Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ทานยิ่งใหญ่ที่ชื่อ “อภัยทาน” ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จได้อย่างไร
16730620_1697628190251006_8920864976876812607_n

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงเปรตงูเหลือมตนหนึ่งโดยมีเหตุจาก เมื่อพระมหาโมคคัลลานะออกจากที่พักมาพร้อมพระลักขณเถระ ในเวลาเช้าเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์

ระหว่างทางพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นเปรตตนหนึ่งด้วยทิพจักษุ เปรตตนนั้นมีร่างกายเป็นงูเหลือมยาวประมาณ 25 โยชน์ มีหัวเป็นมนุษย์ผมยาวปรากฏไฟลุกไหม้จากหัวจนถึงหาง จากหางลุกไหม้ขึ้นไปจนถึงหัว บางขณะก็ลุกไหม้หัวและหางมาจดกลางลำตัว จากกลางลำตัวไปถึงหัวและหาง สลับสับเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส

พระมหาโมคคัลลานเถระ เห็นดังนั้นจึงยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาด้วยคิดว่าสัตว์ผู้มีร่างกายเช่นนี้ เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้พระลักขณเถระที่เดินมาด้วยกัน พอเห็นพระโมคคัลลานะยิ้มน้อยๆ ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ด้วยคิดว่าการที่พระอรหันต์ผู้ใหญ่จะยิ้มคงต้องมีเหตุแน่นอน จึงเอ่ยปากถามว่า

“ข้าแต่พระมหาเถระ ท่านมีเหตุอันใดทำไมถึงได้เดินยิ้ม”

พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวแก่พระลักขณเถระว่า “เวลานี้มิใช่เป็นเวลาที่จะตอบปัญหา เอาไว้ถามเราต่อหน้าพระบรมศาสดาขณะเข้าไปเฝ้าก็แล้วกัน”

พระพุทธองค์ทรงสดับคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงทรงมีพุทธฏีกาตรัสว่า
“เราตถาคตก็เคยเห็นเปรตชนิดนั้นมาแล้ว ขณะที่เราพำนักอยู่บริเวณต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ แต่เราไม่ได้แจ้งแก่ใครเหตุเพราะจะไม่มีผู้ใดเชื่อ ผู้คนพวกนั้นจะพลอยได้รับโทษไปด้วย แต่มาบัดนี้ท่านโมคคัลลานะสามารถเห็นได้ด้วยทิพยจักษุ พอจะเป็นพยานยืนยันให้เราได้ เราจึงกล่าวว่าเคยเห็นเปรตตนนั้นมาก่อนแล้ว”

ภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมกันในขณะนั้น จึงทูลถามถึงบุพกรรมของเปรตนั้นว่ามีที่มาอย่างไรพระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่าว่า

ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเศรษฐีคนหนึ่งมีนามว่า “สุมังคลเศรษฐี” เป็นผู้มีทรัพย์มาก มียศมาก มีบริวารมาก มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ได้ทุ่มเทกำลังทรัพย์สร้างวิหารถวายพระบรมศาสดาให้เป็นที่ประทับพร้อมหมู่สงฆ์ โดยที่พื้นที่โดยรอบวิหารนั้นปูลาดด้วยแผ่นอิฐทองคำกว้างคูณยาว วัดได้ถึง 100 วา เสร็จแล้วก็จัดให้มีพิธีฉลองวิหารนั้น ด้วยกำลังทรัพย์อีกมหาศาล

ในเวลาเช้าของวันหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปเข้าเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าตามปกติ ระหว่างทางมีศาลาพักร้อนปลูกอยู่ข้างทางหลังหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีและบริวาร คิดจะเข้าไปนั่งพักให้หายเมื่อย แต่กลับพบบุรุษผู้หนึ่งนอนคุดคู้อยู่มีผ้าคลุมหัวอยู่กลางศาลาส่วนที่เท้านั้นก็เปื้อนโคลนเต็มไปหมด
สุมังคลเศรษฐี จึงกล่าวแก่บริวารว่า “ชายผู้นี้คงจะเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืนแล้วมาหลบนอนกลางวัน เราไม่ควรจะพักรวมชายคาเดียวกันกับคนเช่นนี้เลย” เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วท่านก็ออกเดินทางต่อไป

บุรุษผู้ที่กำลังนอนอยู่นั้นพอได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ภายในศาลาจึงเลิกผ้าขึ้นมาดูหน้าเศรษฐีผู้พูดประโยคดังกล่าว แล้วผูกใจเจ็บอาฆาต คิดว่าตาเศรษฐีเฒ่ามาดูแคลนเรา เราจะหาวิธีแก้แค้นเสียให้สาสม ว่าแล้วก็ลงนอนต่อไป

เวลาผ่านไปถึงยามบ่ายแก่ บุรุษผู้ที่นอนในศาลานั้นตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ออกไปสืบถามถิ่นที่อยู่ของสุมังคลเศรษฐีจนรู้แน่ชัดแล้ว ตกกลางคืนบุรุษนั้นก็แอบไปจุดไฟเผานาข้าวของเศรษฐี จนข้าวที่กำลังสุกได้ที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวถูกไฟเผาไหม้จนเสียหายทั้งหมด

เท่านั้นยังไม่พอ บุรุษใจพาลยังแอบเข้าไปเผายุ้งข้าวอีกหลายยุ้ง โดยมันผู้นี้ได้เพียรพยายามจองล้างจองผลาญเผานาข้าวและยุ้งข้าวของเศรษฐีอยู่ถึงเจ็ดครั้ง ก็ยังไม่สามารถละวางความแค้นได้ ต่อมาก็ย่องเข้าไปจุดไฟเผาเรือนของท่านเศรษฐีอีกถึงเจ็ดครั้ง ซ้ำยังแอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์แล้วทำการทารุณกรรมต่อฝูงวัวอยู่อีก 7 ครั้งจนบรรดาวัวเหล่านั้นพิการเดินไม่ได้เป็นที่น่าเวทนาสงสารยิ่ง

บุรุษใจพาลผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความแค้น แม้จะจองเวรทำลายทรัพย์สินของท่านเศรษฐีสักกี่ครั้งก็ยังไม่สาสมใจ ต่อมาจึงแสร้งเข้าไปตีสนิทกับหญิงรับใช้ของเศรษฐีแล้วหลอกถามว่า สุมังคลเศรษฐีนี้มีสิ่งใดเป็นที่รักใคร่มากที่สุด เพราะตนเองทำลายข้าวของหรือจุดไฟเผาบ้านอย่างไรเศรษฐีผู้นี้ก็ดูจะไม่ทุกข์ร้อนเลยสักครั้ง
หญิงรับใช้พอเห็นมีชายหนุ่มมาแสดงกิริยาเกี้ยวพาราสีทอดสะพานให้ นางจึงมอบไมตรีตอบด้วยความไว้วางใจ ไม่ว่าชายหนุ่มปรารถนาจะรู้สิ่งใด นางก็เล่าจนหมดว่า สุมังคลเศรษฐีเป็นผู้ดีมีน้ำใจงาม ไม่มีสิ่งใดที่นายท่านจะหวงแหนรักใคร่เทิดทูลเท่ากับวิหารและพระคันธกุฏี ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์พระบรมศาสดาอีกแล้ว

บุรุษใจพาลได้ฟังจึงคิดว่า ถ้าวิหารและพระคันธกุฎีเป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของไอ้เศรษฐีเฒ่านัก เราก็จะต้องหาทางไปเผาทำลายเพื่อระบายความแค้นเสียให้สมใจ

ครั้นพอถึงรุ่งเช้าวันใหม่ พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกก็เสด็จไปบิณฑบาตที่หมู่บ้าน บุรุษใจพาลเมื่อรอดูรู้ว่าปลอดผู้คนในอาวาสแล้ว จึงตรงเข้าไปทุบทำลายโอ่งน้ำ และภาชนะใส่น้ำจนหมดแล้วจุดไฟเผาวิหารและพระคันธกุฎีเสียจนวอดมอดไหม้ ไม่มีเหลือแม้แต่เสา

ฝ่ายเศรษฐีสุมังคละพอรู้ข่าวว่าไฟได้ไหม้วิหารและพระคันธกุฎีที่ตนสร้างถวายพระบรมศาสดา ก็รีบมาดูที่เกิดเหตุทันที พอเห็นกองเถ้าถ่าน กระจายอยู่เกลื่อนในบริเวณที่เคยเป็นวิหารและพระคันธกุฎี ท่านเศรษฐีก็ไม่ได้มีอาการปริวิตกหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับแสดงอาการดีใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
บรรดาประชาชนคนที่มามุงดู พอได้เห็นอาการของสุมังคลเศรษฐีเช่นนั้นจึงพากันไต่ถามว่า

“ท่านเศรษฐีบริจาคทุนทรัพย์จัดสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีไปตั้งมากมาย เมื่อสิ่งที่ท่านตั้งใจสร้างโดนไฟเผาทำลายเสียจนสิ้น ทำไมท่านจึงแสดงอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีอกดีใจ ท่านไม่รู้สึกเสียดายทรัพย์สินที่โดนเผาทำลายไปบ้างหรือ”

สุมังคลเศรษฐีจึงกล่าวตอบแก่ผู้คนชนที่มามุงดูว่า

“นาข้าวและยุ้งฉาง รวมทั้งเรือนของเราโดนไฟไหม้อย่างละเจ็ดครั้ง ถือได้ว่าเป็นความสูญเสีย แต่พระวิหารและพระคันธกุฎี ที่เราสร้างถวายแด่พระบรมศาสดาและสงฆ์พุทธสาวก ด้วยเงินและทองเป็นอันมากถึงจะโดนไฟเผาไหม้มอดหมดไป เงินและทองนั้นก็มิได้หายไปไหนยังจะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ

เหตุที่เราดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็เพราะเราจะได้มีโอกาสละเงินและทอง จัดสร้างพระคันธกุฎีถวายแด่พระบรมศาสดาและพระสงฆ์อีกครั้ง จึงถือว่าเราจะได้สะสมอริยทรัพย์ให้เพิ่มพูนปรากฏในภพชาติต่อไป เช่นนี้จะไม่ให้เราดีใจได้อย่างไรเล่า”

เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว สุมังคลเศรษฐีจึงได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัสสปะแล้วทูลอาราธนาให้เสด็จพร้อมหมู่สงฆ์สาวกไปประทับในที่อันควรก่อนในส่วนข้างหนึ่งของบริเวณอาวาสที่ตนสั่งให้บริวารจัดไว้ พร้อมทั้งทูลขอพุทธานุญาตจัดสร้างพระวิหารพร้อมพระคันธกุฎีถวายให้เป็นที่ประทับหลังใหม่

พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยอาการสงบนิ่งแล้วทรงเสด็จไปยังที่ที่เศรษฐีและบริวารจัดเตรียมไว้

สุมังคลเศรษฐี มีความลิงโลดยินดีเป็นยิ่งนัก ออกมาสั่งบริวารให้ระดมหาช่างฝีมือเลิศที่สุดให้มารวมตัวกัน รุมกันก่อสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเศรษฐีจึงสั่งให้ช่างทองหล่อทองคำให้เป็นแผ่นอิฐนำมาปูพื้นบริเวณโดยรอบพระวิหารมีความกว้างคูณยาวเท่ากับพื้นที่เดิม
จากนั้นแล้วก็สละทรัพย์ทำการเฉลิมฉลอง พร้อมถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมหมู่สงฆ์มีประมาณสองหมื่นรูปเป็นเวลาตลอดเจ็ดวัน แล้วจึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับหมู่สงฆ์ให้เสด็จประทับภายในพระวิหารและพระคันธกุฎีหลังใหม่

ฝ่ายเจ้าบุรุษผู้มีใจโฉดชั่ว หมกมุ่นอยู่ในแรงพยาบาทอาฆาตนั้นเห็นว่าท่านเศรษฐีไม่ได้มีความเจ็บแค้นเดือดร้อนต่อการที่วิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักต้องโดนไฟเผาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีเลยก็ยิ่งผูกใจเจ็บเข้าไปอีกแทนที่จะระลึกถึงความดีที่มีอยู่ในจิตใจเศรษฐีก็กลับคิดว่า

“ไอ้เศรษฐีเฒ่าผู้นี้ มันช่างยั่วยวนกวนโทสะของเรายิ่งนัก เราเผานามันก็แล้ว เผายุ้งฉางมันก็แล้ว เผาเรือนมันก็แล้ว ทำลายคอกปศุสัตว์มันก็แล้ว แม้ที่สุดวิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักโดนเราเผาทำลายกลายเป็นกองขี้เถ้ามันยังมีกะใจมีความสุขได้อีก มันช่างไม่สะทกสะท้านอะไรซะเลย ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่เราคงจะหาความสุขไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีฆ่าไอ้เศรษฐีเฒ่านี้ให้จงได้”

พอรุ่งเช้าบุรุษใจพาลจึงได้จัดแจงนุ่งห่มด้วยผ้าเนื้อหนา แล้วทำการซ่อนมีดเอาไว้ในผ้านุ่งของตน เดินตรงไปยังวิหารเพื่อรอจังหวะที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีให้ได้โดยเฝ้ากระทำอยู่เช่นนี้ทุกๆ วัน จนผ่านไปเจ็ด วันแล้วก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะที่จะลงมือฆ่าเศรษฐีได้เสียที

ฝ่ายสุมังคลเศรษฐี เมื่อได้ถวายวิหาร พระคันธกุฎีและอาหารชั้นเลิศแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวกสองหมื่นรูปครบเจ็ดวัน วันต่อมาจึงได้เดินทางเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วินาศภัยและอัคคีภัยที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ ข้าพุทธเจ้ารับรู้มาว่า เป็นฝีมือของบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเกิดจากแรงโทสะและริษยา เขาช่างเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เขาได้มีความเพียรเป็นอันมาก ที่จะพยายามทำให้ข้าพระองค์ต้องมีอันเป็นไปเสียให้ได้

เขาผู้นี้ได้พยายามทำการต่างๆ ไม่ว่าจะพยายามเผานาและยุ้งฉางถึงเจ็ดครั้ง ต่อมาก็พยายามเผาเรือนของข้าพุทธเจ้าอีกเจ็ดครั้ง อีกทั้งพยายามที่จะทำลายสิ่งที่ข้าพุทธเจ้ารักให้ได้ด้วยการลอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์ ทำร้ายโคขุนของข้าพุทธเจ้าให้ถึงกับพิการเดินไม่ได้ ด้วยการตัดเท้าโคทั้งหมดเสีย

ครั้งสุดท้ายเขาผู้นี้ก็แอบลอบเข้ามาทุบทำลายภาชนะใส่น้ำในอาวาส และเผาวิหารพร้อมพระคันธกุฎี กรรมอันนี้หนักหนาสาหัสนัก จักมีผลให้เขาได้รับทุกขเวทนาแบบนับประมาณไม่ได้ในภพชาติต่อไป จึงถือได้ว่าเขาช่างหน้าสงสารยิ่งนัก”

“ข้าพุทธเจ้าจึงขอยกผลบุญที่ข้าพุทธเจ้าจักพึงได้รับ ในการถวายมหาทานครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่บุรุษผู้นั้นก่อนผู้อื่น เพื่อว่าเขาอาจจะได้รับความสุขสบายขึ้นบ้างในโอกาสต่อไป”

บุรุษผู้มีจิตคิดชั่ว ซึ่งได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเสื้อหนา แล้วซ่อนมีดเอาไว้ภายในเครื่องนุ่งห่มในตอนนั้นได้เข้ามาปะปนรวมมากับผู้คนเพื่อรอโอกาสที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีเสียพอดี ครั้นพอได้ฟังวาจาที่ไม่เคยผูกอาฆาตของสุมังคลเศรษฐีและยังกล่าวยกบุญกุศลนั้นให้ตนเองก่อนคนอื่นก็ฉุกขึ้นมาว่า

“โอหนอ นี่เรากำลังจะทำอะไร เราจ้องจองล้างจองผลาญแก่เศรษฐีคนนี้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราทำ แทนที่จะถือโทษโกรธเคืองแก่เรา แต่เขากกลับไม่ได้ผูกโกรธ ซ้ำยังมีเมตตาแบ่งปันส่วนผลบุญอันได้มายากให้แก่เราก่อนผู้อื่นอีก

แม้บัดนี้เรายังจะคิดฆ่าเขาได้ลงคออีกหรือ ที่ผ่านมาเราได้เพียรที่จะกระทำกรรมอันชั่วช้าหนักหนาสาหัสแก่เขาแล้วถ้าเราไม่ได้ออกไปขอโทษแก่เขา แล้วขอให้เขายกโทษให้เรา ฟ้าคงจะผ่าหัวเราให้แยกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นแน่”

บุรุษผู้โฉดชั่วนั้นจึงออกมาจากที่ชุมชน แล้วเดินตรงเข้าไปแสดงตนว่าเคยเป็นคนปองร้ายต่อท่านเศรษฐี นั่งคุกเข่าหมอบกราบลงแทบเท้าสุมังคลเศรษฐี กล่าวว่า

“ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอท่านจงโปรดยกโทษในความผิดที่ข้าพเจ้าได้กระทำ พูด คิดแก่ท่านทุกประการที่ข้าพเจ้าได้ทำลงไป บัดนี้ข้าพเจ้าสำนึกผิดและขออภัยแก่ท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย”

สุมังคลเศรษฐีพอได้ฟังคำขอโทษจากปากบุรุษผู้นั้น ก็ถามขึ้นว่า

“ ดูก่อนสหาย ท่านจะให้เรายกโทษให้ด้วยเหตุอันใด ทำไมท่านถึงได้มาแสดงกิริยาประหวั่นงันงกเช่นนี้ด้วยเล่าขอท่านจงบอกเล่าให้เราได้ฟังก่อน”

บุรุษใจพาลจึงได้เล่ารายละเอียดที่ตนจองเวรจองล้างจองผลาญต่อเศรษฐีว่าทำอะไรที่ผิดต่อท่านเศรษฐีอย่างไรบ้าง จนแม้ที่สุดถึงกับคิดจะฆ่าเสียให้ตาย ณ วันนี้ให้ท่านสุมังคลเศรษฐีได้ฟัง ครั้นได้สดับฟังแล้วก็ให้นึกสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมบุรุษผู้นี้ถึงได้พยาบาทจองเวรแก่เราถึงเพียงนี้จึงเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ต้องปองร้ายกัน

บุรุษใจพาลจึงได้ขอให้เศรษฐีระลึกนึกถึงคำพูด ที่พูดแก่บ่าวของตนเองในศาลาพักร้อนริมทางเมื่อครั้งกระโน้นแล้วบุรุษนั้นจึงกล่าวว่า “เหตุเพราะคำพูดที่เศรษฐีพูดดูแคลนแก่ข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าผูกอาฆาตจองเวรมาถึงปัจจุบัน”

สุมังคลเศรษฐี เมื่อระลึกถึงคำพูดของตนในอดีตได้จึงกล่าวขอโทษ ขอให้บุรุษใจพาลนั้นกรุณายกโทษนั้นให้แก่ตนด้วยแล้วก็กล่าวว่า
“สหายเอยจงลุกขึ้นเถิดเราได้ยกโทษแก่ท่านแล้ว เราเองก็ไม่ดี ที่พูดโดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะได้ยินจงลุกขึ้นเถอะนะอย่ามานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เลย”

บุรุษใจพาลจึงกล่าวว่า

“ข้าแต่นายผู้ประเสริฐ หากท่านยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าจริง ขอนายท่านจงรับข้าพเจ้าพร้อมลูกเมีย ให้เป็นทาสรับใช้ในเรือนของท่าน ข้าพเจ้าและลูกเมียต้องการเพียงก้อนข้าวและหยดน้ำจากนายท่านเพื่อประทังชีวิตให้อยู่ได้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการสิ่งใดตอบแทนอีก ขอนายท่านโปรดจงให้โอกาสข้าพเจ้า และครอบครัวได้ถ่ายโทษด้วยวิธีนี้ด้วยเถิด”

สุมังคลเศรษฐีกล่าวว่า
“สหายเอย เราให้สัจจะวาจาว่าจะไม่ถือโทษแก่ท่าน แต่เราไม่อาจรับท่านและครอบครัวเข้ามาอยู่ในบ้านได้ ด้วยเหตุเพราะเราเกรงว่าเมื่อท่านมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเราแล้ว เราคงจะว่ากล่าวตักเตือนท่านไม่ได้อีก เพราะเพียงแต่ในอดีตเรากล่าวตำหนิท่านเล็กน้อย ท่านยังผูกอาฆาตต่อเราถึงเพียงนี้ เมื่อท่านมาอยู่ร่วมกับเราวันข้างหน้าเราหรือจะกล้าว่ากล่าวตักเตือนท่านได้ จงไปข้างหนาเสียเถิดสหาย”

บุรุษใจพาลได้ยอมรับการตัดสินใจของสุมังคลเศรษฐีแต่โดยดี แล้วจึงล่าถอยออกมาจากที่ประชุม ครั้นพ้นเขตอาวาสแล้วไม่นาน ขณะที่บุรุษใจพาลกำลังจะเดินกลับบ้าน ฉับพลันนั้นฟ้าก็ได้ผ่าลงมาโดนศีรษะของบุรุษใจพาลนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ตายลงในที่สุด

บุรุษผู้นั้นเมื่อตายลงแล้ว ด้วยกรรมชั่วที่เขาได้กระทำไว้มากมายนำพาเขาให้ไปบังเกิดในอเวจีนรกหมกไหม้อยู่เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งพุทธันดร (แสนมหากัป) จนเวลาล่วงเลยลุถึงพระศาสนาของพระบรมศาสดาองค์ปัจจุบันจึงได้มาบังเกิดเป็นเปรตงูเหลือมวนเวียนอยู่บริเวณชายเขาคิชฌกูฎชานกรุงราชคฤห์ จนปรากฏตัวให้แก่พระพุทธเจ้าและโมคคัลลานะได้เห็นในที่สุด

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงที่มาของเปรตงูเหลือมจบลง พระองค์ก็ทรงโปรดแสดงผลที่คนพาลจะได้รับ ความว่า

“คนพาลทำบาปย่อมไม่รู้สึกตัวว่าเราทำบาป ต่อเมื่อความเดือดร้อนเพราะผลแห่งการกระทำ ย่อมส่งให้ได้รับโทษให้จมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานจึงมารู้สึกตัวทีหลังก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว”

เรื่องของสุมังคลเศรษฐีอธิบายผลแห่งการให้อภัยทานและการผูกอาฆาตได้เป็นอย่างดีว่ามีผลตรงกันข้ามกันมากมายเพียงใด

คนที่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ จิตก็จะมีความโปร่งเบาไม่ทุกข์ร้อน นำจิตที่ใสสะอาดนั้นไปสร้างกุศลกรรมดีได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จะเห็นว่ายิ่งให้อภัยได้ท่านก็มีโอกาสทำบุญใหญ่และรวยมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

การให้อภัยทานได้นับว่าเป็นการตัดเวรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

“…ไม่เผาได้ไหม…”

16707534_1692611294086029_2288732480217006942_o

ได้อ่านข่าวที่มีคุณยายท่านหนึ่ง
ที่มากราบพระบรมศพ
ทูลถามพระองค์โสมสวลี
ทั้งน้ำตาว่า

“ไม่เผาได้ไหม”

แล้วชี้ไปที่พระบรมมหาราชวัง
พระองค์ท่านทรงตอบกลับมาว่า

“มันเป็นสัจธรรมค่ะคุณยาย”

อ่านมาถึงตอนนี้
เข้าใจความรู้สึกของคุณยายท่านนี้ดี
คงเหมือนกับคนไทย
อีกหลายล้านคนที่รักในหลวง
เกินพรรณา….

อยากจะบอกว่า
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
นั้นเป็นสัจธรรม
เป็นไตรลักษณ์ เป็นกฏธรรมชาติ

ไม่มีใครละเมิดได้
แม้แต่พระพุทธองค์

สิ่งที่เราทำได้คือ
ละเว้นกรรมชั่วทั้งปวง
หมั่นสร้างบุญส่วนกุศล สร้างกรรมดี
ปฏิบัติตน ปฎิบัติธรรม
ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

มีเมตตา ให้อภัย
ไม่เบียดเบียนกันและกัน

เดินตามรอยเท้าพ่อ

ทำดีเพื่อพ่อ

ช่วยกันส่งเสริมคนดี
เผยแพร่คำสอนพ่อ
ให้ทุกคนได้รู้ ได้ปฏิบัติ

ได้เปลี่ยนชีวิตตน
เปลี่ยนชีวิตคนอื่นในทางดีงาม

อุทิศบุญให้พ่อ

ถ้าทำได้
“พ่อ” คงดีใจที่เราทุกคนเป็นคนดี
และช่วยให้ทุกคนเป็นคนดี
มีความสุข ความเจริญ

สมดังที่พ่อทำทุกอย่างเพื่อเรา
“คนไทย” ทุกคน

ขอน้อมอุทิศบุญส่วนกุศลทั้งหมด
ที่ข้าพเจ้าธ.ธรรมรักษ์และคณะ
ได้เพียรทำมาทุกภพชาติ
ทุกกัปป์ ทุกกัลป์

น้อมถวายเป็นส่วนกุศล
แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9
บูรพพระมหากษัตริย์ไทย
ทุกพระองค์ และทุกพระราชวงศ์
ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

พระสยามเทวาธิราช
พรหมเทพเทวาทั้งหลาย
ที่ปกปักษ์รักษาแผ่นดินไทย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง

ผู้ทรงคุณงามความดี
สร้างชาติไทยทุกผู้ทุกนาม
สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั้งหลาย
ที่สละเลือดเนื้อ
เพื่อให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุข

โมทนาสาธุ สาธุ สาธุ

เพียงอนุโมทนาบุญ
ก็ได้บุญยิ่งใหญ่มหาศาล

16708399_1690466440967181_2720709402906804222_n

“ความยินดีกับคนอื่น คือทานที่ไม่ใช่ทรัพย์แต่ได้บุญมหาศาล”

ทุกๆ คนย่อมรู้สึกยินดีและมีความสุขมากอยู่แล้วเวลาที่เราได้ไปทำบุญบริจาคทานอิ่มใจออกมาจากวัดหรือทุกครั้งที่มีการทำบุญเกิดขึ้น แล้วพอมีเพื่อนบ้านเดินมาถามว่า “ไปไหนมาแต่เช้า” พอเราตอบว่า “ไปทำบุญที่วัดมา”

พอเพื่อนบ้านเราได้ยินเข้าอย่างนี้ก็ตรงเข้ามาแสดงความชื่นชมยินดี และกล่าวอนุโมทนาสาธุในการทำบุญของเรา

มีคนชื่นชมในการทำบุญของเราเราก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นและสบายใจมากขึ้นเหมือนได้ทรัพย์มีค่าอะไรสักอย่างเพิ่มขึ้นมาหรือความรู้สึกอิ่มเอมเย็นวาบขึ้นมาที่กลางกระหม่อม

การที่ผู้อื่นได้เข้าแสดงความยินดีที่เราได้ไปทำบุญนั้น เขาก็ได้ทำทานอย่างหนึ่งไปแล้ว

เรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย”
คือการที่บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาบุญ
ในคุณความดีของผู้อื่น

นับเป็นทานที่ให้จากภายในที่ก่อบุญกุศลและความสุขได้ ก่อให้เกิดความชื่นชมโสมนัส ยินดีปรีดาในบุญ

ดังนั้นทั้งตัวเราผู้ที่ไปทำบุญทำทานมาก็ได้บุญเพิ่ม คนที่กล่าวอนุโมทนาก็ได้ทำบุญเฉกเช่นเดียวกับเราเช่นกัน

มีตัวอย่างจริงดังเช่นผลบุญที่เกิดกับเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระได้จาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูงถึง 16 โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์

โดยที่เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาที่มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

พระอนุรุทธะเถระถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอมากถึงเพียงนี้

นางเทพธิดาตอบพระอนุรุทธะเถระว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ครั้งหนึ่งเมื่อเพื่อนของดิฉันได้สละทรัพย์ถึง 27 โกฏิ ไปสร้างวัดบุพพารามมหาวิหาร เธอได้ชวนดิฉันและสหายอีก 500 คน ไปเที่ยวชมวัดที่สวยงามดุจปราสาท ดิฉันได้เห็นปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า สาธุ สาธุ สาธุ”

ผลของการโมทนาบุญนั้นจะบังเกิดบุญที่เรียกกันว่าโมทนามัย ซึ่งจะมีผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพ “ใจ” ของผู้กล่าวโมทนาบุญนั้นหากกล่าวโมทนาบุญอย่างเต็มใจผลบุญกุศลก็จะมากไปตามคุณภาพของจิตดังที่เพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้กระทำ

การโมทนาบุญนั้น แบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น เพื่อนของเราได้เลี้ยงพระเพลที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญในกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญสร้างขึ้น เช่นการโมทนาบุญจากการร่วมมือกันทอดผ้าป่า หรือ ทอดกฐิน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาบำเพ็ญมาตลอด

เช่น นาย ก. ได้ตั้งจิตจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่รูปหนึ่งเขาได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปมาทีละน้อยด้วยเงินที่มี เมื่อเราได้เห็นการลงแรงสร้างพระพุทธรูปก็โมทนาบุญกับนาย ก. ด้วยทีหนึ่ง เมื่อผ่านไปเห็น นาย ก.อีกครั้งก็โมทนาบุญด้วยอีกครั้ง และโมทนาบุญไปเรื่อยจนกระทั่งนายก. สร้างพระพุทธรูปเสร็จ เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ นั้นหมายถึงการ โมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นทั่วอนันต์จักวาลทั้งสามไตรภูมิเป็นการแสดงความยินดีในบุญอันยิ่งใหญ่ของการบำเพ็ญเพียรของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ดังเช่นการมหาโมทนาบุญของเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า ได้ลงมากระทำร่วมกันเมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุญที่เกิดจากการมหาโมทนาในครั้งนั้นก็จะยิ่งเป็นบุญที่ส่งเสริมให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้รับทิพย์สมบัติอันยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คืออานุภาพของการกล่าวแสดงความยินดีของผู้อื่นเมื่อเขาได้ทำบุญให้ทานในด้านต่างๆ แล้วเราแสดงความยินดีด้วย

วันนี้คุณยิ้มและยินดีกับความดีของตนเองและผู้อื่นหรือยัง

ถ้ายังจงทำเสียแต่วันนี้ เพราะบุญที่เกิดขึ้นไม่ได้น้อยหน้าใครทั้งสิ้น

โมทนาสาธุ

เจตนาแห่งทาน คือเครื่องชี้วัดกำลังบุญ แม้ไม่อยากรวยก็จะรวยจนได้

16473336_1689448421068983_473845336512287761_n

ในสมัยของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ มหาเอกสาฎกอาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถี

เหตุที่ท่านได้ชื่อนี้ก็เพราะท่านยากจนมาก ผ้าสาฎกสำหรับนุ่งของพราหมณ์นั้นมีผืนเดียว แม้ผ้าของนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาก็มีผืนเดียว ทั้งสองคนมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้นในเวลาไปภายนอก พราหมณ์หรือนางพราหมณีต้องเปลี่ยนกันห่มผ้าจึงจะสามารถออกนอกบ้านได้

วันหนึ่ง เมื่อเขาประกาศว่าจะมีการฟังธรรมในวิหารโดยพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้แสดงธรรม ทำให้สามีภรรยาผู้มีผ้าผืนเดียวเกิดความยินดีมาก โดยตกลงกันว่านางพราหมณีจะไปฟังธรรมเวลากลางวัน ส่วนสามีจะไปฟังธรรมในเวลากลางคืน

เมื่อถึงเวลากลางคืนเอกสาฎกพราหมณ์ก็ได้ไปฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังธรรมก็เกิดใจที่ปีติขึ้นมา จึงอยากจะบูชาพระพุทธเจ้าด้วยผ้าห่มของตัวเอง แต่ก็คิดว่า

“ถ้าเราจักถวายผ้าสาฎกนี้ผ้าห่มของนางพราหมณีจักไม่มี ของเราก็จักไม่มีจะทำอย่างไรดีหนอ”

ซึ่งในขณะนั้น จิตของพราหมณ์สองดวงจึงเกิดขึ้น คือจิตที่ประกอบด้วยความตระหนี่พันดวงจิตหนึ่งเกิดขึ้น และเกิดจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาดวงหนึ่งเกิดขึ้นอีกต่อสู้กันเป็นเวลานาน

เมื่อพราหมณ์กำลังคิดว่า “จักถวาย หรือ จักไม่ถวายดี” จนเวลาผ่านล่วงเลยไปแม้ช่วงปฐมยาม มัชฌิมยามนั้นก็ยังตัดสินใจไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อถึงปัจฉิมยามจึงตัดสินใจได้สามารถเอาจิตแห่งความศรัทธาเป็นที่ตั้งเอาชนะความตระหนี่ได้แล้วถือผ้าสาฎกไปวางแทบพระบาทของพระพุทธเจ้าจากนั้นได้เปล่งเสียงดังขึ้นสามครั้งว่า

“ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว”

ทานของพราหมณ์นั้นให้ผลทันตาเห็นทันที เมื่อพระเจ้าพันธุมราชกำลังทรงฟังธรรม ได้สดับฟังเสียงนั้นแล้ว ตรัสบอกอำมาตย์ว่า

“พวกท่านจงถามพราหมณ์นั้นดูแล้วมาบอกเราว่า เขาชนะอะไร”

เอกสาฎกพราหมณ์จึงได้ตอบว่า “ เหตุที่ข้ากล่าวเช่นนั้น ขอให้ท่านลองนึกถึงเวลาที่เราไปรบทัพจับศึกแล้วได้ชัยชนะกลับมา ความรู้สึกนั้นประสบชัยชนะนั้นไม่น่าอัศจรรย์หรืออย่างไร ความตระหนี่ที่มีในตัวข้าเปรียบเหมือนศัตรูที่ยากจะเอาชนะได้ แต่เมื่อข้าตัดสินใจถวายผ้าห่มแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ความรู้สึกชนะหัวใจที่ตระหนี่ก็ได้บังเกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มากสำหรับข้า ข้าจึงได้กล่าวแสดงชัยชนะเช่นนั้น”

พระราชาได้สดับความนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “พราหมณ์ทำสิ่งที่บุคคลทำได้ยาก เราจักทำการสงเคราะห์เขา” จึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าสาฎกหนึ่งคู่ให้พราหมณ์ แต่พราหมณ์กลับคิดว่า

“ในเวลาที่ตนเองนั่งนิ่งอยู่พระราชาก็ไม่ได้ถวายสิ่งใดแก่เรา แต่กลับได้ผ้ามาเพราะเรากล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ เราจึงไม่ควรใช้ผ้านี้เพราะอาศัยพุทธคุณ”

เมื่อคิดได้ดังนั้นพราหมณ์จึงได้นำผ้าทั้งสองผืนนั้นไปถวายเป็นทานแด่พระพุทธเจ้าแทน พระราชาจึงรับสั่งให้พระราชทานทำให้เป็นทวีคูณอีก คือ สองคู่ สี่คู่ แปดคู่ สิบหกคู่ แต่พราหมณ์ก็ได้ถวายผ้าทั้งหมดให้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหมด ต่อมาพระราชาจึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าสาฎกถึงสามสิบสองคู่แก่เขา

พราหมณ์จึงยอมรับผ้าเพียงสองผืนเป็นครั้งสุดท้ายโดยผืนหนึ่งตนเองจะเอาไว้ใช้ อีกผืนจะให้ภรรยาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ครหาว่าปฏิเสธผ้าเพื่อเรียกร้องผ้าให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด

ต่อมาครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระเจ้าพันธุมราชได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงซึ่งเป็นผ้าสักหลาดอย่างดีเพื่อให้พราหมณ์ใช้ห่มเวลาที่จะมาเข้าเฝ้า แต่พราหมณ์กลับคิดว่าผ้าผืนนี้ดีเกินไปไม่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง

“ผ้ากัมพลเหล่านี้ไม่สมควรแตะต้องที่สรีระอันบูดเน่าของเรา ผ้าเหล่านั้นสมควรแก่พระพุทธศาสนาเท่านั้น”

พราหมณ์คิดได้ดังนี้จึงได้ขึงผ้ากัมพลผืนหนึ่ง ทำให้เป็นเพดานไว้เบื้องบนที่บรรทมของพระศาสดาภายในพระคันธกุฎี แล้วขึงผืนหนึ่งทำให้เป็นเพดานในที่ทำภัตกิจของภิกษุผู้มารับบิณฑบาตในบ้านของตนเอง

ในเวลาเย็นพระราชาเสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดาก็ทรงจำผ้ากัมพลได้แล้วทูลถามว่า

“ใครทำการบูชา พระเจ้าข้า”

เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า “พราหมณ์ชื่อเอกสาฎก” ดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า “พราหมณ์เลื่อมใสในฐานะที่เราเลื่อมใสเหมือนกัน” จึงได้รับสั่งให้พระราชทานวัตถุทานทุกอย่างที่จำเป็นแก่พราหมณ์นั้นได้แก่ ช้างสี่ ม้าสี่ กหาปณะสี่พัน สตรีสี่ ทาสีสี่ บุรุษสี่ บ้านส่วยอีกสี่ ตำบลพร้อมทั้งทรงแต่งตั้งให้พราหมณ์ได้เป็นราชปุโรหิตอยู่ถวายงานใกล้ชิดพระองค์เป็นต้นมา

เอกสาฎกพราหมณ์เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วได้เวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพชาติจนกระทั่งชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็น ปีปผลิมาณพ ผู้มีฐานะร่ำรวยมหาศาล ซึ่งภายหลังท่านได้ออกบวชเป็นพระอัครสาวกผู้เลิศในด้านธุดงควัตร

“พระมหากัสสปะ” ผู้ยิ่งยงผุ้นั้นนั่นเอง

เกิดมาอย่างไรก็ไม่สำคัญ
เท่ามีชีวิตอย่างไร
ให้เป็นที่พึ่งของผู้อื่น

16473001_1688034761210349_2544761964970585319_n

คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะมีชีวิตที่ดีได้ และต่อให้ไม่ถึงคราวเคราะห์เสียแล้วยังไงก็ต้องมีชีวิตอยุ่ต่อไป ดังเช่น สามเณรสังกิจจะ

“สามเณรสังกิจจะ” ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณรเมื่อมีอายุแค่ 7 ขวบ ท่านมีความเป็นมาน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง มารดาของท่านนั้นเป็นธิดาของตระกูลมั่งคั่งในกรุงสาวัตถี

แต่ว่ามารดามีอายุสั้นได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ท่านยังอยู่ในครรภ์ด้วยโรคร้าย เมื่อศพกำลังถูกเผาอยู่บนเชิงตะกอน ในขณะที่เนื้อส่วนอื่นไหม้ไปจนหมดยังเหลืออยู่แต่เพียงส่วนเนื้อท้อง พวกสัปเหร่อจึงเอาหลาวเหล็กเสียบเนื้อท้องของนางแล้วยกลงจากเชิงตะกอน แทงซ้ำอีก ๒-๓ ครั้งเพื่อให้เนื้อแตกออกจากกัน

โดยที่ปลายหลาวเหล็กได้แทงหางตาของทารก เมื่อพวกสัปเหร่อแทงเนื้อท้องเสร็จจึงโยนกลับขึ้นไปบนเชิงตะกอน ใส่ฟืนสุมไฟเข้าไปอีกชั้นหนึ่งจนแน่ใจว่าคราวนี้คงไหม้หมดแน่แล้ว จึงค่อยพากันกลับบ้าน แม้เนื้อท้องได้ไหม้จนหมด แต่ทารกกลับไม่ได้ไหม้ ยังคงนอนหลับสบายเหมือนนอนอยู่ในห้องกลีบดอกบัว

ที่เป็นเช่นนี้ด้วยเพราะอานุภาพของผู้เกิดมาเพื่อเป็นภพชาติสุดท้าย แม้จะถูกภูเขาสิเนรุทับก็จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตก่อนที่จะได้บรรลุธรรม

ในวันหนึ่งได้มีพระภิกษุ 30 รูปปรารถนาจะเข้าไปบำเพ็ญสมณธรรมในราวป่า จึงเข้าไปกราบทูลลาพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเห็นด้วยพุทธญาณว่าภัยของพระภิกษุเหล่านี้จะเกิดจากชายชั่วคนหนึ่ง

แต่หากสามเณรสังกิจจะไปด้วยก็จะช่วยป้องกันภัยนั้นได้ อีกทั้งพระภิกษุก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วย จึงรับสั่งให้พระภิกษุทั้ง 30 รูปไปกราบลาพระสารีบุตรเถระก่อน เพื่อให้ได้นำพาสามเณรไปด้วย

เมื่อภิกษุเดินทางกันไปไกลแล้ว ก็ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ป่าใหญ่ได้จำพรรษาที่นั่นและแยกกันปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด

ในวันหนึ่งได้มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ได้พบพระภิกษุสงฆ์กำลังเที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน เมื่อได้ภัตตาหารมาแล้ว ก็มานั่งทำภัตกิจอยู่บนหาดทราย เขาได้เข้าไปไหว้พระเถระด้วยความคิดว่า พระภิกษุเพิ่งกลับจากบิณฑบาตกำลังทำภัตกิจ คงมีอาหารพอทำให้เราคลายหิวได้

พระเถระเมื่อเห็นเขาจึงไต่ถาม ครั้นรู้ว่าเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก จึงเกิดความกรุณาบอกเขาว่า “อุบาสก ท่านหิวมาก จงไปนำใบไม้มาเป็นภาชนะ” ว่าแล้วแต่ละรูปก็ได้คลุกข้าวกับแกงแบ่งให้ บุรุษเข็ญใจกินข้าวเสร็จแล้ว คิดว่า “เราอุตสาห์ทำงานตลอดทั้งวัน ก็ยังไม่ได้อาหารที่เลิศอย่างนี้ เราจะไปที่อื่นทำไม อยู่กับภิกษุเหล่านี้ดีกว่า” จึงบอกพระภิกษุว่า

“กระผมอยากจะขออยู่ช่วยอุปัฏฐากดูแลพระคุณเจ้า” พวกพระภิกษุเห็นความตั้งใจดีของเขา จึงเมตตารับเขาไว้ เมื่อเขาอยู่กับพวกพระภิกษุก็ทำวัตรปฏิบัติเป็นอย่างดี ทำให้พวกพระภิกษุรักและไว้วางใจเรื่อยมา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 เดือน บุรุษเข็ญใจคนนี้ก็เกิดอยากมีภรรยาขึ้นมา คืนนั้นจึงแอบหนีไปโดยไม่บอกลา เขาเดินหลงไปในป่าที่มีโจรร้ายที่ชอบบุชายัญมนุษย์มากินเป็นอาหาร ชายคนนี้โดนจับ แต่เพราะตัวเองกลัวตายมากจึง ขอร้องให้โจรปล่อยไปเพราะตนเองเป็นคนสกปรกกินแต่เดนคนอื่นมาตลอด ให้ไปจับพระภิกษุกับเณรในหมุ่บ้านกินจะดีกว่า

โจรจึงยอมปล่อยจากนั้นให้เขานั่นแหละเป็นผู้นำทางไป

พอไปถึงโจรก็ตีระฆังเรียกพระมาประชุมกัน แล้วบอกให้ทราบจุดประสงค์ที่มา พระทั้ง 30 รูปแม้จะกลัวตายแต่ก็แย่งกันสละชีวิตให้โจร

แต่สามเณรสังกิจนั้นขอให้ทุกคนหยุดเสียสละเพราะตนจะเสียสละเอง เพราะทราบดีว่า โจรทำอันตรายท่านไม่ได้ เนื่องจากท่านเป็นพระอรหันต์แล้วนั่นเอง

เมื่อพวกโจรพาสามเณรน้อยไปแล้ว จึงได้พาไปพักไว้ในที่แห่งหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยไปเตรียมสถานที่บูชายัญในที่อีกแห่งหนึ่ง ครั้นสามเณรสังกิจจะไปถึงที่อยู่ของพวกโจร แทนที่จะนั่งร้องไห้กลัวตาย กลับนั่งเข้าฌานสงบนิ่งไม่ไหวติง ส่วนพวกโจรเมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว หัวหน้าโจรได้ชักดาบเดินเข้าไปหาสามเณร กำด้ามดาบแน่นแล้วยกขึ้นฟันฉับลงที่ก้านคอสามเณรทันที ! ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น…!

ดาบได้งอพับเป็นรูปโค้ง ทำให้หัวหน้าโจรต้องตะลึง แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า…“เราคงฟันพลาดไป” จึงดัดดาบให้ตรง แล้วฟันซ้ำอีก ทีนี้ดาบได้ม้วนงอลงมาอีกครั้ง

หัวหน้าโจรเห็นปาฏิหาริย์แล้วจึงเกิดความหวั่นไหวจึงทิ้งดาบลงบนพื้น หมอบลงแทบเท้าของสามเณร แล้วกล่าวว่า

“สามเณร…พวกเราเป็นโจรในป่ามานาน คนตั้งพันเห็นพวกเราแต่ไกลยังตัวสั่น ส่วนท่านไม่มีความกลัวแม้เพียงนิดเดียวใบหน้าของท่านกลับผ่องใสยิ่งนัก เป็นเพราะอะไรหนอ”

สามเณรบอกว่า “ท่านหัวหน้า ธรรมดาของผู้ที่หมดกิเลสแล้วย่อมไม่มีความหวาดกลัว ขึ้นชื่อว่าร่างกายเป็นเหมือนภาระหนักที่ต้องคอยดูแล พระอรหันต์ทั้งหลายเห็นว่าเมื่อร่างกายแตกสลายไป ย่อมมีแต่ความยินดี ไม่มีความหวาดกลัวเลย”

“พวกท่านจะทำอย่างไรต่อไป” ลูกน้องโจรไม่มีความเห็นได้แต่บอกว่า “ก็แล้วแต่หัวหน้าเถอะ”

หัวหน้าโจรจึงบอกว่า

“เมื่อเราเห็นปาฏิหาริย์ถึงเพียงนี้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเป็นโจรป่า เราจะบวชเป็นลูกศิษย์ของสามเณรดีกว่า”

พวกสมุนโจรเห็นดีเห็นงามว่า “ดีแล้ว…แม้พวกเราก็จะบวชเหมือนกัน”

พอโจรบวชแล้ว สามเณรสังกิจเกรงว่าพระภิกษุทั้ง ๓๐ รูปจะเป็นห่วง จึงพาสามเณรใหม่ทั้ง 500 รูปกลับไปลาพวกพระภิกษุเหล่านั้น เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังทุกอย่างจนพระภิกษุทุกรูปสบายใจไปตามๆ กัน เหมือนยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะจากไปสามเณรบอกให้พระภิกษุทุกรูปอย่าได้ประมาทให้ตั้งใจเร่งบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเต็มที่

จากนั้นก็กล่าวลาเพื่อไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อกลับไปถึงวัดเวฬุวัน ก็ได้นำสามเณรใหม่ 500 รูปไปกราบนมัสการพระสารีบุตรเถระ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ พระสารีบุตรถามว่า…“สังกิจจะ เธอได้ลูกศิษย์มาหรือ”

สามเณรจึงตอบว่า…“ขอรับ” แล้วก็เล่าเรื่องราวให้พระเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ทราบทุกอย่าง

พระสารีบุตรแนะนำว่า “สังกิจจะเธอจงพาสามเณรเหล่านี้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเถิด”

พระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดว่า

“การที่พวกท่านตั้งอยู่ในศีล มีชีวิตอยู่แม้วันเดียวในบัดนี้ประเสริฐกว่าการเป็นโจรตั้ง 100 ปี ก็ผู้ใดทุศีล มีจิตไม่ตั้งมั่น แม้มีชีวิตอยู่ตั้ง 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้มีศีล มีฌานประเสริฐกว่า” ในเวลาจบพระธรรมเทศนา สามเณรใหม่ทั้ง 500 รูปได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

“ผู้ที่อายุยังน้อยก็ตาม แต่หากเปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่งแล้วก็สามารถชี้นำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ผู้อื่นได้ คนดีเปรียบเหมือนเทียนที่ส่องแสงสว่างให้คนที่อยุ่ในความมืด”

โมทนาสาธุ

คนยากจนที่สุดหากรู้จักทำทานก็รวยได้

16473640_1684198001594025_201761103359499816_n

การทำทานทำให้คนรวยได้จริง การทำทานไม่ใช่เรื่องของแค่คนรวยๆ อย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเท่านั้น หลายๆ คนอาจมองว่าเพราะเขามีมากเขาจึงทำได้ คนจนๆ จะเอาอะไรไปทำทานเพียงแค่หากินให้พอเลี้ยงปากท้องก็แย่พอแล้ว

ความจริงแล้วคนที่ยากจนนั้นยิ่งต้องทำทานให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้หายจนเพราะยิ่งตระหนี่มากเท่าไหร่ ความตระหนี่ก็จะผลักเอาความร่ำรวยออกไปทำให้ยิ่งจนลงมากกว่าเดิม ส่วนคนที่เกิดมายากจนแต่รู้จักทำทานให้ถูกคน ถูกกาล มีจิตยินดีเสมอในการทำทานเขาก็จะสามารถร่ำรวยมีความสุขขึ้นมาได้

ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้ากัสสปะ มีชายคนหนึ่งที่ชื่อ “มหาทุคตะ” แปลว่า “ชายที่แสนยากจน” มีอาชีพเป็นขอทานความยากจนของแกนั้นเรียกได้ว่าจนระดับที่สุดของเมืองเลยก็ว่าได้

วันหนึ่งนายมหาทุคตะก็ได้รับการชักชวนจากบัณฑิตผู้หนึ่งให้ทำบุญกับพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบ้างจะได้เป็นบุญวาสนาติดตัวไปไม่ทำให้ยากจนอีกในภายภาคหน้า มหาทุคตะได้ยินการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าแล้วก็เกิดความรู้สึกยินดีมาก คิดจะทำทานกับพระสาวกของพระพุทธองค์สักรูปหนึ่งก็เลยไปทำการจองพระไว้รูปหนึ่งกับบัณฑิตที่มาชักชวน

บัณฑิตก็เห็นว่าจองแค่รูปเดียวจึงไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ แล้วก็ไปชักชวนบุคคลอื่นๆ ในหมู่บ้านให้มาร่วมทำบุญกันต่อไป

ฝ่ายนายทุคตะกับภรรยาเมื่อจองพระได้แล้วก็ไปรับจ้างเขาทำงานด้วยจิตเบิกบานอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าวันนั้นทั้งวันแทบจะร้องรำทำเพลงทำงานเลยทีเดียว โดยหวังว่าพรุ่งนี้จะได้ถวายข้าวปลาอาหารกับพระดีๆ สักรูปหนึ่ง เมื่อทำงานได้เงินมาก็เอาเงินไปเตรียมซื้อของทำกับข้าวไว้เสร็จสรรพ

วันรุ่งขึ้นพอไปหาบัณฑิตเพื่อจะรับพระที่จองไว้ แต่เพราะบัณฑิตหนุ่มไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ก็เลยไม่มีพระให้คนอื่นนิมนต์กันไปหมดแล้ว ทำให้นายทุคตะเสียใจมาก บัณฑิตหนุ่มก็เลยแนะนำว่าเหลือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่อีกรูปหนึ่งท่านไปนิมนต์เถอะ

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระเมตตาและหยั่งรู้แล้วว่าวันนี้จะสงเคราะห์ใคร แม้วันนั้นจะมีมหาเศรษฐีพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวยหรือบุคคลระดับกษัตริย์จะมารอนิมนต์อยู่ข้างนอกพระคันธกุฎี พระพุทธองค์ก็ยังไม่ออกมาจากที่พำนัก รอจนกว่านายมหาทุคตะมานิมนต์จึงทรงเสด็จออกมา แล้วประทานบาตรให้ทำให้คนอื่นผิดหวังกันไปตามระเบียบ

นายทุคตะกับภรรยาได้ถวายอาหารรสเลิศชั้นดีกับพระพุทธเจ้าด้วยความช่วยเหลือของพระอินทร์ที่แปลงกายมาช่วยทำอาหารให้ อาหารที่ได้ถวายจึงเป็นของดีระดับอาหารทิพย์ เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จก็ตรัสอนุโมทนาและแสดงธรรมเรื่องอานิสงส์การถวายทานด้วยจิตที่ยินดีทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังทำทาน ให้ถูกคนถูกกาลแล้วจะมีอานิสงส์มากมายมหาศาล เสร็จแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จกลับ

นายมหาทุคตะเดินไปส่งพระพุทธเจ้าที่พระคันธกุฎี เมื่อกลับมาถึงบ้านของตนเองก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นที่บ้านคือแก้วรัตนมณีนั้นไหลท่วมบ้านของนายทุคตะชนิดที่ลูกเมียไม่มีที่อยู่กันเลยทีเดียว หากจะเปรียบเทียบในสมัยนี้ก็คือ จู่ๆ เขาก็ถูกหวยระดับร้อยล้านพันล้านบาทในงวดเดียวนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮามากทุกคนต่างเข้าใจว่าเป็นผลแห่งการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า พระราชาในเมืองนั้นทราบเรื่องก็เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยตัวเองสั่งให้คนขนแก้วรัตนมณีไปที่ลานประจำเมืองแล้วถามว่าในเมืองนี้มีใครมีทรัพย์สมบัติมากมายเท่านี้บ้าง เมื่อไม่มีใครรับพระองค์จึงได้แต่งตั้งให้นายมหาทุคตะ หรือนายมหายากจนคนนั้นให้เป็นเศรษฐีประจำเมือง

มหาเศรษฐีชื่อยาจกคนนี้ก็ทราบดีว่า การที่ตนเองร่ำรวยมหาศาลได้ขนาดนี้เพราะบุญบารมีที่ได้ทำต่อพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ประมาทในการทำบุญ ตลอดชีวิตก็ยังคงทำบุญให้ทานช่วยเหลือคนยากคนจนเสมอมาจนสิ้นชีวิต และในชาติสุดท้ายก็ได้เกิดมาเป็นบุรุษที่มีชาติตระกูลร่ำรวยในตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตร ที่ชื่อว่า “บัณฑิต” และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เป็นสามเณรด้วย

การทำทานของเพียงเจตนาท่านบริสุทธิ์แล้ว ให้สิ่งใดก็ไม่สำคัญ

ขอบุญรักษา เทวดาคุ้มครอง เจ้ากรรมนายเวรให้อภัย

โมทนาสาธุ

เหตุใดบุญของการสร้างพระจึงเป็นบุญใหญ่แก่ผู้สร้าง

16387959_1679920882021737_1512607561982504839_n

อานิสงส์การสร้างพระ 1 องค์ นั้นได้อานิสงส์มากมายตามที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวเอาไว้เช่น

อานิสงส์นี้มากถึง 5 กัป (หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)….ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง 5 กัป…….. ลองคำนวนดูว่า 1 กัปนั้นมีอายุมากอนุมานได้ประมาณทุกๆ ร้อยปีจะมีเทวดาเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาลูบภูเขา 1ครั้ง โดยลูบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะราบติดพื้นดิน

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวว่า”การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก” เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด……

หรือผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะเป็นองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี ใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ จะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน (โดยหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว)……

การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการะบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง (หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา)…….

การที่ผู้สร้างพระพุทธรูปได้เกิดศรัทธา จนถึงสละเงินออกมาสร้างพระพุทธรูปได้ และออกมาทำทาน ในงานฉลองพระพุทธรูปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มี”ความเห็นตรง เห็นถูกแท้” เพราะเป็นบุญของตนเอง ไม่ใช่บุญของใครเลย ผู้สร้างพระพุทธรูป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า เป็นผู้ได้เตรียมตัวก่อนตาย (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)

เหตุแท้จริงก็คือเป็นการน้อมนำให้ผุ้ไม่ศรัทธา เกิดศรัทธา เกิดปัญญาและเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานต่อไป