Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2017

พระอัจฉรยะภาพ แห่งแรงบันดาลใจ
ความเพียรที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ของพ่อ
ส่งต่อถึงหัวใจประชาชนแล้ว…

20294229_1924401190907037_8808198358515316629_n

พระราชดำรัสที่องค์พ่อหลวงได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

“…ความจริงแล้ว ถ้าเราพิจารณาดูสถานการณ์รอบตัวให้ทั่ว จะเห็นได้ว่าประเทศของเรา ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทัน และความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ช่วยกันประคับประคอง แก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคืองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรคปัญหาหรือเหตุไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้น คนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน

ในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายตั้งความหวัง ตั้งความเพียรอันมั่นคงไว้ ที่จะช่วยตัว ช่วยชาติ ให้หนักแน่น เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อธำรงรักษาความเป็นอยู่ อันเป็นปกติของเราไว้ พร้อมกับสร้างสรรค์ จรรโลงบ้านเมืองไทยให้เป็นที่อยู่ ที่อาศัย ที่พวกเราจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความวัฒนาผาสุกตลอดไป…”

ในการทำงานให้สำเร็จนั้น ความเพียรถือเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามที่เราเจออุปสรรคขวากหนาม หากเราไร้ซึ่งความเพียร ไร้ความพยายาม เราก็ย่อมยากจะฝ่าฟันไปได้ เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งดัง

คงต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงานที่ชอบเสมอไป บางคนก็จำต้องทำงานประจำเพื่อให้มีเงินทองพอใช้ในแต่ละเดือน บ้างก็จำต้องทำงานที่ไม่ได้รู้สึกชอบ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเก็บออมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจของตนเอง

บางคนยิ่งน่าสงสารเพราะแม้จะได้ทำงานที่ชอบแต่กลับอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี เจ้านายไม่ส่งเสริม ซ้ำยังเอาเปรียบ หรือไม่ก็เป็นองค์กรที่เติบโตในสายงานได้ยาก

การทำงานท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเชิงลบแบบนี้มีผลทำให้เราหมดกำลังใจไม่อยากทำงานได้ เหมือนที่หลายคนอยากจะลาออกแทบทุกวัน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะหากลาออกมาแล้วก็เท่ากับหมดรายได้ไป

หนทางที่เหมาะคือ การมองหางานอื่นที่มีอนาคตกว่า ใครที่ยังไม่ได้ทำงานที่รัก ก็มองหาว่าตนเองรักงานใด และลองไปสมัครทำงานดู หากได้ที่ทำงานใหม่แล้วค่อยลาออกก็ได้ หรือถ้าใครทำงานที่ชอบอยู่ แต่สภาพแวดล้อมไม่ดี

ก็ควรใช้ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำหรับครั้งต่อไปในการเลือกที่ทำงานใหม่ เราจะได้รอบคอบ รู้จักสืบหาข้อมูลให้แน่นอนขึ้นก่อนจะตัดสินใจเลือกสมัครในที่ทำงานนั้น และแน่นอนหากทำงานที่เดิมไม่มีความสุข เราก็ต้องเมียงมองหาที่ใหม่เช่นกัน

ก่อนที่เราจะได้ที่ทำงานใหม่ เราก็อาจต้องรอคอย เราก็ต้องทำงานเดิมไปก่อน ซึ่งจุดนี้เราต้องใช้ความอดทน อีกทั้งความเพียรในการทำงานต่อไป อย่าได้ย่อท้อยอมแพ้กลางคัน คิดเสียว่าเรากำลังพยายามประคองตนเองเพื่อจะได้มีโอกาสไปทำงานที่อื่น มีเงินออมเพียงพอที่จะสำรองในช่วงเปลี่ยนงานใหม่

ความอดทนและความเพียรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ไม่ว่าเราจะกำลังทำงานที่ชอบอยู่หรือทำงานแบบจำทนก็ตาม เราก็ควรอดทนเมื่อถึงเวลาที่ต้องอดทน และต้องทุ่มเทพากเพียรเมื่อถึงเวลาสำคัญ

เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะช่วงเกิดปัญหา ช่วงที่เราต้องสร้างผลงานสำคัญเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หรือเพื่อสร้างความก้าวหน้าเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

สำหรับคนที่เพียรพยายามอยู่เสมอ ฝ่าฟันปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายเสียที ก็ขอให้อย่าละความพยายาม โปรดจดจำเรื่อง “พระมหาชนก” ผู้ไม่ละซึ่งความเพียรเอาไว้เป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงว่ายน้ำข้ามทะเล เผชิญกับลมมรสุมเพื่อกลับเข้าฝั่ง แม้จะยังไม่เห็นฝั่งก็ตาม

จนนางมณีเมขลาเอ่ยถามว่า พระองค์จะว่ายไปทำไม โดยไม่เห็นแม้แต่ฝั่ง พระองค์ตอบว่า พระองค์จะเพียรพยายามอย่างที่สุด ดีกว่ายอมตายโดยไม่ขวนขวายทำอะไรเลย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลได้เล่าถึงความเพียรอันยิ่งยวดที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วยพระอัจฉริยะภาพของในหลวงว่า

“เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด จะทรงถือแผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายภาพ เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็น โดยจะทรงพยายามถามไถ่ ทุกบ้าน ทุกชุมชน เปรียบเหมือนทำประชาคม เพื่อให้รู้จักพื้นที่นั้นๆ อย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน

เพราะในการทำโครงการช่วยเหลือจะทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก การจดบันทึกจึงเป็นข้อมูลที่สำคัญในการต่อยอดโครงการของพระองค์

ความเพียรของพระองค์ที่กล่าวมายังไม่ใช่ทั้งหมดที่ทรงทำ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ไม่สามารถเล่าได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์หวัง คือ การที่เห็นคนไทยมุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และไม่ทุจริต ประกอบกับใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอประมาณ เพื่อให้วันข้างหน้ามีใช้ เมื่อมีใช้ก็มีสุข ตลอดจนรู้คุณแผ่นดิน สร้างความสามัคคีให้บ้านเมืองน่าอยู่ต่อไป เพราะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องรับช่วงต่อจากพระองค์แล้ว โดยนำความเพียรไปเป็นหลักปฏิบัติกับการดำรงชีวิตในสังคมต่อไป เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี”

คำสอนด้วยการกระทำนี้มีความหมายทั้งในเรื่องความพยายามและความอดทนพากเพียรเอาชนะอุปสรรคปัญหาให้ได้ความพากเพียรของคนไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง ขอเพียงเราต้องเพียรให้ถึงขนาด ทำให้ถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งเราจะพบกับความสำเร็จในแบบที่สมกับการรอคอยเอง

Read Full Post »

คู่พระบารมีแห่งแผ่นดินสยาม

20294442_1918491491498007_4047813110675103677_n

…หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จออกจากโรงพยาบาลแล้ว พระราชปฏิพัทธ์ของทั้งสองพระองค์ยิ่งแน่นแฟ้น จนถึงวันมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่ได้ทราบข่าวประกาศจากทางราชการหลังจากที่สื่อมวลชนในต่างประเทศและในประเทศ ได้เริ่มเสนอข่าวก่อนหน้านั้นเล็กน้อย

โดยเริ่มจากพระราชพิธี “ทรงหมั้น” ที่ได้เริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้ราชเลขานุการประจำพระองค์ โทรเลขเรียกเชิญ หม่อมเจ้านักขัตมงคล มาเข้าเฝ้าที่นครโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2492 และให้ประทับพำนักอยู่ที่โรงงแรมแห่งหนึ่งเพื่อมิให้เป็นข่าวเอิกเกริก

และในวันที่ 18 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตมงคล ที่โรงแรมที่พักเพื่อรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์ในเรื่องมีพระราชประสงค์จะทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เมื่อรับสั่งเสร็จแล้ว พระราชชนนีหรือสมเด็จย่า จึงเสด็จตามเข้าไป มีการบันทึกผ่านสื่อมวลชนว่าพระราชชนนีทรงรับสั่งกับหม่อมเจ้านักขัตมงคล ว่า

“ขอให้ทำกันเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น

เพราะเมื่อคราวฉันเองก็ทำอย่างนี้ จะมีอะไรขัดข้องไหม ? ”

หม่อมเจ้านักขัตมงคล ทูลตอบว่า “ตามแต่จะมีพระราชประสงค์”

ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงร่วมงานคล้ายวันเกิดของหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งในปีนั้นมีอายุครบ 17 ปี งานได้จัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ในกรุงลอนดอน

ในค่ำคืนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดสีเทา เนคไทสีน้ำเงินเข้ม ทรงมีพระราชดำรัสสนทนากับทุกคนอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง หลังจากร่วมเสวยพระกระยาหารเสร็จ พระองค์ทรงชวนบรรดานักเรียนไทยไปร่วมดนตรีเป็นที่สนุกสนาน โดยพระองค์ทรงเล่นเปียนโนและแซ็กโซโฟนให้ทุกคนฟังหลายเพลง

เมื่อถึงเวลาสำคัญอันเป็นมงคลยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงตรัสอวยพระพรแด่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ และหม่อมเจ้านักขัตมงคล ได้นำพระธำมรงค์ (แหวน) ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชชนนี ก่อนหน้านั้นแล้ว

ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อทรงมอบใช้เป็น “แหวนหมั้น” พระราชทานแด่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ โดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง (พระธำมรงค์วงนี้ เป็นธำมรงค์ที่พระราชบิดาเคยประทานให้แด่พระราชชนนีนี้ในอดีต ในการที่ทรงมีปฏิพัทธ์ชีวิตร่วมกัน)

ขณะที่ทรงมอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“เป็นของที่มีค่าอย่างยิ่ง และเป็นของที่ระลึกด้วย”
กระแสพระราชดำรัสประโยคนี้แม้จะสั้นแต่มีความหมายลึกซึ้งประทับใจยิ่งนักในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ ในเมืองลอนดอนพากันพาดหัวข่าวว่า

“กษัตริย์ไทยทรงหมั้นธิดาเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม”

Read Full Post »

3 หนังสือที่สุดของแผ่นดิน ธรรมทานที่ยิ่งใหญ่ในภพนี้
ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว พรวิเศษของพ่อ
และคู่พระบารมีปกเกล้าแผ่นดินและชาวสยาม

20139866_1909917555688734_4333699951119930959_n

บุญใหญ่ ได้ช่วยกันเผยแพร่ธรรมะของพระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า
ให้คนทั้งหลายได้พบแนวทางปฏิบัติธรรมที่เอกอุ ทางสายตรงแห่งความสุข ความเจริญ

ความดี คือ เป็นผู้ได้ชื่อว่า ได้สรา้งคุณงามความดีแก่ตนเอง
ต่อผู้อื่น ต่อแผ่นดิน

กรรมดี คือ เป็นผู้สร้างธรรมทาน เหนือกว่าทานทั้งปวง เปลี่ยนชีวิต พลิกกรรม

หนังสือทั้ง 3 เล่มที่อยากแนะนำให้ทุกบ้านมีไว้
และให้ลูกหลานได้เห็น ได้อ่าน
ได้รู้ถึงความรัก พระเมตตา พระบารมี
ที่ยิ่งใหญ่ของ….พ่อ
ที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นดินไทยชั่วนิจนิรันดร์

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”
พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ชาวไทย
ในวันที่เสด็จขึ้นครองราชย์

19894759_1900146399999183_67499747898001731_n

พระองค์ทรงโดดเด่นเป็นสง่าประทับอยู่ในดวงหทัยของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

ทรงยึดหลักความซื่อตรง และรักษาสัญญาอย่างมั่นคง ดังกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ชาวไทยในวันที่เสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงวันที่สวรรคตไม่เคยแปรเปลี่ยน

คำว่า อาชชวะ แปลว่า ความเป็นผู้ซื่อตรง ตรงในทางที่ดี สุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อองค์กรหรือหลักการของตน ความซึ่อตรง แบ่งออกเป็น ๖ ประการคือ

๑ . ตรงต่อบุคคล คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะไม่เนรคุณผู้มีพระคุณ และไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก

๒ . ตรงต่อเวลา คือ จะนัดหมายกับใคร หรือจะทำงานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ และไม่เอาเวลาราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

๓ . ตรงต่อวาจา คือ เมื่อได้รับปากกับใครว่าจะทำสิ่งที่ดีและสุจริต จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีและทุจริต ก็ให้กระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

๔ . ตรงต่อหน้าที่ คือ ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อหน้าที่การงานของตน ไม่ฉ้อราษฏร์บังหลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่และปัดความรับผิดชอบ

๕ . ตรงต่อธรรมะ คือ การยึดมั่นในหลักคุณธรรม และบูชาความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด

๖ . ตรงต่อตนเอง คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตน ไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง

ทั้ง ๖ ประการนี้ คนไทยทุกคนคงประจักษ์แก่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงมีครบทุกประการ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความซื่อตรง ทรงยึดมั่นอยู่ในหลักแห่งอาชชวธรรม ทรงพระเมตตา ด้วยพระกรุณาธิคุณเสมอกันหมดโดยไม่ทรงเลือกหรือเอนเอียงเปลี่ยนแปลงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด จังหวัดใด ภาคไหนหรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม

Read Full Post »

กษัตริย์ผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนาจากหัวใจ

19657016_1894510077229482_3290115040554283031_n

ความตอนหนึ่งพระราชดำรัสของพระยาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539

ตบะ นั้นหมายถึง ความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาความเกียจคร้าน หรือความตั้งใจกำจัดความเกียจคร้านและการกระทำผิดหน้าที่ มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ หรือความเพียรในการละอกุศลกรรม เพียรอบรมกุศลบุญต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด ทั้งสองพระองค์ล้วนมีราชธรรมในข้อนี้คนไทยทั้งแผ่นดินล้วนทราบดีกับหัวใจ คงไม่มีพระราชวังที่ไหนในโลกที่เต็มไปด้วยนา บ่อปลา โรงสี

จะมีใครบ้างไหมในโลกนี้ ที่เพียรสร้างธุรกิจ สร้างโครงการดีๆ ขึ้นมากว่า 4,000 แห่ง ทุกแห่งมีคนทำงานให้ด้วยความรัก ด้วยความเพียร ทุกแห่งประสบความสำเร็จออกดอกออกผลมีผลกำไรในทุกที่

แทนที่จะเอาเงินกำไรนั้นมาใช้ส่วนตัว มาให้ครอบครัวญาติพี่น้อง แต่กลับเอาเงินทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์กลับไปให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน

จะมีอีกไหมที่เสมอเหมือน…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย”””

ความเพียรพยายามอย่างยาวนานของทั้งสองพระองค์ ดังที่ทุกคนสัมผัสได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ดังที่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ตามเสด็จและถวายงานแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารแพรว ปี 2559 ฉบับที่ 887 (10 ส.ค. 59) ถึงที่ได้ถวายงานรับใช้มาเกือบ 50 ปี และเห็นถึงความเพียรพยายามของทั้งสองพระองค์มาตลอดที่อยากเห็นคนไทยมีความสุข ขจัดความทุกข์ยากไปจากแผ่นดินนี้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“…เป็นบุญเหลือเกินค่ะ ที่ได้เข้ามารับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ไม่ได้คิดฝันเลยและเมื่อมีโอกาสถวายงานก็ได้เห็นน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าทรงรักประเทศชาติทรงอยากให้ประเทศไทยมีความมั่นคงยั่งยืน

คนไทยเราโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงงามพร้อมด้วยพระจริยวัตรและน้ำพระทัยที่ใสสะอาด

ดิฉันคิดว่าคนไทยควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณดูพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ให้ลึกซึ้ง อย่าดูแต่ฉาบฉวยทุกพระราชกรณียกิจทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้นไม่เคยทรงหวังผลตอบแทนอะไรเลย

นอกจากอยากทอดพระเนตรเห็นคนไทยรักและสามัคคีช่วยกันดูแลประเทศชาติ…”

Read Full Post »

พระราชจริยวัตรของในหลวง
เล่าโดยพระสังฆราชองค์ที่ 19

19260309_1892995304047626_4055941475911946538_n

สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นเสด็จออกทรงผนวชรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

และเมื่อทรงผนวชแล้วได้เสด็จมาประทับรักษาศีลตามพุทธบัญญัติ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยประทับ ณ “พระตำหนักปั้นหย่า” แล้วจึงเสด็จมาประทับ ณ “พระตำหนักทรงพรต” แม้เมื่อทรงลาผนวชแล้ว ก็ทรงเป็นผู้รักษาศีลอย่างเคร่งครัด

ดังพระลิขิต ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวรที่มีต่อพระราชจริยวัตรอันงดงามขณะทรงผนวช

ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา “สมเด็จพระญาณสังวร” ได้มีพระลิขิตออกมาฉบับหนึ่ง
กล่าวถึงพระจริยวัตรขณะทรงผนวช ความว่า

“…สมเด็จพระบรมพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระหว่างทรงผนวช
ทรงบำเพ็ญเนกขัมมปฏิบัติ ได้ทรงปฏิบัติดียิ่งในฐานะเป็นพระภิกษุ ผู้ประกอบด้วยสีลทิฏฐิดีชอบตามพระพุทธธรรมวินัย และในฐานะเป็นพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรงต่อเวลา เมื่อเสียงระฆังทำวัตรเช้าเย็นดังขึ้น จะเสด็จฯ ถึงพระอุโบสถทันที เสด็จฯ ด้วยพระบาทเปล่า มิได้ทรงฉลองพระบาท (แบบพระ) เมื่อเสด็จฯ ไปในที่ใดๆ ทุกแห่ง

ทรงเพียบพร้อมด้วยสัปปุริสธรรม ๗ คือความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตน ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาล ความรู้จักประชุมชน ความรู้จักเลือกบุคคล ทรงปฏิบัติถูกต้องเหมาะควรทุกประการ”

ด้วยการรักษาศีลและผลของศีลอย่างพร้อมสมบูรณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยไตรสิกขาครบถ้วน

(ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นคนสมบูรณ์แบบตามแนวพุทธ ไตรสิกขา จึงจัดอยู่ใน มรรค หรือธรรมที่ควรเจริญ คือ ควรทำให้เกิดมีขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิต)

ดังปราชญ์ในพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ผู้มีศีลเท่านั้นจึงจะมีสมาธิ ผู้มีสมาธิเท่านั้นจึงจะเกิดปัญญา ผู้มีปัญญาจึงจะพาตนเองและคนอื่นพบกับความสุข ความเจริญได้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยศีลด้วยพระจริยาวัตรที่งดงาม ทรงมีสมาธิแน่วแน่ ทรงมีพระปัญญาสว่างไสวในการปฏิบัติพระราชภารกิจ

ทรงแก้ปัญหาดับทุกข์ร้อนของปวงประชา ทั้งเรื่องน้อยใหญ่รวมถึงวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ หรือวิกฤตจากธรรมชาติ ทรงใช้พระปัญญานำพาคนไทยและบ้านเมืองให้รอดพ้นได้ เพราะเหตุแห่งศีลที่พระองค์รักษานั้นมั่นคงไม่ด่างพร้อย ครบถ้วนทั้งศีลใน ศีลนอกและศีลกลาง

และตลอดระยะเวลาที่ยาวนานที่ทรงครองราชย์ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมีพระราชปฏิสันถารกับพระอริยเจ้า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของแผ่นดิน เพื่อทรงศึกษาหาความรู้อันประเสริฐแห่งพระพุทธศาสนา เพื่อทรงนำมาใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์เสมอมา

ทรงมีพระราชจริยวัตรอีกประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปปฏิบัติได้ยากคือ ในคืนวันธรรมสวนะ หรือวันพระ พระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด

ทุกวันจันทร์จะทรงถวายสังฆทานเป็นนิตย์ ด้วยตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ ซึ่งราชกิจวัตรนี้ได้ทรงกระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดต่างๆ มารับสังฆทานภายในพระตำหนัก

Read Full Post »

รวมใจเดินตามรอยเท้าพ่อ
ร่วมส่งธรรม สานต่อความดีที่พ่อทำ
ถวายเป็นพระราชกุศล

19701978_1885844944762662_7961253321786705274_n

“การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว” อีกหนึ่งพระบรมราโชวาท ที่อยากให้คนทำงานทุกคนจดจำเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเสมอ

ถึงเวลานี้เราทุกคนควรจะตระหนักได้แล้วว่า มีเพียงการทำสิ่งที่ถูกบนทางที่ถูกเท่านั้น ที่จะทำให้เราได้รับความสำเร็จแบบยั่งยืนขึ้นมาได้ และที่สังคมทุกวันนี้มีสิ่งมีดีเจือปนมากมาย ก็เป็นเหตุอันเนื่องมาจาก “ความไม่กล้า” ของคนรุ่นก่อน จนเรื่องต่างๆ ปัญหาต่างๆ มันลุกลามมาถึงระดับที่เป็นในปัจจุบัน

นอกจากความกล้าในการยืนหยัดบนเส้นทางที่ถูกแล้ว ในแง่ของการทำงานยังมีอีกหนึ่งความกล้าที่เราจะลืมไม่ได้ นั่นคือ การกล้าคิด กล้าทำกล้าสร้างสรรค์ กล้าทำผลงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

อย่ากลัวว่าผลงานใหม่ๆ ของเราจะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะเรายังไม่ได้นำเสนอออกไปเลยจะกลัวทำไม ผมเชื่อว่ามีคนมากมายที่มีความคิดดีๆ หรืออาจจะมีผลงานชั้นยอด แต่กลับไร้ความกล้าที่จะแสดงมันออกไป ในที่สุดตนเองก็ได้แต่ย่ำอยู่ในตำแหน่งงานเดิมๆ ไม่ได้รับความสำเร็จแบบที่สมควรจะได้รับ

ลองคิดถึงคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์, บิล เกตส์ เพราะเขากล้าทำเขาจึงได้รับความสำเร็จ หรือถ้าเป็นชาวไทยก็เช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรที่มีชื่อเสียง ที่เขาสามารถไปถึงจุดหมายได้ ก็เพราะเขากล้าทำ ไม่มัวกลัว ซึ่ง คุณบัณฑิต เองก็ยังเคยกล่าวในหนังสือของเขา เพื่อสนับสนุนให้คนไทยกล้าขึ้น

จริงๆ แล้วประเด็นนี้นับว่าชวนคิดอย่างยิ่ง เพราะคนไทยมีค่านิยมผกผันกันในเรื่องความกล้า อย่างถ้าเป็นเรื่องดีๆ เรื่องเหมาะสม กลับไม่ค่อยจะกล้าทำกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะพอมีใครทำสิ่งดีๆ ขึ้นมี กล้าสร้างสรรค์อะไรออกไป ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาติฉินนินทา กระแนะกระแหนจนหลายๆ คนหมดความกล้าลงไป

แต่โปรดคิดให้ดี เราจะไปสนใจเสียงคนที่เอาแต่นินทาคนอื่นทำไม เราควรสนใจไปที่ผลที่ได้ ประโยชน์ที่จะเกิดต่อตัวเราและสังคม อย่าไปมัวจ้องมองที่คนไร้สาระเหล่านั้นอีกเลย

และในทางกลับกัน ลองคิดดูนะ คนเรากลับกล้าที่จะนินทา กล้าที่จะต่อว่า กล้าที่จะทำอะไรท้าทายวัฒนธรรม กล้าที่จะทำอะไรในเชิงลบ… ลองพิจารณาให้ดี ว่าตอนนี้ได้เวลาที่จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมความกล้าที่ผกผันอะไรเหล่านี้หรือยัง

เริ่มจากตัวเราเอง กล้าทำสิ่งดีทุกๆ อย่างไปเลย อย่ากลัวอีกต่อไป เพราะหากเราใช้ความกล้าช่วยกอบกู้สิ่งต่างๆ ในสังคมได้ จะเท่ากับเราทำคุณประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศ ซึ่งนั่นจะเป็นหนึ่งในการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณขององค์พ่อหลวง ที่ทรงทำเพื่อพวกเรามามากได้เป็นอย่างดี

กล้าวันนี้ เพื่อพระองค์ท่าน เพื่อตัวเราเอง เพื่อลูกหลานและคนรอบข้าง อีกทั้งเพื่อประเทศของเรา อย่าได้รอช้าไปกว่านี้เลย

Read Full Post »

Older Posts »