Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

การอธิษฐานครั้งสำคัญ
ในพระพุทธศาสนา
ของมหาศาสดาโลก…

25994954_2130837040263450_4897961944368723443_n

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ องค์พระศาสดาของพระพุทธศาสนาในช่วงที่พระพุทธองค์ ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั่นเองครับ ซึ่งก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ได้กระทำการ อธิษฐานครั้งสำคัญ 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งชาวพุทธทุกคนควรทราบเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะออกบวชนั้น ได้ทรงครุ่นคิดอย่างหนักถึงการหาวิธีการที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แม้จะมีนางรำที่มีความสวยงามมากมายมาร่ายรำสร้างความบันเทิงอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อยจนกระทั่งเผลอหลับไป

เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกก็พบเห็นเหล่านางรำที่เมื่อสักครู่ยังดูสวยงาม แต่มาบัดนี้นอนทับถมกระจัดกระจายเต็มท้องพระโรงประหนึ่งเหมือนซากศพ เมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจจึงไม่เกิดความลังเลใจอีกต่อไป ทรงตัดสินใจออกบวชทันที

ที่ลุ่มแม่น้ำอโนมา หลังจากที่ได้ทรงถอดเครื่องประดับทั้งหลายพร้อมกับบอกให้นายฉันนะ นำกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เพราะพระองค์ตัดสินใจออกบวชแล้ว จึงได้ทำการ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งแรก”ว่า ขอให้พระองค์เองได้ตัดใจบวชเพื่อมุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตแสวงหาทางพ้นทุกข์นับแต่บัดนี้

โดยถ้าหากพระองค์จักได้ทำการตรัสรู้ก็ขอให้ พระเกศาของพระองค์จงลอยอยู่บนอากาศอย่าได้ตกลงมาเลย ปาฏิหาริย์ครั้งแรกแห่งการอธิษฐานก็เหิกขึ้นทันที

เพราะหลังจากที่พระองค์ตัดพระเกศาออก ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบเหาะนำพานมารองรับพระเกศาเอาไว้แล้ว นำพระเกศาของพระองค์ไปบรรจุไว้ในเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อไป

จุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนาจึงได้เริ่มต้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ อโนมาแห่งนั้น หลังจากออกผนวชได้ 7 วัน พระโพธิสัตว์สิทธัตถะก็ได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์แล้วมุ่งหน้าไปที่กรุงราชคฤห์

ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารปกครองอยู่ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ด้วยพระองค์เองและทูลขอให้ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์แห่งนี้

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ สำนึกได้ว่าไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานเพราะต้องแสวงหาทางดับทุกข์นั้นให้ได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามกรรมกำหนดจึงได้ให้สัญญากับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากได้บรรลุธรรมแล้วจะเสด็จมาโปรดพระองค์และชาวเมืองเป็นพวกแรก

จากนั้นก็ได้ทรงเดินทางไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร ทรงศึกษากับพระอาจารย์อาฬารดาบส ถึงเรื่องการเข้าสมาบัติสำเร็จฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 ซึ่งถือเป็นความรู้ทางธรรมอันสูงสุดของอาจารย์ หลังจากพระองค์ได้บำเพ็ญจิตสมาธิจนบรรลุฌานทั้ง 8 แล้วอาจารย์ก็หมดภูมิจะสอนต่อไปอีก

พระโพธิสัตว์จึงได้เสด็จไปยังเมืองพาราณสีเพื่อศึกษาต่อกับ พระอาจารย์อุททกดาบส รามบุตร ซึ่งพระองค์ก็ใช้เวลาศึกษาอยู่ไม่นานก็สำเร็จ แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่ธรรมะขั้นสูงสุดที่จะทำให้สำเร็จมรรคผลถึงนิพพานได้

จึงได้ปฏิเสธคำเชิญของอาจารย์ที่จะอยู่ร่วมเป็นอาจารย์ช่วยสั่งสอนศิษย์ทั้งหลาย จึงได้ลาและออกแสวงหาธรรมโดยพระองค์เองต่อไป

เวลาผ่านไปหลายปี พระโพธิสัตว์สมณโคดมได้ทดลองการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด ไม่ว่า การบำเพ็ญแบบเดียรถีย์ ที่เป็นแนวปฏิบัติของนักบวชของอินเดียในสมัยโบราณ ที่ต้องทรมานร่างกายในแบบต่างๆ

เช่น การประพฤติตนเปลือยกาย ไม่ยอมรับอาหารที่เขาให้ หรือ ฉันอาหารที่เก็บไว้วันเดียวบ้างเจ็ดวันบ้าง เดินเขย่งเท้าหรือนอนบนที่นอนที่ทำด้วยหนาม เป็นต้น

ในขณะที่ประทับอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม ก็มีชายกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองกบิลพัสดุ์มาตามหาพระสมณโคดม นำโดย ท่านอัญญาโกณทัญญะ พราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้า ได้พาพวกมาเข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใส และทั้งหมด ขออยู่รับใช้ที่นั่นจนกว่าพระโพธิสัตว์จะได้บรรลุธรรม

พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาจนพระวรกายซูบผอมดำคล้ำจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกโดยการบำเพ็ญขั้นสุดท้ายนี้คือ การบริโภคอาหารน้อยลงจนถึงหยุดกินอาหารไปเลย

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ตามมารับใช้ต่างก็ช่วยกันดูแลพระโพธิสัตว์อยู่ตลอด พระองค์ได้ทำการทรมานตนเองจนเกือบจะสิ้นพระชนม์อยู่หลายวัน

แต่สำหรับท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์ และยังเกรงว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวนี้จะเกิดความสูญเปล่า ดังนั้นในคืนที่ 49 แห่งการบำเพ็ญเพียรก่อนที่ร่างของพระองค์กำลังจะดับสูญไปเพราะความทุกข์ทรมาน

พระองค์ได้ยินเสียงพิณจากนักดนตรีที่แล่นเรือผ่านมาตามแม่น้ำ ซึ่งก็คือพระอินทร์แปลงกายมาโดยที่นักดนตรีปลอมนั้นแกล้งตั้งสายพิณให้หย่อนบ้าง และ ตึงบ้างสลับกันไปจนกระทั่งพระอินทร์ตั้งเสียงพิณจนสุดจนสายขาดผึงไป

เพราะเสียงพิณที่แตกต่างกัน ทำให้พระองค์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “จิตกับกาย” หรือนามกับรูปเป็นครั้งแรกว่าในขณะนี้พระองค์ได้ทรมานร่างกายมากเกินควร เพราะธรรมชาติของร่างกายสามารถทนได้เพียงเท่านี้หากดื้อดึงจะใช้จิตเคี่ยวเข็ญร่างกายจนเกินกำลังก็คงไม่อาจบรรลุธรรมได้แน่

และทำให้พระองค์ได้นึกถึงตอนที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ ในงานแรกนาขวัญขณะที่อายุได้ 8 พรรษาได้นั่งอยู่ใต้ต้นหว้าที่ร่มเย็นและมีใจเป็นสมาธิมาก ถือศีล งดเว้นจากเรื่องทางโลกทั้งหลายจนได้บรรลุฌานเบื้องต้น รู้เท่าทัน “จิต”

และมีความสุขจากการรับรู้นั้นทำให้เกิดความสงบจากสิ่งเจือปนทางจิต (กิเลส) ทั้งปวง เมื่อตระหนักได้ดังนี้ พระองค์ก็ได้ยินเสียงพิณที่ได้ขึ้นสายใหม่ที่เสียงมีความพอดีบรรเลงได้ไพเราะจึงได้เลิกทรมานกายเพราะตระหนักแล้วว่า

การเดินสายกลาง ที่ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนจนเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
การปฏิบัติที่ตึงเกินไปทำให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความหิวก่อให้เกิดทุกข์จึงหันมาบริโภคน้ำและอาหารเพื่อร่างกายที่แข็งแรงอีกครั้ง

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 พอได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารอีกครั้ง ด้วยความที่ไม่ทราบถึงหลักความจริงในเรื่องการเดินสายกลาง ก็จึงเกิดความเสื่อมศรัทธาในตัวพระองค์ ต่างพากันหลีกหนีไปไม่อยู่รับใช้อีก

แต่พระพุทธองค์ก็ตั้งมั่นในทางสายกลางที่ได้ค้นพบต่อไปเพราะรู้แล้วว่า “หากร่างกายดี จิตก็ดีตาม สมาธิก็มีความตั้งมั่น” จึงเป็นทางที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นได้

และในช่วงนั้นเองก็มีมีบุคคลผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการตรัสรู้ และเป็นเหตุเนื่องมาจากการ “อธิษฐาน” เสียด้วย นั่นก็คือ นางสุชาดา ซึ่งเป็นธิดาเศรษฐีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งนั้น

ซึ่งนางได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อเทวดาที่ต้นไทรว่า หากนางมีครอบครัวและได้บุตรชาย นางจะนำข้าวมธุปายาสมาถวายกับเทวดา (ข้าวมธุปายาสนั้นเป็นข้าวที่หุงด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง)

ซึ่งในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารจนร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้ผิวพรรณและร่างกายกลับมามีความสดใสเปล่งปลั่งสมกับลักษณะของมหาบุรุษอีกครั้ง

นางสุชาดาได้เห็นก็เชื่อว่าต้องเป็นเทวดาอย่างแน่นอน นางจึงเอาข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พร้อมทั้งอธิษฐานอีกครั้งว่า “ข้าพเจ้าได้บรรลุความปรารถนาแล้วขอให้ท่านได้บรรลุความปรารถนาเช่นเดียวกัน”

การอธิษฐานครั้งที่สอง ของพระโพธิสัตว์จึงบังเกิดขึ้นจากการถวายข้าวมธุปายาสนี้ หลังจากที่พระองค์ได้เสวยข้าวจนหมดแล้วก็ได้เดินนำถาดทองไปที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อตั้งจิต อธิษฐานบารมีอีกครั้งว่า

“ ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป”
ปาฏิหาริย์ครั้งที่2 จึงเกิดขึ้นทันตาเห็นทันที เมื่อถาดถูกปล่อยจากพระกรหรือมือของพระองค์แล้ว ถาดที่หนักอึ้งนั้น ก็หมุนลอยทวนกระแสน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยแรงอธิษฐานและจมสู่นาคพิภพไปรวมกับถาดอีก 3 ใบของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปัจจุบัน

อธิบายแทรกเพิ่มตรงนี้นิดหน่อยครับ ภัทรกัปคือการ อุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบันมีอยู่ 5 พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ พระโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)และ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทะเจ้าองค์ต่อไป

หลังจากถาดได้ลอยทวนน้ำไปแล้วพระองค์ก็เกิดความแน่วแน่และมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนจึงได้เสด็จไปยังโคนต้นโพธิ์ทางทิศตะวันออก ขณะที่กำลังจะประทับนั่นนั้นเอง ก็มีคนหาบหญ้าที่ชื่อว่า “โสตถิยะ” ผ่านมาได้เห็นลักษณะที่น่าเลื่อมใสงามสง่าของพระโพธิสัตว์

จึงได้ทำการถวายหญ้าคา 8 กำปูลาดเป็นอาสนะให้ประทับนั่ง พระองค์ทรงรับเอาไว้และนำไปประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ นั่งขัดสมาธิแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ก่อนที่พระองค์จะบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อการหลุดพ้นก็ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม” กำหนดใจให้สงบตั้งมั่นว่า

“แม้เลือดในร่างกายจะแห้งเหลือแต่หนัง เอ็นหุ้มกระดูก็ตามหากยังไม่ได้บรรลุพระธรรมอันประเสริฐสูงสุดนั้น เราจะไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์แห่งนี้”

เทวดาทั้งหลายทั่วทั้งชั้นฟ้าต่างก็ได้รับรู้ถึงการอธิษฐานจิตของพระองค์ในครั้งนี้ จึงได้พากันลงมาสดุดีบูชามหาบุรุษด้วยดอกไม้ ของหอมต่าง ๆแล้วโมทนาบุญที่บังเกิดขึ้นในครั้งนั้น

แต่ยังมีเทพองค์หนึ่งที่ต้องการขัดขวางการบรรลุธรรมของพระองค์คือ “พญาวสวัตดีมาร” ซึ่งเป็นถึงผู้ปกครองชั้นสูงสุดของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (สวรรค์กามาวจร)

พญามารนั้นเกรงว่าผู้ใดบรรลุธรรมแล้วจะมีอำนาจพ้นจากกามสุข ซึ่งเป็นอำนาจของตนเองที่ใช้ปกครองเทวดาทั้งหลาย ได้ยกกองทัพมารจำนวนมหาศาลมาประชิด โดยที่พญาวสวัตตีมารได้ขี่ช้างที่ชื่อ “คีรีเมขล์” ที่มีความสูงถึง 150 โยชน์มาด้วยทำให้เหล่าเทวดาพากันถอยหนีไปหมด

ณ บัดนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งพระทัยมุ่งจิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ให้สู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำและยกจิตของพระองค์เองให้สูงขึ้นเหนือสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราวทั้งหลาย ที่เคยได้ประสบมาแล้วตั้งแต่ครั้งยังเป็นเจ้าชายอยู่ให้พ้นไป

พญามารได้ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ได้ลุกออกจากโพธิบัลลังก์โดยอ้างว่า บัลลังก์ที่พระองค์ประทับนั่งอยู่นั้นเป็นของพญามารเอง เพราะหน้าที่บงการชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ประสบทุกข์หรือสุขนั้นเป็นหน้าที่ของพญามารแต่เพียงผู้เดียว

แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ลุกขึ้นตามความประสงค์ของพญามาร บุญบารมีทั้งหมดที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติจะเป็นสื่อกลางและธรณีที่ประทับนั่งอยู่จะเป็นพยาน หลังจากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วชี้ของพระหัตถ์ด้านขวาชี้ลงไปที่ธรณี

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทั่วทั้งปฐพีเกิดการสั่นไหวแม้แต่ท้องฟ้าก็ร้องคำราม พระแม่ธรณีได้ผุดขึ้นมาจากธรณีเป็นพยานและได้ถือเอาหลักฐานที่พระโพธิสัตว์กล่าวอ้าง มาแสดงให้ปรากฏแก่สายตาของพญามาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมที่ชุ่มไปด้วย “บุญบารมี”

ของพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนมีปริมาณมากจนไม่อาจจะประมาณได้ น้ำปริมาณมหาศาลได้พัดท่วมเหล่ามารนั้นจนหายไปหมดสิ้นซัดไปไกลลอยไปจนถึงเขตมหาสมุทร

ฝ่ายพญามารก็ยังไม่ยอมแพ้หมายมั่นจะนำกำลังที่เหลือกลับไป แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ถูกฟ้าผ่าลงมาอีก จึงยอมแพ้ต่อพระโพธิสัตว์ พญามารเกรงในพระราชอาญาและบารมีจึงออกปากสรรเสริญต่อพุทธเดชานุภาพของพระองค์ว่า ไม่มีบุคคลใดที่มีความเสมอเหมือนพระโพธิสัตว์ไม่ว่าในเทวโลกหรือในมนุษย์โลกก็ตาม และพระองค์จะช่วยให้เหล่ามนุษย์ได้พ้นจากสังสารวัฎได้อย่างแน่นอน

พระโพธิสัตว์ได้ชัยชนะเหนือความชั่วร้ายได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้ลับขอบฟ้า จากนั้นพระองค์ก็ได้กำหนดจิตให้เข้าสู่สมาธิทรงรำลึกถึงความทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตาย เกิดที่วนเวียนเกี่ยวเนื่องกันไปไม่ยอมสิ้นสุด จนจิตเป็นสมาธิในเวลาเย็นก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงชาติที่เคยเกิดมาก่อน

พอเวลาได้เลยไปถึงค่อนคืนแล้วก็ทรงเกิดปัญญา หยั่งรู้การเกิด การตายของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย พอถึงเวลาใกล้รุ่งเช้าก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงธรรมที่มีความดับแล้วซึ่งกิเลสทุกอย่างในตอนนี้ จิตของพระองค์ได้พ้นจาก กิเลสในสันดานที่เกิดจากความใคร่(กามาสวะ) กิเลสที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานทำให้อยากเกิด อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา (ภวาสวะ) และ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดานทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ( อวิชชาสวะ) คือพ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงบรรลุอรหันต์

ในที่สุดการค้นหาของพระองค์สิ้นสุดลง ทรงตรัสรู้กลายเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” โดยมีเหล่าเทวดาพากันลงมาโมทนาบุญกุศลให้มากมายในเวลานั้นภายหลังการบรรลุธรรมอันสูงสุดของพระพุทธองค์พื้นปฐพีก็กึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอีกครั้ง

ขั้นตอนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็สิ้นสุดลงด้วยประการฉะนี้ จากตัวอย่างในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์จะเห็นได้ชัดถึงพลังแห่งการอธิษฐานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและต้องมีปัจจัยเป็นองค์ประกอบที่ดีงามจึงจะบรรลุถึงความสำเร็จได้

Advertisements

ไม่มีโชคลาภ เดือนร้อนเรื่องเงิน
เปลี่ยนกรรมได้
ด้วยเคล็ดแก้ไขเจ้ากรรมนายเวร
ที่ปิดทางโชคลาภ การเงินติดขัด!!!

25550633_2125233434157144_3849978097389383327_n

การที่ไม่มีโชคลาภ การเงินติดขัด มีแต่เรื่องเดือดร้อนเรื่องการเงินนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมเก่าและกรรมใหม่

เริ่มจากไม่เคยสร้างบุญทำทานอะไรมาเลย หรือทำทานมาก็หวังผล ทำทานแบบมีกิเลสครอบงำตลอดเวลา บุญที่ได้จากทานนั้นจึงน้อยนิดไม่ส่งผลมากพอที่จะให้เกิดลาภลอย โชคลาภอะไรได้

ถ้ามาจากเจ้ากรรมนายเวร คือ ไปคดโกงคนอื่นเอาไว้ ปิดทางปิดโอกาสคนอื่นให้เจริญก้าวหน้าประเภท”กูไม่ได้มึงก็อย่าได้” หรือ คอยขัดลาภขวางทางคนอื่น

และยังมีเรื่องของการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการไปปรามาสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย รวมถึงการเคยไปบนบานศาลกล่าว เมื่อได้สมประสงค์แล้วไม่ไปทำตามที่เอ่ยสัจจะเอาไว้ การไม่เคารพหรือถึงขั้นดูหมิ่นทั้งกาย วาจา ใจ เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า ให้หมั่นทำบุญ ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศให้เขาบ่อยๆ แล้วจะดีเอง ทุกครั้งที่มีการสร้างบุญ ทางที่ดีต้องชวนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงจิตวิญญาณนั้นไปสร้างบุญร่วมกัน

หรือมารอโมทนาบุญที่เราอุทิศไปให้นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรมีบุญมากขึ้น อันเป็นเหตุให้เขาอโหสิกรรมได้ง่ายขึ้น ให้กล่าวตามใบขออสิกรรมในบทก่อนหรือแค่กล่าวว่า

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติไปร่วมสร้างบุญกุศล และขอให้โปรดเมตตามาร่วมอนุโมทนาบุญ เมื่อท่านยินดีในบุญกุศลนี้ขอเมตตาให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

ดังที่ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นที่เป็นดวงจิตวิญญาณไม่มีร่าง เขาจึงสร้างบุญด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ทุกดวงจิตวิญญาณนั้น อยากได้บุญกุศลเสมอเพราะจะทำให้ปรับภพภูมิขึ้นไปสู่ภพภูมิที่สบาย สร้างบุญใหม่ที่มาเสริมบุญเก่า เพื่อให้หนุนกรรมดี บุญที่เราสร้างนั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้มีโชคลาภ

ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะทำได้และสร้างกรรมใหม่ของตนด้วย อย่างอมืองอเท้า อย่าแค่ตามเคล็ดเพียงอย่างเดียว ต้อง”ทำเหตุให้ตรง” ด้วย คือ ต้องตั้งจิตให้มั่นคงตั้งสัจจะว่าเราจะไม่ยุ่งกับเงินทองของคนอื่น

ขอให้ทรัพย์ที่จะได้มานี้มาจากบุญของเรา ขอให้ถูกศีล ถูกธรรม ลงมือทำงานด้วยความเพียร อดทน อดกลั้น ซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาความรู้และโอกาสดีๆในชีวิต

สาเหตุจากรรมใหม่นั้นเรารู้ตัวเองอยู่แล้ว ต้องสำรวจตรวจตราตนเอง ทั้งในเรื่องกรรมทางวาจา คือ การพูดจาที่ไม่ดี ที่ไปขวางโชคลาภตัวเอง

การชอบไปสัญญาอะไรแล้วไม่ทำตาม เรื่องความโลภ เห็นแก่ตัว การเกียจคร้าน การเข้าใจอะไรผิดๆ เมื่อเข้าใจผิดก็จึงทำอะไรที่ผิดที่ผิดทางไม่ถูกต้อง เราต้องแก้ไขกรรมใหม่เหล่านี้ ยิ่งแก้ไขได้มากก็จะดีมากๆกับตนเอง

แก้กรรมถูกที่มีโชคทันตา
เงินทองไม่ขาดมือ ไม่มีหมด
เคล็ดแก้กรรมนี้
จะไขทุกข์แห่งการเงินโชคลาภไปตลอดกาล…

เวลาที่เหมาะสมสำหรับให้ทาน
ตาม “กาลทานสูตร”
องค์ประกอบแห่งการให้ทานที่จะเป็นตัวชี้วัด
ให้อานิสงส์บุญมากจนประมาณไม่ได้

24993151_2110422935638194_3512872748489237573_n

อาคันตุกะทาน ให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน, คมิกะทานให้ทานแก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ,ทุพภิกขะทานให้ทานในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพงหรือเศรษฐกิจตกต่ำหรือประสบภาวะอุบัติภัยทั้งหลาย ,นวสัสสะทานให้ทานเมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อนและ นวผละทานให้ทานเมื่อมีผลไม้ออกใหม่ก็นำมาทำทานก่อน (ซึ่งสองประการหลังจัดเข้าข่ายให้ทานด้วยของประณีต)

ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เช่นเป็นผู้ที่มีจิตเป็นพรหมหรือมีพรหมวิหารธรรมในใจเมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยากขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและเป็นผู้มีจิตน้อมไปสู่เพื่อบริโภคกามคุณทั้ง 5 ที่สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นส่งผล (เจตนาแห่งทานบริสุทธิ์อย่างแท้จริง)

ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของตนเองและผู้อื่น ไม่ผิดศีล,ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวายพระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง อีกนัยหนึ่งคือไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ,เกิดอาการกระทบกระเทือนใจ เช่นทำบุญเพื่อข่มคนอื่น,ดูถูกดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า เหล่านี้เป็นต้น (วัตถุทานและเจตนาบริสุทธิ์)

ผู้ที่ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่นย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง,มีทรัพย์มาก,ไม่มีภยันตรายจากที่ใดจะมากล้ำกรายหรือทำให้สูญเสียทรัพย์ได้ไม่ว่าจะเป็น ภัยจากไฟ จากน้ำ จากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จากโจรผู้ร้าย จากคนไม่เป็นที่รักหรือจากทายาทในที่ที่ทานนั้นส่งผล

ถึงตอนนี้ทุกท่านคงสบายใจได้แล้วว่า บุญที่ทำ ทานที่ถวายนี้จะเกิดอานิสงส์บุญมากอย่างประมาณมิได้แน่นอนเพราะได้ถวายกับผู้มีภูมิธรรมสูงที่สุดแล้วใน 3โลก ดังคำที่ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ท่านเมตตาบอกไว้ว่า

“พุทโธ อัปปมาโณ ธัมโมอัปปมาโณ สังโฆอัปปามาโณ

คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่สามารถจะประมาณได้”

ขอย้ำอีกครั้งว่า การทำทาน ทำบุญใดก็ตามที่มีอานิสงส์บุญมากจนประมาณไม่ได้และส่งผลเร็วมากนั้น หัวใจสำคัญคือองค์ประกอบแห่งการให้เป็นตัวชี้วัด

ผู้ให้บริสุทธิ์ พร้อมด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ๓ กาลทั้งก่อนให้ กำลังให้และหลังให้ วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้รับหรือเนื้อนาบุญบริสุทธิ์ และผู้ให้มีอาการแห่งการให้ที่เป็นกุศล ทุกครั้งที่ได้ถวายทานองค์ประกอบครบนี้ จะเกิดผลบุญอย่างจะนับจะประมาณไม่ได้

ผลบุญที่ทำจะหนุนนำส่งให้ชีวิต พบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง เกิดโชคลาภทันตาเห็นแน่นอน!!!

10 วิธีปลดหนี้กรรมพ่อแม่
ฉบับหลวงพ่อจรัญ ฐิตรมฺโม

อธิษฐานอย่างไร…ให้ได้บุญแรง…!
แรงอธิษฐานที่เกิดผล
อาจมาจากแรงบุญของแต่ละคน
แต่ส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับ “วิธีการ”

23755240_2081443055202849_4681527747119090341_n

ส่วนใหญ่เมื่อทำบุญ
เรามักอธิษฐาน ขอให้รวย
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ขอให้ได้ยศตำแหน่ง ฯลฯ
ซึ่งความจริงมีคำอธิษฐานที่ง่าย สั้น ครบถ้วนกว่ามาก

หลวงปู่ดู่ ท่านกรุณาสอนไว้ว่า เวลาทำบุญให้อธิษฐานสั้นๆ เพียงแค่
“ขอให้ประสบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์”

คำว่า “ความดี” นั้นรวมครบหมด
ทั้งรวย สุขภาพดี มียศตำแหน่ง มีคนรักเมตตา ฯลฯ
ส่วนปราศจาก “ความทุกข์” ก็ตัดสิ่งไม่ดีหมดทุกอย่าง
ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรคภัย ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรู ฯลฯ

“การขอให้พบความดี” ถือเป็นพรอันสำคัญที่สุด
เพราะผู้ที่จะทำความดี ต้องมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าความดีมีประโยชน์เช่นใด
ดังนั้นเมื่อมีปัญญา แม้จะเกิดมาจน
ก็ใช้ปัญญาหาเงินจนรวยได้
แม้จะเกิดมาต่ำต้อย ก็ใช้ปัญญาทำงานหายศตำแหน่งมาได้ไม่ยาก
แม้เกิดมาไม่มีใครรัก
แต่หากมีปัญญารู้จักพูดจา ใครๆก็จะหันมารัก
ที่สำคัญคือเมื่อมีปัญญา ก็รู้ว่าความชั่วไม่มีประโยชน์
ไม่ควรทำ ความดี มีแต่ประโยชน์และควรทำ
ถือเป็นผู้มีความสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้า

เวลาทำบุญครั้งใด อธิษฐานง่ายๆ เพียง
“ขอให้พบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์”

ก็เพียงพอและครบถ้วนที่สุดแล้ว

เรียบเรียงจาก
คติธรรมคำสอนของ หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ

การชำระหนี้สงฆ์เพื่ออะไร?
แล้วของอะไรบ้างที่ถือเป็นของสงฆ์?

22552525_2061486230531865_1780715107469399143_n

หลายคนบอกว่า ไม่รู้ว่าหนี้สงฆ์นั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร หลายคนรู้ว่าเป็นของสงฆ์ แต่ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นของสงฆ์อย่างฟันธงได้

เรื่องนี้ ก็ต้องขอเมตตาจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ขออนุญาตยกเอาส่วนหนึ่งในหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1 ที่กล่าวแบบง่ายๆ แต่ละเอียดทั้งหมดอธิบายให้ทราบทั่วกัน หลวงพ่อท่านกล่าวไว้ว่า

“ โดยของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือของในวัดทุกประการที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ดอกไม้ ผลไม้ในวัดเศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง จงอย่าคิดว่าไม่มีบาป แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน

เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาตอย่างนี้เอามาได้ไม่บาป ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้ รับมาได้ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์…”

อีกทั้งเราควรทราบว่า ของในวัดทั้งหมดแม้แต่อาหารที่เหลือจากบาตรพระหรือเหลือจากการทำบุญ ถ้าจะเอามากินได้ต้องให้มีมติสงฆ์เสียก่อน แม้แต่เจ้าอาวาสก็ไม่ใช้เจ้าของที่แท้จริง เป็นของส่วนรวมของสงฆ์

แต่ส่วนมากท่านจะทำมติสงฆ์ไว้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดอาบัติและไม่เป็นกรรมต่อผู้ที่รับทานนั้นไป ซึ่งคนที่มาทำบุญแล้วอาหารเหลือนั้น ถือว่าโชคดีที่ได้บุญ 2 ต่อ คือ ได้จากการทำบุญกับพระสงฆ์แล้วยังได้จากที่พระสงฆ์ท่านทำทานต่อคนทั่วไป

การชำระหนี้สงฆ์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำให้ทำบ่อยที่สุดมากที่จะมากได้ ไปที่วัดไหนถ้าเห็นตู้ที่เขียนติดไว้ว่าชำระหนี้สงฆ์ก็ขอให้ทำเถิดจะบาทเดียว สลึงเดียว เฟื้องเดียวก็ทำได้ทั้งนั้น

เพราะเชื่อว่าในอดีตชาติของทุกคน ต้องเคยเป็นหนี้สงฆ์แม้จะไม่ตั้งใจ เพราะมาจากความไม่รู้ ไม่สำรวมในการไปวัด อาจจะไปหยิบฉวยอะไรเล่น หรือมีอะไรติดมือกลับมือโดยไม่ตั้งใจแล้วไม่ได้ไปคืน

เคยมีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งตรวจกรรมให้ผู้หญิงผู้หนึ่ง ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ก็พบว่าในอดีตชาติเคยไปยืมร่มกระดาษของวัดแล้วทำเสียหาย จึงไม่เอาไปคืนเพราะไม่กล้าจึงทำเฉยๆ ไป พระที่ให้ยืมท่านก็เสียดายแต่ก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหนเหมือนกัน

กรรมนั้นมาออกที่โรคทางเดินหายใจที่หายใจติดขัดอยู่ตลอด ยิ่งมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำต้องตัดสินใจจะเกิดอาการนี้ทันที เมื่อได้มาพบครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาบอกทางแก้ไข

มีการทำการชำระหนี้สงฆ์อย่างถูกวิธีอาการก็ทุเลาขึ้น เดี๋ยวนี้ยาที่เคยกินยาและขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว ก็ไม่ต้องกินแล้ว หลายท่านบอกว่าจิตนั้นไปบำบัดโรคร้ายนั้น

แต่หลายคนบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจแล้วถอนตัวไปจากโรคร้าย ก็แล้วแต่ใครจะคิดกันไปตามบุญของผู้คิด

คนที่ไปยืมของอะไรของวัดมาแล้วยังไม่ได้ไปคืน ขอแนะนำว่าให้เอาเงินที่มูลค่าเท่ากับของนั้นหรือมากกว่าไปถวายวัดเสียและขออโหสิกรรม หนี้สงฆ์จะได้หมดสิ้นไป

การทำก็ง่ายๆ จะขออโหสิกรรมต่อพระสงฆ์โดยตรงก็ได้ หรือไปอธิษฐานจิตกล่าวคำขอขมาขออโหสิกรรมต่อหน้าพระพุทธรูปก็ได้ หมั่นทำบ่อยๆ เพราะกรรมที่เราทำนั้นไม่ได้มีแค่กรรมเดียว

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งเมตตาแนะนำว่า ให้อธิษฐานสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ถวายในพระศาสนา เป็นพระพุทธรูปตั้งแต่ 5 นิ้วขึ้นไปจนถึง 4 ศอกหรือมากกว่านั้น

อธิษฐานถวายชำระหนี้โดย ปิดทองคำแท้ที่องค์พระด้วยตั้งแต่ 3 แผ่นขึ้นไปหรือทั้งองค์ยิ่งดีพร้อมเงินปัจจัยตามศรัทธาเขียนหน้าซองถวายชำระหนี้สงฆ์ หนี้ทรัพย์สิน หนี้เวรหนี้กรรม ขอให้หมดหนี้

หากทำไม่ได้เพราะขาดปัจจัยหรือเงินให้หารูปพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างตั้งแต่ 5 นิ้วแจกจ่ายไปหรือไปให้ที่วัด มอบให้เป็นสมบัติของพระสงฆ์ ขอเมตตาให้ท่านจ่ายแจกให้แทน

คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้น ให้สังเกตดูก็ได้ว่า ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น โรคเวรโรคกรรมจะหายขาด เงินทองที่เคยติดขัดหนี้สินที่เคยมีมากมายจะค่อยๆ ลดลงไปจนกลายเป็นคนมีเงินอย่างน่าอัศจรรย์