Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ชีวิต’

มาถึงบทสุดท้ายกันแล้วนะครับ รักนั้นมักเกิดขึ้นได้อย่างที่ไม่คาดหมายมาก่อน และไม่ว่าครั้งใดที่รักเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ควรมีศิลปะจัดการกับรักได้อย่างถูกต้อง ในคำสอนของพระพุทธองค์นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามการมีคู่รัก แต่ทรงเตือนอยู่เสมอถึงการมีสติยั้งคิดในชีวิตคู่ และให้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ คู่รักที่ครองคู่กันก็ไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะถึงจะมีครอบครัวและคู่รัก ทุกๆ คนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ โดยการมีอาชีพที่สุจริต ละความชั่ว หมั่นทำความดี และให้พยายามฝึกฝนจิตใจให้มีความบริสุทธิ์อยู่เสมอ การสำรวมกาย วาจา และใจ การมีสติรู้เท่าทันทั้งโลกรอบข้างและจิตใจของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาให้ทุกๆ คนปฏิบัติเสมอมา แม้ว่าจะมีสามีภรรยา มีลูกหลาน หรือประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม

การรักให้เป็นสุขนั้น บนพื้นฐานของพุทธศาสนา ควรที่จะหมั่นสร้างบุญทั้งฝ่ายหญิงและฝายชาย หากคู่รักทั้งคู่เป็นคู่บุญร่วมกันมา กล่าวคือมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาอยู่ในระดับสูงเสมอกันแล้ว พระพุทธองค์ได้กล่าวว่า หากได้พบเห็นหน้ากันแล้ว แม้เพียงครั้งแรก ก็จะเกิดการเย็นอกเย็นใจ ชุ่มฉ่ำในหัวใจ เกิดความปีติยินดี ผาสุกอย่างบอกไม่ถูก อยากให้เขาหรือเธอนั้น มาอยู่เคียงข้างเราตลอดไป

การรักให้เป็นสุข ควรมีหลักดังต่อไปนี้

1) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน ศรัทธานั้นคือความเชื่อ เช่นเชื่อถือศาสนาเหมือนกัน มีศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อเรื่องกรรมเหมือนกัน หรือเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี เชื่อมั่นในแนวทางการดำรงชีวิตในรูปแบบเดียวกัน เช่น เชื่อว่าค้าขายแล้วรวย ไม่ใช่ว่า ภรรยาไม่เคยเชื่อเลยว่า ค้าขายแล้วจะรวย ปล่อยให้สามีทั้งเชื่อทั้งทำแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้ไม่ถือว่ามีศรัทธาร่วมกัน หรือถ้าหากไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เช่น ไม่เชื่อว่าการคดโกงจะทำให้คนได้ดี เป็นต้น

หากทั้งคู่มีศรัทธาไม่ตรงกัน ก็จะมีความคิด คำพูด และการกระทำที่แตกต่างกัน เรียกว่า คุยเรื่องเดียวกันไม่รู้เรื่อง อาจทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวได้ง่าย แต่ความเชื่อที่มีร่วมกันนั้น โดยความเป็นจริงแล้ว ควรเป็นไปในทางเดียวกัน แต่คงไม่มีใครเลยที่จะเชื่อเหมือนกันในทุกๆ เรื่อง เช่น ภรรยากลัวผี แต่สามีไม่กลัว ภรรยาเชื่อว่าละครทีวีเป็นเรื่องจากชีวิตจริง แต่สามีไม่เชื่อ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ตรงกันเหล่านี้ ถือเป็นธรรมดาของชีวิตคู่ หากมีความเข้าใจตรงกันได้ไม่ขัดแย้งกันในเรื่องสำคัญ ก็ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาตรงกันแล้ว

2) มี ศีล เช่นเดียวกัน ศีลนั้นถูกเปรียบเหมือนเครื่องหอมทางใจ ที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ถือศีลให้มีคุณภาพและเป็นปกติสุข คู่ครองควรมีศีลในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือมีความคิดงดเว้นการทำผิดแบบเดียวกัน เช่น พรานหนุ่มกับพรานสาว ย่อมทนกันได้ เพราะต่างคนต่างมีกลิ่นเลือดจากสัตว์ที่โดนฆ่า และมีกลิ่นอายจากฆ่าฟันสัตว์เช่นเดียวกัน หรือคนกินเจย่อมครองคู่กับคนกินเจเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นคงเป็นการลำบากที่ต้องทนความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายที่ขัดแย้งกับตนเสมอมา หรือการอยู่ร่วมกับคนที่เจ้าชู้ ดื่มสุรา สำส่อน นอนกับใครไม่เลือก ก็คงเป็นการยากที่คู่รักที่ไม่มีพฤติกรรมเหล่านั้นจะอยู่ร่วมได้ หากคู่รักทั้งคู่เป็นคนใจคอซื่อสัตว์รักมั่นต่อกัน มีผัวเดียวเมียเดียว มีศีลที่บริสุทธิ์ดีงามแล้วเหมือนกัน ทั้งคู่ย่อมอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขตลอดไป

3) มี จาคะเสมอกัน จาคะหมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายความรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น คู่ครองที่มีจาคะเสมอกันนั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีจาคะสูงๆ จะมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอกัน อย่างน้อยก็เป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวต่อกัน

หากมีจาคะไม่เสมอกัน เช่น อีกฝ่ายจ้องคิดแต่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายอยู่เสมอ และไม่ชอบทำบุญร่วมกัน ไม่ชอบบริจาค ปล่อยให้อีกฝ่ายทำบุญอยู่ข้างเดียว จะเป็นการยากนักที่จะครองคู่กันยืดยาว และถึงแม้สามารถครองคู่กันยืดเพราะอำนาจบุญแต่ชาติปางก่อน แต่ชาติต่อไปอาจจะไม่ได้เป็นคู่ครองกันอีกก็เป็นได้

หากคู่รักมีจาคะร่วมกันร่วมสละสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นและสังคมร่วมกัน จะยิ่งทำให้ความรักแน่นเฟ้น และมีความสุข ความยินดีร่วมกันทำให้ชีวิตคู่เป็นที่พึ่งให้กันและกัน ประคับประคองกัน เจริญก้าวหน้าร่วมกัน ประสบความสำเร็จพร้อมกัน ชีวิตคู่ของผู้มีจาคะสูงๆ เท่าเทียมกันนั้น ย่อมมีความสุขความเจริญทวีคูณยิ่งๆ ขึ้นไป

4) มี ปัญญา เสมอกัน ปัญญาในทางโลกคือ ความรู้ กล่าวคือ สามารถคุยกันรู้เรื่อง รู้เท่าทันกันและกัน และในทางธรรม คือมีระดับการเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเท่าเทียมกัน ผู้มีปัญญาเสมอกันย่อมมีความเห็นความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น พูดกันด้วยเหตุผลเหมือนกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งพูดด้วยอารมณ์และอีกฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล ซึ่งคงเข้าใจกันได้ยากมาก หรืออีกฝ่ายคิดก่อนทำ ส่วนอีกฝ่ายทำอะไรโดยปราศจากการยั้งคิด ซึ่งคงทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันบ่อยมาก เป็นต้น หากทั้งสองฝ่ายมีสติ ไตร่ตรองยั้งคิด และรักในการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม ก็ย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสติปัญญาที่ดี เป็นคู่รักที่เกื้อหนุนกันและกัน ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม และที่สำคัญคือ ถ้าคู่รักทั้งสองฝ่ายรักกันอย่างมีเหตุผล ก็คงไม่เบื่อหน่ายกันและกันเพียงเพราะเหตุผลทางอารมณ์กาม และเป็นเหตุให้มีความรักที่จริงแท้ หวังดีต่อกันตลอดไป

โดยสรุป การรักอย่างเป็นสุขคือ การที่คู่รักมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และศรัทธาในสิ่งที่ดีงามร่วมกัน ซึ่งจะทำให้รักมีพลานุภาพที่รุนแรงมาก เพราะคู่รักจะมีความหวัง ความฝัน กำลังใจ และแรงศรัทธาในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน และหากเจอปัญหาก็จะร่วมช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคลงจนได้ ที่สำคัญคือ ทั้งคู่ต้องมีธรรมะในหัวใจ ฝึกฝนหลักธรรมอย่างสม่ำเสมอ และมองโลก มองชีวิตในสิ่งที่เป็นแง่ของความจริง ซึ่งก็จะทำให้เกิดความสุข ความสงบในชีวิตคู่อย่างแน่นอน

โฆษณา

Read Full Post »

ก่อนจะเข้าเรื่องสำคัญต่อไปอยากเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานสนุกๆ ที่แฝงสัจธรรมที่คงจะบอกอะไรได้บางอย่าง

 

โปรดอ่านและพิจารณากันดู ถ้ารอบแรกยังไม่เข้าใจขอให้อ่านสัก 2-3 รอบ

 

มีชาวนาจีนแก่ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนมุ่งหน้าไปสู่ท้องนาของตนซึ่งเป็นกิจวัตรที่คุ้นตาของคนในละแวกนั้นบนบ่าของเขามีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ซึ่งเขาเตรียมไว้กินในมื้อเที่ยงในนาของเขา

 

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เดินไปทำงานเหมือนเช่นเคยทุกวัน เขาเกิดเดินสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาและเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัยว่าว่า

 

“นี่ๆ ท่านพ่อเฒ่า ท่านไม่รู้เลยหรือว่าหม้อดินหล่นลงมาแตกกระจัดกระจายที่พื้นอย่างนี้ ท่านแก่เฒ่าและเลอะเลือนถึงขนาดจำอะไรไม่ได้เชียวหรือท่าน”

 

ชายชราหันไปมองชายหนุ่มและที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ ตอบว่า

 

“โธ่ พ่อหนุ่มข้ายังไม่แก่ปานนั้นหรอก และ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

 

ชายหนุ่มยิ่งมีสีหน้างุนงงและประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

 

“อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปจัดการอะไรสักอย่างล่ะ”

 

สีหน้าของผู้เฒ่ายังคงระบายยิ้มด้วยความเอ็นดูและเมตตา

 

 ขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า

 

“ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะ พ่อหนุ่มเอ๋ย”

 

พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็เดินหัวเราะเสียงดังและย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงปล่อยให้ชายหนุ่มผู้หวังดียืนเกาหัวอยู่คนเดียว

 

ชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์กำลังสอนชายหนุ่มและสอนคนที่มีปัญญาในทางอ้อมว่า

 

ในชีวิตของคนเรานั้นวันวานนี้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา อะไรที่สูญเสียไปแล้วใน อดีตนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกมันให้ย้อนกลับคืนมาได้

 

แล้วทำไมคนเป็นจำนวนมากถึงมัวแต่มานั่งเสียเวลาคร่ำครวญกับสิ่งที่เปล่าประโยชน์ที่ผ่านเลยไปแล้วเมื่อวานและเหตุใดจึงไม่ยอมเสียเวลาและทุ่มเทไปกับสิ่งดีๆ ที่ควรจะทำในวันนี้และและจะส่งผลในอนาคต

 

หากเปรียบเทียบกับกรรมเก่าที่ติดตัวเรามา เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรได้แล้วเมื่อเกิดมาแล้ว มีแต่ความจริงในปัจจุบันเท่านั้น เราเรียนรู้ที่มาเรื่องกรรมต่างๆ เพื่อไม่ให้เราไปทำซ้ำให้ชีวิตพินาศลงไปอีก

 

เราเรียนรู้เรื่องธรรมเพื่อนำชีวิตเราไปสู่แสงสว่าง มี”สติ” ใคร่ครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น รู้จักปล่อยวาง ทุกสรรพสิ่งในโลกมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรยั่งยืนเลยแม้แต่สิ่งเดียว

 

อย่าไปนั่งคร่ำครวญอย่างเปล่าประโยชน์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าเกิดมาจน เกิดมาเรียนไม่เก่ง ไม่สวย ไม่หล่อ หรือเจอปัญหาหนักๆ ในชีวิต

 

เอาเวลาของวันนี้มานั่งวางแผนพัฒนาชีวิตอย่างรัดกุม กระทำทุกอย่างแบบถูกต้องได้ผล ใช้ชีวิตและเตรียมรับมืออย่างชาญฉลาด เดินหน้าเพื่อให้วันนี้นั้นดีเสมอในทุกๆ วัน

 

ทุกๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ กรรมดีใหม่สร้างได้เสมอทุกนาที

 

ขอให้ สำรวจตรวจตราเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับความสุข ความร่ำรวยในชีวิต มีอะไรที่ควรจะแก้ ควรจะทำ ควรจะเปลี่ยนแปลงก็ควรทำไม่ต้อมา”เดี๋ยว” กันอีก เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ขอให้มีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า กรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตทุกชีวิตจริงแท้แน่นอนดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

 

เราก็ย่อมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเองได้ เลือกทางเดินของชีวิตเองได้โดยการกระทำทั้งสิ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนนี้ไว้ว่า

 

“บุคคลตั้งอยู่ในตน คือสมบูรณ์แล้วด้วยตน สามารถจะทำกุศลแล้วถึงสวรรค์ หรือเพื่อยังมรรคให้เจริญ หรือทำให้แจ้งซึ่งผลได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ตนแลพึงเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่า? พึงเป็นที่พึ่งของใครได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกดีแล้ว จึงชื่อว่า ตนเองย่อมลิขิตตนเองได้ด้วยตนเอง”

 

ถึงแม้ในชาตินี้เราเป็นบัวประเภทไหนใน 4 เหล่า เพราะกรรมแต่งให้เกิดให้เป็นเช่นนั้นเราทุกคนก็สามารถพัฒนาตนเองได้ ใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้ ขอให้อ่านแบบละเอียดเพื่อเป็นกำลังใจในการมีธรรมนำทางและชีวิตจะเป็นสุขแน่นอนในชาตินี้

 

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยสัจธรรมที่สุขุมภีรภาพ อาจจะยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้

 

ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทรงจำแนกบุคคลในโลกนี้ซึ่งมีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ พระพุทธองค์จึงเปรียบเหล่าคนทั้งหลายนี้เสมือนบัว 4 เหล่า ดังนี้

 

เหล่าที่ 1 บัวพ้นน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ชอบและถูกต้อง ถูกธรรม เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

 

เหล่าที่ 2 บัวปริ่มน้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)

 

เหล่าที่ 3 บัวใต้น้ำ

เป็นพวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอมีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

 

เหล่าที่ 4 บัวในตม

พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือยังมีความเห็นไม่ตรง ไม่ถูกต้องถูกธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาที่แนวแน่ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ที่รอเวลาที่จะตกเป็นอาหารของเต่าและปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

 

แม้เวลาจะผ่านล่วงไปกว่า 2,500 ปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแบ่งประเภทของคนออกเป็นดังดอกบัว 4 เหล่านี้ แต่กลุ่มบุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ก็มีอยู่ ยังคงเห็นทั่วไปในยุคปัจจุบัน หากจะเปรียบดังนักเรียนก็คงจะเห็นได้ชัด

 

คนบางคนก็หัวไว เรียนอะไรได้เร็ว จำแม่น ก็เหมือนบุคคลประเภทแรก

 

คนบางคนหัวปานกลาง แต่มีนิสัยใฝ่ดี ก็ต้องอ่านซ้ำๆ ซากๆ กันหน่อย แต่ในที่สุดก็จะผ่านการศึกษาการเล่าเรียนไป

 

คนบางคนอาจจะหัวไม่ดี แต่มีความขยัน ยังมีใจใฝ่เรียนบ้าง ซึ่งอาจจะต้องจ้ำจี้จ้ำไข ลงโทษ เฆี่ยนตีกัน อาจจะต้องซ้ำชั้นบ้าง แต่ในที่สุดก็อาจจะสอบผ่านได้

 

คนบางคนนั้น นอกจากหัวไม่ดีแล้ว ยังไม่สนใจเรียน จะเคี่ยวเข็ญเท่าใดก็ไม่สนใจที่จะเรียน เพราะอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน มองว่าเรียนไปไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต

 

จึงเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญและพิจารณาว่าหากต้องการให้ตนเองนั้นเป็นบัวพ้นน้ำต้องเริ่มต้นอย่างไรและทำอย่างไร ก่อนอื่นควรต้องรู้ว่า “จิตประภัสสร” หรือจิตเดิมของเราทุกคนนั้นใสและบริสุทธิ์เป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตนั้นโดนสิ่งที่เข้ามากระทบจากภายนอกซึ่งก็คือกิเลส ที่อุดมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง

 

กิเลสก็เหมือนเครื่องพรางตาทั้งหลาย ย่อมทำให้จิตไม่แจ่มใส ทำให้มืดมัว กิเลสปกคลุมใจหนาแน่นมาก ก็ทำให้จิตใจมืดมัวมาก ดังที่ท่านเปรียบกิเลสเช่นเมฆหมอกบนท้องฟ้า

 

จิตเดิมดังเช่นดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างเจิดจ้าอยู่ในตัว เมฆเคลื่อนเข้าบดบัง ก็จะทำให้ความสว่างไม่ปรากฏ จิตที่มีกิเลสเข้าปกคลุมก็จะเศร้าหมอง ทั้งที่จิตเดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่ในตัวเต็มที่

 

การที่จะชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกครั้ง เพื่อเข้าใจในสภาวธรรมที่จะเป็นทางสายเอกที่จะนำพาชีวิตของตนให้พบกับความสุขและความเจริญนั้น

 

ควรเริ่มต้นตั้งแต่ปรับจิตให้ถูกต้อง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจ ฟังเพื่อละความไม่รู้ (อวิชชา)

 

ฟังเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นการอบรม เจริญปัญญา (ความรู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง) ทีละเล็กทีละน้อยแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ไม่ยอมแพ้ไม่ท้อถอย

 

ถือเอาความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลามากก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะใจนั้นมั่งคงเสียแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจก็หมั่นไปไต่ถามหาความรู้จากครูบาอาจารย์ เมื่อไม่ย่นย่อ ไม่ท้อถอย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น ปัญญาก็จะเจริญมากขึ้น

 

ปัญญาจะทำหน้าที่สำคัญ คือ การเข้าไปขจัดและทำให้เรารู้จักละกิเลส แต่เราไม่มีทางจะละกิเลสได้ด้วยความเป็นตัวตน เพราะความเป็นเราหรือตัวตนนี้ก็เป็นกิเลสด่านแรกที่ยิ่งใหญ่ เป็นการยากที่จะละความยึดถือความเป็นเรา ตัวกู ของกูนั้นมันใหญ่จนอาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม

 

เพราะเรามีความยึดถือในตัวตนของเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงตั้งตนเป็นใหญ่บดบังความจริงของ 3 โลกที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และมีพระเมตตาสั่งสอนแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระธรรมจะทำหน้าที่ขจัดความยืดถือนี้ลง ขจัดกิเลสที่ปิดบังความจริงทั้งมวล

 

พึงละความโกรธด้วยการให้ทาน พึงละความโลภด้วยการรักษาศีล พึงละความหลงด้วยการภาวนา

 

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนอาจจะเป็นบัวประเภทใดประเภทหนึ่งที่ยังไม่พ้นจากน้ำ ยังไม่ได้พบกับธรรมะจนเกิดสภาวธรรมอย่างแท้จริง แต่หากเรามีความตั้งใจจริง ละตัวตนมองเห็นในความจริง ความถูกต้องแห่งธรรมะ เราทุกคนสามารถพัฒนาตนเองไปทีละขั้น แม้ว่าจะเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ แต่ด้วยความเพียรอย่างไม่ย่นย่อยอมแพ้

 

ในวันหนึ่ง ทุกคนก็จะกลายเป็นบัวพ้นน้ำ ได้สูดทุกลมหายใจแห่งความสุข สงบ สว่างตลอดกาล

 

ขอโปรดเข้าใจถึงคุณประโยชน์ในชีวิตให้ถ่องแท้ และรู้ซึ้งถึงโทษของคำว่า “เดี๋ยว” ที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตเราได้

 

ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย

Read Full Post »

แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้ก็คือ ที่ผ่านมาหลายปีนี้ มีท่านที่สงสัยได้ถามคำถามมามากมาย ถึงการที่จะทำให้ชีวิตนั้นพลิกจากที่ทุกข์ให้กลับกลายมาดี มีความสุขความเจริญมากขึ้นในชีวิต จากที่เคยมีปัญหาจะได้หมดปัญหา เห็นทุกท่านสนใจที่จะพยายามแก้ไข

แต่จากที่พูดคุยกันส่วนมากจะบอกว่าไม่มีเวลา ยังไม่พร้อม โอกาสอำนวยแล้วจะทำทันที จึงพอจะทราบสาเหตุแล้วว่า ทำไมคนที่เอาเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์จากครูบาอาจารย์ไปทำแล้วไม่เกิดผล หรือเกิดผลน้อยในชีวิต ทั้งๆ ที่ควรจะดี สุข รวยไปแล้วในชีวิตหรืออย่างน้อยปัญหาควรจะเบาบางลง

สาเหตุสำคัญเพราะคำว่า “เดี๋ยว” คำเดียวเท่านั้น

ซึ่งอยากจะบอกและเรียนให้ทราบว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจริงๆ อยากจะแก้ไขเรื่องเงินทองที่ทำให้ชีวิตลำบาก การทะเลาะวิวาทความไม่เข้าใจในครอบครัว การค้าขายที่ยังไม่เกิดผลดี การทำงานอะไรก็ตามที่มีแต่ปัญหาปวดหัว โรคเวรโรคกรรมหรือ เรื่องใดๆ ก็ตามที่ทำให้เราไม่สบายใจ

ให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ออกไปจากชีวิตเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะคำว่า “เดี๋ยว”ไม่เคยเกิดผลดีกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

คำว่า “เดี๋ยว” จริงๆ แล้วหมายความว่ายังไม่ทำ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงกรรม ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อชีวิตอะไรเลยแม้แต่ปลายนิ้วก้อย แค่เพียงแต่คิดและไม่ได้ลงมือทำ จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลยแม้แต่ปัญหาเดียว ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด

ขอเป็นกำลังใจให้ทิ้งคำว่า “เดี๋ยว” ให้หมดไปจากชีวิต ยิ่งเหลือน้อยเท่าไหร่ ชีวิตจะเริ่มดีขึ้นทันที

“เดี๋ยว” ค่อยสร้างบุญกุศล มีเวลาค่อยขออโหสิกรรม ขอชดใช้ขออภัยในสิ่งที่ล่วงเกินคนอื่น “เดี๋ยว” จะทำตัวใหม่ ลด ละเลิกกรรมไม่ดีที่ไม่ต้องรอให้กรรมส่งผลก็รู้แก่ใจตัวเองดีถึงโทษอยู่แล้ว

วันๆ มัวแต่ “เดี๋ยว” จนเวรกรรมนั้นตามมาทัน เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาล้างแค้นจนชีวิตพังพินาศ

อยากทำทาน ก็ทำไปเลยอย่าไปอ้างโน่น อ้างนี่ว่าไม่มีเวลา ไม่เจอใคร งานยุ่งมีมากมายสารพัดข้ออ้างที่จะสรรหามาอ้าง การทำทานนั้นทำที่บ้านก็ได้ง่ายๆ โดยตั้งจิตเอาเงินใส่กระปุกวันละสลึง วันละบาท เมื่อมีเวลาก็เอาไปถวายวัด ถ้าไม่มีเงินก็เอาแรงไปช่วยคนอื่นทำงาน หรือไปช่วยเก็บดอกไม้ เก็บเศษใบไม้ในวัด หรือแม้แต่ข้างทาง ข้างถนนก็ถือว่าได้สร้างทานแล้ว

อยากถือศีล เพื่อเป็นเกราะป้องกันชีวิตไม่ให้ไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ต้องตั้งใจแล้วทำเลย เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกนาทีของชีวิต ใช้การสมาทานรักษาศีลเพียงไม่กี่นาที และคอยระมัดระวังในแต่ละวันชีวิตก็ดีขึ้นทันที

อยากทำสมาธิไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เพื่อสงบจิตใจ ชำระล้างสิ่งต่างๆ ที่มันรกอยู่ในจิต การจะทำสมาธิเพื่อขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออุทิศบุญใดๆ ก็ขอให้ลงมือทำเลย เพียงนั่ง นอน หรือเดิน หรือทำงานอยู่ก็กำหนดจิตเป็นสมาธิได้

โปรดอย่าเอาคำว่า “เดี๋ยว” มาหยุดความเจริญและโชคลาภที่ควรจะหลั่งไหลมาสู่ของตนเองเลย

ในทางโลกนั้นคำว่า “เดี๋ยว” นี้ทำให้คนที่ชอบใช้คำนี้ติดปากเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัยไม่ดีติดตัว นิสัยไม่ดีบางอย่างนั้นหลายคนไม่ทราบว่าเป็นตัวการสำคัญหรือกรรมที่จะหยุดความเจริญ ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดในบทต่อไป

เรามาดู คำว่า “เดี๋ยว” นั้นให้ผลร้ายอย่างไรกับชีวิตบ้าง อาจจะจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่ขี้เกียจทั้งๆ ที่อาจจะไม่ขี้เกียจก็ได้ อาจจะดูเหมือนเป็นคนด้อยปัญญาไม่เห็นคุณค่าของเวลาที่มีค่ามาก หลายคนใช้คำว่า “เดี๋ยว” ทำให้หมดโอกาสที่จะแก้ตัวอะไรได้เลยในชีวิต

“เดี๋ยว” จะล้างเท้าพ่อแม่ ล้างเท้าผู้มีพระคุณ

“เดี๋ยว” จะพาพ่อแม่ไปกินอะไรดีๆ อร่อยๆ ในชีวิต

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำให้อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำเลยสักครั้งในชีวิตเพราะท่านอาจจะมาด่วนจากไปเสียก่อน

“เดี๋ยว” ค่อยๆ เก็บเงินทองก็ได้ เที่ยว เล่น กินให้คุ้มในช่วงชีวิต พอคิดได้ก็หมดเวลาแล้ว เพราะแก่เฒ่าชรา จนหมดเรี่ยวแรงจะทำมาหากิน

“เดี๋ยว” จะลงมือทำงานให้เสร็จ แต่ในที่สุดก็ไม่ทำ หรือแม้แต่ลงมือทำก็จริงแต่เสร็จแบบลวกๆ ไม่มีคุณค่าหรือเกิดประโยชน์น้อยมาก ซึ่งถ้าลงมือทำแบบไม่ “เดี๋ยว” งานก็จะเสร็จเรียบร้อยดี เจ้านายก็รัก เพื่อนร่วมงานก็ชอบ ส่งเสริมให้กลายเป็นที่คนเชื่อถือในการทำงาน เป็นคนไม่จับจด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ยอมอ่านหนังสือ ไม่ยอมทบทวนตำราเลย ประมาทชะล่าใจ มีคำติดปากว่า “เดี๋ยวๆ ๆ ๆ ๆ” และในใจคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ จนในที่สุดอ่านหนังสือไม่ทัน สอบได้เกรดไม่ดีหรือบางคนต้องสอบตกด้วยซ้ำ

พ่อค้าแม้ค้า รู้ทั้งว่าการค้าที่จะดีขึ้น ลูกค้ามากมายเพราะคุณภาพของสินค้า การถือสัจจะ และการตรงต่อเวลา ไม่มีลูกค้าที่ไหน เมื่อมาร้านแล้วเจอร้านปิดบ้าง เปิดบ้าง เพราะพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้น คิดว่า “เดี๋ยว” ค่อยไปเปิดร้านยังเช้าไป ยังไม่มีคนมาหรอก หรือ “เดี๋ยว” ค่อยเพิ่มสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าก็ได้

ในหลายคนยอมอดทนนั่งรอเป็น 4-5 ชั่วโมงเพื่อรอดูดารา นักแสดงมาเล่นคอนเสิร์ต หลายคนยอมอดหลับอดนอนเพื่อดูถ่ายทอดสดกีฬา หลายคนยอมยืนรอเข้าคิวต่อคิวซื้อสินค้าไอทีที่ออกมาใหม่เป็นวันๆ ได้ร้อนหรือฝนตกแค่ไหนก็ทน

แต่เรื่องที่ทำให้ตนเองมีชีวิตที่ดี กลับทนไม่ได้ที่จะทำ บอกว่าเหนื่อย ไม่มีเวลา ยุ่งมาก ยังไม่พร้อม เหมือนกับเราไม่ให้ความสำคัญของชีวิตตัวเอง

เพราะคำว่า “เดี๋ยว” ทำลายอนาคตที่ดี ซึ่งไม่ได้มากจากใครทำทั้งนั้น เราทำตัวเราเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ เรื่องการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ในช่วงที่วิบากกรรมเข้าหรือในช่วงที่ชีวิตมีปัญหาตกต่ำ ขอให้สังเกตเถิดว่า ใจของเรานั้นเป็นอย่างไร

ส่วนมาก “กำลังใจ” จะตกแทบคิดอะไรไม่ออกหรือไม่มีใจจะทำอะไร มันห่อเหี่ยวหมดหวังอย่างไรพิกล ยิ่งใจตกคาไหน การแก้ปัญหาก็จะมากขึ้นด้วย ตามนั้น รวมถึงอาจจะส่งผลไปถึงร่างกายที่อาจจะรวนตามไปด้วย

โปรดอย่าลืมว่าเพราะ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ทั้งสองสิ่งนี้สัมพันธ์กันเสมอ

กรรมนั้นเกิดที่ใจ และทำให้เบาลงด้วยใจด้วยเช่นกัน ถ้าเราคิดว่ามันทุกข์มาก มันก็จะทุกข์มากตามที่ใจเราคิด เห็นคนมากมายที่น่าจะทุกข์มากเมื่อเกิดวิกฤตชีวิตแต่ทำไมเขายังยิ้มได้ สู้ชีวิต สู้กรรมอย่างไม่ย่อท้อ

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพนั้นสำคัญ ส่วนมากจะ “เดี๋ยว” กันทั้งนั้น “เดี๋ยว” ค่อยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ “เดี๋ยว” ค่อยไปหาหมอยังไม่เป็นอะไรมาก พอรู้ตัวอีกที “เดี๋ยว” ก็เอาไปเผาที่ป่าช้าเสียแล้ว ไม่ทันได้แก้ไขอะไรสักอย่าง

ขอให้หมั่นดูแล “ใจ” และ “กาย” ให้ดียิ่งในช่วงวิบากกรรมไม่ดีเข้า ถ้าร่างกายแข็งแรงโอกาสจะสร้างกรรมดีก็มีมาก กรรมดีที่เกิดขึ้นก็ยิ่งช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้มากเช่นกัน

คนที่เข้าใจเรื่องกรรมดี มักจะไม่มีคำว่าท้อใจ และไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในชีวิต และถึงจะมีก็น้อย เพราะยอมรับกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นอย่างไรในชาตินี้ แต่ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า สร้างกรรมใหม่ขึ้นมา เพื่อพาตนเองหนีให้พ้นจากวิบากกรรมเก่าที่ติดตัวมาหรือกำลังตามไล่ล่าอยู่

บางคนเกิดมาไม่สวย ไม่หล่อ ไม่รวย หรืออาจจะร่างการพิการไม่สมประกอบแต่ยังยิ้มรับ ยิ้มสู้กรรมเก่าได้อย่างทระนง พยายามสร้างบุญกุศลใหม่เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยบุญที่ทำนั้นจะสามารถพาให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไปทำบาปกรรมไม่ดีซ้ำไปอีก เพราะกลัวว่าชาติต่อไปก็จะเจอความลำบากหรือความไม่มีอีกในชีวิต

สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะไม่ทราบถึง คำสอนสำคัญที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้ชีวิตนั้นพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดก็คือ การที่จะต้องลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นกรรมไม่ดีก่อนเป็นอันดับแรก และตามมาด้วยการสร้างกรรมดีเป็นอันดับที่สอง

หลายคนที่ชีวิตไม่ดีขึ้นเพราะไม่เข้าใจเคล็ดลับพ้นทุกข์นี้อย่างถ่องแท้

บางคนเมื่อเกิดทุกข์ เจอวิบากกรรมหนักๆ จึงวิ่งวุ่นไปทำบุญแก้กรรมกันหมด ทำแต่ภายนอกหวังบุญช่วย ทั้งๆ ที่ต้องแก้จากข้างในคือ ที่ตัวเองเสียก่อนถึงจะสำเร็จ พลานุภาพแห่งบุญและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านถึงจะเข้ามาช่วยได้

เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ชีวิตก็ยังไม่หยุดสร้างบาปกรรม เรียกว่าทำไปพร้อมๆ กรรมดีจึงส่งผลไม่ได้ เพราะมีกรรมชั่วที่ทำด้วยไปขวางเอาไว้ ต้องหยุดกรรมชั่วเสียก่อนทันทีไม่มีคำว่า “เดี๋ยว” ในทุกนาทีของชีวิต กรรมดีจะได้ส่งผลเต็มที่

จำง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้ชีวิตดีแบบทันตาเห็นต้องหยุด ลด ละ เลิกกรรมชั่วทันที และหมั่นสร้างกรรมดีอย่างไม่ลดละ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีกำลังใจในการสร้างกรรมดีก็คือ กรรมในปัจจุบันมีผลต่อชีวิตเรามากกว่ากรรมเก่าหลายเท่า พระพุทธองค์จึงเน้นว่า กรรมในปัจจุบันสำคัญที่สุด อย่าไปกลัวอดีตหรือกรรมเก่าเลย

การยอมรับในสิ่งที่เรา “เป็น” และ “มี” ในปัจจุบันหรือในชาตินี้เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะ ช่วยทำให้เข้าใจความเป็นจริงและสามารถที่จะเข้าใจสภาวะโลก เข้าใจสภาวธรรมมากขึ้น

เมื่อ “ใจ” ยอมรับแล้วก็ง่ายๆ ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้น ไม่มานั่งคิดทำนองว่า

“ทำไมฉันถึงเป็นเช่นนี้”

“ทำไมฉันถึงจน ไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา”

“ทำไมฉันถึงไม่มีโชคมีลาภเหมือนคนนั้น คนนี้”

บอกแล้วว่าถ้าเรายอมรับบุญเก่าได้ว่าเราทำมาแค่นี้ แต่เราสามารถทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นด้วยบุญใหม่ ที่เราทำได้โดยไม่ต้อง “เดี๋ยว”

Read Full Post »

สืบเนื่องจากความไม่รู้หรืออวิชชา เราคงตระหนักแล้วว่า การไม่รู้คือบ่อเกิดแห่งทุกข์ตัวสำคัญ ไม่ว่าจะการไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิธีดับทุกข์ ไม่รู้ว่าทำไมจิตเราจึงเกิดทุกข์ หรือไม่รู้สิ่งต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานอย่างไม่รู้ (จึงทำผิด ทำพลาด ทำไม่ได้ และโดนไล่ออก) ใช้เงินอย่างไม่รู้ (จึงเอาแต่จ่าย จ่าย และจ่าย จนไม่มีเงินเหลือเก็บ และไม่ได้ลืมตาอ้าปากเสียที่) พูดอย่างไม่รู้ (จึงพูดพล่อยๆ ไม่เข้าหูคน หรือพูดโดยไม่ยั้งคิดตอนที่โกรธจัดๆ จนเกิดเรื่อง) กล่าวคือ ความไม่รู้ทำให้เกิดทุกข์ตามมาได้สารพัด

 

และการไม่รู้ชนิดหนึ่งที่หากไม่ปรับแล้ว ตัวเราเองก็จะไม่มีทางหนีพ้นจากความทุกข์ได้ คือ

ความไม่รู้จักธรรมชาติแห่งชีวิต” หรือ “ไม่รู้เท่าทันว่าชีวิตมันเป็นเช่นไร

ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ในทางพุทธศาสนานั้น มีต่อไปนี้ครับ

 

1. ชีวิตคือสิ่งที่ไม่แน่นอน เนื่องจากชีวิตเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไปตลอด ไม่มีความแน่นอนใดๆ สำหรับชีวิต เช่น วันนี้เราเจอเรื่องดี แต่ก็ใช่ว่าเราจะเจอเรื่องดีไปตลอด วันพรุ่งนี้อาจต่างจากวันนี้โดยสิ้นเชิงก็ได้ แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากกลับลืมหรือไม่รู้เท่าทันธรรมชาติตัวนี้ (หรืออาจรู้ แต่ไม่อยากยอมรับ) จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่น หวังให้ชีวิตเป็นไปแบบที่มันเคยเป็น แต่พอชีวิตมันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ไม่ได้เตรียมใจรับหรือรับไม่ได้ อันทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

 

อย่างความแก่ชรา เหี่ยวย่นของผิวหนัง ซึ่งมันคือความไม่แน่นอนของร่างกายที่ต้องเกิดกับมนุษย์อย่างแน่นอนตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทว่าพอเรามีหนังเหี่ยวก็ไม่พอใจ เกิดทุกข์ และพยายามจะไปดึงหน้าทำศัลยกรรม หมดเงินไปเป็นแสนๆ เพื่อทำให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั่นก็คือ “การพยายามทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นความแน่นอน

 

2. ชีวิตย่อมเป็นไปตามกรรม ในทางฟิสิกส์ เราจะทราบดีว่า ทุก การกระทำ (Action) จะมี แรงปฏิกิริยาสะท้อนกลับต่อการกระทำนั้นเสมอ (Reaction) ซึ่งหลักที่ว่าก็สอดคล้องกับกฎแห่งกรรมของศาสนาพุทธ ที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำไม่ดีย่อมได้รับผลจากสิ่งที่ไม่ดีเป็นธรรมชาติอีกประการของชีวิต

 

แต่คนเรากลับชอบเผลอไผลทำสิ่งไม่ดีลงไป แล้วก็มาโอดครวญยามต้องได้รับผลแห่งการทำสิ่งไม่ดีนั้น หรือบางครั้งเราทำดีก็จริง แต่ความดีอาจยังไม่ได้กลับมาหาเราในทันที ก็กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ท้อแท้หมดกำลังใจไปได้

 

3. ชีวิตมาพร้อมสัญชาตญาณ มนุษย์เราเกิดมาแท้จริงแล้วก็คือสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติของสัตว์ที่ว่า เราย่อมมีสัญชาตญาณ ซึ่งสัญชาตญาณนี้ก็คือกลไกของจิตและร่างกายมนุษย์ หน้าที่หลักของมันก็คือการดูแลและควบคุมสั่งการให้เราสามารถมีชีวิตรอดต่อไปให้นานที่สุด

 

ทีนี้บางสัญชาตญาณของมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากสัตว์ โดยเฉพาะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือการตอบสนองต่อภัยคุกคาม อย่างเช่น สุนัขที่กัดคนยามมันคิดว่าคนจะมาทำร้าย คนก็เช่นกันครับ ยามเกิดปัญหาเราก็อาจตอบโต้ปัญหากลับไปด้วยสัญชาตญาณที่มีความรุนแรง อย่างมีคนด่าเรา หากเราตอบสนองโดยสัญชาตญาณล้วนๆ (โดยปราศจากสติ การยั้งคิด หรือการขัดเกลาทางสังคม) เราก็อาจด่ากลับหรือไม่ก็ทำสิ่งที่รุนแรงกว่านั้น หรือเมื่อมีคนทำให้เราเจ็บ เราก็อาจโต้กลับไปด้วยความเจ็บปวด

 

จุดสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ก็คือ การเข้าใจธรรมชาติทั้งหมดของชีวิต รู้ว่ามันมีความไม่แน่นอนที่เกิดกับเราได้เสมอ รู้ว่าการกระทำของเรานั่นเองที่ส่งผลกระทบต่ออนาคต (และในบางกรณี การกระทำของคนอื่นก็อาจมามีผลต่อตัวเราได้เช่นกัน ซึ่งโปรดสังเกตคำว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ให้ดี จะเห็นว่าคำกล่าวนี้ไมได้เฉพาะเจาะจงกับผู้ใด แต่เป็นการสรุปรวมว่าสัตว์โลกทั้งหมดย่อมเป็นไปตามกรรม แม้แต่กรรมของสัตว์โลกตนหนึ่ง ก็อาจมีผลต่อสัตว์โลกอีกตนได้) และรู้ว่าเรานั้นมีสัญชาตญาณทั้งดีและไม่ดีผสมอยู่ในจิตใจและร่างกาย

 

หากเราดำเนินชีวิตโดยไม่ทำให้ตนรู้ความจริงเหล่านี้ เราก็ย่อมวนเวียนกับทุกข์อย่างไม่เข้าใจและไม่อาจหาทางออกใดๆ ได้ เหมือนคนหลงทางที่ไปไหนต่อไม่ได้ เนื่องจากไม่อ่านแผนที่ให้เข้าใจเสียก่อน

Read Full Post »

วันนี้หากเราลองพิจารณาอาหารที่กำลังจะรับประทานลองพิจารณาดูสักนิดว่า มีเนื้อสัตว์ใดๆ บ้างอยู่ในอาหารก็จะพบว่าในอาหารหนึ่งมื้อหรือหนึ่งจานที่เป็นที่ชื่นชอบของเรานั้นมีส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกได้ว่า “เคยมีชีวิต” อยู่มากมาย คุณผู้อ่านหลายท่านอาจชอบรับประทานอาหารจานเด็ดๆ ทั้งหลาย เช่น ข้าวขาหมู ข้าวหมูกรอบ บะหมี่หมูแดง ผัดไทยกุ้งสด ยำปลาหมึก ต้มยำทะเล และอีกสารพัดเมนูยอดนิยมเหล่านี้

           แต่หากลองย้อนคิดกลับไปอีกแง่มุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า อาหารจานหนึ่งๆ ของที่เรารับประทานนั้นไม่เคยพ้นจากการ “ฆ่า” หรือการเบียดเบียนเอาชีวิตเลย อาหารที่เอร็ดอร่อยเหล่านี้ล้วนมาจากความทุกข์ทรมานของเหล่าสัตว์ที่ถูกนำไปประกอบอาหารทั้งสิ้น

           ทุกๆ วันที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนพระอาทิตย์ตกต้องมีเพชฌฆาตจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องประหารสัตว์เหล่านี้เพื่อประกอบอาชีพสังหารสัตว์เพื่อนำเนื้อนั้นมาทำอาหาร

           ถ้าหากลองนึกภาพตามให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิดก็ลองเปรียบเทียบดูว่า หากเอาซากศพและกระดูกของเหล่าสัตว์ที่ถูกสังหารเหล่านั้นที่ถูกฆ่าในแต่ละวันทั่วโลกมากองรวมกันคงจะได้สูงเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ถ้าเอาเลือดที่สัตว์เหล่านั้นมาหลั่งรวมกันก็อาจจะย้อมสีแม่น้ำทุกสายในโลกนี้ได้แทบทั่วโลก หากเอาเสียงร้องครวญครางที่สัตว์เหล่านั้นร้องก่อนจะสิ้นใจมาเทียบก็คงจะเป็นเสียงร้องดังกึกก้องน่าสะพรึงกลัวทีเดียว

           หากจะรวมความน่าสยดสยองเหล่านั้นเปลี่ยนออกมาเป็นนิยามแล้วก็อาจจะกล่าวไว้ว่า “นรกนั้นไม่ต้องตามหาที่ไหนไกล มันอยู่บนพื้นดินที่เรากำลังอยู่นี่เอง” เพียงแต่นรกที่ว่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์แต่เกิดขึ้นกับเหล่าสัตว์ที่ต้องถูกนำมาฆ่าและทำเป็นอาหารเพียงเพื่อ “ความอร่อยลิ้น” ของมนุษย์เราเท่านั้น

           ด้วยเหตุที่มีการต้องเข่นฆ่าชีวิตสัตว์มากมายเพื่อนำมาประกอบอาหารอันเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์โลกด้วยกันเช่นนี้เอง แนวคิดและการถือปฏิบัติเรื่องการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและการกินถือศีลกินเจจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา

           ในปรัชญาของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะมีวลียอดฮิตบทหนึ่งที่ว่า “หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย” เป็นปริศนากลอนคู่ของชาวจีนที่ต่อมากลายมาเป็นสัญลักษณ์และเป็นนิยามสั้นๆ ของการรับประทานมังสวิรัติและการกินเจตามประเพณีอันมีจุดประสงค์สองประการคือ “เพื่อชีวิตของคนทั้งหลาย” และ “เพื่อสัตว์ทั้งหลาย”

“ถือกินเพื่อชีวิตของคนทั้งหลาย”

           ตามความเชื่อของชาวจีนเชื่อว่าคนที่ถือไม่รับประทานเนื้อสัตว์เพียงวันละ 1 มื้อ ก็จะสามารถบรรเทาโรคภัยต่างๆ ได้ เพราะเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพิษบางอย่างผสมอยู่ เป็นการหลีกเลี่ยงบาปและเคราะห์กรรม และคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์นั้นจะส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรง พลานามัยดี ไม่เป็นโรคร้ายที่เป็นพิษอันมาจากการรับประทานเนื้อสัตว์

“ถือกินเพื่อสัตว์ทั้งหลาย”

           จากคำกล่าวที่ว่า “หมื่นชีวิตรอดตาย” ก็หมายความว่า คนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ไปเพียงหนึ่งมื้อก็เท่ากับเป็นการปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายไปได้อย่างน้อยก็หนึ่งชีวิต และชาวจีนโบราณยังเชื่อกันอีกว่า หากถือรับประทานไปทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 มื้อไปตลอดสัตว์ต่างๆ ก็จะรอดตายเป็นจำนวนมาก เพราะในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน คนหนึ่งคนนั้นอาจจะต้องรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มากมายนับหมื่นนับแสนชีวิตจนกว่าจะหมดอายุขัย

           คำว่า “หมื่น” ในภาษาจีนนั้นมีความหมายโดยนัยว่า “มากมายมหาศาลไม่อาจจะนับจำนวนได้” ดังนั้นหากเราลองคิดตามดูว่า หากมีคนที่รับประทานอาหารที่ไม่ใช้เนื้อสัตว์ตลอดชีวิตสักเพียงแค่หนึ่งหมื่นคนจาก หกพันล้านคนในโลกนี้จำนวนของสัตว์เป็นล้านๆ ตัวก็อาจจะมีโอกาสได้อยู่รอดต่อไปได้อีกมากมายเลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจโดยความหมายเพื่อสัตว์ทั้งหลายจึงหมายความว่าเป็นการละเว้นชีวิตของสัตว์ได้อีกมาก

           มนุษย์เรานั้นกล่าวให้ความหมายกับเผ่าพันธุ์ตัวเองเสมอว่า เป็น “สัตว์ประเสริฐ” หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งแต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า ในบางครั้งเราก็หลงลืมถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆนอกจากตัวของเราเอง ทำให้เราหลงสร้าง “กรรมไม่ดี” ขึ้นมาคือ หลงไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นโดยไม่รู้ตัว

           สัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ล้วนมีความรักชีวิตในตัวของเขาเอง สัตว์ทุกตัวมีเลือดเนื้อ มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์เรา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสหรือมีความรู้ที่จะได้ละเลิกการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมดังเช่นการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและการกินเจ นี้ ก็เป็นการสมควรที่เราควรจะศึกษาหาความรู้และลองนำไปปฏิบัติดูอย่างน้อยก็เป็นการฝึกฝนชำระจิตใจตนเองให้มีเมตตายิ่งขึ้น และเป็นการชำระล้างร่างกายให้สะอาดได้อีกทางหนึ่ง

           คุณผู้อ่านเริ่มสนใจการรับประทานอาหารมังสวิรัติและกินเจกันขึ้นมาบ้างหรือยังครับ?

Read Full Post »

ในบทแรกที่พูดถึงการทำบุญที่ต้องทำเจตนาบริสุทธ์ทั้ง 3 ระยะทั้งก่อนทำ ขณะทำและหลังทำ โดยที่แนะนำว่าอย่าไปจิตตกทั้ง 3 ระยะอย่าไปคาดหวังในบุญ อยากขออะไรให้มาขอในตอนอธิษฐานแทน  เพราะถ้าเราไปคาดหวังให้เป็นแบบนั้น กรรมทางใจนั้นจะมาหน่วงสิ่งที่ควรจะได้ให้ช้าลงไปอีก ให้ทำใจสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก มาถึงบทนี้จะขออนุญาตพูดถึงการอธิษฐานอย่างละเอียดให้รับทราบกัน ที่อาจจะยาวไปสักนิดในบทนี้แต่สำคัญจริงๆ ไม่แพ้บทอื่นแต่อย่างใด

การอธิษฐานในแบบของพระพุทธศาสนาจะมีความเชื่อในเรื่อง กฎแห่งกรรม คือว่าด้วยเหตุและผลที่เป็นไปตามการกระทำเข้ามาเป็นส่วนประกอบเป็นปัจจัยสำคัญ ชาวพุทธศาสนาจะมีความเชื่อและความคุ้นเคยกับการอธิษฐาน

ครูบาอาจารย์ท่านเน้นว่า การอธิษฐานจะได้ผลก็ต่อเมื่อได้ประกอบคุณงามความดีต่างๆ ก่อนให้มากพอหรือมีการทำเหตุให้ตรงสมบูรณ์พร้อม แล้วค่อยขอพรหรือตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ตั้งความปรารถนาไว้ หากมีพลังบุญเป็นปัจจัยเสริมมากพอแรงอธิษฐานก็จะส่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

ซึ่งเมื่อเหตุนั้นตรงและสมบูรณ์ ปัจจัยสมบูรณ์ ผลที่ออกมาจะสมบูรณ์ตามที่อธิษฐานนั้น

ในศาสนาพุทธนั้น เชื่อว่าโชคชะตาชีวิตของคนทุกคนนั้น จะดีหรือเลว จะมั่งมีหรือจน จะเป็นทุกข์หรือสุข จะผ่านอุปสรรคในชีวิตนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เทพเจ้า ดวงดาวหรืออำนาจอื่นใดทั้งสิ้น ไม่มีฟ้าลิขิตทั้งสิ้น

สิ่งที่จะกำหนดโชคชะตาชีวิตของคนนั้นคือ กรรมลิขิต มนุษย์เป็นผู้กำหนดโชคชะตาชีวิตของตัวเองด้วยการกระทำที่มาจากกาย วาจา ใจ ที่รวมเรียกว่า กรรม และมีกฎแห่งกรรมเป็นผู้ควบคุม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครมีอำนาจมาเบี่ยงเบนผลลัพธ์ได้ ใครทำเหตุอะไรไว้ก็ต้องได้ผลตามเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ใครทำชั่วแล้วได้ดี หรือทำดีแล้วได้ชั่วเป็นอันขาด

การอธิษฐานนั้นเป็นการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง เป็นการตั้งเป้าหมายหรือจะเรียกว่าเป็นการล๊อคเป้าหมายว่าเราจะทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วงไป ถือเป็นเข็มทิศของจิต หากแต่จะสำเร็จหรือไม่มีองค์ประกอบสำคัญๆ อยู่หนึ่งประการ คือ จิตในขณะที่กำลังอธิษฐานนั้นมีกำลังหรือไม่?

จิตจะมีกำลังได้ด้วยบุญ เพราะบุญเป็นอาหารแห่งจิต

ดังนั้นการสร้างบุญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในอันดับหนึ่งในหารอธิษฐานให้ได้ผล แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นสนับสนุนอยู่อีกหนึ่งอย่าง ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เคยเป็นผู้ประกอบกรรมที่สนับสนุนกับการอธิษฐานนี้หรือไม่ หากมีมากก็จะอธิษฐานให้สำเร็จได้โดยง่าย หากมีน้อยก็จะสำเร็จได้โดยยาก และหากไม่มีก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้เลย

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า การอธิษฐานกับการไปบนบานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่อง คนละทางกันเลย การอธิษฐานเป็นเรื่องดีในชีวิตที่ควรทำ แต่การบนบานนั้นเป็นการไปติดสินบนที่ไม่ควรทำ!!!

องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการอธิษฐานนั้นให้สัมฤทธิ์ผลมีอยู่ 4 ประการก็คือ

1. พลังจิตที่บริสุทธิ์สะอาด เป็นบาทฐานกำลัง เราทราบกันดีแล้วว่าการจะทำให้จิตนั้นสะอาดผ่องใสได้ด้วยการสร้างบุญอันมาจากทาน ศีลและภาวนา ยิ่งทำบุญมากแบบถูกต้อง ถูกธรรมแล้ว จิตจะผ่องใสขึ้นแน่นอน

2. บุญบารมีที่ได้ทำมาไม่ว่าจะเป็นบุญเก่าและบุญใหม่เป็นตัวเชื่อม การที่จะอธิษฐานให้ได้ผลนั้น อานุภาพแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้อธิษฐานและเป้าหมายที่ต้องการ ที่บุญนั้นจะต้องครบถ้วน หรือเหตุนั้นจะต้องครบสมบูรณ์ ดังการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้ว่า

ในอดีตชาตินั้นของพระพุทธองค์ เคยถือกำเนิดเป็น สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศว่าพระทีปังกร (พระพุทธเจ้าลำดับที่ 4) จะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤๅษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมฤาษีของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า นิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

แต่การที่ พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้นั้นต้อสะสมบุญบารมีให้ โดยเฉพาะในทศชาติสุดท้ายได้กระทำบุญบำเพ็ญบารมีนานาประการจนสูงสุด อันได้แก่

ชาติที่ 1 พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี คือ ความอดทนอย่างสูงสุด

ชาติที่ 2 พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี คือความพากเพียรอย่างสูงสุด

ชาติที่ 3 พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือความเมตตาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 4 พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ “อธิษฐาน” บารมี คือ “ความมีจิตแน่วแน่” อย่างสูงสุด

ชาติที่ 5 พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือความมีปัญญาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 6 พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมีคือความมี ศีลอันเป็นเครื่องประคองกายวาจาใจอย่างสูงสุด

ชาติที่ 7 พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดกลั้นอย่างสูงสุด

ชาติที่ 8 พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉยแน่วแน่ไม่หวั่นไหวอย่างสูงสุด

ชาติที่ 9 พระวิฑูรย์บัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจะบารมี คือความมีสัจจะวาจาอย่างสูงสุด

ชาติที่ 10 พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมีคือ การให้ทานสูงสุด

บุญบารมีทั้งหลายที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติรวมกับการบำเพ็ญทศชาติบารมีอย่างสูงสุดแล้ว เมื่อบุญส่งผลในเวลานั้นจึงทำให้พระพุทธองค์ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมให้คำอธิษฐานได้บรรลุผลและกลายเป็นความจริง

3. จุดประสงค์แห่งการอธิษฐาน ที่ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่งามเป็นสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นถูกต้องทางธรรมไม่ขัดแย้งกัน  การอธิษฐานนั้นจึงจะมีความสัมฤทธิ์ผลได้ หรือจะเรียกว่าการอธิษฐานที่เต็มไปด้วยกิเลส ด้วยความเห็นแก่ได้อย่างนี้จะสำเร็จผลได้ยาก  การอธิษฐานที่ปิดทางคนอื่น ไปพรากประโยชน์คนอื่นหรือด้วยต้องการให้คนอื่นฉิบหายนั้นไม่ใช่การอธิษฐานแต่เป็นการสาปแช่ง และไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีทางเกิดผล เพราะบุญกับบาปนั้นคนละทางกันเลย

4. อย่าอธิษฐานให้เกินบุญของตน หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลย อาจจะอธิษฐานที่เกินบุญที่ตนเองมี เช่น อธิษฐานขอให้มีโชคลาภถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งบุญของตนนั้นไม่พอที่จะได้ลาภใหญ่แบบนั้น เหมือนคนที่เงินอยู่ 10 บาทแต่อยากจะเปิดร้านค้าใหญ่โตซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะได้จริงต้องทำเหตุให้ตรงเสียก่อน รู้ว่าบุญไม่พอก็เร่งสร้างบุญเสียให้พอ เรื่องนี้อาจจะยากสำหรับคนบางคน เพราะคนกำลังเดือดร้อนมากมักจะอยากให้ได้อะไรเร็ว ขอให้อธิษฐานที่เป็นไปได้แล้วจะเป็นไปได้ค่อยๆ ขยับขึ้นตามบุญที่ทำมา

5.ต้องทำเหตุให้ตรงกับสิ่งที่อธิษฐานขอไว้ (เป้าหมาย)

หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย อีกสาเหตุหนึ่งก็ขอเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว แต่ไม่ลงมือทำให้เหตุนั้นตรงกับเป้าหมายที่อยากจะได้ เช่น  อธิษฐานขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ไม่อ่านหนังสือ นอนรอว่าอย่างไรก็ได้ อย่างนี้มันไม่ทางเป็นไปได้ อยากรวยแต่ขี้เกียจทำงาน อยากมีแฟนสวยแต่วันๆ เก็บตัวอยู่กับบ้าน ทำตัวสกปรกรกรุงรัง แบบนี้อย่างไรก็ไม่ได้ นอกจากบุญเก่ามากพอจริงๆ ถึงจะได้ 5 องค์ประกอบนี้สำคัญมากที่ต้องครบถ้วนเพื่อที่จะให้การอธิษฐานนั้นได้ผล

ยังมีอีกเคล็ดสำคัญคือ การอธิษฐานขอบุญกับจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี

เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองโดยพื้นฐานสำคัญเราต้องมีบุญร่วมกับท่านซึ่งบุญเก่านั้นเราอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ได้แต่เราสามารถทำได้โดยการเชื่อมบุญกับท่านด้วย

– ทำบุญกับท่าน ข้อนี้ง่ายถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่เราสามารถทำกับท่านได้โดยตรง ทั้งการถวายกับตัวท่านเองหรือฝากคนอื่นไปถวายแทน แต่ถ้าท่านละสังขารไปแล้วให้อุทิศบุญถวายท่านเช่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน

– ร่วมทำบุญกับท่าน  เรื่องนี้ง่ายเพียงเราไปร่วมสร้างบุญกับท่าน หรือเมื่อทราบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ ก็บริจาคเงินหรือสิ่งของไปให้ท่านทางธนาคารหรือไปรษณีย์

– อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ เมื่อเราเห็นหรือทราบข่าว่าท่านสร้างบุญกุศลเรา เราก็ร่วมยินดีในบุญที่ท่านทำ เพียงกล่าว ขออนุโมทนาบุญที่ท่านทำ เราก็ได้บุญแล้ว แต่ไม่เท่าที่ท่านทำเพราะเราไม่ได้สร้างเอง

ตัวอย่างคำอธิษฐานทั่วๆ ไป

            ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……………………ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้หรือวันนี้ เมื่อเวลา ….. สถานที่… (ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง)

อุทิศให้แก่……………… (กล่าวอุทิศตามปกติ)

            ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า…..(ชื่อและนามสกุลหรือผู้อื่นในกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ (ระบุ บอกรายละเอียด) ฯลฯ…นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เทอญ

(ใส่กรอบเทา)

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์) 

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใดๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง)

ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่างๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดีทั่วๆ ไป 

            โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใดๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป

โมทนาสาธุๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใดๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ  …………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆ นั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อยๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุกๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

Read Full Post »