Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ทาน’

ในเรื่องของการแก้กรรมหรือการขออโหสิกรรมนั้นต่อเจ้ากรรมนายเวรนั้น หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่า เราทุกคนนั้นทำเองได้ด้วยตนเอง และสามารถกระทำแทนผู้อื่นได้แต่ต้องเป็นคนในสายเลือดเดียวกัน ทั้งบุพการีพ่อแม่ พี่น้องที่ใกล้ชิด

 

แต่ที่สำคัญจะมาถึงจุดที่ขออโหสิกรรมนี้ได้ตัวเราเองนั้น เราต้องมีฐานบุญที่ดี ที่ต้องมาจากการมีทาน ศีล นำแล้วจึงจะมาถึงเรื่องของการทำสมาธิภาวนา ซึ่งอยากจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่าการทำสมาธินั้น จะอยู่ในขั้นตอนที่สาม เป็นเรื่องของการภาวนานั่นเอง

 

ก่อนที่เราจะทำสมาธิหรือภาวนาได้นั้น ภายในใจของเราควรจะตั้งให้มั่น ต้องดำรงตนเป็นผู้ให้ก่อน เพราะ ถ้าใจเราเป็นผู้ให้แล้ว การที่เราจะทำอะไรต่อไปมันจะง่ายในทุกเรื่อง ใจมันเปิด มันพร้อมแล้วที่จะไปขอโทษ ทั้งเจตนา ทั้งหนี้ที่เป็นทั้งต้นและดอก ช่องทางและฐานบุญที่ดีพร้อม

 

และโดยเฉพาะในเรื่องของการทำสมาธิเพื่อรวมจิตเพื่อจะให้เดินทางไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร อยากจะเปรียบเทียบว่าเหมือนเป็นบันได ๓ ขั้นที่จะต้องปีนขึ้นไป เพื่อให้ถึงจุดเป้าหมาย เพื่อให้การขออโหสิกรรมสำเร็จลงได้ ซึ่งจะเริ่มพาไปรู้จักตั้งแต่ในขั้นตอนแรกที่ทุกคนต้องมีถึงจะไปแก้กรรมได้สำเร็จ ก็คือ

 

ขั้นตอนแรก เรื่องของทาน

ในช่วงเวลาที่เราทุกข์ร้อน และมีวิบากกรรมรุมเร้าจนแทบหมดทางออก เรามีความตั้งใจในเรื่องที่จะไปแก้วิบากกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ ยิ่งลำบากเราต้องรีบให้เร็วเท่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้ทานนั้นเราจะทำอะไรก็ได้มากมาย เช่น ทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน วิทยาทาน ธรรมทาน การออกแรงช่วยงานสาธารณกุศลฯลฯ ซึ่งมีการให้ทานมากมายที่ไม่ใช่เงินแม้แต่บาทเดียว

 

ฉะนั้นเราต้องมีการทำทานต้องมาก่อน เหมือนกับว่าเราเดินขึ้นบันได เราคิดจะกระโดดขึ้นไปอยากจะไปอยู่ที่ชั้น ๓ มันคงเป็นไปไม่ได้  บันไดขึ้นที่หนึ่งและขั้นที่สองเราต้องผ่านไปก่อนสำหรับคนที่ไม่เคยมีบุญบารมีสะสมไว้ บันไดในแต่ละขั้นมันจะห่างกันมาก จนเราไม่สามารถก้าวข้ามไปถึงจุดมุ่งหมายได้

 

การที่จะทำให้ระหว่างบันไดนั้นสั้นลง หรือทำให้เรามีพลังเดินขึ้นไปได้นั้น เราต้องมีพละกำลัง เมื่อเรามีทั้งวิบากกรรม และบุญเก่าก็ไม่มี เราจะเอาพละกำลังเหล่านั้นมาจากไหนไปขออโหสิกรรม  ดังนั้นเราต้องสร้างพื้นฐาน สร้างพละ เตรียมเสบียงเสียก่อน      

 

สำหรับในการสร้างพละกำลังในเรื่องขออโหสิกรรม ก็คือ เราต้องทำทาน เริ่มจากเป็นผู้ให้เสียก่อน เมื่อใจเราเป็นผู้ให้แล้ว มันจะเกิดบุญกุศลและเป็นฐานบุญเบื้องต้นของเรา ที่จะส่งเราให้ขึ้นไปขั้นที่สองได้

 

ทานที่เราให้นั้นก็มีบุญที่ต่างกันด้วยมันขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อสด จนฺทสโร แห่งวัดปากน้ำ ครูบาอาจารย์อีกท่านได้แยกทานตามหลักพระพุทธศาสนาให้เราเข้าใจง่ายๆ ไว้ว่า

 

ถ้าให้ทาน ให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ของชอบใจไม่ให้ เก็บเสียซ่อนเสีย ของไม่ดี ที่ไม่เสมอใจให้เสีย ให้อย่างนี้มันเลือกได้ ให้ของไม่ดี เป็นทาน เป็นทาสทาน จัดว่า ยังเข้าไม่ถึงสหายทาน เป็น ทาสทาน แท้ๆ เพราะเลือกให้ หากว่า มีมะม่วงสัก สามใบตั้งขึ้น ก็จะให้ใบเล็กเท่านั้นแหละ เอามะม่วงสามใบเท่าๆ กัน ก็จะให้ใบที่ไม่ชอบใจนั่นแหละ

 

เอามะม่วงสามใบเสมอ กัน ก็จะเลือกเอาอีกแหละลูกที่ไม่ชอบใจจึงให้ ลูกที่ชอบไม่ให้ หรือมันใกล้จะสุกแล้วไม่ให้ ให้ที่อ่อนไปอย่างนี้ อย่างนี้เป็น ทาสทาน ไม่ใช่ สหายทาน ถ้าให้ สหายทาน จริงแล้ว ก็ตัวบริโภค ใช้สอยอย่างไร ให้อย่างนั้นเป็นสหายทาน ถ้าว่า สามีทาน ละก็ เลือกหัวกระเด็นให้ เลือกให้ ของทีไม่ดีกว่านั้นต่อไป ถ้าเลือกหัวกระเด็นให้เช่นนี้ละ ก็เป็น สามีทาน

 

สำหรับคำว่าให้หรือคำว่าทาน นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการให้ทานที่เป็นสิ่งของ เป็นเงินทองอะไรมากมาย บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้วิชาการที่ถูกต้องที่เรียกว่า วิทยาทานและเป็นประโยชน์หรือ การออกแรงช่วยสาธารณกุศล ที่สำคัญมันต้องเป็นทานที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งของที่มาจากน้ำพักน้ำแรงที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ไปลักขโมย คดโกงใครมา มีเจตนาทำทานที่บริสุทธิ์ และเนื้อนาบุญที่รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่ดีเราก็จะยิ่งได้บุญบารมีมากขึ้น จำง่ายๆ ว่าทานที่ได้บุญมากต้องมี ๓ ส่วนประกอบกันคือ

 

๑. วัตถุทานที่ให้ ต้องบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่เราหามาด้วยความบริสุทธิ์ เป็นของบริสุทธิ์ ไม่หามาด้วยการผิดศีล เป็นทานที่เป็นบุญ ไม่ใช่เป็นทานที่เป็นบาป ดูง่ายๆ ว่าผลของทานนั้นเกิดผลดีตลอดหรือไม่ ทานที่เป็นบาปนั้นผลของมันออกไปทางไม่ดี เป็นทางร้ายๆ เช่น ออกเงินให้คนไปทำผิดศีล ให้เงินไป เล่นการพนัน ไปเที่ยวโสเภณีฯลฯ ทานแบบนี้นอกจากจะไม่ได้บุญแล้วก็มีสิ้นลงนรกไปกับคนที่ก่อกรรมชั่วนั้นด้วย ฐานะผู้สนับสนุนหรือผู้สมรู้ร่วมคิด

 

๒ . เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ ในขณะที่ให้และหลังให้ต้องมีความยินดีอยู่ตลอดไม่ใช่ให้เพราะถูกบังคับ ให้เพราะอยากเอาหน้า อยากอวดมั่งอวดรวย ให้เพราะตัดรำคาญ ฯลฯ

 

๓. เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์ การทำบุญในคนที่มีนาบุญน้อย ผู้รับก็มีอานิสงส์น้อยมีความสุขน้อย ทำบุญในคนที่มีอานิสงส์ใหญ่ ผู้รับก็มีอานิสงส์มากได้รับผลบุญมากก็มีความสุขมาก ทำบุญกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้ถือศีลก็ได้บุญน้อยมากๆ

 

ยิ่งทำบุญกับผู้ที่บริสุทธิ์และศีลมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งได้บุญมาก เหมือนเอาหน่วยบุญมาคูณเข้าไป ยิ่งถวายกับพระอรหันต์ยิ่งมหาศาลเข้าไปอีกเป็นล้านเท่า

 

ในหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนักและวิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์โดยกองทุนธรรมรส ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ทรงได้อธิบายเรื่องผลของทานในการทำทานกับเนื้อนาบุญที่ละเอียดมาก ขอประทานอนุญาต นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์กับพุทธศาสนิกชนและเพื่อเทิดพระเกียรติในพระปรีชาณานของสมเด็จพระสังฆราชดังนี้

 

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้เองไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับสำคัญต่อไปนี้ คือ

 

๑. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์ และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

 

๒. ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมทวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๕ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๓. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าที่ให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๔. ให้ทานแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๑๐ คืน สามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๕. ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์ ซึ่งมีปาติโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ

 

๖. ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม (ความจริงยังมีการแยกเป็น พระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อ พอให้ได้ความเท่านั้น)

 

๗. ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๘. ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๙. ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๐. ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๑. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๒. ถวายทานแด่พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายสังฆที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะถวายทานดักกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

๑๓. การถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายวิหารทาน แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

 

(วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อนึ่งการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ หรือสิ่งที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลา ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ ก็ได้บุญมาก ในทำนองเดียวกัน)

 

๑๔. การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง (๑๐๐ หลัง) ก็ยังได้บุญน้อยกว่า การให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตามการให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

 

๑๕. แต่การให้ทานที่ได้บุญมากที่สุด ได้แก่การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทาน ก็คือการเทศนาสั่งสอนธรรมะ ตลอดถึงการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน เพื่อช่วยให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้รู้ หรือที่รู้อยู่แล้ว ให้ได้รู้ได้เข้าใจมากยิ่งๆ  ขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนเข้ามารักษาศีล ปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงมรรคผล นิพพานในที่สุด”

 

และเรื่องผลของทานนั้น ยังสามารถที่แตกดอกออกผลไปมากมายได้อีก ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน สมมติว่าเราได้ทำทานให้กับคนที่ไม่มีศีล คนนี้ก็เอาเงินที่เราให้ไปสิบบาทไปใช้ เขาเอาไปกินข้าวเสีย ๒ บาท กินเหล้า ๘ บาทเงินสิบบาทที่เราให้ไปแทบไม่ได้บุญ ถ้าได้ก็น้อยมาก

 

เพราะคนที่ได้รับไม่ได้นำไปก่อผลประโยชน์อะไรมากขึ้นเลย ส่วนใหญ่จะเอาไปทำความชั่ว เหล้า ๘ บาทที่เขาเงินเราไปซื้อ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาอาจจะเมามาย ไปขับรถชนคนตาย เมาไปทะเลาะอาละวาดแล้วทำร้ายผู้อื่น ฯลฯ

 

แต่ถ้าเงินสิบบาทของเรา ทำทานให้ไปกับผู้บริสุทธิ์และเป็นผู้มีศีล เขาเอาเงินส่วนหนึ่งไปใช้ซื้อกับข้าวมาแบ่งกันกิน ๓ คน ทำให้ชีวิตของคนสามคนได้รอดชีวิต เอาเงินอีกส่วนที่เหลือไปลงทุนค้าขายอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างสุจริต แล้วการค้านั้นเกิดผลกำไรเงินมันงอกออกมาเพิ่มขึ้น เขา เอาเงินผลกำไรส่วนหนึ่งนั้นไปถวายปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์ต่อ

 

แล้วพระภิกษุสงฆ์ก็เอาปัจจัยที่ได้มาจากการทำบุญนั้น ไปพิมพ์หนังสือธรรมทาน หนังสือธรรมทานที่พิมพ์แจกไปก่อความรู้ให้คนที่ได้รับได้รู้จักทาน รู้จักศีล รู้จักภาวนา เกิดสติปัญญา เป็นจำนวนมาก และอุบาสก อุบาสิกาเหล่านั้นที่ได้รับหนังสือธรรมทานไป ก็ยิ่งช่วยกันพิมพ์เผยแผ่ออกไปอีก

 

เป็นเหมือนเซลที่แตกขยายออกไปไม่รู้จบ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเงินสิบบาท มันมีผลอะไรกับคนที่เนื้อนาบุญต่างกัน อานิสงส์ของบุญจึงต่างกันมากมายลิบลับ

 

อย่างไรก็ดี การให้ธรรมทาน แม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่นๆ  ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า “ฝ่ายศีล” เพราะเป็นการทำบุญบารมี คนละขั้นต่างกัน

 

ขั้นตอนที่สอง คือ ศีล

ขั้นต่อมาก็คือการเป็นคนที่มีศีล คำว่า ศีล ซึ่งแปลว่า ปรกติ เราจะหมายถึงว่า การที่คนจะอยู่ในความสุข ความเจริญได้นั้น ต้องมีชีวิตที่ปรกติ สมดุลกับธรรมชาติ และการที่จะให้แต่ละคนอยู่ในศีล ต้องมาจากการสมาทานศีลที่ถูกต้อง

 

และแค่สมาทานศีลแบบนกแก้วนกขุนทอง แบบที่เคยเรียนมาจำมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยรักษาได้นั้นยังไม่พอ เพราะเรายังเป็นคน ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้ศีลที่เราสมาทานนั้นมันขาดได้ง่าย หรือผิดศีลได้ง่าย ทั้งที่ตั้งใจไม่ตั้งใจหรือโดนบังคับจากผู้อื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า

 

เราจึงต้องมีการตรวจทานศีลที่เราสมาทานไว้แล้วทุกเช้าถึงค่ำ ว่าเรามีศีลข้อใดขาดไปบ้าง ถ้ารู้ตัวว่าศีลข้อไหนขาดเราต้องรีบสมาทานศีลใหม่ทุกครั้ง

 

ถ้าเราอยู่ในศีล ๕ ข้อได้ โอกาสที่เราจะทำความเดือนร้อนคนอื่นไม่มีทางเกิดแน่นอน ซึ่งถ้าใครผิดศีล ๕ ข้อ โอกาสสร้างกรรมใหม่มันก็ไม่มี ไม่เกิดขึ้นแน่นอนเช่นกัน

 

ทำไมการรักษาศีลจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเรา และจริงหรือที่ศีลจะช่วยชีวิตเราได้ ช่วยขออโหสิกรรมได้ และสามารถทำให้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

 

ความเป็นจริง ศีลนั้นช่วยทำให้เราสามารถควบคุมพฤติกรรม ทั้งทางร่างกาย วาจา ใจได้ เพื่อไม่ไปเพิ่มกรรมที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องได้ เหมือนกับเราสร้างบ้านแล้วทำไมต้องสร้างรั้วบ้าน สร้างกำแพงไว้ปกป้องทรัพย์สิน ในเรื่องของการทำกรรมก็เช่นกันเราสามารถป้องกันได้โดยการสร้างกำแพงขึ้นมา กำแพงที่จะป้องกันไม่ให้เราทำในสิ่งที่เป็นความชั่วในปัจจุบันตราบจนอนาคต เพื่อที่จะไม่ต้องเจอกับผล ก็คือความทุกข์ยากต่างๆ ในอนาคต

 

เมื่อความชั่วตรงนี้ไม่ทำการรับผลกรรมชั่วตรงนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเราไม่ทำความกระทบกระทั่งในทางก้าวร้าวรุนแรงให้เกิดขึ้นกับคนอื่น ก็ไม่เกิดกรรมชั่วขึ้นมาคอยซ้ำเติมเราอีก กรรมชั่วก็จะไม่คืนกลับมาสู่เราที่รุนแรงเช่นกัน และศีลจะช่วยปกป้องบุญ ทาน บารมี ที่เราทำมาไม่ให้รั่วไหลหรือหายไปไหนอีก เป็นกำแพงชั้นดี

 

กำแพงในที่นี้ก็คือ ศีล ที่จะเป็นเครื่องกั้น กั้นที่ไหน กั้นที่ใจของเรา ที่จะบังคับใจของเรา ไม่ให้ไปกระทำการล่วงละเมิดในชีวิตของผู้อื่น ในทรัพย์ของผู้อื่น ในบุคคลอันเป็นที่รัก ที่อยู่ในความปกครองของคนอื่น หรือล่วงกฎของสังคม รวมทั้งการพูดเท็จ ทำลายสัจจะ เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจา ส่อเสียด นินทา ด่าว่า หยาบคาย เพ้อเจ้อไร้สาระต่างๆ ตลอดจนถึง การทำลายสติของตนเองและผู้อื่นด้วยสุรายาเสพติด

 

และที่สำคัญ ศีลจะช่วยอุดรูรั่วที่เป็นบุญในชีวิตของเราไม่ให้รั่วอีก เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าชีวิตของเราเหมือนกับเรือ และบุญที่เราทำอยู่ตลอดเวลาในชีวิตก็เหมือนเสบียงที่เราทำทั้งบุญ ทั้งทานและการทำสมาธิ แต่ยิ่งใส่เข้าไปในชีวิต ใส่เข้าไปที่เรือมันไม่เกิดผลอะไรเลย ชีวิตก็ยังลำบากแสนลำบาก เงินทองก็ไม่มี ครอบครัวก็แตกแยก โรคร้ายก็รุมเร้า สารพัดสารเพที่ประดังเข้ามา

 

มันจะดีและสบายได้อย่างไร ก็เพราะในเรือนั้น มันมีรูรั่วเต็มไปหมด ใส่เท่าไรก็ไม่เต็มเสียที ทั้งรูโหว่ของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รูที่กว้างของการลักทรัพย์ คดโกง รูรั่วของผิดลูกผิดเมียคนอื่น รูรั่วของความโกหกพกลม รูรั่วของความเมาอาละวาด เรียกว่า แม้จะใส่มากไปเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ ดังนั้นชีวิตของคนที่ขาดศีลยิ่งต้องเหนื่อย ยิ่งต้องทำบุญ ทำทานที่มันอาจจะสูญเปล่าหรือส่งผลได้ช้าเข้าไปใหญ่ ไม่ทันการณ์หรือ พูดง่ายๆ ว่าบุญนั้นไม่ทันกับกรรม

 

เมื่อเรานั้นมีศีล มีการอุดรูที่รั่วที่ดี ใส่อะไรลงไปมันก็เพิ่มพูน เมื่อมีวิบากกรรมตามมาทัน ก็ยังหยิบเอาบุญมาช่วยชีวิตไว้ได้และท่านเจ้าคุณธรรมกิติเมธี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ท่านเมตตาเปรียบเทียบให้ฟังในเรื่องของศีล ที่เปรียบเหมือนเขื่อนชั้นดี

 

เราทุกคนอยากได้บุญซึ่งเปรียบเสมือนน้ำ แต่เราไม่มีเก็บกักน้ำได้เลย นอกจากเขื่อน และเขื่อนก็คือศีลที่เก็บกักบุญได้อย่างดีเยี่ยม

 

และเชื่อว่าหลายคงเคยได้ยินที่สมเด็จพระพุฒจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังที่ท่านเทศนาไว้นานมากแล้ว พอจะสรุปใจความได้ได้ว่า

 

“บุญก็ไม่ได้ทำ กรรมดีก็ไม่ได้สร้าง เวลามีเรื่องเดือดร้อน จะเอาบุญที่ไหนมาช่วยได้”

 

ดังนั้นการที่เราต้องสมาทานศีลทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น และถ้าทำได้ตลอดเวลาเมื่อศีลขาดเพราะความพลั้งเผลอหรืออะไรก็ตาม เราสมาทานศีล รักษาศีลก็เพื่อจะได้เป็นเกราะสำคัญในการที่ไม่ทำให้เรา ประพฤติผิดบาป ก่อกรรมชั่วมากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันการทำบุญและทำทานก็ทำอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อรูที่รั่วมันถูกอุดด้วยศีลแล้ว เราคงใช้เวลาไม่นานนัก บุญบารมีเต็มเรือชีวิตของเรา และพร้อมที่จะนำมาหยิบใช้ในเวลาที่คับขัน

 

และขอนำเอาอานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ มากล่าวให้ทราบโดยทั่วกันคือ

(๑) ผู้ที่รักษาศีล ข้อ ๑ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่างๆ  มาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันควร

 

(๒) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๒ ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของมิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำหาเลี้ยงชีพภายหน้า มักจะประสบช่องทางที่ดีทำมาค้าขึ้น และมั่งมีทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่างๆ  เช่นอัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ

 

(๓) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๓ ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มักได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะ

 

ครั้นเมื่อมีบุตรธิดา ก็ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร ไปทำให้เสียหาย บุตรธิดา ย่อมเกิดเป็นอภิชาตบุตร ซึ่งจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล

 

(๔) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๔ ด้วยการไม่กล่าวมุสา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะพูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุผล ชนิดที่เป็น “พุทธวาจา” มีโวหารปฏิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือสามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี

 

(๕) ผู้ที่รักษาศีลข้อ ๕ ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่องหมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉานและทรงจำง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟืองเลอะเลือน ไม่เสียสติ วิกลจริต ไม่เป็นโรงสมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อน หรือปัญญานิ่ม

 

อานิสงส์ของศีล ๕ มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่งๆ  ขึ้น ตามลำดับและประเภทของศีลที่รักษา

 

หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็น เป็นกำลัง ให้เกิดสมาธิขึ้นและขอให้เชื่อเถิดว่า การมีศีลทำให้เราสามารถมีชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นๆ เป็นการสร้างบุญบารมี และเพื่อเป็นเสบียงไว้ขออโหสิกรรมหรือแก้กรรมได้

 

ขั้นสุดท้ายคือ ภาวนา หรือก็คือ การทำสมาธินั่นเอง เพราะฉะนั้นสมาธิแต่ละคน จะทำได้เร็วขึ้น ขอให้อยู่ใน ๓ ข้อนี้ให้ได้ เป็นผู้ให้ก่อน แล้วก็รักษาศีล แล้วจะทำสมาธิได้ประสบความสำเร็จได้เร็ว ยิ่งเรามีสมาธิดีและนิ่งมากขึ้นเท่าไร เราก็มีทางที่จะติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ตรงกันมากขึ้น

 

คนรุ่นใหม่ที่ขาดความเข้าใจนั้นมักสรุปกันเองโดยเข้าใจผิดว่า การทำสมาธินั้นก็คือ การนั่งสมาธิเพียงเดียวซึ่งมันไม่ใช่ การทำสมาธินั้น เราทำได้ทุกกิริยาของร่างกาย จะนั่ง จะนอน จะยืนหรือเดินได้ทั้งนั้น

 

คำว่าสมาธิ คือ ทำยังไงก็ได้ให้จิตเราสงบ เป็นการรวบรวมจิตทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งครูบาอาจารย์ท่านได้สอนไว้มีหลายวิธี แล้วแต่จริตและนิสัยของเรารวมถึงบุญที่เราสร้างมา ทุกวิธีนั้นดีเหมือนกันหมด ไม่ว่าการภานาพุทโธ การใช้ยุบหนอ พองหนอ การดูลมหายใจ หรือการเพ่งจิตไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

 

แล้วก็ถ้าจิตสงบและมีสติ เมื่อสงบจะเกิดปัญญาตามมา

 

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านเคยเทศนาถึงเรื่องการฝึกจิต ทำสมาธิไว้ว่า

 

“จิตของเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันดีได้ด้วยการฝึกกัน จะให้มันดีเองไม่ได้ มันต้องฝึกก็ต้องเป็นขั้นตอน ผู้ครองเรือนก็ต้องฝึกธรรมะที่เหมาะสมกับผู้ครองเรือน ผู้เป็นนักบวชก็ต้องฝึกกันไปให้ตรงธรรมของนักบวช จิตถึงจะเจริญได้ ถึงได้ดี

 

อุปมาเหมือนอย่างไม้ ที่มันเป็นต้นอยู่ตามลำพัง เราจะเอาทั้งต้น ทั้งกิ่งมาทำบ้านเรือนไม่ได้ มันต้องเอามาแปรรูปเสียก่อน ขับไล่ไม้ที่ไม่ต้องการออกไป เอาส่วนที่เกินไม่เรียบร้อยออกไป เอาแต่เนื้อของมันมาแปรรูปเป็นขนาดต่างๆ ตามประโยชน์ที่ต้องการใช้สอย แล้วจึงเอามาประกอบเป็นบ้านเรือน มันจึงเกิดประโยชน์ถาวรได้”

 

ถ้าพิจารณาที่หลวงปู่เหรียญได้เมตตาบอกทางไว้ เราจะพบว่าการฝึกจิตนั้น เราต้องมีการมีการตัดเรื่องต่างๆ ที่ไม่เป็นสาระ เรื่องฟุ้งซ่านออกไปในขณะที่เราฝึกจิตอยู่ ให้เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์กล้าแข็ง ที่จะใช้ไปทำประโยชน์ ประโยชน์ของเราในที่นี้ก็คือ การทำจิตไปขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง

 

หลายคนที่ทำสมาธิกันไม่ถูกเพราะว่า จิตสงบจริงแต่ขาดสติกำกับ ตรงนี้ไม่ถือว่าเป็นสมาธิ สมาธิจะต้องเกิดสภาวะสองอย่างควบคู่กัน

 

หลังจากที่เราทำสมาธิได้นิ่งสงบแล้วมีสติ คุณต้องเอาจิตที่ละเอียดมากขึ้นนี้จากการทำสมาธิ มาใช้ในการสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม โดนเราเป็นฝ่ายขอให้เจ้ากรรมนายเวรพิจารณาเรา

 

ถ้าเขาพอใจเขาจึงถอนตัวออกไปจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่กับเราในขณะนี้ และจะเอาสิ่งที่เราเคยสูญเสียไปกลับมาคืน ทั้งนี้อยู่ที่เขาว่าเขาเลิกราเราไปจริงๆ แล้วหรือยัง และถ้าเขาอโหสิกรรมให้เราจริงๆ แล้ว

 

เรารอดแล้วในกรรมนั้นทั้งปวง…

โฆษณา

Read Full Post »

การทำบุญด้วยอาหารทาน

          การทำบุญที่เป็นทานส่วนใหญ่ เราก็มักจะนึกถึงการทำบุญด้วยการตักบาตรด้วยอาหารคาวหวานตามแต่ที่เราพอมีกำลังจะซื้อหาและทำขึ้นมาได้ หากเราเป็นผู้มีพอจะมีเวลาและต้องการทำบุญแบบประณีตเพื่อสร้างอานิสงส์บุญให้มาก ขอแนะนำว่าควรจะไปซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาทำอาหารด้วยตนเองแล้วค่อยนำไปใส่บาตรถวายพระ

เพราะการปรุงอาหารไปถวายพระเองนั้น ดีกว่าการไปซื้ออาหารสำเร็จรูปที่ปรุงสำเร็จมาจากตลาดเราเองได้มีโอกาสคัดสรรส่วนประกอบ เครื่องปรุงอาหารที่ดีสะอาด เหมาะสม  และการได้ทำอาหารปรุงเองเราสามารถใส่ความตั้งใจที่ดีได้มากกว่า อันจะเป็นบุญมากกว่าการจะไปซื้อของผู้อื่นมาทำบุญ นอกจากเจตนาบุญจะสูงกว่าแล้วยังได้คุณภาพอาหารอันเป็นของประณีตกว่าอีกด้วย

            อาหารที่ประณีตย่อมได้อานิสงส์กว่าอาหารที่ทำอย่างหยาบๆ ที่มีคุณค่าอาหารน้อยอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือของทอดๆ มันๆ ที่บางทีแม่ค้าทอดทิ้งเอาไว้ค้างคืนเรื่องนี้จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้รับทานนั้นๆ คือ พระภิกษุที่รับอาหารทานนั้นไปอาจจะเกิดเจ็บป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ เพราะแม้จะทำทานถูกต้องตามหลักทุกอย่างแต่ของที่นำมาทำกลับไม่ค่อยประณีต ก็เป็นที่น่าเสียดายเพราะเป็นการสร้างบาปให้แก่ผู้ถวายทานโดยไม่ได้ตั้งใจ

            และอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอเตือนไว้ด้วยความหวังดี การใส่บาตรให้พระภิกษุสงฆ์นั้น ขอให้มีสติ ปัญญาและพิจารณาให้ดีถึงความเหมาะสมของท่านด้วย อาหารบางประเภทนั้นไม่เหมาะกับพระภิกษุที่ชราภาพ อาหารบางประเภทไม่เหมาะสมกับสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธหรือก่อให้ท่านเกิดโรคภัยไข้เจ็บ

ในคตินิยมของคนไทยนั้น ชอบเลือกอาหารบาตรเหมือนกับที่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วชอบ เช่น พ่อแม่ที่ตายไปชอบกินขาหมูแบบมันเยอะๆ ก็พยายามเอาขาหมูใส่บาตร ซึ่งเราต้องมีสติรู้ความจริงว่า พระภิกษุสงฆ์นั้นเป็นผู้ที่ฉันหรือกินเข้าไปเอง ไม่ใช่พ่อแม่เราที่ตายไปแล้วมากิน

พ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วท่านเป็นดวงวิญญาณ จะได้รับเป็นอาหารทิพย์ไม่ใช่ขาหมูมันเยอะๆ ที่เราใส่ไป ขอให้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ถ้าเรารู้จักคิดแบบประณีต คิดอย่างมีเหตุผล ให้ด้วยความเหมาะสม ถูกต้อง ถูกคน ถูกเวลา บุญที่ทำนั้นจะมีอานิสงส์มาก

 

การทำบุญด้วยสังฆทาน

ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มาก ที่ว่าการซื้อถังเหลืองที่บรรจุของใช้ต่างๆ ไปถวายพระเป็นการทำสังฆทาน ซึ่งความจริงแล้วสังฆทานมาจากคำว่า “สังฆ + ทาน” คือทานที่มอบให้แก่ความเป็นสงฆ์ซึ่งความเป็นสงฆ์หมายถึงพระภิกษุจำนวน 5 รูปขึ้นไป

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธองค์บัญญัติกฎแห่งความเป็นสงฆ์อย่างน้อยต้องมีพระภิกษุจำนวนถึง 10 รูปขึ้นไปจึงจะนับว่าเป็น “สงฆ์” ได้

ต่อมาพระมหากัจจายานะเถระสาวกผู้มีชื่อเสียงพระองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนาได้จาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เขาปวัตตะทางภาคใต้ของแคว้นอวันตี มีอุบาสกที่ชื่อ “โสณกุฎิกัณณะ” ต้องการจะบวชแต่ไม่สามารถบวชได้เพราะภิกษุไม่เพียงพอจึงต้องบรรพชาเป็นสามเณรนานถึง 3 ปี

เมื่อมีภิกษุครบ 10 รูปตามพุทธบัญญัติสามเณรโสณะจึงได้บวชสมความปรารถนา ต่อมาพระโสณะมีความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจึงอนุญาตจากพระมหากัจจายานะผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งท่านก็อนุญาตและขอให้พระโสณะทูลขอผ่อนผันในพระวินัยให้ลดจำนวนภิกษุลงเพราะความยากลำบากในการหาภิกษุที่อาศัยอยู่ในที่ห่างไกลตามชนบท ให้เหลือแค่ 5 รูป พระพุทธองค์ได้พิจารณาแล้วก็อนุญาตถือว่าพระภิกษุจำนวน 5 รูปถือว่าครบองค์แห่งความเป็นสงฆ์และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

การที่เรานำของใช้ไปถวายภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงไม่ใช่เรียกว่าการทำสังฆทาน แต่เป็นการถวายเครื่อง “ไทยธรรม” เท่านั้นและส่วนมากการจัดข้าวของเครื่องใช้ในถังเหลืองที่มีจำหน่ายตามร้านค้าที่เรียกว่าเครื่องสังฆทานก็มักจะเป็นของที่ไม่ค่อยมีคุณภาพคือ พระท่านไม่อาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกือบครึ่งค่อนถังท่านจะต้องสละให้กับเหล่าอุบาสก สามเณรหรือเด็กวัดได้ใช้

การจะทำทานด้วยสังฆทานให้ได้อานิสงส์มากๆ คือ เราควรจะจัดเครื่องใช้ในไทยธรรมเหล่านั้นด้วยตัวเอง และเวลาจะถวายก็ไม่ต้องจำเพาะเจาะจงให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ขอให้เป็นของส่วนรวมจึงจะนับได้ว่าเป็นการถวายสังฆทานใหญ่ที่แท้จริง ถ้าไม่มีเวลาควรจะดูสิ่งของต่างๆ ว่าดีและมีคุณภาพหรือไม่ และเป็นสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์ท่านได้ใช้หรือไม่

ถ้าเป็นการจัดเตรียมเองนั้นการจัดเครื่องสังฆทานสิ่งที่ควรจะมีคือ เครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุ เช่น ใบมีดโกน น้ำยาสระผม แปรงสีฟัน,ยาสีฟัน ที่มีคุณภาพผงซักฟอกที่จะให้ท่านได้นำไปทำความสะอาดจีวร สมุดดินสอ, เครื่องเขียนที่ท่านจะต้องเอาไว้ศึกษาในพระธรรมวินัย หากเป็นเภสัชก็ควรเป็นยาที่สามารถใช้ในการรักษาโรคได้จริง เช่น ยาแก้ไข้, แก้อักเสบเจ็บคอ, ลดน้ำมูก, ยาแก้ท้องเสีย,ยาคลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่สังฆทานยาที่จัดจำหน่ายมักจะเป็นยาที่ไม่มีคุณภาพเช่นยาแดง ยาเหลือง ที่เพียงเอาไว้ใส่แผลสดเท่านั้นแล้วนำมาเรียงโดยรอบกล่องสังฆทานให้ดูเหมือนใส่ยาไว้เต็มกล่องเท่านั้น

ในส่วนของเครื่องนุ่งห่มสำหรับพระ หากจะเลือกเครื่องนุ่มห่มก็ขอให้เลือกซื้อผ้าที่มีคุณภาพและมีความยาวเพียงพอที่จะให้ท่านได้นุ่งห่ม ผ้าไตรจีวรที่จะนำถวายก็ควรประกอบครบด้วยผ้าทั้ง 3 ผืนคือ สบง จีวร และสังฆาฏิ (ปัจจุบันมี อังสะ เพิ่มมาอีก 1 อย่าง เป็นเสื้อกล้ามพระปกปิดส่วนบนของร่างกายไว้ในยามที่ไม่ต้องครองผ้าจีวร) รวมไปถึงความหนาของผ้าที่จะถวายก็ควรมีความหนาพอดีด้วยเพราะหากบางเกินไปก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน อีกทั้งขนาดที่เหมาะสมและตรงกับนิกายที่ท่านถืออยู่ อย่าไปสับสนปนเปเพราะในแต่ละนิกาย สีของจีวรและส่วนประกอบนั้นต่างสีกัน

การถวายทานที่เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มที่ได้กุศลมากๆ คือ การ “ทอดกฐิน”

 

การทำบุญด้วยทานกฐิน

 คำว่า  “กฐิน” นั้นจริงๆ แล้ว แปลว่า “ไม้สะดึง” คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ มาจากในสมัยโบราณการเย็บผ้าจีวรนั้นทำได้ยาก ต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อนแล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอเหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน  

การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันไม่ใช่ผ้ากฐินก็ตาม ถ้าพระภิกษุต้องเย็บผ้าจีวรเองก็ถือได้ว่าเป็นงานใหญ่เลยทีเดียว เพราะในสมัยเริ่มต้นพุทธกาลการหาผ้าทำจีวรนั้นหาได้ยาก ต้องอาศัยผ้าป่า (คือผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามชายป่าแล้ว) หรือผ้าบังสุกุล (ผ้าที่ใช้ห่อศพ) โดยพระท่านต้องอธิษฐานขอผ้ามาจากศพ พอได้มาแล้วก็จะนำมาต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรคนำมาเย็บปะติดปะต่อกันเป็นจีวรและนำไปย้อมน้ำฝาดที่ได้จากเปลือกไม้อันเป็นที่มาของชื่อ “ผ้ากาสาวพัตร์”   

พระเถรานุเถระทุกรูปต่างก็จะพามาช่วยกันเย็บผ้าจีวรนี้เพื่อให้เป็นของใช้นุ่งห่มที่จะใช้ได้ตลอดปี ผู้ที่เป็นผู้ออกแบบคิดค้นจีวรและผ้าไตรตามแบบที่นาของแคว้นมคธที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ก็คือ พระอานนท์เถระนั่นเอง

ในส่วนการตัดเย็บจีวรนั้นเหล่าบรรดาพระเถระนุเถระทั้งหลายจะลงมาช่วยทำกันทั้งหมด ตั้งแต่พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่าง พระสารีบุตร,พระมหาโมคคัลลานะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่อย่างพระมหากัสสปะ หรือ  แม้แต่พระบรมศาสดาก็จะเสด็จลงมาช่วยทำเช่นกัน  ภิกษุสามเณรอื่นๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร เหล่า อุบาสกอุบาสิกาก็จะจัดหาน้ำดื่มและภัตตาหารมาถวายพระภิกษุสงฆ์โดยมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน  

การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดาก็เป็นงานต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์ ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรที่เย็บสำเร็จรูปแล้ว ผ้ากฐินจึงมีความหมายเป็นผ้าสำเร็จรูปโดยอาศัยเย็บจากไม้สะดึงและนิยมเรียกกันจนมาถึงปัจจุบัน

พุทธศาสนิกชนทั่วไปมักจะถือกันว่า การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรงเพราะถือเป็น “กาลทาน” ที่จะ ทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งและต้องทำในกำหนดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้คือหลังจากออกพรรษาแล้วภายใน 1 เดือน ซึ่งในการทอดกฐินมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ

1. จองกฐิน  

เมื่อจะไปจองกฐิน ณ วัดใดพอถึงช่วงเวลาเข้าพรรษาแล้ว ก็ต้องรีบไปมนัสการเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่าตนมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้ทราบโดยทั่วๆ กัน การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่นๆ ก็เพื่อที่เจ้าภาพจะได้ทอดกฐิน ณ วัดที่ตนต้องการ ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อนซึ่งการจองแบบนี้เป็นแบบสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัด

 แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวงอันมีธรรมเนียมว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว ผู้ที่เป็นทายกนั้นเมื่อกราบเรียนเจ้าอาวาสแล้ว ต้องทำหนังสือยื่นต่อกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอเป็นกฐินพระราชทาน ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว จึงจะจองได้  ซึ่งวัดที่เป็นพระอารามหลวงนี้มักจะมีผู้จองคิวเป็นเจ้าภาพกฐินยาวเป็นสิบๆ ปีเลยทีเดียว

2. เตรียมการ  

เมื่อจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาออกพรรษา จะทอดกฐินในวันใดก็ต้องกำหนดให้แน่นอน (ไม่ให้เลย 30 วันหลังจากออกพรรษา) แล้วกราบเรียนให้เจ้าอาวาสวัดท่านทราบวันกำหนดนั้น ถ้าเป็นในชนบทเจ้าอาวาสก็บอกต่อชาวบ้านว่าวันนั้นๆ เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดหาอาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผู้มาทำบุญในการทอดกฐิน พอถึงกำหนดวันทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน คือไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่นๆ ตามแต่มีศรัทธา

3. วันงานทอดกฐิน  

 โดยมากงานกฐินเป็นงานใหญ่จึงมักจะจัดงานเป็น 2 วัน โดย วันต้นหรือวันแรกของการทอดกฐินจะตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพหรือจะไปตั้งที่วัดเลยก็ได้ กลางคืนก็มีงานมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนาบุญ ซึ่งปัจจุบันเกิดความเข้าใจผิดมากในการเลี้ยงฉลองในงานบุญมักจะมีอบายมุขในงานอย่าง สุราหรือแม้แต่การพนันไปปะปนซึ่งเป็นก่อบาปไปอีก

วันที่สองซึ่งเป็นที่วันทอดกฐิน ถ้าเดินทางไปทอดกฐินที่วัดโดยทางบกก็มีแห่ทางขบวนรถหรือเดินขบวนกันไปโดยมีแตรวงหรือเครื่องดนตรีอื่นๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานครึกครื้นในงาน ถ้าไปทางเรือก็มีแห่งทางขบวนเรือเช่นกันโดยมากมักแห่ไปตอนเช้าและเลี้ยงเพลพระก่อน  

การทอดกฐินจะทอดในตอนเช้าวันนั้นเลยก็ได้หรือจะทอดกฐินหลังเพลแล้วก็ได้แล้วแต่ความสะดวก การเลี้ยงพระชาวบ้านสามารถจัดภัตตาหารเลี้ยงพระพร้อมกับเจ้าของงานกฐินโดยนำภัตตาหารไปถวายได้พร้อมกัน

การถวายผ้ากฐินนั้น เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว เจ้าภาพจะอุ้มผ้ากฐินแล้วนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้ายสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน เมื่อจับได้ทั่วถึงกันแล้ว หัวหน้าผู้เป็นผู้นำในการกล่าวถวายก็จะว่าคำถวายนำเมื่อจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า “สาธุ” เจ้าภาพก็ประเคนผาไตรกฐินแก่พระภิกษุ แล้วประเคนเครื่องบริขารอื่นๆ พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระที่มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัยมากที่สุด ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์กล่าวอนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพรก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐิน

ด้วยเหตุที่ว่าการเตรียมการในงานทอดกฐินนั้นมีทั้งความยุ่งยากและต้องใช้ความร่วมมือกันหลายฝ่ายอีกทั้งจำกัดเวลาเหล่าคฤหัสถ์จึงเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก โดยทั่วไปผู้เขียนเองและแม้ครูบาอาจารย์ผู้รู้บางท่านก็ยังไม่เคยพบในพระคัมภีร์ที่ระบุไว้โดยตรงเกี่ยวกับอานิสงส์การถวายกฐิน

แต่ว่าการทอดกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียวในปีหนึ่งๆ ต้องทำภายในกำหนดเวลาและผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน จึงนิยมเชื่อกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง จึงน่าพิจารณาในทางบุญอีกแง่มุมหนึ่งว่า พิธีการทอดกฐินเช่นนี้ทำให้ได้ทั้งใน “โภคสมบัติ” เพราะผู้ที่ได้เป็นเจ้าภาพบริจาคทานนั้นได้ให้ทั้งภัตตาหารทาน รวมไปถึงเครื่องใช้อื่นๆ รวมไปถึงได้ “บริวารสมบัติ” เพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรและคนอื่นๆ ได้มาร่วมการกุศลและร่วมโมทนาบุญไปด้วย นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ที่ไม่รู้จักในพระพุทธศาสนาได้เข้าใกล้พระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง

และยิ่งไปกว่านั้นเชื่อกันว่าถ้าได้เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพในงานกฐินอย่างน้อยสัก 3-5 ปีก็จะทำให้ได้อานิสงส์ร่ำรวยตลอดไปไม่มีตกอับอย่างแน่นอน เรื่องนี้ยืนยันได้จากครูบาอาจารย์คนสำคัญหลายท่าน

 

การทำบุญด้วยวิหารทาน

การทำบุญด้วยวิหารทานย่อมได้อานิสงส์มาก และมากกว่าการถวายอาหารทานที่มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระประทานแม้จะทำสักร้อยครั้งดังที่กล่าวไปแล้ว แต่เราไม่จำเป็นต้องสละทรัพย์มากขนาดกรณีของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ ขอเพียงมีส่วนช่วยบริจาคทรัพย์ตามกำลังที่มีของตนเพื่อเป็นทุนในการก่อสร้าง ทั้ง สร้างพระประธาน เจดีย์ พระอุโบสถ  สร้างกำแพงวัด ฯลฯ

ที่สำคัญการจะได้บุญมากหรือน้อยด้วยการทำบุญด้านวิหารทานนั้น ขอให้กระทำด้วยเจตนาและความศรัทธาที่ว่า “จะสร้างวิหารทานเหล่านั้นเพื่อให้พระพุทธศาสนาได้ดำรงคงอยู่สืบต่อไป” คนที่ไม่มีแม้แต่เงินกลับลงแรงไปช่วย โดยสละแรงกายลงไปช่วยก่อสร้างเพื่อหวังจะให้สิ่งก่อสร้างนั้นได้เสร็จทันเวลาย่อมได้บุญมากกว่า คนที่บริจาคทรัพย์จำนวนมากที่เป็นเงินไม่บริสุทธิ์ โดยจิตปรารถนาจะหวังเพียงเอาหน้า เอาชื่อเสียงสู่วงศ์ตระกูล หรือให้ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วจะมีที่คุ้มแดดคุ้มฝนในภพที่ไปเกิดใหม่เท่านั้น

การที่กล่าวว่าการทำบุญด้วยวิหารทานนั้นได้อานิสงส์มากก็เป็นเพราะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำและถวายให้จะกลายเป็นของที่ผู้อื่นได้ใช้ร่วมกันทั้งพระภิกษุและฆราวาส อย่างที่สองจะเป็นการน้อมนำผู้อื่นให้หันมานับถือและมีส่วนเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในตัวด้วยเป็นที่มาของ ธรรมทานในอีกด้านหนึ่ง พระพุทธองค์ถึงกับมี พุทธภาษิตดำรัสเอาไว้ว่า “การให้ที่อยู่นั้นได้ชื่อว่าให้ทุกอย่าง”

 

การทำบุญด้วยอภัยทาน

            การทำบุญด้วยอภัยทานนั้นทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนหรือลงแรงเพื่อผลทางวัตถุอะไรเลยแต่เป็นการลดแรงอาฆาตทางใจทั้งจากตัวของเราเองและผู้ที่มาเกี่ยวข้องให้เกิดการผูกพันเป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน เป็นการทำให้วิบากกรรมทั้งหลายได้คลายตัวลงหรือถึงขั้นอโหสิกรรมคือ กรรมไม่มีผลผูกพันต่อกันอีก แต่การให้อภัยกันแล้วนั้นผู้ที่ได้ทำผลกรรมย่อมได้รับผลของกรรมนั้นและยังต้องรับเศษเวรเศษกรรมต่อไป แต่จะเบาหรือหนักหนาเพียงใดขึ้นค้นอยู่กับการกระทำที่ได้ทำมาโดยกรรมจะลิขิตเอง

            การดำรงชีวิตอยู่ของเราทุกคนไม่ว่าทั้งการทำงาน การอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นเรามีสิทธิ์ที่จะถูกกระทบกระทั่งทั้งทางกาย วาจาและใจได้ทุกวินาทีหากไปผูกโกรธพยาบาทเข้าก็เป็นการปิดกั้นบุญและความเจริญต่างๆ เข้ามาสู่ตัวเอง เหมือนเราเป็นชาวนาที่กำลังทำนาแล้วไปปิดทางน้ำเอาไว้ไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในนาข้าวได้ เมื่อข้าวขาดน้ำก็ต้องเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด

            การให้อภัยเป็นการเลิกผูกเวรและเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละโทสะกิเลสทำให้จิตใจเกิด เมตตาพรหมวิหารธรรม อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาเป็นคุณวิเศษของผู้ที่เจริญและมีความสุขทั้งในโลกปัจจุบันและโลกหน้า

            การละซึ่งโทสะและให้อภัยได้จะยังความสุขให้กับผู้ให้มากกว่าการได้มีทรัพย์สินเงินทองมากนัก เรื่องนี้ขอให้ดูตัวอย่างจากพระพุทธเจ้าของเรา ผู้ที่คอยอาฆาตพยาบาทพระพุทธองค์เสมอก็คือ พระเทวทัต แต่พระพุทธองค์ไม่ได้โกรธตอบพระเทวทัตเลยเพราะทรงรู้ว่านี่เป็นกรรมเก่าผูกพันกันมาในหลายภพชาติต่างๆ การที่พระองค์เปิดโอกาสให้พระเทวทัตได้บวชในพระพุทธศาสนานั้นก็เพราะทรงเห็นว่า อย่างน้อยเทวทัตก็จะไม่ได้ไปสร้างกรรมที่หนักมากกว่าในทางโลกหากยังครองเพศฆราวาสอยู่

            พระพุทธองค์ปรารภแก่เหล่าภิกษุทั้งหลายว่า ขอให้ทุกคนได้ปฏิบัติการให้อภัยทานเป็นสำคัญ เมื่อบุคคลใดก็ตามที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ จงคิดเสียว่านี่คือกรมเก่าที่เราเคยทำให้เขาไม่ชอบใจเอาไว้ เมื่อในภพชาติปัจจุบันนี้เขาจึงได้จองล้างจองผลาญเราคืน เราก็ให้อภัยเสียจะได้ปลอดภัย เมื่อให้อภัยแล้วความเร่าร้อนในจิตก็จะไม่มีคงเหลือแต่ความผ่องใสในใจเท่านั้น

Read Full Post »

การทำทานนั้นหมายถึงการสละทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอยู่ให้แก่คนอื่นโดยมีความมุ่งหวังเพื่อจะทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และมีความสุขจากทานของตนแต่ทำว่า การให้ทานไม่ได้หมายถึงการเสียสละทรัพย์เพียงอย่างเดียวแต่เป็น อาวุธสำคัญในการขจัดความโลภและความตระหนี่ออกไปจากใจเพราะถ้าคนเราไม่โลภเสียแล้วกิเลสต่างๆ ในใจก็จะเบาบางลง
การประกอบสัมมาอาชีพต่างๆ เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางที่จะสร้างความร่ำรวยและสมบูรณ์พูนสุขได้ ต้องประกอบทานไปด้วยเพื่อเผื่อแผ่ทรัพย์และสิ่งที่ดีไปยังสังคมและคนรอบข้าง แบบเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เจือจานทรัพย์ทุกอย่างไปยังคนยากจนรวมไปถึงบุตรของตน
หลักของการสร้างทานจะได้ผลบุญมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการถ้าองค์ประกอบมีครบถ้วน การให้ทานนั้นก็ย่อมมีผลบุญเกิดขึ้นมากอันได้แก่
1. วัตถุทานเป็นของบริสุทธิ์
คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่น เงินที่ได้มาจากค่าแรง ค่าตอบแทน เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยหวังผลกำไรเกินควร 
เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร
ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเพราะอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า บุหรี่ การฆ่าสัตว์ หวย การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริงแต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเพราะว่าเจ้าของเขาไม่เต็มใจจะให้
นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญอย่างนี้ก็ไม่เกิดความบริสุทธิ์ในวัตถุทาน
หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระ การไปขนทราย ขนดิน ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย
เรื่องของวัตถุทานที่จะนำมาทำบุญนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ที่เห็นได้ชัดก็กรณีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
หรือการที่ นายทุคตะได้อานิสงส์แห่งการทำบุญมากร่ำรวยในชั่วพริบตาเพราะ วัตถุทานที่เขาหามาได้นั้นเป็นของที่ได้มาจากหยาดเหยื่อแรงงานของตนเองอีกทั้งขณะที่กำลังหาทรัพย์เพื่อจะมาทำทานก็เต็มไปด้วยความสุขความศรัทธาอานิสงส์ผลบุญจึงมหาศาล
2. เจตนาที่ให้ทานต้องมีความบริสุทธิ์
หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามระยะช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด
เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย (อนัตตา)
ผลแห่งอานิสงส์ในการทำทานนี้หากครบองค์ประกอบดีแล้วจะส่งผลทั้งในสวรรค์สมบัติและโลกมนุษย์สมบัติกล่าวคือหากได้จากโลกนี้ไปแล้วก็จะได้ไปเสวยทิพย์สมบัติยังเทวโลก และเมื่อหมดบุญโดยที่ไม่ได้ก่ออกุศลกรรมเลยก็จะน้อมนำให้มาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งและด้วยเศษบุญนั้นจะทำให้ได้เกิดมาเป็นคนที่มั่งมีตาม ระยะของเจตนาที่ให้ทานที่ต่างๆ กันไป
คุณผู้อ่านคงจะเคยได้พบคนที่ร่ำรวยต่างๆ อายุกันไปใช่หรือไม่ เป็นต้นว่า ร่ำรวยตั้งแต่เกิดมีกินมีใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด หรือ เกิดมายากจนแต่บั้นปลายรวย หรือ แม้กระทั่งรวยในตอนต้นแต่จนในตอนปลายก็มีปรากฏอยู่ให้เห็นซึ่งเป็นอานิสงส์แห่งผลทานในอดีตชาติจะส่งผล คือ
1. คนที่ร่ำรวยตั้งแต่ต้น
คนที่เกิดมารวยตั้งแต่เกิดเพราะในอดีตได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอมีความสมบูรณ์ ในเจตนาตั้งแต่ก่อนจะทำทานว่า ก่อนทำทานก็มีความยินดีมากที่จะได้ทำเพื่อหวังจะให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้เกิดมาจึงได้เกิดมาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พร้อมและถ้ายิ่งได้เรียนรู้ในธรรมและไม่ประมาทในชีวิตขยันขันแข็งประกอบอาชีพอย่างสุจริตก็จะร่ำรวยได้ตลอดชีวิตไม่มีตกอับแน่นอน
แต่ถ้าหากประมาทในการสร้างบุญกุศลและไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่มีไว้ให้ดีและไม่เรียนรู้จะสร้างทรัพย์ต่อมัวหลงระเริงในความสุข ก็จะพบกับความทุกข์ในเบื้องปลายได้ตามกฎแห่งกรรมที่เป็น กรรมใหม่ได้เช่นกัน
2. คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคน
คนที่ร่ำรวยในวัยกลางคนเป็นเพราะ ได้ประกอบกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีสะสมในปัจจุบันเรื่อยไปอีกทั้งมีความขยันขันแข็งในกิจการงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตแม้เกิดมามีฐานะยากจนหรือปานกลางก็กลายเป็นคนร่ำรวยได้เพราะการกระทำที่ดีของตนส่งผลเมื่อ รวมกับเศษบุญเก่าที่เคยทำด้วยเจตนาในการทำทานเพราะมีความบริสุทธิ์ในช่วงที่ 2 คือ ระยะระหว่างที่ให้ทานมีความบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ในขณะก่อนจะให้
เพราะช่วงก่อนที่จะลงมือทำทานนั้น ตนเองไม่ได้มีจิตศรัทธาในกฎแห่งกรรม ในความดีมาก่อนและไม่คิดจะทำทานมาก่อนเลย แต่พอได้ตัดสินใจทำทานไปขณะที่ทำ ก็เกิดความรื่นเริงยินดีในการทำทานขึ้นมา ด้วยเศษผลบุญของระยะทานนี้ จึงได้เกิดมามีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหรือแม้แต่ยากจนไปเลย ต้องต่อสู้สร้างฐานะด้วยตัวเองมาตั้งแต่วัยเด็ก
แต่เมื่อถึงวัยกลางคนด้วยบุญที่สะสมไว้ทั้งในปัจจุบันและ เศษบุญจากอดีตที่ได้ทำทานขณะที่ให้ทานได้ส่งผล ทำให้ ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และหากในอดีตชาติเจตนาในการทำทานได้บริสุทธิ์ในระยะที่สามด้วยแล้ว บุญนั้นก็จะส่งผลให้กิจการงานที่ทำได้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ประสบความล้มเหลวหรือหายนะในเบื้องปลายได้เลย
แต่ถ้าหากว่าในอดีตชาติไม่ได้ทำทานด้วยสมบูรณ์ในเจตนาในระยะที่สามในบั้นปลายชีวิตก็อาจมีเหตุล้มเหลวในบั้นปลายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งทานหมดกำลังลงไปและขึ้นอยู่กับกรรมใหม่ที่เราได้ทำในชาติปัจจุบันนี้ด้วย ดังนั้นในปัจจุบันชาติเราจึงต้องทำบุญทำทานอยู่ตลอดเพื่อเป็นการเสริมกำลังบุญเป็นแรงสนับสนุนให้ชีวิตรุ่งเรืองได้ตลอดชีวิต
3. คนที่ร่ำรวยในช่วงบั้นปลายชีวิต
คนที่ร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตเพราะเศษบุญเก่ารวมกับบุญใหม่ที่ได้ทำส่งผลในช่วงหลังคือหากเป็นบุญเก่าเพราะ ผลแห่งทานที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีในระยะก่อนให้ทาน และ ระหว่างให้ทาน แต่ไปมีความยินดีงามพร้อมในระยะสุดท้าย เช่นก่อนทำก็ทำทานเพราะบังเอิญ ทำตามพวกพ้องไปแบบเสียไม่ได้ ขณะให้ก็ไม่ได้ศรัทธา และพอให้ไปแล้วกลับไปหวนคิดถึงผลแห่งทาน จิตใจก็เกิดความยินดีเป็นสุขขึ้นมา
ด้วยเศษบุญนี้จึงได้เกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายสร้างตนเองมากแม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาติก็ได้ประกอบคุณงามความดีทำทานอยู่เสมอมาโดยตลอดเช่นกัน
พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิตทำให้ผลแห่งทานนั้นได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝันตัวอย่างชีวิตคนจริงๆ ที่เห็นได้ชัดก็มีบุคคลสำคัญๆ ของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นจริงๆ
อย่างเช่นผู้พันฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ หรือ “ผู้พันแซนเดอร์” ผู้ก่อตั้ง ธุรกิจไก่ทอดแฟรนไชส์ที่โด่งดัง อย่าง KFC ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาศาลก็ ต้องทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต และได้คิดค้นสูตรไก่ทอดลงมือทำอย่างขยันขันแข็งมุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จสูงสุดร่ำรวยมหาศาลในวัย 74 ปี และได้อยู่ต่อมาจนอายุ 90 จึงเสียชีวิต กิจการของเขาก็ยังคงดำเนินการไปได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนาบริสุทธิ์แห่งการให้ทานยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการทำทานขอให้เราตั้งใจทำด้วยจิตที่คิดจะให้และปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขให้สมบูรณ์พร้อมทั้งสามระยะเราก็จะได้ผลแห่งทานนั้นเต็มบริบูรณ์
3. เนื้อนาบุญ หรือผู้รับทานมีความบริสุทธิ์
การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ” ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา สามเณร แม่ชี พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น
 ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม 
แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้ต้นข้าวนั้นจะงอกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น
เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ “เนื้อนาบุญ” ตามลำดับของผู้รับ อันได้แก่ การให้ทานแก่เหล่าสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ผู้ไม่มีศีล มนุษย์ผู้มีศีล 5 มนุษย์ผู้มีศีล 8 สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์ พระภิกษุที่เป็นพระเถระชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ
การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า การทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจและเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป
การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คนๆ นั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก
เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆ ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น
สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริงๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี
หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรกๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน
วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริงๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่างๆ ไปในตัว
ในเรื่องเนื้อนาบุญของผู้รับทานนี้จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างในพระพุทธศาสนาทั้ง นายมหาทุคตะ กับอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทานถูกเนื้อนาบุญเป็นอย่างยิ่ง คือได้กระทำต่อพระพุทธเจ้าผลบุญกุศลจึงสูงแต่กระนั้นก็ตาม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเอาไว้ว่า การให้ทานกับสิ่งมีชีวิตด้วยอาหารทานก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการสร้าง “วิหารทาน” เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แด่คนหมู่มาก
ซึ่งข้อนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของบุคคลที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้ว หรือแม้แต่ การจะค้นหาพระสงฆ์ระดับที่เป็นพระอริยะเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ก็มีโอกาสพบได้น้อยมาก การสร้างวิหารทานเพียงครั้งเดียวจะได้อานิสงส์มากกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์พระประทานนับร้อยๆ ครั้ง
วิหารทานนี้ไม่ได้หมายถึง การสร้างวัด โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญ หรือสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสงฆ์เพียงอย่างเดียว วิหารทานยังรวมไปถึงการบริจาคทรัพย์ หรือการมาลงแรงช่วยสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของส่วนรวมอย่าง โรงพยาบาล โรงเรียน แท้งก์น้ำ สุสาน เมรุเผาศพ สะพาน หรือแม้แต่ศาลาริมทาง ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน
ทว่าพระพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงทานที่มีอานิสงส์สูงกว่าการให้วิหารทานมากขึ้นไปอีกนั่นคือ การให้ “ธรรมทาน” เพราะการให้ธรรมทานนั้นเป็นการสอนธรรมะให้คนอื่นได้รู้จักการสร้างคุณงามความดีให้รู้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้หรือแม้กระทั่งได้รับรู้แล้วก็ได้รู้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เข้าใจถึงความเป็นไปตามสัจธรรมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของๆ ตน ทุกสิ่งเป็นทุกข์และต้องแตกสลายไป ให้ผู้ที่ยังมีความเห็นผิดได้กลับลำความคิดที่ผิดนั้นๆ เสียจะได้ไม่ไปชี้นำให้ผู้อื่นได้ทำผิดตาม การให้ธรรมทานได้แก่ การพูดให้ข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติตนในทางที่ดีเป็นกุศลธรรม หรือการพิมพ์หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์แจกจ่าย เป็นต้น
แต่ทานที่มีอานิสงส์สูงสุดได้บุญมากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการให้ทานทางใจนั่นคือ “อภัยทาน” บุญของการให้อภัยทานเพียงครั้งเดียวนั้นสูงกว่าการให้ธรรมทานนับร้อยครั้งเพราะว่า การให้อภัยหรือการ อโหสิกรรมผู้ที่มาก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้กับเรา เป็นเหตุให้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมผูกพันกันต่อไปอีก และเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลด “โทสะกิเลส” ทำให้จิตใจมีความเมตตามากขึ้น
เมื่อคนที่ได้บำเพ็ญทานด้วยการอภัยมากๆ ก็จะละได้ซึ่งความพยาบาทอันเป็นการชำระล้างจิตใจให้สะอาดขั้นต้นเพื่อจะได้สร้างบุญในระดับสูงขึ้นได้ง่ายต่อๆ ไป การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากที่สุดในการให้ทานผลอานิสงส์จึงสูงกว่าทานทุกชนิด
แต่อย่างไรก็ตาม การรู้จักให้อภัยทานแม้จะกระทำได้มากมายขนาดไหนผลแห่งการสร้างบุญก็ยังไม่สูงเท่ากับฝ่ายศีล ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่ต่างชนิดและต่างระดับขั้นกัน

Read Full Post »

วิธีทำบุญง่ายๆ และได้บุญใหญ่ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา
หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้
1. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์  ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้ เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน
2. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา
ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา
ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย
เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น
บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่
ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง
บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
จากนี้ไปจะบอกถึงทุกขั้นตอนในการเริ่มสร้างบุญอย่างละเอียด ในบทคาถาที่ใช้ต่อท้ายนั้น เป็นของ ธ.ธรรมรักษ์เอง สำหรับท่านที่จะสวดเพิ่มเติมคาถาหรือบทสวดใดก็ขอให้ท่านเลือกสวดได้ตามใจที่ท่านปรารถนาเพราะดีทุกบทแน่นอน

บทสวดชุมนุมเทวดา
ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา…
คำแปล :
ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ
ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ (ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบครั้งที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
(กราบครั้งที่สองให้นึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พาเหล่าสรรพสัตว์ออกจากทุกข์)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
(กราบครั้งที่สาม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ผู้สืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนา)

คำขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
 
*ระหว่างที่เราเริ่มตั้งนะโมฯ ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวดบทต่อไป

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. (อ่านว่าวิญญูฮีติ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสา

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คำอาราธนาศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ   ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ  มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ    ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
(****ถ้า ศีล ๘ ให้เปลี่ยน ปัญจะ เป็น อัฏฐะ)

คำสมาทานศีล 5
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัจฉะปะมาทะถานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 

คำสมาทานศีล 8 (สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลบริสุทธิ์มากขึ้น)
1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

****เหตุผลที่จะต้อง สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 ก่อนนั้นเป็นเพราะพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ต้องมีศีล 5 จึงจะได้ผลดี ไม่ใช่ว่าสวดมนต์ทุกวัน แต่ไม่มีศีล 5 ในใจ การสวดมนต์ก็เป็นเพียงการท่องจำไม่มีประโยชน์ และเป็นการทำให้ตัวเองบริสุทธิ์เป็นภาชนะที่สะอาดพร้อมที่จะรองรับสิ่งดีที่จะเข้ามาในชีวิต
สำหรับการถือศีล 8 นั้นจะยิ่งดีมากๆ ในวันเกิดของตนในรอบสัปดาห์หรือวันพระต่างๆ ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาของท่านเอง หลังจากนี้จะเป็นบทสวดคาถาที่ท่านสามารถเลือกเอาตามที่ชอบ หรือจะเอาตามบทสวดข้างล่างนี้ได้เลย

คาถาหลวงพ่อโอภาสี
อิติสุคโต อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ ปฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง (3 ครั้ง)

คาถาพระมหาจักรพรรดิ์
นะโมพุทธายะพระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์
สีสะหัสสะ สุธรรมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะปูเชมิ (สวด 9 จบ)
*****แล้วน้อมพลังพระเข้าตัวด้วยบทนี้
สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตาปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)
พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ

คาถาเงินล้าน เมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ……

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)
****คนที่ต้องการรวยมีเงินหรือเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก ขอแนะนำว่า ต้องสวดคาถานี้ทุกวันยิ่งมากจบยิ่งดี   และห้ามกินเหล้า เล่นการพนัน ต้องรักษาสัจจะยิ่งชีวิต พูดแล้วต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้อย่าไปรับปากคนอื่น ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ใครทำได้บอกได้คำเดียวว่าพบกับความรวยแน่นอน

คาถาพาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)
1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ

(สวดจบแล้วแนะนำว่าให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียวหรือ 9 จบ หรือเท่าอายุบวกหนึ่ง)
ซึ่งเมื่อสวดทุกคาถาครบถ้วนก็ถือว่าวันนี้เราได้เป็นผู้มีศีลและสวดมนต์เสร็จแล้ว ต่อจากนั้น ให้ทำสมาธิอีกระยะหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิแนะนำว่าให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าไปเกร็ง เอามือซ้ายทับมือขวา ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ หลับตา
สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น “โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้ นั่งสัก 5- 10 นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ 2- 3 ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะคลายความปวด)
ในที่นี้อยากขอแนะนำในวิธีฝึกทำสมาธิจากครูบาอาจารย์ 2 ท่าน วิธีแรกเป็นวิธีฝึกทำสมาธิของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ที่คนไทยทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งที่เมตตาสอนไว้เป็น” ของวิเศษ” สำหรับทุกคน ที่ง่ายมากและเชื่อว่าทุกคนทำได้ ท่านเมตตาสอนไว้ว่า
“…นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบายๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า
กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรมพุทโธจนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต…” (เอกัคคตาจิต หมายถึง จิตที่เป็นอารมณ์เดียว)
และมีวิธีการฝึกแบบง่ายของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกแบบหนึ่งที่อยู่ในหนังสือวิธีการฝึกพระกรรมฐานด้วยตัวเองแบบง่ายๆ  ขอเมตตาหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กราบขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และขออุทิศบุญส่วนกุศลที่เกิดขึ้นนี้เพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและผู้ที่นำมาเผยแพร่แก่สาธารณะชนทุกท่าน หลวงพ่อสอนไว้ดังนี้
“….ขอแนะนำให้ภาวนาว่า พุทโธ เพราะสั้นว่าง่ายและมีอานิสงส์มาก หายใจเข้านึกตามว่า พุท  หายใจออกนึกตามว่า โธ ใจนึกถึงพระพุทธรูปที่วัดไหนหรือพระที่บ้านก็ได้ หรือว่าชอบใจพระสงฆ์องค์ใดนึกถึงพระสงฆ์นั้นก็ได้ตามแต่ใจจะต้องการและจำภาพง่าย ถ้าพระพุทธรูปอยู่ใกล้ให้ลืมตาดูพระพุทธรูปพอจำได้ดีแล้ว หลับตานึกถึงพระพุทธรูป ถ้าภาพนั้นเลือนไปจากใจให้ลืมตาดูใหม่ แล้วหลับนึกถึงภาพพระทำอย่างนี้สลับกันไป ในไม่ช้าจิตจะทรงสมาธิได้ดีไม่ต้องมองภาพพระ จิตสามารถนึกถึงภาพพระได้ตลอดเวลาที่ต้องการอย่างนี้ท่านเรียกว่า จิตเป็นฌาน อารมณ์เข้าถึงขั้นที่ต้องการ…..”
จากตัวอย่าง 2 ตัวอย่างการฝึกนี้จากครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจและฝึกสมาธิกันได้ด้วยตัวเองแล้วแบบง่ายมาก ที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่จะฝึกแบบกรรมฐานในชั้นสูงนั้น คงต้องแนะนำว่าต้องไปกราบและเรียนกับครูบาอาจารย์ขอเมตตาจากท่าน เพื่อฝึกให้จะเป็นการที่ดีและถูกต้องที่สุด และปลอดภัยที่สุดถ้ามีเวลาควรจะไป ไม่ว่าจะวัดใด สำนักไหนถ้าอยู่ในแนวทางของพระพุทธเจ้าล้วนดีเกิดผลดีทั้งสิ้นต่อผู้ที่ได้ฝึกเรียน
เมื่อทำสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายขอให้พิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องอนิจจัง อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก พิจารณาถึงร่างกายของเรานั้นมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ พิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์  มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้
หลายคนพิจาณาจนค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิตเป็นปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ได้มากการเรียนรู้จากภายนอก บางคนมองทะลุถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นเรื่องของวัตถุที่ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้
ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคน
ดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเมื่อกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนปลุกข้าวจนออกมาเป็นรวงเต็มนาแต่ไม่ได้เอาไปกินหรือใช้ประโยชน์อะไร หรือเหมือนกับการต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาน้ำร้อนเททิ้งไปเสียไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่มีปัญญาต้องเอาน้ำร้อนนั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย เหมือนกับการทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ”
แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” คือ การฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เป็นการอบรมปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุดได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นบุญใหญ่
เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว
ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อน
“ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า)
ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี  เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธงธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)
อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้
ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย
ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (อาทิ เพื่อความสำเร็จต่างๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ
เมื่ออธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เงินลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ ในขณะที่ใส่ให้นึกถึงภาพว่าตนเองกำลังใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า  พระสิวลี  พระอุปคุต พระสังกัจจายน์หรือพระสงฆ์ที่ท่านเคารพ
เสร็จแล้วต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด เมื่อมีเวลาว่างให้เอาเงินนั้นไปทำบุญที่วัดเขียนหน้าซองว่า ถวายเป็นค่าภัตตาหาร เป็นสังฆทาน

คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ…
หลังจากนั้นให้เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปรดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตอนที่รดน้ำให้กล่าวในใจหรือจะออกเสียงก็ได้ว่า
“ขอให้แม่พระธรณี ท่านพระยายมราช ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”
เมื่อรดน้ำเสร็จสิ้นก็ถือว่าเราได้สร้างบุญใหญ่แล้วในวันนี้ ขอให้หมั่นทำทุกๆ วันเท่าที่จะทำได้ เคล็ดสำคัญเวลาสวดมนต์ สวดคาถาอย่าไปนึกให้ให้รวยเร็วๆ หรือทางอกุศล เพราะจะเกิดกรรมไม่ดีไปขวางทางบุญเอาไว้ ถ้าอยากได้เรื่องอะไรให้ไปขอในตอนอธิษฐานจิตเอา
ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าทำได้ครบตามที่แนะนำมาทั้งหมด ทุกท่านก็จะได้บารมีครบถ้วน ทั้ง 10 ประการหรือบารมี 10 ทัศ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ทานบารมี ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี
2. ศีลบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก สิ่งมามารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี
5. วิริยะบารมี ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็สร้างบุญทั้งทาน ศีลเจริญภาวนาในวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานั้นคือ ความเพียรเป็น วิริยะบารมี
6. ขันติบารมี มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี
7. สัจจะบารมี มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี
8. อธิษฐานบารมี เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาที่เราทำนั้นเป็น เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี ขณะที่เราแผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ให้อภัยกับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา เป็น อุเบกขาบารมี
บารมี 10 ทัศนั้นถือว่าเป็นมหาบุญกุศล ที่ทำให้คนพบกับความสุขทั้งในทางโลกและทางธรรม
ครูบาอาจารย์ที่สอนเคล็ดวิชานี้ ที่ขอเมตตาจากท่านนำมาบอกอย่างละเอียดในบทนี้  ท่านยังบอกอีกว่าหากใครทำได้ครบถ้วนตลอดเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการปลุกเสกตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้คนที่ทำนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตตนเองได้ ไม่ว่าอยากสุข อยากรวย แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่มีข้อแม้อย่างเดียวเท่านั้น
ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

Read Full Post »