Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘คนจน’

             เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ หนุ่มที่ชื่อ ทุคตะ หรือว่า มหาทุคตะแปลว่าผู้ที่ยากจนสิ้นไร้อย่างที่สุด นายทุคตะคนนี้เป็นขอทาน วันๆ คอยแต่จะรับอาหารจากคนรวยหรือไม่ก็ไปรอรับอาหารจากพระที่กุฏิวัดเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

วันหนึ่งนาย ทุคตะ ได้เห็นคนเขาพากันนิมนต์พระคนละสิบรูป ยี่สิบรูป บางคนก็เป็นร้อยๆ รูปไปฉันอาหารที่บ้านก็เกิดความแปลกใจจึงได้สอบถามกับบัณฑิตที่มาชวนให้ไปทำบุญ หลังจากได้รับคำแนะนำจากบัณฑิตผู้เป็นผู้จัดการงานทำบุญใหญ่นี้ว่า ตนเองควรจะทำบุญทำทานเสียบ้างเพื่อที่ในปัจจุบันชาติและภพชาติต่อไปจะได้ไม่ยากจนแบบนี้ต่อไป

เมื่อทุคตะเข้าใจถึงคำแนะนำแล้วก็จึงเกิดความอยากทำบุญกับเขาบ้าง จึงได้ไป “จองพระ” ไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตหนุ่มผู้จัดการพระที่มาชวนว่าแล้วก็ชวนภรรยาของตนไปรับจ้างเศรษฐีเพื่อที่จะเอาค่าแรงที่ได้ไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น

            ในขณะที่ไปรับจ้างทุคตะและภรรยาก็มีความขยันขันแข็งรื่นเริงมาก เศรษฐีนายจ้างก็เกิดความชอบใจเลยเพิ่มค่าจ้างให้เป็นสองเท่า และยิ่งได้รู้ว่านายทุคตะจะเอาเงินค่าจ้างไปทำบุญก็ยิ่งดีใจและขอโมทนาบุญเพื่อการนี้ด้วย หลังจากได้ค่าจ้างแล้วทั้งนายทุคตะกับภรรยาก็พากันตระเตรียมอาหารเพื่อถวายพระด้วยความยินดีเป็นที่สุด

วันรุ่งขึ้นนายทุคตะก็รีบตื่นแต่เช้าไปถามผู้จัดการในการทำบุญว่าจองพระรูปไหนเอาไว้ให้ตน จะได้นิมนต์ไปฉันที่บ้านได้ทันเวลา

            ผู้จัดการบอกว่า ลืมจดบัญชีเอาไว้ขอโทษทีเถอะ เพราะนายทุคตะนิมนต์พระแค่รูปเดียวเท่านั้นเองตนเลยไม่ได้จดไว้ นายทุคตะเสียใจแทบล้มทั้งยืน แล้วร้องไห้เสียใจเป็นการใหญ่ว่า นายเป็นคนชวนฉันมาให้ทำบุญเองแท้ๆ ฉันก็ไปรับจ้างหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก ตระเตรียมอาหารสุดความสามารถแล้วนายไม่มีพระจะให้แล้วทีนี้จะให้ฉันทำอย่างไร

            ผู้จัดการก็คิดหาทางออกให้ (หรือไม่ก็เป็นบุญเก่าของนายทุคตะก็ไม่อาจทราบได้) ที่ยังเหลือพระกัสสปะพุทธเจ้าผู้เป็นประมุขแห่งสงฆ์ทั้งหลายยังไม่มีใครนิมนต์ท่าน ธรรมดาพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนยากไร้อยู่แล้ว นายรีบไปนิมนต์พระองค์เถอะ

            นายทุคตะรีบวิ่งที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธองค์ทราบด้วยฌานจากการตรวจดูสัตว์โลก ณ เวลาใกล้รุ่งอยู่แล้วว่านายทุคตะจะมาหา ดังนั้นแม้จะมีเหล่ากษัตริย์ หรือมหาเศรษฐีในเมืองมา รอนิมนต์พระองค์อยู่มากมาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับบาตรของพระองค์ นายทุคตะรับบาตรของพระองค์ได้ ทันทีที่พระพุทธองค์ก้าวเท้าออกมาจากพระคันธกุฎี

            ที่สำคัญคือ แม้เหล่ากษัตริย์หรือเศรษฐีจะขอประมูลบาตรด้วยราคาเท่าไหร่นายทุคตะก็ไม่ยอมขายรีบอุ้มบาตรเดินนำพระพุทธองค์ลิ่วๆ ไปที่กระท่อมของตนเอง

            เรื่องร้อนถึงท่านเจ้าสักกะเทวราช (พระอินทร์) ได้จำแลงกายปลอมตัวเป็นพ่อครัวหัวป่าฝีมือเยี่ยมมาช่วยทำกับข้าวจานเด็ดไว้คอยถวายให้พระพุทธองค์โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด ข้อนี้หากมองในแง่ของมานุษยวิทยาแล้ว ก็คงเป็นเพื่อนบ้านใจดีมีฝีมือคนหนึ่งได้มาช่วยนายทุคตะคนนี้ทำอาหารให้

            หลังจากพระพุทธองค์เสวยเสร็จก็ได้ประทานโอวาทแก่ทุคตะเรื่องผลแห่งการให้ทานแล้วก็เสด็จกลับไปพระอาราม นายทุคตะก็ถือบาตรกลับไปที่วัดด้วยบอกให้ลูกเมียนั่งรอที่บ้าน พอนายทุคตะกลับมาบ้านกลับพบว่าไม่มีที่จะให้ตนเองอยู่เสียแล้วเพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยแก้วรัตนทั้ง 7 ประการเป็นที่ฮือฮาของคนในเมืองมากโดยคนเข้าใจกันว่าเป็นเพราะได้อานิสงส์แห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

            นายทุคตะไม่รู้จะทำอย่างไรกับทรัพย์มากมายขนาดนี้ จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระราชา พระราชาก็สั่งให้คนเอาเกวียนสักพันเล่มมาขนไปกองไว้ที่หน้าพระลาน แล้วตรัสถามว่ามีใครบ้างที่มีทรัพย์สินมากมายปานนี้ในเมืองแห่งนี้บ้าง เมื่อไม่มีใครมีทรัพย์มากเท่ากับนายทุคตะ พระองค์จึงได้สถาปนาเขาให้เป็นเศรษฐีประจำเมืองต่อไป

            ทุคตะเศรษฐีนั้นในใจสำนึกเสมอว่า การที่ได้ทรัพย์ร่ำรวยมากมายถึงขนาดนี้ได้มาเพราะการทำบุญทำทาน เขาจึงไม่ประมาทในชีวิตและไม่ประมาทในการทำบุญด้วยเมื่อสิ้นชีวิตจากภพชาตินั้นแล้วก็ได้มาเกิดอยู่เป็นบุตรในตระกูลผู้อุปัฏฐากพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และได้ชื่อว่า “บัณฑิต” อันเป็นชาติสุดท้ายเพราะภายหลังได้อุปสมบทเป็นสามเณรไม่นาน สามเณรบัณฑิตก็ได้บรรลุอรหันต์ขึ้นสู่นิพพาน

            ว่าเรื่องการทำทานของคนที่ยากจนที่สุดไปแล้ว มาดูเรื่องของคนรวยทำทานกันบ้างครับเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคนดังในพระพุทธศาสนานามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”

โฆษณา

Read Full Post »