Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘กฎแห่งกรรม’

ผู้ที่นับถือและศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นจะมีความเข้าใจเรื่องความเป็นไปของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วยเกิดด้วย “กรรม” เป็นตัวกำหนด ซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่เชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้ากำหนด หรือทวยเทพใดๆ เป็นผู้กำหนด

แต่ในเรื่องของกรรมนี้ก็ยังมีผู้ที่ยังเข้าใจผิดเรื่องนี้ไปก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นมากันเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านั้นมักจะอุทานหรือปรารภเมื่อเกิดความทุกข์เกิดปัญหาขึ้นในชีวิตว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” ซึ่งมีคำอธิบายไขข้อข้องใจในเรื่องกรรมนี้จากครูบาอาจารย์หลากหลายท่านดังต่อไปนี้

 

คนธรรมดาถาม : คำว่า “แล้วแต่เวรแต่กรรม” นี่เห็นพูดกันจัง ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาพระพุทธเจ้าทรงสร้างเอาไว้หรือเปล่าครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย หลวงปู่ ฝั้น อาจาโร วัด อุดมสมพร จ. สกลนคร)

          “เราเองเป็นผู้ที่ก่อกรรม ก่อเวร ก่อภัย ไม่มีใครก่อให้ ไม่ใช่เทวบุตร เทวธิดาสร้างให้ พี่น้องสร้างให้ หรือบิดามารดาสร้างให้ เราสร้างของเราเอง”

 

คนธรรมดาถาม : ถ้าเช่นนั้นขอคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องของกรรมหน่อยเถิดครับ

พระอริยสงฆ์ตอบ :  (โดย หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบลราชธานี)

          “กรรมคือการกระทำ กรรมคือการยึดมั่นถือมั่น กาย วาจา และใจ ล้วนสร้างกรรม เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น เราทำกันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้ในกาลข้างหน้า นี่เป็นผลของ การยึดมั่นถือมั่นและของกิเลสเครื่องเศร้าหมองของเราที่เกิดขึ้นในอดีต

ความยึดมั่นทั้งหลายจะทำให้เราสร้างกรรม สมมติว่าท่านเคยเป็นขโมยก่อนที่จะบวชเป็นพระ ท่านขโมยเขาทำให้เขาไม่เป็นสุข ทำให้ พ่อแม่หมดสุข ตอนนี้ท่านเป็นพระ แต่เวลาที่ท่านนึกถึงเรื่องที่ท่านทำให้ผู้อื่นหมดสุขแล้ว ท่านก็ไม่สบายใจและเป็นทุกข์แม้จนทุกวันนี้

จงจำไว้ว่า ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผลในอนาคตได้ถ้าท่านเคยสร้างกรรมดีไว้ในอดีต และวันนี้ก็ยังจำได้ ท่านก็เป็นสุข ความสุขใจเป็นผล จากกรรมในอดีตสิ่งทั้งปวงมีเหตุเป็นปัจจัยทั้งในระยะยาว และถ้าใคร่ครวญดูแล้วทั้งในทุกๆ ขณะด้วย

แต่ท่านอย่าไปนึกถึงอดีตหรือปัจจุบันหรืออนาคต เพียงแต่เฝ้าดูกายและจิต ท่านจะต้องพิจารณาจนเห็น จริงในเรื่องกรรมด้วยตัวของท่านเอง จงเฝ้าดูจิต ปฏิบัติแล้วท่านจะรู้อย่างแจ่มแจ้ง อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่นและอย่าจับตาดูผู้อื่น ถ้าผมดื่มยาพิษ ผมก็ได้รับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมา เป็นทุกข์ด้วย จงรับเอาแต่สิ่งดีที่อาจารย์สอน แล้วท่านจะเข้าถึงความสงบ จิตของท่านจะเป็นเช่นเดียว กันกับจิตของอาจารย์ ถ้าท่านพิจารณาดู ท่านก็จะรู้ได้ แม้ว่าขณะนี้ท่านจะยังไม่เข้าใจ เมื่อท่านปฏิบัติต่อไป มันก็จะแจ่มแจ้งขึ้น ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเอง ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม

           เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่วางกฎระเบียบกับเรา และหัวเสียกับเรา แท้จริงแล้วท่านต้องการจะช่วยเรา กว่าเราจะรู้ก็ต่อมาอีกนาน พ่อแม่และครูบาอาจารย์ดุว่าเราและเราก็ไม่พอใจ ต่อมาเราจึงเข้าใจว่า ทำไม เราจึงถูกดุ ปฏิบัติไปนานๆ แล้วท่านก็จะเห็นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่าตนฉลาดล้ำก็จะจากไปในเวลาอันสั้น เขา ไม่มีวันจะได้เรียนรู้ ท่านต้องขจัดความคิดว่าตัวฉลาดสามารถออกไปเสีย ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าผู้อื่น ท่านก็จะมีแต่ทุกข์ เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าขุ่นเคืองใจ แต่จงเฝ้าดูตนเอง”

 

คนธรรมดาถาม : จริงไหมว่า คนเราตัดเวรตัดกรรมได้ เมื่อตัดได้แล้วไม่ต้องรับกรรมนั้น?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดยหลวงพ่อ พุธ ฐานิโย)

“พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาปต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรมโดยหลักของธรรมชาติ

เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม นี่หมายถึง ตัดผลของบาปมันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด ถ้าหากพระรูปใดแนะนำว่า ทำบาปแล้วตัดกรรมได้อย่าไปเชื่อขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป

เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทางเพราะ “เวร” หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุขเขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เราไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป

หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกันเมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก”

 

คนธรรมดาถาม : ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจถึงกฎแห่งกรรมได้อย่างถ่องแท้ครับ?

พระอริยสงฆ์ตอบ : (โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)  

          “เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่ ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้างอดีตกรรม กรรมแห่งอกุศลวิบากตนปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุงเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจัตตัง ผู้ที่ต้องการรู้ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเองแล้วจึงจะเข้าใจ”

 

สรุปประเด็นปัญหาเรื่อง ความเข้าใจในกรรม

การที่เราต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องกรรมทั้งหลายนั้นเราเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะจะให้ทำอย่างไรเราก็สลัดกรรมให้หลุด หนีไม่พ้น แม้จะตายไปอีกร้อยชาติพันชาติก็ตามเราก่ออะไรไว้เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

พระอริยสงฆ์อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  พระอริยสงฆ์ที่เราทุกคนกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดหัวใจอีกรูปหนึ่งท่านได้เทศนาสั่งสอนให้พวกเรารู้จักกรรมไว้เป็นอมตะวาจาว่า

“ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตน จนกลายเป็นผู้มืดบอด อย่างช่วยไม่ได้ กรรม คือ การกระทำดีชั่ว ทางกาย วาจา ใจต่างหากผลจริง คือ ความสุขทุกข์ มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่ง ที่พาให้มาเป็นเช่นนี้ ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่างๆ มาจนนับไม่ถ้วนขอให้ตระหนักในกรรมของสัตว์ว่า มีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ในชาติกำเนิด ความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่วเป็นของๆ ตน”

ส่วนในคำสอนหลักทางพระพุทธศาสนานั้น บอกไว้เป็นสัจธรรมว่า “สัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม” ใครทำอะไรย่อมได้รับผลเช่นนั้นเอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงตรัสไว้ว่า

“ตัณหาเป็นกรรม สมุทัยคือ เหตุให้เกิดกรรม มรรคเป็นทางดับกรรม ฉะนั้น จึงไม่ต้องกลัวอดีต แต่ให้ระวังปัจจุบันกรรม และระวังใจ ตั้งใจให้มั่นไว้ในธรรม ธรรมก็จะรักษาให้มีความสวัสดีทุกกาล ทุกสถาน”

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้นั้น เพื่อเตือนสติให้เรา อยู่ในโลกแห่งปัจจุบันเพราะอดีตนั้นล่วงเลยไปแล้ว จงเพียรทำความดีในปัจจุบันเพื่อให้ชีวิตนั้นมีความสุขตลอดไป ที่สำคัญอย่าไปสำคัญผิดว่ากรรมนั้นสามารถตัดออกไปได้ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่เราเรียกว่าการตัดกรรมแท้จริงแล้วเป็นเพียงการบรรเทาผลของกรรมจากหนักให้เบาลงเท่านั้นการที่เรียกว่า “ตัดกรรม” เป็นเพียงคำพูดของมนุษย์ปุถุชนที่พยายามจะสื่อเรื่องกรรมให้เข้าใจไปอย่างผิดทิศทาง

ดังนั้นในเรื่องความสงสัยในเรื่องการทำกรรมนี้ คุณผู้อ่านทุกท่านสามารถคลายความสงสัยเรื่องนี้ไปได้ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” นั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

โฆษณา

Read Full Post »

กรรมใดใครก่อตนเองเท่านั้นที่จะได้รับผลของสิ่งที่กระทำ และผลกรรมในปัจจุบันนั้นเป็นผลมาจากการกระทำในอดีตและกรรมที่ก่อไว้ในปัจจุบันเป็นเหตุที่จะส่งผลสืบเนื่องต่อไปยังอนาคต กรรมดีและกรรมชั่วนั้นไม่สามารถจะลบล้างซึ่งกันและกันได้

แต่แม้ว่ากรรมดีจะลบล้างกรรมชั่วไม่ได้ถึงแม้ว่าการทำกรรมดีจะลบล้างกรรมชั่วไม่ได้ก็จริง แต่กรรมดีและมีพลังมากๆ นั้นจะมีส่วนช่วยให้ผลจากกรรมชั่วที่มีอยู่เดิมผ่อนลง คือ การผ่อนหนักให้เป็นเบา ข้อนี้ อุปมาได้กับ การที่เรามีน้ำขุ่นข้นอยู่แก้วหนึ่งหากเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปแล้วก็ไม่อาจสามารถทำให้น้ำขุ่นกลับมาใสบริสุทธิ์ได้ แต่สามารถทำให้น้ำที่ขุ่นข้นนั้นกลับเจือจางลงและใสยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างในพระไตรปิฎกกล่าวถึงลักษณะของกรรมต่างๆ ไว้มากมายและแสดงให้เห็นแล้วว่า การสร้างบุญหรือคุณความดีเอาไว้จะเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนให้เกิดความสุขความเจริญแต่งเติมชีวิตของเราให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปในทุกภพทุกชาติ

เส้นทางในสังสารวัฏนั้นหากเรายังไม่หลุดพ้นไปถึงการไม่ต้องเกิดอีกคือพระนิพพานก็ควรจะเร่งสร้างบุญต่อไปทำให้ชีวิตไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ และสุดท้ายก็จะไปถึงจุดหมายแห่งการเดินทางก็คือพระนิพพานได้ก็ด้วย บุญ อย่างที่เกิดกับพระอรหันตสาวกมากมายดังที่ได้ยกตัวอย่างมา

พูดถึงกฎแห่งกรรมว่าด้วยการทำดีได้ดีและทำชั่วได้ชั่วมาจนถึงตรงนี้ ก็อยากจะยกตัวอย่างปิดท้ายบทนี้ไว้ว่า การทำดีได้ดีนั้นไม่ได้มีแต่ความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏเป็นเรื่องเล่าในคัมภีร์โบราณ เพราะแม้ในยุคปัจจุบันก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ การทำดีได้ดีอันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ว่ามานี้มากมายที่ชาวตะวันตกต่างก็ให้การยอมรับ

ในหนังสือชื่อ Condensed chicken soup for the Soul (แปลง่ายๆว่า “ซุปไก่ที่เคี่ยวให้ข้นสำหรับ จิตวิญญาณ) เขียนโดย Jack Canfield และ Mark Victor Hansen เป็นการเล่าเรื่องราว 101 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องราวอันน่าประทับใจของหลายๆ บุคคล

เรื่องราวที่กล่าวถึงการทำดีได้ดีอันเป็นไปตามกฎแห่งกรรมนี้เป็นเรื่องราวของ เลส บราวน์ ซึ่งเป็นนักจัดรายการวิทยุท้องถิ่นของอเมริกา ซึ่งนาย บราวน์ผู้นี้จัดรายการอยู่ที่เมือง โคลัมบัสมลรัฐโอไฮโอ ซึ่งเขามีพฤติกรรมที่น่ายกย่องตรงที่ มักจะแวะเวียนไปที่โรงพยาบาลท้องถิ่นที่ชื่อว่า “แกรนด์ฮอสพิทอล” ก่อนกลับบ้านเสมอเพื่อที่จะเข้าไปเยี่ยมคนไข้ที่ไม่ใช่ญาติของตนเอง โดยการอ่านพระคัมภีร์ให้ผู้ป่วยฟัง หรือไม่ก็เข้าไปพูดคุยเรื่องราวจิปาถะต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าความทุกข์มันลดน้อยลง รวมไปถึงการให้กำลังใจต่างๆ นานา

วันหนึ่งนายบราวน์ก็กลับบ้านเหมือนเคยซึ่งมักจะเป็นเวลาดึกแล้ว ขณะที่กำลังเปิดประตูบ้านก็มีเด็กหนุ่มท่าทางน่ากลัวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากความมืดเหมือนมาดักรอเขาอยู่ แล้วก็ตรงไปถามว่า “คุณคือ เลสบราวน์ ใช่หรือไม่” นายบราวน์ก็คงจะตกใจไม่น้อยแต่ก็ตอบไปว่า “ใช่” และเด็กหนุ่มคนนี้ก็บอกเรื่องที่น่าตกตะลึงกับเลสบราวน์ว่า เขามาดักรอพบกับนายบราวน์ก็เพราะ ถูกสั่งมาเพื่อกำจัดเขาโดยตรง

เป็นใครก็ต้องอึ้งทั้งนั้นแหละครับเจอแบบนี้ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าก็คือ จริงๆ แล้วหนุ่มคนนี้ไม่มาเพื่อทำอย่างที่บอกจริงๆ แต่ตรงกันข้ามเลยต่างหาก โดยที่เขาเล่ารายละเอียดให้บราวน์ฟังว่า มีนักประชาสัมพันธ์ผู้จัดรายการคนหนึ่งเขาหัวเสียมากที่ นายบราวน์เคยทำให้เขาต้องสูญเสียรายได้ไปมหาศาล เพราะ บราวน์พูดในรายการวิทยุของเขาว่า นักแสดงที่ผู้จัดรายการคนนี้นำมาเปิดการแสดงในเมืองนั้นเป็นของปลอม

นายบราวน์ก็คงจะงงๆ และอึ้งอยู่พอสมควรแถมกลัวก็กลัวว่าตกลงหมอนี่จะมาไม้ไหน ก็เลยถามว่าแล้วตกลงจะทำอะไรเขากันแน่

เด็กหนุ่มคนนั้นก็เลยเล่าให้ฟังว่า แม่ของเขาเองเคยนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแกรนด์ฮอสพิทอลเหมือนกันและขณะนั้นตัวเขาเองยังติดคุกอยู่ที่สถานกักกันในโอไฮโอ ซึ่งแม่เล่าเขาฟังผ่านทางจดหมายว่า บราวน์เข้าไปคุยกับแม่ นั่งลงและอ่านพระคัมภีร์ให้ฟังเสมอ และแม่รู้สึกประทับใจมากที่นักจัดรายการวิทยุชื่อดังของท้องถิ่นมาเยี่ยม

เด็กหนุ่มคนนั้นบอกกับบราวน์ว่าเมื่อได้อ่านจดหมายที่แม่ส่งมาแล้วเขาประทับใจมากๆ และอยากจะพบกับบราวน์สักครั้ง พอได้ยินว่ามีคนต้องการจะกำจัดบราวน์เท่านั้นก็เลยรับงานนี้ทันทีเพื่อที่จะบอกกับคนเหล่านั้นว่า “อย่าได้มาแตะต้องกับคุณเป็นอันขาด”

            คำว่าทำดีได้ดีนั้นจึงเป็นเรื่องจริงเป็นไปตามกฎแห่งกรรมทุกประการ การกระทำของนายบราวน์นั้นพวกฝรั่งเขาเรียกว่า Goodness,virtue หรือว่า merit ซึ่งตรงกับภาษาไทยที่เราคุ้นเคยว่า “บุญ” ซึ่งเป็นคำสั้นๆ แต่มีความหมายมากมายสุดพรรณนา แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

Read Full Post »

            คำๆ นี้น่าคิดเพราะ มีหลายคนเข้าใจผิดๆ ว่ากฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่น่ากลัว เรื่องราวของอภินิหารที่บันดาลจากสิ่งลี้ลับให้เป็นไป หรือไม่ก็เข้าใจผิดในเรื่องของความหมายว่าเป็นเรื่องของผลแห่งการทำความชั่วที่ได้ยินแล้วก็มักไม่อยากจะพูดถึงต่อไป

            แต่ความจริงแล้ว กรรม นั้นแปลว่า “การกระทำ” คือสามารถเป็นไปได้ทั้งสองทางทั้งทางที่ดีและทางที่ชั่ว ถ้าทำกรรมในทางดีเราก็เรียกว่า “กรรมดี” ถ้าเราทำกรรมไปในทางที่ชั่วเราก็เรียกว่า “กรรมชั่ว” ซึ่งเราต้องเข้าใจคำๆ นี้ให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะเรามักเข้าใจผิดกันเสมอว่าเรื่องกรรมนั้นเป็นการทำชั่วเพียงอย่างเดียว

            ส่วนผลที่ได้รับจากการกระทำนั้นจริงๆ แล้ว เราเรียกว่า “วิบากกรรม” ซึ่งเรื่องของผลของกรรมนั้นเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าวิสัยของคนธรรมดาจะเข้าใจหรือรอบรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง หากจะทำได้ก็คงเป็นเพียงแค่การ “เทียบเคียง” กับหลักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้หรือ เทียบได้กับเรื่องราวตามคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเท่านั้นเอง

เหตุใดเราจึงไม่อาจปลงใจเชื่อในเรื่องเรื่องกฎแห่งกรรมได้อย่างสนิทใจ

เหตุที่คนเรายังไม่สามารถเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นก็เพราะว่า “ไม่มีภาพที่ปรากฏให้เห็นได้ชัด” แบบทันตาเห็น เช่น การเชื่อว่าชีวิตนี้เกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียวไม่รู้ว่าต่อไปต้องไปเกิดเป็นอะไร มีชีวิตแบบไหนจึงได้ทำทุกอย่างในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ พูดง่ายๆ ก็คือ ขอให้เห็นกันจะๆ จังๆ ในชาตินี้เลย อะไรที่เป็นความสุขก็ขอเพียงคว้าไว้ก่อน ชั่วดีอย่างไรก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

ไม่เคยมีภาพที่จะให้เห็นว่า เมื่อชีวิตหรือดวงจิตออกจากร่างของคนๆ หนึ่งไปก็จะไปเป็นอีกร่างหนึ่ง ได้ เช่นไม่เคยเห็นว่า จิตสามารถลอยออกจากร่างมนุษย์แล้วเข้าไปสู่ร่างของสัตว์ หรือ สัตว์เมื่อตายแล้วดวงจิตจะล่องลอยเข้าสู่ครรภ์ของหญิงคนใดคนหนึ่งเพื่อรอกำเนิดออกมาเป็นคน

ความที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ประกอบกับความไม่เข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรมและการให้ผลของกรรมนี้เองทำให้คนเราไม่เชื่อเรื่องกรรม และไม่กลัวการทำความชั่วว่าการทำความชั่วนั้นจะนำพาจิตไปสู่สภาพที่ต่ำหรือสยดสยอง อย่างเบาก็คือ กลับไปเกิดเป็นมนุษย์ที่มีความทุกข์ยากแสนสาหัส อย่างกลางก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน และอย่างหนักก็คือต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกในอบายภูมิ

วลีที่มักพูดกันเสมอว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ก็เพราะการนำภาพที่มองเห็นเพียงแต่ตาเปล่านี่มาตัดสินว่ากฎแห่งกรรมนั้นไม่มีจริงหรือเป็นเรื่องที่เชื่อยากทำความเข้าใจยากเพราะ คนที่ทำไม่ดีแล้วยังมีความสุขมีอำนาจอยู่ในสังคมนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากมายจริงๆ

            แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องการทำความดีและความชั่วของคนเรานั้นเราไม่อาจจะนับกันเฉพาะช่วงเวลาปัจจุบันที่เรามองเห็นกันเฉพาะหน้าอยู่ได้ เพราะจำนวนการทำความดีและความชั่วของแต่ละคนนั้นไม่ได้ทำกันมาเพียงแค่ครั้งสองครั้ง มันสะสมต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานและมีความซับซ้อนมากมายจนยากที่สาวไปให้รู้ว่า ก่อนหน้าที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเราเคยเป็นอะไรมาก่อน และได้ทำอะไรมาบ้างผลกรรมที่ตามมาจึงไม่อาจจะหาหรือรู้สาเหตุที่แท้จริงได้ง่ายนัก

            การที่เรามีความสุขสบายเพราะทำ “บุญ” มามาก หรือ การที่เรามีความทุกข์อยู่มากมายยากจนขัดสนเป็นเพราะเราทำ “บาป” มามาก เราก็ยังไม่อาจจะชี้ชัดลงไปได้หากเรายังไม่เชื่อ เปรียบเสมือนว่าตอนนี้ ขณะที่เรากำลังรู้สึกว่าเราหิว หรือ อิ่มอยู่ หรือ เจ็บปวดอยู่จากสาเหตุอะไรก็ตามเราย่อมไม่อาจให้คนอื่นโอนไปหิวแทน อิ่มแทน หรือ ได้รับความเจ็บปวดแทนได้

            และเช่นเดียวกันที่ เราจะบังคับไม่ให้เกิดอาการหิว ไม่ให้เกิดความเจ็บปวดนั้นเราก็ไม่สามารถบังคับได้เช่นกัน เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นไปเฉพาะตัวอะไรที่ทำให้เกิดสภาพเหล่านี้ขึ้นมาก็คือ “เหตุของมันเอง” การกระทำในหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างต้องมีการใช้ระยะเวลาฟูมฟัก สะสมบ่มกรรมชนิดนั้นๆเอาไว้เมื่อมันสุกงอมแล้วก็ต้องมารับเอาผลของกรรมนั้นไปแบบ ของใครของมัน

             

ในที่นี้ผู้เขียนจึงอยากจะยกตัวอย่างเรื่อง “ผลอำนาจแห่งกรรม” ให้ชัดเจนจากพระไตรปิฎก เรื่องของ “มหากาล” ว่าเหตุใดจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี

            ชายคนหนึ่งมีชื่อว่า “มหากาล” ซึ่งเป็นหนุ่มนิสัยดีมากมีความพยายามที่จะรักษาและถือศีลมากคือพยายามถือศีล 5 เป็นอย่างน้อยให้ได้ 8 วันต่อเดือน

วันหนึ่งมหากาลก็ได้ไปฟังธรรมกถาที่พระวิหารตลอดจนรุ่งเช้า แล้วได้ออกไปล้างหน้าอยู่ริมสระแต่เช้า ขณะนั้นมีเหล่าโจรซึ่งกำลังหลบหนีเจ้าของทรัพย์ผ่านมาเมื่อเห็นจวนตัวแล้วจึงทิ้งสิ่งของที่ขโมยไว้ใกล้ๆ กับมหากาลแล้วก็ทำการหลบหนีไป

พอเจ้าของตามมาติดตามมาเห็นสิ่งของเข้าและอยู่ใกล้ๆ กับมหากาล จึงจับมหากาลด้วยคิดว่าเป็นขโมย ช่วยกันทุบตีจนตายแล้วก็ทิ้งศพไว้ ต่อมาเมื่อเหล่าพระภิกษุทั้งหลายและสามเณรเดินถือหม้อน้ำดื่มไปที่สระ ก็พบศพของมหากาล จึงพูดกันว่า “อุบาสก ผู้ฟังธรรมกถาอยู่ในวิหารอย่างมหากาลกลับได้มรณะอันไม่สมควร”

            ด้วยเหตุนี้ทั้งหมดจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าเป็นเพราะอะไร พระพุทธองค์จึงได้ตรัสแสดงธรรมบอกกล่าวว่า การที่มหากาลได้รับผลกรรมที่ตนไม่ได้ทำในชาตินี้ก็เพราะเป็นผลกรรมสืบเนื่องมาจากอดีต ซึ่งเหมาะสมแก่กรรมของตนเองที่เคยทำไว้ก่อนแล้ว

            อดีตของมหากาลนั้น มีว่า เกิดพวกโจรซุ่มอยู่ที่ปากดงชนบทชายแดนแห่งหนึ่ง พระราชาจึงทรงแต่งตั้งราชบัณฑิตอันเป็นตำแหน่งทางการไว้ที่ปากดงเพื่อดูแลชายแดนให้คนเดินทางข้ามไปมาโดยปลอดภัย

            วันหนึ่งมีชายหนุ่มกับภรรยาเดินทางมาให้ตนเองช่วยพาข้ามดง แต่ราชบัณฑิตเห็นหญิงงามผู้เป็นภรรยาเข้าก็ถูกตาต้องใจหวังจะได้มาครอบครอง จึงอ้างกับทั้งสองว่า นี่เป็นเวลาพลบค่ำแล้วจะไปส่งให้ตอนเช้า แล้วก็ทำทีจัดอาหารและที่พักที่นอนให้อย่างดี

            จากนั้นก็นำของมีค่าของตนเองไปแอบซุกไว้ข้างชายหนุ่มผู้เป็นสามีในขณะที่เขานอนหลับอยู่และทำการกล่าวหาเขาว่าเป็นขโมย ด้วยอำนาจที่มีก็สั่งให้โบยชายหนุ่มให้ถึงแก่ความตาย

            ราชบัณฑิตหนุ่มผู้ที่ได้สร้างผลกรรมหนักเช่นนี้ไว้เมื่อตายไปแล้วก็ไปตกนรกอยู่ในอเวจีนานเท่านาน และด้วยเศษกรรมที่เหลืออยู่เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกจึงต้องถูกใส่ความและถูกทำร้ายเช่นนี้จนตายอีก 100 ครั้ง และ มหากาล ก็คืออดีตราชบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นนั่นเอง

            การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายอย่างนี้ เพราะจะกล่าวถึงเรื่องของกรรมนั้นมีระยะเวลาแห่งการให้ผล ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็เหมือนกับ “การปลูกต้นไม้” โดยที่ต้นไม้บางชนิดก็ให้ผลพวงที่หนัก บางชนิดก็ให้ผลเล็กน้อย บางชนิดก็ให้ผลออกดอกเร็ว บางชนิดก็ช้า บางชนิดก็ให้ดอกให้ผลอยู่เรื่อยๆ และบางชนิดก็ให้ผลแบบนานๆ ครั้ง

            ขอยกตัวอย่างประกอบจากเรื่อง ชน 3 ชนให้ฟังกันอีกสักหนึ่งเรื่องว่าด้วยผลแห่งกรรมคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางของพระภิกษุแต่ละกลุ่มที่ได้รวมกลุ่มกัน 3 กลุ่มขณะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นการตอบคำถามได้ดีว่า “เหตุใดเราจึงต้องเป็นผู้รับกรรมที่ก่อเอาไว้”

            เรื่องของ ภิกษุกลุ่มแรก  ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ในวัดพระเชตวันมหาวิหาร มีภิกษุกลุ่มหนึ่งเดินทางมาเข้าเฝ้าระหว่างทางก็ได้แวะที่ตำบลหนึ่งเพื่อเข้าไปบิณฑบาต ชาวบ้านก็ช่วยกันรับบาตรอย่างดีแล้วก็นิมนต์ให้นั่งในโรงฉัน ถวายข้าวยาคู (ข้าวต้มที่ต้มจนเหลวเป็นของรองท้อง) เพื่อรอเวลาใส่บาตรแล้วก็นั่งฟังธรรมกันอยู่

            เกิดเหตุประหลาดคือ มีเปลวไฟแลบออกมาจากเตาของผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเกิดลามไปติดหญ้าที่อยู่บนชายคาบ้านแล้วเปลวไฟก็ปลิวลอยไปในอากาศ เป็นเวลาเดียวกับที่กาตัวหนึ่งบินมาถูกไฟนั้นเข้าพอดีจนตกลงมาไหม้อยู่กลางบ้านตายสนิทตรงนั้นเอง

            คุณผู้อ่านเคยคิดว่าเราเคยเจอเหตุการณ์ที่ “แสนบังเอิญ” ขนาดนี้หรือไม่เช่น เราอยู่ของเราปกติแล้วก็จู่ๆ เกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้เกิดความลำบาก เกิดความบาดเจ็บหรือเกิดความสูญเสียได้ เช่น เหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวเหลือเชื่อเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ในบ้านของตนเองแท้ๆ แต่กลับมีพลร่มชะตาขาดที่ โดดร่มดิ่งพสุธาลงมาแล้วร่มไม่กางจนตนเองต้องตายโดยหล่นลงมาทับหญิงชราที่นั่งดูทีวีอยู่ในบ้านของตนเองเฉยๆ กลับต้องมาตายอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

            หรือเหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงอื่นๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสร้างความทุกข์และโศกเศร้าให้เกิดขึ้นอีกมากมายในสังคมปัจจุบัน

            เรื่องของอีกาที่ถูกไฟเผาโดยบังเอิญนี้ก็เช่นเดียวกันซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องเหตุบังเอิญ เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้วว่าทุกอย่างเกิดแต่เหตุ เหล่าภิกษุที่ได้เห็นเหตุการณ์จึงนำความนี้ไปกราบทูลถามว่าเหตุใดกาตัวนั้นจึงถูกไฟเผาตายอย่างน่าอนาถ

พระพุทธองค์ก็ตรัสให้ความกระจ่างว่า กาตัวนั้นได้รับผลกรรมที่ตนเองทำไว้แล้วโดยแท้ ก็คือในอดีตกาล มีชาวนาผู้หนึ่งที่ฝึกวัวของตนเอาไว้ใช้งาน แต่ไม่อาจฝึกได้ดั่งใจเสียทีคือ เจ้าวัวตัวนี้มีนิสัยขี้เกียจที่เดินไปได้หน่อยหนึ่งก็จะนอนลงเสีย แม้จะเอาไม้ตีให้ลุกขึ้นแล้วพอเดินไปได้อีกหน่อยหนึ่งก็นอนลงอย่างนั้นเหมือนเดิม

            ชาวนาฝึกวัวตัวนั้นอย่างไรมันก็ไม่อาจละนิสัยเกียจคร้านอย่างนั้นได้ที่สำคัญก็คือ ตนเองถูกความโกรธเข้าครอบงำเสียแล้วจึง ปล่อยให้มันนอนตามสบายสมใจ ว่าแล้วก็เอาฟางไปพันโคตัวนั้นแล้วก็ทำการจุดไฟเผาวัวตัวนั้นจนตาย ด้วยกรรมที่ทำไว้กับวัวตัวนั้นหลังจากที่ชาวนาตายไปแล้ว ก็ต้องไปตกนรกอยู่เป็นเวลานาน แล้วต้องกลับมาถือกำเนิดเป็นอีกาถึง 7 ครั้ง แล้วก็ต้องถูกไฟไหม้ตายอย่างนั้นด้วยผลแห่งกรรมที่เหลือมา

            ภิกษุกลุ่มที่สอง เดินทางมาไกลโดยทำการโดยสารเรือไปเพื่อที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ทว่าเรือก็เกือบจะอับปางลงโดยที่เรือได้หยุดนิ่งเสียเฉยๆ กลางทะเล ทำอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อนเลย จึงได้มีการทำสลากให้ทุกคนจับเพื่อค้นหาตัวกาลกิณีโยนทิ้งเสียนอกเรือ ซึ่งคนที่จับสลากได้ตัวกาลกิณีก็คือ ภรรยาของนายท้ายเรือนั้นเองซึ่งตอนแรกนายท้ายเรือไม่เชื่อ จึงขอให้ทำการจับสลากถึง 3 ครั้ง นายเรือจึงจำใจต้องสละนาง

            แต่นายเรือเองก็ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นภรรยาต้องลอยอยู่กลางทะเล จึงขอให้นำกระออมที่เต็มไปด้วยทรายผูกไว้ที่คอ แล้วโยนลงไปในมหาสมุทรเพื่อจะได้ไม่ต้องทนเห็นนางอีกในที่สุดนางก็เลยถูกปลาและเต่ารุมกินได้รับผลวิบากกรรมอันไม่น่าเกิดกับนางได้เลย

เมื่อเหล่าภิกษุทั้งหลายได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาจึงทูลถามเรื่องกรรมเก่าของหญิงผู้นั้นว่าเหตุใดนางจึงต้องตายเช่นนี้ พระองค์จึงตรัสบอกเล่ากรรมเก่าของหญิงผู้นั้นว่า

ในอดีตกาล หญิงผู้นั้นเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นผู้ที่ขยันทำกิจการงานบ้านต่างๆ ด้วยมือของนางเองโดยมีสุนัขตัวหนึ่งของนางนั่งดูอยู่ เมื่อนางออกไปหาอาหารในป่าเพื่อหาวัตถุต่างๆ มาทำอาหาร สุนัขตัวนี้ก็ออกไปกับนางด้วยเสมอ พวกคนหนุ่มๆ เห็นเข้าก็ทำการเยาะเย้ยล้อเลียน ทำให้นางอับอายเป็นอย่างมาก

เมื่อนางได้รับความอับอาย นางจึงทำร้ายสุนัขให้มันหนีไปแต่มันก็กลับมาอีกแล้วก็ตามนางไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเมื่ออดีตชาติก่อนหน้า สุนัขตัวนี้เคยเป็นสามีของนางมาก่อนเพราะเหตุนี้ สุนัขตัวนั้นจึงไม่อาจละความรักที่มีต่อนางลงได้

นางเกิดความรำคาญและความโกรธมาก เมื่อนำอาหารไปให้สามีของนางในที่นาแล้ว จึงเอาเชือกใส่ไว้ในชายพกในขณะที่สุนัขตามไปด้วย เมื่อนำอาหารให้สามีแล้วก็ถือกระออมเปล่าไปท่าน้ำนำทรายบรรจุให้เต็มข้างหนึ่ง อีกข้างก็เอาผูกคอสุนัขไว้แล้วก็ทำการผลักกระออมให้กลิ้งลงน้ำ สุนัขตัวนั้นจึงต้องตายในน้ำเช่นเดียวกับตัวของนางเองที่ได้ถูกกระทำโดยสามีในชาติปัจจุบันและนางก็ต้องถูกเขาเอากระออมเติมด้วยทรายผูกคอถ่วงน้ำตลอดอีก 100 ชาติ

ส่วนภิกษุในกลุ่มสุดท้าย นั้นเป็นกลุ่มภิกษุจำนวน 7 รูปที่เดินทางจากชนบทเพื่อเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน ระหว่างเดินทางพอถึงเวลาเย็นก็ได้พักในถ้ำแห่งหนึ่ง พอตกกลางคืนก็กลับเกิดเหตุมีแผ่นหินขนาดใหญ่กลิ้งมาปิดทับประตูไว้ ทำอย่างไรก็ไม่ขยับ ทำให้ภิกษุที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นต้องระดมชาวบ้านมาช่วยภิกษุที่ติดอยู่ในถ้ำ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจจะขยับหินนั้นออกได้เลย ภิกษุกลุ่มสุดท้ายพอรอดตายออกมาจากถ้ำจึงได้นำความนี้ไปทูลถามพระพุทธองค์

พระพุทธองค์กล่าวว่าเหล่าภิกษุทั้ง 7 นั้นต่างก็ได้รับผลกรรมที่ได้กระทำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะในอดีตกาลภิกษุทั้งเจ็ดได้เกิดเป็น เด็กเลี้ยงวัว 7 คนเที่ยวพากันไปเลี้ยงวัวอยู่เป็นเวลา 7 วันในบริเวณใกล้ชายป่า ได้พบเห็นตะกวดตัวใหญ่ผ่านมาจึงไล่จับ เจ้าตะกวดตัวนั้นจึงหนีเข้าไปซ่อนอยู่ในจอมปลวก

เด็กชายทั้งเจ็ดเห็นแล้วจึงเอากิ่งไม้ที่หักได้คนละกำมาปิดช่องทางออกไว้เพื่อไม่ให้ตัวตะกวดหนีไปได้โดยคิดกันว่าวันรุ่งขึ้นจะมาจับให้ได้ แต่พอวันถัดมาต่างก็พากันลืมต้อนวัวไปเลี้ยงที่อื่นเสียหมด จนอีก 7 วันให้หลังได้ต้อนวัวมาที่เดิมก็นึกขึ้นได้พากันไปเปิดกิ่งไม้ที่ปิดทางเข้าออกไว้ ก็พบเห็นตะกวดที่อ่อนแรงพยายามจะคลานออกมา เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็เกิดความสงสารจึงพากันไปลูบหลังมันและกล่าวขอโทษจากนั้นก็ปล่อยมันไป เด็กชายทั้งเจ็ดไม่ได้ทำการฆ่าตะกวดตัวนั้นจึงไม่ต้องลงไปตกนรก แต่ก็ได้เป็นผู้ก่อกรรมร่วมกันที่ทำให้ตะกวดอดอาหาร จึงต้องเกิดกลายมาเป็นผู้ร่วมอดอาหารร่วมกันตลอด 7 วัน ใน 14 อัตภาพ

จากเรื่องราวตัวอย่างที่ยกมาจากพระไตรปิฎกนี้เป็นธรรมกถาที่แสดงให้เห็นถึงว่า ผลแห่งกรรมนั้นจะตามติดคนไปทุกหนทุกแห่ง คนจะอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่มีวันพ้นจากผลกรรมชั่วของตนเองดังที่พระพุทธองค์ตรัสกล่าวกับเหล่าภิกษุทั้งหลายไว้ว่า

            “แม้ในที่ทั้งหลายมีอากาศ เป็นต้น ในบริเวณแม้สักส่วนหนึ่งที่บุคคลอยู่แล้วพึงพ้นจากผลแห่งกรรมชั่วหาได้มีไม่”

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เรื่องของกรรมนั้นเป็น “ของกลางๆ ” คือเป็นไปได้ทั้งดีและไม่ดี ดังนั้นเรื่องของกรรมดีก็เช่นเดียวกันแม้ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือในเวลาใดหากเคยทำกรรมดีไว้แล้วก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงผลกรรมแห่งความดีไปได้

ขอยกตัวอย่างกรณีของ “สามเณรสุข” ผู้ที่ได้รับผลกรรมแห่งการกระทำความดีของตน

สามเณรสุขนั้นเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาล เกิดในตระกูลผู้มั่งคั่งพอสมควรคือเป็นตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตรในเมืองสาวัตถี ตอนที่มารดาของท่านตั้งครรภ์ก็มีอาการแพ้ท้องอยากกินอาหารที่เป็นเดนของพระภิกษุ นางจึงนิมนต์พระสารีบุตรเป็นประธานและพระสงฆ์จำนวนมากมาฉันอาหารที่บ้าน ส่วนตัวนางก็ไปนั่งต่อท้ายสุดของพระสงฆ์คอยรับอาหารที่เป็นเดนของพระสงฆ์มารับประทาน

ตลอดเวลาที่มารดาตั้งครรภ์สามเณรสุขนั้น คนในครอบครัวไม่เคยมีใครได้รับความทุกข์เลยมีแต่ “ความสุขสบาย” กันถ้วนหน้า คือสุขทั้งกายและใจอยากกินอะไรก็ได้กิน อยากเที่ยวก็ได้เที่ยว อยากทำอะไรก็ได้ทำ และไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่ความสะดวกสบายไม่เคยมีเรื่องติดขัดเลย พอคลอดบุตรแล้วเด็กคนนี้จึงได้ชื่อว่า “สุข”

พอเด็กชายสุขอายุได้ 7 ขวบ ก็อยากบวชกับพระสารีบุตรซึ่งผู้เป็นแม่ก็ไม่ขัดใจจัดแจงให้บวช พอบวชแล้วก็ให้มีการถวายภัตตาหารที่วัดเป็นเวลาถึง 7 วัน เสร็จแล้วทั้งเหล่าญาติและพ่อแม่ก็พากันกลับบ้าน ในวันที่ 8 สามเณรสุขก็ออกไปบิณฑบาตกับพระสารีบุตรได้พบเห็นสิ่งต่างๆ รอบข้างคือ ชาวนากำลังไขน้ำเข้านา ช่างศรกำลังดัดลูกศรเพื่อทำธนูและคันศร ช่างไม้กำลังถากไม้ จึงคิดได้ว่าขนาดสิ่งที่ไม่มีชีวิตยังสามารถดัดแปลงได้ คนเรามีจิตใจก็ควรจะฝึกฝนบังคับจิตใจได้เหมือนกัน

พอคิดได้ดังนี้เธอจึงเดินกลับไม่ไปบิณฑบาตกับพระอาจารย์แล้วก็ขอกลับไปนั่งบำเพ็ญเพียรกรรมฐานที่วัดส่วนเรื่องอาหารก็ฝากให้พระอาจารย์รับแทน (พระสารีบุตรก็ยินยอมและได้นำอาหารที่มีรสเลิศมากมาให้ ซึ่งอาหารที่มีรสเลิศเหล่านั้นได้มาด้วยบุญของสามเณรเอง)

สามเณรสุขกลับไปนั่งภาวนาจวนจะบรรลุธรรม พระสารีบุตรก็กลับเข้าวัดมาพอดีแต่พระพุทธองค์ก็ทรงไปขวางไว้ก่อน เพราะสามเณรกำลังจะบรรลุอรหันต์แล้วเข้าไปตอนนี้อาจจะขัดจังหวะ จึงตั้งคำถามกับพระสารีบุตรให้ท่านตอบ 4 ข้อเสียก่อนเป็นการถ่วงเวลาไว้

พอสามเณรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็พอดีเวลาฉันเพลพอดี พอฉันเสร็จล้างบาตรเรียบร้อย เงาของพระอาทิตย์ก็คล้อยบ่ายอย่างรวดเร็ว จนพระภิกษุทั้งหลายโจษขานกันเซ็งแซ่ว่า เมื่อสักครู่ยังเป็นเวลาสายแต่พอสามเณรสุขฉันเสร็จ ทำไมกลายเป็นบ่ายทันที

พระพุทธองค์เสด็จมาถึงก็อธิบายให้ฟังถึง “ผู้ที่ได้สร้างกรรมดีมีบุญบารมีมากเป็นเช่นนั้นเอง เวลาที่บำเพ็ญธรรมมักจะเป็นเช่นนี้ ”  แล้วก็อธิบายถึงเหตุผลที่สามเณรสุข ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงได้มีบุญท่วมท้นขนาดนั้นและมีความสุขมากทั้งในเพศฆราวาสและในสมณเพศ

การที่สามเณรสุขนั้นเกิดมาสบายมีความสุขมากอยากได้อะไรก็ได้มาโดยง่าย เพราะได้ทำบุญมาดีแล้วตั้งแต่ชาติก่อน คือ ในอดีตชาติของสามเณรสุข มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งได้รับมรดกจากพ่อของตนเองเป็นจำนวนเงินมหาศาลจึงได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้นอย่างฟุ่มเฟือย

วันหนึ่งแกก็สั่งให้เตรียมอาหารรสเลิศที่มีราคาแสนแพงพร้อมทั้งตกแต่งสถานที่การบริโภคอย่างโอ่อ่าแล้วก็ทำการประกาศทั่วเมืองว่า ตัวเขาจะนั่งรับประทานอาหรที่เลิศและหรูที่สุดในวันนี้ให้ประชาชนทั้งหลายมาชมได้เป็นขวัญตา

ประชาชนก็พากันมาเพราะไม่เคยเห็นของกินของดีมากมายขนาดนี้มาก่อน ในขณะนั้นก็มีชายหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งเข้ามาเที่ยวที่เมืองนี้กับเพื่อน พอทราบเรื่องว่าจะมีการโชว์การกินของดีของแพงก็อยากไปดูบ้าง พอได้ไปดูก็เกิดความอยากกินอาหารเหล่านั้น จึงได้ไปขอร้องลูกชายเศรษฐีว่า ขอแบ่งของกินดีๆ เหล่านี้สักหน่อยเถิดถ้าข้าพเจ้าไม่ได้กินของดีเช่นนี้ต้องตายแน่ๆ ว่าแล้วก็แสดงอาการทรมานเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก

เจ้าหนุ่มลูกเศรษฐีเห็นก็กลัวว่าจะตายจริงๆ ก็เลยตั้งเงื่อนไขว่า ของดีๆ แพงๆ อย่างนี้จะกินฟรีคงไม่ได้ต้องทำงานรับใช้ก่อนเสีย 3 ปีแล้วจะยอมให้อาหารนี้สักถาดหนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ชายหนุ่มคนนี้ก็ยินยอมตกปากรับคำ

แกก็เลยต้องไปทำงานรับใช้เศรษฐีเป็นเวลา 3 ปีเพื่อแลกกับอาหารดีๆ เพียงถาดเดียว พอครบ 3 ปี เจ้าหนุ่มเศรษฐีเห็นความตั้งใจจริงของนายคนนี้ก็เลยจัดงานให้เหมือนกับที่ตนเองเคยจัดเมื่อ 3 ปีที่แล้วท่ามกลางความสนใจของประชาชนเป็นจำนวนมากกว่าเดิม

จะไม่ให้เป็นที่น่าสนใจได้อย่างไร หากคุณผู้อ่านลองคิดตามเล่นๆ ว่า จะมีใครบ้ายอมรับใช้คนอื่นนานเป็นปีๆ เพื่อแลกกับอาหารเพียงถาดเดียวคนแบบนี้ก็มีด้วยจริงหรือ ด้วยความสงสัยเหล่านี้ จึงน่าจะเป็นเหตุให้ผู้คนสนใจมาชมเป็นอันมาก

แต่ก่อนที่ชายหนุ่มบ้านนอกจะได้ลงมือรับประทานอาหารที่ตนเองหมายมั่นจะกินให้ได้มา 3 ปี ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งเดินผ่านมา พอเหลือบเห็นพระเข้า ชายหนุ่มคนนี้ก็คิดได้ว่า การที่ตัวเขาเองเกิดมายากจนเช่นนี้ ถึงกับต้องไปรับจ้างเขา 3 ปีเพื่อกินอาหารดีๆ เพียงถาดเดียวและเมื่อกินอิ่มแล้วก็อิ่มแค่เพียงมื้อเดียว ควรจะนำอาหารนี้ไปถวายพระเสียจะดีกว่า หากผลบุญมีจริงก็น่าจะทำให้ตนเองมีกินมีใช้สุขสบายในชาติหน้า

เมื่อคิดได้แล้วชายหนุ่มจึงนำอาหารนั้นไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า และคงจะเป็นกรรมบันดาลโดยนัยว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้นท่านกำลังออกจากฌานสมาบัติ (คือการนั่งบำเพ็ญภาวนาทางจิตเป็นเวลานานติดต่อกันหลายวันโดยไม่ได้รับสิ่งบริโภคใดๆ เลย) ทำให้ทานที่ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นจะมีอานิสงส์มากส่วนมากมักจะให้ผลทันตาเห็น

กรณีของชายหนุ่มผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะเศรษฐีเจ้าของอาหารนั้นอยากรู้ว่า เจ้าหนุ่มคนนี้จะรับประทานอาหารที่ตนให้แบบไหน จะกินอย่างเอร็ดอร่อยหรือมูมมามท้องแตกตายแบบชูชกหรือเปล่า จึงส่งให้คนรับใช้มาดู พอทราบข่าวว่านำอาหารถาดนั้นไปถวายพระเสียแล้ว ก็เรียกให้ชายหนุ่มไปหาพร้อมกับชมเชยการกระทำและมอบทรัพย์ให้จำนวนหนึ่งและขออนุโมทนาบุญในสิ่งที่เขากระทำ

การที่มีคนลงทุนทำงาน 3 ปีแลกอาหารถาดเดียวนั้นย่อมเป็นข่าวใหญ่อยู่แล้ว เมื่อพระราชาของเมืองทรงทราบเรื่องก็ทรงเลื่อมใสในการกระทำของชายหนุ่มผู้นี้จึงขอแบ่งส่วนบุญจากเจ้าหนุ่มผู้นี้และพระราชทานทรัพย์ให้กับเจ้าหนุ่มเป็นจำนวนมากและสถาปนาให้เจ้าหนุ่มกลายเป็นเศรษฐีประจำเมืองนามว่า “ภัตตภติกะเศรษฐี” แปลว่า เศรษฐีผู้รับจ้าง (3 ปี) เพื่ออาหาร (ถาดเดียว) และอดีตของ ภัตตภติกะเศรษฐี ผู้นี้เองที่ได้กลับมาเกิดเป็น “สามเณรสุข” ในสมัยพุทธกาลนี่เอง

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกรรมในด้านดีหรือไม่ดีก็ตาม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำกรรมอะไรลงไปแล้วจะไม่มีการสูญเปล่าไม่ว่าทั้งดีและชั่วย่อมได้รับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน

Read Full Post »