Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2018

เพราะขาด”ธรรม”
“กรรม”จึงแรง

26815554_2168958779784609_2901695680109053508_n

นักปราชญ์ ผู้รู้หลายท่านเมตตาให้ความเห็นว่า
หลายๆ เรื่องที่ข้าพเจ้าธ.ธรรมรักษ์ ได้เขียน
ยังไม่ออกจากกามคุณ
ไม่ได้บอกทางนิพพาน….ท่านที่มาอ่าน

ขอเรียนให้ทราบว่า
ด้วยความรู้อันน้อยนิดของข้าพเจ้า
ไม่อาจสอน บอกทางที่เป็นทางสายเอกนั้นได้

ต้องพระอริยเจ้า ต้องครูบาอาจารย์ชั้นสูงเท่านั้น
ข้าพเจ้ามิบังอาจ…
และไม่มีความสามารถ

ที่พอบอก พอกล่าวได้
ก็เพื่อคนทั่วไปที่ยังต้องเวียนว่าย ตาย เกิด

ยังคงทุกข์จากปัจจัยสี่ ยังคงทุกข์จากสิ่งพื้นฐาน
เรื่องเฉพาะหน้าที่กำลังเดือดร้อน ทั้งงาน เงิน ครอบครัว
และเรื่องที่ไม่เข้าใจเจ้ากรรมนายเวรดีพอ

เพียงเพื่อเขาได้กลับมาเข้าใจ
ในการสร้างบุญบารมีเฉพาะตน คนรอบข้าง
ด้วยทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ชีวิตที่กำลังเดือดร้อน
ที่กำลังจะทนไม่ไหว ได้มีกำลังสู้ต่อ
ได้มีทางสายบุญนำทาง

ธ.ธรรมรักษ์ยึดมั่นในคำสอนของครูบาอาจารย์
ที่เปรียบคนดังน้ำในปิ๊ป 4 ปิ๊ป

ปิ๊ปที่ 1 น้ำเต็มปิ๊ปแล้วเปรียบดังผู้บรรลุธรรมชั้นสูง

ปิ๊ปที่ 2 มีน้ำอยู่ 75% ท่านเหล่านี้เตรียมพร้อมมีธรรม อีกนิดเดียวก็ไปสู่น้ำที่เต็ม

ปิ๊ปที่ 3 มีน้ำอยู่ 50 % ท่านเหล่านี้มีชีวิตที่มีธรรมบ้าง ไม่มีธรรมบ้าง แต่ไม่เดือดร้อนมาก

ปิ๊ปที่ 4 มีน้ำเพียง 25 % ท่านเหล่านี้เดือดร้อนมาก ยังต้องการน้ำเข้ามาเติม ยังต้องการสิ่งที่มาช่วยให้พ้นจากความทุกข์หนักที่ได้รับ

ปิ๊ปที่ 4 นี้เอง คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าเพียรทำมาหลายปี
นำความรู้จากครูบาอาจารย์ที่เมตตา มาเล่า หามาให้ เพราะอาจจะไม่เคยรู้ ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ครูบาอาจารย์

แต่อย่างไรก็ตาม ขออย่าได้เชื่ออะไรทั้งนั้น
ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง
ตามหลักกาลามสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้

แต่ยืนยันได้ด้วยชีวิตว่า
บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

กรรมมีจริง และเจ้ากรรมนายเวรมีจริง

ท่านจะอยู่แบบใด อยู่ที่ตัวท่านเองทุกประการ

เพราะกรรมใครทำ คนนั้นต้องรับ

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม!

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Advertisements

Read Full Post »

การบอกบุญ ชักชวนผู้อื่นไปทำบุญ
หรือชักนำคนอื่นเข้ามาในกองกุศล
บุญใหญ่ที่แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงแนะนำ

สร้างบุญใหญ่ด้วยการเป็น “ต้นบุญ”

26904213_2157805360899951_5519759192950879116_n

เมื่อมีการทำบุญครั้งใดไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดในทาน ศีล ภาวนาที่เป็นบุญกิริยาวัตถุ 10 ที่เราทราบกันดีว่า เป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้อง มีหัวข้อของผู้ที่เป็นคนชักชวนให้คนไปสร้างบุญนั้น ย่อมได้รับผลบุญนั้นด้วย

เพราะเหมือนเป็นคนเริ่มต้นการจุด ไฟแห่งความดีให้สว่างไสวขึ้นไปทั่วพื้นพิภพ

ทั้งการนำคนไปทำทาน ถือศีล ชวนคนไปนั่งสมาธิภานา ไปทำประโยชน์ให้ผู้อื่น เพื่อใจปรารถนาให้คนทุกคนพบกับความสุขในชีวิต บุญแรกที่ได้รับคือ การยกย่องสรรเสริญ การยอมรับนับถือ เป็นคนที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้นำของคนทั้งปวง

บุญที่ได้รับนั้น พูดตามประสาชาวบ้านก็คือ เป็น “ต้นบุญ” ที่มีกิ่งก้านสาขาแตกออกไปไม่หยุดยั้ง โดยอาจจะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย กิ่งก้านบุญนั้นจะแตกขยายออกไปไม่สิ้นสุด

ไม่ว่าจะเกิดกี่ภพ กี่ชาติก็ตาม บุญนั้นจะตามไปส่งผลให้กับชีวิตแน่นอน เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม เมื่อทำกรรมดี กรรมดีนั้นก็จะส่งผลดีให้ ไม่มีทางเสื่อม ในสมัยของพระพุทธเจ้านามว่า “กัสสปะ” ตรัสไว้ว่า

“..บุคคลผู้ใดให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนคนอื่น ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดใหม่จะมีทรัพย์สมบัติมาก จะเป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี แต่ว่าขาดบริวาร ขาดเพื่อน ขาดคนเป็นที่รักบุคคล

ผู้ใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น แต่ว่าตนเองไม่ให้ทาน ท่านบอกว่าตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ มีบริวารมาก แต่ยากจน

บุคคลใดให้ทานด้วยตนเองด้วยแล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่ เป็นคนรวยด้วย มีบริวารมากด้วย

บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย แล้วไม่ชักชวนชาวบ้านด้วย จะไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นคนยากจนเข็ญใจ เกิดเป็นคนยากจนไม่มีคนคบหาสมาคม..”

ดังนั้นการบอกบุญด้วยใจบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ชักนำคนอื่นเข้ามาในกองการกุศล มีทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล นี่แหละผลบุญจึงจะส่งให้เป็นผู้มีบริวารสมบัติ เมื่อมีบริวารสมบัติตัวเองก็จะเป็นผู้นำบุญสืบต่อเนื่องไปไม่รู้จบ

การชักชวนคนอื่นให้ไปทำบุญโดยเฉพาะที่ทำงานร่วมกัน หรือจะเป็นลุกค้า คู่ค้านั้นดีมากๆ เพราะสายใยแห่งบุญจะเชื่อมกันเป็นบุญกลุ่ม ที่หนุนกันทั้งหมดทำอะไรร่วมกัน ค้าขายกันก็เจริญรุ่งเรือง ลดวิบากกรรมไม่ดีที่คอยขวางทางด้วย ไม่มีอำนาจใดที่จะขวางทางบุญและกรรมได้

Read Full Post »

“ภาวนา” หนึ่งในสามสุดยอดบุญบารมี
วิธีสร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง
ไม่เสียเงินแม้แต่สลึงเดียว

26112189_2130806573599830_4870325909319320494_n

การเจริญภาวนา
การเจริญภาวนา เป็นการหนีพ้นหนี้กรรมถาวรแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างไร ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญของกรณี พระองคุลีมาล หรือ อหิงสกะ ให้ดี เป็นที่ทราบกันดีว่า องคุลีมาลเป็นขุนโจรจอมวายร้ายที่หลงผิด

แต่ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงพ้นกรรมได้เพราะพระธรรม และธรรมชั้นสูงที่สุดที่องคุลีมาล บรรลุก็คือ การเจริญสติภาวนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์

ก่อนที่พระองคุลีมาลจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านต้องผจญกับความทุกข์ยากเพราะกรรมที่ฆ่าคนไว้มาก ถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน จนศีรษะแตก บาตรแตก จีวรขาดก็ยินดีที่จะรับผลกรรมนั้นโดยดี

แต่ภายในใจก็ยังมีข้อสงสัยและขุ่นมัวมาก เนื่องจากจิตฟุ้งซ่านไปถึงบาปกรรมครั้งในอดีตที่เป็นมหาโจรฆ่าคนมากมายมาตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าทรงทราบดีเรื่องปัญหาของการปฏิบัติธรรมของท่านองคุลีมาล ที่แม้จะเคร่งครัดในศีล ในพระวินัยอย่างดีแล้วก็ยังไม่อาจบรรลุธรรมได้ จึงได้ตรัสสอนธรรมว่า

“ดูกร องคุลีมาล เธออย่าไปมัวครุ่นคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และอย่าพะวงในสิ่งที่มาไม่ถึงเลย สิ่งใดที่ล่วงมาแล้วก็เป็นอันว่าดับไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ส่วนอนาคตก็ยังไม่ต้องคะนึงถึง เพราะมันเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จงมุ่งพิจารณาสภาวธรรมในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวเถิด..”

สายตาขององคุลีมาลมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้าได้เห็นก้อนเมฆและพระจันทร์ ก็เข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์สอน แสงสว่างจากดวงจันทร์ถูกบดบังเพราะเมฆในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เมฆย่อมเคลื่อนลอยถอยห่างให้พระจันทร์ส่องแสงได้ฉันใด

การปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็ฉันนั้น พระองคุลีมาลตั้งใจเจริญภาวนาให้จิตรู้อยู่เฉพาะปัจจุบัน ในที่สุดก็เกิดความแช่มชื่นในดวงจิตชำแรกกิเลสทั้งหมดให้สลายหายไปบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

ทีนี้เมื่อพระองคุลิมาลได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์ก็เป็นผู้ที่พาหนีพ้นหนี้กรรมที่เคยทำมาทั้งหมด กรรมที่ฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากที่เคยทำก็ถือว่าเป็นเพียง กรรมที่สักแต่ทำ เพราะความหลงผิด แต่เจตนาร้ายนั้นอ่อน และมีผลกรรมเป็นอโหสิกรรมจากความเป็นพระอรหันต์

กรรมหนักในอดีตชาติก็ไม่ได้ทำ เศษกรรมที่เหลือจึงกลายเป็นเพียงถูกหินขว้างปาจากประชาชนเท่านั้น ท่านองคุลีมาลจึงเปรียบเหมือนบุคคลที่เกิดใหม่อีกครั้งที่เรียกว่า “อริยชาติ” หรือการเกิดอันประเสริฐ

การเจริญภาวนาด้วยวิธีที่ถูกต้องจึงเป็นการชำระกรรมที่เคยทำไว้และทำให้ได้มาซึ่งปัญญา จิตก็หมดกิเลสไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ เมื่อจิตไม่มีมลทินกรรมใดๆ ก็ถือเป็นอันยุติไปได้เพราะผลแห่งกรรมไม่รู้จะตามไปส่งผลให้ใคร เหมือนบุรุษไปรษณีย์ ตามไปส่งจดหมายที่เจ้าของตายเสียแล้ว ฉันนั้น

วิธีการเจริญภาวนา
การเจริญภาวนานั้นผู้เขียนคงพอจะอธิบายได้อย่างง่ายๆว่า เป็นการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว คือ ดูลมหายใจของตนเองขณะที่กำลังเคลื่อนไหว ทำนี่ ทำโน่น ทำนั่น

จากนั้นก็มาพิจารณาดูที่ความรู้สึก คือ ทุกข์ และสุข และเฉยๆ พิจารณาไปยังความคิดที่ฟุ้งซ่านไปยังเรื่องราวต่างๆ และความวูบไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆของจิต

ทั้งหมดนี้ ขอให้ลองพิจารณาดูด้วยการ “ลองจับตาดูมัน” เท่านั้น ไม่ต้องถึงกับตั้งหน้าตั้งตาดูให้เกิดความเครียดแต่ประการใด การกระทำทุกอย่างขอให้ทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดู ฝึกสังเกตกาย อาการที่เกิดขึ้นกับตนเอง ดูจิต และสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงทั้งหมด

ไปเรื่อยๆ ทำไปเหมือนเรื่องธรรมดาๆ ถ้าสามารถจับจุดถูก ก็จะเห็นอาการของจิตที่มันกำลังวูบไหวไปมา พอเราหาจิตเจอก็เหมือนหาเพื่อนที่กำลังเล่นซ่อนแอบเจอ ก็จะจับได้และหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือ กรรมทั้งหลายทั้งมวล

อาการที่เราต้องพยายามหาเพื่อนที่เล่นซ่อนแอบเจอนั้นแหละก็คือ ความสุข ความปีติ เป็นความสว่างโล่งแก่ชีวิตและจิตใจในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นแหละคือการหลุดหนีพ้นกรรมได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ผู้เขียนพยายามกล่าวถึงนั้นเป็นการร้อยเรียงคำพูดให้พอเข้าใจง่ายที่สุด

หากคุณผู้อ่านยังไม่เข้าใจก็ควรลองหาโอกาสไปฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐานกับสำนักต่างๆ ที่มีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง เมื่อได้ลองฝึกแล้วก็ลองกลับมาอ่านดูที่ผู้เขียนสาธยายไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอนำวิธีการที่ได้รับมาจากครูบาอาจารย์เพื่อนำมาถ่ายทอดถึงวิธีการฝึกที่เห็นผลได้จริงจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองดังนี้

1. ใช้วิธีคิดใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ (มรณานุสติกรรมฐาน)
วิธีพิจารณานี้อาจฟังดูน่ากลัว แต่ก็เป็นความจริงตามธรรมชาติที่ว่าไม่มีมนุษย์คนใดหนีความตายได้พ้นไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ เราจึงไม่ควรโกรธหรือผูกอาฆาตกับใครให้เป็นเวรเป็นกรรมกัน อยู่กันไม่ถึงร้อยปีก็ต้องตายจากกัน

ทุกวันนี้เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันของเรา เราก็เดินทางเข้าใกล้ความตายไปทุกขณะเพราะเราแก่ลงทุกวันทุกวินาที การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับสิ่งต่าง ๆไม่ให้โลภ โกรธ หลงกับสิ่งใด ๆ

ก่อนที่ความตายจะมาถึง เมื่อได้คิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลาก็จะทำให้ตัวของเราเองกลายเป็นผู้ที่ไม่มีความประมาทในชีวิต และปล่อยวางจากสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ง่ายขึ้น

วิธีการพิจารณาถึงความตายนี้ “เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีจิตยึดติดอยู่ในวัตถุต่างๆ” เพราะเมื่อเราตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามขวนขวายหามาไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่การงาน อำนาจบารมี บ้านหลังใหญ่ๆ รถยนต์คันหรู ๆ

ก็ไม่มีความหมายไม่ได้ตามติดไปกับตนเองเลยและ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเราแม้จะมีความเสียใจในช่วงแรก ๆแต่ไม่นานก็จะพากันลืมไปทุกอย่างที่เราเคยยึดมั่นไว้ก็กลายเป็นโมฆะกันไปทั้งหมด

2. ใช้วิธีพิจารณาถึงสิ่งที่ไม่สวยงามเป็นอารมณ์ (อสุภกรรมฐาน)
วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีจิตยึดมั่นในรูปที่สวยงามน่าหลงใหลของร่างกายผู้อื่น คือ เป็นผู้ที่มีจิตรักชอบคนที่มีรูปสวยรูปงามน่าหลงใหลจนทำให้อยากเป็นเจ้าของ ได้ปล่อยวางความอยากนั้นได้ง่ายขึ้น คือใช้การพิจารณาถึง “ซากศพ” ว่าไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเองหรือคนอื่นก็ตาม

การพิจารณาเช่นนี้จะทำให้เห็นความจริงที่ว่าที่เราคนเห็นหล่อๆสวย ๆอย่างนั้นไม่สามารถทนอยู่เช่นนั้นได้ตลอดไป เมื่อถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนสภาพจากหนุ่มสาวไปอยู่ในวัยชรา เพียงแค่นี้เราก็มองหาความสวยงามใด ๆไม่ได้แล้ว และสุดท้ายก็ตายกลายเป็นศพ

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้ตายลงไปแล้ว จากสิ่งที่เราเคยปรารถนาเราก็จะเปลี่ยนความรู้สึกจากที่เคยอยากได้อยากครอบครองก็จะพาให้รู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันทีไม่ยอมเข้าใกล้ อยู่ในบ้านก็จะพยายามรีบขนไปไว้ที่วัด

ซากศพเหล่านั้นก็จะค่อยเน่าเปื่อย พุพอง ขึ้นอืด ไร้คุณค่าและไร้ประโยชน์ทั้งหมดอาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างก็ได้เพียงเป็นอาหารให้สัตว์อย่างหนอนแมลงและเชื้อแบคทีเรีย เมื่อเผาแล้วก็เหลือแต่กระดูกส่วนที่เหลือก็เน่าเปื่อยผุพังเป็นปุ๋ยให้แก่พืชผักต่อไปไม่อะไรคงเหลือให้น่าพิสมัยอีกเลย

3. ใช้วิธีการพิจารณาร่างกายว่า เป็นแหล่งรวมของสิ่งสกปรก (กายคตานุสสติกรรมฐาน)

การพิจาณาด้วยวิธีการนี้ “เหมาะสมสำหรับผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นกับความสวยงามน่าหลงใหลของตนเอง” คือ คนบางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามเป็นที่ดึงดูดใจของคนอื่นทำให้จิตเกิดความหลงคือหลงในรูปและให้ความสำคัญกับตนเองมากเกินไป

เมื่อหลงในรูปของตนเองแล้วก็จะทำให้หลงไปอยู่กับสิ่งอื่นได้ง่ายด้วย เพราะมักจะมีจิตคิดว่าแม้แต่คนอื่นยังมานิยมชมชอบตนเอง ดังนั้นเมื่อตนเองไปหลงชอบสิ่งใดก็จะมีจิตต้องการจะไขว่คว้าสิ่งนั้นมาให้ได้เช่นกัน

การพิจารณาในที่นี้ก็คือ ให้มีจิตใคร่ครวญเห็นสภาพตามความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายของเรานั้นแท้จริงแล้วเป็นของสกปรกเป็นแหล่งรวมของสารพัด “ขี้” ทั้งหลาย ทั้งขี้หู ขี้ตา ขี้ฟัน ฯลฯ รวมไปถึงบรรดาสิ่งต่าง ๆที่อยู่ในตัวพวกกระเพาะลำไส้ ปอด ฯลฯ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งสกปรก

เพราะหากถอดผิวหนังให้เห็นกันแล้วรับรองว่าย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของใครแน่นอน แม้แต่เนื้อหนังเครื่องในของคนที่เป็นนางงามจักรวาลหากถอดเนื้อหนังออกให้เหลือแต่อวัยวะภายในก็รับรองได้ว่าไม่มีใครชื่นชมในความสวยงามเป็นแน่

4.ใช้วิธีพิจารณาร่างกายและสิ่งต่างๆ เป็นเพียงธาตุทั้ง 4 (ธาตุกรรมฐาน)
วิธีการนี้เป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับทุกคน คือไม่ว่าเป็นผู้ที่ยังยึดติดในวัตถุ ในรูปร่างของผู้อื่น ในรูปร่างของตนเอง ในผู้ที่มีจิตผูกพันกับผู้อื่นไม่ว่าทางดีหรือร้าย สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งไม่ว่าสิ่งใดก็ตามหรือแม้แต่เป็นผู้มีจิตกลางๆ (ไม่ยึดในสุขหรือทุกข์) ก็สามารถใช้หลักการพิจารณาแบบนี้ได้ทั้งสิ้น

การใช้หลักพิจารณานี้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ควบรวมเอาทุกสิ่งมาพิจารณาว่าเป็นเพียงธาตุทั้ง 4 หรือเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่ว่าร่างกายของเราหรือของคนอื่นเป็นที่ประชุมรวมกันของธาตุดิน คือกระดูก น้ำคือเลือดและน้ำเหลือง ลมคือลมในร่างกายทุกชนิดและไฟคืออุณหภูมิจากร่างกายและอารมณ์

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถที่จะทนอยู่ในสภาพเหล่านี้ได้นานไปก็เก่า นานไปก็แก่แล้วก็แตกสลายไป หากพิจารณาในแบบที่เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ก็คือ หากแยกอวัยวะหรือวัตถุต่างๆ

ออกมาจะเห็นได้เป็นระดับเซลล์เล็ก ๆที่มาเกาะกุมรวมกัน เซลล์ทั้งหลายก็มาจากหลายแหล่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นของเราเลยแม้แต่อย่างเดียว

วิธีการเจริญภาวนาทั้งหลายนั้น สรุปรวมความให้เรามีความเห็นที่เป็นจริงว่า สรรพสิ่งล้วน “ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้” นั่นแหละคือการหนีพ้นกรรมคือความทุกข์ได้แท้จริง

Read Full Post »

การอธิษฐานครั้งสำคัญ
ในพระพุทธศาสนา
ของมหาศาสดาโลก…

25994954_2130837040263450_4897961944368723443_n

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ องค์พระศาสดาของพระพุทธศาสนาในช่วงที่พระพุทธองค์ ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั่นเองครับ ซึ่งก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ได้กระทำการ อธิษฐานครั้งสำคัญ 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งชาวพุทธทุกคนควรทราบเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะออกบวชนั้น ได้ทรงครุ่นคิดอย่างหนักถึงการหาวิธีการที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แม้จะมีนางรำที่มีความสวยงามมากมายมาร่ายรำสร้างความบันเทิงอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อยจนกระทั่งเผลอหลับไป

เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกก็พบเห็นเหล่านางรำที่เมื่อสักครู่ยังดูสวยงาม แต่มาบัดนี้นอนทับถมกระจัดกระจายเต็มท้องพระโรงประหนึ่งเหมือนซากศพ เมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจจึงไม่เกิดความลังเลใจอีกต่อไป ทรงตัดสินใจออกบวชทันที

ที่ลุ่มแม่น้ำอโนมา หลังจากที่ได้ทรงถอดเครื่องประดับทั้งหลายพร้อมกับบอกให้นายฉันนะ นำกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เพราะพระองค์ตัดสินใจออกบวชแล้ว จึงได้ทำการ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งแรก”ว่า ขอให้พระองค์เองได้ตัดใจบวชเพื่อมุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตแสวงหาทางพ้นทุกข์นับแต่บัดนี้

โดยถ้าหากพระองค์จักได้ทำการตรัสรู้ก็ขอให้ พระเกศาของพระองค์จงลอยอยู่บนอากาศอย่าได้ตกลงมาเลย ปาฏิหาริย์ครั้งแรกแห่งการอธิษฐานก็เหิกขึ้นทันที

เพราะหลังจากที่พระองค์ตัดพระเกศาออก ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบเหาะนำพานมารองรับพระเกศาเอาไว้แล้ว นำพระเกศาของพระองค์ไปบรรจุไว้ในเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อไป

จุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนาจึงได้เริ่มต้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ อโนมาแห่งนั้น หลังจากออกผนวชได้ 7 วัน พระโพธิสัตว์สิทธัตถะก็ได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์แล้วมุ่งหน้าไปที่กรุงราชคฤห์

ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารปกครองอยู่ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ด้วยพระองค์เองและทูลขอให้ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์แห่งนี้

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ สำนึกได้ว่าไม่ควรจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานเพราะต้องแสวงหาทางดับทุกข์นั้นให้ได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามกรรมกำหนดจึงได้ให้สัญญากับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากได้บรรลุธรรมแล้วจะเสด็จมาโปรดพระองค์และชาวเมืองเป็นพวกแรก

จากนั้นก็ได้ทรงเดินทางไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร ทรงศึกษากับพระอาจารย์อาฬารดาบส ถึงเรื่องการเข้าสมาบัติสำเร็จฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 ซึ่งถือเป็นความรู้ทางธรรมอันสูงสุดของอาจารย์ หลังจากพระองค์ได้บำเพ็ญจิตสมาธิจนบรรลุฌานทั้ง 8 แล้วอาจารย์ก็หมดภูมิจะสอนต่อไปอีก

พระโพธิสัตว์จึงได้เสด็จไปยังเมืองพาราณสีเพื่อศึกษาต่อกับ พระอาจารย์อุททกดาบส รามบุตร ซึ่งพระองค์ก็ใช้เวลาศึกษาอยู่ไม่นานก็สำเร็จ แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่ธรรมะขั้นสูงสุดที่จะทำให้สำเร็จมรรคผลถึงนิพพานได้

จึงได้ปฏิเสธคำเชิญของอาจารย์ที่จะอยู่ร่วมเป็นอาจารย์ช่วยสั่งสอนศิษย์ทั้งหลาย จึงได้ลาและออกแสวงหาธรรมโดยพระองค์เองต่อไป

เวลาผ่านไปหลายปี พระโพธิสัตว์สมณโคดมได้ทดลองการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด ไม่ว่า การบำเพ็ญแบบเดียรถีย์ ที่เป็นแนวปฏิบัติของนักบวชของอินเดียในสมัยโบราณ ที่ต้องทรมานร่างกายในแบบต่างๆ

เช่น การประพฤติตนเปลือยกาย ไม่ยอมรับอาหารที่เขาให้ หรือ ฉันอาหารที่เก็บไว้วันเดียวบ้างเจ็ดวันบ้าง เดินเขย่งเท้าหรือนอนบนที่นอนที่ทำด้วยหนาม เป็นต้น

ในขณะที่ประทับอยู่ ณ อุรุเวลาเสนานิคม ก็มีชายกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองกบิลพัสดุ์มาตามหาพระสมณโคดม นำโดย ท่านอัญญาโกณทัญญะ พราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้า ได้พาพวกมาเข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใส และทั้งหมด ขออยู่รับใช้ที่นั่นจนกว่าพระโพธิสัตว์จะได้บรรลุธรรม

พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาจนพระวรกายซูบผอมดำคล้ำจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกโดยการบำเพ็ญขั้นสุดท้ายนี้คือ การบริโภคอาหารน้อยลงจนถึงหยุดกินอาหารไปเลย

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 ที่ตามมารับใช้ต่างก็ช่วยกันดูแลพระโพธิสัตว์อยู่ตลอด พระองค์ได้ทำการทรมานตนเองจนเกือบจะสิ้นพระชนม์อยู่หลายวัน

แต่สำหรับท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์ และยังเกรงว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวนี้จะเกิดความสูญเปล่า ดังนั้นในคืนที่ 49 แห่งการบำเพ็ญเพียรก่อนที่ร่างของพระองค์กำลังจะดับสูญไปเพราะความทุกข์ทรมาน

พระองค์ได้ยินเสียงพิณจากนักดนตรีที่แล่นเรือผ่านมาตามแม่น้ำ ซึ่งก็คือพระอินทร์แปลงกายมาโดยที่นักดนตรีปลอมนั้นแกล้งตั้งสายพิณให้หย่อนบ้าง และ ตึงบ้างสลับกันไปจนกระทั่งพระอินทร์ตั้งเสียงพิณจนสุดจนสายขาดผึงไป

เพราะเสียงพิณที่แตกต่างกัน ทำให้พระองค์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “จิตกับกาย” หรือนามกับรูปเป็นครั้งแรกว่าในขณะนี้พระองค์ได้ทรมานร่างกายมากเกินควร เพราะธรรมชาติของร่างกายสามารถทนได้เพียงเท่านี้หากดื้อดึงจะใช้จิตเคี่ยวเข็ญร่างกายจนเกินกำลังก็คงไม่อาจบรรลุธรรมได้แน่

และทำให้พระองค์ได้นึกถึงตอนที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ ในงานแรกนาขวัญขณะที่อายุได้ 8 พรรษาได้นั่งอยู่ใต้ต้นหว้าที่ร่มเย็นและมีใจเป็นสมาธิมาก ถือศีล งดเว้นจากเรื่องทางโลกทั้งหลายจนได้บรรลุฌานเบื้องต้น รู้เท่าทัน “จิต”

และมีความสุขจากการรับรู้นั้นทำให้เกิดความสงบจากสิ่งเจือปนทางจิต (กิเลส) ทั้งปวง เมื่อตระหนักได้ดังนี้ พระองค์ก็ได้ยินเสียงพิณที่ได้ขึ้นสายใหม่ที่เสียงมีความพอดีบรรเลงได้ไพเราะจึงได้เลิกทรมานกายเพราะตระหนักแล้วว่า

การเดินสายกลาง ที่ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนจนเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
การปฏิบัติที่ตึงเกินไปทำให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความหิวก่อให้เกิดทุกข์จึงหันมาบริโภคน้ำและอาหารเพื่อร่างกายที่แข็งแรงอีกครั้ง

เหล่าพราหมณ์ทั้ง 5 พอได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารอีกครั้ง ด้วยความที่ไม่ทราบถึงหลักความจริงในเรื่องการเดินสายกลาง ก็จึงเกิดความเสื่อมศรัทธาในตัวพระองค์ ต่างพากันหลีกหนีไปไม่อยู่รับใช้อีก

แต่พระพุทธองค์ก็ตั้งมั่นในทางสายกลางที่ได้ค้นพบต่อไปเพราะรู้แล้วว่า “หากร่างกายดี จิตก็ดีตาม สมาธิก็มีความตั้งมั่น” จึงเป็นทางที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นได้

และในช่วงนั้นเองก็มีมีบุคคลผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการตรัสรู้ และเป็นเหตุเนื่องมาจากการ “อธิษฐาน” เสียด้วย นั่นก็คือ นางสุชาดา ซึ่งเป็นธิดาเศรษฐีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งนั้น

ซึ่งนางได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อเทวดาที่ต้นไทรว่า หากนางมีครอบครัวและได้บุตรชาย นางจะนำข้าวมธุปายาสมาถวายกับเทวดา (ข้าวมธุปายาสนั้นเป็นข้าวที่หุงด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง)

ซึ่งในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ได้กลับมาบริโภคอาหารจนร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้ผิวพรรณและร่างกายกลับมามีความสดใสเปล่งปลั่งสมกับลักษณะของมหาบุรุษอีกครั้ง

นางสุชาดาได้เห็นก็เชื่อว่าต้องเป็นเทวดาอย่างแน่นอน นางจึงเอาข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พร้อมทั้งอธิษฐานอีกครั้งว่า “ข้าพเจ้าได้บรรลุความปรารถนาแล้วขอให้ท่านได้บรรลุความปรารถนาเช่นเดียวกัน”

การอธิษฐานครั้งที่สอง ของพระโพธิสัตว์จึงบังเกิดขึ้นจากการถวายข้าวมธุปายาสนี้ หลังจากที่พระองค์ได้เสวยข้าวจนหมดแล้วก็ได้เดินนำถาดทองไปที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อตั้งจิต อธิษฐานบารมีอีกครั้งว่า

“ ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป”
ปาฏิหาริย์ครั้งที่2 จึงเกิดขึ้นทันตาเห็นทันที เมื่อถาดถูกปล่อยจากพระกรหรือมือของพระองค์แล้ว ถาดที่หนักอึ้งนั้น ก็หมุนลอยทวนกระแสน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยแรงอธิษฐานและจมสู่นาคพิภพไปรวมกับถาดอีก 3 ใบของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปัจจุบัน

อธิบายแทรกเพิ่มตรงนี้นิดหน่อยครับ ภัทรกัปคือการ อุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบันมีอยู่ 5 พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ พระโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)และ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทะเจ้าองค์ต่อไป

หลังจากถาดได้ลอยทวนน้ำไปแล้วพระองค์ก็เกิดความแน่วแน่และมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนจึงได้เสด็จไปยังโคนต้นโพธิ์ทางทิศตะวันออก ขณะที่กำลังจะประทับนั่นนั้นเอง ก็มีคนหาบหญ้าที่ชื่อว่า “โสตถิยะ” ผ่านมาได้เห็นลักษณะที่น่าเลื่อมใสงามสง่าของพระโพธิสัตว์

จึงได้ทำการถวายหญ้าคา 8 กำปูลาดเป็นอาสนะให้ประทับนั่ง พระองค์ทรงรับเอาไว้และนำไปประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ นั่งขัดสมาธิแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

ก่อนที่พระองค์จะบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อการหลุดพ้นก็ “ตั้งจิตอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม” กำหนดใจให้สงบตั้งมั่นว่า

“แม้เลือดในร่างกายจะแห้งเหลือแต่หนัง เอ็นหุ้มกระดูก็ตามหากยังไม่ได้บรรลุพระธรรมอันประเสริฐสูงสุดนั้น เราจะไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์แห่งนี้”

เทวดาทั้งหลายทั่วทั้งชั้นฟ้าต่างก็ได้รับรู้ถึงการอธิษฐานจิตของพระองค์ในครั้งนี้ จึงได้พากันลงมาสดุดีบูชามหาบุรุษด้วยดอกไม้ ของหอมต่าง ๆแล้วโมทนาบุญที่บังเกิดขึ้นในครั้งนั้น

แต่ยังมีเทพองค์หนึ่งที่ต้องการขัดขวางการบรรลุธรรมของพระองค์คือ “พญาวสวัตดีมาร” ซึ่งเป็นถึงผู้ปกครองชั้นสูงสุดของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (สวรรค์กามาวจร)

พญามารนั้นเกรงว่าผู้ใดบรรลุธรรมแล้วจะมีอำนาจพ้นจากกามสุข ซึ่งเป็นอำนาจของตนเองที่ใช้ปกครองเทวดาทั้งหลาย ได้ยกกองทัพมารจำนวนมหาศาลมาประชิด โดยที่พญาวสวัตตีมารได้ขี่ช้างที่ชื่อ “คีรีเมขล์” ที่มีความสูงถึง 150 โยชน์มาด้วยทำให้เหล่าเทวดาพากันถอยหนีไปหมด

ณ บัดนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งพระทัยมุ่งจิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ให้สู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำและยกจิตของพระองค์เองให้สูงขึ้นเหนือสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราวทั้งหลาย ที่เคยได้ประสบมาแล้วตั้งแต่ครั้งยังเป็นเจ้าชายอยู่ให้พ้นไป

พญามารได้ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ได้ลุกออกจากโพธิบัลลังก์โดยอ้างว่า บัลลังก์ที่พระองค์ประทับนั่งอยู่นั้นเป็นของพญามารเอง เพราะหน้าที่บงการชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ประสบทุกข์หรือสุขนั้นเป็นหน้าที่ของพญามารแต่เพียงผู้เดียว

แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ลุกขึ้นตามความประสงค์ของพญามาร บุญบารมีทั้งหมดที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติจะเป็นสื่อกลางและธรณีที่ประทับนั่งอยู่จะเป็นพยาน หลังจากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วชี้ของพระหัตถ์ด้านขวาชี้ลงไปที่ธรณี

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทั่วทั้งปฐพีเกิดการสั่นไหวแม้แต่ท้องฟ้าก็ร้องคำราม พระแม่ธรณีได้ผุดขึ้นมาจากธรณีเป็นพยานและได้ถือเอาหลักฐานที่พระโพธิสัตว์กล่าวอ้าง มาแสดงให้ปรากฏแก่สายตาของพญามาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมที่ชุ่มไปด้วย “บุญบารมี”

ของพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนมีปริมาณมากจนไม่อาจจะประมาณได้ น้ำปริมาณมหาศาลได้พัดท่วมเหล่ามารนั้นจนหายไปหมดสิ้นซัดไปไกลลอยไปจนถึงเขตมหาสมุทร

ฝ่ายพญามารก็ยังไม่ยอมแพ้หมายมั่นจะนำกำลังที่เหลือกลับไป แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ถูกฟ้าผ่าลงมาอีก จึงยอมแพ้ต่อพระโพธิสัตว์ พญามารเกรงในพระราชอาญาและบารมีจึงออกปากสรรเสริญต่อพุทธเดชานุภาพของพระองค์ว่า ไม่มีบุคคลใดที่มีความเสมอเหมือนพระโพธิสัตว์ไม่ว่าในเทวโลกหรือในมนุษย์โลกก็ตาม และพระองค์จะช่วยให้เหล่ามนุษย์ได้พ้นจากสังสารวัฎได้อย่างแน่นอน

พระโพธิสัตว์ได้ชัยชนะเหนือความชั่วร้ายได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้ลับขอบฟ้า จากนั้นพระองค์ก็ได้กำหนดจิตให้เข้าสู่สมาธิทรงรำลึกถึงความทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตาย เกิดที่วนเวียนเกี่ยวเนื่องกันไปไม่ยอมสิ้นสุด จนจิตเป็นสมาธิในเวลาเย็นก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงชาติที่เคยเกิดมาก่อน

พอเวลาได้เลยไปถึงค่อนคืนแล้วก็ทรงเกิดปัญญา หยั่งรู้การเกิด การตายของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย พอถึงเวลาใกล้รุ่งเช้าก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงธรรมที่มีความดับแล้วซึ่งกิเลสทุกอย่างในตอนนี้ จิตของพระองค์ได้พ้นจาก กิเลสในสันดานที่เกิดจากความใคร่(กามาสวะ) กิเลสที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานทำให้อยากเกิด อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา (ภวาสวะ) และ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดานทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ( อวิชชาสวะ) คือพ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงบรรลุอรหันต์

ในที่สุดการค้นหาของพระองค์สิ้นสุดลง ทรงตรัสรู้กลายเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” โดยมีเหล่าเทวดาพากันลงมาโมทนาบุญกุศลให้มากมายในเวลานั้นภายหลังการบรรลุธรรมอันสูงสุดของพระพุทธองค์พื้นปฐพีก็กึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอีกครั้ง

ขั้นตอนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็สิ้นสุดลงด้วยประการฉะนี้ จากตัวอย่างในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์จะเห็นได้ชัดถึงพลังแห่งการอธิษฐานนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและต้องมีปัจจัยเป็นองค์ประกอบที่ดีงามจึงจะบรรลุถึงความสำเร็จได้

Read Full Post »