Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

การอโหสิกรรม คือ การปลดบ่วงกรรม 
ที่ได้บุญใหญ่และฉลาดที่สุด!

41083604_2568158149864668_4551617967330164736_n
หลายท่านอาจะยังไม่รู้ว่า…

จิตของเรานั้นเป็นผู้บันทึกกรรมมาทุกภพ ทุกชาติ
เป็นที่มาแห่งบุญ และความทุกข์ อุปสรรคกรรมทั้งปวง

จิตที่ไม่ยอมให้อภัย ให้อโหสิกรรมผู้อื่น
ทุกข์พอๆ กับการตามทวงหนี้กรรมของเจ้ากรรมนายเวร
หากจิตเรามีแต่ความแค้น ไม่ให้อภัย นิดหน่อยก็ไม่ได้
ไม่มีทางรอดจากบ่วงกรรมที่เรามัดตัวเองไว้

การอโหสิกรรม คือ การปลดบ่วงกรรมที่สำคัญมาก

ทั้งต่อเราเอง ต่อผู้อื่น ต่อเจ้ากรรมนายเวรด้วย

แล้วทำไมบอกว่า…ฉลาด
ฉลาดเพราะเราทำตรงช่องทาง
ฉลาดดเพราะเราไม่ต้องไปวิ่งแก้กรรมอะไร
ให้เสียเงินทองมากมาย พิสดารต่างๆนานา

ในเรื่องร้ายๆ ที่มาจากเจ้ากรรมนายเวรนั้น
เหมือนเชือกสองเชือกที่จับกันไว้คนละด้าน

หากกรรมที่เราทำกับเขามาก
เชือกด้านเขาจะกระตุกดึงเราแรงมาก

แรงหรือถี่จน ไม่ต้องทำอะไรกัน
เรื่องร้ายๆ เข้ามาไม่มีหยุดหย่อน

ทางแก้ที่สำคัญที่เราต้องรีบทำ
คือ ให้อโหสิกรรมเขาก่อน

ทำไมต้องให้อโหสิกรรม

เจ้ากรรมนายเวรที่แรงที่สุด ส่งผลมากที่สุด
คือ ส่วนมากจะเป็นอดีตคนที่เรามีความสัมพันธ์มากที่สุด รักมากที่สุด ดีต่อกันมาก่อน

ต่อมาวันหนึ่ง เราผิดใจ มีเรื่องราวต่อกัน
และทั้งคู่ต้องสร้างกรรมต่อกันไว้
ทั้งดีและไม่ดีแน่นอน

เราปลดบ่วงฝั่งเราก่อน
ให้อภัย ให้อโหสิกรรมเขาก่อน
เป็นผู้ให้ก่อน

แล้วเราค่อยสร้างบุญใหม่ไปขออโหสิกรรมเขา

เจ้าหนี้ทุกคน ต้องการหนี้ที่ต้องชดใช้
จะมากหรือน้อย แค่ไหน อยู่ที่เราเป็นหนี้อะไร
ถ้าเป็นวัตถุ เราคงใช้คืนเขาจนเขาพอใจ
เลิกรากันไป หมดเวรหมดเรื่องกันไป

หากเป็นอดีตชาติล่ะ
เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงวิญญาณ
เราไม่มีทางรู้เลยว่า เราไปทำอะไรกับเขาไว้

แต่ด้วยเขาคือ ดวงจิตวิญญาณ
บุญเท่านั้น ที่จะส่งให้เขา และเขารับได้

บุญจากการให้อโหสิกรรมเขาก่อนคือ บุญใหญ่
บุญใหม่ที่เราทำอุทิศให้เขาไม่หยุด
ด้วยจิตที่สำนึกผิด ต้องการชดใช้

ต้องการให้เขาสบายในภพภูมิของเขา

บุุญนี้จะทำให้จิตเขาลดความโกรธแค้น
การตามล่า ทวงหนี้เรา

ยังไม่ต้องเชื่ออะไรทั้งนั้น
พิสูจน์ด้วยตัวเอง

ทั้งให้และสร้างบุญใหม่ไปขออโหสิกรรม
แล้วมาดูกัน ยาวๆ ว่า
บุญที่ทำกรรมดี ที่สร้างนี้จะช่วยเราได้ไหม
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Advertisements

Read Full Post »

เงินทอง โชคลาภ ติดขัด
อาจเกิดจาก “กรรม” ที่ทำมา
โชคลาภวาสนา ล้วนมาจากกรรม
กรรมดี ย่อมส่งผลดี
กรรมชั่ว ย่อมส่งผลชั่ว เท่านั้นเอง

39738489_2537833989563751_5546639448885690368_n

ไม่มีโชคลาภ เดือดร้อนเรื่องเงิน
เป็นปัญหาชีวิตที่ปุถุชนคนธรรมดา
อย่างเราๆ มีโอกาสได้เจอ
หนทางแก้ไข มีทั้งทางโลกและทางธรรม

ทางโลกก็ต้องแก้กันที่เหตุและปัจจัย
ต้องขยันคิดและทำงานมากขึ้น
สิ่งไม่จำเป็นต่างๆ ก็ ลด ละ เลิก ไปเสีย

ทั้งหมดนี้ต้องทำตามเหตุและผล
ทั้งต้องอยู่บนพื้นฐานความดีและถูกต้องด้วย
ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้ใด
ให้เกิดกรรมตามมาอีก

ทางธรรม ต้องว่ากันเรื่อง “เจ้ากรรมนายเวร”
ที่เราผูกพันทางกรรมกันอยู่
มีทั้งจากกรรมเก่าและกรรมใหม่

และยังไม่เคยสร้างบุญทำทานอะไรมาเลย
หรือทำก็หวังผล มีกิเลสครอบงำตลอดเวลา
บุญที่ได้จึงน้อยนิดไม่ส่งผลมากพอ
ที่จะให้เกิดโชคลาภอะไรได้

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า…
ให้หมั่นทำบุญ แล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรบ่อยๆ
ทุกครั้งที่มีการสร้างบุญ แล้วจะดีเอง
เป็นเหตุให้เขาอโหสิกรรมได้ง่ายขึ้น
ให้กล่าวตามใบขออโหสิกรรมว่า

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติไปร่วมสร้างบุญกุศล
และขอให้โปรดเมตตามาร่วมอนุโมทนาบุญ
เมื่อท่านยินดีในบุญกุศลนี้
ขอเมตตาให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะทำได้
สร้างกรรมใหม่ของตนด้วย
ต้องทำเหตุให้ตรงด้วยการตั้งจิตให้มั่นคง
ตั้งสัจจะว่าเราจะไม่ยุ่งกับเงินทองของคนอื่น

ขอให้ทรัพย์ที่จะได้มานี้มาจากบุญของเรา
ขอให้ถูกศีล ถูกธรรม ลงมือทำงาน
ด้วยความเพียร อดทน อดกลั้น ซื่อสัตย์สุจริต
แสวงหาความรู้และโอกาสดีๆในชีวิต

สำหรับกรรมใหม่นั้น ต้องหมั่นสำรวจตรวจตราตนเอง
การพูดจาที่ไม่ดี ที่ไปขวางโชคลาภตัวเอง
ต้องหยุดหรือหลีกเลี่ยงไป

การชอบไปสัญญาอะไรแล้วไม่ทำตาม
เราต้องแก้ไขกรรมใหม่เหล่านี้
ยิ่งแก้ไขได้มากเท่าไหร่ก็จะดีกับตนเองเท่านั้น

โมทนาสาธุ

ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

39217434_2518370298176787_883090776941133824_n

บนบานสิ่งใด ไม่ทำตามสัจจะ
ชีวิตจะมีแต่เรื่อง ทำอะไรก็ติดขัด
ลาภที่ควรได้จะเลื่อนออกไป!

การบนบานสิ่งใดก็ตาม
เป็นการตั้งสัจจะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ด้วยบางสิ่ง เพื่อให้ได้บางสิ่งกลับมา

หากมีคนบิดพลิ้ว ไม่ทำตามสัจจะวาจา
ไม่ทำตามสัญญาจะเกิดอะไร…

จะเกิดความผูกพันในฐานะ “เจ้ากรรมนายเวร” ทันที
เจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้จะคอยตามขัดลาภ
ทำให้มีอุปสรรคนานัปการ

หากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง
ระดับเทวดาหรือพรหมเทพท่านอาจไม่เอาความ
เพราะเป็นการก่อบาปกรรมขึ้นมาอีก

แต่หากเป็นพวกเหล่าผีตีนโรงตีนศาล
ที่เป็นบริวารผู้รับเรื่องที่ขอให้ช่วย
จะคอยตามทวงหนี้อย่างไม่ลดละ

เมื่อมีการทำตามสัจจะแล้วหรือได้ชดใช้ไปแล้ว
ความเดือดร้อนทั้งหลายก็อาจจะหมดไป
หากยังไม่หมดก็ต้องพิจารณาเรื่องกรรมเดิมที่เราเคยทำเอาไว้อีกทีหนึ่ง!!!

แก้กรรมจากการบนบานทั้งที่จำได้และจำไม่ได้…เป็นสิ่งที่ต้องทำ
เพื่อแก้ไขในสิ่งที่ยังค้างคากับเจ้ากรรมนายเวร

วิธีการแก้ไขในเรื่องไปบนบานแล้วไม่ทำตามสัจจะ
เริ่มจาก…

ขั้นที่ 1 ถือศีล 8 เป็นเวลาสามวันเป็นอย่างน้อย
ปฏิบัติธรรมสวดมนต์ไหว้พระ ฝึกสตินั่งสมาธิแผ่เมตตา
เป็นการแก้ด้วยการปฏิบัติบูชาด้วยหลักแห่งพุทธะ

ขั้นที่ 2 เมื่อปฏิบัติตนรักษาศีลได้จนวันสุดท้าย
จัดเครื่องบวงสรวงมีอาหารคาวหวาน น้ำ ตามที่มีกำลัง
ซึ่งควรจะครบทั้งอาหารปรุงสด และของสด

ขั้นที่ 3 จัดวางเครื่องเซ่นเหล่านั้นไว้บนโต๊ะ
ที่ปูด้วยผ้าขาววางไว้กลางแจ้ง
แล้วกล่าว บทชุมนุมเทวดา
แล้วกล่าวอัญเชิญเทพพรหมทุกชั้นฟ้า
เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา
เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เราเคยได้บนบานเอาไว้แล้ว
ทั้งสมหวังบ้างผิดหวังบ้างจำได้ก็ดี จำไม่ได้ก็ดีว่า

“ขอให้มารับเครื่องบวงสรวงสักการะเหล่านี้
และผลบุญจากที่เราได้ปฏิบัติธรรมนั้นขอมอบถวายแด่ท่าน
ขอให้ท่านทั้งหลายจงรับและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ ฯ”

ขั้นที่ 4 สุดท้ายจะขอพรด้วยก็ได้แต่ห้ามบนอีกเป็นอันขาด
แล้วปักธูปลงบนอาหารทุกอย่าง
โดยใช้ธูปจำนวน 36 ดอก
พยายามปักกระจายกันไปในอาหาร
แต่ละอย่างเมื่อธูปหมดดอกแล้วก็กล่าวลาท่านว่า

“บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว
ข้าพเจ้าขอลาเครื่องบวงสรวงเหล่านี้
เพื่อเป็นสิริมงคลของผู้บริโภคต่อไปด้วยเถิด”

ขั้นที่ 5 นำกระทงใส่อาหารทุกอย่าง อย่างละเล็กละน้อย
นำไปตั้งไว้ที่ทางสามแพร่งเพื่อให้เหล่าดวงจิตวิญญาณ
พวกผีตีนโรงตีนศาลและเหล่าผีพเนจรมารับอาหารนั้นไป
แล้วนำอาหารส่วนที่เหลือแจกจ่ายให้เป็นทานแก่ผู้อื่น
เป็นการแผ่ส่วนบุญกุศลไปถึงผู้ที่รับบนบานทุกรูปทุกนาม
ส่วนตัวเราเองจะแบ่งอาหารเหล่านั้น
กลับไปรับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตก็ได้

หลังจากนี้ไปอุปสรรคกรรมจะเบาบางลง
ขึ้นอยู่กับว่าท่านเหล่านั้น ให้อภัยมากน้อยเพียงใด
บางท่านอาจจะยกโทษให้เลย
บางท่านก็อาจจะลดความโกรธลงบ้างบางส่วน
ก็ว่ากันไปตามเจ้ากรรมนายเวรแต่ละท่าน

สิ่งสำคัญที่ต้องทำหลังจากนี้อีกอย่าง คือ
ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ทุกท่าน
อย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะพอใจ
กรรมแห่งการบนบานจึงจะหมดลง…

ขอแนะนำว่า ให้ขอพรแทน
หากตั้งสัจจะจะทำอะไรก็ตาม
ให้เป็นไปทางสร้างบุญ
เช่น ถือศีล สร้างพระพุทธรูป
ทำสังฆทาน มังสวิรัต เป็นต้น

โมทนาบุญ

Read Full Post »

“มาร” ไม่มี…“บารมี” ไม่เกิด

38017733_2483959064951244_3994451561035071488_n
ทั้งทางโลกและทางธรรม
ล้วนมีมารคอยขัดขวาง
จะทำการสำเร็จในสิ่งใด
ย่อมมีบททดสอบที่เรียกว่า “อุปสรรค”

ทุกข์มาก ต้องใช้บุญที่มากกว่าจึงจะดับทุกข์
ดับทุกข์ของตน ต้องใช้บุญของตนเท่านั้น
ทุกข์ล้วนมาจากจิต ต้องหยุดที่จิต

บางท่านได้ยินคนจำนวนมาก
พูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
ว่า ทำดีก็แล้ว คิดดีก็แล้ว
ทำบุญมากก็แล้ว
ทำไมยังทุกข์
ทำไมยังเจอแต่เรื่องร้ายๆ ไม่จบสิ้น!

แม้บุญจะดับทุกข์ได้ก็จริง
แต่ก็หาใช่จะดับได้ทันที ทันใจ

คนทำบุญ คนคิดดี คนทำดี
ก็ยังต้องรับทุกข์กรรมทีตัวเอง
เป็นผู้กระทำทั้งที่เคยทำในชาตินี้
ในชาติเก่า ทุกกรรม

คนที่ทำบุญมาก
ก็ยังต้องเจอเจ้ากรรมนายเวร
ทั้งที่เป็นตัวเราเองและผู้อื่น
จองเวรจองกรรม
จนกว่ากรรมจะเป็นอโหสิกรรม
หรือชดใช้กรรมนั้นเสีย

แต่ธรรมที่เรามี ความดีที่เราสร้าง
จะช่วยให้เราเข้าใจความจริง
ธรรมชาติของ “กฎแห่งกรรม”
อยู่กับความทุกข์ ผลกรรมไม่ดีที่มาส่งผล
อย่างมีความสุขได้

หมั่นสร้างบุญบารมี
ให้เกิดสติปัญญาแก่ตน
ปิดทางกรรมชั่วที่จะเกิด
ไม่ทำผิดในเรื่องเดิมๆ อีก

ผู้ที่เผชิญผลแห่งกรรมชั่วทุกวันนี้
ให้เข้าใจเสียว่า นั่นเป็นผลที่เราต้องได้รับและชดใช้
หมั่นสร้างบุญให้มาก
เปิดหนทางแห่งบารมี

ดังที่ว่า…
หากมารไม่มี…บารมีย่อมไม่เกิดแน่นอน!!!!!

โมทนาบุญ

Read Full Post »

ทำอะไรไม่มีวันเจริญ
หากทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน
ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ!!!

37928085_2481593405187810_8602834393129549824_n

ก่อนที่จะวิ่งไปขอพรสิ่งสักดิ์สิทธิ์ที่ไหน
ให้หยุดก่อน เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งแรก
ที่ควรทำมีอยู่แล้วทุกบ้าน

คือ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
หรือผู้มีพระคุณเลี้ยงดูเรามา

บุญของท่านอุ้มชู เกื้อกูลเรามากกว่า
ทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้!!!

หลายคนไม่เข้าใจ
เรื่องบุญ เรื่องสายใยแห่งบุญ
กรรมแต่ปางก่อน บุญเก่า
นึกว่า ที่อื่นจะให้ได้มากกว่า ดีกว่าพ่อแม่
หรือผู้มีพระคุณ

บอกเลยว่า…ไม่มี

หากไม่เลี้ยงดู ไม่ตอบแทนท่าน
เท่าที่ควร หรือทำให้ท่านต้องทุกข์กาย ทุกข์ใจ

กรรมหนักที่ทำนั้นจะปิดทางเจริญ
เรื่องโชคลาภ ไม่ต้องพูดถึงเลื่อนออกไปก่อน
ต้องให้ผลกรรมนี้ส่งผล

แม้บุญตนมีส่งผลให้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอหมดบุญตนที่นี้แหละ
กรรมนี้จะส่งผลก่อนทันที

ที่สำคัญต่อให้ไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก
ไม่มีทางได้รับพร

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านไม่มีทางช่วย
คนที่แม้แต่พ่อแม่ ผู้มีพระคุณยังไปก่อกรรม
ยังไม่เคารพ จะไปเคารพใครเขาได้

ผู้มีพระคุณยังหมายถึง ญาติพี่น้อง หรือใครก็ตาม
ที่เคยเหลือช่วยเหลือเกื้อกูลด้วย
หากทำให้เขาทุกข์กาย ทุกข์ใจ

เราปิดคนอื่นได้ หลอกตัวเองได้
แต่ไม่มีทางปิดกรรมได้

ใครทำกรรมนี้ ก็ต้องรับกรรมไป…
และเร็วด้วย….

Read Full Post »

“ทำบุญ” “ทำทาน” ด้วยอะไร
ถึงรุ่งเรืองทันใจ!

37073982_2447575481922936_7244807193453658112_n

มีคนถามเรื่องนี้มาก
เหตุเพราะวิกฤตเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี
กรรมของคนทั้งชาติผสม

รวมกับกรรมของแต่ละคน
ทำให้เหนื่อยกันมากๆ

แล้วทำบุญ ทำทานด้วยอะไร
ถึงรุ่งเรืองทันใจ!

ให้เข้าใจเลยถึงแก่นว่า
บุญนั้นจะเกิดผลมากด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด
เริ่มจากจิตของผู้สร้างบุญสำคัญที่สุด
ไม่ใช่เงินทองที่หายาก

เริ่มจากจิตเราก่อน

คำถามตามมาอีกว่า
เดือดร้อนขนาดนี้ ปัญหาเยอะขนาดนี้
จะเอาจิตดี จิตบริสุทธิ์ที่ไหน

เอาแบบนี้ เริ่มจากหัดทำสมาธิ ดูลมหายใจเข้าออกก่อน
จิตตก ก็พุท จิตดีก็ โธ คือ หัดภาวนาพุทโธมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำได้ทุกเวลา ปรับจิตเราก่อน
เอาความอยากได้ เรื่องเดือดร้อนอะไรออกไปจากจิต จากสมองก่อน พุทโธๆๆๆๆๆ อย่างเดียว

รับรองทำสักระยะ จะรู้ว่าจิตที่ร้อนรน
ผ่อนคลายอย่างมหัศจรรย์

ที่นี้มาดูกันทำบุญ ทำทานแบบไหน
ด้วยอะไรถึงเห็นผลทันตาเห็น
รุ่งเรืองทันใจ!

การให้ทานทุกครั้ง จะเกิดเป็นบุญขึ้นในใจ ซึ่งพอจะทราบได้ จากความรู้สึกว่าใจสบาย ใจผ่องใส ใจเป็นสุข เป็นต้น ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้คือ อาการของบุญ

อาการของบุญอุปมาเหมือนกับกระแสไฟฟ้า ที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่จะรู้ได้

เช่น เมื่อเราเปิดสวิตช์ให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไปในพัดลม ทำให้ใบพัดหมุนได้ ให้เข้าไปในเตารีด ทำให้มีความร้อนได้ ให้เข้าไปในตู้เย็น ทำให้เกิดความเย็นได้ ใบพัดหมุนก็ดี ความร้อนก็ดี หรือความเย็นก็ดี นั่นคืออาการของไฟฟ้า

บุญก็เช่นกัน ถึงแม้ไม่เห็นด้วยตา แต่ก็สามารถรับรู้อาการของบุญ นั้นได้ (ยกเว้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมแล้ว จึงสามารถเห็นกระแสบุญได้)

ทุกครั้งที่ทำความดี มีการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา จะเกิดกระแสบุญ ซึ่งเป็นคุณเครื่องชำระใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ให้ใสสว่าง แล้วรวมกันเข้าเป็นดวงบุญ ดวงบุญนี้มีอานุภาพที่จะดึงดูดสมบัติ ทั้ง 3 คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรา

ยามใดเรามีบุญมาก และบุญส่งผล สมบัติต่างๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาหาเรา แต่ยามใดมีบุญน้อย หรือหมดบุญ กระแสบุญก็อ่อนกำลังลงหรือหมดไป สมบัติที่มีอยู่ก็ค่อยๆ ร่อยหรอลง หรือพลัดพรากจากเราไป เพราะไม่มีกระแสบุญที่จะดึงดูดสมบัติมาได้ดังเดิม

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราทำความชั่ว หรือมีความโลภ มีความตระหนี่ในใจ ก็จะเกิดกระแส กิเลสขึ้นมาผลักสมบัติ 3 ออกไป ทำให้คุณภาพชีวิตของเราเสียไป เพราะฉะนั้น คนที่ทำทานไว้ดีจึงเกิดเป็นคน มั่งคั่งร่ำรวย เพราะทานกุศลทำให้เกิดบุญ บุญก็ดึงดูดสมบัติต่างๆ ให้บังเกิดขึ้น

บุญมี 2 ระยะ คือบุญเก่า (บุญในอดีต) และบุญใหม่ (บุญในปัจจุบัน)
บุญเก่า คือ บุญที่ทำมาในชาติก่อนๆ จนถึงวันคลอด
บุญใหม่ คือ บุญที่ทำมาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน

ถ้าบุญเก่าทำมาดี จะส่งผลให้เกิดสมบัติในชาติปัจจุบัน เช่น เกิดมาร่ำรวยด้วยทรัพย์ (ทรัพย์ สมบัติดี เพราะบุญเก่าคือทำทานมาดี) มีรูปร่างงดงาม (รูปสมบัติดี เพราะบุญเก่าคือรักษาศีลมาดี) และมี ความเฉลียวฉลาด (คุณสมบัติดี เพราะบุญเก่าคือเจริญภาวนามาดี) และแม้จะมีบางคนที่ปัจจุบันไม่ได้ทำบุญ อีกทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียว แต่ว่ากลับร่ำรวยขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะว่าบุญในอดีตที่ตนเองทำไว้ยังตามส่งผลให้ อยู่นั่นเอง

ส่วนคนบางคนแม้จะทำบุญทำทานในชาตินี้ตั้งมากมายก็ไม่รวยสักที จนถึงกับคิดไปว่า ทำดีไม่ได้ดี หรือ บุญ บุญไม่ส่งผล ก็มีเหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าในอดีตทำทานมาน้อยเกินไป บุญจึงไม่พอจะดึงดูดสมบัติให้เกิดมากๆ ได้ตามต้องการ แต่ถึงอย่างไร บุญที่ทำไว้ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่รอเวลาที่จะส่งผลให้ในชาติต่อๆ ไปเท่านั่นเอง

แต่ก็มีบางคนที่เกิดมาโชคดี ที่สามารถทำบุญใหม่ในชาตินี้ แล้วได้ผลบุญทันตาเห็น ซึ่งเป็นเพราะได้สร้างบุญในเขตบุญอันอุดม ที่เรียกว่า สัมปทาคุณ (ความถึงพร้อมด้วยคุณพิเศษ) ซึ่งถ้าใครก็ตาม ได้สร้างบุญที่ประกอบด้วยคุณสมบัติ (สัมปทาคุณ) ทั้ง 4 ประการนี้ ก็จะทำให้ทานที่บริจาคแล้วมีผลยอดเยี่ยม และให้ผลได้ในภพปัจจุบันทันทีทันใด
สัมปทาคุณ 4 ประการ ประกอบด้วย

1. ความถึงพร้อมแห่งวัตถุ (วัตถุสัมปทา) ในที่นี้หมายถึงผู้รับ คือปฏิคาหก ต้องเป็นทักขิไณยบุคคล ผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยคุณธรรม ยิ่งมีคุณธรรมสูงมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ทานของผู้บริจาคมีผลมากขึ้นเท่านั้น

2. ความถึงพร้อมแห่งปัจจัย (ปัจจยสัมปทา) ในที่นี้หมายถึงสิ่งของที่จะนำมาทำบุญ ต้องได้มา อย่างบริสุทธิ์โดยชอบธรรม

3. ความถึงพร้อมแห่งเจตนา (เจตนาสัมปทา) คือ ในที่นี้หมายถึงมีเจตนาดี เจตนาเพื่อชำระกิเลส บูชาคุณ เพื่อสงเคราะห์ หรืออนุเคราะห์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิได้หวังลาภ ยศ หรือชื่อเสียง มีเจตนาดีทั้ง 3 กาล คือก่อนให้ก็ดีใจ กำลังให้ก็เลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็เบิกบานใจ อย่างนี้เรียกว่าถึงพร้อมด้วยเจตนา

4. ความถึงพร้อมแห่งคุณพิเศษของผู้รับ (คุณาติเรกสัมปทา) คือผู้รับเป็นบุคคลธรรมสูง ที่มีคุณธรรมพิเศษ ซึ่งในอดีตกาลระบุไว้ว่า ผู้รับจะต้องเป็นผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ซึ่งผู้ที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้ ก็คือพระอรหันต์ หรืออย่างต่ำต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล

ในยุคสมัยปัจจุบัน ก็ต้องพิจารณาจากวัตรปฏิบัติ จากคุณธรรมของท่าน จากประวัติดีงามของท่าน

เอาง่ายๆ แค่นี้ก่อน รู้แล้วทำต่อเนื่อง
มีแต่สุข รุ่งเรืองทันตาเห็น!

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

บางคนแค่ทำ”สมาธิ”
เจ้ากรรมนายเวรก็ยอมให้อโหสิกรรม
และปลดบ่วงกรรมแล้ว

37386711_2460888047258346_2071626743071899648_n
เรื่องของจิต เรื่องของกรรมเป็นเรื่องซับซ้อน
ครูบาอาจารย์หลายท่านเมตตาสอนตรงกันว่า

เจ้ากรรมนายเวรที่ตามล่า ตามอาฆาตจองเวรนั้น
บางท่านมีจุดประสงค์ต่อลูกหนี้ต่างกัน

บางคนต้องให้ตาย ต้องให้พินาศย่อยยับถึงจะยอมรามือ

บางคนเพียงอยากได้ทาน ได้อาหารทิพย์ น้ำทิพย์
อาภรณ์ทิพย์ที่มาจากทานที่เกิดผลมาก
ก็พอใจ

บางคนแค่อยากให้ตั้งสัจจะถือศีลบางข้อเป็นบุญใหญ่
ให้เขาตลอดชีวิต…ก็พร้อมจากไป

บางคนอยากได้บุญจากการสมาธิเจริญภาวนา
ที่เกิดผลมาก จิตที่ร้อนรุ่ม จิตที่โดนไฟพยาบาท
ก็เย็นลง หรืออาจถึงขั้นไปเกิด
ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี

เพื่อความประมาท ในความไม่รู้
ว่าเราได้สร้าง ได้ทำเจ้ากรรมนายเวรหนักหนาสาหัสแค่ไหน

และมีกี่รายที่ต้องจองเวร ปิดทางเจริญ

ทางที่ดีที่สุดคือหมั่นสร้างบุญจาก
ทาน ศีล เจริญสมาธิภาวนาให้มากที่สุด
อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรอย่าหยุด

ถึงแม้เจ้ากรรมนายเวรรายใดไม่พอใจ
แต่บุญก็ไม่ได้หายไปไหน
ตัวเราเองที่ได้ผลบุญใหญ่

ใช้ในภพนี้และทุกภพชาติ…

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

Older Posts »