Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2017

ความขลังที่แท้

17630115_1759910007356157_6479019324676994930_n

เป็นที่รู้กันดีว่า เครื่องรางของขลังของครูบาดวงดีเจ้านั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ซึ่งครูบาดวงดีเจ้าท่านยังเมตตาสอนเอาไว้เสมอว่าไม่ให้ยึดมั่นเกี่ยวกับวัตถุ แต่ให้นึกถึงเรื่อง “ใจ” เป็นหลักสำคัญ

เพราะความเข้มขลังนั้นเกิดที่ใจก่อน หาใช่วัตถุไม่

“ขลังบ่ขลังอยู่ที่จิต ศักดิ์สิทธิ์บ่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใจ๋ จะตกหม้อนรก หรือขึ้นสวรรค์ก็อยู่ที่ใจ๋นั่นเนาะ”

คำสอนของท่านชัดเจนตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ผู้ที่บูชาวัตถุมงคลไปจึงต้องปฏิบัติธรรม รักษาใจของตนให้ดีด้วย คือรักษาศีล 5 หรือศีล 8 ให้ดี หมั่นให้ทาน และสวดมนต์ภาวนาเป็นนิตย์ เพื่อ “พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น พลังความศักดิ์สิทธิของวัตถุมงคลจึงจะแสดงเห็นผลได้ชัดเจน หากผู้ที่บูชาไว้ ได้ปฏิบัติบูชาดังนี้แล้ว

ครูบาดวงดีเจ้าแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็ยังคงปฏิบัติการภาวนาให้เป็นแบบอย่างแก่ทุกๆ คน ไม่เคยเว้นว่าง นับเป็นแบบอย่างปฏิบัติที่น่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง

น้อมกราบครูบาดวงดีเจ้าด้วยความเคารพอย่างสุงสุด

ครูบาดวงดี วัดบ้านฟ่อน จ.เชียงใหม่ ท่านมีอายุพรรษามากถึง 103 ปี เป็นพระอริยเจ้า ถึงพร้อมด้วยจิตที่เป็นวิสุทธิจิต
ผู้มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางครูบาเจ้าศรีวิชัย
มีเมตตาบารมีสูง เป็นที่เลื่องลือทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา พระพชฏ เขมาภินันโท (ตุ๊จิม) พระที่อุปัฎฐาก หรือพระที่ดูแลถวายการรับใช้ครูบาดวงดีที่กำลังอาพาธมาหลายปีได้แจ้งว่า

ขณะนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ปัจจัยในการรักษาครูบา ดวงดี
และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ
เพื่อบำรุงขันธ์ครูบาดวงดีเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว (ขณะนี้ท่านออกจากโรงพยาบาลไปพำนักที่วัดแล้ว)

ข้าพเจ้าธ.ธรรมรักษ์ จึงน้อมจิตกราบขอเมตตาต่อท่านทั้งหลาย
กัลยาณมิตร กัลยาณธรรมที่มีจิตอันเป็นกุศล
เรียนเชิญร่วมสร้างบุญใหญ่ที่สุดอีกบุญหนึ่งในชีวิต กับพระอริยเจ้า
อยากจะเรียนให้ทราบว่า ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายยา อาหาร พระอริยเจ้าถือว่าเป็นบุญใหญ่ประมาณมิได้

สามารถร่วมถวายปัจจัยดูแลรักษาพยาบาลครูบาดวงดีได้ที่ บัญชีชื่อ พระพชฎ สมบูรณ์ (พระพชฏ เขมาภินันโท) ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 968-0-048486

ขออนุโมทนาบุญ
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

บวชพราหมณ์
แก้กรรมได้จริงหรือ?

17554045_1756788281001663_8824110350394702113_n

ความจริงแล้วการออกบวชพราหมณ์
ในความหมายของพระพุทธศาสนานั้นคือ “การออกจากกาม”

หรือ “การบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี” อันหมายถึง การปฏิบัติเพื่อออกจากกามหรือความอยากทั้งหลายโดยไม่ได้ถือบวชเป็นเพศบรรพชิตเต็มตัวเป็นพระภิกษุ และก็ไม่ได้หมายถึงการออกบวชหรือการเปลี่ยนศาสนาให้เป็นวรรณะพราหมณ์ของศาสนาฮินดูแต่อย่างใด

ตัวอย่างสำคัญในการบำเพ็ญเนกขัมมะหรือการออกจากกามในพระพุทธศาสนาก็คือ พระเตมีย์กุมารซึ่งเป็นอดีตชาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์มีความโดดเด่นที่สุดในการบำเพ็ญบารมีในด้านนี้มากที่สุดในภพชาตินั้น

พระเตมีย์กุมารเมื่อมีพระชนมายุได้ 1 เดือนก็ทรงทำการระลึกชาติได้ ในขณะบรรทมอยู่บนตักของพระบิดานามว่า พระเจ้ากาสี ซึ่งในขณะนั้นพระราชบิดา กำลังพิพากษาความผิดของโจร 4 คนด้วยพระสุรเสียงอันดุดันมาก

โจรคนแรกนั้นมีความผิดน้อยกว่าคนอื่นทรงตัดสินโทษให้เฆี่ยนด้วยหวาย โจรคนที่สองมีความผิดมากกว่าคนแรกจึงทรงตัดสินโทษให้คุมขังไว้เสีย คนที่สามก็มีความผิดมากกว่าสองคนแรกตัดสินให้ประหารชีวิต ส่วนโจรคนสุดท้ายนั้นมีความผิดมากกว่าใครทั้งหมดก็ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเช่นกันแต่ทรงกระทำด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมกว่าคนแรกมากคือ เสียบด้วยหลาวทั้งเป็นแล้วประจานไว้หน้าประตูเมือง

พระเตมีย์กุมารทรงระลึกชาติได้ว่าชาติหนึ่งในอดีตพระองค์ก็เคยเกิดเป็นกษัตริย์ครองเมืองเดียวกันกับพระบิดานี้อยู่นานถึง 20 ปีได้ทำการตัดสินประหารผู้คนมาไม่น้อยเช่นเดียวกัน เมื่อตายไปแล้วจึงส่งผลให้ไปเกิดในนรกนานถึง 80,000 ปี พอพ้นจากนรกแล้วผลบุญจึงส่งให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จากนั้นเมื่อหมดบุญแล้วจึงได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในราชตระกูลเดิมอีกครั้งหนึ่ง

พระเตมีย์กุมารจึงคิดได้ว่า หากอยู่เป็นฆราวาสต่ออย่างนี้แล้วรับรองได้เลยว่าจะต้องไปทำบาปกรรมเช่นเดียวกับพระราชบิดาอีกแน่นอน เพราะตำแหน่งหน้าที่บังคับให้เป็นไปเช่นนั้น แล้วผลแห่งบาปกรรมก็จะต้องส่งให้กลับไปตกนรกอีก จึงทำการใคร่ครวญจะหาทางไปให้พ้นจากตำแหน่งกษัตริย์ตั้งแต่เวลาที่พระองค์ยังเป็นทารกนับแต่บัดนั้น

เมื่อพระองค์เติบใหญ่ขึ้นจึงทรงใช้วิธีการแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา หูหนวกเป็นใบ้ไม่พูดจาข้องแวะกับใคร แม้จะถูกเหล่าพระญาติและเสนาอำมาตย์ทดสอบหลอกล่อด้วยวิธีการใดๆ พระองค์ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ จึงมีมติให้นำพระเตมีย์กุมารไปฝังเสีย แม้พระมารดาจะทรงคัดค้านอย่างหนักก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ขอให้พระเตมีย์กุมารได้ครองราชย์อย่างน้อยสัก 7 วัน

แต่ใน 7 วันที่ครองราชย์พระเตมีย์กุมารก็ไม่ยอมพูดจาใด ๆ พระบิดาจึงหมดหนทางต้องสั่งให้สารถีรือคนขับราชรถนำตัวพระราชกุมารขึ้นรถไปฝัง ขณะที่นายสารถีขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็ได้ลงจากรถแล้วตรัสแจ้งความจริงให้ทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์จะออกบวชอยู่ในป่าตามลำพังมาเป็นเวลานานแล้วจึงได้ทำเช่นนี้

นายสารถีได้ยินเข้าก็เกิดความเลื่อมใส แต่ก็ยังไม่วายที่จะเป็นห่วงเพราะในป่ามีอันตรายจากสัตว์และโจรป่าได้แต่พระเตมีย์ก็ยังยืนยันโดยพระองค์กล่าวว่า

“ไม่มีอันตรายใด ๆ หรอกสำหรับผู้ที่ออกบวช คนที่บวชแล้วย่อมปลอดภัยคนที่บวชแล้วย่อมเสียสละไม่แสวงหาผลประโยชน์ เมื่อไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็ไม่มีการกระทบกระทั่งและก็จะไม่มีศัตรูที่จะมาทำร้ายได้”

เมื่อนายสารถีแน่ใจว่าพระเตมีย์กุมารไม่เสด็จกลับพระนครแน่และไม่สนใจในพระราชสมบัติแม้แต่น้อยจึงเกิดความศรัทธาและขอออกบวชด้วย พระเตมีย์จึงสั่งให้นายสารถีนำราชรถกลับไปคืนก่อนเมื่อนายสารถีนำความไปเล่าถวายพระราชบิดาและพระราชมารดาให้ทราบแล้ว ทั้งสองพระองค์รวมทั้งข้าราชบริพารต่างก็พากันยินดีและเดินทางไปพบเพื่อทูลเชิญให้พระองค์เสด็จกลับพระนคร

แต่พระเตมีย์กลับทรงแสดงธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะคือ การออกจากกามด้วยการถือบวช เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งพระราชบิดา พระราชมารดาพร้อมด้วยบริวารก็เกิดความเลื่อมใสในคำสอนออกบวชตามกันเป็นจำนวนมากและยังมีพระราชาอื่นๆ ที่ได้เดินทางมาฟังธรรมและออกบวชอีกมากเช่นกัน

การออกบวชด้วยหลักเนกขัมมะแบบพระพุทธศาสนาจึงมีความมุ่งหมายเพื่อละต้นเหตุของกิเลสอยู่ 2 ประการได้แก่ กิเลสกาม และวัตถุกาม มี 2 รูปแบบในทางปฏิบัติก็คือ

1.ด้วยการบรรพชาอุปสมบท เป็นพระภิกษุหรือสามเณร ถือข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยงดเว้นจากกิจกรรมของคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน)ทุกชนิดคือไม่แสวงหาทรัพย์ ไม่รับเงินทองใดๆ อันหมายถึงการละออกจาก วัตถุกามต่างๆ ส่วนการละเว้นซึ่งกิเลสกาม ก็คือการถือปฏิบัติตามข้อศีลไปตามลำดับตั้งแต่ ศีล 10 ของสามเณร และศีล 227 ข้อของพระภิกษุ

ซึ่งกรณีของพระเตมีย์กุมารก็คือการออกบวชด้วยลักษณะนี้เพียงแต่ในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ยังไม่มีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น พระองค์จึงได้ถือบวชแบบเป็นฤๅษี

2.ด้วยการรักษาข้อปฏิบัติที่ทำได้ยากกว่าคนปกติธรรมดา นั่นคือการถือศีล อันเป็นข้อปฏิบัติที่จะเป็นเครื่องรักษากายและวาจาให้เข้มข้นเคร่งครัดกว่าผู้ครองเรือนปกติคือ ถือศีล 8 เป็นอย่างน้อยและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงการดำเนินกิจกรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายคือ การให้ทาน,การฟังธรรม,การสนทนาธรรม,การเจริญสมถะกรรมฐาน (สมาธิ)และการเจริญปัญญา เป็นต้น

ดังนั้นการบวชพราหมณ์ในความหมายของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนั้นจะมีความหมายตรงกับการออกจากกามในข้อที่ 2 นี้เอง

โดยการยึดถือข้อปฏิบัติถือ ศีล 8 เป็นอย่างน้อย และมีการแสดงออกโดยเชิง “สัญลักษณ์” ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวและเกล้าผมให้เป็นมวย อันเป็นข้อปฏิบัติแบบในศาสนาฮินดูที่สีเครื่องแต่งกายประจำของพราหมณ์เป็นสีขาวเพื่อเป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ และเป็นการเตือนจิตใจให้ระมัดระวังรักษาศีลไม่ให้ขาดและหมั่นเพียรทำความดีต่อไป

ที่สำคัญก็คือการออกบวชพราหมณ์นั้นมีความแตกต่างจากการปฏิบัติธรรมปกติที่เห็นได้ชัดที่สุดเป็นรูปธรรมก็คือ การละทิ้งเรือนโดยไปอาศัยอยู่ในวัดหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่ที่อยู่ไม่ใช่บ้านเรือนของตนเองและการถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด

ในขณะที่การปฏิบัติธรรมนั้นเรายังสามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ในบ้าน,ที่ทำงาน หรือสถานที่ใดๆ หากเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมได้ทั้งสิ้นและยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศได้ตามปกติวิสัยปุถุชน

หวังใจว่าทุกท่านที่กำลังสงสัย หรือกำลังจะไปบวชพราหมณ์ต่างๆ นั้นคงจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง และจะได้ไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลเลิศต่อไป

Read Full Post »

วิธีแก้ไขเจ้ากรรมนายเวร
ที่ปิดทางโชคลาภ
การเงินติดขัด
ให้กลับมาได้!

17499104_1755541944459630_559950475966807614_n

การที่ไม่มีโชคลาภ การเงินติดขัด มีแต่เรื่องเดือดร้อนเรื่องการเงินนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมเก่าและกรรมใหม่

เริ่มจากไม่เคยสร้างบุญทำทานอะไรมาเลย หรือทำทานมาก็หวังผล ทำทานแบบมีกิเลสครอบงำตลอดเวลา บุญที่ได้จากทานนั้นจึงน้อยนิดไม่ส่งผลมากพอที่จะให้เกิดลาภลอย โชคลาภอะไรได้

ถ้ามาจากเจ้ากรรมนายเวร คือ ไปคดโกงคนอื่นเอาไว้ ปิดทางปิดโอกาสคนอื่นให้เจริญก้าวหน้าประเภท”กูไม่ได้มึงก็อย่าได้” หรือ คอยขัดลาภขวางทางคนอื่น และยังมีเรื่องของการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการไปปรามาสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย รวมถึงการเคยไปบนบานศาลกล่าว เมื่อได้สมประสงค์แล้วไม่ไปทำตามที่เอ่ยสัจจะเอาไว้ การไม่เคารพหรือถึงขั้นดูหมิ่นทั้งกาย วาจา ใจ เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนไว้ว่า ให้หมั่นทำบุญ ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศให้เขาบ่อยๆ แล้วจะดีเอง ทุกครั้งที่มีการสร้างบุญ ทางที่ดีต้องชวนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นดวงจิตวิญญาณนั้นไปสร้างบุญร่วมกัน หรือมารอโมทนาบุญที่เราอุทิศไปให้นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรมีบุญมากขึ้น อันเป็นเหตุให้เขาอโหสิกรรมได้ง่ายขึ้น ให้กล่าวตามใบขออสิกรรมในบทก่อนหรือแค่กล่าวว่า

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพชาติไปร่วมสร้างบุญกุศล และขอให้โปรดเมตตามาร่วมอนุโมทนาบุญ เมื่อท่านยินดีในบุญกุศลนี้ขอเมตตาให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

ดังที่ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นที่เป็นดวงจิตวิญญาณไม่มีร่าง เขาจึงสร้างบุญด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ทุกดวงจิตวิญญาณนั้น อยากได้บุญกุศลเสมอเพราะจะทำให้ปรับภพภูมิขึ้นไปสู่ภพภูมิที่สบาย สร้างบุญใหม่ที่มาเสริมบุญเก่า เพื่อให้หนุนกรรมดี บุญที่เราสร้างนั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้มีโชคลาภ

ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ ทำเท่าที่จะทำได้และสร้างกรรมใหม่ของตนด้วย อย่างอมืองอเท้า อย่าแค่ตามเคล็ดเพียงอย่างเดียว ต้อง”ทำเหตุให้ตรง” ด้วย คือ ต้องตั้งจิตให้มั่นคงตั้งสัจจะว่าเราจะไม่ยุ่งกับเงินทองของคนอื่น ขอให้ทรัพย์ที่จะได้มานี้มาจากบุญของเรา ขอให้ถูกศีล ถูกธรรม ลงมือทำงานด้วยความเพียร อดทน อดกลั้น ซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาความรู้และโอกาสดีๆในชีวิต

สาเหตุจากรรมใหม่นั้นเรารู้ตัวเองอยู่แล้ว ต้องสำรวจตรวจตราตนเอง ทั้งในเรื่องกรรมทางวาจา คือ การพูดจาที่ไม่ดี ที่ไปขวางโชคลาภตัวเอง การชอบไปสัญญาอะไรแล้วไม่ทำตาม เรื่องความโลภ เห็นแก่ตัว การเกียจคร้าน การเข้าใจอะไรผิดๆ เมื่อเข้าใจผิดก็จึงทำอะไรที่ผิดที่ผิดทางไม่ถูกต้อง เราต้องแก้ไขกรรมใหม่เหล่านี้ ยิ่งแก้ไขได้มากก็จะดีมากๆกับตนเอง

Read Full Post »

อานิสงส์แท้แห่งการให้

17425986_1750451368302021_201023703134623964_n

การให้เป็นการทำบุญพื้นฐานของมนุษย์ คือการแบ่งปันสิ่งที่มีให้ผู้อื่น เราคงจำภาพตัวเองตอนเด็กๆ ได้ว่า เวลาเราได้แบ่งปันสิ่งเล็กน้อยให้เพื่อนยืมหรือใช้ เช่นดินสอ ปากกา ยางลบ หรือแม้แต่รองเท้า ถ้าเพื่อนเป็นที่ดีนั้นเขาจะซาบซึ้งและเห็นเราเป็นเพื่อน พูดภาษาทั่วไปก็คือ ได้ใจเพื่อนนั่นเอง

การให้นั้นไม่จำเป็นต้องให้สิ่งที่เลิศเลอ ราคาแพง ขอเพียงมีเจตนาที่อยากจะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ยาก ให้เพื่ออนุเคราะห์ เรียกว่าเจตนาบริสุทธิ์ และผลที่ได้รับกลับมานั้นก็คือ ย่อมได้ความพอใจกลับมาเป็นสำคัญ

ส่วนเรื่องวัตถุ สิ่งของหรือรางวัลใดๆ ที่จะได้กลับมานั้น เป็นผลพลอยได้ที่จะพึงได้เองโดยไม่ต้องร้องขอดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ
และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ
ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้น
ย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว
สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษ
ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ
บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว
ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้.

ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ
นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้”

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความบริสุทธิ์กลับมา สิ่งสำคัญก็คือ “ใจได้ถูกชำระให้สะอาดจากความตระหนี่” นั่นเอง

Read Full Post »

ความฉลาดในเรื่องกรรม

17361716_1749758668371291_2670030029501842318_n


ถ้าเราเชื่อถูกทาง เราย่อมคิดและกระทำได้ถูกทาง นั่นคือหลักในการคิดและดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะเกี่ยวเนื่องกันไปทั้งหมด การที่คนเราประสบปัญหาต่างๆ มากมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทุกข์กาย ทุกข์ใจจากปัญหาสารพัด ก็เพราะเริ่มจากการเชื่อผิดและคิดผิด ย่อมทำให้การกระทำเป้นไปในทางที่ผิด ผลก็ออกมาเป็นทุกข์

เหมือนกับความเชื่อที่ว่าชีวิตนี้เกิดหนเดียวตายหนเดียว จงใช้ชีวิตให้เต็มที่ ชีวิตนี้ใช้ซะ ก็เลยใช้จนไม่คิดหน้าคิดหลัง อยากทำอะไรก็ทำ ทำชั่วได้โดยไม่คิดมากเพราะคิดว่าตายแล้วสูญ ไม่ต้องเกิดอีก ซึ่งแท้จริงแล้วกรรมที่ทำไว้ ณ ตอนนี้ จะส่งผลได้อีกหลายชาติภพ หากยังไม่เข้าถึงนิพพานเสียก่อน

การเกิดมาใช้ชีวิตของคนเราที่เรามีความแตกต่างกันก็เพราะว่า เราสร้างกรรมในอดีตมาต่างกันทำให้เกิดความแตกต่าง

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ (กำเนิด) ก็หา
มิได้
จะมิใช่พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้
บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม
ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม
เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม
เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม,
บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม
เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม
บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม
แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่
เป็นจริงอย่างนี้

ชื่อว่า เป็นผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เป็นผู้ฉลาด
ในเรื่องวิบากแห่งกรรม.

โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไป
ตามกรรม

สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่ม
สลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่ …..

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หากเรารู้อย่างนี้เห็นอย่างนี้แล้วว่า เมื่อกรรมนั้นจะส่งผลต่อเราเอง กรรมที่คนเราสร้างนั้นมี 3 ทางคือ กรรมทางกาย กรรมทางวาจา และกรรมทางความคิด

หาก ทำดี พูดดี คิดดี ก็ย่อมนำไปสู่เป้าหมายที่ดี ภพชาติที่ดีหรือไม่มีภพอีกต่อไป

หาก ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ก็นำไปสู่ปลายทางที่แย่ ต้องวนเวียนทนทรมานตายเกิดใช้หนี้ ชำระหนี้กรรมที่ทำไม่ดีไว้อยู่ร่ำไป

เราเลือกทำกรรมใดเราก็จะเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น คำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” จึงจริงแท้แน่นอน
คำว่า “ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ไม่เป็นความจริงแน่นอน ที่ยังเห็นเขาได้ดีเพราะยังรับผลดีจากกรรมในอดีตที่ทำไว้ก่อนเท่านั้น กรรมชั่วที่ทำยังตามมาไม่ถึง

คนที่บุญเก่าน้อย เกิดมาลำบากจึงไม่ควรท้อแท้ในการทำความดี
ขณะที่คนทีมีบุญเก่ามากก็ไม่ควรประมาทในการทำความดีและละเว้นความชั่วที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

นี่คือผู้ที่เรียกได้ว่า “ฉลาดแท้จริงในเรื่องกรรม”

โมทนาสาธุ

Read Full Post »

ทำบุญโดยการบริจาคอวัยวะ ชาติหน้าจะอวัยวะครบหรือไม่?

17424998_1747821621898329_5128246444736134338_n

ในคำถามนี้ตรงกับที่มีการตอบไว้ในหนังสือธรรมเพื่อชีวิต เล่มที่ ๒๕ ฉบับวันเข้าพรรษา ๒๕๔๓ มูลนิธิพุทธศาสนาศึกษา วัดบุรณศิริมาตยาราม ตอบโดยท่านพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) จึงอยากจะขออนุญาตและโมทนาในบุญกุศลนี้ นำมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ไว้สรุปใจความสำคัญได้ว่า

การบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้ อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม”ก็ดี การบำเพ็ญ “บารมี” ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระ โพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำ เพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี ทั้งนี้ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น ๓ ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือ

ทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้

ทาน ระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม

แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา

ส่วนปัญหาที่เป็นที่กังวลใจของผู้ที่จะบริจาค แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะก็คือ บางคนยังเชื่อว่าถ้าให้อวัยวะเขาไปแล้วในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ

ท่านพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) ท่านก็ตอบให้ทุกคนหายสงสัยว่า ในเรื่องนี้นั้นไม่จริงเลย โดยมีแง่พิจารณา ๒ อย่างคือ

๑. ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคนัยน์ตา ก็เป็นเหตุให้พระองค์ทางได้สมันตจักษุ คือมีพระเนตรหรือดวงตาที่เป็นพิเศษสุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราแปลว่าเป็นดวงตาที่มองเห็นโดยรอบ ไม่ได้หมายถึงดวงตาที่เป็นวัตถุอย่างเดียว แต่หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วย ในแง่พระคัมภีร์ก็สนับสนุนชัดเจนว่าในชาติหน้ามีแต่ผลดี

๒. ในแง่เหตุผลที่เข้าใจกันว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดมาอวัยวะจะบกพร่อง เหตุผลที่ถูกต้องมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องมองว่าชีวิตที่เกิดมานี้ จิตใจเป็นส่วนสำคัญในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ ถ้าเรามีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่อไปตาเราจะถูกปรุงแต่งให้แจ่มใสเบิกบาน

ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดร้ายต่อผู้อื่น มักโกรธ อยากจะทำร้ายรังแกเขาอยู่เรื่อย หน้าตาก็จะบึ้งตึงเครียด หรือถึงกับดูโหดเหี้ยมนี้เป็นผลมาจากสภาพจิตที่เคยชินในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เอง

ทีนี้ชีวิตที่จะเกิดต่อไปก็จะต้องอาศัย จิต ที่มีความสามารถในการปรุงแต่ง ขอให้คิดง่ายๆ ว่า คนที่จะบริจาคอวัยวะให้คนอื่น ก็คือ ปราถนาดีต่อเขา อยากให้เขาเป็นสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ หายเจ็บป่วย จิตอย่างนี้ในตอนคิดก็เป็นจิตที่ดี คือจิตใจที่ยินดีเบิกบาน คิดถึงความสุขความดีงามความเจริญ จิตก็จะสะสมความโน้มเอียงและพัฒนาความสามารถในด้านนี้ ถ้าคิดบ่อยๆ จิตก็จะยิ่งมีความสามารถและมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะปรุงแต่งให้ดี และคุณสมบัตินี้ก็จะฝังอยู่เป็นสมรรถภาพของจิต

เพราะฉะนั้นในการบริจาคเราจึงต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ให้ประกอบด้วยคุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดี และอันนี้แหละที่จะทำให้เราได้บุญมาก

Read Full Post »

การทำงานคือ การสร้างบุญ

17353094_1745057132174778_8128871963959988587_n

“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสําคัญ ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบ และหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้

ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสําคัญสําหรับใช้กระทําการทํางาน สิ่งหลัง เป็นปัจจัยสําคัญสําหรับส่งเสริมความประพฤติและการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”

ในหลวงทรงตรัสสอนประชาชนของพระองค์อยู่ตลอดมาให้หมั่นประพฤติธรรม สร้างงาน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และงานที่ดีนั้นจะช่วยให้เราพ้นจาก ความเบื่อหน่ายเพราะมันสร้างคุณค่าแก่ตนและคนอื่น ราคีคือความสกปรกไม่สุจริต เกียจคร้านต่างๆ จะหายไป และ ตัณหาคือความอยากทั้งปวงจะลดน้อยลง

การสร้างบุญด้วยการฟังธรรม ศึกษาธรรม อ่านหนังสือ บทความธรรมะ ทำทาน รักษาศีล สวดมนต์ภาวนาที่เราท่านปฏิบัติกันอยู่ก็คือการสร้างงานทางจิตให้แข็งแรงเพื่อที่จะมีจิตที่ดีไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและสังคมได้

ขอเพียงตั้งใจมั่นในการทำงานและรักษาความดีไว้ ก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

Read Full Post »

Older Posts »