Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

“ธรรมราชา”

“ธรรมราชา”
กษัตริย์ผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนาจากหัวใจ
พระราชปุจฉา กับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
ณ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

21231013_1972705602743262_5718339589710681268_n

ในคราแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ณ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดจดบันทุกการสนทนา หรือแม้แต่บันทึกเทปเอาไว้ หากแต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านได้จดจำในบทสทนาธรรมระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับท่านเอง แล้วนำมาเขียนเป็นบันทึกไว้ในหนังสือ ชื่อ “พระเมตตา” ซึ่งทำให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรื่องราวอันน่าสนใจยิ่ง โดยใจความที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้บันทึกไว้ในหนังสือพระเมตตา ตอนหนึ่งมีดังนี้

ในหลวง : ในแดนนี้มีผู้ก่อการร้ายมากหรือ มีบุคคลที่ใจแตกแยกออกไปมาก ?

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : ขอถวายพระพร อาตมาทราบเรื่องผู้ก่อการร้ายมากนี่ ทราบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๐๙
เรื่องผู้ก่อการร้ายหรือคนที่มีคติตรงกันข้ามเขาตั้งมุมจะเล่นงานเราที่เขตอำเภอบ้านไร่เพราะตอนนี้มันต่อกับเขตอะไรไม่ทราบ โน่น..มันจะออกไปเขตพม่าโน่นเราไม่ต้องการความแตกแยก เราต้องการสามัคคี
การสร้างสถานที่ให้มีความโอ่งโถงสวยสดงดงามก็เพื่อจะเป็นกำลังใจแก่บรรดาพุทธบริษัทหรือประชาชนชาวไทยและถือว่ามีความสามัคคีซึ่งกันและกันแต่ว่าบุคคลกลุ่มหนึ่งท่านมีความสำคัญผิดไปจากนั้นเราก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

ในหลวง : เรื่องพระสงฆ์นี่มีความสำคัญ อยากจะให้กฎหมายช่วยเหลือพระวินัย เพราะว่าสถาบันของศาสนาเป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวกำลังใจคน คนไทยของเราทั้งหลายเป็นส่วนมากถ้าศาสนามีความมั่นคงพระศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวใจคนอยากจะให้กฎหมายสนับสนุนพระวินัยเพราะว่าถ้าพระปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัยดีแล้วจิตใจของบุคคลที่ยึดถือยึดเหนี่ยวคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็จะพากันมีความกลมเกลียว
ประเทศชาติจะมีความสุข

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : อาตมาก็ปรารภอยู่เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมาก็เคยปรารภกับอธิบดีกรมศาสนาอาตมาทำอยู่แล้ว และร่วมมือกับอธิบดีกรมการศาสนา

ในหลวง : พวกเด็กๆ เขาไม่เชื่อกฎแห่งกรรมเมื่อเร็วๆนี้ ไฟไหม้ที่สลัมสลัมจุดไหนมีไฟไหม้ขึ้นก็มีพวกเด็กๆ เขาออกหนังสือเวียนเป็นหนังสือเลยออกประกาศโฆษณาทำอย่างไรดี ถึงจะให้เด็กรู้กฎแห่งกรรม ?

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : เวลานี้อาตมาก็หาทางจะให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจในกฎแห่งกรรมรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนาอาตมาก็พยายามทำอย่างการเขียนหนังสือเรื่องของหลวงพ่อปานมีการโลดโผนโจนทะยานเป็นกรณีพิเศษ

ในหลวง : บางคนเขาจะหาว่าพระนี่เขียนหนังสือโลดโผนเกินไปจะเห็นว่าเป็นการไม่สมควรแต่แม้กระผมเองก็มีความคิดเห็นว่าในกาลบางครั้งก็มีความจำเป็นเหมือนกันขอรับ…ผมเหน็ดเหนื่อยมาก…มีผู้มีความรู้บอกว่า ผมจะต้องเหน็ดเหนื่อยมากคนที่มีความรู้เขาบอกว่าผมจะไม่มีโอกาสจะหายความเหน็ดเหนื่อยเลย

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ : เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาของพระมหากษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรบรรดาพสกนิกรมีความทุกข์ร้อนทุกข์ยากอยู่ที่ไหนก็ต้องมีความเหน็ดเหนื่อย ต้องไปเยี่ยมเยือนไปให้ความสุขเขา อย่างน้อยไปให้กำลังใจให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เรื่องนี้เป็นที่ประทับใจของประชากรทั้งหลายโดยทั่วไป เราปฏิเสธกันไม่ได้

ถ้าหากว่า ข้าราชการของพระองค์ (หมายถึงข้าราชการทุกคน) ปฏิบัติอย่างพระองค์บ้างประเทศชาติจะมีความสุข การที่จะมีผู้ก่อการร้ายหาไม่ได้แน่ เพราะเราจะไปทางไหน เราก็จะเจอผู้ก่อการดี จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อข้าราชการ แล้วคนทั้งหมดนั้น ก็จะมีความจงรักภักดีเป็นปึกแผ่นอยู่ในแผ่นดินไทย

เมืองไทยถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กเรามีกำลังน้อย บรรดาพุทธบริษัทถ้าเรารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เต็มไปด้วยความสามัคคี ประเทศถึงแม้จะใหญ่เข้ามาโจมตี ก็รู้สึกว่ายากทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความสามัคคีนี่มีกำลังมาก ยากที่คนจะทำลายได้

ถ้าหากว่า ข้าราชการของพระองค์ปฏิบัติอย่างพระองค์บ้าง เป็นผู้เสียสละ ความจริงเงินเดือนของเรา ก็มีแล้ว เงินเดือนทุกเดือนบรรดาพุทธบริษัทเขาให้ใช้พอเดือน แต่ที่ไม่พอเพราะไม่รู้จักปริมาณการใช้ ทะเยอทะยานมากไป

เลยเมื่อมันไม่พอใช้ก็ต้องหาทางอื่นที่มันไม่ตรงกับระเบียบข้าราชการ ถ้าทุกคนอยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัยตัดความละโมบโลภในด้านวัตถุเสีย และทำตัวให้เหมาะสมกับ ระเบียบข้าราชการ นี่ทุกคนทำได้ตามแบบนี้รับรองว่าไม่มีการแตกแยก ไม่มีผู้ก่อการร้าย

ในหลวง : บรรดาประชาชนทั้งหลายทุกคน ถ้าต่างคนต่างรักษาศีลห้าครบถ้วน บ้านเมืองจะมีความสุข เรื่องศีลห้านี่เป็นของยาก คนเขาไม่ค่อยจะเห็นคุณเห็นโทษและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระนี่เมื่อมีความผิดแล้ว ก็มีอาบัติเป็นเครื่องปรับแต่คนเขาขาดศีลห้าไม่มีอาบัติเป็นเครื่องปรับเป็นของยากที่จะให้คนเห็นโทษเห็นคุณในการรักษาศีลห้า

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : หลวงพ่อปานท่านไม่ต้องการให้คนละศีลห้า หลวงพ่อปานต้องการอย่างเดียว คือ ให้คนละศีล ๒

ในหลวง : (ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วตรัสถาม) ศีล ๒ มีอะไรบ้างขอรับ ?

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : ศีล ๒ ที่หลวงพ่อปานต้องการนั่นก็คือ ๑.อทินนาทานต้องการให้คนไม่ลักขโมยไม่คดโกงซึ่งกันและกันยอมรับนับถือในสิทธิสมบัติซึ่งกันและกัน ๒. หลวงพ่อปานต้องการให้คนละการดื่มสุราและเมรัย ศีล ๒ ของหลวงพ่อปานนี้มีความสำคัญมาก

เพราะในอันดับแรก ถ้าทุกคนไม่คดโกงซึ่งกันและกันแล้วสุขมันก็จะมีมากขึ้นมามากทุกคนต่างยอมรับนับถือในสิทธิในสมบัติซึ่งกันและกันแล้วอีกประการหนึ่ง ถ้าคนทั้งหลายไม่เสพสุราเมรัย จิตใจก็ทรงสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ความเร่าร้อนของประเทศชาติก็จะลดน้อยลงไป ประเทศชาติจะมีแต่ความเยือกเย็นและเมื่อ ๒ ศีล ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ในไม่ช้าอีก ๓ ศีล ก็ครบถ้วนบริบูรณ์

ในหลวง : (ทรงแย้มพระโอษฐ์อีก แล้วค่อยตรัสว่า) เมื่อก่อนนี้มันยุ่งเหลือเกินขอรับมันติดอยู่ในวัตถุ ยุ่งมาก แต่เวลานี้สบายใจมากแล้ว เพราะไม่ติดในวัตถุ วันนี้ผมมีความสุขใจมาก ผมมีความสบายใจมาก…

Advertisements

ในหลวงถาม พระอริยสงฆ์ตอบ
พระราชปุจฉา กับ พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย
ณ วัดเขาสุกิม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

21232150_1976671705679985_2953143658026335914_n

พระราชปุจฉา : ผู้คนเขามาวัดทำไมกัน

พระอาจารย์สมชาย : ผู้มาวัดด้วยเหตุต่างๆ กัน บางคนเป็นคนดีอยู่แล้ว มาวัดด้วยมุ่งทำความดีให้ มากขึ้น ด้วยการถือศีลภาวนา บ้างอยากรู้ทางวัดเขาทำอะไรกัน จะมาช่วยวัดด้วยความตั้งใจจริง เพราะเห็นว่าเมื่ออยู่บ้านก็ไม่มีอะไรที่จะต้องทำ บางคนก็มาด้วยเหตุที่ว่าอยู่บ้านมีแต่ปัญหา ล้วนแล้วแต่น่าเบื่อ มาวัดหาความสงบดีกว่า มาวัดทำให้สบายใจ

พระราชปุจฉา : ที่ว่าชาวบ้านเขาเบื่อหน่าย เขาเบื่ออะไรกัน

พระอาจารย์สมชาย : การเบื่อหน่ายของชาวบ้านมีสองอย่าง บางคนเบื่อการงานที่จำเจก็หาเวลามาวัด เพื่อพักผ่อน บ้างเห็นว่าการเป็นอยู่ทางโลกนั้นถึงจะมั่ง มี สามารถหาความสุขได้ทุกอย่างก็จริง ล้วนแต่เป็นความสุขชั่วคราว ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเหมือนความสุขทางธรรม บ้างว่าเกิดมาแล้วก็หนีความตายไม่พ้น ก่อนจะตายก็ควรทำอะไรๆ อันเป็นเหตุให้ตายดี มีความสุขก็มี

พระราชปุจฉา : การสอนให้คนนึกถึงความตายนั้น หากสอนไม่ดีแล้ว ก็เป็น เหตุให้เกิดความเกียจคร้านในการหาเลี้ยงชีพ กลายเป็นคนจน เป็นภาระของสังคม ดังนั้นต้องระวังในเรื่องการสอน

พระอาจารย์สมชาย : โดยปกติพระจะสอนให้เห็นโทษของความมัวเมา ก่อให้เกิดความเห็นผิดเป็นชอบ จึงต้องสอนให้เห็นในทางที่ถูกก่อน เช่น
ก. อย่ามัวเมาในวัยว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่
ข. อย่ามัวเมาในความไม่มีโรคมาเบียดเบียน
ค. อย่ามัวเมาในชีวิตว่าเวลาของเรายังมีอยู่

“ด้วยเหตุนี้ จึงสอนให้ทุกคนนึกถึงความตาย ถ้าไม่สอนให้เขาเข้าใจในทางถูกก่อนแล้วกลับจะเป็นผลร้ายดังพระราชปุจฉาโดยแท้ การเจริญมรณสตินั้น ชั้นต้นเพื่อให้รู้ว่าทุกคนหนีความตายไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นคนมีคนจน มีความตายเหมือน กันทั้งนั้น

สำหรับผู้ทำการภาวนาเจริญกรรมฐาน เพื่อให้นิวรณ์สงบ ก็จำเป็นต้องพิจารณาเป็นอย่างๆ ไป ความตาย คือ นายเพชฌฆาต, ความตาย คือ ต้องพลัดพรากจากสมบัติทุกอย่าง ชีวิตเป็นของที่กำหนดเอง เอาว่าอายุเท่านั้นเท่านี้จะตายก็กำหนดไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่าชีวิตเป็นของน้อยจะตายเมื่อไรไม่มีใครรู้ได้ ขอถวายพระพร”

(***ขอขอบคุณข้อมูลและที่มาจากคัดจากเว็บไซต์วัดเขาสุกิม)

เมืองไทยนอกจากแผ่นดินอุดมสมบูรณ์
มีพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนำ
ยังมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระเมตตา
และรักประชาชนของพระองค์มากที่สุดในโลก

21192547_1971324789548010_897853593403392759_n

“… ความคิดนั้นสำคัญมาก ถือได้ว่าเป็นแม่บทใหญ่ของคำพูด และการกระทำทั้งปวง กล่าวคือ ถ้าคนเราคิดดี คิดถูกต้อง ทั้งตามหลักวิชาและคุณธรรม คำพูดและการกระทำ ก็เป็นไปในทางที่ดีที่เจริญ แต่ถ้าคิดไม่ดี ไม่ถูกต้อง คำพูดและการกระทำ ก็อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหาย ทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวมได้

ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่บุคคลจะพูดจะทำสิ่งใด จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อนว่า กิจที่จะทำ คำที่จะพูดนั้น ผิดหรือถูก เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษเสียหาย เป็นสิ่งที่ควรพูด ควรกระทำหรือควรงดเว้น เมื่อคิดพิจารณาได้ดังนี้ ก็จะสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พูดและทำแต่สิ่งที่จะสัมฤทธิ์ผลเป็นคุณ เป็นประโยชน์และเป็นความเจริญ บัณฑิตจึงควรฝึกหัดปฏิบัติตน ให้เป็นคนคิดก่อนพูด คิดก่อนทำ จนเป็นปรกตินิสัย จึงจะได้ชื่อว่า ประพฤติปฏิบัติตนสมกับความเป็นบัณฑิต ที่คนเขายกย่องเชื่อถือ…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพุธที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่ามีสาระอันชัดเจนว่าความคิดนั้นคือแม่บทอันสำคัญยิ่งของชีวิต

ดังจะเห็นได้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ย่อมต้องเกี่ยวพันกับความคิดทั้งสิ้น เพราะก่อนเราจะพูด จะทำ จะอ่าน จะเขียน จะทำงานใดๆ ก็ตามล้วนแต่ต้องผ่านกระบวนการคิด ซึ่งหากเราทำสิ่งใดๆ โดยปราศจากการคิดก็ถือเป็นการกระทำที่ขาดสติ ขาดความระมัดระวังรอบคอบ และอาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นคำสอนแต่โบราณที่ว่า คิดก่อนทำ จึงเป็นอะไรที่เราควรจดจำใส่ใจเอาไว้เสมอ

นอกจากเราต้องคิดก่อนทำแล้ว ทีนี้ในขั้นตอนการคิดเราก็ไม่ใช่เพียงสักแต่คิดไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่เราต้องคิดให้เหมาะสม กระบวนการคิดของเราจะต้องมีประสิทธิภาพและถูกต้อง ช่วยกลั่นกรองให้ได้วิถีทางหรือแนวทางที่ได้ในการจะกระทำหรือไม่กระทำอะไร

ดังนั้นการคิดเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ แต่ต้องคิดอย่างมีปัญญาความรู้ คิดอย่างเหมาะสม เพราะหากเราคิดก่อนทำทุกครั้งก็จริง แต่มันเป็นกระบวนการคิดที่ผิด หรือเป็นการคิดในทางเสื่อม ทางหายนะ ก็เท่ากับเราชักพาตัวเองไปสู่ปัญหาและความวุ่นวายที่อาจจะตามมาอีกในภายหลัง

‘พระราชาผู้ทรงธรรม’
พระราชปุจฉาธรรม เรื่อง
“พุทธภูมิ”
กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

21034219_1959918274021995_8905553042939863527_n

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นปีมหามงคล เนื่องจากเป็นปีที่มีพิธีเฉลิมราชย์รัชมังคลาภิเษกที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้เสด็จไปนิมนต์หลวงตามหาบัวด้วยพระองค์เอง เพื่อให้หลวงตาได้ร่วมงานบำเพ็ญพระราชกุศลในงานพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ รัชมังคลาภิเษก โดยมีข้าราชการ และประชาชนมาเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย พระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เสด็จมาถึงแล้ว ทรงพระราชดำเนินไปยังกุฏิของหลวงตามหาบัว เมื่อพระองค์ได้กราบหลวงตามหาบัวเสร็จเรียบร้อย พระองค์ท่านก็มีพระราชปุจฉาธรรมกับหลวงตามหาบัวดังนี้ (พระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกหลวงตาว่า “หลวงปู่”)

พระเจ้าอยู่หัวฯ: หลวงปู่ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร

หลวงตา: … พุทธภูมิ ก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดร นั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป นั่นแหละ…สาวกภูมิ

เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการ นำคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง

พระเจ้าอยู่หัวฯ : เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะ หลวงปู่

หลวงตา : อ้อ พ่อหลวง เหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยู่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละ แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้ นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด นี่แหละพระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้สมเด็จย่าฯ เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จย่าทรงพระประชวร หลวงตาท่านตอบปฏิเสธว่า

“พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้ อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก”

พระเจ้าอยู่หัวฯ ได้กราบลาว่า“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม”

หลวงตาท่านได้เทศนาธรรมสั้นๆใจความ ว่า

“การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้า ก็มีพุทธกิจ 5 คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป ตกเย็นสอนนักบวชสมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน

พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อนเอาล่ะๆ อาตมาจะให้พร”

( ***ขอขอบคุณข้อมูลและที่มา : นิตยสาร น่านฟ้า ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนธันวาคม 2550 หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 123 กุมภาพันธ์ 2554 โดย กองบรรณาธิการ)

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
มงคลชีวิตที่ทรงพระราชทาน
ให้กับปวงชนชาวไทย

21078597_1963567190323770_7800191805735580040_n

นับตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ในปีพ.ศ 2489 พระองค์มีพระราโชบายที่เด่นชัดมั่นคงในการปกครองชาวสยามทุกผู้ทุกนาม ทุกหนแห่งให้เกิดความร่มเย็นผาสุกเสมอภาค

ดังพระราชดำรัสที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว คือ อานุภาพแห่งความรักและความหวังดีอย่างแท้จริง ที่ฝังแน่นลงไปในหัวใจของเหล่าพสกนิกร สถิตอย่างถาวร มั่นคงไม่สั่นคลอน

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งล้ำค่าที่พระราชาทรงน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา มาใช้ในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ที่มาร่วมกันอยู่อย่างเหมาะสมและสมดุล โดยทรงมุ่งหวังให้ทุกคนเป็นคนดี มีความสุข ความเจริญไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยหลักการ ”เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”

เข้าใจ หมายถึง ทรงเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจริงแท้ของธรรมชาติ เข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนา เข้าใจถึงความทุกข์ยาก ทุกความต้องการของพสกนิกรอย่างแท้จริง นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ

เข้าถึง หมายถึง การนำหลักธรรมจากนามธรรม ให้มาเป็นรูปธรรม ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองไปในทุกพื้นที่ เพื่อจะได้เข้าถึง ได้รับรู้ ได้เข้าใจ หาหนทางช่วยเหลือของพสกนิกรในทุกด้านทั้งความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติที่เอื้ออำนวยในการดำรงชีพที่แตกต่างกันให้สัมฤทธิผล

พัฒนา หมายถึง การที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพจิตใจ คุณภาพชีวิตของราษฎรทุกคนให้กินดี อยู่ดี มีความสุข ความเจริญในทุกด้าน ด้วยทรงยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งโครงการในพระราชดำริ โครงการหลวงต่างๆ รวมถึงโครงการในพระบรมศานุวงศ์ที่ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทมากมาย

และโดยในส่วนพระองค์เองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะอันแน่วแน่มั่นคงในบวรพุทธศาสนา โดยได้เสด็จออกทรงพระผนวช ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงผนวชนั้นได้ทรง ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ดังที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงเล่าถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวชว่า

“…พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพระผนวชตามราชประเพณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่ทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มิได้เป็นบุคคลจำพวกที่เรียกว่า หัวใหม่ ไม่เห็นศาสนาเป็นสำคัญ แต่ได้ทรงเห็นคุณค่าของพระศาสนา

ฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญก็กล่าวได้ว่า บวชด้วยศรัทธา เพราะทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธา ประกอบด้วยพระปัญญา และได้ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด…”

พรวิเศษของพ่อ
สิริมงคลสูงสุดแห่งชีวิต
ที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้

20841105_1953477067999449_6182237038398098424_n

พรวิเศษของพระองค์ท่านก็คือ “คำสอนที่ดี” ในทุกๆ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนโดยตรงกับเหล่าข้าราชบริพารที่ถวายงานใกล้ชิด

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ถวายงานใกล้ชิดกล่าวถึง “ความเป็นครูผู้สอน” ของพระองค์ท่านที่ท่านได้รับพรวิเศษอยู่ตลอดระยะเวลาที่รับราชการว่า

“เมื่อแรกเริ่มที่ผมเข้าไปถวายงานนั้น ผมไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการเกษตร แต่กิจกรรมหลักของพระองค์ทรงเน้นในเรื่องการเกษตรเป็นหลัก พระองค์จึงมีเมตตาเริ่มสอนตั้งแต่แรกที่เข้าไปถวายงาน

คนไทยนั้นชอบเห็นพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัว ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัวตรัส แตไม่เคยฟังทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น ก็เพราะว่าประชาชนชาวไทยชื่นชมศรัทธาในพระองค์ท่าน ทุกคนต่างดีใจที่ได้เห็นพระองค์เสด็จฯ ไปที่ไหนก็ไปเข้าเฝ้าด้วยคามชื่นชมซาบซึ้งน้ำตาไหล

แต่การที่ผมบอกว่าไม่เคยมองคือเมื่อถามลึกลงไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำอะไรอยู่ ทรงสอนอะไร ให้พรอะไร ไม่มีใครตอบได้ แต่เราพอใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในลักษณะปัจจุบันทันด่วนเหมือนเราไปดูหนัง

แต่ความลึกซึ้งที่จะไปหาคำอธิบายอะไรต่างๆ ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่นักซึ่งแน่นอนเราชอบที่จะได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชอบที่จะได้ยินพระดำรัสอวยพรในวันสำคัญ พระองค์รับสั่งคราใดก็จะรับสั่งในวันที่ ๔ ธันวาคมเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาทุกปี

และเย็นนั้นทุกคนก็ฟังรับชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตีพิมพ์พระราชดำรัส ผมคิดว่าหลายท่านก็ต้องอ่านแต่ถัดมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ถ้าผมลองถามว่า เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคมที่ผ่านมาหรือสัปดาห์ที่แล้วพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งอะไร หรือ ให้พรอะไรในวันนั้นแทบจะไม่มีใครตอบผมได้

น้อยคนเหลือเกินที่จะตอบได้เพราะความชื่นชมประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ได้ยินรับสั่งได้ผ่านไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง…”

พรวิเศษของพ่อดั่งแสงอาทิตย์สาดส่องนำทางแก่คนไทยทุกคนที่ทางสำนักพิมพ์ได้จัดทำขึ้นนี้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยให้ได้รับรู้พรวิเศษที่สำคัญของพระองค์ท่านรวมถึงเรื่องราวความรู้ต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอนและทรงปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

พรวิเศษแต่ละข้อแต่ละอย่างของพระองค์ท่านก็เพื่อให้ประชาชนได้เดินตามรอยพระยุคลบาท ซ่างจะทำให้ประเทศชาติและคนไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุขมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนสามารถดำรงเกียรติภูมิของความเป็นประเทศไทยและคนไทยตลอดไป

20768273_1949644518382704_178089203570563100_n

ในหลวง อย่าละทิ้งประชาชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ
“นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

“…ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทันและความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคน ที่ช่วยกันประคับประคองแก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปรกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นคนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติ แก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน…”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๕
วันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔