฉย ทำใจเป็นกลาง ไม่หุนหันหรือห่อเหี่ยวไปตามสถานการณ์ จะทำให้เราจัดการเรื่องนั้นให้สามารถพบทางออกได้อย่างดีที่สุด

 

อุเบกขาถือเป็นหลักธรรมตัวสำคัญที่หากผู้ใดที่อยากฝึกฝนตนเองให้ควบคุมจิต กำหนดใจให้เหนือทุกข์ได้ต้องเรียนรู้และฝึกให้ชิน อีกทั้งคนที่ต้องการจะเข้าถึงความว่างอันเป็นทางแห่งการเอาชนะความทุกข์ขั้นสูงสุด เป็นทางแห่งความสุขที่เหนือสุขทางโลก ก็ต้องเข้าให้ถึงอุเบกขานี้ก่อน จึงจะไปถึงความว่างได้

Read Full Post »

ที่จริงแล้วเพียงแค่เราทำตามหลักอริยสัจ 4 หรือใช้ 4 คำชนะทุกข์ ก็สามารถช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างดีและมีความสุขในระดับหนึ่งแล้ว แต่ดังที่ผมบอกไปว่า หลักธรรมแต่ละบทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงมอบไว้นั้น คือแนวทางในการเพิ่มสุขและดับทุกข์ให้กับชีวิตแบบเฉพาะด้านเช่นกัน ผมจึงจะนำเอาหลักธรรมมาขยายความต่อว่ามันช่วยเราเอาชนะความทุกข์ในหัวข้อต่างๆ ของชีวิตได้อย่างไรบ้าง

 

ธรรมะชุดแรกที่ผมจะนำเสนอก็คือธรรมที่ชื่อว่า อิทธิบาท 4 ที่แปลว่า บาทหรือฐานแห่งความสำเร็จ 4 ประการ ซึ่งเหมาะที่คนทำงานจะจำไว้ให้ขึ้นใจว่า การจะทำงานใดให้ลุล่วงได้นั้น ต้องเดินตามแนวทางที่ฐานแห่งความสำเร็จทั้ง 4 นี้ได้อธิบายเอาไว้

 

อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ คือ มีความพอใจในงานที่ทำ ซึ่งแบ่งได้เป็นสองแนวทาง แนวทางแรก คือ การได้ทำงานที่ตนเองรักและพอใจ ซึ่งหากเราเลือกได้ ก็ควรเลือกทำงานที่เราชอบ ที่เราถนัด เราจะได้มีความสุขกับการทำงาน มีความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องงานหรือหาความก้าวหน้าเพิ่ม เพราะสำหรับเราแล้ว งานนั้นแทบจะไม่ใช่งานด้วยซ้ำ แต่เป็นการได้ทำในสิ่งที่รักแล้วได้เงินทองตอบแทนมากกว่า

แต่ในกรณีที่เราต้องทำงานที่ไม่ถนัดด้วยความจำเป็น หลักแห่งฉันทะนี้ก็มีไว้ชี้ทางออกเพื่อคลายทุกข์ นั่นคือ แม้เราจะไม่ถนัด แต่เราก็ควรสร้างความชอบให้เกิดขึ้นกับตัวงาน สิ่งแรกก็คือพยายามลบทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับงานนั้นออกให้หมด เจ้าพวกความคิดที่ทำให้เราเกลียดงานนั้นยิ่งขึ้นเราต้องกำจัดมันออกไป จากนั้นสิ่งต่อมาเราก็ต้องค่อยๆ ปลูกความชอบในงานนั้นขึ้น เช่น การหาจุดดี หาประโยชน์ของการทำงานนั้น หาจุดที่เรารู้สึกชอบหรือมีความสุข หรือไม่ก็พูดคุยกับคนที่รักในงานนั้น เพื่อทำความเข้าใจว่าเขารักงานนั้นด้วยเหตุใด เราจะได้ซึมซับความรู้สึกดีๆ ต่องานนั้นด้วย

 

ดังนั้นด้วยหลักฉันทะเพียงประการเดียวก็ทำให้เราคลายทุกข์เรื่องงานไปได้หลายเปลาะทีเดียว โดยการให้ความรักกับงาน สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดและพยายามมองข้ามสิ่งไม่ดีในงานนั้น หรือไม่ก็อาจจะนำเอาสิ่งไม่ดีมาคิดปรับปรุง หาทางทำให้มันดีขึ้นก็ยังได้

 

ต่อมาคือ วิริยะ ซึ่งหมายถึงความเพียรพยายาม ตั้งใจในการทำงาน อันเป็นหลักสำคัญมาก ไม่ว่าเราจะทำงานชนิดไหนหรือทำอะไรก็ตาม หากปราศจากความเพียร งานนั้นย่อมไม่อาจสำเร็จลงได้ หรืองานที่ขาดความตั้งใจในการทำมันก็อาจเสร็จแต่ไม่สำเร็จสมบูรณ์

 

ถ้าเราทำงานด้วยหลักนี้ เราจะระงับทุกข์ได้หลายประการ เช่น ถ้าเราตั้งใจทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ งานชิ้นนั้นจะเสร็จสมบูรณ์อย่างดี เราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ในภายหลังอีก หรือการมีพลังความพยายามทำงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้เราทำงานสำเร็จได้เร็วขึ้น อีกทั้งการทำงานอย่างสม่ำเสมอก็ถือเป็นการพัฒนาฝีมือที่ดีมากอีกทางหนึ่ง ดีกว่าปล่อยให้ตนเองมีความเกียจคร้านหรือท้อแท้เกิดขึ้นมา แบบนั้นการทำงานก็จะเกิดปัญหาต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน

 

สำหรับ จิตตะ คือ การทำงานด้วยความเอาใจใส่และทุ่มเท ซึ่งหากเราทุ่มเทกับงานเสมอ มันจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันการตกงานให้กับเราได้อย่างดีเยี่ยม เพราะถ้าเราทำงานอย่างดี ทุ่มเทเต็มที่ ไม่มีบกพร่อง เจ้านายที่ดีก็ย่อมอยากจะเก็บเราไว้เป็นพนักงานไปนาน หรือต่อให้เราเจอเจ้านายไม่ดีมาหาเรื่องไล่ออก เราก็ไม่ต้องกลัว เนื่องจากเรามีผลงานที่ดีมาโดยตลอด และมีนิสัยแห่งความทุ่มเทติดตัวไปเสมอ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราก็จะสามารถสร้างผลงานที่ดีได้เช่นกัน

 

จิตตะยังหมายถึงการมีสมาธิจดจ่อกับการทำงาน ซึ่งจะเป็นตัวเสริมอย่างดีให้กับวิริยะ กล่าวคือเราจะมีทั้งความเพียร หมั่นทำงาน ขยัน และบังเกิดสมาธิกับความรอบคอบ ช่วยให้งานที่ทำนั้นมีคุณภาพดีเป็นที่น่าพอใจ

 

และปิดท้ายด้วย วิมังสา คือ การใช้ปัญญามาช่วยในการทำงาน เช่น ใช้มันวิเคราะห์ ใช้มันปรับปรุงตัวงานให้ดีขึ้น หรือใช้ปัญญามาควบคุมการทำงานของเราให้มีทิศทางมากขึ้น อีกทั้งยังหมายถึงการรู้จักใช้ปัญญามาตรวจสอบการทำงานของตนเอง หากเกิดความผิดพลาดก็จะได้ลงมือปรับปรุงแก้ไข พลิกจากความผิดพลาดให้กลายเป็นประโยชน์ ให้กลายเป็นการพัฒนาศักยภาพตนเองได้

 

หลักแห่งอิทธิบาท 4 จึงเป็นตัวระงับทุกข์จากการทำงานที่ดีเยี่ยม เพราะโดยเนื้อแท้แล้วหลักนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อรอให้เกิดทุกข์ เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ แต่เป็นหลักที่สอนให้เรามีสติตั้งแต่ก่อนจะเริ่มทำงาน รู้จักบอกตัวเองให้รักในงาน คิดถึงงานในแง่ดี มีความพยายามไม่ย่อท้อ มีสมาธิจอจ่อทำงานต่อเนื่อง และใช้ปัญญาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญระหว่างปฏิบัติงาน จะได้ไม่ปล่อยปละละเลยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมา

 

จำไว้นะครับว่า วิธีชนะทุกข์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การแก้เมื่อเกิดทุกข์ แต่เราต้องทำงาน หรือทำทุกสิ่งแบบไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาง่ายๆ กล่าวคือ การป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์ย่อมดีกว่าการแก้ไขทุกข์ในภายหลัง นั่นแหละถึงจะเรียกว่าชนะทุกข์ได้อย่างแท้จริง (คิดดูครับ ชนะแบบทำให้มันไม่เกิดขึ้นมาเลย ต้องเรียกว่าเก่งกว่าเป็นไหนๆ)

Read Full Post »

สืบเนื่องจากบทที่แล้ว เราได้พูดกันถึงการใช้ปัญญาในการรับมือความทุกข์หรือปัญหาชีวิต และประเด็นสำคัญก็คือ เรานั้นต้องมีปัญญาพร้อม มีปัญญาเพียงพอที่จะรับมือกับความทุกข์สารพัดรูปแบบ ซึ่งคนจำนวนมากไม่สามารถดับทุกข์ได้ ก็เนื่องจากไม่มีปัญญาที่มากพอ กล่าวคือ ไม่รู้แนวทางสำหรับการดับทุกข์ หรือไม่รู้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับการดำรงชีวิต เช่น คนที่หลงไปติดยาเสพติดหรือหลงไปทำผิดกฎหมาย นั่นก็เพราะเขาปราศจากปัญญาความรู้ที่จะมาไตร่ตรองว่า ตนกำลังดำรงชีวิตที่ผิด และมันก็จะนำไปสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกข์

 

ดังนั้นแนวทางการดับทุกข์ที่สำคัญอีกประการ คือ การเพิ่มพูนปัญญาให้กับตัวเราเอง

เพราะเมื่อเรามีปัญญามาก รู้สิ่งที่ถูกมาก เราก็จะทำสิ่งที่ถูกมากขึ้น และทำผิดน้อยลง อันจะเป็นการนำตนเองให้ไกลจากเรื่องทุกข์โดยปริยาย หรือในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว และอื่นๆ หากเรารู้มากและรู้อย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถสร้างความสำเร็จให้กับชีวิตได้อย่างไม่จำกัดทีเดียว

 

การเพิ่มพูนปัญญาที่เหมาะสมนั้น เราต้องเพิ่มทั้งทางโลกและทางธรรม

เพิ่มปัญญาทางโลก ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มปัญญาผ่านทางการเรียนหนังสือหรือเพิ่มปัญญาทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงปัญญาด้านการใช้ชีวิต ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านประสบการณ์ ด้านการค้าขาย ด้านการทำงาน ด้านความรู้รอบตัว ด้านการพูด ด้านการกระทำ ด้านการแสดงออกต่อสังคม ซึ่งการหมั่นเติมความรู้เหล่านี้จะมีส่วนให้ชีวิตทางโลกของเราประสบความสำเร็จมากขึ้น พบความสุขมากขึ้น

 

การเพิ่มปัญญาทางโลกนั้น ก็ทำได้หลายวิธี เช่น การอ่าน การฟัง การพูดคุยกับผู้รู้ หรือการลงมือทดลองทำ ศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งหลังนับว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะคนที่เป็นเลิศในโลกได้นั้น จะต้องกล้าที่จะสัมผัสกับของจริง แน่นอนว่าระหว่างคนที่เคยอ่านแต่ตำรากับคนที่เจอทั้งในตำราและของจริง คนหลังย่อมเป็นเลิศกว่าและนำพาตัวเองออกจากอันตรายได้ดีกว่า

 

อีกทั้งคนที่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด เรียนรู้ที่จะลุกหลังจากล้มก็เป็นคนอีกประเภทที่จัดว่าเลิศ และคนลักษณะนี้หากทำการเรียนรู้อยู่เสมอ และไม่ปล่อยให้ตนเองต้องย่ำรอยความผิดพลาดเดิม เขาก็จะพบแต่ความสำเร็จเสมอไป (ประเด็นนี้จะขยายความอีกครั้ง ในตอนที่ 3 ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นคุณ)

 

ส่วนการ เพิ่มปัญญาในทางธรรม ก็คือ ปัญญาอีกระดับที่จะทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจว่าวิถีที่ถูกที่จะนำชีวิตเราไปสู่ความสงบสุขอันแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสุขและรสอร่อยในทางโลกนั้นมันช่างหอมหวาน และความเป็นเลิศในโลกก็ถือเป็นความสุขที่มากมายมหาศาล แต่กระนั้น ความสุขทางธรรมก็ยังนับว่าเหนือชั้นกว่า มากกว่า เพราะมันจะเป็นความสุขที่มีอิสระ สุขเหนือกว่าสุขทั่วไป

 

เพราะสุขในทางโลกนั้น มันเป็นสุขประเภทที่เสื่อมได้ เช่น วันนี้เราสุขเพราะได้เงิน ก็รับรองได้ว่าอีกระยะหนึ่งความทุกข์จากการเสียเงินหรือจากการที่เราไม่ได้เงินแบบที่เคยได้ ก็จะตามมา ดังนั้นความสุขในทางโลกจึงเป็นความสุขประเภทที่สุขเพื่อรอให้เกิดความทุกข์ในวันใดวันหนึ่ง… เช่นนั้นแล้ว เราจะไม่มีวันได้สุขถาวรจากความสุขทางโลกอย่างแน่นอน

 

แต่สำหรับความสุขทางธรรมนั้น จะเป็นความสุขที่เหนือสุข มันคือความว่าง สภาวะที่เป็นกลาง มันจะไม่มีความสุขและไม่มีความทุกข์ ซึ่งจุดนี้ย่อมต้องอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคลว่าจะชื่นชอบหรือไม่ เพราะความสุขแบบที่ว่า คือ ความสุขแบบเหนือโลก สุขแบบหลุดพ้น สุขแบบถอดถอนเอาความทุกข์ออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งดังที่กล่าวไปแล้วว่า สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน ดังนั้นจึงไม่มีทางกำจัดทุกข์วิธีไหนที่จะได้ผลหากยังมีคำว่า “ความสุข” อยู่ในชีวิตของเรา

 

ด้วยความที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงข้อนี้ ค้นพบว่าเมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์ตามมา เมื่อมีทุกข์สักวันสุขก็จะตามมาได้เช่นกัน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดที่จะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ก็คือการนำพาตนเอง เข้าสู่ทางสายกลาง ที่ไม่มีทั้งสุข ไม่มีทั้งทุกข์ มีแต่จุดตรงกลางที่ว่างเปล่า

 

การจะฝึกตนให้มีความสุขถึงระดับแห่งความว่างได้นั้น ต้องใช้เวลาฝึกทั้งใจ ทั้งกาย ทั้งความเชื่อ ความคิด และที่สำคัญคือ เราต้องมีจุดหมายไปที่ความว่าง ไม่ใช่จุดหมายไปที่ความสุข (เพราะการยึดเรื่องสุขก็เท่ากับเรายังไปไม่ถึงจุดแห่งความว่าง จุดกึ่งกลางที่แท้จริง) ซึ่งย่อมต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน ว่าอยากไปให้ถึงความว่างเพื่อหลุดพ้น หรืออยากได้แค่ความสุขทางโลกก็เพียงพอ

 

แต่ไม่ว่าคุณจะต้องการความสุขแบบไหน คุณก็ต้องหมั่นศึกษาความรู้ที่จะนำเราไปสู่ความสุขแบบที่เราต้องการ เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณที่ถูกโปรแกรมมาเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น มันจึงไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป ดังนั้นจึงต้องอาศัยการขัดเกลาทางความรู้ แนวคิดต่างๆ เพื่อให้มนุษย์มีทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องที่สุด ยิ่งรู้ในสิ่งที่ถูกมาก ตัวเราก็จะเข้าใกล้ชีวิตที่ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น

Read Full Post »

Older Posts »