Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ครอบครัว’

สำหรับเรื่องในครอบครัว ก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดการกระทบกระทั่ง ไม่ว่าสามีภรรยาทะเลาะกัน หรือลูกดื้อเอาแต่ใจ หรือพี่น้องเครือญาติคอยแต่จะสร้างปัญหาให้ปวดหัว หากคุณพบว่าตัวเองมีปัญหาเหล่านี้ก็ได้เวลารู้จักกับหลัก พรหมวิหาร 4 อันเป็นธรรมะที่จะช่วยให้เราอยู่ในโลกได้อย่างสงบสุข ธรรมะที่คนเป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่มีวุฒิภาวะสมควรมี ซึ่งคนที่มีครอบครัวไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ก็สมควรรู้สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะได้ทำการปรับปรุงให้ตนเอง มีวิธีปฏิบัติที่ถูกต่อคนอื่นๆ ในครอบครัว (และที่สำคัญคือต้องไม่ลืมใช้มันสอนลูกหลานให้ปฏิบัติด้วย)

 

ประการแรกคือ เมตตา หมายถึง การปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข มีแต่ความสบายกายและสบายใจ ซึ่งหากทุกคนในครอบครัวต่างก็มีหลักธรรมข้อนี้แล้ว ย่อมเกิดแต่ความสุขสงบ หรือต่อให้มีทุกข์เกิดขึ้น ใจที่เปี่ยมเมตตาก็จะคอยเตือนสติให้เราระลึกเสมอว่า แม้เราจะมีทุกข์ แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำความทุกข์ไปเบียดเบียนคนอื่น และไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไประบายอารมณ์ โยนเรื่องความทุกข์ให้กับคนอื่นๆ เลย

 

ประการที่สองคือ กรุณา หมายถึง การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมข้อที่มีไว้เพื่อใช้รับมือกับคนในครอบครัวหรือใครก็ตามที่นำปัญหามาให้เรา หรือเกิดความไม่พอใจแล้วมาฟาดงวงฟาดงาใส่เรา แนวทางแห่งการจัดการก็คือ เราต้องนึกเสมอว่า คนที่กำลังทุกข์นั้น เขาจะมีพลังสติที่ลดลง ดังนั้นจงอภัยหากเขาพูดไม่ดี ทำไม่ดีกับเรา จงเข้าใจว่านั่นคือธรรมชาติของคนที่ทุกข์ เราจึงไม่ควรไปตอบโต้ต่อพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่เราควรพยายามช่วยดึงเขาออกจากความทุกข์นั้นด้วยใจกรุณา และต้องอาศัยความอดทนประกอบกัน

 

ประการที่สามคือ มุทิตา คือ การแสดงความยินดียามที่คนอื่นได้รับสิ่งดีในชีวิต ซึ่งพรหมวิหารตัวนี้จะเป็นเครื่องช่วยกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างคนในครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเมื่อเราแสดงความยินดีในสถานการณ์ดีๆ ก็ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน และในทางจิตวิทยานั้น การที่เราหมั่นแสดงตัวว่ายินดีกับใครบ่อยๆ เมื่อนานวันเข้า จิตของเขาผู้นั้นก็จะสร้างเงื่อนไขทางจิตวิทยา โดยการเชื่อมโยงตัวเราเข้ากับเรื่องดีๆ (เพราะมีเรื่องดีๆ เสมอเมื่อมีเราอยู่) ดังนั้นหากเราเป็นคนที่แสดงความยินดีกับใครๆ อย่างจริงใจสม่ำเสมอ เราจะกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดีๆ ติดตัวโดยอัตโนมัติ คนที่เจอเราก็มักจะยิ้มแย้มโดยไม่ต้องมีเรื่องดีๆ ก็ได้

 

มุทิตา เป็นหลักธรรมที่คนยุคใหม่มักขาดหาย ทำให้เกิดช่องว่างในครอบครัว พ่อแม่ลูกและปู่ย่าตายาย วงศาคณาญาติห่างเหินกัน ไม่ได้มีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน ไปๆ มาๆ ส่วนมากจะคุยกันหรือพบกันก็ตอนเกิดเรื่องไม่ดี เช่น งานศพ หรือไม่ก็มีปัญหาแล้วจึงค่อยพบหน้า จึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวกลายเป็นสายใยแห่งความทุกข์แทนที่จะเป็นความผูกพันแบบในสมัยก่อน ดังนั้นหากครอบครัวไหนอยากป้องกันความทุกข์ การฟื้นฟูสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

 

ประการที่สี่คือ อุเบกขา นี่แหละครับคือการวางเฉย แต่ทว่าการวางเฉยนั้นไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ ไม่ได้แปลว่าพอมีใครจะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้า ก็ทำตัวอยู่นิ่งๆ ไม่มอง ไม่สน นั่นไม่อุเบกขาเลยนะครับ

 

ความหมายที่แท้ของอุเบกขาก็คือ การมองทุกอย่างด้วยใจเป็นกลาง มองทุกสิ่งด้วยใจเป็นธรรม มองว่ามันเท่าเทียมกันและใช้หลักเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งการวางเฉยแบบอุเบกขานั้น หมายถึงการวางเฉยต่อสิ่งเร้าที่จะมาป่วนจิตใจให้ความเป็นกลางที่มีนั้นสลายไป เช่น จู่ๆ ลูกก็แสดงท่าทีโมโหร้าย หันหน้ามาด่าเรา เราก็ต้องวางเฉย ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธมาสั่งการให้เราด่ากลับ แต่เราต้องพิจารณาสาเหตุอย่างเป็นกลางว่า “เพราะอะไร ลูกถึงหันหน้ามาด่าเราแบบนี้

 

การวางเฉยจึงหมายถึงการรักษาตนเองให้มีสติ ไม่ให้จิตฟุ้งหรือแฟบไปตามพลังกิเลสที่ก่อตัวขึ้น แล้วค่อยปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น เมื่อภรรยาหรือลูกของเราทำสิ่งใดสำเร็จก็ยินดีด้วย หรือเมื่อพวกเขามีทุกข์ก็ให้ความสนใจช่วยคลายทุกข์ โดยช่วยด้วยใจเป็นกลาง หากความทุกข์นั้นเกิดเพราะความผิดพลาดของภรรยาหรือลูกของเราเอง เราก็ต้องค่อยๆ บอกและแนะนำให้เขาได้ทราบ เพื่อเขาจะได้ทำการปรับปรุงไม่ให้มันเกิดเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำอีกในอนาคตข้างหน้า

 

อุเบกขาจึงเป็นตัวสำคัญที่มนุษย์ทุกคนควรใช้ในยามที่ต้องเจอปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากคนอื่นๆ ในครอบครัวหรือสังคม การวางเฉย ทำใจเป็นกลาง ไม่หุนหันหรือห่อเหี่ยวไปตามสถานการณ์ จะทำให้เราจัดการเรื่องนั้นให้สามารถพบทางออกได้อย่างดีที่สุด

 

อุเบกขาถือเป็นหลักธรรมตัวสำคัญที่หากผู้ใดที่อยากฝึกฝนตนเองให้ควบคุมจิต กำหนดใจให้เหนือทุกข์ได้ต้องเรียนรู้และฝึกให้ชิน อีกทั้งคนที่ต้องการจะเข้าถึงความว่างอันเป็นทางแห่งการเอาชนะความทุกข์ขั้นสูงสุด เป็นทางแห่งความสุขที่เหนือสุขทางโลก ก็ต้องเข้าให้ถึงอุเบกขานี้ก่อน จึงจะไปถึงความว่างได้

โฆษณา

Read Full Post »

เป็นการเชื่อมบุญที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานแรกที่จะทำให้เรานั้นเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ทาง ถ้าครอบครัวมีความสุข จะทำอะไรก็สำเร็จ เพราะมีแรงบุญช่วยกันหนุนนำ

ขอให้สังเกตเถิดว่า คนที่ครอบครัวพร้อมสนับสนุน มักจะทำอะไรก็มีความสุขและสำเร็จไม่ยาก ไม่ว่าเรื่องนั้นจะแสนยากเย็นเพียงใด

หลายคนเรียกว่าพลังใจ แต่ผมขอเรียกว่าพลังบุญ

 

แต่ก็มีหลายคนแย้งว่า ไม่จริงหรอกฉันทำอะไรสำเร็จเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัว คนที่พูดอย่างนั้นยังเข้าใจความหมายของชีวิตที่ผิด เพราะว่าความสุขนั้นบางครั้งไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข วัดกันที่เงินทอง หลายคนบอกว่าประสบความสำเร็จมากในการทำงาน แต่ทว่าหัวใจปราศจากความสุข หันไปทางไหนไม่เห็นคนในครอบครัวกันเลยสักคน อย่างนี้จะสำเร็จไปทำไมกัน สู้ทั้งครอบครัวก็สุข งานก็สัมฤทธิ์ผลไม่ได้แน่นอน ยิ่งถ้เก่งและมีคนในครอบครัวหนุนรับรองว่าจะต้องพบกับความสำเร็จจากที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัว

การที่เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น เป็นการยืนยันในเรื่องบุพเพสันนิวาสในเบื้องต้น ว่าต้องเป็นคนที่เคยร่วมทำบุญมาด้วยกันอย่างใกล้ชิดแน่นอน ในอดีตชาติต้องเคยเป็นญาติสนิทติดกันมา ทั้งเป็นพ่อแม่ พี่น้อง วนเวียนสลับกันไปมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนาน

การเชื่อมบุญในวิธีนี้จะง่ายที่สุด และได้ผลเร็วที่สุด ถ้ายิ่งยังอยู่ด้วยกันในบ้าน เราสามารถไปทำการเชื่อมบุญด้วยกันในการทำบุญทำทาน รักษาศีล สมาธิภาวนา มีหลายบ้านที่ยกครอบครัวไปทำบุญ ทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน

 

บุญนั้นจึงเป็นบุญกองใหญ่และส่งผลให้ครอบครัวนั้นมีแต่ความสุข สงบ และสว่างในสติ ปัญญา รู้จักการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

ถ้าความสัมพันธ์ หรือความประพฤติของคนใดคนหนึ่งในบ้าน ทำให้เราไม่สบายใจ ทุกข์ใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไปกินเหล้าเมายา ติดการพนัน ติดยาเสพติด นิสัยสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินมือเติบ บ่นจู้จี้มากผิดปรกติ หาเรื่องเดือดร้อนเข้ามาในบ้านไม่เว้นแต่ละวัน ลูกหลานเอาแต่เรื่องร้อนใจมาให้ ไม่สนใจเรียนหนังสือ ไม่มีความรับผิดชอบ สร้างความแตกแยก มีชู้ ฯลฯ

เราก็ยิ่งจะรวมตัวกับคนที่เหลือช่วยกันแก้ไข โดยการเชื่อมบุญเข้าไปหาคนที่มีปัญหาอยู่นั้น ไปช่วยให้เขาพ้นวิบากกรรม เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เอาบุญใหม่ไปหนุนให้เขา อโหสิกรรมให้เขาอยากจริงใจ ทำอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับการตักเตือน การห้ามปราม ซึ่งการทำลักษณะนี้ก็เป็นบุญแบบหนึ่งด้วย

การให้ทำด้วยความเมตตา ความกรุณา มุติทา อุเบกขา หรือดำรงอยู่พรหมวิหาร ๔ อย่างยิ่งยวด ผลบุญที่ยิ่งใหญ่จะช่วยให้เขากลับเนื้อกลับตัวในไม่ช้า กลับมาเป็นคนดีของบ้านของสังคม แล้วครอบครัวเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญทุกสถาน

Read Full Post »

ปัญหาเรื่องบิดามารดา

          ปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของคนเราที่มักจะมองข้ามก็คือ ปัญหาเรื่องคนในครอบครัว การที่ชีวิตของเรามีปัญหาอยู่มากมายเรามักจะมองออกไปภายนอกก่อนว่า เรามีปัญหาเรื่องงานเรื่องเพื่อนหรือเรื่องอื่นๆ โดยลืมมองกลับมาในชีวิตว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่สมควรจะแก้ไขก่อนอันดับแรกคือ เรื่องครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ คนที่มีปัญหาชีวิตน้อยๆ มีความสุขมากส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ดีมีความสุขและอบอุ่นเป็นปัจจัยหลัก เมื่อครอบครัวดีแล้วปัญหาอย่างอื่นซึ่งเป็นปัญหาภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ

ปัญหาในครอบครัวอย่างแรกนั้นเกี่ยวกับ บุพการีของเราเองนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนพากันตั้งคำถามหลากหลายประเด็นว่า บางทีเคยนึกเกลียดหรือรำคาญคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเหลือเกิน บางคนถึงกับเคยลงไม้ลงมือกับพ่อแม่ หรือว่าไม่อยากจะพบไม่อยากเห็นเพราะท่านทั้งด่าทั้งบ่นให้เกิดความรำคาญแล้ว ทำให้เราพลั้งเผลอทำอะไรที่ไม่ดีกับท่านเข้าไว้แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้บาปเข้าตัว ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระอริยสงฆ์หลากหลายท่านได้ให้ความกรุณาตอบปัญหาเอาไว้ในหลายๆ ประเด็น

 

คนธรรมดาถาม : เคยทำร้ายร่างกายโดยตีพ่อตีแม่ด้วยความหลงผิดเพียงตุ้บเดียว พอไปกราบขอขมาท่าน ท่านยังไม่หายโกรธ จะทำอย่างไรจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “เอ…อย่างนี้ต้องใช้วิธีใหม่ ก็เอาสตางค์ไปมากๆ เอาขนมอร่อยๆ เสื้อผ้าดีๆ ที่ท่านชอบ พอท่านเริ่มนั่งกิน จุดไฟล้อมเลยถามว่าจะให้อภัยหรือไม่ให้ ถ้าไม่ให้ถูกไฟไหม้ตายแน่”

 

คนธรรมดาถาม : อย่างนี้ท่านคงจะให้อภัยแน่นอน แต่ถ้าหากท่านไม่ให้อภัยไปจนตาย แล้วท่านต้องหลงตายไปในขณะนั้น อย่างนี้ไม่ต้องได้รับโทษอนันตริยกรรม (วิบากกรรมหนัก) หรือครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ก็ต้องแรงเหมือนกันแหละ ถ้าไม่ให้อภัยนะ แต่ยังไม่ถึงโทษ อนันตริยกรรมหรอก เพราะนี่ไม่ใช่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพียงแต่ตีให้เจ็บ ใช่ไหม บาปนี่เขาแปลว่าชั่ว ถ้าโกรธ จิตเราเศร้าหมองนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา” (ก่อนจะตายจิตเศร้าหมอง ก็ลงนรก) ค่อยๆ ระวังไปนะ ถือว่าเป็นของธรรมดา”

คนธรรมดาถาม : แล้วการทำให้พ่อแม่เสียใจนี่บาปหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เราทำให้ท่านเสียใจ บางครั้งเราก็ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางทีอารมณ์ต่ำไปนิดหนึ่ง ถ้าว่าจิตสบายก็ไปขอขมาท่าน ถ้าท่านตายไปแล้วก็ไม่เป็นไร เราตั้งใจขอขมาท่าน คือว่า ตามธรรมดานี่ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอริยะ เราก็อดสร้างความกระทบกระเทือนใจไม่ได้ แต่เจตนาน่ะจะร้ายมากเท่าไร ถ้าไม่มีโมโหโทโสก็ต้องเป็นพระอนาคามี ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา”

 

คนธรรมดาถาม : อยากจะใช้หนี้พ่อแม่ เพราะทำผิดมามากเหลือเกินกับท่าน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมแห่งวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

“จงสร้างความดีให้กับตัวเองและนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเองตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามพระอรหันต์ที่ไหนหรอก เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้างแล้วท่านจะรู้สึกว่าได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว อย่ายืนพูดกับพ่อแม่ อย่าบังอาจกับพ่อแม่ พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกก่อนออกจากบ้านจึงต้องกราบพ่อแม่ 3 หนที่เท้า

ทุกท่านโปรดจำไว้ วันเกิดของลูกคือวันตายของแม่ เพราะวันที่ลูกเกิดนั้น แม่อาจต้องเสียชีวิต การออกศึกสงครามเป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงชีวิตสำหรับคนเป็นพ่อฉันใด การคลอดลูกก็เป็นการเสี่ยงตายสำหรับคนเป็นแม่ฉันนั้น

ถ้าวันเกิดเลี้ยงเหล้า จดไว้ได้เลยว่าจะอายุสั้น จะบั่นทอนอายุให้สั้นลง น่าจะสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมให้พ่อแม่ วันเกิดของเราคือวันตายของแม่เรา ไปกราบพ่อกราบแม่ขอพรพ่อแม่ให้พรลูกรวยทุกคน ไปเลี้ยงพ่อแม่ให้อิ่มก่อนไปเลี้ยงเพื่อน วันเกิดของเรา อย่าพาเพื่อนมาให้พ่อแม่ทำครัวเลี้ยงนะ เธอจะบาปทำมาหากินไม่ขึ้น เธอต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้อิ่มก่อนแล้วจึงไปเลี้ยงเพื่อนทีหลัง”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วจะตอบแทนท่านอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ใครที่คุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้วก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ส่วนผู้ใดก็ตามที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรมล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลานอย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ฯ

บางคนลืมพ่อลืมแม่อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดีขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯคนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรมฯ”

 

คนธรรมดาถาม : จะขออโหสิกรรมพ่อกับแม่ควรจะทำอย่างไร

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“การขออโหสิกรรมที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ นี่บอกตัวเองไว้ว่าจะไม่เอาอีกแล้ว ให้เอาน้ำไปขันหนึ่งเอาดอกมะลิโรย แล้วว่า กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้าพ่อแม่เสีย

นี่แหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้นฯ ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล”

 

คนธรรมดาถาม : เคยโกรธพ่อโกรธแม่จนคิดเปลี่ยนชื่อ แม้จะหายโกรธแล้วก็ยังอยากเปลี่ยนชื่ออยู่ดีเรื่องนี้ควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนามไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณีแต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลยของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะหนีได้แน่นอน

โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง

ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนต์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ อยากตอบแทนพระคุณพ่อแม่ควรซื้ออะไรให้ท่านดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าจะขึ้นบ้านใหม่ ให้ขึ้นในวันพฤหัสบดี ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อแม่สวมใส่ดีที่สุด ถ้าไม่มีพ่อมีแม่แล้ว ก็ไปเชิญ ปู่ย่าตายายก็ได้ แล้วเชิญท่านมานั่งบนผ้าขาวที่เราปูเตรียมไว้ให้นั่ง ตัวเราก็ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วก็กราบท่าน ขอพรจากท่านเลย จำไว้ว่า พ่อแม่ให้พรลูกรับรองรวยทุกคน แล้วให้ท่านเจิมบ้านให้ ไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระมาทำพิธีเสมอไป”

สรุปประเด็นปัญหา

          การที่เราจะรู้สึกรำคาญใจต่อผู้มีพระคุณบ้างนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะตัวของเรายังไม่ใช่พระอริยะย่อมไม่อาจจะทนความกระทบกระเทือนทางใจได้ คนเรายังมีกิเลสอยู่ย่อมมีการกระทบกระทั่งกับคุณพ่อคุณแม่บ้างถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ทว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้เป็นบุพการีของเรานั้นถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ไม่ว่าอย่างไรท่านก็คือผู้ที่ให้ชีวิตเรามาการที่ท่านจะบ่น จะด่าจะว่าอะไรก็ตามนั่นคือเป็นธรรมชาติของท่าน ให้ถือว่าเป็นการซ้อมความอดทนของเรา ถ้าเรายังรำคาญอยู่แสดงว่ายังมีความอดทนไม่เพียงพอ

            ขอให้เอาใจคิดเอาไว้เสมอว่า นี่คือสภาพของคนแก่ที่เราจะมีโอกาสเป็นอย่างนี้เช่นเดียวกันและสักวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเป็นพ่อแม่ของคนบ้าง ถ้าอดใจที่ท่านทำให้เรารำคาญได้ ถือว่ามีคุณธรรมที่ชื่อ ขันติมากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณจริงๆ และย่อมเป็นผู้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

          หน้าที่ของลูกที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องพ่อแม่โดยสรุปมีดังนี้

  1. พ่อแม่ได้เลี้ยงเรามาแล้วเราต้องเลี้ยงดูท่านตอบ
  2. ช่วยทำกิจการงานของพ่อแม่ในทางที่เป็นงานสุจริต ท่านอาจจะทำให้รำคาญหรือไม่สบายใจบ้างก็ต้องอดทนเพราะอย่างไรก็ตามท่านทั้งสองคือผู้มีบุญคุณสูงสุดในชีวิต
  3. ดำรงวงศ์ตระกูลให้พ่อแม่สืบไป หมายความว่าจะเป็นการดีมากถ้าได้แต่งงานมีบุตรสืบสกุลต่อ
  4. ประพฤติตนให้เป็นคนที่สมควรจะรับทรัพย์หรือรับมรดกของพ่อแม่ ถ้าทำตัวไม่ดีไม่สมควรก็พึงสำเหนียกเอาไว้ว่า เราไม่เป็นผู้สมควรรับอย่าไปคิดจะอยากได้อะไรจากท่านเพราะท่านให้เรามาทั้งชีวิตแล้ว
  5. เมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วต้องหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านสม่ำเสมอเพื่อให้ท่านได้ไปอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไป
  6. ตั้งมั่นอยู่ในความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่เสมอแล้วจะทำให้เรากลายเป็นคนรู้คุณคนอื่นได้ด้วยซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเองอีกมาก
  7. เชื่อฟังคำสั่งสอนและทำตามที่พ่อแม่สอนในทางที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัดอย่าดื้อรั้น

ผู้ที่ได้ปฏิบัติตนได้ดังนี้แล้วย่อมได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตแน่นอน ดังคำกล่าว “ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง”  ซึ่งเป็นอมตะวาจาของ พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)

ปัญหาเรื่องลูก

            ปัญหาเรื่องลูกนี่นับว่าเป็นปัญหาในครอบครัวที่สำคัญปัญหาหนึ่งเพราะคนเราทุกคนย่อมต้องการให้ลูกเก่งลูกดีทั้งนั้นหลายคนที่มีฐานะร่ำรวยก็พยายามจะตอบสนองความต้องการให้กับลูกทุกอย่างแต่ปรากฏว่า ผลก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังนัก และเมื่อลูกมีปัญหาก็ทำได้แค่มองหน้ากันแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

 

คนธรรมดาถาม : ไม่รู้จะเริ่มสอนลูกตั้งแต่ตอนไหนอายุเท่าไหร่ ลูกยังเล็กไปก็กลัวเขาไม่รู้เรื่อง เราควรจะทำอย่างไรดีคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ จรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)

          “การสอนลูกนี่ควรจะสอนตั้งแต่อยู่ในท้อง คือผู้ที่เป็นแม่ต้องหมั่นสวดมนต์เป็นประจำฯ พ่อแม่เลี้ยงลูกเปรียบเสมือนต้นไม้ ปลูกอย่างมีระเบียบแบบแผน ต้นไม้จะขึ้นอย่างมีระเบียบสวยงามตามแบบแผนที่วางไว้ ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบ นึกจะปลูกตรงไหนก็ปลูก มันก็เกะกะหาความสวยงามไม่ได้ จะไปโทษต้นไม้หรือคนปลูกฯ

            โบราณท่านว่าไว้ รักลูกคิดปลูกฝังให้ลูกตั้งตนฝึกรักศึกษาให้ลูกดี มีปัญญา มีวิชา ต้องให้ลูกตั้งตนเป็นคนดี ต้นไม้ต้องปลูกตั้งแต่เล็กๆ โตแล้ว แย่มาก ปลูกไม่ขึ้น ปลูกถี่มันก็ขึ้นถี่ ปลูกห่างมันก็ขึ้นห่างฯ”

 

คนธรรมดาถาม : เป็นพ่อเป็นแม่เขานี่ จะด่าจะว่าเขาได้บ้างไหมรู้ว่ามันไม่ดีไม่อยากด่า แต่บางทีก็อดไม่ได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “พ่อแม่สมัยใหม่ไม่มีเวลาจะใกล้ชิดลูก เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดไปกับการทำธุรกิจ หาทรัพย์สินเงินทองมาปรนเปรอความสุขให้ลูกหลาน หาวัตถุสิ่งของที่จะสนองความต้องการของลูกเพื่อความสุขสบาย บ้างก็หาหนังให้ลูกดู ทั้งที่ลูกยังอยู่ในวัยเรียนวัยศึกษา แล้วลูกไม่ดีขึ้นมาในภายหลัง อย่าไปด่าลูกนะ เพราะพ่อแม่เป็นคนสร้าง ปลูกนิสัยลูกและพ่อแม่ไม่ให้ความอบอุ่นแก่ลูกไม่ให้การแนะนำแก่ลูกฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ในเมื่อด่าว่ากันไม่ได้แล้วจะมีวิธีอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “โบราณว่าไว้ มีลูกมีหลานต้องแต่งใจลูก แต่งตัวลูก และแต่งงานลูก” แต่งใจลูกก็คือ การพาลูกหลานไปวัด ให้มีความสัมพันธ์กับวัด เป็นพระสงฆ์สอนลูกยกมือไหว้พระ อยู่บ้านก็สอนลูกสวดมนต์ไหว้พระให้มีค่านิยมนี้เป็นพื้นฐาน ตอนลูกยังเล็ก อย่าห่างลูก อย่าทิ้งลูก ต้องดูแลลูกให้ดี ลูกเราอยากได้ดีมีปัญญาทุกคน แต่เขาไม่ทราบ เขาไม่เข้าใจ ทำไมไม่บอกเขา อาตมาไม่โทษเด็กเลย เด็กเขาเกิดมาอยากเป็นพระเอก นางเอกทั้งนั้น อยากรวย อยากสวย อยากดี อยากมีปัญญาแต่เขาไม่รู้ เขาไม่ทราบ เขาไม่มีวันเข้าใจ

            พ่อแม่ต้องสร้างความดีไว้ให้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลานรักให้ถูกวิธี ทำความดีให้ลูกดู เดี๋ยวนี้ทำความชั่วให้ลูกดู กินเหล้าให้ลูกเห็น เล่นการพนันให้ลูกเห็น ทะเลาะกันให้ลูกได้ยิน ขอฝากพ่อบ้านแม่บ้านไว้ด้วย”

 

คนธรรมดาถาม : บางทีก็มีเหมือนกันที่มีปัญหากันจนต้องขึ้นเสียงทะเลาะกันจะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องทะเลาะกันให้ได้ก็อย่าให้ลูกได้ยิน ถ้าจะร้องไห้ น้ำตาไหลขึ้นมาโปรดกรุณาไปร้องไห้ในห้องสุขา อย่าไปร้องไห้ให้ลูกเห็นฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีอันต้องเลิกกับสามี ควรจะให้ใครเป็นคนเอาลูกไว้ควรเป็น พ่อ หรือ แม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แม่นั้นสำคัญมาก “แม่” ต้องรักษาลูกไว้ แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ แม่แผน แม่แปลน แม่บันได แม่บ้าน แม่เรือนอยู่ตรงนี้ ลูกจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับที่แม่เป็นหลักให้ลูก ไม่ใช่พ่อ ถึงพ่อจะดีแสนดีแต่แม่ฉุยแฉกแตกราน สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักเก็บงำให้ดี ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก รับรองเจ๊งแน่ฯ

            แม่บ้านดีลูกดีหมด ผัวเป็นอะไรก็ได้ เป็นนายพลได้เป็นเจ้าเมืองได้ เป็นอาเสี่ยได้ ผัวขี้เหล้าเมายาไม่เป็นไร ถ้าภรรยาดีสักคนลูกดีแน่ ผัวจะกินเหล้าเจ้าชู้อย่าไปสนใจเราจะไปชั่วตามผัวทำไม ดูแลลูกให้ดี สวดมนต์ ทำกรรมฐานแผ่เมตตา ให้เขามีความสุข เดี๋ยวผัวดีคนเดิมก็กลับมา

            อาตมามีตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่ง มีลูก 5 คน ดูแลลูกคนเดียว สามีไม่เคยมาเหลียวแลเลยตลอด 16 ปี ดิ้นรนหาเลี้ยงลูกจากลุกจ้างได้ไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นผู้จัดการอยู่อังกฤษ ลูกดีหมด อีกรายหนึ่งแม่มีความรู้แค่ ป.4 สวดมนต์แผ่เมตตาทุกวัน ทำกรรมฐานเป็นประจำตัวเองค้าขายร่ำรวยดี ทำได้ก็ได้มรรคได้ผล ลูกสาว 4 คนประสบความสำเร็จทั้งการศึกษาและหน้าที่การงาน ฯ

            ขอทานสองคนสามีภรรยา ได้เงินมาจะทำบุญส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งซื้ออาหารให้ลูก ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ เชื่อไหมหลวงพ่อติดตามผลมานานปี จนขอทานสองผัวเมียตายไปแล้ว ต่อมาลูกหลานก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุข อยู่กรุงเทพฯก็มี มีเงินเป็นร้อยล้านอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็มี ท่านเลี้ยงลูกขอให้มีอัธยาศัยตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นว่านอนสอนง่ายหมดทุกคนเลยนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกหลายคน กลัวลูกจะคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จะทำอย่างไรดี?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรักนะ โปรดให้ความอบอุ่นแก่ลูกเสมอ อย่าทิ้งลูก ความจริงพ่อแม่รักลูกเท่ากัน แต่ห่วงใยลูกไม่เท่ากัน”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหนูซนเหลือเกินไม่ยอมอยู่นิ่งจะทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ลูกต้องการความรู้นะ ทำไมลูกต้องซน ค้นโน่นค้นนี่ จับโน่นแตก น่าจะเข้าใจว่า ลูกเราต้องการความรู้ เขาอยากรู้ โปรดเมตตากับลูก สอนลูกดีๆ พูดไพเราะ อย่าตีลูก ถ้าถ้วยแตกเราซื้อใหม่ได้ แต่อยากเจริญพรถามว่า ลูกแตกนี่จะไปซื้อที่ไหน? เป็นธรรมดาที่ลูกที่ลูกต้องการอิสรเสรีไม่ชอบบังคับ เด็กมันต้องดุกดิก เด็กนั่งเฉยๆ ไม่ได้ อย่าบังคับลูกเกินไป”

 

คนธรรมดาถาม :  ถ้าลูกดื้อมากคือ ไม่ดีเลย ทั้งขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมยอย่างนี้ ทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ถ้าเป็นเด็กที่ ขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้ขโมย อย่างนี้ต้องตีนะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ขี้เหล้า เล่นการพนันอย่างนี้ ต้องห่างให้ไกลๆ ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ลูกหัวทึบมาก สมองไม่ค่อยดีเรียนหนังสือไม่เอาไหนเลย ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ อยากจะมีปัญญาดีมั๊ย ไปขัดส้วมสิ รับรอง ปัญญาดีทุกคน นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก อาตมาไปซื้อบานประตูหน้าต่างจากกำแพงเพชร ไปเจอเด็กคนหนึ่ง เจ้าของร้านบอกหลวงพ่อว่า หลานคนนี้หัวไม่เอาไหนเลย สอบตกอยู่เรื่อย อยากจะเรียนหนังสือเก่งทำอย่างไรจะมีปัญญา หลวงพ่อก็บอกให้มาบวชเณรอยู่ที่นี่ (แต่ปัจจุบันที่วัดไม่รับบวชเณร) พอบวชแล้วก็บอกให้เณรขัดส้วม ขัดไปขัดมาก็รักความสะอาด อยู่มาได้หน่อยสึกแล้วไปเรียนหนังสือต่อ เรียนไปเรียนมากลายเป็นผู้พิพากษาไปสอบได้ที่หนึ่งเลย  นี่ขัดส้วมนะฯ”

 

คนธรรมดาถาม : มีโอกาสจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ ควรจะให้ไปอยู่กับใคร อย่างไรดี เป็นห่วงมาก

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หลวงพ่อขอฝากไว้ 3 อย่าง

  1. ให้พักอยู่คนเดียว ไม่เช่นนั้นจะชวนกันเที่ยว ดูหนังสือก็ควรดูคนเดียวจะได้ไม่คุยกัน
  2. สวดมนต์สม่ำเสมอจะได้มีสมาธิ
  3. ปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้มีสติ คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ไว้จะได้มีกำลังใจแล้วหลวงพ่อจะแผ่เมตตาช่วย ขอให้ปฏิบัติตามนี้ รับรองจบทุกคน ฯ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้ามีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคนควรจะใส่ใจใครมากกว่ากัน ไม่อยากให้ลูกว่าลำเอียง?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถึงตอนนี้ก็ขอฝากญาติโยมไว้เลยนะ โยมจงเอาใจใส่ลูกสาวให้มากๆ ให้เชี่ยวชาญชำนาญกว่าลูกชาย เพราะถ้าไม่มีวิชาความรู้นี่ ไม่เชี่ยวชาญเคหะศาสตร์ไม่เข้าใจการบ้านการเรือน ไปได้สามีแล้วเขาจะแผลงฤทธิ์เอาฯ”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วการที่จะให้ลูกแต่งงานแล้วจะให้เขาควรเลือกคู่ครองอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ : “จะมีเขยหรือมีสะใภ้ ขอให้เลือกคนดีอย่าไปเอาเลยลูกเศรษฐี ให้เอาคนดีมีปัญญาดีกว่าอยู่ที่ไหนก็เจริญ เอาล่ะหนู หนูไปฝึกจิตสูงเมื่อใด หนูจะได้สามีจิตสูง ถ้าหนูจิตต่ำเมื่อใด หนูจะได้สามีเป็นคนใจต่ำ”

 

คนธรรมดาถาม : ข้อคิดคำสอนทั้งหมดของหลวงพ่อดีมากเลยค่ะ จะนำไปสอนลูก แต่เวลาใดที่เหมาะสมที่สุดคะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “เรื่องเวลาสอนลูกนี่ก็สำคัญนะ อย่าสอนลูกขณะทานข้าว อย่าสอนลูกขณะกำลังอ่านหนังสือทำการบ้าน อย่าสอนลูกขณะที่ลูกกำลังนอน แต่ให้สอนลูกหลังจากลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว”

            อีกกรณีหนึ่งในปัญหาเรื่องลูก เป็นความเชื่อในพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ของคนเรา ซึ่งได้พระเดชพระคุณ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ได้ให้ความกรุณาตอบเอาไว้

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ไม่ทราบว่าเป็นอะไรชอบแท้งลูกบ่อยๆ เจ้าค่ะ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย พระราชพรหมยาน หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

            “ดีมาก..ดีไม่ต้องเลี้ยงให้ลำบาก เกิดมาแต่ละคนกว่าจะเลี้ยงได้แต่ละคนราคาเท่าไหร่ใช่ไหม เด็กๆ นี่เกิดมาแต่ละคนกว่าจะพ้นอกพ่อแม่หมดเป็นล้าน ไม่ได้เป็นแสนนะ รีบตายซะดีไม่ต้องเลี้ยง ที่ต้องแท้งบ่อยๆ นะ เพราะเด็กมีโทษปาณาติบาต เป็นเศษกรรม คือมาจากอบายภูมิ กรรมตามมาคือไม่ทันเห็นตะวันก็แท้ง ถ้าไม่ต้องการให้แท้งก็อย่ามีลูก จึงจะไม่แท้ง”

คนธรรมดาถาม : มีลูกไม่ได้นี่ลำบากใจแย่!

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “จะลำบากยังไง มันมีนายทหารอยู่คนหนึ่งที่ตาคลี เมื่อปี 2504 แกมีลูกและก็แท้งอย่างนี้ 2 คน เมียแกออกนะไม่ใช่นายทหารออก ไม่ใช่ผัวเสือกออกมาถาม อยากจะมีลูกไม่ให้แท้ง ไม่ให้ตายในท้อง อีตอนนั้นฉันก็ยังหนุ่มๆ อยู่นะ ก็มองไปมองมา รุกขเทวดาองค์หนึ่งท่านเป็นผู้หญิง ท่านพร้อมที่จะลงมาเป็นลูก

            พอถึงเวลาจุติ ก็มีสัญญาสองข้อว่า

  1. พ่อกับแม่ทั้งสองคนต้องรักษาศีล 5 เป็นปกติตลอดชีวิต
  2. จิตพยายามทรงพรหมวิหาร 4 ไว้เสมอๆ

ทำอย่างนี้สองข้อ ถ้ายอมรับก็ไปจุดธูปที่ต้นโพธิ์ เทวดาท่านจะคอยฟัง ปรากฏว่า มีจริงๆ ขณะที่เด็กออกมาแล้วเรียนอยู่อนุบาล แกสอนแนะนำครู คือครูแกทำไม่ถูก แกพูดเรียบร้อยนะ พ่อแม่แกก็แนะนำ ไม่พูดกระโดกกระเดกหรอก พูดดีมาก แม้แต่ครูก็ต้องเชื่อ พ่อแม่ก็ต้องเชื่อ รายนี้ก็ลองดูบ้างนะ”

 

คนธรรมดาถาม : เรื่องการเกิดนี่ บางคู่แต่งงานมาหลายปีแล้ว คุมกำเนิดไม่ให้มีแต่พออายุมากก็เหงา อยากจะมีลูก ต้องอธิษฐานอย่างไรดีจึงจะมีลูกได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ฉันไม่เคยมีลูกกับเขาเลย ไม่รู้เรื่องจริงๆ เรื่องนี้ ความรู้นี้ยังไม่เคยเรียน ให้ลองดูถ้าไปเจอะต้นไม้ใหญ่ที่มีสาขางามดี หรือพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราเคารพขอท่านว่า

            “ถ้าคนดีจะพึงมีมาเกิด ถ้าหากว่าเป็นการไม่เกินวิสัย ขอโปรดสงเคราะห์ด้วย”

ขอแบบนี้อาจจะได้นะ แต่ได้หรือไม่ได้ไม่รับรอง แต่เวลาไปขอลูกกับพระระวังให้ดีนะ ถ้าขอให้เป็นคนตรงนี่เสร็จเลย เมื่อตอนฉันเด็กๆ มีคนหนึ่ง แกออกมาแล้วแกตรงเด่หมดเลย ทั้งกระดิกไม่ได้ เขาไปขอลูกหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ขอให้เป็นคนตรง พอออกมาแกก็ตรงจริงๆ บังเอิญเป็นคนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เขาพาไปดูตรงแน๋ว หูตาไม่กระพริบ ตรงหมด แกเป็นอยู่หลายวันนะ ก็มีคนหนึ่งแกเป็นคนธัมมะธัมโมหน่อย ไปดูๆ ก็ถามว่า เวลาขอลูกเอ็งไปขอใครมา พอบอกว่า หลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ก็ถามต่อว่า ขอยังไง ก็บอกว่า ขอให้เป็นคนตรงแกบอกไปขอใหม่ต้องบอกว่า “ขอให้เป็นคน ซื่อ..คนตรงกระดุกกระดิกได้”

            พ่อกับแม่แกก็ไป ทิ้งลูกไว้กับย่า พ่อแม่ยังไม่กลับมา แกพลิกนั่งสบาย ตรงจริงๆ แหมนี่ใช้ศัพท์ไม่ครบก่อนนะ ขอให้เป็นคนตรงถ้ามันงอได้ก็ไม่ตรงใช่ไหม…”

คนธรรมดาถาม : พอดีเลยกับเรื่องที่หลวงพ่อพูด สงสัยว่า เป็นผัวเมียกันมาตั้งนานแต่ว่าไม่มีลูก อันนี้เป็นเพราะกรรมอะไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “มาถามพระ..พระเคยแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ ไม่รู้วิธีเลยถ้าจะขอน้ำกินก็ดูว่าบ้านนั้นเขามีน้ำหรือเปล่า มาถามพระ พระมีเมียที่ไหนล่ะจะไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง…แต่ถ้าตอบในแบบทัศนธรรม ก็มีเรื่องของพระโพธิราช ท่านนั้นไม่มีลูกวันหนึ่งท่านก็นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ แต่ว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะไป ท่านปูผ้าขาวตั้งแต่ประตูวังเข้ามาถึงในวังแล้วทรงอธิษฐานว่า

            “ถ้าเราจะมีลูก ขอพระพุทธเจ้าทรงเดินบนผ้าขาวที่ปู ถ้าไม่มีลูกก็อย่าเดินบนที่ผ้าปู”

            ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าไปถึงประตูวัง พระองค์ก็บอกพระอานนท์บอกให้เขารื้อผ้าขาวเสีย ท่านไม่เดินพอเข้าไปในวังพระโพธิราชก็ถามทันทีว่า “ทำไมพระองค์จึงไม่เสด็จพระพุทธดำเนินบนผ้าขาว พระพุทธเจ้าข้า”

            พระพุทธเจ้าก็ถามว่า “ก่อนจะให้เขาปูผ้าขาว พระองค์นึกอย่างไร”

            ความจริงท่านก็นึกในใจนะ ท่านก็บอกตามที่พูดมาเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “พระองค์ยังไม่มีลูก จึงยังไม่เดิน” พระโพธิราชก็ถามย้อนถึงกฎของกรรม พระพุทธเจ้าก็ย้อนดูกฎของกรรมว่า ในสมัยหนึ่งพระองค์เป็นพ่อค้าสำเภา ต่อมาเมื่อสำเภาวิ่งไปในทะเล เรือสำเภาแตก ก็ขึ้นไปอาศัยบนเกาะ ที่เกาะนั้นมีนก 2 ตัวผัวเมียแล้วก็มีไข่มีลูกเหมือนทั่วๆ ไป แต่เป็นเพราะไม่มีอาหารจะกิน พ่อค้าช่วงแรกก็กินไข่ก่อน กินไข่หมดก็กินลูกนกเข้าไปอีก กินลูกนกหมดก็กินพ่อแม่นก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า

            “ถ้าพระองค์ในสมัยนั้นไม่กินไข่ ก็จะมีลูกในปฐมวัย ถ้ากินไข่นกแล้วไม่กินลูกนก จะมีลูกได้ในมัชฌิมวัย ถ้ากินลูกนกแล้วไม่กินพ่อแม่นก ก็จะมีลูกในตอนแก่ แต่ไม่แก่นัก แต่นี่อาศัยพระองค์กินทั้ง ไข่นก ลูกนก พ่อนก แม่นก พระองค์จึงไม่มีลูก เพราะเหตุแห่งการเกิดลูกไม่มี”

            ท่านตอบอย่างนี้นะ แต่ว่าที่โยมถามนี่ กินไข่นกหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ฉันว่าถ้าไม่มีลูกได้น่ะดีนะ”

 

คนธรรมดาถาม : มีลูกเกิดในวันพระ โบราณเขาบอกว่าใครมีลูกที่ออกตอนวันพระนี่จะอายุไม่ยืนนาน อยากให้หลวงพ่อแนะนำวิธีแก้ไขว่าควรทำอย่างไร?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “เรื่องนี้ฉันยืนยันนะว่า เด็กเกิดวันพระอายุยืนไม่นาน มันยืนมั่งนั่งมั่ง เดี๋ยวก็นอนมั่ง เพราะมันยืนนานดันตายขึ้นมาก็แย่เหมือนกัน ฉันขอยืนยันว่าเป็นความจริงตามนั้น อย่างฉันนี่ก็เกิดวันพระขึ้น 8 ค่ำ ยืนไม่นานหรอก นั่งมั่งนอนมั่งไม่ว่าจะเกิดวันไหนมันก็ยืนไม่นานทุกคนหรอก ใช่ไหม…ถ้าขืนยืนนานๆ เป็นลมล้มตาย”

 

คนธรรมดาถาม : เชื่อกันว่าเด็กที่เกิดวันพระนี่เป็นพวกหนีจากข้างบนมาเกิด จริงหรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “อ้าว…ถ้าไม่หนีข้างบนมาเกิดแล้วจะมาเกิดข้างล่างได้อย่างไรล่ะ เพราะถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมมันจำเป็นต้องหนีกันนะ โดยมากเขาตั้งใจมา บางทีอาจจะมาก่อนหมดอายุขัยของเขาก็ได้ ถ้ามาก่อนหมดอายุไขนี่ เขาถือว่าเลือกที่จะเกิดเอาตามความพอใจ ถ้าปล่อยให้หมดอายุขัยจุติแล้วดีไม่ดีจะลงนรก ต้องถือเป็นคนฉลาด ฉะนั้นพวกเดียวกับฉัน ฉันก็ต้องถือว่าดี ฉะนั้นคนที่เกิดวันพระก็ต้องถือว่าดี แต่ถ้าเผาผีวันพระโบราณเขาก็ว่าไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้คงไม่เชื่อคนโบราณกันแล้ว ตายกันจนต้องรอคิวเผาวันละหลายศพ”

 

คนธรรมดาถาม : เราตัดโทสะของตัวเองได้ถ้ามีใครมาทำอะไรเรา แต่ทำไม่ได้สักทีเมื่อมีใครมาทำอะไรลูกเรา จะทำอย่างไร เพราะเป็นห่วงลูกมากเลย

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ค่อยๆ ทำไปเถอะ ถ้าตัดตัวเองได้ไม่ช้าเขาทำกับลูกก็จะค่อยๆ เบาไป ค่อยๆ ทำเป็นส่วนๆ ก่อน ไอ้นั่นละเก่งหนู ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่โกรธ ถ้าเขาทำกับลูกเราแล้วเราโกรธอยู่แสดงว่า เราระงับความโกรธได้เยอะแล้ว ต่อๆ ไปมันก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง”

 

คนธรรมดาถาม : หลวงพ่อครับ ลูกเขยของผมยังไม่ได้บวช ได้ยินคนโบราณเขาพูดว่า ถ้ามีลูกเขยไม่ได้บวชเสียก่อนจะทำมาหากินไม่รุ่งเรือง อยากจะเรียนถามว่าเป็นความจริงหรือเปล่า?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “แหม.. เมื่อก่อนบวชไม่เคยมีเมียเสียด้วย อันนี้ไม่เป็นความจริงหรอก คนที่เขาไม่ได้บวช เขาร่ำรวยกันเยอะแยะไป อย่าง นายชิน โสภณพานิช เขาบวชหรือเปล่า นั่นเขาว่ากันส่งเดชไป มันเป็นเรื่องของคนดีหรือคนชั่ว รวยหรือไม่รวย อาศัยทานบารมีเก่า ถ้าอานิสงส์สังฆทานสนองใจเขา ยังไงๆ เขาก็เป็นมหาเศรษฐี ถ้าไม่เคยถวายทานมาเลย ยังไงๆ ก็ตาม ขยันเท่าไหร่ก็ตามก็ไม่เป็นมหาเศรษฐี ก็เกิดเป็นหมาหากินก้างอยู่เรื่อยไป ไอ้การจะรวยหรือไม่รวย เจริญหรือไม่เจริญเกี่ยวกับทานนี่แหละพวกมหาเศรษฐีชาติหน้าเดินกันเป็นแถวๆ นี่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นนะ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องลูก

          คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมมีความยากลำบากในการเลี้ยงลูกทุกคนต้องมีความเข้าใจในการเลี้ยงลูกอย่างมาก แต่ความรักที่พ่อแม่ทุกคนควรมอบให้กับลูกแบบที่เหมือนกับการปลูก “ต้นโพธิ์” เพราะเมื่อต้นโพธิ์เติบใหญ่แล้วจะสามารถฝากผีฝากไข้ได้ เวลายังดีๆ อยู่ก็จะได้มีไว้ใช้สอยได้บ้าง ไม่ใช่ให้โตเป็นต้นตาล คือโตแต่ตัวไม่มีหลักมีฐานไม่มีร่มเงาอะไรให้บดบังความร้อนได้เลย

            การจะเลี้ยงลูกให้โตแบบต้นโพธิ์คือ ต้องโตด้วยการมีวิชาความรู้มีหลักมีฐานคือการมีงานทำ มีคู่ครองที่ดีให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน อย่าให้โตแบบต้นตาลที่โตด้วยข้าวสุก และเอาแต่หาความสนุกใส่ตัวสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สอนให้ลูกไม่ดื้อตั้งแต่เล็กๆ ด้วยการพาปฏิบัติกรรมฐาน เริ่มตั้งแต่การสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างง่ายๆ เมื่อลูกไม่ดื้อแล้วการสอนเรื่องต่างๆ ย่อมทำได้ง่าย

            เคล็ดวิธีที่สำคัญก็คือ พาลูกไปวัดตั้งแต่เล็กๆ การพาลูกไปวัดปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กเพื่อให้ลูกได้ฟังธรรมคำสอนบ่อยๆ จะเป็นการดึงเอาความดื้อรั้นออกจากตัวด้วยคำสอนของพระสงฆ์ เมื่อรวมกับคำสอนของพ่อแม่แล้วจะทำให้มีพลัง หากพาลูกเข้าวัดไปตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว จะมองพระแตกต่างออกไปอาจไม่ให้ความเคารพเท่าที่ควร บางคนเห็นพระเป็นตุ๊กตาเลยก็มี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องเขาเชื่อฟังแต่ในสิ่งที่ดีก่อน เขาจะเป็นคนดีได้และทุกอย่างก็จะดีเอง

Read Full Post »

มาในเรื่องนี้จะพูดถึงเรื่องครอบครัวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ ขอเริ่มจากเรื่องลูกก่อนเพราะเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรในยุคนี้ ใครมีลูกที่เกเร ไม่เชื่อฟัง ทำตัวไม่ดีล้างผลาญหรือวันๆ ทำแต่เรื่องปวดหัวเข้าบ้าน ก็คงจะแย่หน่อย เพราะไหนจะต้องทำมาหากิน ไหนจะต้องอบรมลูกวิธีแก้นั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ต้องเริ่มจากการแก้ที่ตัวเองหรือตัวของพ่อและแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อนคือ

เพราะก่อนอื่นเราควรรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็นลูกหนี้มีกรรมที่ต้องชดใช้ให้เขา 

ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะก่อนลูกจะเกิดนั้น ตอนที่เขาอยู่ในภพภูมิรอที่จะมาเกิดในท้องแม่นั้น  ลูกเขาเป็นเจ้าหนี้ เขาเองเป็นคนเลือกพ่อแม่ ที่เลือกคนที่สร้างกรรมกับเขามามากที่สุดหรือลุกหนี้รายใหญ่ที่สุด

เขามาเกิดในท้องแม่คนนี้เพื่อให้ทั้งพ่อแม่ได้ชดใช้กรรมให้แก่เขา แต่พอลูกเกิด ลูกก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นลูกหนี้ด้วย เพราะในร่างกายของเขาก็มีส่วนหนึ่งของพ่อแม่อยู่ในนั้น รวมถึงพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูอุ้มชูตั้งแต่เกิด

สำหรับคนที่เป็นพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง ญาติหรือแม้แต่ไม่ใช่ญาตินั้น ที่ในชาตินี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูนั้นก็เช่นกันที่เคยเป็นลูกหนี้เขามาก่อน ถ้าไม่เคยมีกรรมร่วมกันมาก็คงไม่ต้องมานั่งเลี้ยงดูเขาหรอก แต่ใครจะหนักจะเบาแค่ไหนก็แล้วแต่บุญและกรรมที่ทำร่วมกันมา ที่มาจากอาจจะเคยชาติหนึ่งชาติใดเป็นพ่อแม่ลูกกันมาก่อนและเคยทิ้งขว้าง ไม่ได้เลี้ยงดูเขาตามที่ควรที่เหมาะสม มาชาตินี้ก็ต้องมาเลี้ยงดูกันให้หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป

ให้สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถึงจะไม่ได้เป็นพ่อหรือแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ทำไมมีจิตใจผูกพันกัน เป็นทุกข์เป็นร้อนห่วงใยไม่สิ้น เขาเรียกว่าไฟมันไม่หมดเชื้อ ดังนั้นก็ขออย่าไปคิดมากหรือคิดจะหนีกรรมนี้ไป บอกได้คำเดียวว่าไปไม่พ้น ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม และยิ่งกับคนที่เคยอธิษฐานไว้ทำนองว่า จะขอเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันทุกชาติ หรืออยู่ร่วมกันทุกชาติ รับรองว่าต้องร่วมกรรมกันไปอีกนาน ชาตินี้ยังไม่ถึงคิวก็เป็นลูกเลี้ยงไปก่อน พออีกชาติหนึ่งก็อาจจะมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองอย่างแท้จริง เป็นการสะสมกรรมร่วมกันการแก้ไขเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ลูกอยู่โอวาทไม่ทำตัวเหลวไหลไม่ว่าจะเป็นลูกจริงหรือลูกเลี้ยงหรือแม้กระทั่งเอาเขามาเลี้ยงดู  ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า

เรื่องแรก ต้องเร่งสร้างบุญที่ตนเองทำได้ให้เป็นบุญใหม่ของตนในชาตินี้ ให้สร้างบุญแบบสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนาเมื่อสร้างบุญเสร็จสิ้นทุกครั้งก็อุทิศบุญไปให้ลูก รวมถึงเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของลูกด้วย

การอุทิศบุญไปให้เทวดาประจำตัวของลูก  เพื่อขอเมตตาจากท่านช่วยอบรมจิตใจของลูกอีกทางหนึ่ง ให้ท่านดลใจชักนำให้ลูกเห็นในทางที่ถูกต้องซึ่งรับรองว่าท่านช่วยแน่นอน เพราะท่านก็คือบรรพบุรุษหรือคนในสายเลือดเดียวกันย่อมอยากเห็นบุตรหลานไปในทางที่ดี อีกทั้งท่านเป็นผู้มีภูมิธรรมย่อมปรารถนาให้คนทั้งปวงไปในทางที่ดีงามถูกธรรม

การอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรของลูก เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจในบุญที่เราอุทิศบุญไปให้และขอให้เขาถอนตัวจากที่เขากำลังกระทำกับลูกหรือที่กำลังส่งผลอยู่ ที่เขาอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกไปสร้างกรรมชั่ว เพื่อที่จะได้หมดบุญไปเร็วๆ แล้วไปทุกข์ทรมานกับเขาหรือเหมือนกับเขาที่ได้รับอยู่

เรื่องที่สอง ต้องรู้จักการอโหสิกรรมต่อกัน การที่จะให้ลูกเลิกประพฤติตัวไม่ดี ทำให้เราทุกข์ใจหรือเสียเงินเสียทองโดยไม่ควรจะเสียให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องกล่าวขออโหสิกรรมกับลูกก่อน และต้องให้อโหสิกรรมต่อเขาด้วยไม่ต้องไปอายไม่ต้องไปเขิน

แค่คำพูดที่ออกมาอย่างจริงใจว่า “พ่อขอโทษนะลูกหรือแม่ขอโทษนะลูก” เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายน่าขัน เป็นสิ่งที่ดีมากด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า พ่อแม่และลูกทุกคนเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน เป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ การขออโหสิกรรมต่อกันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นพ่อแม่นั้นก็ไม่ได้ทำถูกคิดถูกไปหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องมีผิดพลาดหรือทำลงไปกับลูกทั้งกาย วาจา ใจด้วยความหลงผิดได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ไม่มีสติ จะยิ่งสร้างกรรมไม่ดีต่อลูกได้มาก

เรื่องที่สาม ต้องสอนให้ลูกอยู่ในศีลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ซึ่งอาจจะต้องใช้ลูกเล่นกันบ้าง ก็ไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด เพราะเป็นการชักชวนนำทางให้เขาสร้างกรรมดี เช่น เวลาที่ให้เงินลูกไปโรงเรียนหรือให้เงินไปทำอะไรก็ตาม บอกให้ลูกสมาทานศีล 5 เสียก่อนแล้วถึงจะมอบเงินให้ไป เพราะจะทำให้เรานั้นได้มีโอกาสทำบุญกับผู้รับบริสุทธิ์มีเนื้อนาบุญอย่างน้อยเขาก็มีศีล 5 ในตอนนั้น การสมาทานศีล 5 นั้นไม่จำเป็นต้องสวดเป็นภาษาบาลี สอนลูกให้กล่าวสมาทานศีลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็ได้ เช่น  

“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ ขอตั้งสัจจะสมาทานศีล หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ สองไม่ลักทรัพย์ สามไม่ทำผิดในกาม สี่ไม่โกหกมุสา พูดคำเท็จ ห้าไม่ดื่มเหล้าของมืนเมาทั้งปวง บัดนี้ข้าพเจ้าเด็กชาย ธ.ธรรมรักษ์ เป็นผู้มีศีล 5 แล้ว พ่อแม่ก็มาทำบุญกับข้าพเจ้าได้..”

ถ้าได้เพิ่มเรื่องการสวดมนต์ และทำสมาธิเข้าไปด้วยจะยิ่งดีขึ้นเร็วอีกหลายเท่า เรื่องเหล่านี้ทำได้ในบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่น่าขันหรือน่าหัวเราะ เป็นเรื่องที่ดีที่จะปลูกฝังให้เด็กมีศีลธรรมกำกับชีวิตเขาไว้ พ่อแม่นอกจากสอนให้เขาสมาทานศีลแล้ว ต้องสอนให้เห็นถึงข้อดีของการเป็นผู้รักษาศีล และข้อเสียของการที่ไม่มีศีล เดี๋ยวนี้สื่อมีทั้งทีวี หนังสือพิมพ์อินเตอร์เน็ต มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมายเคล็ดสำคัญที่อยากจะย้ำอีกครั้ง คือ

หนึ่ง หมั่นสร้างบุญทั้งทาน ศีล ภาวนาแล้วอุทิศบุญให้ลูกพร้อมกับเทวดาประจำตัวเขาและเจ้ากรรมนายเวรของเขา

สอง ต้องหมั่นให้อโหสิกรรมต่อกัน

สาม ฝึกให้เขาอยู่ในศีลด้วยการสมาทานศีล สวดมนต์และทำสมาธิ

สี่ พ่อแม่ให้อภัยทานเขาตลอดเวลา

พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกในทุกๆ วัน ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กรรมนั้นติดตัวเขาไปจนชีวิตทำอะไรก็ไม่ขึ้นไม่เจริญ เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอย่างน้อยก่อนตายไป ก็คงอยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดีทั้งนั้น

การให้อภัยของพ่อแม่มีผลดีหลายทาง รวมถึงจะช่วยทำให้พ่อแม่ที่เป็น “ผู้ให้” นั้นมีจิตโล่งโปร่งสบาย จิตพร้อมรับบุญกุศลที่เคยทำมา อย่าให้ความโกรธนำไปสู่กรรมทั้งกาย ทางวาจา และกรรมทางใจ ที่จะมาเหนี่ยวรั้งบุญที่กำลังจะส่งผล การให้อภัยให้ยึดหลักพรหมวิหาร 4 เป็นหลัก ให้เมตตาก่อน จะเกิดกรุณา เมื่อเกิดกรุณาจะเกิดมุทิตาหรือความยินดี สุดท้ายจะนำไปสู่การวางเฉยหรืออุเบกขาในที่สุด สำหรับลูกผู้เป็น “ผู้รับ” เขาจะสัมผัสได้ในความรัก ความเมตตาที่พ่อแม่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ

การให้อภัยทานนั้นถือว่าเป็นทานที่มีอานิสงส์บุญสูงสุดในบรรดาทานทั้งปวง ทำเมื่อใดได้เห็นผลกันทันตา ทันทีทันใด

Read Full Post »