Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2017

พ่อแม่ผู้ประเสริฐของแผ่นดิน
ผู้มีความรักและเมตตาให้แก่ลูกทุกคน
เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกทุกคน
ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมอย่างแท้จริง

18740276_1840178252662665_4572593584715998878_n

คู่พระบารมีของมหาชนชาวสยาม

ความเป็นแบบอย่างของ พ่อแม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แม้ทั้งสองพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมายและทรงงานอย่างหนัก แต่ทั้งสองพระองค์ทรงช่วยกันอบรมดูแลพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ด้วยความรัก โดยมีพระราชประสงค์ในการอบรมทุกพระองค์ให้รู้จักชีวิตของคนสามัญมากที่สุด

ไม่ทรงต้องการให้พระราชโอรสพระราชธิดาถือตนว่าเป็นลูกเจ้า ดังพระราชดำรัสในสมเด็จนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานให้แก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ปี พ.ศ. 2522 ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนลูก ๆ ทุกคน สอนข้าพเจ้าก่อน และก็สอนลูกว่า เมื่อคนเขายกย่องนับถือให้เป็นประมุขเท่าไร เราต้องรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน ต้องมีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ ข้อสำคัญเป็นคนดีให้รู้จักเสียสละ ยิ่งเกิดมาในตำแหน่งของลูกของประมุขแล้วก็ยิ่งต้องเสียสละมากขึ้น ต้องทั้งเรียนและต้องทำงานไปด้วยและก็ต้องพยายามทำให้ได้ดี”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พระราชโอรสพระราชธิดาทอดพระเนตรโทรทัศน์เฉพาะ วันหยุดเรียน ส่วนวันหยุดโปรดให้เสด็จออกกลางแจ้งเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ รับแสงแดดและเมื่อถึงเวลาออกกำลังกาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พระราชโอรสพระราชธิดาหัดกายบริหาร เมื่อมีเวลาว่างทั้งสองพระองค์ทรงพาพระราชโอรสและพระราชธิดานั่งรถไปพักผ่อน ดังที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเล่าว่า

“…เมื่อทูลกระหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะทรงเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้พบเห็นในต่างประเทศ ในต่างแดน ทรงเล่าถึงพระองค์เองเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ซึ่งเสด็จไปเป็นทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ตลอดเวลาที่ลูก ๆ ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก”

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ตั้งแต่ทรงพบกันครั้งแรกจวบจนปัจจุบันภาพของ “พ่อหลวง” และ “แม่หลวง” มิได้เพียงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในการทรงงานตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นตัวอย่างของ “คู่ชีวิต”

ที่แม้ว่าเป็น “เกลียดแรกพบ” แต่ก็ทรงอยู่ร่วมกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซื่อสัตย์ คอยเกื้อหนุน ดูแลกันยามเจ็บป่วย ทรงร่วมกันทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัยทรงงาน ไปพร้อม ๆ กับอบรมสั่งสอนพระราชโอรสและพระราชธิดาให้ทรงเจริญพระชนม์เป็นองค์เหนือหัวที่พร้อมดูแลทุกข์สุขพสกนิกรต่อจากพระองค์สืบไป

Read Full Post »

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว
พระราชปุจฉาธรรมกับหลวงพ่อเกษม เขมโก

18740467_1834899476523876_6883700624329443353_n

เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสนทนาธรรมกับ “หลวงพ่อเกษม เขมโก” พระอริยเจ้าแห่งแผ่นดินล้านนา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ณ วัดคะตึกเชียงมั่น ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง โดยได้มีการบันทึกพระราชปุจฉาสนทนาธรรม โดย “พระครูปลัดจันทร์ กตปุญโญ” ใน “หนังสือหลวงพ่อเกษม เขมโก” ซึ่งขณะนั้นในหลวงทรงมีพระชนมายุ ๕๐ พรรษา ส่วนหลวงพ่อเกษม สิริอายุ ๖๗ ปี

โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดคะตึกเชียงมั่น ได้มีโอกาสช่วยหลวงพ่อเกษมถวายพระพรด้วย มีข้อความตอนหนึ่งที่น้อมกราบขออนุญาตยกมาดังนี้

ในหลวง : หลวงพ่ออยู่ตามป่ามีความสงบ ย่อมจะมีโอกาสปฏิบัติธรรมได้มากกว่าพระที่วัดในเมือง ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับการปกครองและงานอื่นๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะอยู่ป่าไม่มีภารกิจอย่างอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับศีลบริสุทธิ์ด้วย เพราะเมื่อศีลบริสุทธิ์จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ไม่ครอบงำก็ปฏิบัติได้

ในหลวง : การปฏิบัติอย่างพระมีเวลามากย่อมจะได้ผลเร็ว ส่วนผู้ที่มีเวลาน้อยมีภารกิจมาก จะปฏิบัติอย่างหลวงพ่อก็ไม่อาจทำได้ แล้วจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราจะหั่นแลกช่วงเวลาช่วงเช้าให้สั้นเข้าจะได้ไหม คือ ซอยเวลาออกจากหนึ่งชั่วโมงเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็นสิบนาที หรือห้านาที แต่ให้ได้ผล คือ ได้รับความสุขเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น นั่งรถยนต์จากเชียงใหม่มาลำปางก็สามารถปฏิบัติได้ หรือระหว่างที่มาอยู่ในพิธีนี้มีช่วงที่ว่างอยู่ ก็ปฏิบัติเป็นระยะไป อย่างนี้จะถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อยากจะเรียนถาม

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร จะปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้ ถ้าแบ่งเวลาได้

ในหลวง : ไม่ถึงแบ่งเวลาต่างหากออกมาทีเดียว ก็อาศัยเวลาขณะที่ออกมาทำงานอย่างอื่นอยู่นั้นแหละ ได้หรือไม่ คือ ใช้สติอยู่ทุกขณะจิตที่เกิดดับ ทำงานด้วยความรอบคอบให้สติตั้งอยู่ตลอดเวลา

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มหาบพิตรทรงปฏิบัติอย่างนั้นถูกแล้ว การที่มหาบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติงานอย่างนี้ ก็เรียกว่าได้ทรงเจริญเมตตาในพรหมวิหารอยู่

ในหลวง : ก็คิดว่าเป็นอย่างนั้น เช่นว่ามาตัดลูกนิมิตนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ด้วยขี้เกียจมาจึงมีกำลังใจมา และเมื่อได้โอกาสได้เรียนถามพระสงฆ์ว่า การปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นตอนๆ อย่างนี้จะได้ผลไหม อุปมาเหมือนช่างทาสีผนังโบสถ์ เขาทาทางนี้ดีแล้วพัก ทาทางโน้นดีแล้วพัก ทำอยู่อย่างนี้ก็เสร็จได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย จึงอยากเรียนถามว่าปฏิบัติอย่างนี้ จะมีผลสำเร็จไหม

หลวงพ่อเกษม : ปฏิบัติอย่างนั้นก็ได้โดยอาศัยหลัก ๓ อย่าง คือ มีศีลบริสุทธิ์ ทำบุญในชาติปางก่อนไว้มาก มีบาปน้อย ขอถวายพระพร

เจ้าคุณฯ : ได้ตามขั้นของสมาธิ คือ อุปจารสมาธิได้สมาธิเป็นแต่เฉียดๆ ขณิกสมาธิ ได้สมาธิเป็นขณะๆ เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ได้สมาธิแน่วแน่ดิ่งลงไปได้นานๆ (อธิบายละเอียดกว่าที่บันทึกนี้)

ในหลวง : ครับ ที่หลวงพ่อว่ามีศีลบริสุทธิ์ ชาติก่อนทำบุญไว้มากอยากทราบว่าผมเกิดเป็นอะไร ได้ทำ อะไรไว้บ้าง จึงได้มาเป็นอย่างนี้ (หลวงพ่อยิ้มและนิ่ง แล้วหันมาทางข้าพเจ้าบอกว่าตอบยาก)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร หลวงพ่อไม่อาจจะพยากรณ์ถวายมหาบพิตรได้

เจ้าคุณฯ : หลวงพ่ออาจจะเกรงพระราชหฤทัยมหาบพิตรก็ได้ ขอถวายพระพร

ในหลวง : หลวงพ่อไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นพระราชา ขอให้ถือว่าสนทนาธรรมก็แล้วกันยินดีรับฟังมีคน พูดกันว่า ชาติก่อนผมเกิดเป็นนักรบมีบริวารมาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ศีล ๕ จะบริสุทธิ์ได้อย่าง ไร ? การเป็นนักรบนั้นจะต้องได้ฆ่าคนสงสัยอยู่” (หลวงพ่อหันมากระซิบกับข้าพเจ้าว่า เอใคร ทำนายถวายท่านอย่างนั้นก็ไม่รู้ เราไม่รู้ เราไม่มีอตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ตอบยาก ต้องหลวงพ่อเมืองสิ)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร หลวงพ่อยืนยันว่า มหาบพิตรมีศีลบริสุทธิ์และทรงมีบุญมาก

ในหลวง : เรื่องบุญกับกุศลนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ตามที่รู้ผู้ทำบุญ หรือผู้มีบุญได้ผลแค่เทวดาอยู่สวรรค์ ผู้มี กุศลหรือทำกุศล มีผลให้ได้นิพพาน ถ้าอย่างนั้นที่ว่าพระราชามีบุญมากก็คงได้แค่เป็นเทวดา อยู่บนสวรรค์เท่านั้นไม่ได้นิพพาน ทำไมเราไม่พูดถึงกุศลกันมากๆ บ้าง หลวงพ่อสอนให้คน ปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อบ้างหรือเปล่า

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร อาตมาภาพได้ทราบว่าที่วัดปากน้ำ วัดมหาธาตุ ก็มีสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน มหาบพิตรเคยเสด็จไปบ้างไหม

ในหลวง : ทราบ แต่ไม่เคยไป หลวงพ่อสอนอย่างไร อยากฟังบ้างและอยากได้เป็นแนวปฏิบัติเอาอย่างนี้ ได้ไหม มีเครื่องหรือเปล่า (นายชุมพลกระซิบข้าพเจ้าว่า…มีเทป)

ข้าพเจ้า : ขอถวายพระพร เครื่องเทปของวัดมี

ในหลวง : ขอให้หลวงพ่อสอนตามแนวของหลวงพ่อที่เคยสอน จะสอนอะไรก็ได้

หลวงพ่อเกษม : ขอถวายพระพร มีเป็นประเภทภาษิตคติธรรมต่างๆ

ในหลวง : อะไรก็ได้ ขอให้เป็นคำสอนก็ใช้ได้

หลวงพ่อเกษม : ได้ ขอถวายพระพร

ในหลวง : ขอนมัสการลา (ทรงกราบแล้วเสด็จพระราชดำเนินถึงประตูพระอุโบสถ เสด็จกลับมาที่หลวงพ่ออีก) แล้วตรัสว่า “หลวงพ่อจำหมอดนัยได้ไหม เคยส่งมาพยาบาลหลวงพ่อที่คราวหลวงพ่ออาพาธมาหลายปีแล้ว ผมจะให้เขานำเครื่องบันทึกมา”

หลวงพ่อเกษม : จำได้ ขอถวายพระพร

(หมายเหตุ :: เจ้าคุณฯ หมายถึง เจ้าคุณพระอินทรวิชยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดคะตึกเชียงมั่น)

Read Full Post »

คำสอนของ ในหลวง “วิธีครองใจคนต่างวัย”

18582370_1828758420471315_317654823997387346_n


คนในสังคมนั้นมีมากมายหลายวัยครับ ดังนั้นหลายคนจึงสนใจใคร่รู้ว่าการจะครองใจคนให้ได้ครบทุกวัยนั้นต้องทำเช่นไรบ้าง เพราะเอาแค่ในครอบครัวก็มีคนครบทุกวัยให้ทำความเข้าใจแล้วครับ ทั้งคนชรา วัยผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือวัยเด็ก

เคล็ดลับสำคัญที่สุดสำหรับการครองใจคนต่างวัยคือ เราต้องพร้อมเปิดใจรับเขา เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นครับ นี่คือหัวใจที่สำคัญ เทคนิคอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับ “การเปิดใจ พร้อมยอมรับตัวตนของคนแต่ละวัย”

เพราะคนต่างวัยย่อมมีมุมมอง ความคิดที่ต่างกัน ซึ่งการจะไปตะล่อมหลอกล่อเพื่อครองใจนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่การเปิดใจ ใช้เวลาสร้างความเข้าใจแก่กัน นั่นต่างหากที่จะสร้างสัมพันธภาพอันยั่งยืนได้

จริงที่ต่างประเทศอาจกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างระหว่างวัย และเราก็พลอยตระหนกว่าคนวัยต่างกันคงจะเข้ากันได้ยาก คงจะมีจุดสะดุดในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ควรไปคิดมากหรือคิดว่าคนวัยต่างกันจะต้องเข้ากันยากเสมอไป เพราะแท้จริงแล้ว ขอเพียงเรามีความจริงใจ เปิดใจ ใช้การปรับตัวเข้าหากันอย่างใจเย็น เพียงเท่านี้การสานไมตรีต่อกันก็จะทำได้ โดยที่ไม่ต้องจบจิตวิทยาชั้นสูงก็สามารถทำได้

การที่ในต่างประเทศแตกตื่นในเรื่องช่องว่างระหว่างวัยก็เพราะ ลักษณะครอบครัวของชาติตะวันตกนั้นจะมีความห่างไกลกันระหว่างวัย เช่น ถ้าลูกโตพอก็จะย้ายออกไป พ่อแม่ก็ไม่ดูแลอะไรมากมาย จะติดต่อกันเพียงนานๆ ที หรือวัยชราหากแก่ตัวถึงระดับหนึ่งก็มักจะถูกส่งไปยังบ้านพักคนชรา อันจะเป็นการทำให้แต่ละวัยห่างเหินกัน ครั้นพอมาเจอกันก็เลยเกิดการปรับตัวได้ยุ่งยากขึ้น

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้วเรามีขนบธรรมเนียมที่ดีอยู่แล้ว นั่นคือการเป็นครอบครัวใหญ่ที่คนต่างวัยมักมาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นเราจึงสามารถเรียนรู้การทำตนให้เข้ากับวัยต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่มันอาจจะยากสักหน่อยสำหรับคนที่หันไปใช้ชีวิตแบบครอบครัวแยกอย่างชาติตะวันตก

ดังนั้นทางที่เหมาะที่สุดสำหรับการครองใจคนต่างวัยก็คือ เราต้องหมั่นเข้าหาคนในวัยต่างๆ อยู่เสมอครับ โปรดอย่ากลัว อย่าคิดว่าตัวเองจะทำอะไรผิด แต่ขอให้ถือว่ามันคือการเรียนรู้ เราจะได้เข้าใจว่าคนวัยนี้มักเป็นเช่นไร คนวัยไหนต้องทำแบบไหนเพื่อให้สานสัมพันธ์ได้ง่าย ยิ่งเรามีประสบการณ์คลุกคลีพูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลายวัย เราจะสามารถปรับตัวเข้ากับคนแต่ละวัยได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่หากเราเอาแต่กลัว ไม่กล้าเข้าหาใคร ความเข้าใจที่คุณมีต่อแต่ละช่วงวัยก็จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

ดังที่ปรากฏในพระบรมราโชวาทขององค์พ่อหลวง ที่พระราชทานแก่คณะผู้แทนองค์การศาสนา คณะครู และนักเรียน เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๓ ความตอนหนึ่งว่า

“….ในต่างประเทศชองพูดถึง Generation Gap คือช่องโหว่ระหว่าง Generation หรือรุ่นอายุนั้น ในเมืองไทยนี้ไม่มี เพราะว่าพ่อแม่ก็สอนน้องของตัว คือหมายความว่าน้อง อากับน้า แล้วก็ทอดลงมา อากับน้าก็มาสอนหลานของตัวซึ่งอายุไม่ได้ต่างกันเท่าไร ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็สอนลูกหลาน พี่ก็สอนน้อง ถ่ายทอดมาเรื่อย ก็ไม่มี Generation Gap แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ที่เขามีนั้น เขาคิดค้นขึ้นมาเองเพื่อให้ครึกครื้นสนุก เพื่อให้มีเรื่องที่จะตีหัวกัน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรใด ๆ เลย…”

จากพระบรมราโชวาทนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเมืองไทยมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ใกล้ชิดกันมานาน หากเราหมั่นรักษาลักษณะความสัมพันธ์เกื้อกูลระหว่างกันนี้ไปเรื่อยๆ เราย่อมไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ยิ่งเราเปิดใจยอมรับตัวตนของแต่ละช่วงวัยได้ มันจะยิ่งทำให้เราสนุกในการทำความรู้จักกับแต่ละความต่างระหว่างวัยนั้น

จำหลักสำคัญไว้นะครับ การครองใจคนต่างวัยต้องเริ่มจากการเปิดใจ พร้อมยอมรับ ไม่ใช่ไปตั้งแง่ตั้งประเด็นโดยเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง เช่น เจอคนอายุน้อยกว่าชอบอวดว่าตนรู้เยอะ เราก็อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเด็กคนนั้นจองหองหรือชอบอวดตัว แต่อาจเป็นเพราะเขาสนุกกับการได้พูดคุย หรือร้อนวิชาที่ตนเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ เลยอยากแสดงให้เราเห็นว่า เขามีความสามารถ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา ทำให้เราต้องชะลอการตัดสินคนอื่น (ตามความคิดตัวเอง) ไว้ก่อนนะครับ แต่จงเปิดใจ ลองทำความเข้าใจทีละน้อยแทน

บางครั้งการฟังนิ่งๆ สังเกตนิ่งๆ ก็ช่วยได้ครับ เราไม่ต้องพยายามทำอะไรมาก แค่เรียนรู้ รู้จักคนในวัยนั้นให้แน่นอนเสียก่อน ให้เขาเป็นฝ่ายพูดก่อน เพื่อเราจะได้เรียนรู้คร่าวๆ ว่าเขาเป็นคนเช่นไร

หรือถ้าเราเจอคนเงียบๆ เราก็ควรเป็นฝ่ายเปิดปาก เริ่มบทสนทนาเบาๆ เพื่อสานสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ให้เกิดความคุ้นเคย แล้วเมื่อถึงระดับหนึ่ง เขาก็ย่อมผ่อนคลายและสบายใจที่จะมาสร้างสัมพันธ์กับเราต่อไป

แต่เราต้องไม่คิดว่าการสานสัมพันธ์กับคนต่างวัยเป็นเรื่องยากนะครับ จริงๆ มันอาจจะทำให้ลำบากใจนิดๆ ตอนเริ่มต้น แต่หากเรากล้าที่จะเริ่มต้น พร้อมกับการเปิดใจเรียนรู้ตัวตนของเขาแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อยๆ และหากคุณทำบ่อยๆ การผูกมิตรกับคนต่างวัย จะกลายเป็นโจทย์ง่ายๆ ที่ทำให้คุณสนุกได้ทุกครั้งที่ได้ลองทำ

แล้วเรื่องของการครองใจคนก็มาถึงส่วนสุดท้ายแล้วครับ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วหลักแห่งการครองใจคนนั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ไม่กี่อย่าง สิ่งที่อยากให้ใส่ใจกันมากๆ คือ การมีน้ำใจไมตรีให้แก่กัน เป็นผู้ให้ ช่วยเหลือคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ อย่าเห็นแก่ตัว แต่จงรู้จักที่จะเสียสละให้กับผู้อื่นบ้าง และมอบความจริงใจให้แก่กัน ไม่ใส่หน้ากากหรือทำตัวเสแสร้งเข้าหากัน นี่เองคือสุดยอดแห่งรากฐานมิตรไมตรีที่ดีที่สุด

หากเราเจอคนไม่ดี สิ่งที่เราควรทำก็เพียงหลบหลีกอย่าไปสมาคมกับเขา จงตั้งมั่นติดต่อกับคนที่ดี เพราะคนที่ดีย่อมพาเราไปสู่ความเจริญ ส่วนคนไม่ดีก็ย่อมพาเราไปสู่ทางเสื่อม ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องพยายามผูกมิตรกับคนไม่ดี หรือหากจะพยายามเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนดี เราก็ต้องยอมรับว่ามันต้องใช้เวลา ใช่ว่าคนจะเปลี่ยนได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร ดังนั้นเราจึงควรคิดด้วยว่า เรามีสิ่งที่ควรทำมากกว่านั้นรออยู่อีกหรือไม่ หากมีก็ควรไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ให้ลุล่วง เช่น ช่วยอุปถัมภ์คนดีให้มีความสุขก่อนจะดีกว่า

การจะครองใจคนง่ายๆ อีกอย่างคือ การทำดีกับคนอื่นนั่นเองครับ ลองว่าเราทำสิ่งดีกับใคร ใครๆ ก็ย่อมชื่นชมชื่นชอบในตัวเรา ยกเว้นคนไม่ดีหรือคนขี้อิจฉา ที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ อันนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอะไรให้มากครับ จับจ้องไปที่คนดีจะดีกว่า

เมื่อมีคำถามว่า แล้วทำตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าทำดีกับคนอื่น ก็อาจจะถามตนเองเพิ่มเติมอีกหน่อยว่า แล้วเราชอบให้คนอื่นทำอย่างไรกับเราล่ะ เช่น ชอบให้พูดดีๆ ทำตัวน่ารักๆ ไม่กวนโทสะ และถามไถ่ถึงทุกข์สุขเป็นประจำ นั่นล่ะครับ ถ้าเราชอบแบบไหน ก็จงทำกับคนอื่นแบบนั้น ดังคำที่ว่าจงปฏิบัติกับคนอื่น ในแบบที่เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราเอง นี่คือวิธีการครองใจคนที่ใช้กันมาช้านานและได้ผลตลอดมา

Read Full Post »

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว
“รู้จักประมาณตน”

18582400_1827631947250629_1750383995126273681_n

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “การรู้จักประมาณตน ทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถ ที่มีอยู่ได้พอเหมาะพอดีกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น ผู้รู้จักประมาณตน จึงสามารถทำตนทำงานได้ผลดีกว่าคนอื่น ผู้ที่แม้จะมีความรู้ความสามารถมากกว่า แต่ไม่รู้จักประมาณตน”

พระราชดำรัสนี้มีไว้เตือนใจคนให้ตระหนักถึงความสามารถของตน จริงที่เราควรทำงานอย่างเต็มที่ ควรเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ และสติปัญญาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องทำบนความพอดี ต้องรู้จักประมาณตนเองว่าเราทำได้แค่ไหน อย่าได้ประมาททำอะไรที่มันใหญ่เกินตัว

ดังนั้นเราจึงมี ๒ สิ่งที่ต้องทำหากต้องการความสำเร็จครับ สิ่งแรกคือ พัฒนาตนเองให้เต็มที่ เพิ่มศักยภาพตนเองให้เต็มพิกัด แล้วก็ทำงานด้วยความตั้งใจ สร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นด้วยหลักอิทธิบาท ๔ อันได้แก่ ฉันทะ (ความรักในงาน ตั้งใจทำงาน), วิริยะ (ความเพียรพยายาม ทำให้สำเร็จ), จิตตะ (ทำด้วยความจดจ่อ มีสมาธิสร้างสรรค์) และ วิมังสา (พัฒนางานนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือดียิ่งกว่าที่คิดไว้ตอนแรก)

และสิ่งต่อมาคือ เราต้องรู้จักประมาณความสามารถตนเอง ว่าเราสามารถทำงานนั้นได้หรือไม่ เราทำไหวไหมเวลาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจุดนี้หลายคนอาจสับสนว่า แล้วเราจะประเมินตนเองให้เหมาะสมได้อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง

เราก็ต้องใช้เหตุผลเปรียบเทียบให้ดี หรืออาจจะลองศึกษางานนั้นๆ ในเบื้องต้นก่อน ว่าเราสามารถทำมันได้หรือไม่ เราพอใจที่จะทำหรือไม่ เวลาที่ได้รับในการทำงานเพียงพอหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลประกอบที่จะทำให้เราพิจารณาประมาณตนได้ว่า เราเหมาะสำหรับการทำงานนั้นหรือไม่

แต่หากเป็นความคิดประเภทท้อไปก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสกับงานเลยแม้แต่น้อย แบบนั้นจะเข้าข่าย “ตีกรอบมอบขีดจำกัดใส่ตัวเอง” มากกว่า ไม่ใช่การประมาณตนที่ถูกต้อง จำไว้ครับว่า การประมาณตนที่ดี ต้องใช้เหตุผลประกอบ หรือไม่เราก็อาจขอคำปรึกษาจากคนอื่น เช่น เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน เพราะพวกเขาก็จะสามารถช่วยประเมิน ช่วยเราคิดได้ในระดับหนึ่ง

อย่าทำงานที่เกินตัว เพราะนั่นจะเสี่ยงต่อความล้มเหลว เราควรเลือกทำงานที่มีความสามารถเพียงพอในขณะนั้นเสียก่อน ทีนี้ก็จะนำมาสู่คำถามว่า แล้วแบบนั้นเราไม่ต้องย่ำทำงานระดับเดิมๆ ไปตลอดเลยหรือ ก็ขอตอบเลยครับว่า ไม่ใช่ เราสามารถทำงานและสร้างความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นได้

เราควรใช้วิธีการไต่ระดับความสำเร็จ ถึงแม้ในนาทีนี้เราอาจทำงานได้แค่ในระดับหนึ่ง แต่หากเราอยากทำงานที่ดีกว่า มีระดับสูงกว่า เราก็ต้องพัฒนาตนศักยภาพตนเองให้มีทักษะเพียงพอสำหรับงานที่สูงขึ้น

อยากให้นึกย้อนไปถึงสมัยเรียนครับ ว่าตอนเรายังเรียนชั้นประถมนั้น คงยากที่เราจะแก้โจทย์เลขของนักเรียนชั้นมัธยมได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือ เรียนรู้ พัฒนาตนเอง ค่อยๆ ไต่ระดับจากประถมเป็นมัธยม แล้วก็ไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย แล้วทีนี้เราก็จะสามารถแก้โจทย์ที่ยากขึ้นได้ตามลำดับ

ในโลกการทำงานนั้นอาจไม่มีการแบ่งระดับชิ้นที่แน่นอนเหมือนตอนเรียนหนังสือ แต่หลักการนั้นก็แทบไม่ต่างกันครับ นั่นคือเราต้องอัพเกรดตัวเอง ถ้าวันนี้เรายังทำงานใหญ่ไม่ได้ เราก็อย่าเอาแต่ทอดถอนใจ แต่เราควรฟิตตัวเอง เรียนรู้เพิ่ม หาประสบการณ์ เข้าคอร์สอบรมเพิ่มความสามารถ หรือไม่ก็พยายามหาอาจารย์ดีๆ ช่วยเหลือแนะแนวให้กับเรา

ขอเพียงเราพยายามอย่างสม่ำเสมอ เราย่อมสามารถเดินหน้าพิชิตงานที่ยากขึ้นได้ สร้างความสำเร็จในระดับที่สูงกว่าวันนี้ได้ เพียงแต่เราต้องใจเย็นๆ ครับ อย่าด่วนใจร้อน ผลีผลามทำงานยากในยามที่เรายังไม่สามารถจัดการมันได้ แบบนั้นมีแต่จะทำให้เราได้รับบาดแผลจากความผิดพลาด

Read Full Post »

ความอดทน (ขันติ)

ความอดทน (ขันติ)

18557349_1825673657446458_6549321588802816871_n

คงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครสักคน ที่อดทน ข่มจิตใจเพื่อให้ไปถึงในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ไม่หวั่นไหวไม่สั่นคลอน เพราะเชื่อมั่นและศรัทธาว่าด้วยความอดทนนั้นจะนำชีวิตของทุกคนไปสู่สิ่งที่ดีงาม พ้นจากความทุกข์ ความยากจน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความอดทนที่เป็นเลิศเพื่อคนไทยทุกคน

ซึ่งทำให้พระองค์อยู่ในหัวใจของชาวไทยตลอดกาล และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกคนรักในหลวง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ได้เคยปาฐกถาในงานโครงการจัดกิจกรรมและสัมมนาผู้สูงอายุร่วมสร้างคุณค่าวัฒนธรรมไทยสู่ประชาคมอาเซียนณ อาคารรัฐสภา 22 เมษายน 2555 มีความตอนหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนเข้าใจถึงความรักความอดทนอย่างยาวนาน ความตั้งมั่นในพระราชหฤทัยไม่เปลี่ยนแปลง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อคนไทยทุกคนว่า

“…ผมเคยเข้าเฝ้าฯกราบพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ผมอายุ 60 ปีเป็นวัยที่ต้องเกษียณ พระองค์รับสั่งว่า
“แล้วฉันล่ะ”

วันนั้นผมอายุ 60 ปี แต่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษานับตั้งแต่วันนั้นผมไม่กล้าเอ่ยถึงคำว่าเกษียณอีกเลย ผมจึงเปลี่ยนเป็นขอพระราชทานพรในวันคล้ายวันเกิดแทน พระองค์ทรงมักจะให้พรในทำนองว่า

“ขอให้แข็งแรงนะ ขอให้มีพละกำลังกายที่แข็งแรงเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้คนอื่นได้”หรือ “ขอให้มีความสุขในการทำประโยชน์เพื่อคนอื่น”

คำพระราชทานมักจบลงด้วยงานหรือการทำเพื่อคนอื่นแต่ในปีนี้ผมเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระองค์ว่าอายุครบ 72 ปี พระองค์ทรงนิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วทรงยกพระหัตถ์มาจับบ่าผมเขย่าแล้วรับสั่งว่า

สุเมธ งานยังไม่เสร็จ….สุเมธ งานยังไม่เสร็จ

พระองค์ทรงห่วงเรื่องงานอย่างแท้จริง…”

นี่คือในหลวงของปวงชนชาวไทย ผู้ทรงห่วงใยราษฎรและทรงบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดในทุกๆ ด้านโดยแท้

เพียรทำดีอย่างที่พ่อทำ จะนำความเจริญมาให้ชีวิต
***ท่านใดที่ต้องการสร้างบุญใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าภาพ สุดยอดหนังสือธรรมทานเพียงเล่มละ 19 บาท ความหนา 128 หน้า พร้อมเคล็ดศักดิ์สิทธิ์ในเล่ม ติดรายชื่อฟรี สั่งได้แล้ววันนี้หรือสอบถามรายละเอียด
โทร.-095-6900444 Line id 0956900444 หรือสั่งผ่านข้อความในเฟซบุ๊คนี้
ขอให้กัลยาณมิตร กัลยาณธรรม ทุกท่าน พบแต่ความสุข ความเจริญ รุ่งเรืองตลอดไป
สาธุ สาธุ สาธุ
ทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

ความเพียร

ความเพียร

18486243_1824138804266610_1742584536822138344_n

หากเราได้อ่านพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งเป็นทศชาติชาดกของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะเข้าใจว่า ความเพียรเป็นส่วนประกอบสำคัญมากที่จะทำการใดๆ ให้สำเร็จ

ในหลวงตรัสสอนไว้ว่า

“ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรม และพึงประสงค์นั้นคือความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่ อย่างหนึ่ง
กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม ให้บังเกิดขึ้นและระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไป อย่างหนึ่ง
ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะอย่างสำคัญ ต่อการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจอยู่ในความเพียรดังกล่าว
ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อม ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม”

ความตอนหนึ่งพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ พระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539

ตบะและวิริยะ นั้นหมายถึง ความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาความเกียจคร้าน หรือความตั้งใจกำจัดความเกียจคร้านและการกระทำผิดหน้าที่ มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ หรือความเพียรในการละอกุศลกรรม เพียรอบรมกุศลบุญต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความหมายใด ทั้งสองพระองค์ล้วนมีราชธรรมในข้อนี้คนไทยทั้งแผ่นดินล้วนทราบดีกับหัวใจ คงไม่มีพระราชวังที่ไหนในโลกที่เต็มไปด้วยนา บ่อปลา โรงสี

จะมีใครบ้างไหมในโลกนี้ ที่เพียรสร้างธุรกิจ สร้างโครงการดีๆ ขึ้นมากว่า 4,000 แห่ง ทุกแห่งมีคนทำงานให้ด้วยความรัก ด้วยความเพียร ทุกแห่งประสบความสำเร็จออกดอกออกผลมีผลกำไรในทุกที่

แทนที่จะเอาเงินกำไรนั้นมาใช้ส่วนตัว มาให้ครอบครัวญาติพี่น้อง แต่กลับเอาเงินทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์กลับไปให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน

จะมีอีกไหมที่เสมอเหมือน…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย”””

ความเพียรพยายามอย่างยาวนานของทั้งสองพระองค์ ดังที่ทุกคนสัมผัสได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ดังที่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ตามเสด็จและถวายงานแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารแพรว ปี 2559 ฉบับที่ 887 (10 ส.ค. 59) ถึงที่ได้ถวายงานรับใช้มาเกือบ 50 ปี และเห็นถึงความเพียรพยายามของทั้งสองพระองค์มาตลอดที่อยากเห็นคนไทยมีความสุข ขจัดความทุกข์ยากไปจากแผ่นดินนี้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“…เป็นบุญเหลือเกินค่ะ ที่ได้เข้ามารับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ไม่ได้คิดฝันเลยและเมื่อมีโอกาสถวายงานก็ได้เห็นน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าทรงรักประเทศชาติทรงอยากให้ประเทศไทยมีความมั่นคงยั่งยืน

คนไทยเราโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงงามพร้อมด้วยพระจริยวัตรและน้ำพระทัยที่ใสสะอาด

ดิฉันคิดว่าคนไทยควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณดูพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ให้ลึกซึ้ง อย่าดูแต่ฉาบฉวยทุกพระราชกรณียกิจทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้นไม่เคยทรงหวังผลตอบแทนอะไรเลย

นอกจากอยากทอดพระเนตรเห็นคนไทยรักและสามัคคีช่วยกันดูแลประเทศชาติ…”

เพียรทำดีอย่างที่พ่อทำ จะนำความเจริญมาให้ชีวิต

Read Full Post »

ธรรมดีที่พ่อทำ กรรมดีที่พ่อสอน

“ทำสิ่งที่เจริญโดยแท้จริง”

18447294_1822021451145012_1774579138297298143_n

ความเจริญนั้นมีอยู่สองนัยคือ ความเจริญทางด้านวัตถุ และความเจริญทางด้านจิตใจหรือเจริญในด้านความคิดที่สูง

ความเจริญในด้านวัตถุนั้นเป็นสิ่งที่มนุษยชาติทุกชาติพันธ์ได้ต่างพยายามพัฒนาสิ่งรอบตัวให้มีความก้าวหน้า ทันสมัยหรือไปจนถึงล้ำสมัยเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตมากที่สุด

แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาไปควบคู่กับความเจริญทางวัตถุนั่นก็คือ ความเจริญทางด้านความคิด หรือจิตใจของมนุษย์ต้องถูกยกระดับขึ้นไปด้วย มนุษย์ที่สมบูรณ์จะมีจิตใจที่ไม่เบียดเบียนใคร ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ขาดสติโดยง่าย นี่คือมนุษย์ที่สมบูรณ์

ส่วนความเจริญทางด้านวัตถุที่จะต้องพึงแสวงหานั้น ในหลวงทรงสอนไว้ว่า

“…ความสุข ความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลนั้นแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งใจเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผุ้อื่น

ความเจริญที่แท้นี้มีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์เพราะอำนวยประโยชน์ถึงผุ้อื่นและส่วนรวมด้วย…”

พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2519

ในหลวงทรงตรัสไว้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสเรื่อง หลักการดำรงชีพเพื่อประโยชน์และความเจริญนั้นต้องมีศีลธรรม กำกับเสมอ

ดูก่อน พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้เป็นเพื่อประโยชนเ์กื้อกูล เพื่อความสุขความเจริญของกุลบุตร ในเบื้องหน้า (สัมปรายะ).

๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (สัทธาสัมปทา)
(๒) ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา)
(๓) ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค (จาคสัมปทา)
(๔) ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (ปัญญาสัมปทา)

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานไว้นั้นเป็นคำสอนตรงที่พิสูจน์ได้จริง ลองท้าพิสูจน์คำสอนของพระองค์ท่านได้ด้วยตัวของคุณเอง น้อมนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติในชีวิต แล้วจะรู้ว่าบุญและธรรมะนั้นเป็นที่พึ่งให้ได้โดยแท้
***ท่านใดที่ต้องการสร้างบุญใหญ่ด้วยการเป็นเจ้าภาพ สุดยอดหนังสือธรรมทานเพียงเล่มละ 19 บาท ความหนา 128 หน้า พร้อมเคล็ดศักดิ์สิทธิ์ในเล่ม ติดรายชื่อฟรี สั่งได้แล้ววันนี้หรือสอบถามรายละเอียด
โทร.-095-6900444 Line id 0956900444 หรือสั่งผ่านข้อความในเฟซบุ๊คนี้
ขอให้กัลยาณมิตร กัลยาณธรรม ทุกท่าน พบแต่ความสุข ความเจริญ รุ่งเรืองตลอดไป
สาธุ สาธุ สาธุ
ทีมงาน ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

พระอักโกธะ ของในหลวง แบบอย่างแห่งความอดทน

18403406_1817464884934002_2805031623742282567_n

หากเรายิ่งน้อมนำไปใช้
ยิ่งเกิดความเคารพยำเกรงแก่ตน
เป็นการสร้างบารมีแก่ผู้ปฏิบัติได้

คำว่า อักโกธะ คือความไม่โกรธ คือในหลวง ทรงมีพระกริยาที่ไม่โกรธโดยวิสัย มิใช่เหตุที่ควรโกรธ แม้มีเหตุที่ให้ทรงพระพิโรธ แต่ทรงข่มเสียให้อันตรธานสงบระงับไป ด้วยทรงมีพระเมตตาอยู่เสมอ ไม่ทรงปรารถนาจะก่อภัย ก่อเวรแก่ผู้ใด และผลนั้นยิ่งทำให้เกิดเมตตาบารมี เป็นที่เคารพยำเกรงมากอีกด้วย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชนิพนธ์หนังสือ เรื่อง”ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ทรงเล่าเหตุการณ์ที่ทรงตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเยือนมิตรประเทศ

ในบทหนึ่งทรงเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ช่วงนั้นสถานการณ์ทางการเมืองโลกไม่ปกติ

ทรงถูกท้าทายจากกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ส่งเสียงโห่ฮาลบหลู่ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงมีวิธีรับมือกับปัญหาได้อย่างทรงพระปรีชาที่สุด
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบรรยายถึงเหตุการณ์ในวันที่ 3 ก.ย. 2505 ในพระราชนิพนธ์ ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศฯ ตอนหนึ่งว่า..

“มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่พระเจ้าอยู่หัว พอเราไปถึงมหาวิทยาลัย ก็ต้องเดินผ่านกลุ่มชายหญิง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น มีพวกหนึ่งยืนอยู่นอกหอประชุม ด้านที่เป็นประตูกระจกเปิดอยู่เป็นระยะๆ ทำให้มองเข้าไปเห็นและได้ยินเสียงจากเวทีข้างในได้ กลุ่มนี้บางคนแต่งกายไม่เรียบร้อยเลย แต่กลุ่มอื่นๆบางพวกก็ดูดี.

เมื่อข้าพเจ้าตามเสด็จฯ ผ่านจะเข้าไปในหอประชุม บางพวกก็ปรบมือให้ บางพวกก็มองดูเฉยๆ ไม่ยิ้มไม่บึ้ง แต่บางพวกมองดูด้วยสายตาประหลาด แล้วมีการหันไปพูดซุบซิบและหัวเราะกันก็มี ตัวข้าพเจ้าเองก็อดที่จะมองดูเขาอย่างประหลาดใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะเห็นว่าท่วงทีที่คนบางคนยืนช่างไม่น่าดูเลย การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ดูจะจะเป็นเครื่องแต่งกายของพวกที่อยากจะเรียกร้องความสนใจมากกว่าที่จะให้นึกว่าเป็นนักศึกษาอันควรจะเป็นปัญญาชน

เมื่อพิธีเริ่มต้น อธิการบดีก็ลุกขึ้นไปอ่านคำสดุดีพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญา ทันใดนั้นเองข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงเอะอะเหมือนโห่ปนฮาอยู่ข้างนอก คือจากกลุ่ม “ปัญญาชน” ซึ่งยืนท่าต่างๆ ที่ไม่น่าดู เช่น เอาเท้าพาดต้นไม้บ้าง ถ่างขามือเท้าสะเอวบ้าง เสียงโห่ปนฮาของเขาดังพอที่จะรบกวนเสียงที่อธิการบดีกำลังกล่าวอยู่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นมาทันที เกือบจะระงับสติอารมณ์ไม่ไหว มองขึ้นไปบนเวทีเห็นบรรดาศาสตราจารย์และกรรมการมหาวิทยาลัยที่นั่งอยู่บนนั้นต่างก็หน้าจ๋อย ซีดแทบไม่มีสีเลือด ท่าทางกระสับกระส่ายด้วยความละอายไปด้วยกันทั้งนั้น

ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่ม “ปัญญาชน” ข้างนอกอีกแล้ว
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัว จนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน ด้วยความสงสาร และเห็นพระทัย ในที่สุดฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ประทับยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์ทรงเฉย

ทันใดนั้นเอง คนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน พอเสียงปรบมือเงียบลงคราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีก เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด

พระพักตร์ยิ้มนิดๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อยๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก

“ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมากในการต้อนรับอันอบอุ่นอันแสนสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน”

ทรงรับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วหันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม

ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอีกเลย ทุกคนทั้งข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉย ท่าทางดูขบคิด

ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือ ซึ่งคิดค้นใช้ขึ้นเอง เราตั้งกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปี กว่ามาแล้ว

ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพเมื่อตรัสว่า

“ขอโทษ ลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย”

แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล”

ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในการแสดงพระราชดำรัสในสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมในพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด

บ้างก็มีสีหน้าเฉยๆ เจื่อนๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่…”

พระอัจฉริยภาพและคุณธรรมของในหลวงทรงประเสริฐและดีงามยิ่งนัก

พระองค์สอนเราด้วยการกระทำ ใครทำตามชีวิตย่อมประสบความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

Read Full Post »

รักแรกพบ “คู่พระบารมี”

18221879_1809011672445990_9137550166170860491_n

เรื่องราวความรักของทั้งสองพระองค์ โดยมากเป็นการเปิดเผยผ่านคำบอกเล่าและบันทึกของราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และข้าราชบริพารที่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิด

วันหนึ่งในปีพ.ศ.2489 วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

วันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน

เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ

เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า

“เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกราบบังคมทูลตอบว่า

“ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น”

ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของ ม.จ.นักขัตรมงคล “ว่าจะสวย น่ารักไหม” ทรงกำชับว่า

“เมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า

“เห็นแล้ว น่ารักมาก”

เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัว ม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึง ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรี

ประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์

ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ.2491 คือ ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์ ติดต่อไปยังม.จ.นักขัตรมงคล ให้ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือม.ร.ว.สิริกิติ์และม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวัน

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง 2 คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์

เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า ‘แม่ เรียกสิริมาที’”

ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่า “รูปม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า

‘ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ’ รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า”

ความที่ม.ร.ว.สิริกิติ์เข้าเฝ้าฯ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิด ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคลเข้าเฝ้าฯ ที่นครโลซาน ทรงมอบหมายให้ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เป็นผู้ทูลเกริ่นทาบทามเรื่องที่จะทรงขอหมั้นก่อน ขณะที่พระองค์เองมีพระราชดำรัสเป็นการส่วนพระองค์กับม.ร.ว.สิริกิติ์ล่วงหน้าแล้ว

พระราชพิธีทรงหมั้นจัดขึ้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 โดยค่ำวันที่ 12 สิงหาคม 2492 มีงานเลี้ยงที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ประกาศ ข่าวที่เผยแพร่ออกไปนำมาซึ่งความดีใจแก่ประชาชนไทยเป็นอย่างยิ่ง สื่อ มวลชนหลายสำนักทั่วโลกต่างนำเสนอข่าวนี้

หลังพระราชพิธีหมั้นผ่านไป 7 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติประเทศไทยทางชลมารค โดยมีม.ร.ว.สิริกิติ์และครอบครัว รวมถึงข้าราชบริพารตามเสด็จ

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประมาณ 1 เดือน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2493 ณ วังสระปทุม

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดแก่สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

วันต่อมาเสด็จฯ ไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและฮันนีมูนที่พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 3 วัน พร้อมด้วยคณะผู้ตามเสด็จโดยรถไฟ

ตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ นั้นมีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเนืองแน่น ส่วนหนึ่งต้องการยลพระสิริโฉมของพระราชินีนั่นเอง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติหน้าที่ภรรยาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเสด็จฯ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ ทั้งในและต่างประเทศและในถิ่นทุรกันดาร ทรงเป็นตัวอย่างของคำว่า “คู่พระบารมี”

และเมื่อทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ก็ทรงทุ่มเทความรัก ทรงอบรมพระราชโอรส-ธิดาของพระองค์เป็นคนดีเช่นกัน

“คู่พระบารมีปกเกล้าชาวไทย”

Read Full Post »

“คู่พระบารมี”

“คู่พระบารมี”
ปกเกล้าแผ่นดินและชาวสยาม
บุญใหญ่ที่สุดในภพนี้

18301742_1808432339170590_6344265571090063604_n

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มสำคัญ
ที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานรวมบุญที่มีทั้งหมด

ที่เคยทำมาทุกภพชาติ ให้สำเร็จ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แด่ผู้มีจิตกุศล ที่จะทำเป็นหนังสือธรรมทาน
ในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ เพียง 19 บาท
เนื้อหาถึง 128 หน้าให้เต็มบุญ

ด้วยจิตอธิษฐานว่า ขอให้หนังสือ”คู่พระบารมี” เล่มนี้
และหนังสือ”ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว” ที่ทำคู่กัน

ให้คนไทยที่รักและจงรักภักดีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชีนีนารถ
ได้อ่าน ได้เก็บไว้ให้ลูกหลานมากที่สุดตามบุญที่มี

อยากให้คนไทยทุกคน
รู้ถึงพระมหาบารมี
พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์
ที่ทำให้ไทยยังคงเป็นไท

ทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยาก
ทรงเช็ดน้ำตาของคนไทยทั้งแผ่นดิน
ไม่เคยทรงแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา
เพราะทุกคนคือ คนไทยที่ทั้งสองพระองค์รัก

อยากให้ทุกท่านได้อ่านสักครั้งในชีวิต…

อยากให้ทุกคนได้มีโอกาส
สร้างบุญใหญ่ที่ประมาณมิได้…
ด้วยหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานเล่มนี้

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

Older Posts »