Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ธรรมเพื่อการค้าขายให้รุ่งเรือง
ทำถูกต้อง
รวยจริงอย่างยั่งยืน
ใช้ได้จริงทุกงานในโลกนี้

18198282_1805479952799162_7319719670583325000_n


หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละ โลภ โกรธ หลง และการเข้าถึงความหลุดพ้นนั่นเป็นเป้าหมายสำคัญ

แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ละเลยสอนเรื่อง “ระหว่างทางไปถึง” ให้เดินไปอย่างมั่นคงมีสุขได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่บัญญัติเรื่อง สัมมาอาชีวะ เป็นหนึ่งในมรรค 8 เป็นแน่แท้

อย่างแรกเลย เรื่องอาชีพนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ทุกอาชีพ” ก็คือ การค้า อยู่ที่ว่าคุณนั้นขายอะไร ถ้าเป็นนักวิชาการ ครูอาจารย์ก็คือ ขายความรู้ นักบัญชี ขายวิชาคิดบัญชี ช่างตัดผมก็ขายบริการฝีมือ นักวาดภาพก็ขายผลงาน ทุกๆ อย่างเป็นการค้าทั้งสิ้น

ทีนี้เมื่อเข้าทำการค้าแล้ว ก็ต้อง “ค้าอย่างเป็นธรรม” ด้วยจึงจะยั่งยืน พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ห้ามก่อนเลยว่า ห้ามค้าอะไรบ้าง

1. ห้ามค้ามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโอกาสบรรลุธรรมได้ ทำประโยชน์ได้มากที่สุดและควรมีอิสระเป็นของตน ใครค้ามนุษย์หรือมีส่วนในการค้ามนุษย์นั้นบาปหนัก

2. ห้ามค้าเนื้อสัตว์เป็นๆ เป็นอาหาร เพราะสัตว์ทุกตัวรักชีวิตของตน พระพุทธองค์ไม่ส่งเสริมการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทุกประเภท ถ้าเป็นสัตว์ที่ตายแล้ว ไม่มีชีวิตแล้วนั้นนำมาค้าได้

3. ห้ามค้าอาวุธทุกชนิด เพราะเป็นการส่งเสริมการฆ่า ไม่ว่าอะไรก็ไม่ควรเอามาฆ่ากัน ประหารกันทั้งสิ้น

4. ห้ามค้ายาพิษทุกชนิด รวมถึงยาเสพติดให้โทษ เป็นพิษต่อตนเองด้วย ต่อผู้อื่นด้วย

5. ห้ามค้าสรุาเมรัย เพราะเป็นการส่งเสริมให้คนขาดสติ คนที่ขาดสติจะทำชั่วได้ทุกรูปแบบ เพราะขาดการยั้งคิด

เมื่อห้ามแล้ว ก็ทรงแนะนำต่อไปว่า “หลักในการค้าทุกอาชีพ” นั้นต้องมี

1. จักขุมา คือ ตาดี ดูเป็น ดูสายตายาวไกล รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถกะทุน เก็งกำไรได้แม่นยำ

2 วิธุโร คือ เก่งในงานสายงานของตน ทำอะไรเก่งก็ต้องมุ่งมั่นไปในทางนั้้น ถ้ารักจะค้าขายก็ต้องเก่งในสินค้าที่ตนขาย หรือถ้าเป็นศิลปินก็ต้องเก่งให้สุดๆ ในสายงานตน อย่าให้ใครเก่งกว่า หรือพัฒนาตนเองไปให้สุด

3. นิสยสัมปัณโน มีเพื่อนดี หรือ กัลยาณมิตรที่ดี
คือรู้จักคนมาก กว้างขวางในวงการที่เราทำอยู่ ใช้เครือข่ายความสัมพั้นธ์ที่ดีในการเชื่อมสัมพันธ์ต่อไป ทำให้งานขยายออกไปไม่สิ้นสุด

ยิ่งไปกว่านั้นทรงมอบ ธรรมะแห่งความสำเร็จให้อันโด่งดังมากที่สุดก็คือ “อิทธิบาท” (อิทธิ คือกำลัง) บาทก็คือ ฐาน อันหมายรวมถึง กำลังหรืออำนาจด้วยฐานแห่งความสำเร็จ 4 ประการ

ฉันทะ ต้อง รักในงานที่ทำนั้นอย่างสุดหัวใจ
วิริยะ มีความเพียรทำในงานนั้นแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
จิตตะ มีสมาธิและเอาใจใส่งานนั้นอย่างเต็มที่
วิมังสา มีการทบทวน ปรับปรุง ลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ มีแล้วต้องรู้จักแบ่งปัน สละออกไปหรือตอบแทนพระคุณ มหาเศรษฐีในโลกทุกคนล้วนทำอย่างนี้จนครบกระบวนความทั้งสิ้น

ในพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงตรัสเล่าชาดกยืนยันเรื่องนี้ไว้จากเรื่อง ชาดกเกี่ยวกับ การใช้ปัญญาเพื่อไปสู่ทางเป็นเศรษฐี ของจูฬันเตวาสิก รวยขึ้นได้จากเพียง “หนูตายตัวเดียว” โดย จูฬันเตวาสิก ใช้ธรรมะนี้ของพระพุทธองค์ได้ครบทุกข้อ

พอรวยแล้วยังกลับเอาเงินมาตอบแทนผู้มีพระคุณที่แนะแนวทางนี้ให้ด้วยอีกครึ่งหนึ่ง เรียกว่า เป็นทั้งคนเก่งและเป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณมาก คนแนะนำที่ว่า ก็คือ จุลลกเศรษฐี เป็นอดีตชาติของพระพุทธองค์เอง

ส่วนคนปฏิบัติ จูฬันเตวาสิก คือ พระภิกษุที่ชื่อ จูฬบันถกะ เอตทัคคะในด้าน มโนมยิทธิ หรือผู้มีฤทธิ์ทางใจ นั่นเอง

จุดหมายปลายทางคือสิ่งทีต้องบรรลุ
แต่ระหว่างทางก็ต้องเดินตามทางให้ถูกเช่นกัน
เมื่องานสัมฤทธิ์ผล ชีวิตก็รื่นรมย์ไม่เป็นทาสทั้งงานและเงินอีกต่อไป

โมทนาสาธุ

Advertisements

วิธีแก้ไขเรื่องการปรามาสพระพุทธเจ้า
พระอริยสงฆ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าภพชาติไหนๆ ก็ตาม

18221605_1804253782921779_952601137637078226_n

เรื่องนี้เป็นกันมากในหมู่ของคนที่ยังมีกรรมไม่ดีติดตัวมาเยอะหรือขาดการฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้เป็นกุศล ซึ่งอาจจะติดจากชาติเดิมที่เคยมีความแค้นเคืองต่อพระพุทธศาสนา พระอริยสงฆ์ การไม่สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจ หรือติดมาจากในชาติที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือในบางครั้งอาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขามาขวางเอาไว้ พยายามมาดลใจเราให้เราคิดไปในทางชั่ว เพื่อไม่ให้เราได้มีภูมิธรรม

คนเหล่านี้จิตจะตกบ่อยมาก อาจจะถึงขึ้นปรามาสท่านผู้มีภูมิธรรมบ่อยครั้ง ยิ่งท่านที่มีภูมิธรรมมากเท่าใดก็จะยิ่งเป็นกรรมหนักติดตัว และกรรมหนักนี้จะไปขวางทางให้ไม่พบกับความเจริญในชาตินี้

หลายท่านที่มีวิบากกรรมไม่ดีติดตัวมามาก เวลาไปไหว้พระไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป พระสงฆ์ แทนที่จะได้บุญกลับได้บาปแทน เพราะมือก้มลงกราบแต่ใจกลับไปคิดในทางต่ำไม่ว่าเรื่องใดก็ตามต่อตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่อยู่ตรงหน้า

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกวิธีแก้ไขเอาไว้

-ในทุกครั้งที่ทำการสวดมนต์ให้ทำการสวดขอขมาพระรัตนตรัยเสียก่อน

คำขอขมาพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต้ อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ .

-ให้นำดอกไม้ถ้าเป็นดอกบัว 3 ดอกจะยิ่งดีขึ้น ให้ไปกราบขอขอขมาต่อหน้าองค์พระพุทธรูปที่เป็นประธานในโบสถ์วัดใดก็ได้ หรือจะทำที่บ้านก็ได้เลือกเอาที่เป็นวันพระ ยิ่งเป็นวันพระใหญ่จะยิ่งดีมากขึ้น เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา เป็นต้น

ให้กล่าวขออโหสิกรรม และตั้งสัจจะอธิษฐานจะไม่ทำอีก ขอเมตตาจากท่านให้ช่วยเจริญในธรรมสูงขึ้น ให้มีจิตที่มั่นคงในการสำรวมกาย วาจา ใจได้อย่าด่างพร้อย และต้องพยายามรักษาศีล 5 ทำสมาธิ ตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ความคิดต่ำแบบนี้จะค่อยๆ หายไป

มีสหายธรรมท่านหนึ่งใช้วิธีการตามจิต ท่านแนะนำว่า ความคิดแรกหลังจากนั้นอย่าไปกลัว อย่าไปเครียด อย่าไปด่าตัวเอง หรือไปคิดว่าอยากให้มันหยุด อยากให้มันหายจากสิ่งที่เป็นอยู่ อย่าไปกังวลใจ เมื่อจิตรู้ทันและจับความคิดชั่วนั้นได้แล้วให้ลองกำหนดลมหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ สักพัก

ให้นึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ว่าแก้ว 3 ประการ นี้ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์พ้นทุกข์ได้จริง เราเป็นเพียงสรรพสัตว์ตัวเล็กๆ ด้วยพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ทำให้เราอิ่มเอิบใจเห็นทางสว่างที่จะพบสุข ให้คิดเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าให้มากๆ ฝึกให้ใจไปทางกุศล เรื่องชั่วนี้ๆ จะถูกลบออกไปในที่สุด

เรื่องปรามาสผู้มีภูมิธรรมนั้น หากเราแก้ไขได้สำเร็จ นอกจากลดกรรมแล้วยังเป็นการเพิ่มพลังทางใจให้มีกำลังมากขึ้น เป็นบาทฐานในการฝึกวิปัสสนากรรมฐานให้เจริญก้าวหน้าได้เร็ว

หลักการขอพรจากเทวดาประจำตัวให้ได้ผล

18199063_1799261250087699_2143421997144311174_n

เมื่อทำการเชื่อมบุญ ทำให้กระแสบุญผูกพันกันแล้ว เชื่อมกันแล้ว ในเวลาเราจะไปขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้น เราต้องไม่ลืมว่าอย่างไรก็ตามท่านก็เป็นเทวดาท่านมีภพที่อยู่สูงกว่าเราที่เราต้องไปสักการบูชาทำความเคารพ

ขอโมทนาคุณความดีของตัวท่านให้ช่วยคุ้มครองและดลใจให้เราไม่เดินทางผิดและทำดีต่อไป ไม่ใช่การไปขอร้องให้ช่วยด้วยการ “ติดสินบน” โดยการเอาของไปเซ่นไหว้หรือล่อใจท่า

อย่าลืมว่าเทวดา ท่านก็เป็นภพภูมิที่ยังมีกิเลส การไปสร้างกิเลสให้ท่านก็นับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่งทำให้กลายเป็นว่า

ท่านจะไปสร้างกรรมร่วมกับเราแทนซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเทวดาผู้ต้องการความดีคงไม่ปรารถนาเช่นนั้น

ที่สำคัญคือ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไปชักชวนให้ท่านเกิดกิเลสให้ท่านร่วมก่อกรรมไม่ดีเพราะเอาสิ่งของไปล่อไปติดสินบน เราก็จะต้องพลอยรับผลกรรมไม่ดีไปด้วย

คิดใหม่ว่า ที่ท่านช่วยให้พรและให้ความเมตตานั้นท่านไม่ได้หวังเครื่องเซ่นไหว้ใด ๆท่านได้ช่วยเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกับการที่เราบริสุทธิ์ใจไปขอท่านจะทำให้ท่านได้สร้างบุญเพิ่ม

การขอพรนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับและขอได้ทุกโอกาสขอได้กับเทวดาทุกองค์ (เพราะอย่าลืมว่า ไม่มีเทวดาองค์ไหนมาคอยอยู่ประจำตัวดูแลเราตัวต่อตัว แน่นอน)

เมื่อเรายังคงอยู่ในศีลมีบุญติดตัว มีความตั้งใจมั่นและศรัทธาในความดี รับรองว่าความสำเร็จบังเกิดขึ้นกับเราแน่ ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังขอพรหรือขอความช่วยเหลือนั้นสิ่งที่ขอก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีด้วยหากจุดประสงค์ในการขอไม่บริสุทธิ์ จิตก็จะไม่สะอาดไม่อาจก่อพลังงานที่ดีขออะไรไปก็ไม่ได้ผลไม่เกิดอะไรขึ้นและท่านเทวดาก็คงไม่อำนวยผลให้เกิด เพราะถ้าท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบาป แล้วของที่ไม่ดีอย่างกรรมชั่วและบาปนั้นไม่มีใครเขาอยากได้

เมื่อจุดประสงค์ดี จิตใจสะอาดและสิ่งที่ขอกำลังจะเป็นผลให้ลองสังเกตดูว่า ช่วงเวลาที่จิตใจสะอาดจะมีมีความกล้าแข็งทางจิตขึ้นด้วยจะมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย

อาจมีอาการขนลุก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวหรือมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในจิตแสดงว่า เทวดาท่านรับรู้แล้วในสิ่งที่เราต้องการและท่านจะช่วยอำนวยพรให้ส่วนเรื่องจะประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจหวังหรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมลิขิตตามหลักของ “กฎแห่งกรรม” อีกทีหนึ่งครับ

การบูชาด้วยอามิสบูชาหรือด้วยสิ่งของต่างๆ นั้น คงไม่จำเป็นอะไรสำหรับเทวดาประจำตัว เพราะโดยทั่วไปแล้วเทวดาทั้งหลายนั้น ท่านมีกายทิพย์ สิ่งที่ท่านใช้ในประจำวันล้วนเป็นของทิพย์ทั้งสิ้น ท่านปรารถนาบุญกุศล ที่เป็นสุดยอดของทิพย์ทั้งปวง

ดังนั้นการบูชาด้วยสิ่งของนั้นท่านที่อยากจะทำก็ทำได้ ไม่ได้ผิดแต่ประการใด ถือว่าเป็นแสดงความเคารพ ขอให้บูชาด้วยน้ำสะอาด ดอกไม้หรือเครื่องหอมก็พอจะได้ไม่สิ้นเปลืองอะไรมาก

เทวดาท่านดูที่เจตนานะครับ ไม่ได้ดูด้วยสิ่งของนั้นมีราคาค่างวดหรือต้องแพงอะไร ขอให้บูชาท่านด้วยการปฏิบัติบูชา การทำกรรมดี อุทิศบุญไปให้ท่านทุกครั้งที่เราสร้างบุญเท่านี้ท่านจะรักและเมตตาเรายิ่งขึ้นแน่นอน

เชื่อมั่นว่า เมื่อท่านได้รับความรู้ในเรื่องการบูชาเทวดาแล้วอย่างครบถ้วน แล้วลองนำไปปฏิบัติดู ชีวิตของท่าจะพบกับเรื่องดีๆ ที่จะมาตัวท่านนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

ทำอย่างไรให้”ดวงดี” ปาฏิหาริย์อยู่เสมอ!!!

18157976_1799260843421073_2841320533385133757_n


คนเรานั้นในสมัยก่อน…
หรือแม้แต่ในสมัยนี้
อาจจะยังไม่เข้าใจในอำนาจของ”กรรม” ดีพอ
*****

เรารู้แต่ว่าต้องมีอำนาจอะไรสักอย่างหนึ่งที่มีอำนาจมาก
ที่ดลบันดาลและกุมโชคชะตาชีวิตของคนเรานั้นให้ไปในทิศทางต่างๆ
หรือเกิดเรื่องอะไรที่ไม่คาดคิดกับชีวิตได้
ประเภททำไมจู่ๆ ถึงมีเงินทองขึ้นมา
หรืออยู่ดีก็สิ้นเนื้อประดาตัว หรืออาจจะมีเรื่องอะไรร้ายๆ เข้ามาในชีวิต

เมื่อไม่รู้ว่าเป็นอำนาจอะไร…
ชื่อว่าอะไรก็เลยเหมาๆ ไปเรียกว่า” ดวง” ก็แล้วกัน
ใครทำอะไรสำเร็จ มีโชคลาภเข้ามาบ่อยๆ
ทำอะไรสำเร็จโดยง่ายก็มักจะเรียกว่าเป็นคน ”ดวงดี”
ทั้งๆ ที่กรรมดีของตนที่ทำมานั่นแหละ
ส่งผลเองไม่ใช่”ดวง” อะไรที่ไหน
คนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ มีแต่เรื่องร้ายๆ เข้ามาก็บอกว่าเป็นคนดวงไม่ดี
แทนที่จะบอกว่าเป็นกรรมไม่ดีที่ทำมานั้นส่งผล
ซึ่งเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

ในสมัยพุทธกาลเอง…
ก็มีผู้คนที่เชื่อเรื่องอำนาจดลบันดาลโชคชะตามากและสรุปกันเอง
จนตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิกันมากมาย
แต่พอจะสรุปได้ 3 ลัทธิความเชื่อใหญ่ ๆ คือ

1. พวกที่ถือว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนชาติที่แล้วมา
พวกนี้ไม่เชื่อในกรรมใหม่ในชาติปัจจุบันที่ส่งผลด้วย
ลัทธิของคนพวกนี้เรียกว่า “ลัทธิปุพเพกตวาท”

2. พวกลัทธิที่สอง พวกนี้จะเชื่อว่าการที่คนเราจะเป็นอะไรๆ
จะดีหรือชั่ว จะจนหรือรวย
ร่างการพิกลพิการหรือสมบูรณ์นั้นก็เพราะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่บันดาล
หรือพระผู้เป็นเจ้าบันดาลให้เป็นไป
พวกนี้เรียกว่า “ อิสสรนิมมานเหตุวาท” หรือ “ ลัทธิอิศวรนิรมิตวาท”

3. พวกลัทธิสุดท้ายนั้น พวกนี้ถือว่าสิ่งทั้งหลายอะไรจะเกิดขึ้น
ไม่มีเหตุปัจจัย แล้วแต่ความบังเอิญเป็นไป
ลัทธิโชคชะตา พวกนี้เรียกว่า “อเหตุอปัจจยวาท” หรือ“ ลัทธิอเหตุวาท”

ซึ่งความเชื่อเหล่านี้…
สวนทางและขัดกับพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งปัญญา
ที่รู้แจ้งแทงตลอดว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
หรือการกระทำของตนเองเท่านั้น
เป็นศาสนาแห่งการลงมือกระทำ
เป็นศาสนาที่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์
ไม่เชื่อในอำนาจอื่นใดดลบันดาล
หลักพุทธธรรมทุกหลักธรรมมุ่งให้มนุษย์แก้ปัญหาด้วยปัญญาของตนเอง
*****

ดังนั้นในที่นี้ เมื่อพูดถึงคำว่า “ดวงดี”
ขอให้เข้าใจตรงกันว่าคือ “กรรมดี”
คนดวงดีก็คือคนที่หมั่นสร้างกรรมดี
สามารถเอาชนะความชั่วได้
ยิ่งชนะได้มากแค่ไหนหมั่นสร้างกรรมดีมากแค่ไหน
ดวงก็ดีมากเท่านั้น…

บุญใหญ่ที่เกิดจากการปล่อยหรือสงเคราะห์สัตว์

18119567_1795530343794123_1602609614551623811_n


การสะเดาะเคราะห์ปล่อยสัตว์นั้น เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนไทยมาช้านาน ซึ่งการให้ชีวิตนั้นถือว่าเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง ผู้ที่ให้ก็มีความสุข ผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยนั้น ก็ย่อมมีความสุขในการมีชีวิตสืบต่อไป

คนไทยเรานั้นเชื่อถือเรื่องโชคลางและบาปกรรมกันมาเป็นเวลานานมาแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าเมื่อเรามีเคราะห์หรือทุกข์ร้อนต่างๆ นาๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาสิ่งเลวร้ายต่างๆ ให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง ก็คือการไปทำบุญ เข้าวัดเข้าวา และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในทุกสมัยนั้นก็คือการสะเดาะเคราะห์

มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยพุทธกาล มีสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์ได้พยากรณ์ไว้ว่า สามเณรรูปนี้ได้หมดอายุขัยลงแล้ว จะต้องตายแน่ๆ ตามตำราแล้วจะต้องไม่รอดไปถึงวันพรุ่งนี้ สามเณรได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสลดใจ จึงคอตกเดินกลับไป และคิดไปตลอดทางว่าวันนี้เราคงจะต้องตายแน่ๆ

แต่เมื่อในขณะเดินกลับ ก็เห็นปลาตัวน้อยๆ พากันมาติดอยู่ในปลักควายที่กำลังงวด ใกล้จะแห้งหมดอยู่แล้วและคงต้องตายแน่ๆ ถ้าไม่มีใครมาช่วยเอาออกไป ด้วยมีจิตเมตตาสงสาร สามเณรจึงหยุดและวิดน้ำ ช่วยช้อนปลาไปปล่อยแหล่งน้ำ และคิดอยู่ในใจว่า ไหนๆ เราก็ต้องตายอยู่แล้ว ขอทำความดีช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากเสียหน่อย

ในวันรุ่งขึ้น เหตุการณ์พลิกผันหมดเลย หมอดูเก่งอย่างไร ก็ทำนายผิดพลาดไปหมด สามเณรรูปนี้ไม่ตาย หลายคนสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร ก็มีคำตอบว่า เพราะว่ากุศลผลบุญที่สามเณรรูปนี้ไปต่ออายุปลา เป็นเหตุให้ความดีวกกลับมาหาตัว เป็นการต่ออายุของตนเองในเรื่องนี้มีการบันทึกไว้ชัดเจน

อีกเรื่องหนึ่งนั้น ขอให้ฟังหูไว้หูใช้สติปัญญาตรองเอา มีคนผู้หนึ่งซึ่งตายแล้วฟื้น กลับมาเล่าให้ผู้ที่ไม่เคยไปว่าเมื่อเขาตายลงไป ได้เจอกับท่านยมบาล ท่านถามว่า ตอนมีชีวิตอยู่นั้นได้กราบไหว้พ่อแม่หรือไม่ คนๆ นี้ก็ตอบว่า ทั้งชีวิตของเขาเขารักและเทิดทูนพระคุณของพ่อและแม่เหนืออื่นใด และกราบไหว้เคารพบูชาทุกวัน

ท่านยมบาลเล็งเห็นผลบุญในแรงของความกตัญญู ตัดสินใจปล่อยให้เขากลับมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง เพื่อบำเพ็ญความดีและบอกเล่าเรื่องนี้กับผู้คน ให้เราทุกคนได้บูชาและบำรุงผู้มีพระคุณทั้งสองของเราเท่าที่ชีวิตที่น้อยนักนี้จะทำได้

และในการ สะเดาะเคราะห์ปล่อยสัตว์นั้น เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ที่กระทำได้รับผลบุญดังนี้

1. พ้นจากภัยสงคราม การปล่อยสัตว์ทำให้ชีวิตพ้นภัยอันตรายจากศาสตราอาวุธ การรบราฆ่าฟัน ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อเราได้ละเว้นจากการฆ่า หันมาปล่อยชีวิต ภัยจากศาสตราก็จะถูกขจัดหมดไป อันนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตและโลกทั้งมวล

2 ความเป็นมงคลจะเข้ามาหา การปล่อยสัตว์เป็นบ่อเกิดแห่งเมตตาธรรม ไอของความปิติสุขปกคลุมกาย การตอบสนองจะเป็นไปตามธรรมชาติ

3. มีสุขภาพดีอายุยืน การปล่อยสัตว์มีบันทึกไว้ในพระสูตร กล่าวคือ เปี่ยมด้วยวาสนาตอบสนอง 2 ประการ คือ มีอายุยืน และ ไร้โรคภัย

4. ได้บุตรที่กตัญญู การปล่อยสัตว์ ดีกับฟ้าดินที่มีใจให้กำเนิด ดังนั้นจึงได้บุตรกตัญญูเป็นมงคลแก่ครอบครัว

5. มีเทพอารักขา การปล่อยสัตว์เป็นการให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ เฉกเช่นช่วยเหลือบุตรพุทธะ เมื่อได้ช่วยชีวิตสัตว์เหล่าพุทธะต่างชื่นชมยินดี

6. สัตว์ทั้งหลายต่างสำนึกบุญคุณ เพราะสัตว์ที่ได้รับการช่วยชีวิตล้วนซาบซึ้งบุญคุณ เป็นบุญสัมพันธ์ที่สัตว์เหล่านั้นคิดจะทดแทนไปตราบนาน

7. ไม่มีเคราะห์ร้ายใด ๆ ผู้มีเมตตาจิต บุญกุศลนับวันเพิ่มพูน เคราะห์ภัยทั้งหลายล้วนมลายหายไป

8. บรรเทาภัยสังคม ปัจจุบันกลียุคสมัย ผู้คนลุ่มหลงในอบาย ภัยสุรายาเสพติดดาษดื่น การปล่อยสัตว์สามารถลดวิบากกรรมเหล่านั้นได้

9. บุญกุศลไร้ขอบเขต สัตว์ก็มาจากคนที่จุติแล้วไปเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ก็จะกลับมาเกิดเป็นคนอีก หลังชดใช้กรรมจนหมดสิ้น

10. ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ผู้ละเว้นจากการฆ่า หันมาปล่อยชีวิตสัตว์ เมื่อชีวิตล่วงไปแล้วจะอุบัติในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา สำหรับผู้บำเพ็ญฯ ก็จะไปอุบัติยังแดนสุขาวดีพุทธเกษตร บุญกุศลนี้ประมาณมิได้

แต่ที่สุดแล้ว การที่เราเดินตามพระพุทธองค์ในการบำเพ็ญบุญบารมีตลอดเวลาทั้งการทำทาน ศีล และภาวนานั้น เป็นเกราะกำบังภัยต่างๆ ได้อย่างวิเศษสุดอยู่แล้ว และขอให้ระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า เคราะห์ร้ายนั้นเป็นวิบากกรรมที่เราทุกคนต้องได้รับมาจากการกระทำของเราในชาตินี้หรือการกระทำในภพชาติก่อน

มันเป็นผลของกรรมและต้องมีการชดใช้ ไม่ชดใช้ก็ไม่มีทางหมดหรอก และไม่มีการให้คนอื่นมารับแทน หรือทำแทนใครทำกรรมอย่างไรไว้ คน ๆ นั้นก็ต้องรับเอง ไม่มีใครแก้กรรมได้ ได้แต่เพียงคลายกรรมหรือชะลอกรรมไว้ได้ด้วยบุญเท่านั้น พอถึงวาระของมัน เราก็ต้องก้มหน้ายอมรับผลกรรมที่เราก่อขึ้น ทางที่ดีที่สุดอย่างสร้างกรรมไม่ดีขึ้นมาอีก เพื่อไม่ต้องมารอที่จะชดใช้กัน

และถึงแม้จะให้ทาน ทำบุญ จะหาวิธีสะเดาะเคราะห์กันอย่างไร รูปแบบใดๆ ก็ขอให้มองแบบสมควรต่อฐานะของตน อย่าไปหลงเชื่อพวกทรงเจ้าเข้าทรงที่เรียกร้องเงินแพงๆ หรือการหลอกให้เราซื้อสิ่งต่างๆ มาทำ เพราะนอกจากเคราะห์จะไม่ไปแล้วยังสร้างเคราะห์กรรมให้ตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก

เราทำกรรมอันใดเอาไว้ เราย่อมรับผลของกรรมนั้นเสมอ

18056020_1790189900994834_4053847387737791434_o

อย่ามัวน้อยเนื้อต่ำใจเลยว่า ทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความสุข ไม่ร่ำรวย ไม่ฉลาดพอ หรือ มีอะไรๆ ที่ไม่ดีเทียบเท่าคนอื่น เพราะคนเราย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรมของตนเองทั้งสิ้น

เรายากจนข้นแค้นก้เพราะด้วยความตระหนี่ในใจที่มี ยิ่งตระหนี่ก็ยิ่งจน
เรามีแต่ความวุ่นวายในชีวิตเดือดร้อนไม่จบสิ้นก็เพราะเราศีลขาดตลอดเวลา ยิ่งผิดศีลยิ่งร้อนรุ่มทั้งกายและใจ
เราไม่มีสติปัญญาที่จะคิดอะไรดีๆ พัฒนาตัวเองได้ก็เพราะ เราทำลายความมีสติด้วยสุราอยู่เป็นประจำ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กระทำกรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในกรณีนี้ :-
ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต
วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย
เขาไม่กระเสือกกระสนด้วย(กรรมทาง) กาย
ไม่กระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) วาจา
ไม่กระเสือกกระสนด้วย (กรรมทาง) ใจ
กายกรรมของเขาตรง
วจีกรรมของเขาตรง
มโนกรรมของเขาตรง
คติของเขาตรง อุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ของเขาตรง.

ภิกษุทั้งหลาย สำหรับผู้มีคติตรง
มีอุปบัติตรงนั้น
เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา
คือ เหล่าสัตว์ผู้มีสุขโดยส่วนเดียว
หรือว่าตระกูลอันสูง

คือตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล
หรือตระกูลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
มีทองและเงินมาก มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์มาก.

ภิกษุทั้งหลาย ภูตสัตว์ ย่อมมีด้วยอาการ
อย่างนี้ คือ อุปบัติ ย่อมมีแก่ภูตสัตว์
เขาทำกรรมใดไว้
เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น
ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้อง
ภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายเป็น
ทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้.

(ในกรณีแห่งบุคคลผู้ไม่กระทำอทินนาทาน ไม่กระทำ
กาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณี ของผู้ไม่กระทำปาณาติบาต ดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุกประการ และยังได้ตรัสเลยไปถึง วจีสุจริตสี่ มโนสุจริตสาม ด้วยข้อความ อย่างเดียวกันอีกด้วย)

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ศีลดีย่อมก่อให้เกิดกรรมดีและปัญญาที่ดีตามมา
ไม่มีศีล ย่อมก่อให้เกิดกรรมชั่วและปัญญาทรามที่ตามมา

คนมีปัญญาดีรู้ผิดถูก รู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้ว่าอะไรคืออะไร รู้ว่าความเป็นไปแห่งโลกนี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นหวงแหนสิ่งใดให้เป็นทุกข์

คนที่ไร้ปัญญา ย่อมไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่เข้าใจความเป็นไปของโลก ไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิตจึงโลภ โกรธ หลง ในกิเลสที่มี หวงแหนในสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งรอบตัว ย่อมเป็นทุกข์

ปัญญาดีหรือปัญญาทรามก็อยู่ที่เราเองเป็นผุ้สร้างขึ้นมา สิ่งที่ทำเอาไว้ไม่ว่าเรื่องใดย่อมย้อนกลับเข้ามาหาตัวเองเสมอ

โมทนาสาธุ

ผลบุญของการ ปิดทององค์พระ

18156989_1792873987393092_3571423344603545187_n

…… นัยว่าพระเจ้ามหารถราช เสวยสมบัติ ในสักกราชาวดีนคร ท้าวท่านเป็นสัมมาทิฎฐิบุคคลคือมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตรงกันข้ามกับ พระเจ้าปัญจาลราช กษัตริย์กรุงปัญจาลราชนครเป็นมิจฉาทิฎฐิบุคคล คือ ไม่นับถือพระพุทธศาสนา กษัตริย์ทั้งสองเป็นสหายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชได้ส่งผ้ารัตนกัมพลผืนหนึ่งไปถวายพระเจ้ามหารถราช
พระเจ้ามหารถราช ทอดพระเนตรเห็นผ้ารัตนกัมพล แล้วจึงตรัสว่าสหายเราส่งผ้าอันมีค่ามากมาให้เรา

เราก็ควรจัดส่งแก้วอันประเสริฐไปให้ตอบแทนพระสหาย ดังนี้ พระเจ้ามหารถจึงคิดว่า เราจะส่งแก้วสิ่งใดหนอซึ่งมีค่ามากเหนือสิ่งอื่นใด พิจารณาแล้วเห็นว่า แก้วใดๆจะประเสริฐกว่าพุทธรัตนะย่อมไม่มีจึงตกลงใจจะส่งพุทธรัตนะไปถวาย จึงสั่งให้ช่างนำแผ่นทองคำตีเป็นแผ่นบางแล้วให้เขียนรูปพระพุทธเจ้าลงไปในแผ่นทองคำด้วยชาตหรคุณมีขนาดองค์ประมาณ 1 ศอก

แล้วสั่งให้อำมาตย์เชิญพระพุทธรูปทองนั้นลงสู่สำเภาเพื่อนำไปถวายพระเจ้าปัญจาลราช ก่อนที่จะส่งราชทูตไป พระองค์ยกมือขึ้นประณมถวายนมัสการ โดยทรงระลึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย พระองค์มีความประสงค์จะสั่งสอนเวไนยสัตว์ในประเทศใดๆ ขอพระองค์ทรงเสด็จไปยังประเทศนั้นๆ แล้วยังประโยชน์ให้เกิด แก่สัตว์จำพวกนั้นเถิด พระเจ้าปัญจาลราชสหายของหม่อมฉันเป็นมิจฉาทิฎฐิ มีความเห็นผิดจากทำนองครองธรรม
มิได้มีความเชื่อความเลื่อนใสในพระองค์ ถ้าพระองค์เสด็จไปยังพระนครนั้นแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดแสดงปาฎิหาริย์ทรมานพระเจ้าปัณจาลราชให้ละซึ่งมิจฉาทิฎฐิด้วยเถิด”

อธิษฐานเสร็จแล้วเสด็จลงน้ำประมาณพระศอ(พระพุทธเจ้าอยู่บนเรือท่านจึงลงไปในน้ำซึ่งต่ำกว่า) เพื่อส่งรูปพระพุทธเจ้านั้นไปยังเมืองปัญจาลนครในขณะนั้น บรรดาแก้วอันเกิดในมหาสมุทรมีสีต่างๆก็ผุดขึ้นจากท้องมหาสมุทรลอยอยู่เหนือน้ำเพื่อบูชาพระพุทธรูปนั้น

พื้นน้ำงามวิจิตรด้วยแก้ว 7 ประการประหนึ่งพื้นแห่งภาชนะทอง ดอกปทุมทั้งหลายก็ผุดขึ้นเหนือพื้นน้ำพญานาคทั้งหลายก็ได้พานาคบริษัทออกจากนาคพิภพขึ้นมาสักการบูชาด้วยสุคันธมาลา เทวดาทั้งหลายก็เรี่ยราย ดอกไม้ทิพย์ลงมาจากอากาศเมื่อราชทูตไปถึงกรุงปัญจาลนครแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าปัญจาล แล้วกราบทูลเหตุอัศจรรย์ ให้ทราบโดยตลอด

ท้าวเธอทรงโสมนัสปรีดาในเครื่องบรรณาการเป็นยิ่งนัก ได้เสด็จออกพร้อมจตุรงคเสนารับสั่งให้ชาวเมืองประโคมแตรสังข์ กังสดาล เสด็จไปยังท่าน้ำ ถวายนมัสการสักการบูชา แล้วเสด็จลงไปในน้ำประมาณพระศอทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปแล้วทรงยินดีทรงแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

แล้วด้วยอำนาจความศัทธาของพระเจ้าปัญจาลราช และด้วยอำนาจอธิษฐานของพระเจ้ามหารถราชพระพุทธรูปนั้นก็ลอยขึ้นไปบนอากาศเปล่งรัศมี 6 ประการจับพื้นปฐพีตลอดจนถึงพรหมโลก กลบแสงแห่งอาทิคย์ กลบแสงรัศมีเทวดาในหมื่นโลกธาตุ

ณ กาลนั้นในคราวนั้นพระอินทร์ ได้เสด็จลงมาถวายนมัสการพร้อมด้วยเทพบริษัท มนุษย์ก็เห็นเทวดา เทวดาก็เห็นหมู่มนุษย์พระเจ้าปัญจาลราชเห็นปาฎิหาริย์เช่นนั้น ทรงโสมนัสยินดียิ่งนักได้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานในพระมนเทียรแล้วบูชาด้วยประทีปธูปเทียนชวาลา ทรงแสดงองค์เป็นอุบาสก

ในเวลาต่อมาพระองค์ได้ให้ช่างแกะรูปพระพุทธเจ้าด้วยแก่นจันทน์แล้วประดิษฐานไว้ในศาลาไม้บุณนาคแล้วรับสั่งให้ชาวเมืองพากันมาปิดทองพระพุทธรูป ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เป็นคนเข็ญใจในเมืองนั้น เมื่อได้ยินเสียงโฆษณาดังกล่าวแล้วตัดสินใจ อำลาลูกอำลาเมียเพื่อไปขายตัวให้เป็นทาส แล้วจะได้เงินมาซื้อทองปิดพระพุทธรูป แต่ด้วยความเห็นใจของภรรยา ภรรยาจึงยอมขายตนและลูกเป็นค่าทอง พระโพธิสัตว์นำลูกเมียไปขายในตระกูลที่มั่งคั่งแล้วนำไปซื้อทอง
ปิดพระพุทธรูป

เมื่อทองไม่พอจึงรำพึง “ใครหนอจักทำเนื้อมนุษย์ ให้เป็นทองได้ เราจักบริจาคตน ”
ในครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมายืนอยู่ตรงหน้าแสดงตนเป็นช่างทอง ต่อพระโพธิสัตว์
เมื่อทราบว่าช่างทองนั้นสามารถทำเนื้อให้เป็นทองได้จึงประกาศแก่เทพเทวดาขออาวุธเชือดเลือดเนื้อตกลงมา

เมื่อได้ ศัสตราวุธแล้วพระโพธิสัตว์ก็เชือดเนื้อของตนจนตราบเท่าปิดทองสำเร็จ
เกิดความยินดีโสมนัส สลบลงแทบเท้าพระพุทธรูปพระอินทร์ได้เยียวยาให้หายเป็นปรกติ แล้วเป็นผู้มีกายดุจสีทอง พระอินทร์ตรัสพยากร ” ท่านจัดได้เป็นพระศรีสรรเพชญ์ในอนาคต ” แล้วพระอินทร์ก็กลับสู่วิมาน

พระเจ้าปัญจาลราชพร้อมชาวเมือง ได้ทำการสักการบูชาแก่พระโพธิสัตว์ และแบ่งสมบัติให้พระโพธิสัตว์เป็นอันมาก ครั้นดับขันธ์แล้วพระโพธิสัตว์ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเสวยสมบัติอันมโหฬาร