Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

‘พระราชาผู้ทรงธรรม’
พระราชปุจฉาธรรม เรื่อง
“พุทธภูมิ”
กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

21034219_1959918274021995_8905553042939863527_n

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นปีมหามงคล เนื่องจากเป็นปีที่มีพิธีเฉลิมราชย์รัชมังคลาภิเษกที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้เสด็จไปนิมนต์หลวงตามหาบัวด้วยพระองค์เอง เพื่อให้หลวงตาได้ร่วมงานบำเพ็ญพระราชกุศลในงานพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ รัชมังคลาภิเษก โดยมีข้าราชการ และประชาชนมาเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย พระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เสด็จมาถึงแล้ว ทรงพระราชดำเนินไปยังกุฏิของหลวงตามหาบัว เมื่อพระองค์ได้กราบหลวงตามหาบัวเสร็จเรียบร้อย พระองค์ท่านก็มีพระราชปุจฉาธรรมกับหลวงตามหาบัวดังนี้ (พระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกหลวงตาว่า “หลวงปู่”)

พระเจ้าอยู่หัวฯ: หลวงปู่ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร

หลวงตา: … พุทธภูมิ ก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดร นั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป นั่นแหละ…สาวกภูมิ

เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการ นำคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง

พระเจ้าอยู่หัวฯ : เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะ หลวงปู่

หลวงตา : อ้อ พ่อหลวง เหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยู่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละ แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้ นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด นี่แหละพระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้สมเด็จย่าฯ เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จย่าทรงพระประชวร หลวงตาท่านตอบปฏิเสธว่า

“พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้ อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก”

พระเจ้าอยู่หัวฯ ได้กราบลาว่า“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม”

หลวงตาท่านได้เทศนาธรรมสั้นๆใจความ ว่า

“การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้า ก็มีพุทธกิจ 5 คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป ตกเย็นสอนนักบวชสมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน

พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อนเอาล่ะๆ อาตมาจะให้พร”

( ***ขอขอบคุณข้อมูลและที่มา : นิตยสาร น่านฟ้า ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนธันวาคม 2550 หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 123 กุมภาพันธ์ 2554 โดย กองบรรณาธิการ)

Advertisements

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
มงคลชีวิตที่ทรงพระราชทาน
ให้กับปวงชนชาวไทย

21078597_1963567190323770_7800191805735580040_n

นับตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ในปีพ.ศ 2489 พระองค์มีพระราโชบายที่เด่นชัดมั่นคงในการปกครองชาวสยามทุกผู้ทุกนาม ทุกหนแห่งให้เกิดความร่มเย็นผาสุกเสมอภาค

ดังพระราชดำรัสที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว คือ อานุภาพแห่งความรักและความหวังดีอย่างแท้จริง ที่ฝังแน่นลงไปในหัวใจของเหล่าพสกนิกร สถิตอย่างถาวร มั่นคงไม่สั่นคลอน

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งล้ำค่าที่พระราชาทรงน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา มาใช้ในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ที่มาร่วมกันอยู่อย่างเหมาะสมและสมดุล โดยทรงมุ่งหวังให้ทุกคนเป็นคนดี มีความสุข ความเจริญไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยหลักการ ”เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”

เข้าใจ หมายถึง ทรงเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจริงแท้ของธรรมชาติ เข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนา เข้าใจถึงความทุกข์ยาก ทุกความต้องการของพสกนิกรอย่างแท้จริง นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ

เข้าถึง หมายถึง การนำหลักธรรมจากนามธรรม ให้มาเป็นรูปธรรม ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองไปในทุกพื้นที่ เพื่อจะได้เข้าถึง ได้รับรู้ ได้เข้าใจ หาหนทางช่วยเหลือของพสกนิกรในทุกด้านทั้งความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติที่เอื้ออำนวยในการดำรงชีพที่แตกต่างกันให้สัมฤทธิผล

พัฒนา หมายถึง การที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพจิตใจ คุณภาพชีวิตของราษฎรทุกคนให้กินดี อยู่ดี มีความสุข ความเจริญในทุกด้าน ด้วยทรงยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งโครงการในพระราชดำริ โครงการหลวงต่างๆ รวมถึงโครงการในพระบรมศานุวงศ์ที่ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทมากมาย

และโดยในส่วนพระองค์เองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะอันแน่วแน่มั่นคงในบวรพุทธศาสนา โดยได้เสด็จออกทรงพระผนวช ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงผนวชนั้นได้ทรง ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ดังที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงเล่าถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวชว่า

“…พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพระผนวชตามราชประเพณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่ทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มิได้เป็นบุคคลจำพวกที่เรียกว่า หัวใหม่ ไม่เห็นศาสนาเป็นสำคัญ แต่ได้ทรงเห็นคุณค่าของพระศาสนา

ฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญก็กล่าวได้ว่า บวชด้วยศรัทธา เพราะทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธา ประกอบด้วยพระปัญญา และได้ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด…”

พรวิเศษของพ่อ
สิริมงคลสูงสุดแห่งชีวิต
ที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้

20841105_1953477067999449_6182237038398098424_n

พรวิเศษของพระองค์ท่านก็คือ “คำสอนที่ดี” ในทุกๆ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนโดยตรงกับเหล่าข้าราชบริพารที่ถวายงานใกล้ชิด

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ถวายงานใกล้ชิดกล่าวถึง “ความเป็นครูผู้สอน” ของพระองค์ท่านที่ท่านได้รับพรวิเศษอยู่ตลอดระยะเวลาที่รับราชการว่า

“เมื่อแรกเริ่มที่ผมเข้าไปถวายงานนั้น ผมไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการเกษตร แต่กิจกรรมหลักของพระองค์ทรงเน้นในเรื่องการเกษตรเป็นหลัก พระองค์จึงมีเมตตาเริ่มสอนตั้งแต่แรกที่เข้าไปถวายงาน

คนไทยนั้นชอบเห็นพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัว ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัวตรัส แตไม่เคยฟังทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น ก็เพราะว่าประชาชนชาวไทยชื่นชมศรัทธาในพระองค์ท่าน ทุกคนต่างดีใจที่ได้เห็นพระองค์เสด็จฯ ไปที่ไหนก็ไปเข้าเฝ้าด้วยคามชื่นชมซาบซึ้งน้ำตาไหล

แต่การที่ผมบอกว่าไม่เคยมองคือเมื่อถามลึกลงไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำอะไรอยู่ ทรงสอนอะไร ให้พรอะไร ไม่มีใครตอบได้ แต่เราพอใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในลักษณะปัจจุบันทันด่วนเหมือนเราไปดูหนัง

แต่ความลึกซึ้งที่จะไปหาคำอธิบายอะไรต่างๆ ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่นักซึ่งแน่นอนเราชอบที่จะได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชอบที่จะได้ยินพระดำรัสอวยพรในวันสำคัญ พระองค์รับสั่งคราใดก็จะรับสั่งในวันที่ ๔ ธันวาคมเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาทุกปี

และเย็นนั้นทุกคนก็ฟังรับชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตีพิมพ์พระราชดำรัส ผมคิดว่าหลายท่านก็ต้องอ่านแต่ถัดมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ถ้าผมลองถามว่า เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคมที่ผ่านมาหรือสัปดาห์ที่แล้วพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งอะไร หรือ ให้พรอะไรในวันนั้นแทบจะไม่มีใครตอบผมได้

น้อยคนเหลือเกินที่จะตอบได้เพราะความชื่นชมประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ได้ยินรับสั่งได้ผ่านไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง…”

พรวิเศษของพ่อดั่งแสงอาทิตย์สาดส่องนำทางแก่คนไทยทุกคนที่ทางสำนักพิมพ์ได้จัดทำขึ้นนี้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยให้ได้รับรู้พรวิเศษที่สำคัญของพระองค์ท่านรวมถึงเรื่องราวความรู้ต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอนและทรงปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

พรวิเศษแต่ละข้อแต่ละอย่างของพระองค์ท่านก็เพื่อให้ประชาชนได้เดินตามรอยพระยุคลบาท ซ่างจะทำให้ประเทศชาติและคนไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุขมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนสามารถดำรงเกียรติภูมิของความเป็นประเทศไทยและคนไทยตลอดไป

20768273_1949644518382704_178089203570563100_n

ในหลวง อย่าละทิ้งประชาชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ
“นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

“…ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทันและความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคน ที่ช่วยกันประคับประคองแก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปรกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นคนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติ แก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน…”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๕
วันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

คำสอนของพ่อ…
มงคลชีวิตสูงสุด ที่จะดำรงอยู่ใน
หัวใจปวงชนชาวไทยชั่วนิรันดร์…

20638278_1940088802671609_4191602804153593481_n

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเหมือนเสาเข็มที่ถูกตอกลงรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มด้วยซ้ำไป

ชีวิตเราเหมือนสร้างบ้าน ขั้นแรกสุดต้องปักเสาเข็มเสียก่อน ต้องสร้างรากฐานก่อนมิฉะนั้นบ้านก็อยู่ไม่ได้”

โครงการแรกๆ ของพระองค์ที่หุบกระพง ต้องย้อนกลับไปเมื่อสัก ๕๐ ปีที่แล้ว หน่วยงานราชการจะเอารถแทรกเตอร์เข้าไป โดยมีบันทึกของผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีที่รับสนองพระบรมราชโองการ โดยบันทึกมีนัยสำคัญมากรับสั่งว่า

” อย่าเอาเครื่องจักรกลเข้าไปใช้กับประชาชนเร็วนัก ถ้าเร็วเกินไปเขาจะเคยตัว อีกหน่อยจะใช้จอบใช้เสียมไม่ได้”

ในส่วนของโครงการตามพระราชดำริทั้งหลายพระองค์ก็มุ่งเน้นหลักความประหยัดและพอเพียงก่อนคือเป็นไปได้และประหยัดเงิน ทรงหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สุด

เพราะทรงตระหนักถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณจากหน่วยงานราชการ ในขณะเดียวกันก็ทรงคำนึงถึงผลกระทบหรือประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของในพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ที่จะได้ถวายความอาลัย
ร่วมส่งธรรม คำสอน
ตามรอยเท้าพ่อ ร.9. ให้ก้องโลก
ด้วยน้ำตาแห่งความจงรักภักดี…

20597526_1932406816773141_3248754315089565081_n

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลเล่าให้ฟังถึงพระจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำ

” รู้หรือไม่ว่าพระองค์ท่านทรงประหยัดมาก คงเคยเห็นหลอดยาสีพระทนต์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขากราบบังคลทูลขอมากันใช่หรือไม่ครับ

เห็นไหมพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ยาสีพระทนต์อย่างไร เกลี้ยงเลยแล้วพวกเราประหยัดอย่างนั้นไหม พระองค์ไม่เคยยึดติดเรื่องวัตถุ คือก่อนหน้านั้นมหาดเล็กได้นำหลอดยาสีฟันใหม่ไปวางไว้ ทรงมีรับสั่งให้นำหลอดเก่ากลับมา แล้วรับสั่งกับทันตแพทย์ว่า

“ที่เหลืออยู่นี้ฉันยังใช้ได้ต่ออีก ๕ วัน”

เวลาที่พระองค์ทรงงาน พระองค์ก็ไม่ได้ประทับที่โต๊ะ พระองค์ประทับกับพื้นเพราะสะดวกดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเข้าเฝ้าตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. จนกระทั่งเวลา ๒๑.๐๐ น. พอทรงลุกขึ้น ก็รับสั่งว่า

“ไปนะ เสร็จงานแล้ว”

แต่ก็ไม่มีใครสามารถเดินไปส่งเสด็จที่รถได้สักคน ทุกคนนั่งหมอบกระแตกราบอยู่ตรงนั้นตายไปครึ่งตัวแล้ว สักพักจึงค่อยๆ ยืดขาลุกขึ้นได้นี่คือความเรียบง่ายของพระองค์และสมาธิที่ทรงพลังของพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งไว้ว่า

“สำนักงานของพระองค์คือห้องกว้างๆ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีชั้น แล้วท่านก็ก้มอยู่กับพื้น นี่คือพระเจ้าอยู่หัว”

ตามปกติพระองค์จะประทับพับเพียบตรงกลางแล้วพวกเราก็นั่งพับเพียบรอบๆ ส่วนสมเด็จพระเทพฯจะประทับพับเพียบข้างๆ พวกเราจะมีสองแถวซ้าย วันนั้นผมจับเวลาได้ทำสถิติไว้นั่งพับเพียบตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ออกมาตอน ๓ ทุ่ม นั่งพับเพียบอยู่ ๕ ชั่วโมงรวด

ทรงมีรับสั่งว่า

“เวลาทำงานอยู่กับพื้นสะดวกดี ถ้าเป็นโต๊ะ เวลากางแผนที่จะไม่สะดวก”

เวลาถวายงานครึ่งชั่วโมงแรก เราก็นั่งพับเพียบกันตามกฎของราชสำนัก นั่งพับเพียบเรียบร้อยทีเดียว ตัวตรง พับเพียบขวาทับซ้าย ซ้ายทับขวา เก็บปลายขามือประสานอยู่ที่ตัก พอผ่านครึ่งชั่วโมงไม่ไหว เพราะตัวจะล้มท่าเดียว พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อย

พอหลังจาก ๒-๓ ชั่วโมงถัดไป นอนเฝ้าฯ กันหมดทุกคนเลย ขาเหยียดไปข้างหลัง ทำทีว่าดูแผนที่ แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น เป็นท่านอนเฝ้าฯ เวลานั่งพับเพียบเฝ้าฯ ต้องมีศิลปะ เวลาทรงมีรับสั่งกับทางซีกขวา ทางซ้ายจะรีบเปลี่ยนขาทันทีเลย คิดว่าไม่ได้ทอดพระเนตร เวลาพระองค์หันมาทางซีกซ้าย ทางขวาจะพลิกขาทันทีเลย แต่พลิกแล้วพลิกอีกก็ไม่อยู่นะ ทำอย่างไรก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน

พอผ่านไปชั่วโมงที่ ๔ ทุกคนพับเพียบเรียบร้อยหมดไม่เปลี่ยนท่าเลย ก็เพราะตายกันไปครึ่งตัวแล้วขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

แต่ที่น่าแปลกก็คือ พระองค์ท่านทรงนั่งอยู่ท่าเดียวไม่ทรงเปลี่ยนท่าเลย ทรงมีระเบียบวินัย ทรงควบคุมพระวรกายได้อย่างสิ้นเชิง ทรงงานในลักษณะนั้นตลอดเลยทีเดียว…นี่คือพระเจ้าอยู่หัว”

จะเห็นได้ว่าพระจริยวัตรประจำวันและการทรงงานของพระองค์ท่านตั้งอยู่บนความประหยัด อดทน ไม่เคยใช้ของแพงใช้ทุกอย่างที่เป็นของธรรมดา เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การทำงานที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพคือโครงการในพระราชดำรินับพันโครงการด้วย

พระอัจฉรยะภาพ แห่งแรงบันดาลใจ
ความเพียรที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ของพ่อ
ส่งต่อถึงหัวใจประชาชนแล้ว…

20294229_1924401190907037_8808198358515316629_n

พระราชดำรัสที่องค์พ่อหลวงได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

“…ความจริงแล้ว ถ้าเราพิจารณาดูสถานการณ์รอบตัวให้ทั่ว จะเห็นได้ว่าประเทศของเรา ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทัน และความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ช่วยกันประคับประคอง แก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรคปัญหาหรือเหตุไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้น คนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน

ในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายตั้งความหวัง ตั้งความเพียรอันมั่นคงไว้ ที่จะช่วยตัว ช่วยชาติ ให้หนักแน่น เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อธำรงรักษาความเป็นอยู่ อันเป็นปกติของเราไว้ พร้อมกับสร้างสรรค์ จรรโลงบ้านเมืองไทยให้เป็นที่อยู่ ที่อาศัย ที่พวกเราจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความวัฒนาผาสุกตลอดไป…”

ในการทำงานให้สำเร็จนั้น ความเพียรถือเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามที่เราเจออุปสรรคขวากหนาม หากเราไร้ซึ่งความเพียร ไร้ความพยายาม เราก็ย่อมยากจะฝ่าฟันไปได้ เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งดัง

คงต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงานที่ชอบเสมอไป บางคนก็จำต้องทำงานประจำเพื่อให้มีเงินทองพอใช้ในแต่ละเดือน บ้างก็จำต้องทำงานที่ไม่ได้รู้สึกชอบ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเก็บออมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจของตนเอง

บางคนยิ่งน่าสงสารเพราะแม้จะได้ทำงานที่ชอบแต่กลับอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี เจ้านายไม่ส่งเสริม ซ้ำยังเอาเปรียบ หรือไม่ก็เป็นองค์กรที่เติบโตในสายงานได้ยาก

การทำงานท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเชิงลบแบบนี้มีผลทำให้เราหมดกำลังใจไม่อยากทำงานได้ เหมือนที่หลายคนอยากจะลาออกแทบทุกวัน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะหากลาออกมาแล้วก็เท่ากับหมดรายได้ไป

หนทางที่เหมาะคือ การมองหางานอื่นที่มีอนาคตกว่า ใครที่ยังไม่ได้ทำงานที่รัก ก็มองหาว่าตนเองรักงานใด และลองไปสมัครทำงานดู หากได้ที่ทำงานใหม่แล้วค่อยลาออกก็ได้ หรือถ้าใครทำงานที่ชอบอยู่ แต่สภาพแวดล้อมไม่ดี

ก็ควรใช้ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไปในการเลือกที่ทำงานใหม่ เราจะได้รอบคอบ รู้จักสืบหาข้อมูลให้แน่นอนขึ้นก่อนจะตัดสินใจเลือกสมัครในที่ทำงานนั้น และแน่นอนหากทำงานที่เดิมไม่มีความสุข เราก็ต้องเมียงมองหาที่ใหม่เช่นกัน

ก่อนที่เราจะได้ที่ทำงานใหม่ เราก็อาจต้องรอคอย เราก็ต้องทำงานเดิมไปก่อน ซึ่งจุดนี้เราต้องใช้ความอดทน อีกทั้งความเพียรในการทำงานต่อไป อย่าได้ย่อท้อยอมแพ้กลางคัน คิดเสียว่าเรากำลังพยายามประคองตนเองเพื่อจะได้มีโอกาสไปทำงานที่อื่น มีเงินออมเพียงพอที่จะสำรองในช่วงเปลี่ยนงานใหม่

ความอดทนและความเพียรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ไม่ว่าเราจะกำลังทำงานที่ชอบอยู่หรือทำงานแบบจำทนก็ตาม เราก็ควรอดทนเมื่อถึงเวลาที่ต้องอดทน และต้องทุ่มเทพากเพียรเมื่อถึงเวลาสำคัญ

เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะช่วงเกิดปัญหา ช่วงที่เราต้องสร้างผลงานสำคัญเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หรือเพื่อสร้างความก้าวหน้าเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

สำหรับคนที่เพียรพยายามอยู่เสมอ ฝ่าฟันปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายเสียที ก็ขอให้อย่าละความพยายาม โปรดจดจำเรื่อง “พระมหาชนก” ผู้ไม่ละซึ่งความเพียรเอาไว้เป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงว่ายน้ำข้ามทะเล เผชิญกับลมมรสุมเพื่อกลับเข้าฝั่ง แม้จะยังไม่เห็นฝั่งก็ตาม

จนนางมณีเมขลาเอ่ยถามว่า พระองค์จะว่ายไปทำไม โดยไม่เห็นแม้แต่ฝั่ง พระองค์ตอบว่า พระองค์จะเพียรพยายามอย่างที่สุด ดีกว่ายอมตายโดยไม่ขวนขวายทำอะไรเลย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลได้เล่าถึงความเพียรอันยิ่งยวดที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วยพระอัจฉริยะภาพของในหลวงว่า

“เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด จะทรงถือแผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายภาพ เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็น โดยจะทรงพยายามถามไถ่ ทุกบ้าน ทุกชุมชน เปรียบเหมือนทำประชาคม เพื่อให้รู้จักพื้นที่นั้นๆ อย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน

เพราะในการทำโครงการช่วยเหลือจะทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก การจดบันทึกจึงเป็นข้อมูลที่สำคัญในการต่อยอดโครงการของพระองค์

ความเพียรของพระองค์ที่กล่าวมายังไม่ใช่ทั้งหมดที่ทรงทำ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ไม่สามารถเล่าได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์หวัง คือ การที่เห็นคนไทยมุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และไม่ทุจริต ประกอบกับใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอประมาณ เพื่อให้วันข้างหน้ามีใช้ เมื่อมีใช้ก็มีสุข ตลอดจนรู้คุณแผ่นดิน สร้างความสามัคคีให้บ้านเมืองน่าอยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องรับช่วงต่อจากพระองค์แล้ว โดยนำความเพียรไปเป็นหลักปฏิบัติกับการดำรงชีวิตในสังคมต่อไป เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี”

คำสอนด้วยการกระทำนี้มีความหมายทั้งในเรื่องความพยายามและความอดทนพากเพียรเอาชนะอุปสรรคปัญหาให้ได้ความพากเพียรของคนไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง ขอเพียงเราต้องเพียรให้ถึงขนาด ทำให้ถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งเราจะพบกับความสำเร็จในแบบที่สมกับการรอคอยเอง