Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ทำชั่วได้ชั่ว นั้นจริงแท้เพียงใด

17884618_1781206915226466_5434686908885795942_n

คำว่าทำชั่วได้ชั่ว อาจทำให้บางท่านสงสัยว่า มีจริงเช่นนั้นหรือ บางคนทำชั่วมากมายแต่กลับไม่เห็นได้รับผลแห่งความชั่วนั้นเลย เห็นอยู่สุขสบายดีทุกอย่าง

ความจริงแล้วความชั่วที่เขาได้ทำนั้น ผลแห่งกรรมชั่วยังมาไม่ถึง เขายังอาศัยบุญเก่าที่ได้ทำเอาไว้อยู่ จึงยังเห็นว่าเขายังได้ดีมีสุขอยู่ ผลแห่งกรรมชั่วยังไม่ส่งผล ณ เวลานั้น

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบการทำชั่ว ดังการกู้หนี้ยืมสินมาจนล้นพ้นตัวแล้วไม่มีปัญญาหรือกำลังจะจ่ายคืน ย่อมเป็นทุกข์

” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความยากจน และการกู้หนี้ เป็นความทุกข์ในโลก.
คนจนกู้หนี้มาเลี้ยงชีวิต ย่อมเดือดร้อน
เพราะเจ้าหนี้ติดตามบ้าง เพราะถูกจับกุมบ้าง.
การถูกจับกุมนั้น เป็นความทุกข์ของผู้ได้กาม.

ถึงแม้ในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน
ผู้ใด ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ
สั่งสมแต่บาปกรรม กระทำกายทุจริต-วจีทุจริต-มโนทุจริต
ปกปิดอยู่ด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางจิต เพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้จักเขา
ผู้นั้น พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ในที่นั้นๆ.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
เสมือนคนยากจนกู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน.
ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร (ความร้อนใจ) อันเป็นเครื่องทรมานใจ
ย่อมติดตามเขาทั้งในบ้านและในป่า.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
ไปสู่กำเนิดเดรัจฉานบางอย่าง หรือว่าถูกจองจำ อยู่ในนรก.
การถูกจองจำนั้นเป็นทุกข์
ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบเลย… .”

ดังเช่นพระเทวทัตนั้นเองได้สั่งสมทั้งบุญและบาปเพื่อติดตามพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด เทวทัตสั่งสมบุญมากมายเช่นกัน จึงได้เกิดมาเป็น เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย อีกทั้งรูปร่างหน้าตาดีสมฐานะทุกอย่าง

เทวทัตได้ดีมีสุขตลอดมา แม้จะก่อกรรมมากมายขณะที่บวชแล้ว คือได้เป็นถึงพระอาจารย์ของพระเจ้าอชาตศัตรู มีบริวารมากมาย มีคนหลงเชื่อคำพูดเยอะ ต้องการแข่งบารมีกับพระพุทธเจ้า

แต่เพราะกรรมที่เทวทัตทำสะสมมาในชีวิตนั้นหนักหนาเกินไป

1. เทวทัตผูกอาฆาต (ในชาติปัจจุบัน ตอนที่ยิงนกตกลงมาแล้วสิทธัตถะช่วยไว้ สุดท้ายนกเป็นของสิทธัตถะ)

2. เทวทัตหลงในโลกียฌาน เชื่อว่าตนเป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์

3. เทวทัตไปหลอกตบตาพระเจ้าอชาตศัตรูจนทำให้นับถือเป็นพระอาจารย์ และยังยุยงให้อชาตศัตรูฆ่าพ่อ (พระเจ้าพิมพิสาร) เพื่อชิงบัลลังก์

4. เทวทัตสั่งให้คนลอบสังหารพระพุทธเจ้า (แต่ไม่สำเร็จครั้งที่ 1)

5. เทวทัตใช้อำนาจในฐานะพระอาจารย์กษัตริืย์ สั่งให้คนมอมเหล้าช้างนาฬาคิรี 16 หม้อ จนช้างเมาอาละวาด แต่พระพุทธองค์ใช้เมตตาบารมีสยบได้

6. เทวทัตพยายามกลิ้งหินศิลาใส่พระพุทธเจ้าลงมาจากเขาคิชฎกูฎ หินแตกกระเด็นเป็นเศษก่อนทำร้ายพระพุทธองค์ได้ แต่พระพุทธองค์ก็โดนสะเก็ดหินนั้นทำให้พระบาทห้อเลือดไปหลายวัน

7. เทวทัตทำร้ายไม่สำเร็จจึงใช้วิธีทำสังฆเภท คือ ไม่ลงทำสังฆกรรม ไม่สวดปาฏิโมกข์ ลงอุโบสถร่วมกั้บสงฆ์ในสำนักใดๆ จะทำแต่แบบตัวเองเท่านั้น

กรรมชั่วที่หนักหนาเช่นนี้ สุดท้ายเทวทัตก็รับกรรม โดนธรณีสูบลงอเวจีไปในที่สุด

ทำชั่วนั้นได้ชั่วแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง

ส่วนจะรับผลนั้นเมื่อไหร่ กรรมทีทำไว้จะกำหนดให้เอง

โมทนาสาธุ

Advertisements

อานิสงส์ของผลบุญ ที่จะเกิดแก่ผู้ให้และผู้รับ
กำลังใจสำหรับผู้หมั่นสร้างบุญบารมี

17884492_1780173621996462_5158200511779953985_n


ถวายกฐิน
เป็นสุดยอดของทาน เป็นทานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานให้กับมนุษย์ เพราะบุญที่เกิดขึ้นจะปรากฏแก่ผู้ให้และผู้รับเป็นบุญที่หาที่สุดไม่ได้ เมื่อดับขันธ์แล้วจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สถิตอยู่ในวิมานแก้วสูง 5 โยชน์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวารถึง 1 หมื่นเป็นเทพที่ได้นุ่งผ้าทิพย์ ด้วยอานิสงส์แห่งการทำกฐินนี้เอง (วัดที่จะรับกฐินได้ ต้องมีพระจำพรรษาครบตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไปเท่านั้น)

ถวายผ้าป่า
อานิสงส์ทำให้มีความสุข มีความสมัครสมนาสามัคคี ชีวิตไม่ตกต่ำทั้งภพนี้และภพหน้า มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งหญิงและชายจะอุดมได้ด้วยโภคทรัพย์ด้วยเครื่องอลังการทั้งข้าวของเงินทอง และข้าทาสบริวารชายหญิงมิได้ขาด เมื่อดับขันธ์ไปแล้วจะเกิดในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ถวายองค์พระพุทธรูป ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระพุทธรูป
อานิสงส์สร้างบารมี มีศักดิ์มีศรีเป็นที่รักและเคารพทั้งเทพและเทวดา ตลอดจนทั้ง ๓ โลก เมื่ออยู่ในโลกทิพย์จะมีรัศมีกายที่สว่างไสวเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างอันงดงามอวัยวะครบถ้วนทั้ง 32 ประการ ทำให้บุคคลผู้นั้นหลุดพ้นจากภยันตราย อันตรายต่างๆ เมื่อดับชีพแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ เมื่อยังชีพอยู่ย่อมจะเจริญก้าวหน้าและถึงสิ้นความสำเร็จทั้งปวง สามารถตั้งจิตอธิฐานเข้าสู่พุทธภูมิได้

ถวายเครื่องบวชพระ
(เป็นเจ้าภาพการบวช) ได้รับอานิสงส์อันหาขอบเขตมิได้ บุญกุศลจะถึงบิดา-มารดา บรรพบุรุษ เคราะห์หามยามร้ายจะหมดไป ย่อมได้รับอานิสงส์อันไพศาลทั้งภพนี้และภพหน้า ตราบเข้าสู่พระนิพพาน

ถวายปัจจัยภิกษุอาพาธ
อานิสงส์จะทำให้สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี ทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไป

ถวายข้าวสาร
อานิสงส์จะทำให้มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลนในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ

ถวายคำสาธารณูปโภคในวัด (ค่าน้ำ-ค่าไฟ)
ทำให้เกิดแสงสว่างสำเร็จซึ่งทิพยจักษุในชีวิตสว่างไสวและร่มเย็นเป็นสุข มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ทุกๆ ประการ

ถวายสังฆทาน
อานิสงส์ไม่มีโอกาสได้พบสิ่งที่ลำบากยากแค้น มีแต่ความสุขสมบูรณ์ทั้งภพนี้ และภพหน้า แม้ไปเกิดในภพไหนก็มีแต่ความสุขความเจริญ บริบูรณ์ไปด้วยลาภยศ โภคทรัพย์ พ้นทุกข์ทั้งปวงเสวยสุขสมบัติทั้ง ๓ ประการ อย่างเพียบพร้อม คือ มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อสิ้นอายุจะเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา สถิตอยู่ในวิมานทองบนสวรรค์ แม้บุคคลนั้นเข้าสู่นิพพานและอานิสงส์ยังไม่หมดสิ้น

ถวายสร้างหลังคาวิหาร
อานิสงส์จะมีความสุข ความเจริญที่สมบูรณ์ทั้งภพนี้และภพหน้ามีผู้คอยปกป้องดูแลรักษา คอยช่วยเหลือคุ้มครองเมื่อมีภัยมาคุกคามเมื่อสิ้นอายุขัยจะปรากฏในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อุดมด้วยวิมานแก้ว วิมานทอง พร้อมบริวาร

ถวายธรรมมะ (หนังสือสวดมนต์)
จะเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้ดีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ชีวิตไม่ตกต่ำ สามารถเข้าสู่ปกระแสนิพพานได้เร็ว

สร้างเวจกุฎี(สร้างส้วม) ให้วัด
อานิสงส์จะไม่มีความทุกข์โศกโรคภัยเลย เพราะสร้างที่ปลดทุกข์ให้กับมนุษย์ จะมีความสุขความสบายทั้งภพนี้และภพต่อๆ ไป

ซื้อที่ดินถวายวัด
อานิสงส์ผลบุญนี้ จะทำให้มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลอีกทั้งมีทรัพย์และบริวาร เมื่อดับขันธ์ไปแล้วจะมีวิมานที่กว้างใหญ่ไพศาลพร้อมด้วยบริวาร มีความสุข ความเจริญทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ จนถึงพระนิพพาน

ถวายทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม
อานิสงส์สามารถเรียนรู้เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรมได้ง่ายศึกษาพระไตรปิฎกสำเร็จโดยเร็ว สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

ถวายกองเพล (บูชา)
จะมีชื่อเสียง มีเกียรติภูมิทั่วทั้ง ๓ โลก เป็นที่เคารพรักทั้งพรหมโลก เทวโลก มนุษย์โลก ถ้าไปเกิดบนสวรรค์ก็จะได้เสวยทิพยสมบัติ เสยสุขชั่วกาลนาน

ถวายระฆัง
จะมีเสียงดังกังวาน ไพเราะสดใส มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้ง ๓ โลก

ถวายพระไตรปิฎก
ทำไห้เป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ สามารถที่จะมองเห็นภพภูมิตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ มีอานิสงส์ที่จะประมาณได้ หากได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ดวงแก้ว จักรแก้ว และชั้นดุสิต บริบูรณ์ด้วยวิมานปราสาทแก้ว ถึง ๘๔,๐๐๐ ปรางค์ นับว่าเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ

สร้างพระอุโบสถ
เป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เมื่อยังชีพอยู่ก็เจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ มีผู้คนชื่นชมยกย่องอุดมไปด้วยเกียรติลาภยศ เต็มไปด้วยความองอาจกล้าหาญเสมอไปทุกที่ เมื่อสิ้นชีพดับขันธ์แล้วจะเสวยสุขอยู่ในสรวงสวรรค์อันเป็นบรมสุข

สร้างกุฏิ
เป็นการส่งเสริมบำรุงพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการสร้างที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสามเณร จะเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่เมื่อเป็นมนุษย์เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วจะเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตอยู่ในวิมานอันงดงามด้วยแก้ว ๗ ประการ แวดล้อมด้วยนางฟ้า นางเทพอัปสรเป็นบริวารเสวยสุขย่างเกษมสำราญ ชั่วกาลนาน

สร้างศาลา
สำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรมและที่พักสำหรับพระภิกษุสงฆ์และกำบังแดดฝนให้คนทั้งหลายที่สัญจรไปมา ย่อมให้เกิดอานิสงส์ทั้งภพนี้และภพหน้า ย่อมอุดมไปด้วยบุญกุศล ถึงซึ่งความสำเร็จที่ปรารถนา

สร้างเจดีย์ (บูรณะเจดีย์)
จะเป็นกุศลจริยาอันประเสริฐ ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตคนอย่างมหาศาล เพราะเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั่วไปได้สักการบูชาอานิสงส์ผลบุญนี้ ย่อมประสบความสุขความเจริญบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ และลาภยศ สรรเสริญ ทั้งภพนี้และภพหน้า

บูรณปฏิสังขรณ์
ถือเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนา ศาสนสถานถือเป็นอานิสงส์ผลบุญอันยิ่งใหญ่ นำความสุขความเจริญทั้งภพนี้ภพหน้า จนเข้าสู่พระนิพพาน

ไถ่ชีวิตโค กระบือ
อานิสงส์มีอายุที่ยืนยาวปราศจากสรรพทุกข์สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เรื่องคับแค้นใจจะคลายและหายไปเป็นที่เคารพเมตตาทั้ง ๓ โลก (เพราะโค กระบือ เป็นสัตว์ใหญ่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่นเดียวกับมนุษย์ อยู่ติดใกล้ชิดกับมนุษย์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแม่ลูก เหมือนดั่งมนุษย์) เรื่องทุกข์โศกหมดไป

ปล่อยนก
อานิสงส์จะมีอิสรภาพในชีวิตไม่ต้องถูกจองจำ สามารถเดินทางโดยสวัสดิภาพ คดีความจะหลุดรอดพ้นภัย

ปล่อยปลา
อานิสงส์ให้ชีวิตพ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีชีวิตยืนยาว (อานิสงส์ในการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ปล่อยนก ปล่อยปลานี้ เป็นการให้ชีวิตทั้ง ๓ ทาง คือ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก (อากาศ) ถือว่าเป็นการทำครบสูตรทุกประการ คือเป็นการสะเดาะเคราะห์อันยิ่งใหญ่)

ถวายโลงศพ
อานิสงส์ดับทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลต่างๆ มลายไป มีอายุที่ยืนยาว รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

ปัจจัยให้ผู้ป่วยอนาถา
อานิสงส์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งภพนี้และภพต่อๆไป มีผิวพรรณวรรณะสดใส ทั้งกาย-ใจ อุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน

ให้ทุนการศึกษา นักเรียนนักศึกษา
อานิสงส์ทำให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่ตกต่ำในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ อานิสงส์ถึงลูกหลานวงศ์ตระกูล

มูลนิธิผู้พิการตาบอด
อานิสงส์ทำให้มีดวงตาที่แจ่มใส สามารถมองเห็นสัจธรรมได้ทิพยญาณ (จักษุ) มีความสุขทุกภพทุกชาติเข้าสู่กระแสนิพพานได้ง่าย

มูลนิธิผู้พิการหูหนวก
อานิสงส์ทำให้ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) ล่วงรู้ถึงจิตใจคน สามารถสำเร็จญาณเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้ง่าย

บริจาคโครงการสาธารณภัย
แจกทานผ้าห่ม อานิสงส์จะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ มีแต่ความอบอุ่น ไม่ขาดแคลนในทุกภพชาติ บุญกุศลถึงบุตรหลานบริวาร

แจกยาสามัญประจำบ้าน
สุขภาพจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่รู้จักเจ็บป่วยทุกภพทุกชาติ

แจกเสื้อผ้า
อานิสงส์จะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นทิพย์มีความสวยสดงดงามมีรัศมีกาย

การให้ธรรมทาน…เป็นบุญใหญ่
ที่ใช้เงินน้อย แต่ใช้กำลังใจสูง
และส่งผลเร็วมาก!

17884220_1775747105772447_2458345503554747979_n

หลายปีที่ผ่านมาที่ได้นำคำสอนของพระศาสดา
และความรู้อันเกิดประโยชน์
ด้วยเมตตาของครูบาอาจารย์มาเผยแพร่

และได้จัดทำหนังสือธรรมทานราคาถูก
ซึ่งน่าจะถูกที่สุดในเมืองไทย
ถ้าเทียบกับราคาหนังสือปกติในบ้านเรา

เพียงตั้งจิตอธิษฐานปักไว้
หวังให้ทุกท่านได้พบเห็น

ท่านที่ได้เคยร่วมบุญมีวาสนากันมาไม่ว่าในภพไหน
ได้สร้างบุญกุศลร่วมกัน ได้สร้างบุญใหญ่แห่งธรรมทาน
ด้วยเงินที่น้อยที่สุด ไม่เดือดร้อนและได้บุญบริสุทธิ์
เป็นบุญใหญ่หนุนชีวิตผู้ที่ได้สร้างธรรมทานร่วมกัน

ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวเสมอว่า
การทำธรรมทานนั้นเป็นบุญใหญ่มาก
ไม่ได้ใช้เงินมาก แต่ใช้กำลังใจมาก

เป็นการละอัตตา ลดตัวตน ปรารถนาดีต่อผู้อื่นเต็มกำลังใจ
นำแสงสว่าง นำสิ่งดีๆ สู่ชีวิตผู้อื่น ทำให้ผู้ที่ได้รับ ได้อ่าน

เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับจิต
เมื่อจิตเปลี่ยนกรรมก็เปลี่ยน

เปลี่ยนทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นบุญใหญ่ไปพร้อมกัน

บุญบารมีเพิ่มขึ้นตามกำลังใจที่ทำ ที่เกิดขึ้นจากการสร้างบุญนี้

และอยากจะทุกท่านได้ทราบไว้ว่า
ธรรมทานคือ การเพิ่มบุญบารมีให้ออกผลเร็ว

จากที่ควรจะได้ใน 10 ปี
อาจจะเร็วเหลือ 1ปี 1 เดือน
หรือแม้แต่ 1 วัน

ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่เรามีมาและได้สร้างเพิ่มด้วย
ปาฎิหาริย์แห่งบุญญฤทธิ์ พลิกทุกชีวิตได้จริง

จึงอยากจะเชิญชวนให้ทุกท่าน
ได้สร้างบุญใหญ่ด้วยธรรมทาน

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

การเจริญเมตตามีผลมากเพียงใด ?

17795930_1766566086690549_1870685804553877115_n

คำกล่าวที่ว่า “เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” นั้นเป็นความจริงแท้นั่นก็เพราะ หากเราปลูกเมตตาในจิตขึ้นแล้ว ย่อมสามารถให้อภัยทุกสิ่งรอบข้างได้ เรียกได้ว่ามีภูมิคุ้มกันและมีกำลังใจที่จะก้าวเดินในเส้นทางแห่งพุทธะ และจะเป็นผู้ที่มีความสุขได้

สมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ได้แสดงเมตตาธรรมอันโดดเด่นตั้งแต่การช่วยชีวิตสัตว์ที่ถูกพระเทวทัตทำร้าย

พอบวชและสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็ทรงโดนปองร้ายหลายครั้งแต่พระองค์ก็ยังให้อภัย เมตตาแก่ผู้ที่ปองร้ายพระองค์เรื่อยมา ไม่ว่านั่งก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข มีใครมาด่าว่า ด่าทอ หวังร้ายก็ไม่มีผลทั้งนั้น ทุกคนที่หวังร้าย “ล้วนแพ้ภัยตัวเอง”

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
จิตของเราจักตั้งมั่น ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน
และอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
จักไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อใด
จิตของเธอเป็นจิตตั้งมั่น ดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน
และอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อนั้น
เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติ,
กรุณาเจโตวิมุตติ, มุทิตาเจโตวิมุตติ, อุเบกขาเจโตวิมุตติ
ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว
เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์
พ้นแล้วจากอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้น ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อเธอเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติแล้ว
กายก็สงบรำงับ ผู้มีกายสงบรำงับย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา อันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ทั่วทุกทาง
เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

มีจิตประกอบด้วยกรุณา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และเธอมีจิตประกอบด้วยกรุณา อันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางทั่วทุกทาง
เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

มีจิตประกอบด้วยมุทิตา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และเธอมีจิตประกอบด้วยมุทิตา อันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางทั่วทุกทาง
เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และเธอมีจิตประกอบด้วย อุเบกขา อันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง
ทั่วทุกทาง เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

สระโบกขรณี มีน้ำใสจืด เย็น สะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์
ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ
อันความร้อนแผดเผาเร่าร้อน ลำบาก กระหาย อยากดื่มน้ำ
เขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ
และความกระวนกระวายเพราะความร้อนเสียได้ แม้ฉันใด
เธอมาถึงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น
ย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เรากล่าวว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่ง
เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง
ย่อมเป่าสังข์ให้ได้ยินได้ทั้งสี่ทิศโดยไม่ยากฉันใด
ในเมตตาเจโตวิมุตติ (กรุณาเจโตวิมุตติ…, มุทิตาเจโตวิมุตติ…, อุเบกขาเจโตวิมุตติ…,)
ที่เจริญแล้วอย่างนี้ กรรมชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัดย่อมไม่มีเหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ในนั้น ก็ฉันนั้น
เมื่อใดเธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้ว
เมื่อนั้นเธอจักเดินไปในทางใดๆ ก็จักเดินเป็นสุขในทางนั้นๆ
ยืนอยู่ในที่ใดๆ ก็จักยืนเป็นสุขในที่นั้นๆ นั่งอยู่ในที่ใดๆ
ก็จักนั่งเป็นสุขในที่นั้นๆ นอนอยู่ที่ใดๆ ก็จักนอนเป็นสุขในที่นั้นๆ
เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพมาแต่แรกทำให้เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง
ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว

พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่าง คือ
หลับเป็นสุข ๑
ตื่นเป็นสุข ๑
ไม่ฝันร้าย ๑
เป็นที่รักของพวกมนุษย์ ๑
เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ ๑
เทพยดารักษา ๑
ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศัสตราก็ดีไม่ต้องบุคคลนั้น ๑
จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว ๑
สีหน้าผุดผ่อง ๑
ไม่หลงทำกาละ ๑
เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไป ย่อมเกิดในพรหมโลก ๑
เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพมาแต่แรก
ทำให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว
ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว
พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่างนี้แล”

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานิสงส์ของการใส่บาตร
บุญใหญ่ปรับภพภูมิ พ่อ แม่
ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับได้

17626618_1764076980272793_6547649951783174046_n

เรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล มีบุรุษเข็ญใจไร้ญาติขาดมิตร พ่อแม่ก็ตายไปจนสิ้นแล้วนามว่า ทุคคตะ แม้จะเป็นคนยากจนเข็ญใจ แต่ว่าก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนา ปรารถนาใคร่จะถวายทานอยู่เนืองนิตย์แต่ไม่มีวัตถุทานที่ดีพอจะทำถวายทานได้ เรียกว่า ถึงจะจนแต่ก็ยังอยากสร้างบุญ

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านทั้งหลายเตรียมอาหารไปถวายพระ ด้วยใบหน้าที่ผ่องใสรื่นเริงด้วยกันทุกคน ฝ่ายทุคคต เดินออกมาจากกระท่อมน้อยที่ซุกหัวนอน ก็มองเห็นผู้คนเขากำลังไปทำบุญกันรื่นเริงแจ่มใส ฉับพลันน้ำตาก็ไหลรินลงอาบหน้า ด้วยความน้อยใจที่ตนเองนั้นจนแสนจนและไม่มีโอกาสได้ทำบุญ ทำทานเหมือนคนอื่นเขา

ก็พอดีเหลือบไปเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่กำลังบิณฑบาต มาหยุดตรงหน้าของทุคคตะ เขาก็เกิดศรัทธาแรงกล้า นึกถึงข้าวก้อนหนึ่งประมาณเท่าผลมะตูมที่ตนหามาได้หวังจะกินไว้กินกันตาย แต่ด้วยแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่เข้าก็รีบเข้าไปในกระท่อม ไปเอาข้าวก้อนนั้นมาใส่บาตรแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยความปีติยินดี ความเสียใจน้อยก็หายไปแล้วอุทิศส่วนกุศลที่ทำแล้วนั้นไปถึงพ่อแม่ที่ตายไปแล้ว

บังเอิญเปรตชนซึ่งเป็นพ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้น ยมบาลได้ปล่อยไปเที่ยวแสวงหาอาหาร พอดีกับการทำบุญของทุคคตะในครั้งนี้ ก็พากันอนุโมทนาในบุญนั้น พ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้นก็อวยพรให้ทุคคตะนั้นประสบความเจริญตามที่เขาปรารถนาทุกประการ แบบขอให้รวยๆ มีความสุขประมาณนั้น

ฝ่ายพระยายมบาล เมื่อทราบว่าสัตว์นรกเปรตพ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้นได้รับส่วนบุญ ที่นายทุคคตะอุทิศส่งมาให้ และมีการรับอนุโมทนาทานแล้ว จึงปล่อยให้พ้นจากกรรมในนรกแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจวาสนาบารมีของข้าวก้อนเดียวที่ทุคคตะส่งไปให้

ส่วนในของผู้ทำบุญคือ ทุคคตะ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ทำมาหากินแบบเจริญรุ่งเรืองไม่มีขัดสน ไม่มีขัดข้องประสบความรุ่งเรืองเป็นลำดับมา ถึงกับมีทรัพย์ทำการค้าขายได้โดยสะดวก ก็ยิ่งได้ทำบุญกุศลทวีขึ้นเป็นลำดับ ยืดหลักการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา

ครั้นถึงเวลาอายุขัยก็ตาย ทุคคตะ ไปบังเกิดในสวรรค์เป็นเทพบุตร มีนางเทพอัปสรแวดล้อมเป็นยศบริวารเมื่อหมู่ญาติที่เป็นเทพธิดา ทราบข่าวก็พากันไปถือเครื่องสักการบูชาคุณแก่เทพบุตรนั้น

ความขลังที่แท้

17630115_1759910007356157_6479019324676994930_n

เป็นที่รู้กันดีว่า เครื่องรางของขลังของครูบาดวงดีเจ้านั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ซึ่งครูบาดวงดีเจ้าท่านยังเมตตาสอนเอาไว้เสมอว่าไม่ให้ยึดมั่นเกี่ยวกับวัตถุ แต่ให้นึกถึงเรื่อง “ใจ” เป็นหลักสำคัญ

เพราะความเข้มขลังนั้นเกิดที่ใจก่อน หาใช่วัตถุไม่

“ขลังบ่ขลังอยู่ที่จิต ศักดิ์สิทธิ์บ่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใจ๋ จะตกหม้อนรก หรือขึ้นสวรรค์ก็อยู่ที่ใจ๋นั่นเนาะ”

คำสอนของท่านชัดเจนตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ผู้ที่บูชาวัตถุมงคลไปจึงต้องปฏิบัติธรรม รักษาใจของตนให้ดีด้วย คือรักษาศีล 5 หรือศีล 8 ให้ดี หมั่นให้ทาน และสวดมนต์ภาวนาเป็นนิตย์ เพื่อ “พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น พลังความศักดิ์สิทธิของวัตถุมงคลจึงจะแสดงเห็นผลได้ชัดเจน หากผู้ที่บูชาไว้ ได้ปฏิบัติบูชาดังนี้แล้ว

ครูบาดวงดีเจ้าแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็ยังคงปฏิบัติการภาวนาให้เป็นแบบอย่างแก่ทุกๆ คน ไม่เคยเว้นว่าง นับเป็นแบบอย่างปฏิบัติที่น่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง

น้อมกราบครูบาดวงดีเจ้าด้วยความเคารพอย่างสุงสุด

ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน จ.เชียงใหม่ ท่านมีอายุพรรษามากถึง 103 ปี เป็นพระอริยเจ้า ถึงพร้อมด้วยจิตที่เป็นวิสุทธิจิต
ผู้มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางครูบาเจ้าศรีวิชัย
มีเมตตาบารมีสูง เป็นที่เลื่องลือทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา พระพชฏ เขมาภินันโท (ตุ๊จิม) พระที่อุปัฎฐาก หรือพระที่ดูแลถวายการรับใช้ครูบาดวงดีที่กำลังอาพาธมาหลายปีได้แจ้งว่า

ขณะนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ปัจจัยในการรักษาครูบา ดวงดี
และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ
เพื่อบำรุงขันธ์ครูบาดวงดีเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว (ขณะนี้ท่านออกจากโรงพยาบาลไปพำนักที่วัดแล้ว)

ข้าพเจ้าธ.ธรรมรักษ์ จึงน้อมจิตกราบขอเมตตาต่อท่านทั้งหลาย
กัลยาณมิตร กัลยาณธรรมที่มีจิตอันเป็นกุศล
เรียนเชิญร่วมสร้างบุญใหญ่ที่สุดอีกบุญหนึ่งในชีวิต กับพระอริยเจ้า
อยากจะเรียนให้ทราบว่า ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายยา อาหาร พระอริยเจ้าถือว่าเป็นบุญใหญ่ประมาณมิได้

สามารถร่วมถวายปัจจัยดูแลรักษาพยาบาลครูบาดวงดีได้ที่ บัญชีชื่อ พระพชฎ สมบูรณ์ (พระพชฏ เขมาภินันโท) ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 968-0-048486

ขออนุโมทนาบุญ
ธ.ธรรมรักษ์

บวชพราหมณ์
แก้กรรมได้จริงหรือ?

17554045_1756788281001663_8824110350394702113_n

ความจริงแล้วการออกบวชพราหมณ์
ในความหมายของพระพุทธศาสนานั้นคือ “การออกจากกาม”

หรือ “การบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี” อันหมายถึง การปฏิบัติเพื่อออกจากกามหรือความอยากทั้งหลายโดยไม่ได้ถือบวชเป็นเพศบรรพชิตเต็มตัวเป็นพระภิกษุ และก็ไม่ได้หมายถึงการออกบวชหรือการเปลี่ยนศาสนาให้เป็นวรรณะพราหมณ์ของศาสนาฮินดูแต่อย่างใด

ตัวอย่างสำคัญในการบำเพ็ญเนกขัมมะหรือการออกจากกามในพระพุทธศาสนาก็คือ พระเตมีย์กุมารซึ่งเป็นอดีตชาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์มีความโดดเด่นที่สุดในการบำเพ็ญบารมีในด้านนี้มากที่สุดในภพชาตินั้น

พระเตมีย์กุมารเมื่อมีพระชนมายุได้ 1 เดือนก็ทรงทำการระลึกชาติได้ ในขณะบรรทมอยู่บนตักของพระบิดานามว่า พระเจ้ากาสี ซึ่งในขณะนั้นพระราชบิดา กำลังพิพากษาความผิดของโจร 4 คนด้วยพระสุรเสียงอันดุดันมาก

โจรคนแรกนั้นมีความผิดน้อยกว่าคนอื่นทรงตัดสินโทษให้เฆี่ยนด้วยหวาย โจรคนที่สองมีความผิดมากกว่าคนแรกจึงทรงตัดสินโทษให้คุมขังไว้เสีย คนที่สามก็มีความผิดมากกว่าสองคนแรกตัดสินให้ประหารชีวิต ส่วนโจรคนสุดท้ายนั้นมีความผิดมากกว่าใครทั้งหมดก็ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเช่นกันแต่ทรงกระทำด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมกว่าคนแรกมากคือ เสียบด้วยหลาวทั้งเป็นแล้วประจานไว้หน้าประตูเมือง

พระเตมีย์กุมารทรงระลึกชาติได้ว่าชาติหนึ่งในอดีตพระองค์ก็เคยเกิดเป็นกษัตริย์ครองเมืองเดียวกันกับพระบิดานี้อยู่นานถึง 20 ปีได้ทำการตัดสินประหารผู้คนมาไม่น้อยเช่นเดียวกัน เมื่อตายไปแล้วจึงส่งผลให้ไปเกิดในนรกนานถึง 80,000 ปี พอพ้นจากนรกแล้วผลบุญจึงส่งให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จากนั้นเมื่อหมดบุญแล้วจึงได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในราชตระกูลเดิมอีกครั้งหนึ่ง

พระเตมีย์กุมารจึงคิดได้ว่า หากอยู่เป็นฆราวาสต่ออย่างนี้แล้วรับรองได้เลยว่าจะต้องไปทำบาปกรรมเช่นเดียวกับพระราชบิดาอีกแน่นอน เพราะตำแหน่งหน้าที่บังคับให้เป็นไปเช่นนั้น แล้วผลแห่งบาปกรรมก็จะต้องส่งให้กลับไปตกนรกอีก จึงทำการใคร่ครวญจะหาทางไปให้พ้นจากตำแหน่งกษัตริย์ตั้งแต่เวลาที่พระองค์ยังเป็นทารกนับแต่บัดนั้น

เมื่อพระองค์เติบใหญ่ขึ้นจึงทรงใช้วิธีการแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา หูหนวกเป็นใบ้ไม่พูดจาข้องแวะกับใคร แม้จะถูกเหล่าพระญาติและเสนาอำมาตย์ทดสอบหลอกล่อด้วยวิธีการใดๆ พระองค์ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ จึงมีมติให้นำพระเตมีย์กุมารไปฝังเสีย แม้พระมารดาจะทรงคัดค้านอย่างหนักก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ขอให้พระเตมีย์กุมารได้ครองราชย์อย่างน้อยสัก 7 วัน

แต่ใน 7 วันที่ครองราชย์พระเตมีย์กุมารก็ไม่ยอมพูดจาใด ๆ พระบิดาจึงหมดหนทางต้องสั่งให้สารถีรือคนขับราชรถนำตัวพระราชกุมารขึ้นรถไปฝัง ขณะที่นายสารถีขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็ได้ลงจากรถแล้วตรัสแจ้งความจริงให้ทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์จะออกบวชอยู่ในป่าตามลำพังมาเป็นเวลานานแล้วจึงได้ทำเช่นนี้

นายสารถีได้ยินเข้าก็เกิดความเลื่อมใส แต่ก็ยังไม่วายที่จะเป็นห่วงเพราะในป่ามีอันตรายจากสัตว์และโจรป่าได้แต่พระเตมีย์ก็ยังยืนยันโดยพระองค์กล่าวว่า

“ไม่มีอันตรายใด ๆ หรอกสำหรับผู้ที่ออกบวช คนที่บวชแล้วย่อมปลอดภัยคนที่บวชแล้วย่อมเสียสละไม่แสวงหาผลประโยชน์ เมื่อไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็ไม่มีการกระทบกระทั่งและก็จะไม่มีศัตรูที่จะมาทำร้ายได้”

เมื่อนายสารถีแน่ใจว่าพระเตมีย์กุมารไม่เสด็จกลับพระนครแน่และไม่สนใจในพระราชสมบัติแม้แต่น้อยจึงเกิดความศรัทธาและขอออกบวชด้วย พระเตมีย์จึงสั่งให้นายสารถีนำราชรถกลับไปคืนก่อนเมื่อนายสารถีนำความไปเล่าถวายพระราชบิดาและพระราชมารดาให้ทราบแล้ว ทั้งสองพระองค์รวมทั้งข้าราชบริพารต่างก็พากันยินดีและเดินทางไปพบเพื่อทูลเชิญให้พระองค์เสด็จกลับพระนคร

แต่พระเตมีย์กลับทรงแสดงธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะคือ การออกจากกามด้วยการถือบวช เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งพระราชบิดา พระราชมารดาพร้อมด้วยบริวารก็เกิดความเลื่อมใสในคำสอนออกบวชตามกันเป็นจำนวนมากและยังมีพระราชาอื่นๆ ที่ได้เดินทางมาฟังธรรมและออกบวชอีกมากเช่นกัน

การออกบวชด้วยหลักเนกขัมมะแบบพระพุทธศาสนาจึงมีความมุ่งหมายเพื่อละต้นเหตุของกิเลสอยู่ 2 ประการได้แก่ กิเลสกาม และวัตถุกาม มี 2 รูปแบบในทางปฏิบัติก็คือ

1.ด้วยการบรรพชาอุปสมบท เป็นพระภิกษุหรือสามเณร ถือข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยงดเว้นจากกิจกรรมของคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน)ทุกชนิดคือไม่แสวงหาทรัพย์ ไม่รับเงินทองใดๆ อันหมายถึงการละออกจาก วัตถุกามต่างๆ ส่วนการละเว้นซึ่งกิเลสกาม ก็คือการถือปฏิบัติตามข้อศีลไปตามลำดับตั้งแต่ ศีล 10 ของสามเณร และศีล 227 ข้อของพระภิกษุ

ซึ่งกรณีของพระเตมีย์กุมารก็คือการออกบวชด้วยลักษณะนี้เพียงแต่ในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ยังไม่มีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น พระองค์จึงได้ถือบวชแบบเป็นฤๅษี

2.ด้วยการรักษาข้อปฏิบัติที่ทำได้ยากกว่าคนปกติธรรมดา นั่นคือการถือศีล อันเป็นข้อปฏิบัติที่จะเป็นเครื่องรักษากายและวาจาให้เข้มข้นเคร่งครัดกว่าผู้ครองเรือนปกติคือ ถือศีล 8 เป็นอย่างน้อยและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงการดำเนินกิจกรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายคือ การให้ทาน,การฟังธรรม,การสนทนาธรรม,การเจริญสมถะกรรมฐาน (สมาธิ)และการเจริญปัญญา เป็นต้น

ดังนั้นการบวชพราหมณ์ในความหมายของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนั้นจะมีความหมายตรงกับการออกจากกามในข้อที่ 2 นี้เอง

โดยการยึดถือข้อปฏิบัติถือ ศีล 8 เป็นอย่างน้อย และมีการแสดงออกโดยเชิง “สัญลักษณ์” ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวและเกล้าผมให้เป็นมวย อันเป็นข้อปฏิบัติแบบในศาสนาฮินดูที่สีเครื่องแต่งกายประจำของพราหมณ์เป็นสีขาวเพื่อเป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ และเป็นการเตือนจิตใจให้ระมัดระวังรักษาศีลไม่ให้ขาดและหมั่นเพียรทำความดีต่อไป

ที่สำคัญก็คือการออกบวชพราหมณ์นั้นมีความแตกต่างจากการปฏิบัติธรรมปกติที่เห็นได้ชัดที่สุดเป็นรูปธรรมก็คือ การละทิ้งเรือนโดยไปอาศัยอยู่ในวัดหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่ที่อยู่ไม่ใช่บ้านเรือนของตนเองและการถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด

ในขณะที่การปฏิบัติธรรมนั้นเรายังสามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ในบ้าน,ที่ทำงาน หรือสถานที่ใดๆ หากเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมได้ทั้งสิ้นและยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศได้ตามปกติวิสัยปุถุชน

หวังใจว่าทุกท่านที่กำลังสงสัย หรือกำลังจะไปบวชพราหมณ์ต่างๆ นั้นคงจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง และจะได้ไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลเลิศต่อไป