Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘กิน’

การที่คนเราไม่ควรกินเนื้อสัตว์นั้น ได้รับความเมตตาอธิบายตอบจากคำสอนของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ ซึ่งท่านได้แสดงทรรศนะเรื่องนี้ไว้ว่า

การไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นการกระทำเพื่อยึดเอาประโยชน์ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม เป็นการก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอันหนึ่งซึ่งได้ผลอานิสงส์มากแต่ว่าลงทุนทางฝ่ายวัตถุน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากอยู่ทีใจซึ่งขอแยกอธิบายเป็นทั้งผลทางโลกและทางธรรมดังต่อไปนี้

ผลทางฝ่ายโลก

1. ผักนั้นมีคุณค่าหลายอย่าง

ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็เราก็พอจะทราบว่าผักนั้นมีคุณค่าทางอาหารมากมาย มีกากใยที่ทำให้ขับถ่ายง่าย มีวิตามินแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดที่พบมากกว่าในเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานผักมากกว่าเนื้อก็มีข้อมูลมากมายที่พิสูจน์ว่าทำให้มีโรคน้อย มีกำลังแข็งแรง และทำให้จิตสงบมากกว่าการกินเนื้อ คือมีความต้องการทางเพศ ความต้องการทางวัตถุ ความโกรธ และความมัวเมาน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้ออยู่เป็นอันมาก

2. ผลทางเศรษฐกิจ

ราคาผักกับเนื้อนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร แม้ในปัจจุบันพืชผักจะมีราคาที่สูงขึ้นมากก็ตามแต่เมื่อเทียบกันต่อกิโลกรัมแล้ว เนื้อสัตว์ก็ถือว่าแพงกว่า ซึ่งของดีนั้นไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป แต่ของแพงที่เป็นอาหารบางอย่างนั้นอาจจำเป็นสำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานและสติปัญญาทึบ ซึ่งคนฉลาดนั้นเขาไม่ทำกัน เพราะอาหารที่เลวๆ ที่คนรวยเชื่อว่าเป็น “อาหารผัก” ส่วนใหญ่นั้น แทบจะไม่มีส่วนทำให้คนโง่ลงได้เลย

3. ธรรมชาติแท้ๆ ต้องการให้เรากินผัก

ซึ่งแง่มุมนี้ ท่านพุทธทาสฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ธรรมชาติสร้างสรรค์ชีวิตพวกเราให้มีความรักชีวิตของตนเอง เราก็ควรจะมีความรู้สึกเห็นใจสัตว์ที่มีล้วนมีความรู้สึกเดียวกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีความยุติธรรมเสียเลย หากมียักษ์ใหญ่ๆ มาจับมนุษย์กินเป็นอาหารเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนที่เรามองสัตว์เดรัจฉาน หมู ไก่ หรือวัว ก็ต้องรู้สึกอย่างเดียวกัน

ธรรมชาตินั้นพืชผักผลไม้จะมีมากขึ้นทุกๆ ปีพอให้มนุษย์ได้บริโภคได้เพียงพอเสมอซึ่งแปรผันตรงกับจำนวนประชากรของมนุษย์ แต่ประชากรของสัตว์นั้นมีน้อยลงทุกปี ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะอยากให้ลองเปรียบเทียบดูว่า ขนาดพื้นที่ 1 ไร่เราสามารถปลูกพืชพันธ์ที่เป็นอาหารของมนุษย์ได้มากมาย ปีหนึ่งปลูกได้หลายๆ ครั้งและสามารถปลูกได้ตลอดไป สามารถเลี้ยงคนได้หลายสิบคน

ในขณะเดียวกันพื้นที่เพียงหนึ่งไร่นั้นอาจจะไม่พอสำหรับการเลี้ยงวัว 1 ตัวเพียงเพื่อเอาเนื้อหนังมันมาทำเป็นอาหารได้ไม่กี่สิบจาน แม้แต่จำนวนปลาในมหาสมุทรเองก็มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าบางชนิดมีจำนวนที่ลดลง และที่สำคัญก็คือคุณค่าทางอาหารนั้นไม่มีความแตกต่างกันมากจนเกินไปนัก

ผลในฝ่ายธรรม

1. ผู้ที่กินผักนั้นเป็นผู้ที่หาเลี้ยงตนเองได้ง่ายขึ้น

เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่า ผักนั้นหากินได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์โดยเฉพาะในหมู่คนยากจน ล้วนแต่พากันปรุงอาหารด้วยมีผักเป็นพื้น และเมื่อมีการรับประทานผักกันอย่างเป็นประจำแล้วก็จะไม่มีเวลาที่ต้องกระวนกระวายเพราะรสชาติอาหารไม่ถูกปากเลย ซึ่งผิดกับคนที่รับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์อยู่เป็นประจำจะมีความยึดติดในรสชาติอาหารมากกว่า

เมื่อมีความยึดติดในรสอาหารมากกว่าก็ย่อมมักที่จะ “เสาะแสวงหา” เนื้อสัตว์มาปรุงอาหารให้ถูกปากไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอันจะเป็นการส่งเสริมการละเมิดศีลข้อที่ 1 อีก ที่สำคัญอีกประการก็คืออาหารที่เป็นผักนั้นมีวิธีการปรุงที่ง่ายกว่าเนื้อสัตว์ บางอย่างแทบไม่ต้องติดไฟทำก็สามารถนำมารับประทานได้ ท่านพุทธทาสถึงกับกล่าวไว้เป็นคำคมว่า “คนกินเนื้อเพราะแพ้รสตัณหา กินเพราะตัณหาไม่ใช่เพื่อให้เลี้ยงง่าย”

นอกจากนั้นการปรุงอาหารด้วยผักเพื่อที่จะนำมาทำบุญถวายพระภิกษุหรือผู้ทรงศีลนั้นยังเป็นการสร้างความสบายใจให้กับผู้ที่จะนำอาหารมาถวายอีกด้วยเพราะหากจะต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ บางคนอาจต้องฝืนใจทำอาหารเพราะทราบดีว่าต้องฆ่าสัตว์เพื่อเป็นการเลี้ยงพระอันจะไม่เกิดผลบุญอันใดด้วย หากจะมีก็อาจได้เป็นบุญเพียงส่วนน้อย

2. การกินผักเป็นการฝึกในส่วนของสัจธรรม

ตามหลักของความจริงแล้วคนเราที่ยังห่างจากพระธรรมเพราะมีนิสัยเหลวไหลต่อตนเอง การถือกินอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ นั้นเรียกได้ว่าเป็นแบบฝึกหัดที่ดีมีความเพลิดเพลินและมีความบริสุทธิ์สะอาดได้ผลสูงเกินกว่าคนที่กินแต่เนื้อจะคาดถึง

การฝึกรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์เรียกได้ว่าเป็นการ “ฝึกใจด้วยอาหาร” ที่ดี การที่เรารับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยเราอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากแต่ที่เห็นกันว่ายากก็เพราะ ไม่ได้มีการฝึกฝนจึงว่ายาก จึงจำเป็นต้องฝึกหัดรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ให้เป็นประจำจึงจะได้ผลเร็ว

3. การกินผักเป็นการฝึกในการข่มใจตนเอง

หากจะว่าเป็นภาษาพระหรือภาษาบาลีก็เรียกได้ว่าเป็น “ทมธรรม” (อ่านว่า ทะมะ) เรื่องนี้มีตัวอย่างของผู้ที่ไม่รู้จักข่มใจในรสชาติอาหารซึ่ง ท่านพุทธทาสฯ ได้เคยเล่าไว้ว่า

“ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่ในตำบลป่าดอนและเห็นผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านที่อยู่บนพื้นที่สูง อุตส่าห์หาบอาหารที่เป็นผักลงมาเพื่อแลกเอาปลาแห้ง ๆทางบ้านแถบริมทะเลขึ้นไปรับประทานกัน แม้จะเสียเวลาเป็นวันๆ และทั้งที่ภายในหมู่บ้านของพวกเขาเองแห่งนั้นก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผัก เผือกมัน มะพร้าว และฟักมากมาย และรับรองได้ว่าเป็นของสดรสดี สามารถนำมาบำรุงร่างกายได้มากกว่าปลาแห้งๆ ที่ปล่อยไว้นานจนราจับเป็นไหนๆ”

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การกินเนื้อนั้นทำให้มนุษย์เรามีจิตใจยึดติดในรสชาติมากกว่าที่คาดคิด แม้จะไกลอย่างไรลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคในการสรรหามารับประทาน และการที่เราไม่รู้จักข่มจิตใจเรื่องรสแห่งตัณหาเหล่านี้ก็ต้องเป็นทาสของความทุกข์และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม ผู้ที่สามารถฝึกตนให้รู้จักข่มใจของตนเองไม่ให้แพ้กิเลสตัณหาใดๆ ได้ง่ายๆ ก็น่าจะใช้วิธีการรับประทานผักเพื่อเป็นการฝึกความอดทนข่มใจในรสชาติได้เช่นเดียวกัน

4. การรับประทานอาหารผักเป็นการฝึกส่วนสันโดษ

คำว่า “สันโดษ” ในที่นี้แปลความหมายได้ว่า “เป็นความพอใจเท่าที่มีเท่าที่ได้” ซึ่งถือเป็นหลักปฏิบัติที่สูงขึ้นไปที่ทำได้ยาก เพราะแม้ในภิกษุที่เป็นปุถุชนเอง บางท่านก็ไม่อาจจะข่มใจทำได้ คือ รับอาหารที่เป็นเพียงผักและผลไม้มาแล้วก็เพื่อทิ้ง นี่เป็นตัวอย่างแห่งความไม่ถือสันโดษและความไม่ถ่อมตน หากได้ถือกินผักเป็นประจำก็จะเป็นการฝึกที่ดีในเรื่องสันโดษเลยทีเดียว

5. การรับประทานอาหารผักเป็นการฝึกด้านปัญญา

ปัญญา ในที่นี้หมายถึง ความรู้เท่าทันในดวงจิตของตนเองที่มักจะซัดส่ายไปมา คือพิจารณาว่าอาหารที่รับประทานนั้นเป็นเพียง “ของบริโภค” ไม่ใช่ผักใช่เนื้อหรือของคาวหวานและเป็นของกลางๆ ที่บริสุทธิ์ และการจะฝึกให้สามารถมีปัญญาพิจารณาเช่นนี้ได้ ก็ต้องอาศัยอาหารที่เป็นผักที่ไร้รสชาติให้ยึดติดเป็นตัวฝึกฝน เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ทำให้เราหลงในรสแต่ผักทำให้ใจนั้นต้องยกเข้าไปหารสชาตินั่นเอง

โฆษณา

Read Full Post »

มังสวิรัติคืออะไร

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “มังสวิรัติ” เอาไว้ว่าหมายถึง “การงดเว้นกินเนื้อสัตว์ และเรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ซึ่งมีแต่พืชผักว่าเป็นอาหารมังสวิรัติ”

            นิยามความหมายนี้ทำให้เราได้ทราบว่า มังสวิรัติคือการงดเว้นไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้นแต่จะรับประทานอาหารจำพวกพืชผักเป็นสำคัญ

อาหารเจ คืออะไร

ส่วนคำว่า “เจ” นั้นตามความหมายของพจนานุกรมฉบับเดียวกัน ได้อธิบายความหมายของคำว่า “เจ” เอาไว้ว่า “อาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์และผักบางชนิด เช่น กระเทียม กุยช่าย ผักชี”

            ส่วนการกินเจตามความหมายดั้งเดิมก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่ปรุงจากเนื้อสัตว์รวมทั้งผักบางชนิดด้วย ซึ่งผักที่ว่านี้มี 5 ประการได้แก่ กระเทียมกลีบใหญ่ หัวหอม กุยช่าย กระเทียมกลีบเล็ก (หลักเกี๋ย) และผักเฮงกื๋อ (ซึ่งไม่พบในประเทศไทย)

          ดังนั้นผู้เขียนสรุปเอาความแตกต่างเกี่ยวกับทั้ง การรับประทานอาหารมังสวิรัติและเจ ได้ดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจะสามารถรับประทานพืชผักได้ ทุกชนิด แต่ ผู้ที่กินเจสามารถรับประทานผักได้ทุกชนิดยกเว้นแต่ ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิดได้แก่ หอม กระเทียม กุยช่าย หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ (บางแห่งถือก็รวมผักชีไว้)
  2. ผู้ที่ถือรับประทานมังสวิรัติจะไม่สามารถดื่มนมสดหรือนมข้นได้ เพราะถือว่าเป็นของสดของคาวที่มาจากเลือดเนื้อของสัตว์ แต่ผู้ที่กินเจสามารถดื่มน้ำนมสดหรือนมข้นได้ เพราะถือเอาตามสิกขาใน “พรหมชาลสูตร” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติในหมู่บรรพชิตฝ่ายมหายานที่มีข้อห้ามที่ห้ามบริโภคแต่เฉพาะปลาและเนื้อสัตว์ รวมถึงผักฉุน 5 ชนิด แต่ไม่มีข้อห้ามในการดื่มนมสดหรือนมข้น ซึ่งตรงกันข้ามกับ ผู้ที่ถือรับประทานอาหารเจจะรับประทาน “ไข่” ไม่ได้ เพราะถือเป็นการรับประทานเนื้อสัตว์โดยทางอ้อม แต่ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติจะสามารถรับประทานไข่ได้โดยถือว่า ไข่ที่บริโภคนั้นยังไม่ใช่สัตว์ที่จะกลายเป็นตัว
  3. ผู้ที่กินเจนอกจากจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และผักกลิ่นฉุน 5 ชนิดแล้ว ตามคติของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานต้องถืออุโบสถศีลด้วย ถ้าไม่ถือศีลอุโบสถก็ไม่นับว่าเป็นการกินเจ แต่จะเรียกว่ากินมังสวิรัติหรือกินผักเฉยๆ เท่านั้น

จากข้อสรุปนี้ทำให้พอจะตั้งข้อสังเกตความสับสนวุ่นวายของการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจว่า “มีการใช้หลักของเจและมังสวิรัติผสมกัน” จนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นเจและเป็นมังสวิรัติ

แต่ไม่ว่าจะเป็นการถือรับประทานอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจก็ตามความเชื่อเรื่องการไม่กินเนื้อสัตว์นั้นกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ดีทั้งสิ้นที่จะ “แสดงเจตนาแห่งความไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นตามหลักศีลข้อที่ 1 ที่ว่าด้วยปาณาติปาตา เวระมณี คือ การงดเว้นในการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง”

แต่ในที่นี้ผู้เขียนขออธิบายเกี่ยวกับหลักของการผิดศีลข้อที่ 1 หรือขอบเขตของศีลให้เข้าใจกันชัดเจนก่อนว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

 

หลักแง่คิดจากศีลข้อที่ 1

ศีลข้อนี้จะขาดก็ต่อเมื่อพร้อมด้วยองค์ 5 ซึ่งประกอบด้วย

1. สัตว์นั้นมีชีวิต

คำว่า “ปาณ”  ในภาษาบาลีหมายความว่า อินทรีย์ที่หายใจมีชีวิตอยู่หมายถึง มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่สัตว์เหล่านั้นก็ต้องหายใจเหมือนกันทั้งหมด การหายใจอยู่จึงหมายความถึงการมีชีวิตและการมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ยังหายใจอยู่จึงไม่ควรไปเบียดเบียนกัน

2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต คือมีจิตรู้อยู่แล้วว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่หากไปทำให้สัตว์ตายทั้งๆ ที่รู้ว่าเขายังมีชีวิตก็ถือว่าผิดศีล

3. มีจิตคิดจะฆ่า คือการแสดงเจตนา คือตั้งใจจะทำให้เขาตายอย่างเต็มที่ก็ได้รับผลบาปไปมาก เช่นฆ่าเพราะอยากฆ่า ฆ่าเพราะต้องการให้ตายด้วยความเคียดแค้น อย่างนี้ก็แสดงว่าเจตนาแรงผลบาปแรงไปแต่เจตนานั้น แต่ถ้าฆ่าเพราะจำเป็นเช่นถือเอาเนื้อสัตว์นั้นมารับประทานเพื่อเลี้ยงชีพก็ถือว่าเป็นการฆ่าที่เจตนาอ่อนกว่ามาก แต่อย่างไรก็ตามย่อมได้รับผลบาปนั้นเช่นเดียวกัน

4. มีความเพียรที่จะฆ่า คือถ้าใช้ความเพียรในการฆ่ามากบาปก็มากตาม ถ้าไม่ต้องใช้ความพยายามมากเช่น แค่ปัดหรือบี้ให้ตายก็บาปลดลงไปตามลำดับ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความเพียรคิดจะฆ่าแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมถือว่าผิดศีล

5. สัตว์นั้นตายด้วยความเพียรนั้น คือผลสำเร็จแห่งการฆ่าถ้าสัตว์ตายสิ้นลมหายใจไปโดยสมบูรณ์โดยเจตนาก็ถือว่าศีลขาดไปด้วยเช่นกัน

            กรณีอื่นๆ ที่เข้าข่ายกรรม “ปาณาติบาต” ได้แก่

  1. 1.      การทำร้ายร้างกายและทรมานสัตว์

            เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อที่ 1 เพื่อมิให้เบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันการผิดศีลข้อที่ 1 จึงไม่ใช่ควรแค่เว้นจากการฆ่าสัตว์เพียงอย่างเดียว ควรเว้นจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและการทรมานสัตว์ให้สัตว์นั้นลำบากไปด้วย แม้จะเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรงดเว้น

            ยกตัวอย่างในครอบครัวที่เห็นกันได้ชัดคือ การทำให้สัตว์นั้นลำบาก เช่นการจับไปกักขังโดยไม่ดูแลให้ดีตามสมควรหรือแม้เพียงการเล่นเพื่อให้เกิดความสนุกก็ต้องงดเว้น เช่น การเล่นเผาหางสัตว์โดยใช้น้ำมันราดเอาไว้ที่หางแล้วจุดไฟเผา หรือ การกัด “จิ้งหรีด” ชนแมงด้วงกว่าง ที่เป็นที่นิยมในนักเล่นแมลงแถบภาคเหนือก็จัดอยู่ในข้อนี้ด้วย

            และตัวอย่างสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนมากก็คือ “การเล่นไก่ชน หรือ วัวชน” เพื่อความสนุกและการเล่นพนันบ้าง การใช้งานสัตว์อย่างหนักเกินไป ล้วนเป็นสิ่งที่เข้าข่ายผิดศีลข้อ 1 ทั้งสิ้น

  1. การล่าสัตว์

            หากคุณผู้อ่านได้ชมภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่ว่าไทยหรือเทศมาบ้างจะพบเห็นว่า การออกล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง ล้วนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและได้รับการยอมรับแม้ในปัจจุบันก็ยังมีการล่าสัตว์เช่นนี้ปรากฏอยู่อีกจำนวนมากในหลายรูปแบบ เช่น การแข่งขันตกปลา อย่างนี้เป็นต้น

            การเล่นสนุกของคน คือการล่าสัตว์เหล่านี้บางคนถือว่าเป็นการฝึกผจญภัยทำให้เกิดความใจกล้า แต่ก็เป็นการผจญภัยที่เอาเปรียบมากเพราะใช้อาวุธและตนเองไปหลบอยู่บนหลังม้า หรือที่กำบังหรือบนเรือ และสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่าแทบจะไม่มีโอกาสต่อสู้ด้วยเลย และสัตว์บางชนิดไม่ได้คุ้นเคยกับความใจดำอำมหิตของมนุษย์ พอสัตว์มองเห็นเข้าก็ไม่รู้ว่ามนุษย์นั้นเป็นเพชฌฆาต กว่าจะรู้สัตว์เหล่านั้นก็ถูกทำให้บาดเจ็บหรือตายไปเสียก่อนแล้ว

            การยิงและล่าสัตว์โดยเฉพาะการกระทำเพื่อความสนุกนี้เป็นการแสดงความโหดร้ายยิ่งนัก ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 นี้อย่างรุนแรงว่าด้วย เจตนากรรม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรานึกเปรียบเทียบระหว่างชีวิตเรากับชีวิตสัตว์ผู้อื่นอยู่เสมอว่าต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

  1. 3.      การฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายหรือการกระทำ “อัตวินิบาตกรรม” นั้นถือเป็นการผิดศีลข้อที่ 1 อย่างยิ่งยวดมิใช่แค่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น การฆ่าตนเองก็ห้ามกระทำเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าท่านห้ามมนุษย์ฆ่าตนเอง อย่างแรกเพราะ เป็นการแสดงออกถึงความอับจนพ่ายแพ้ หมดทางแก้ไข เมื่อได้ฆ่าตัวเองก็เป็นการทำลายตน เมื่อได้ทำลายตนแล้วก็เป็นการทำลายซึ่งประโยชน์ทุกอย่างที่เราจะพึงได้ในชีวิต

พระพุทธองค์สอนว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็น “โมฆะกรรม” หรือการกระทำที่เปล่าประโยชน์อย่างที่สุด เพราะตายแล้วก็จบไม่เกิดประโยชน์ หมดโอกาสที่จะพัฒนาหรือแก้ไขความผิดและทำประโยชน์ดีๆ ใดๆ ให้เกิดขึ้นได้ซึ่งการมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ปัญหาย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสอนให้สงวนรักษาชีวิตตนไว้ให้ดีตลอดเวลา ห้ามมิให้มอบชีวิตตนให้แก่ใครและไม่ให้ฆ่าตัวเองเช่นเดียวกับการที่ไม่ให้ฆ่าสัตว์อื่นๆ ฉะนั้นเมื่อเรามีสติระวังไม่ให้แพ้ใจตนเองได้ก็จะเป็นการปิดโอกาสในการสร้างกรรมหนักเช่นนี้ให้เกิดขึ้นกับตนเอง

เมื่อเปรียบเทียบหลักแห่งการละเมิดศีลข้อที่ 1 กับการถือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์แล้วแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นั้นก็อาจจะมีส่วน “บาป” อยู่บ้าง ถ้าหากว่าเราเป็นผู้สั่งให้ฆ่าสัตว์นั้นเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร เพียงแต่ถือเป็นบาปอย่างเบาหรือลักษณะกรรมที่เรียกว่า “กกัตตากรรม” เป็นกรรมที่สักว่าทำคือมีเจตนาอ่อน

การที่มีความเชื่อให้งดเว้นเนื้อสัตว์แล้วหันมาเสพเอาพืชผักนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่ง “จำเป็น”สำหรับนักบวชอย่างพระภิกษุที่ท่านไม่สามารถเลือกที่จะฉันอาหารได้ ต้องถือฉันตามที่ได้รับมาจากการบิณฑบาต

แต่ขอให้ทำความเข้าใจว่าสำหรับบ้านเราที่นิยมรับประทานเนื้อปนผักนั้น เกือบจะไม่มีความจำเป็นอันใดนักที่จะต้องถือรับประทานแต่อาหารที่เป็นผักเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะถือรับประทานเนื้อก็ได้เพราะว่าอาหารเหล่านั้นก็คงต้องปรุงกันมาทั้งเนื้อและผักอยู่แล้วหากถือกินแต่ผักก็เลือกเอาเนื้อออกไปเสีย

อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ซึ่งเป็นราชบัณฑิตผู้มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ท่านเขียนแสดงทัศนะเป็นตัวอย่างโดยยกตัวอย่างเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเรื่องการกินเนื้อและผักลงไว้ในหนังสือพระพุทธศาสนา “ทัศนะและวิจารณ์ หน้าที่ 118- 121 ซึ่งผู้เขียนขอนำมาแสดงไว้ในที่นี้ว่า

            “พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือเปล่า ถ้าพุทธศาสนิกชน (ในทะเบียนสำมะโนครัว) จะสนใจอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเพียงเล่มสองเล่ม (ไม่ต้องถึงกับพระไตรปิฎก) ก็จะรู้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคำถามเช่นนี้

            พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็น “บรรพชิต” ตามรูปศัพท์แปลว่า “การเว้นโดยสิ้นเชิง” หมายถึงเว้นจากพฤติกรรมทุกอย่างที่เคยทำสมัยยังครองเรือน หันมามาถือเพศผู้ไม่มีเรือนก็ได้ หรือจะแปลว่า “การเดินไปข้างหน้า” หมายถึงใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่อยู่ที่ไหนเป็นการถาวร หรือ หมายถึงการปฏิบัติมุ่งสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้

            พระองค์นั้นทรงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการขออาหารชาวบ้าน บำเพ็ญตนเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย เขาให้อะไรกินก็รับสิ่งนั้นเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ทำประโยชน์แก่สังคม เมื่อเรารู้ถึงวิธีการดำรงชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเช่นนี้แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าทรงเสวยอาหารทั้งที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ และ อาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ คือเป็นทั้งมังสวิรัติและไม่มังสวิรัติ ขึ้นอยู่กับผู้ถวาย ถ้าคนถวายเขากินเนื้อสัตว์เขาคงเอาเนื้อมาถวาย ถ้าเขากินเจเขาก็คงเอาอาหารเจมาถวาย

            เมื่อเขาถวายอะไรพระองค์ก็ต้องรับสิ่งนั้น ขณะที่รับก็มิได้มีการจำแนกว่า เนื้อสัตว์หรือไม่เนื้อสัตว์ เจหรือไม่เจ ทรงคิดแต่ว่า “รับอาหาร”

            สาเหตุที่เกิดรับประทานมังสวิรัติในพระพุทธศาสนา ก็คือ พระเทวทัตได้ไปยื่น “โนติส” หรือ เงื่อนไข 5 ข้อต่อพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์ก็คือ

  1. พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมีความผิด
  2. พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิตรูปใดรับนิมนต์ไปฉันอาหารหรือรับกิจนิมนต์มีความผิด
  3. พระต้องใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (ผ้าห่อศพหรือเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิตหากรูปใดที่ใช้ผ้าที่มีคนนำมาถวาย มีความผิด
  4. พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นกิจวัตรตลอดชีวิตรูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงบังมีหลังคามีความผิด
  5. พระต้อง “ไม่ฉันปลาและเนื้อ” ตลอดชีวิต รูปใดฉันมีความผิด

            การที่พระเทวทัตต้องนำเสนอเงื่อนไขที่เคร่งครัดเช่นนี้ก็เป็นเพียง “แผนการ” จะหาคะแนนนิยมหาสมัครพรรคพวกเท่านั้น เพราะในขณะนั้นพระเทวทัตมีพรรคพวกแค่ 4 รูป และรู้อยู่แก่ใจว่าพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ “ทางสายกลาง” อะไรที่ตึงเกินไปย่อชัดต่อพุทธประสงค์

            เรื่องนี้พอจะเป็นคำตอบของข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดจึงมีผู้กล่าวว่าลัทธิการกินผักนั้นเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเทวทัตก็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้นั่นเอง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามคาดของพระเทวทัตจริงๆ ในการจะหาสมัครพรรคพวกเพราะพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธว่า

            “อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถืออยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจึงยินดีในกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีในคหบดีจีวร  เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือนนอกฤดูฝน เราอนุญาต ปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์สามส่วนคือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อตนเอง)

          ที่มา : พระไตรปิฎกเล่มที่ 7 ข้อ 384 หน้า 185

          และที่สำคัญพระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสเอาไว้ชัดเจนในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ “ชีวกสูตร” ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47 – 51 ว่า

            หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อพระสมณโคดมพระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนนั้นมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริงหรือว่ากล่าวตู่พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง

            พระองค์ก็ตรัสตอบว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริงกล่าวหาด้วยเรื่องที่ไม่มีมูลและตรัสต่อไปว่า เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่บริโภคคือเนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่เคยได้ยิน เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขาจะนำมาถวายเขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาฆ่าแกงให้ ก็ “ไม่ควรฉัน” ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้

            สุดท้ายทรงสรุปว่า ใครก็ตามที่ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 สถานคือ

  1. สั่งให้นำสัตว์ตัวนี้มา เท่ากับว่าเป็นการชักนำให้คนอื่นร่วมทำบาปด้วย นี่บาปสถานหนึ่ง
  2. สัตว์ที่ถูกนำมาฆ่า ถูกลากถูลู่ถูกังมาได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก นี่บาปสถานที่สอง
  3. ออกคำสั่งให้เขาฆ่า ตัวเองก็บาป คนฆ่าก็บาป นี่บาปสถานที่สาม
  4. สัตว์ที่กำลังถูกฆ่าได้รับความทุกขเวทนาสาหัสจนสิ้นชีพ นี่บาปสถานที่สี่
  5. ทำให้คนอื่นเขาหาช่องว่าพระตถาคตและสาวกด้วยเรื่องเนื้อสัตว์ที่ไม่ควร นี่บาปสถานที่ห้า

ด้วยเหตุนี้หากจะกล่าวให้ถูกก็คือ พระองค์เสวยอาหารเพียงเพื่อให้ยังชีพยืนยาวต่อไป เพื่อที่จะให้มีกำลังในการบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก มิได้มามัวจำแนกว่านี่คือเนื้อสัตว์ นี่ไม่ใช่เนื้อสัตว์เพราะไม่ว่าพระพุทธองค์จะเสวยอะไรก็ตาม ทรงเสวยด้วยอาการไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ประเด็นที่ควรใส่ใจก็คือ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากินอะไร แต่อยู่ที่กินด้วยอาการอย่างไร”

และพูดถึงเรื่องการกินเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์นี้ พระอริยสงฆ์อย่างหลวงพ่อ “เทียน จิตตสุโภ” ซึ่งท่านเป็นนักปฏิบัติที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก วันหนึ่งก็มีสาวกของนักมังสวิรัติและกินเจไปกล่าวต่อว่าข้อวัตรปฏิบัติของท่าน ท่ามกลางประชาชนที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่ว่า

“หลวงพ่อคุยว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ทำไมยังกินเนื้อสัตว์อยู่ อย่างนี้ไม่มีทางบรรลุหรอก แค่เมตตาขั้นพื้นฐานยังทำไม่ได้”

หลวงพ่อเทียนท่านตอบอย่างสงบแต่มีความแยบคายเป็นอย่างยิ่งว่า

“ โยมเอ๋ย การจะบรรลุหรือไม่ ไม่ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินดอก คนลงจะไม่ถึงคราวบรรลุแล้วอย่าว่าแต่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่กินข้าวมันก็ไม่บรรลุ ดูอย่างพระพุทธเจ้าซิ ก่อนจะตรัสรู้ อดข้าวแทบสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่บรรลุ ต้องหันมาเสวยข้าวให้มีเรี่ยวมีแรงจึงจะบรรลุ”

เมื่อทรรศนะเรื่องการกินเนื้อสัตว์และการกินผักในคติของพระพุทธศาสนาและตามทัศนะของเหล่าครูบาอาจารย์คนสำคัญที่กล่าวมา และสามารถอ้างเปรียบเทียบได้ตามพระไตรปิฎก เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า การรับประทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์หรือการกินมังสวิรัติดูค่อนข้างจะมีความเสมอภาคและเป็นกลางมากก็เพราะ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายๆ ท่านได้พิจารณาดูถึงเจตนาแห่งการกระทำเป็นหลักก็ตาม

แต่เหตุใดจึงมีผู้ถือไม่กินเนื้อสัตว์คือพยายามถือรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

Read Full Post »