Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘การทำงาน’

ปัญหาเรื่องการทำมาหากินหรือปัญหาเรื่องงานนี่ก็จัดเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเพราะบางคนทำงานแทบตายแต่กลับมีผลงานน้อย เจ้านายไม่เห็นคุณค่า ถูกเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้ผลงานอย่างที่ตั้งใจไว้ทั้งๆ ที่ตั้งใจทำงานเต็มที่แล้ว รวมไปถึงเรื่องการเลือกอาชีพต่างๆ ประเด็นเหล่านี้ได้คำตอบจากพระอริยสงฆ์หลายท่านได้ให้ความเมตตาตอบไว้หลากหลายประเด็น

 

คนธรรมดาถาม : ประกอบอาชีพอะไรในทางฆราวาสที่มีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจในทุกวันนี้?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“อาชีพนั้นขอเป็นอะไรก็ได้ ใครคล่องตัวในการทำนาก็ไปทำนา ใครคล่องตัวในการทำไร่ก็ไปทำไร่ ใครคล่องในการก่อสร้างไปก่อสร้าง ใครคล่องในการทำมาค้าขายก็ไปทำมาค้าขาย อาศัยความพากเพียรพยายาม ล้มลุกคลุกคลาน อดทน อย่าท้อถอย ในที่สุดแล้วเราจะประสบผลสำเร็จ”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าต้องทำธุรกิจการค้า วิธีจะรักษาศีลข้อมุสาวาทให้บริสุทธิ์ได้อย่างไรเพราะมันหลีกเลี่ยงยากเหลือเกิน?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“มีวิธีอย่างนี้ ถ้าสมมติว่าเราไปซื้อของมาขาย เราขายของให้ลูกค้า ถ้าลูกถามค้าว่า “ทำไมขายแพง” ก็ตอบว่า“ต้นทุนมันสูง” แล้วถ้าเขาถามต่อ“ต้นทุนมันเท่าไหร่” ก็ให้บอกคิดค่าเสียเวลา ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าเสียภาษี ดอกเบี้ย บวกเข้าไป ค่าของที่มาตกค้างอยู่ในร้านค้า ทุนมันก็เพิ่มขึ้นๆ ยิ่งค้างอยู่นานเท่าไหร่มันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ซื้อมาทุน 10 บาท ก็ตีราคาทุนมัน 12 บาทก็ได้ ไม่ใช่โกหก เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าเราเดินทางจากโคราชไปเอาของที่กรุงเทพฯไปก็ต้องเสียค่ารถ เอารถไปเองก็ต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอรถ ค่าอาหารการกินของผู้ที่ไป พอได้แล้วก็ต้องเสียค่าขนส่ง มาแล้วก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย เราก็คิดรวมเข้าไปซิ นักการค้าต้องเป็นคนฉลาด คนรักษาศีลก็ต้องเป็นคนฉลาด แต่ว่าเรามีเจตนาโกหกเขามันก็ผิดศีลข้อมุสาวาทมันจะไปยากอะไรการรักษาศีลข้อมุสาวาทา

 

คนธรรมดาถาม : จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์ใหญ่อย่างโคเนื้อขาย ทำอาชีพอย่างนี้จะมีบาปหรือไม่และจะเป็นการตัดรอนขวางกั้นพระนิพพานชาตินี้หรือเปล่า?

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดยพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

“ไอ้เรื่องตัดพระนิพพานนี้ ฉันไม่ตอบดีกว่า เพราะไม่แน่นี่คนที่ทำบาปบางทีบาปมาจากการจองเวรจองกรรมกัน ถ้าบังเอิญชำระได้บาปก็สลายตัวไปนิพพานได้ อย่างท่านองคุลีมาล ฆ่าคนพันกว่านะ ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ท่านฆ่ามาก่อน แต่ไม่มีนิ้วเป็นประกัน ฆ่าไปฆ่ามาก็ลืม ไม่รู้ฆ่ามาแล้วกี่คน ทีนี้เอาใหม่ ถ้าได้ 1 คน เอา1 นิ้วจนได้ 999 นิ้วแล้ว

ทีนี้ในขณะที่ท่านทำบาป ตอนท้ายก็ได้มาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า “ตถาคตหยุดแล้ว เธอยังไม่หยุดจากบาปกรรมธรรมอันลามกอีกหรือ? ” ท่านได้สติก็โยนดาบทิ้ง โยนพวงนิ้วมือทิ้งเสยผมให้ดี แล้วเปลื้องผ้าที่หยักรั้งเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าขอบวชแล้วก็เป็นพระอรหันต์ มันไม่แน่นะที่พูดอย่างนี้เพราะตัวอย่างนี้นั้นหมายถึงบาปที่มีการจองเวรจองกรรมกัน”

 

คนธรรมดาถาม : ที่บ้านมีคนมาอาศัยโทรศัพท์ เพื่อพูดติดต่อกิจการงานบ่อยๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการสงเคราะห์เพื่อความสะดวกของเขา แต่มีรายหนึ่ง แกชอบพูดติดต่อเกี่ยวกับเรื่องไก่ขายไก่แล้วก็ส่งเข้าโรงงานเอาไปฆ่าทีละเป็นจำนวนมากๆ อยากจะเรียนถามว่า จะบาปหรือไม่ ไปสนับสนุนให้เขามีการซื้อไก่ขายไก่ฆ่าไก่ฆ่าสัตว์อย่างนี้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“หวาน…หวานพระยายม เพราะสนับสนุนก็เหมือนกับทำเองมีการรวมกัน “เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการตั้งใจเป็นตัวกรรม” ถ้าเราไม่สนับสนุน ปล่อยตามเรื่องตามราวของเขา ปล่อยเขาไป เขาพูดก็พูดไปเราแค่รับฟัง หมดเรื่องหมดราวไป”

 

คนธรรมดาถาม : ทำงานได้ดีนะครับแต่ไม่ได้สองขั้นสักที เพื่อนที่ทำงานเดียวกันปรากฏว่าได้ สองขั้นอยู่เรื่อยแต่ ทำไมเราไม่ได้เลื่อนขั้นเลย จะทำอย่างไรจะหายโกรธเจ้านาย?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

          “ที่จริงเราโกรธ ไม่ถูก เราดีมาก เพื่อนมันเป็นอนิจจังมันไม่เที่ยงนี่ อยู่ขั้นนี้เป็นขั้นโน้น อยู่ขั้นโน้นไปขั้นนู้น เราเองซิที่เที่ยงกว่า ดีกว่าตั้งเยอะ ไปโกรธคนเลวใช้ได้เรอะ เราแน่กว่า ดีกว่า เป็นสัจธรรมกว่าใช่ใหม.. อยู่แค่ไหนได้แค่นั้น ก็ถือเป็นกฎธรรมดาซิ ถือว่าเป็นกฎของกรรมนะ

            แต่ว่ามันไปอยู่ขั้นไหนมันก็ได้เงินเดือนนี่ ใช่ใหม…ถ้าทำใจไม่สบายเกินไป ไปกระทบเจ้านายเข้า เขาก็จะไม่พิจารณาความดีให้ ถือว่าบุญวาสนาบารมีมันส่งให้แค่นี้ ถ้าสูงมากเกินไป มีเงินเหลือใช้จะลำบาก ถือเป็นกฎแห่งกรรมก็แล้วกันนะ เราตั้งใจทำความดีไว้ อกุศลกรรมมันบังหน้าอยู่ ถ้าเจ้านี่ถอยไปเมื่อไรเราก็สบายเมื่อนั้น”

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าถูกกลั่นแกล้งเรื่องงานอยู่ตลอดนี่จะทำอย่างไรครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ขอให้เฉยๆ ไว้ อุเบกขา ช่างมันๆๆๆ ไอ้การถูกกลั่นแกล้งนี่ฉันโดนมาหนักนะ โดนมาหนักเลย เพิ่งจะมาเบาๆ แค่ 2 ปีนี่เอง เมื่อก่อนโดนมาตลอด ฉันถือว่าการแกล้งเป็นเรื่องของคนแกล้ง ถือคาถาบทเดียวว่า “ช่างมันๆๆๆ” แล้วผลที่สุด คนแกล้งก็พังทุกราย พังแบบย่ำแย่เลยนะ”

คนธรรมดาถาม : แล้ววิธีการล่ะครับ เพียงแค่ทำเฉยอย่างเดียวเท่านั้นหรือ มีอะไรมากกว่านี้อีกหรือไม่?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

            “ก็คือไม่ยอมรับ ถ้าเราไม่ยอมรับ มันจะกลับไปหาเจ้าของเขา ถ้าย้อนกลับไปหาเจ้าของเขานี่มันแรงกว่า มันมากระทบเรา เราไม่จำเป็นต้องไปแช่งเขานะ ไปแช่งเขามันไม่มีผล กำลังเราตก ถ้าเป็นฆราวาสเวลาสวดมนต์เสร็จแล้วให้อุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้

            ทำอย่างนี้ทำให้ใจเป็นสุข เมื่อมันตายแล้วจะได้รับ เพราะคิดว่าเขาตายแล้วไงล่ะ เรากรวดน้ำให้เขาเป็นสุข ไม่ช้าก็พัง รับรองว่าไม่เกิน 1 ปี ของฉันนี่พังมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยรายแล้ว แต่เราต้องทำเฉยๆ นะ ทำจิตให้เป็นสุข ไม่โกรธ ห้ามใจเสีย บูชาพระด้วยจิตเป็นสุข หลังจากนั้นจึงอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้เลย อย่างนี้ขอยืนยันว่า ถ้าเอาจริงๆ นะ ไม่เกิน 3 เดือน จอดแน่ๆ เลย”

คนธรรมดาถาม : ทำไมในปัจจุบันนี้ นักธุรกิจทั่วไปมักจะนิยมอ่านตำราบริหารงานของฝรั่งในพุทธศาสนา เรามีหลักคำสอนซึ่งเกี่ยวกับการบริหารงานบ้างหรือไม่

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยพระเดชพระคุณ พระภาวนาวิริยคุณ เผด็จ ทัตตชีโว)

เจริญพร…ความจริงในเรื่องของการบริหารงานนั้น ตำรับตำราทางโลกว่าที่จริงของเขา ก็ไม่เลวหรอก เพียงแต่ว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ที่ว่าไม่สมบูรณ์มันเป็นอย่างไร กล่าวคือ การบริหารทางโลกมักมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จเป็นหลัก ที่เรียกว่าความสำเร็จเป็นหลัก คือ มุ่งประโยชน์ของตนเองเป็นหลักนั่นเอง

พอมุ่งประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก มันก็เข้าทำนองที่เราเรียกว่า “มุ่งวัตถุเป็นหลักจนกระทั่งลืมทางด้านจิตใจกันไป” เพราะว่าพอมุ่งเอาความสำเร็จ ซึ่งมนุษย์ส่วนมากมุ่งที่ความร่ำรวยอีกนั่นแหละ มุ่งที่ความเด่น ความดังอีกนั่นแหละ ส่วนใครจะกระทบอย่างไรก็ช่าง ขอให้เราได้รวย ได้เด่น ได้ดังมาเสียก่อน นี้ก็เป็นแนวทางการบริหารทางโลก ตามตำรับตำราในยุคปัจจุบันนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงทราบดีว่า ความจริงแล้ว มนุษย์เกิดมาทำไม คือ เกิดมาสำหรับสร้างบุญ สร้างบารมี เกิดมาเพื่อแก้ไขตัวเองมีข้อผิดพลาดอยู่อย่างไรติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา แก้เสียให้หมดในชาตินี้ แล้วก็ขณะที่กำลังทำมาหากิน ซึ่งแน่นอนเพราะเรื่องการทำมาหากินนั่นแหละ ทำให้เราทุกคนต้องบริหารงาน อันนั้น อันนี้ อันโน้น ขึ้นมา

ในระหว่างทำมาหากินอยู่นี่เอง ก็ถือโอกาสปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป สร้างความดี สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป พูดง่ายๆ สายตาของพระพุทธศาสนา มองว่า “มนุษย์ทั้งหลาย เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เพื่อสร้างความดี เพื่อแก้ไขตัวเองเป็นหลัก ส่วนว่าเรื่องความรวย เรื่องความสำเร็จแบบโลกๆ นั้น เป็นแค่ “ของแถม” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมองโลก ทรงมองพวกเรา อย่างนี้

เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงมุ่งเน้นให้เรานั้น ขณะที่บริหารไป ก็อย่ามุ่งแค่ Material หรืออย่ามุ่งแค่ประโยชน์ตน ประโยชน์ทางวัตถุเท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงประโยชน์ท่าน ประโยชน์ทั้งตนและท่าน ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจไปพร้อมๆกัน ที่เรียกว่าประโยชน์ทางด้านจิตใจ คือ อย่างที่บอก คือ แก้ไขนิสัยใจคอของตัวเอง ที่ไม่ดีให้แก้ไขไปซะ และเพิ่มพูนบุญกุศลให้กับตัวเองให้มากยิ่งขึ้น

เมื่อพระองค์ทรงมองอย่างนี้ แล้วมุ่งหวังที่จะให้พวกเราทำอย่างนี้  จึงขอแนะนำว่า…ลูกเอ๊ย…จะทำมาหากินอะไร จะบริหารงานอย่างไร เห็นช่องทางจะร่ำรวยในทางที่ไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรมล่ะก็…ทำไปเถอะ ไม่ว่าหรอก จะบริหารงานขนาดส่วนตัวหรือทำกันเป็นองค์กร ทำเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือในระดับประเทศก็ทำไปเถอะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ แต่ให้คำนึงว่า งานทุกชิ้นนั้นจะต้องเพิ่มพูนศีลธรรมให้กับตัวเอง เพิ่มพูนศีลธรรมให้กับเพื่อนร่วมงาน เพิ่มพูนศีล เพิ่มพูนธรรม ให้กับสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย นี่คือเป้าใหญ่ใจความของการบริหารงาน ซึ่งชาวพุทธได้ถูกอบรมบ่มนิสัยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

เมื่อเราถูกอบรมกันมาอย่างนี้ บางทีเราจึงมักจะละเลยที่จะไปแก้ไขปรับปรุงในเรื่องขั้นตอนทางเทคโนโลยี หรือไปผลิตเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการบริหาร บางทีทำให้การบริหารทางด้านวัตถุล้าหลังไป แต่ว่ามีความก้าวหน้าทางด้านจิตใจมาก กล่าวคือ ทำงานไปด้วย ก็มีน้ำจิตน้ำใจกันไปด้วย ในระหว่างนั้นก็ทำทานไป ก็เพิ่มพูนจิตเมตตาไปให้กับเพื่อนร่วมงาน ใครตกทุกข์ได้ยาก ก็มีกรุณาหอบหิ้วลากจูงกันไป ที่จะปลดกันง่ายๆ ตัดลอยแพกันง่ายๆ ไม่มี มีแต่ประคับประคองกันไปให้ถึงที่สุดทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ทำงานไปด้วยก็พยายามที่จะสร้างความสามัคคีธรรม ให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง ในหมู่คณะ ทำทานไปก็ได้บุญไป ทำทานไปก็ชักชวนกัน เดี๋ยวก็ทอดผ้าป่า เดี๋ยวก็ทอดกฐิน เดี๋ยวก็ช่วยกันสร้างสาธารณประโยชน์ เอาความรวย เอาความสำเร็จที่ได้นั้น เป็นฐานในการสร้างคุณงามความดี รวยมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปทำบุญทำทาน ทำงานหนักเท่าไหร่ กลายเป็นเพิ่มความเมตตากรุณาแก่กัน เพิ่มความหนักแน่นมั่นคงให้กับจิตใจไปด้วย ถือว่าสิ่งเหล่านี้ เมื่อได้มาแล้วมันคุ้มยิ่งกว่าสมบัติพันล้าน หมื่นล้าน หรือมหาสมบัติท่วมฟ้าท่วมโลกเสียอีก

เพราะฉะนั้นขอฝากไว้จะทำงานอะไรก็ทำไป จะบริหารงานยังไง จะวิธีไหนก็ไม่ว่า แต่จำไว้ บริหารไปต้องให้ศีลธรรมประจำใจมีแต่เพิ่มพูน อะไรที่จะทำให้ตกหล่นมีโอกาสจะตกนรกอย่าไปทำเข้า ส่วนว่าเมื่อศีลธรรมเพิ่มพูนขึ้นมากขึ้นในระหว่างนั้น มันอาจจะต้องใช้จ่ายมากขึ้นไปบ้าง ก็ช่างประไร ในเมื่อไม่ถึงกับขาดทุนขาดรอน กำไรหย่อนลงไปสักหน่อย แต่ภูมิศีล ภูมิธรรม เพิ่มขึ้นมาตั้งเยอะ…ยอมเถอะลูก…อย่างนี้แล้วจะประสบความสำเร็จข้ามภพข้ามชาติอีกเหมือนกัน”

 

คนธรรมดาถาม : แล้วถ้าเรากำลังทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต้องดูแลลูกน้องมากมาย ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นนักบริหารที่สามารถครองใจให้ลูกน้องรักได้?

พระอริยสงฆ์ตอบ :

“ครองใจคนความจริงไม่ยาก ขอให้เราครองใจของเราให้ได้ก่อน ครองใจของตนเองได้แล้ว จึงค่อยครองใจคน ตรงนี้จำไว้ให้ดีในการครองใจของตนเองเป็นอย่างไร…ครองใจของตนเองให้ได้ คือ ครองใจของเราให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา ถ้าครองใจให้ผ่องใสได้ตลอดเวลาแล้ว…ถ้าอย่างนั้นครองใจคนก็ไม่ยาก

ทีนี้ที่ถามว่า “ครองใจลูกน้องจะทำอย่างไร” ดูศัพท์คำนี้ให้ดี ดูศัพท์คำว่า “ลูกน้อง” ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเรามีหลายรูปแบบ เรามีคำหลายคำ ตั้งแต่คำว่า “พนักงาน” คำว่า “คนงาน” คำว่า “คนรับใช้” หนักเข้าไปก็ “ข้าทาส” แย่หนักเข้าไปก็ “ขี้ข้า” คำประเภทนี้ปู่ย่าตาทวดเราไม่ใช้ ถือว่าเป็นคำที่จิกหัวเรียก อย่างเช่น คำว่า “ขี้ข้า” คำว่า “ข้าทาส” อย่างนี้ จิกหัวเรียกหมดความเป็นคน

แต่ว่าให้มีจิตเมตตา มองกันด้วยว่า เขากับเราก็เป็นมนุษย์ด้วยกันแล้วการที่เขามาอยู่กับเรา เป็นบุคคลที่มาช่วยผ่อนแรง มาช่วยเราทำมาหากิน เราได้เขาเป็นแรงกายส่วนเราออกแรงสติปัญญา อย่างนี้ ถ้าจะว่าไป ก็เหมือนมือกับซ้ายมือขวาหรือว่าเท้าหน้ากับเท้าหลัง อะไรอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้พอไปด้วยกันได้

ทีนี้เมื่อเราจะครองใจลูกน้องของเรา ขั้นต้น…ให้มองคำว่า “ลูก” กับคำว่า “น้อง” คือ ใครมาอยู่กับเรา ก็ให้ความเมตตา เรารักความสุข ความสะดวก ความสบายอย่างไร คนอื่นเขาก็เป็นคน เขาก็รักความสุข ความสะดวก ความสบายเหมือนเราเพียงแต่ว่าวันนี้เรามีฐานะดีกว่าเขา มีความรู้ความสามารถมากกว่าเขา เอาล่ะ เขายอมเรา ยอมอะไร ก็ยอมมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา

เมื่อมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเราแล้ว เราถือว่าเขาเป็นคนหรือไม่ ถ้าถือว่าเขาเป็นคน แต่เป็นแค่คนก็เป็นคนรับใช้ คนงาน ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราหรือถือว่าเขาไม่ใช่คนแล้วเขาอยู่ต่ำกว่าเราแล้ว เป็นไอ้ขี้ข้า ไอ้ข้าทาสอย่างนี้หมดสัมพันธไมตรีเลย

แต่ว่า…เออ…มาอยู่กับเราถือมันเหมือนลูกถือมันเหมือนน้อง อย่างนี้ใช้ได้ เออนี่คือ “ลูกน้อง” กล่าวคือ เหมือนลูก แต่ว่าเป็นลูกชนิดที่ต้องจ่ายเงินจ่ายทองหรือเป็นลูกจ้างก็ยังดี จะลูกน้องหรือลูกจ้างก็เอาล่ะ เท่ากับเรายอมรับว่าเขาเป็นคน มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเช่นเดียวกับเรา แต่เขาด้อยโอกาสกว่าเรา เราก็ให้โอกาสเขาซิ อย่าไปดูถูกดูหมิ่นเขา คิดว่ามาช่วยกันทำกินไม่ใช่ทาสไม่ใช่ขี้ข้า

ขอแนะนำวิธีครองใจผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนี้

1. มีจิตเมตตากับเขา คือ สอนงานให้ หากเขารู้ไม่เท่าเรา เราก็สอนงานให้ เมื่อเขาเป็นงานแล้ว ก็ใช้งานให้พอเหมาะพอสม เราก็ได้งาน เขาก็ได้เงิน เท่านั้นยังไม่พอ สอนงานให้แล้ว ใช้งานพอเหมาะพอสมแล้ว ก็อบรมศีลธรรมให้เขาด้วย อบรมทำไม เออ เขาด้อยโอกาสในชาตินี้ ชาติหน้าถ้าเขามีศีลมีธรรมติดตัวไปด้วยอย่างนี้ไม่ด้อยโอกาสแล้ว เขาจะได้โอกาสนะยกระดับให้เขาได้

2. เมื่อให้จิตเมตตาขนาดนี้ สอนงานให้ ใช้งานเหมาะพอสม อบรมศีลธรรมไปด้วยแล้วตอนเจ็บ ตอนป่วย ตอนไข้ ก็รักษาเขา อย่าไปทอดทิ้งเขา คือ มีความกรุณาให้กับเขา นั่นเอง พูดง่ายๆ ถึงคราวดีก็ใช้ ถึงคราวไข้ก็รักษา เจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็นจะตายก็หอบหิ้วกันไปไม่ทิ้งกัน เรียกว่า “เอาใจซื้อใจกัน”

3. มีมุทิตาจิต คือ ถ้าคนไหนฝีมือเขาดี ก็ต้องส่งเสริมกันเขาใช้คำว่า “ใครมันดีกว่าก็ต้องส่งเสริมให้มันก้าวหน้าไป” อย่าไปกัก อย่าไปกั๊กอย่าไปกดมันเอาไว้ ถ้าเอาแต่พวกของตัว เอาแต่ลูกหลานของตัว ฝีมือดีไม่ดี ก็ยกกันขึ้นมาอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ตรงนี้มันเรื่องงานก็ว่ากันตามงาน ก็ถือเหมือนลูกเหมือนหลาน เหมือนน้องแล้วนี่ ให้เขาเลย มีฝีมือแล้วโปรโมตกันขึ้นไปยกกันขึ้นไปอย่าเอาคำว่า “คนอื่น” อย่าเอาคำว่า “ญาติ” มาปนเปกัน ตรงนี้ทุกคนถือว่าจะเป็นญาติหรือไม่ญาติ ก็คือ “เพื่อนร่วมงาน” เมื่อเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่ร่วมงาน เป็นน้องร่วมงานกันแล้ว อย่าไปเกี่ยงว่าเป็นสายเลือดหรือไม่ใช่สายเลือด ใครมีฝีมือดีกว่าก็ต้องส่งเสริมให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป คือ มีมุทิตาจิตกับเขา ไม่กั๊กไม่กันไว้

ในเวลาเดียวกัน ใครมันย่ำแย่ ฝีมือมันยังไม่ถึง เมื่อเขาก็บ่ายหน้ามาพึ่งเราแล้ว อย่าไปทอดอย่าไปทิ้งเขาเลย อย่างน้อยที่สุดถ้าพบว่ามันยัง “มีแววรักดี มันมีแววซื่อ” อยู่ล่ะก็ ใครล้าหลังก็ลากก็จูงกันไป ไม่ทอดไม่ทิ้ง

ถ้าทำกันอย่างนี้ ครองใจคนได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้แต่งานเขาก็ได้แต่เงิน เราก็ได้แต่งานแต่ว่าไม่ได้ใจ ถ้าให้ได้ใจกันล่ะก็ต้องเข้าไปครองใจกันอย่างนี้แหละ ถือว่าเขาเป็นลูก ถือว่าเขาเป็นน้อง แล้วประคับประคอง สร้างงาน สร้างบุญ สร้างความดีกันไป

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่องงานและอาชีพ

          คนเราทุกคนเกิดมาต้องทำงานคนที่ไม่ทำงานย่อมไม่อาจอยู่ได้ แม้แต่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายท่านก็มีงานของท่าน คือการออกบิณฑบาต,ศึกษาและแสดงธรรมและแต่ละท่านก็ย่อมเจอปัญหาเหมือนกับคนปกติธรรมดากันทั้งสิ้นเพียงแต่ว่าปัญหาในเรื่องงานของแต่ละคนไม่เหมือนกันซึ่งมีอยู่หลากหลายประเด็นคือ

1. ในแง่อาชีพ

คนส่วนใหญ่ที่ตั้งคำถามขึ้นมาเรื่องอาชีพก็คือ อาชีพของตนดีแล้วหรือไม่ ทำอาชีพอย่างนี้จะบาปไหมหรือถ้าบาปจริงแล้วจะมากมายแค่ไหนเป็นต้น

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงระบุเรื่องอาชีพไว้เพียง 5 อย่างที่ไม่สมควรทำ (มิจฉาวณิชชา) อันได้แก่ การค้าขายอาวุธหรือเครื่องประหารทั้งหลาย การค้าขายประเวณี เช่นค้าแรงงาน ค้าทาส ค้าหญิงบริการ การค้าขายสัตว์เป็นๆ และขายเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเป็นอาหาร การขายสุราเมรัย และการค้าขายวัตถุมีพิษ อย่างยาฆ่าแมลง ฆ่าหนู ยาเบื่อทั้งหลายเหล่านี้ จัดเป็นมลทินในพระศาสนา

แต่หลายคนที่เลือกไม่ได้ที่จะต้องทำอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ ตามที่พระอริยสงฆ์ท่านได้กล่าวสอนไว้ว่าจะ บาปมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเจตนาหรือใจเป็นสำคัญ ถ้ามีเจตนาที่หนักบาปกรรมก็จะหนัก ถ้าเจตนาเบา ผลกรรมก็เบาลง เพียงแต่คนประกอบอาชีพเหล่านี้ต้องรับกรรมนั้นอย่างแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ในแง่ของความสัมพันธ์กับคนอื่น

ปัญหาใหญ่ในเรื่องการทำงานก็คือ เรื่องคนซึ่งเรียกได้ว่า หนักหนากว่าเรื่องเนื้องานมากนักคนเราจึงมีปัญหาเรื่องงานกัน จากหลักคำสอนของพระอริยสงฆ์ที่ได้ให้ไว้แสดงให้เห็นว่า การจะรับมือปัญหาเรื่องคนให้ได้นั้นก็อยู่ที่หลักวิธีคิด เริ่มไปตั้งแต่ที่ “ใจ” เป็นสำคัญ ท่านบอกให้ “ช่างมัน” ไว้ก่อน (ซึ่งหมายถึงการให้อภัยซึ่งกันและกัน) นั้นจะทำให้เราผ่านปัญหาไปได้

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ “เรื่องวิธีการบริหารงาน” ดังที่พระเดชพระคุณ พระภาวนาวิริยคุณ เผด็จ ทัตตชีโว ได้ให้แนวทางไว้ คือหลักของ พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งในทางโลก คือ การทำงาน และสนับสนุนกันทางธรรม คือเรื่องจิตใจให้ใฝ่ดี ทำความดีเป็นที่ตั้งก็จะประสบความสำเร็จกันได้ถ้วนหน้าทุกคน

โฆษณา

Read Full Post »