Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

“ความทุกข์ของประชาชน รอไม่ได้”

18767575_1847871671893323_6902448780109524020_n

พระราชดำรัสนี้ทรงตรัสอยู่เสมอในทุกๆ โครงการในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงงานหนักอย่างยิ่งเพื่อให้ประชาชนของพระองค์พ้นจากความเดือดร้อนและได้อยู่ดีมีสุข

พระเมตตายิ่งใหญ่ไพศาล
ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน
แม้เพียงคนตัวเล็กๆ ที่เอ่ยปากขอเงินตรงๆ กับพระองค์ท่าน
ก็ทรงให้ความใส่พระทัยอย่างยิ่ง

พลเอก ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา อดีตนายแพทย์ที่ได้โอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ไปยังพื้นที่ทุรกันดารตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทย

ท่านได้กล่าวเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแสดงออกถึงความรักและความเอาใจใส่ต่อราษฎรอย่างแท้จริง ไม่เลือกว่า

“….ผมยังจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สกลนครได้ ตอนที่พระองค์เสด็จฯถึง มีราษฎรรอรับเสด็จสองข้างทางยาวเหยียดเลย จู่ๆมีชายคนหนึ่งกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่า “ขอสตางค์พระเจ้าค่ะ”

พวกเราที่ตามเสด็จก็ตกใจกันใหญ่ แต่พระองค์ทรงถามชายคนนั้นว่า “นายชื่ออะไร ทำอาชีพอะไร ทำไมจึงไม่มีเงิน เป็นคนของหมู่บ้านไหน อำเภออะไร”

หลังจากนั้นรับสั่งให้ตามผู้ใหญ่บ้านกับกำนันมาพบ กลายเป็นเรื่องใหญ่โต พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกคนเหล่านั้นมาต่อว่านะครับ แต่ทรงถามด้วยความเป็นห่วงว่า ทำไมชายคนนี้ไม่มีเงิน ถ้าเขามีอาชีพต้องมีรายได้

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงราษฎรและทรงละเอียดมาก ทรงไม่ปล่อยผ่านแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย พระองค์ตั้งพระทัยช่วยเหลือราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่ทรงทำได้

อีกครั้งที่ภาคใต้ ผมจำไม่ได้ว่าจังหวัดอะไร มีราษฎรมารับเสด็จกันเนืองแน่น จนผมแอบคิดไม่ได้ว่าคนทั้งเมืองมาอยู่ที่นี่กันหมดหรือเปล่า ชาวบ้านหลายคนเข้ามากราบขอจับพระหัตถ์ไปกอด จับพระบาทลูบไปมา

ไม่ว่าราษฎรจะแสดงความรู้สึกจงรักภักดีเนิ่นนานแค่ไหนก็รับสั่งไม่ให้กีดกันเวลาราษฎรเข้าเฝ้าฯ กระทั่งครั้งหนึ่งความที่มีชาวบ้านจำนวนมาก เล็บของสักคนข่วนโดนพระหัตถ์ขวาของพระองค์จนพระโลหิตไหล

ผมเห็นพระองค์ทรงสะดุ้ง แต่ไม่ได้รับสั่งว่าอะไร เพียงแต่ทรงพระดำเนินมาหาผมเพื่อขอให้ใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลและติดปลาสเตอร์ยาที่พระหัตถ์ หลังจากนั้นจึงเสด็จฯกลับไปหาชาวบ้านต่ออีกเป็นเวลานาน…”

เพราะทรงเห็นว่า “ความทุกข์ของประชาชนนั้นรอไม่ได้จริงๆ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดพระชนม์ชีพ

ด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้

นี่คือในหลวง นี่คือพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย

ความอ่อนน้อมของในหลวง
ทรงเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต
ให้เป็นสุข เบาสบายและเรียบง่าย
ใครที่ได้ปฏิบัติตามแล้วย่อมเป็นสุขเช่นเดียวกัน

18740063_1846180042062486_3713481471591833229_n

ข่างน่าทึ่งอย่างยิ่งที่พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง
โน้มพระวรกายไปหาประชาชนโดยไม่ถือพระองค์
เป็นที่เลื่องลือในพระราชจริยวัตรอันงดงามน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวถึงพระจริยวัตรอันงดงามของในหลวง ความอ่อนน้อมถ่อมตน หนึ่งในทศพิธราชธรรม ความอ่อนโยนคือ การมีความอ่อนโยน มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่ เสมอกันและต่ำกว่า

“…เห็นเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไหมครับ ทรงโน้มพระวรกายหาประชาชน ในขณะที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเราเดินก๋าเหมือนภาพที่เห็น คนใหญ่คนโตระดับเจ้ากระทรวงเดินผูกผ้าขาวม้า เดินตรวจราชการลอยไปลอยมา เฉียดหัวชาวบ้าน

พระองค์ทรงน้อมพระวรกายไปหาประชาชน คุกเข่าหน้าประชาชน ถามทุกข์สุข ปรึกษาหารือกับเขาเป็นชั่วโมงๆ บางทีประทับพับเพียบ ประชาชนนั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็ทรุดพระวรกายนั่งพับเพียบเสมอบนพื้นดินเดียวกัน แต่พวกเราเป็นใคร เป็นข้าราชการ พวกเราเป็นใครทำไมทำยากเย็นนักอย่างนั้นหรือ ผมเห็นน้อยครั้งเหลือเกินที่จะมีภาพประทับตาอย่างนั้นเกิดขึ้น

ทำเถอะครับ ความน่ารัก น่าบูชา น่าเคารพ ไม่เสื่อมเสียเกียรติอะไรทั้งสิ้น และยิ่งอยู่สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องลงต่ำมากเท่านั้น สุภาษิตไทยเขาบอกแล้ว เหมือนรวงข้าวที่เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวนั้นจะต้องโน้มลงสู่แผ่นดินฉันใด คนก็ต้องเป็นอย่างนั้น

มีแต่พวกบ้ายศบ้าอย่างเท่านั้นที่เกิดในชีวิตไม่เคยเลย ไม่เคยรู้เลยว่าเกียรติยศคืออะไร ตำแหน่งคืออะไรพอได้มาก็ก๋า ไม่บอกว่าเป็นใคร มีตัวอย่างเยอะในสังคมของเรา พวกนี้เขาเรียกว่าคนไม่เคย ไม่เคยพอเป็นแล้วต้องแสดงจิต จิตไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เป็นมนุษย์ที่มีปัญญา

เรียบง่าย เวลาทรงงานต่างๆ นั้น ทรงประทับกับพื้น ประทับพับเพียบ วิถีชีวิตไทยที่สอนเรื่องความเรียบง่าย พระองค์ท่านประสูติกาลต่างประเทศนะครับ โตต่างประเทศ ศึกษาต่างประเทศ แต่เหตุไฉนเสด็จกลับมา พระองค์ท่านเป็นไทยที่สุด วิถีชีวิตของไทยที่มีค่าที่เราละทิ้งและดูถูกด้วยซ้ำไป ไปมุ่งตามก้นฝรั่ง globalization ตามก้นฝรั่ง ไม่ใช่สากลอะไร แต่พระองค์ท่านทรงประทับพับเพียบได้เป็น ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง ไม่เปลี่ยนท่าเลย พวกเรานี่เผลอปั๊บกลับท่ากลับทีพอนานๆ ๓ – ๔ ชั่วโมงก็ค่อย ๆ พังพาบ ค่อย ๆ ยึดขาเท้าแขนไปข้างหลังแล้วก็เท้าแขนไปเรื่อย ๆ ตอนแรกก็นั่งพับเพียบ ๆ เฝ้า พอ ๔ – ๕ ชั่วโมงพังพาบเฝ้า ถ้าขืนต่อสัก ๒ ชั่วโมงล้มตึงนอนเฝ้าตรงนั้นแน่

แต่พระองค์ท่านประทับนั่ง ความมีวินัยควบคุมพระวรกายทั้งหมดความเรียบง่าย พระองค์กองเอกสารบนพื้น พวกเราก็นั่งล้อมวงเฝ้ากัน ไม่ต้องเข้าห้องประชุม ไม่ต้องมีโต๊ะเก้าอี้ประหยัดนั่นเอง

ฉลองพระองค์เป็นสิบ ๆ ปีก็อย่างนั้น ฉลองพระบาทผ้าใบตลอด ๕๙ ปีไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อเลย มีใครเคยสังเกตหรือเปล่า ไม่เคยสังเกต พวกเราพระเจ้าอยู่หัวจะไม่เคยมอง เวลาเสด็จประพาสจะมีรองเท้าผ้าใบยี่ห้อหนึ่ง ผมไม่อยากบอกว่ายี่ห้ออะไร ทรงมา ๕๙ ปีแล้ว ไอ้พวกเรานี่ยี่ห้ออะไรต่อยี่ห้ออะไร ยัดไอ้โน่น ยัดไอ้นี่ เดินเด้งดึ๋งดั๋ง แล้วก็ตามเสด็จไม่ทันหรอกพระองค์ท่านไม่กี่ร้อยบาทก็ฉิวไปแล้ว พวกเด้งดึ๋งดั๋งยังเด้งดุ๊กดิ๊ก ๆ อยู่ พราวนาฬิกา เพชรพราว ใส่แหวน ใส่อะไร มันก็หนักสิ เดินไม่ไหวหรอก มันไม่ใช่ธรรมชาติ

ดูพระองค์ท่านมีอะไร ผมเหลือบเห็นนาฬิกาของพระองค์ท่าน พระองค์เรียกของพระองค์เองว่า “ยี่ห้อใส่แล้วโก้”

ท่านบอก “นาฬิกาฉันยี่ห้อใส่แล้วโก้” ไม่กี่ร้อยบาทนะครับ ในขณะที่พวกเราต้องจอเป็นสัญลักษณ์ ที่ทำอย่างนั้น แสดงว่าในตัวไม่มีอะไรเลย

เพราะฉะนั้นต้องการเฟอร์นิเจอร์มาประดับเพราะไส้ในไม่มีอะไรเลย คนที่เขามีอะไรแล้ว เขาไม่สนใจพวกอะไรสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จำหลักไว้อันหนึ่ง โหงวเฮ้งมันฟ้องคนที่พอกอะไรไว้แสดงว่าในตัวไม่มีอะไรเลย เปลือก จะเข้ากับกรณีใครก็ไม่รู้ดูกันเองเอง แต่ถ้าเป็นคนที่เขาไม่สนใจอะไร มันไร้สาระ เพราะฉะนั้นประหยัด อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะยึดถือ ทำได้ครับ ทำได้ทันที และผู้คนจะเคารพบูชา”

นี่คือแบบอย่างอันสูงสุดของการดำเนินชีวิต ความรู้ คุณธรรม ความเรียบง่าย ทุกๆ อย่างที่สมควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

นี่คือในหลวง นี่คือพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย

แบบอย่างแห่งคู่ชีวิตในการครองคู่อันสูงสุด

18813673_1843740892306401_3090639607286231567_n

การครองคู่กันนั้นต้องครองคู่กันด้วยหลักธรรม 4 ประการ

1.สัจจะ รักเดียวใจเดียว
2.ขันติ อนทน อดกลั้น ร่วมกันฝ่าฟันความลำบาก
3.ทมะ คือความข่มใจ
4.ปัญญา ไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ว่าเวลาทุกข์ หรือสุขก็จะทรงเคียงข้างกันตลอดมา

แม้ในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร เพราะทรงตรากตรำทำงานหนักต่อเนื่องยาวนาน สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถก็จะทรงอยู่เคียงข้างพระวรกายไม่ห่าง ดังที่หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้สนองงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทได้เล่าว่า

“สมเด็จฯ ทรงอ่อนหวานมาก เวลารับสั่งกับในหลวงก็จะมีพระสุรเสียงไพเราะ พระองค์ทรงดูแลเครื่องเสวย ดูแลฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตลอดระยะเวลาที่ในหลวงประทับที่ศิริราช ก็ไม่มีวันไหนเลยที่สมเด็จจะไม่เสด็จไปประทับด้วย

ยกเว้นเพียงช่วงที่ในหลวงเสด็จประทับพักฟื้นอยู่ที่วังไกลกังวลเมื่อ 5-6 ปีก่อน สมเด็จฯ ต้องแยกไปทรงงานที่ต่างจังหวัด ก็จะทรงโทรศัพท์ทูลถามในหลวงทุกวัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งในหลวงทรงมีพระปรอทสูงมาก แพทย์อยากให้เสด็จไปโรงพยาบาลศิริราชก็ไม่ทรงยอมไป จนถึงห้าทุ่มกว่า สมเด็จฯ ก็ทรงร้อนพระทัย จึงเสด็จลงไปเชิญเสด็จด้วยองค์เอง ในหลวงถึงจะทรงยอมไป

และตอนประทับบนรถยนต์พระที่นั่ง ก็ทรงตรัสบอกสมเด็จพระเทพฯ ให้นำพระสางมาจัดแต่งพระเกศาให้เรียบร้อยเพื่อให้ดูเรียบร้อยต่อหน้าพสกนิกร สมเด็จฯ ทรงห่วงใยและทรงดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง และคืนนั้นก็เสด็จไปศิริราชพร้อมกัน

ตลอดเวลาที่ในหลวงประชวร สมเด็จพระนางเจ้าฯ ประทับอยู่ที่ศิริราชตลอดไม่เคยเสด็จไปไหนเลย 3 ปีหลังทรงให้การดูแลกันตลอด”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอยู่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนวินาทีสุดท้ายในวันที่สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 อันเป็นวันแห่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประชาชนชาวไทย…

นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ของแผ่นดินที่มีต่อองค์พ่อเหนือหัวของปวงชนชาวไทย สมเป็นคู่พระบารมีโดยแท้ และเป็น รักนิรันดร์ของทั้งสองพระองค์

เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ รวมถึงความประทับใจ
ความรักที่ทั้งสองพระองค์ทรงแสดงออกต่อกันยังมีอีกมากมาย
ซึ่งได้ถ่ายทอดความรักไปยังราษฎรของพระองค์เองทั่วทุกคน…
อยากให้ทุกท่านได้อ่านสักครั้งในชีวิต…

อยากให้ทุกคนได้มีโอกาส
สร้างบุญใหญ่ที่ประมาณมิได้…
ด้วยหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน “ธรรมะพระเจ้าอยู่หัว” และ คู่พระบารมี

พ่อแม่ผู้ประเสริฐของแผ่นดิน
ผู้มีความรักและเมตตาให้แก่ลูกทุกคน
เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกทุกคน
ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมอย่างแท้จริง

18740276_1840178252662665_4572593584715998878_n

คู่พระบารมีของมหาชนชาวสยาม

ความเป็นแบบอย่างของ พ่อแม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แม้ทั้งสองพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมายและทรงงานอย่างหนัก แต่ทั้งสองพระองค์ทรงช่วยกันอบรมดูแลพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ด้วยความรัก โดยมีพระราชประสงค์ในการอบรมทุกพระองค์ให้รู้จักชีวิตของคนสามัญมากที่สุด

ไม่ทรงต้องการให้พระราชโอรสพระราชธิดาถือตนว่าเป็นลูกเจ้า ดังพระราชดำรัสในสมเด็จนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานให้แก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ปี พ.ศ. 2522 ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนลูก ๆ ทุกคน สอนข้าพเจ้าก่อน และก็สอนลูกว่า เมื่อคนเขายกย่องนับถือให้เป็นประมุขเท่าไร เราต้องรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน ต้องมีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ ข้อสำคัญเป็นคนดีให้รู้จักเสียสละ ยิ่งเกิดมาในตำแหน่งของลูกของประมุขแล้วก็ยิ่งต้องเสียสละมากขึ้น ต้องทั้งเรียนและต้องทำงานไปด้วยและก็ต้องพยายามทำให้ได้ดี”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พระราชโอรสพระราชธิดาทอดพระเนตรโทรทัศน์เฉพาะ วันหยุดเรียน ส่วนวันหยุดโปรดให้เสด็จออกกลางแจ้งเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ รับแสงแดดและเมื่อถึงเวลาออกกำลังกาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พระราชโอรสพระราชธิดาหัดกายบริหาร เมื่อมีเวลาว่างทั้งสองพระองค์ทรงพาพระราชโอรสและพระราชธิดานั่งรถไปพักผ่อน ดังที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเล่าว่า

“…เมื่อทูลกระหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะทรงเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้พบเห็นในต่างประเทศ ในต่างแดน ทรงเล่าถึงพระองค์เองเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ซึ่งเสด็จไปเป็นทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ตลอดเวลาที่ลูก ๆ ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก”

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ตั้งแต่ทรงพบกันครั้งแรกจวบจนปัจจุบันภาพของ “พ่อหลวง” และ “แม่หลวง” มิได้เพียงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในการทรงงานตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นตัวอย่างของ “คู่ชีวิต”

ที่แม้ว่าเป็น “เกลียดแรกพบ” แต่ก็ทรงอยู่ร่วมกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซื่อสัตย์ คอยเกื้อหนุน ดูแลกันยามเจ็บป่วย ทรงร่วมกันทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัยทรงงาน ไปพร้อม ๆ กับอบรมสั่งสอนพระราชโอรสและพระราชธิดาให้ทรงเจริญพระชนม์เป็นองค์เหนือหัวที่พร้อมดูแลทุกข์สุขพสกนิกรต่อจากพระองค์สืบไป

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว
พระราชปุจฉาธรรมกับหลวงพ่อเกษม เขมโก

18740467_1834899476523876_6883700624329443353_n

เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสนทนาธรรมกับ “หลวงพ่อเกษม เขมโก” พระอริยเจ้าแห่งแผ่นดินล้านนา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ณ วัดคะตึกเชียงมั่น ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง โดยได้มีการบันทึกพระราชปุจฉาสนทนาธรรม โดย “พระครูปลัดจันทร์ กตปุญโญ” ใน “หนังสือหลวงพ่อเกษม เขมโก” ซึ่งขณะนั้นในหลวงทรงมีพระชนมายุ ๕๐ พรรษา ส่วนหลวงพ่อเกษม สิริอายุ ๖๗ ปี

โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดคะตึกเชียงมั่น ได้มีโอกาสช่วยหลวงพ่อเกษมถวายพระพรด้วย มีข้อความตอนหนึ่งที่น้อมกราบขออนุญาตยกมาดังนี้

ในหลวง : หลวงพ่ออยู่ตามป่ามีความสงบ ย่อมจะมีโอกาสปฏิบัติธรรมได้มากกว่าพระที่วัดในเมือง ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับการปกครองและงานอื่นๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะอยู่ป่าไม่มีภารกิจอย่างอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับศีลบริสุทธิ์ด้วย เพราะเมื่อศีลบริสุทธิ์จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ไม่ครอบงำก็ปฏิบัติได้

ในหลวง : การปฏิบัติอย่างพระมีเวลามากย่อมจะได้ผลเร็ว ส่วนผู้ที่มีเวลาน้อยมีภารกิจมาก จะปฏิบัติอย่างหลวงพ่อก็ไม่อาจทำได้ แล้วจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราจะหั่นแลกช่วงเวลาช่วงเช้าให้สั้นเข้าจะได้ไหม คือ ซอยเวลาออกจากหนึ่งชั่วโมงเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็นสิบนาที หรือห้านาที แต่ให้ได้ผล คือ ได้รับความสุขเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น นั่งรถยนต์จากเชียงใหม่มาลำปางก็สามารถปฏิบัติได้ หรือระหว่างที่มาอยู่ในพิธีนี้มีช่วงที่ว่างอยู่ ก็ปฏิบัติเป็นระยะไป อย่างนี้จะถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อยากจะเรียนถาม

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร จะปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้ ถ้าแบ่งเวลาได้

ในหลวง : ไม่ถึงแบ่งเวลาต่างหากออกมาทีเดียว ก็อาศัยเวลาขณะที่ออกมาทำงานอย่างอื่นอยู่นั้นแหละ ได้หรือไม่ คือ ใช้สติอยู่ทุกขณะจิตที่เกิดดับ ทำงานด้วยความรอบคอบให้สติตั้งอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรทรงปฏิบัติอย่างนั้นถูกแล้ว การที่มหาบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติงานอย่างนี้ ก็เรียกว่าได้ทรงเจริญเมตตาในพรหมวิหารอยู่

ในหลวง : ก็คิดว่าเป็นอย่างนั้น เช่นว่ามาตัดลูกนิมิตนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ด้วยขี้เกียจมาจึงมีกำลังใจมา และเมื่อได้โอกาสได้เรียนถามพระสงฆ์ว่า การปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นตอนๆ อย่างนี้จะได้ผลไหม อุปมาเหมือนช่างทาสีผนังโบสถ์ เขาทาทางนี้ดีแล้วพัก ทาทางโน้นดีแล้วพัก ทำอยู่อย่างนี้ก็เสร็จได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย จึงอยากเรียนถามว่าปฏิบัติอย่างนี้ จะมีผลสำเร็จไหม

หลวงพ่อเกษม : ปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้โดยอาศัยหลัก ๓ อย่าง คือ มีศีลบริสุทธิ์ ทำบุญในชาติปางก่อนไว้มาก มีบาปน้อย ขอถวายพระพร

เจ้าคุณฯ : ได้ตามขั้นของสมาธิ คือ อุปจารสมาธิได้สมาธิเป็นแต่เฉียดๆ ขณิกสมาธิ ได้สมาธิเป็นขณะๆ เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ได้สมาธิแน่วแน่ดิ่งลงไปได้นานๆ (อธิบายละเอียดกว่าที่บันทึกนี้)

ในหลวง : ครับ ที่หลวงพ่อว่ามีศีลบริสุทธิ์ ชาติก่อนทำบุญไว้มากอยากทราบว่าผมเกิดเป็นอะไร ได้ทำ อะไรไว้บ้าง จึงได้มาเป็นอย่างนี้ (หลวงพ่อยิ้มและนิ่ง แล้วหันมาทางข้าพเจ้าบอกว่าตอบยาก)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร หลวงพ่อไม่อาจจะพยากรณ์ถวายมหาบพิตรได้

เจ้าคุณฯ : หลวงพ่ออาจจะเกรงพระราชหฤทัยมหาบพิตรก็ได้ ขอถวายพระพร

ในหลวง : หลวงพ่อไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นพระราชา ขอให้ถือว่าสนทนาธรรมก็แล้วกันยินดีรับฟังมีคน พูดกันว่า ชาติก่อนผมเกิดเป็นนักรบมีบริวารมาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ศีล ๕ จะบริสุทธิ์ได้อย่าง ไร ? การเป็นนักรบนั้นจะต้องได้ฆ่าคนสงสัยอยู่” (หลวงพ่อหันมากระซิบกับข้าพเจ้าว่า เอใคร ทำนายถวายท่านอย่างนั้นก็ไม่รู้ เราไม่รู้ เราไม่มีอตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ตอบยาก ต้องหลวงพ่อเมืองสิ)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร หลวงพ่อยืนยันว่า มหาบพิตรมีศีลบริสุทธิ์และทรงมีบุญมาก

ในหลวง : เรื่องบุญกับกุศลนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ตามที่รู้ผู้ทำบุญ หรือผู้มีบุญได้ผลแค่เทวดาอยู่สวรรค์ ผู้มี กุศลหรือทำกุศล มีผลให้ได้นิพพาน ถ้าอย่างนั้นที่ว่าพระราชามีบุญมากก็คงได้แค่เป็นเทวดา อยู่บนสวรรค์เท่านั้นไม่ได้นิพพาน ทำไมเราไม่พูดถึงกุศลกันมากๆ บ้าง หลวงพ่อสอนให้คน ปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อบ้างหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาตมาภาพได้ทราบว่าที่วัดปากน้ำ วัดมหาธาตุ ก็มีสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน มหาบพิตรเคยเสด็จไปบ้างไหม

ในหลวง : ทราบ แต่ไม่เคยไป หลวงพ่อสอนอย่างไร อยากฟังบ้างและอยากได้เป็นแนวปฏิบัติเอาอย่างนี้ ได้ไหม มีเครื่องหรือเปล่า (นายชุมพลกระซิบข้าพเจ้าว่า…มีเทป)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร เครื่องเทปของวัดมี

ในหลวง : ขอให้หลวงพ่อสอนตามแนวของหลวงพ่อที่เคยสอน จะสอนอะไรก็ได้

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มีเป็นประเภทภาษิตคติธรรมต่างๆ

ในหลวง : อะไรก็ได้ ขอให้เป็นคำสอนก็ใช้ได้

หลวงพ่อเกษม : ได้ ขอถวายพระพร

ในหลวง : ขอนมัสการลา (ทรงกราบแล้วเสด็จพระราชดำเนินถึงประตูพระอุโบสถ เสด็จกลับมาที่หลวงพ่ออีก) แล้วตรัสว่า “หลวงพ่อจำหมอดนัยได้ไหม เคยส่งมาพยาบาลหลวงพ่อที่คราวหลวงพ่ออาพาธมาหลายปีแล้ว ผมจะให้เขานำเครื่องบันทึกมา”

หลวงพ่อเกษม : จำได้ ขอถวายพระพร

(หมายเหตุ :: เจ้าคุณฯ หมายถึง เจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดคะตึกเชียงมั่น)

คำสอนของ ในหลวง “วิธีครองใจคนต่างวัย”

18582370_1828758420471315_317654823997387346_n


คนในสังคมนั้นมีมากมายหลายวัยครับ ดังนั้นหลายคนจึงสนใจใคร่รู้ว่าการจะครองใจคนให้ได้ครบทุกวัยนั้นต้องทำเช่นไรบ้าง เพราะเอาแค่ในครอบครัวก็มีคนครบทุกวัยให้ทำความเข้าใจแล้วครับ ทั้งคนชรา วัยผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือวัยเด็ก

เคล็ดลับสำคัญที่สุดสำหรับการครองใจคนต่างวัยคือ เราต้องพร้อมเปิดใจรับเขา เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นครับ นี่คือหัวใจที่สำคัญ เทคนิคอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับ “การเปิดใจ พร้อมยอมรับตัวตนของคนแต่ละวัย”

เพราะคนต่างวัยย่อมมีมุมมอง ความคิดที่ต่างกัน ซึ่งการจะไปตะล่อมหลอกล่อเพื่อครองใจนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่การเปิดใจ ใช้เวลาสร้างความเข้าใจแก่กัน นั่นต่างหากที่จะสร้างสัมพันธภาพอันยั่งยืนได้

จริงที่ต่างประเทศอาจกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างระหว่างวัย และเราก็พลอยตระหนกว่าคนวัยต่างกันคงจะเข้ากันได้ยาก คงจะมีจุดสะดุดในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ควรไปคิดมากหรือคิดว่าคนวัยต่างกันจะต้องเข้ากันยากเสมอไป เพราะแท้จริงแล้ว ขอเพียงเรามีความจริงใจ เปิดใจ ใช้การปรับตัวเข้าหากันอย่างใจเย็น เพียงเท่านี้การสานไมตรีต่อกันก็จะทำได้ โดยที่ไม่ต้องจบจิตวิทยาชั้นสูงก็สามารถทำได้

การที่ในต่างประเทศแตกตื่นในเรื่องช่องว่างระหว่างวัยก็เพราะ ลักษณะครอบครัวของชาติตะวันตกนั้นจะมีความห่างไกลกันระหว่างวัย เช่น ถ้าลูกโตพอก็จะย้ายออกไป พ่อแม่ก็ไม่ดูแลอะไรมากมาย จะติดต่อกันเพียงนานๆ ที หรือวัยชราหากแก่ตัวถึงระดับหนึ่งก็มักจะถูกส่งไปยังบ้านพักคนชรา อันจะเป็นการทำให้แต่ละวัยห่างเหินกัน ครั้นพอมาเจอกันก็เลยเกิดการปรับตัวได้ยุ่งยากขึ้น

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้วเรามีขนบธรรมเนียมที่ดีอยู่แล้ว นั่นคือการเป็นครอบครัวใหญ่ที่คนต่างวัยมักมาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นเราจึงสามารถเรียนรู้การทำตนให้เข้ากับวัยต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่มันอาจจะยากสักหน่อยสำหรับคนที่หันไปใช้ชีวิตแบบครอบครัวแยกอย่างชาติตะวันตก

ดังนั้นทางที่เหมาะที่สุดสำหรับการครองใจคนต่างวัยก็คือ เราต้องหมั่นเข้าหาคนในวัยต่างๆ อยู่เสมอครับ โปรดอย่ากลัว อย่าคิดว่าตัวเองจะทำอะไรผิด แต่ขอให้ถือว่ามันคือการเรียนรู้ เราจะได้เข้าใจว่าคนวัยนี้มักเป็นเช่นไร คนวัยไหนต้องทำแบบไหนเพื่อให้สานสัมพันธ์ได้ง่าย ยิ่งเรามีประสบการณ์คลุกคลีพูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลายวัย เราจะสามารถปรับตัวเข้ากับคนแต่ละวัยได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่หากเราเอาแต่กลัว ไม่กล้าเข้าหาใคร ความเข้าใจที่คุณมีต่อแต่ละช่วงวัยก็จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

ดังที่ปรากฏในพระบรมราโชวาทขององค์พ่อหลวง ที่พระราชทานแก่คณะผู้แทนองค์การศาสนา คณะครู และนักเรียน เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๓ ความตอนหนึ่งว่า

“….ในต่างประเทศชองพูดถึง Generation Gap คือช่องโหว่ระหว่าง Generation หรือรุ่นอายุนั้น ในเมืองไทยนี้ไม่มี เพราะว่าพ่อแม่ก็สอนน้องของตัว คือหมายความว่าน้อง อากับน้า แล้วก็ทอดลงมา อากับน้าก็มาสอนหลานของตัวซึ่งอายุไม่ได้ต่างกันเท่าไร ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็สอนลูกหลาน พี่ก็สอนน้อง ถ่ายทอดมาเรื่อย ก็ไม่มี Generation Gap แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ที่เขามีนั้น เขาคิดค้นขึ้นมาเองเพื่อให้ครึกครื้นสนุก เพื่อให้มีเรื่องที่จะตีหัวกัน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรใด ๆ เลย…”

จากพระบรมราโชวาทนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเมืองไทยมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ใกล้ชิดกันมานาน หากเราหมั่นรักษาลักษณะความสัมพันธ์เกื้อกูลระหว่างกันนี้ไปเรื่อยๆ เราย่อมไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ยิ่งเราเปิดใจยอมรับตัวตนของแต่ละช่วงวัยได้ มันจะยิ่งทำให้เราสนุกในการทำความรู้จักกับแต่ละความต่างระหว่างวัยนั้น

จำหลักสำคัญไว้นะครับ การครองใจคนต่างวัยต้องเริ่มจากการเปิดใจ พร้อมยอมรับ ไม่ใช่ไปตั้งแง่ตั้งประเด็นโดยเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง เช่น เจอคนอายุน้อยกว่าชอบอวดว่าตนรู้เยอะ เราก็อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเด็กคนนั้นจองหองหรือชอบอวดตัว แต่อาจเป็นเพราะเขาสนุกกับการได้พูดคุย หรือร้อนวิชาที่ตนเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ เลยอยากแสดงให้เราเห็นว่า เขามีความสามารถ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา ทำให้เราต้องชะลอการตัดสินคนอื่น (ตามความคิดตัวเอง) ไว้ก่อนนะครับ แต่จงเปิดใจ ลองทำความเข้าใจทีละน้อยแทน

บางครั้งการฟังนิ่งๆ สังเกตนิ่งๆ ก็ช่วยได้ครับ เราไม่ต้องพยายามทำอะไรมาก แค่เรียนรู้ รู้จักคนในวัยนั้นให้แน่นอนเสียก่อน ให้เขาเป็นฝ่ายพูดก่อน เพื่อเราจะได้เรียนรู้คร่าวๆ ว่าเขาเป็นคนเช่นไร

หรือถ้าเราเจอคนเงียบๆ เราก็ควรเป็นฝ่ายเปิดปาก เริ่มบทสนทนาเบาๆ เพื่อสานสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ให้เกิดความคุ้นเคย แล้วเมื่อถึงระดับหนึ่ง เขาก็ย่อมผ่อนคลายและสบายใจที่จะมาสร้างสัมพันธ์กับเราต่อไป

แต่เราต้องไม่คิดว่าการสานสัมพันธ์กับคนต่างวัยเป็นเรื่องยากนะครับ จริงๆ มันอาจจะทำให้ลำบากใจนิดๆ ตอนเริ่มต้น แต่หากเรากล้าที่จะเริ่มต้น พร้อมกับการเปิดใจเรียนรู้ตัวตนของเขาแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อยๆ และหากคุณทำบ่อยๆ การผูกมิตรกับคนต่างวัย จะกลายเป็นโจทย์ง่ายๆ ที่ทำให้คุณสนุกได้ทุกครั้งที่ได้ลองทำ

แล้วเรื่องของการครองใจคนก็มาถึงส่วนสุดท้ายแล้วครับ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วหลักแห่งการครองใจคนนั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ไม่กี่อย่าง สิ่งที่อยากให้ใส่ใจกันมากๆ คือ การมีน้ำใจไมตรีให้แก่กัน เป็นผู้ให้ ช่วยเหลือคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ อย่าเห็นแก่ตัว แต่จงรู้จักที่จะเสียสละให้กับผู้อื่นบ้าง และมอบความจริงใจให้แก่กัน ไม่ใส่หน้ากากหรือทำตัวเสแสร้งเข้าหากัน นี่เองคือสุดยอดแห่งรากฐานมิตรไมตรีที่ดีที่สุด

หากเราเจอคนไม่ดี สิ่งที่เราควรทำก็เพียงหลบหลีกอย่าไปสมาคมกับเขา จงตั้งมั่นติดต่อกับคนที่ดี เพราะคนที่ดีย่อมพาเราไปสู่ความเจริญ ส่วนคนไม่ดีก็ย่อมพาเราไปสู่ทางเสื่อม ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องพยายามผูกมิตรกับคนไม่ดี หรือหากจะพยายามเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนดี เราก็ต้องยอมรับว่ามันต้องใช้เวลา ใช่ว่าคนจะเปลี่ยนได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร ดังนั้นเราจึงควรคิดด้วยว่า เรามีสิ่งที่ควรทำมากกว่านั้นรออยู่อีกหรือไม่ หากมีก็ควรไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ให้ลุล่วง เช่น ช่วยอุปถัมภ์คนดีให้มีความสุขก่อนจะดีกว่า

การจะครองใจคนง่ายๆ อีกอย่างคือ การทำดีกับคนอื่นนั่นเองครับ ลองว่าเราทำสิ่งดีกับใคร ใครๆ ก็ย่อมชื่นชมชื่นชอบในตัวเรา ยกเว้นคนไม่ดีหรือคนขี้อิจฉา ที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ อันนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอะไรให้มากครับ จับจ้องไปที่คนดีจะดีกว่า

เมื่อมีคำถามว่า แล้วทำตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าทำดีกับคนอื่น ก็อาจจะถามตนเองเพิ่มเติมอีกหน่อยว่า แล้วเราชอบให้คนอื่นทำอย่างไรกับเราล่ะ เช่น ชอบให้พูดดีๆ ทำตัวน่ารักๆ ไม่กวนโทสะ และถามไถ่ถึงทุกข์สุขเป็นประจำ นั่นล่ะครับ ถ้าเราชอบแบบไหน ก็จงทำกับคนอื่นแบบนั้น ดังคำที่ว่าจงปฏิบัติกับคนอื่น ในแบบที่เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราเอง นี่คือวิธีการครองใจคนที่ใช้กันมาช้านานและได้ผลตลอดมา

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว
“รู้จักประมาณตน”

18582400_1827631947250629_1750383995126273681_n

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “การรู้จักประมาณตน ทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถ ที่มีอยู่ได้พอเหมาะพอดีกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น ผู้รู้จักประมาณตน จึงสามารถทำตนทำงานได้ผลดีกว่าคนอื่น ผู้ที่แม้จะมีความรู้ความสามารถมากกว่า แต่ไม่รู้จักประมาณตน”

พระราชดำรัสนี้มีไว้เตือนใจคนให้ตระหนักถึงความสามารถของตน จริงที่เราควรทำงานอย่างเต็มที่ ควรเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ และสติปัญญาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องทำบนความพอดี ต้องรู้จักประมาณตนเองว่าเราทำได้แค่ไหน อย่าได้ประมาททำอะไรที่มันใหญ่เกินตัว

ดังนั้นเราจึงมี ๒ สิ่งที่ต้องทำหากต้องการความสำเร็จครับ สิ่งแรกคือ พัฒนาตนเองให้เต็มที่ เพิ่มศักยภาพตนเองให้เต็มพิกัด แล้วก็ทำงานด้วยความตั้งใจ สร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นด้วยหลักอิทธิบาท ๔ อันได้แก่ ฉันทะ (ความรักในงาน ตั้งใจทำงาน), วิริยะ (ความเพียรพยายาม ทำให้สำเร็จ), จิตตะ (ทำด้วยความจดจ่อ มีสมาธิสร้างสรรค์) และ วิมังสา (พัฒนางานนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือดียิ่งกว่าที่คิดไว้ตอนแรก)

และสิ่งต่อมาคือ เราต้องรู้จักประมาณความสามารถตนเอง ว่าเราสามารถทำงานนั้นได้หรือไม่ เราทำไหวไหมเวลาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจุดนี้หลายคนอาจสับสนว่า แล้วเราจะประเมินตนเองให้เหมาะสมได้อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง

เราก็ต้องใช้เหตุผลเปรียบเทียบให้ดี หรืออาจจะลองศึกษางานนั้นๆ ในเบื้องต้นก่อน ว่าเราสามารถทำมันได้หรือไม่ เราพอใจที่จะทำหรือไม่ เวลาที่ได้รับในการทำงานเพียงพอหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลประกอบที่จะทำให้เราพิจารณาประมาณตนได้ว่า เราเหมาะสำหรับการทำงานนั้นหรือไม่

แต่หากเป็นความคิดประเภทท้อไปก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสกับงานเลยแม้แต่น้อย แบบนั้นจะเข้าข่าย “ตีกรอบมอบขีดจำกัดใส่ตัวเอง” มากกว่า ไม่ใช่การประมาณตนที่ถูกต้อง จำไว้ครับว่า การประมาณตนที่ดี ต้องใช้เหตุผลประกอบ หรือไม่เราก็อาจขอคำปรึกษาจากคนอื่น เช่น เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน เพราะพวกเขาก็จะสามารถช่วยประเมิน ช่วยเราคิดได้ในระดับหนึ่ง

อย่าทำงานที่เกินตัว เพราะนั่นจะเสี่ยงต่อความล้มเหลว เราควรเลือกทำงานที่มีความสามารถเพียงพอในขณะนั้นเสียก่อน ทีนี้ก็จะนำมาสู่คำถามว่า แล้วแบบนั้นเราไม่ต้องย่ำทำงานระดับเดิมๆ ไปตลอดเลยหรือ ก็ขอตอบเลยครับว่า ไม่ใช่ เราสามารถทำงานและสร้างความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นได้

เราควรใช้วิธีการไต่ระดับความสำเร็จ ถึงแม้ในนาทีนี้เราอาจทำงานได้แค่ในระดับหนึ่ง แต่หากเราอยากทำงานที่ดีกว่า มีระดับสูงกว่า เราก็ต้องพัฒนาตนศักยภาพตนเองให้มีทักษะเพียงพอสำหรับงานที่สูงขึ้น

อยากให้นึกย้อนไปถึงสมัยเรียนครับ ว่าตอนเรายังเรียนชั้นประถมนั้น คงยากที่เราจะแก้โจทย์เลขของนักเรียนชั้นมัธยมได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือ เรียนรู้ พัฒนาตนเอง ค่อยๆ ไต่ระดับจากประถมเป็นมัธยม แล้วก็ไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย แล้วทีนี้เราก็จะสามารถแก้โจทย์ที่ยากขึ้นได้ตามลำดับ

ในโลกการทำงานนั้นอาจไม่มีการแบ่งระดับชิ้นที่แน่นอนเหมือนตอนเรียนหนังสือ แต่หลักการนั้นก็แทบไม่ต่างกันครับ นั่นคือเราต้องอัพเกรดตัวเอง ถ้าวันนี้เรายังทำงานใหญ่ไม่ได้ เราก็อย่าเอาแต่ทอดถอนใจ แต่เราควรฟิตตัวเอง เรียนรู้เพิ่ม หาประสบการณ์ เข้าคอร์สอบรมเพิ่มความสามารถ หรือไม่ก็พยายามหาอาจารย์ดีๆ ช่วยเหลือแนะแนวให้กับเรา

ขอเพียงเราพยายามอย่างสม่ำเสมอ เราย่อมสามารถเดินหน้าพิชิตงานที่ยากขึ้นได้ สร้างความสำเร็จในระดับที่สูงกว่าวันนี้ได้ เพียงแต่เราต้องใจเย็นๆ ครับ อย่าด่วนใจร้อน ผลีผลามทำงานยากในยามที่เรายังไม่สามารถจัดการมันได้ แบบนั้นมีแต่จะทำให้เราได้รับบาดแผลจากความผิดพลาด