Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์, 2017

เมื่อเรามีความตายเป็นธรรมดารออยู่เบื้องหน้า
สิ่งที่ควรใส่ใจและมุ่งกระทำคือสิ่งใด?

16996188_1715327421814416_1502059483777787236_n


สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่มและคนแก่,
ทั้งที่เป็นคนพาล และบัณฑิต,
ทั้งที่มั่งมีและยากจน
ล้วนแต่มีความตาย เป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า,
เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่,
ทั้งที่สุกแล้วและยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด;
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย ก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น.
วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด.
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Read Full Post »

พึงระวังเครื่องกั้น 5 ประการที่ขวางทางสู่ความสำเร็จ

16996096_1711460488867776_1317694985497841252_n

วาเสฏฐะ ! เปรียบเหมือนแม่น้ำอจิรวดีนี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืนดื่มได้.
ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งมาถึงเข้า
เขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น
แสวงหาฝั่งโน้น
มีการไปสู่ฝั่งโน้น
ประสงค์จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้น
แต่เขานอนคลุมศีรษะของตนอยู่ที่ริมฝั่งนี้.
วาเสฏฐะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร :
บุรุษนั้นจะไปจากฝั่งใน สู่ฝั่งนอกแห่งแม่น้ำอจิรวดีได้หรือหนอ ?
“ไม่ได้แน่ ท่านพระโคดม !”

วาเสฏฐะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน :
นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้
เรียกกันในอริยวินัย
ว่า “เครื่องปิด” บ้าง
ว่า “เครื่องกั้น” บ้าง
ว่า “เครื่องคลุม” บ้าง
ว่า “เครื่องร้อยรัด” บ้าง.
๕ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๕ อย่าง คือ
กามฉันทนิวรณ์ (ความพอใจในกาม)
พ๎ยาปาทนิวรณ์ (ความพยาบาทอาฆาต)
ถีนมิทธนิวรณ์ (ความง่วงเหงาหาวนอน)
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ (ความฟุ้งซ่าน)
วิจิกิจฉานิวรณ์. (ความลังเลสงสัยในธรรม)

วาเสฏฐะ ! นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้แล
ซึ่งเรียกกันในอริยวินัย
ว่า “เครื่องปิด” บ้าง
ว่า “เครื่องกั้น” บ้าง
ว่า “เครื่องคลุม” บ้าง
ว่า “เครื่องร้อยรัด” บ้าง.
วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพททั้งหลาย

ถูกนิวรณ์ ๕ อย่างเหล่านี้ ปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว.
วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น
ละธรรมะที่ทำความเป็นพราหมณ์เสีย
สมาทานธรรมะที่ไม่ทำความเป็นพราหมณ์
ดำรงชีวิตให้เป็นไปอยู่
อันนิวรณ์ทั้ง ๕ อย่าง ปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว
จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม
ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้นั้น :
นั่นไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้.

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในชีวิตของคนเราหากเราเผลอสติปล่อยให้ เครื่องกั้นทั้ง 5 ในอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เป็นประจำเสียแล้ว ไฉนเลยจะเจริญขึ้นได้

ถ้ามัวแต่พอใจแค่เรื่องกิน กาม เกียรติ
ถ้ามัวแต่พยาบาทอาฆาตมาดร้ายผุ้อื่น
มัวเมาแต่ความเกียจคร้าน
เอาแต่คิดฟุ้งซ่านไร้สาระ
ตั้งข้อสงสัยในทุกสิ่งโดยไม่ศึกษา

ไฉนเลยจะพบความสำเร็จได้
ขอเพียงตัดเครื่องกั้นเหล่านี้ออก ต่อให้ไมสำเร็จเป้นพระอรหันต์ อย่างน้อยก้จะพบกับความเจริญแน่นอน

Read Full Post »

เหตุใดบางคนถึงเกิดมารวยล้นฟ้า และบางคนเกิดมายากจนเข็ญใจ

16831842_1709193799094445_2348645228574736130_n

คลายความสงสัย ทำไมบางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน บางคนก็พอมีพอกินอยู่ได้ตามอัตภาพ ก่อนจะนำไปสู่หลักวิธีการ ขอทำความเข้าใจเรื่องคำถามที่ว่า ทำไมฟ้าช่างไม่ยุติธรรมบันดาลให้คนเรารวยจนแตกต่างกัน บางคนเกิดมาก็รวยล้นฟ้า บางคนก็เกิดมายากจนเข็ญใจแบบแทบจะไม่มีอะไรกิน

คนที่เกิดมาร่ำรวยนั้น มีเหตุให้รวยเพราะกรรมหรือการกระทำได้กำหนดเอาไว้ เช่นเดียวกับคนที่เกิดมายากจนก็เช่นเดียวกัน เพราะการกระทำกำหนดให้เป็นไป ตัวอย่างที่อยากจะกล่าวถึงเรื่องบุคคลที่ร่ำรวยมากๆ รวยมาตั้งแต่เกิดนั้นมีมากมาย ขอยกตัวอย่างบุคคลหนึ่งที่รวยแสนรวยและสามารถชี้มูลเหตุแห่งความรวยได้ชัดเจน นั่นก็คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ท่านผู้นี้รวยแค่ไหน ก็ร่ำรวยขนาดมีเจ้าชายท้าให้เอาทองไปกองให้เต็มลานที่จะสร้างวัดได้เมื่อไหร่ก็จะยกพื้นที่นั้นให้สร้างวัด ท่านก็รับคำท้าจัดแจงเอาทองคำที่ท่านมองว่าเป็นเหมือนวัตถุธรรมดาไม่ต่างจากกระเบื้องมาปูให้เต็มลาน จนเจ้าชายต้องซูฮกยอมถอย ยกพื้นที่ให้สร้างวัด เพราะทึ่งในความศรัทธา

นี่คือ คนรวยระดับที่โลกต้องจารึก กาลเวลาผ่านไปกว่าสองพันห้าร้อยปี เรื่องราวของเศรษฐีคนนี้ก็ยังถูกนำมาเล่าขานให้ชนรุ่นหลังได้ฟังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการที่ท่านร่ำรวยขนาดนี้นั้นไม่ใช่จู่ๆ ฟ้าก็บันดาลลงมาให้ท่านรวย คนที่จะตอบคำถามว่าท่านรวยขนาดนี้ได้อย่างไรก็มีเพียงพระพุทธเจ้าเพียงผู้เดียว ผู้ซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งทุกสิ่งในโลก

พระพุทธเจ้าตรัสเล่า เหตุแห่งความร่ำรวยของเศรษฐีคนนี้ว่า ย้อนไปเมื่อแสนกัปปีที่แล้ว ในสมัยนั้นมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า ปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เกิดเป็นบุตรของผู้มีสกุลในเมืองหงสาวดี เป็นผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงสถาปนาอุบาสกท่านหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายด้านการถวายทาน เป็นเหตุให้ท่านอยากเอาอย่างบ้าง

เมื่อท่านได้เห็นดังนั้นจึงได้เร่งสั่งสมบุญกุศลอย่างยิ่งยวด นอกจากทำมาหากินอย่างสุจริตค้าขายอย่างชอบธรรมแล้ว ท่านยังมีการเลี้ยงพระถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด 7 วัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า ความปรารถนาอย่างอื่นไม่ต้องการเลย ต้องการตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้อย่างเดียว และเพียรทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อละสังขารจากชาตินั้นแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ จนกระทั่งถึงเวลาก็ลงมาสร้างบารมีบนโลกมนุษย์อีก ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน 2 ภพภูมิ คือ เทวโลก และมนุษยโลกเท่านั้น ในช่วงตลอดแสนกัปที่ผ่านมาไม่เคยไปท่องในอบายภูมิเลยแม้สักครั้ง

มาในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านเศรษฐีก็ได้มาบังเกิดในเรือนของสุมนเศรษฐี แห่ง นครสาวัตถี พ่อแม่จึงตั้งชื่อว่า “สุทัตตะ” แล้วด้วยอุปนิสัยรักการให้ของท่าน จึงได้ชื่อใหม่ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งเป็นชื่อที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ จนกระทั่งได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้สร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มที่

ท่านเศรษฐีนั้นไปวัดพระเชตวันทุกวันมิได้ขาด วันละสามครั้งบ้าง สองครั้งบ้าง โดยท่านจะไปอุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น นอกจากนี้ท่านเศรษฐียังไปบำรุงพระภิกษุสงฆ์แห่งอื่นๆ ด้วย คือไปทั่วถึง ตั้งแต่พระบรมศาสดากระทั่งพระสาวก เวลาท่านเศรษฐีไปวัด ท่านไม่เคยไปมือเปล่าเลย เพราะใจท่านเอื้ออาทรต่อพระเณร อยากให้ท่านทำพระนิพพานให้แจ้งได้สะดวก เจริญสมาธิภาวนาได้สะดวก

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำทาน รักษาศีล เช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งทรัพย์ของท่านเริ่มหมดลง บริวารจึงมาเรียนให้ทราบว่า ทรัพย์มากมายกำลังหมดลงไปแล้ว หมดไปด้วยเหตุหลายเรื่อง พ่อค้าที่ร่วมลงทุนค้าขายกับท่านได้กู้เงินจากท่านเศรษฐีไปแล้วไม่ยอมเอามาคืน ขอยืมเป็นขอลืม ทรัพย์ที่ท่านฝากพระแม่ธรณีที่ฝังเอาไว้ในแผ่นดิน เป็นสมบัติของตระกูลท่านอีกมาก ซึ่งฝังไว้ที่ริมตลิ่ง ต่อมาก็ถูกน้ำเซาะพังทลายไป ทรัพย์ทั้งหลายก็หายไปตามสายน้ำ

ด้วยเหตุนี้ทรัพย์ของท่านจึงหมดลง แต่แม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐียังถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ แม้วัตถุทานของท่านไม่ประณีตเหมือนเดิม แม้ทานนั้นไม่ประณีตก็ถวายทานไปอย่างเดิม

แม้แต่เทวดาที่อยู่ในซุ้มประตูบ้านมาบอกให้เลิกทำทาน ท่านก็ไม่สนกลับไล่เทวดาองค์นั้นไปเสียด้วยซ้ำ ใครมาบอกให้โกงบ้าง คดบ้างท่านก็ไม่ยอมกระทำ มุ่งมั่นทำทานรักษาศีลให้เคร่งครัดที่สุด ยอมอดเพื่อให้คนอื่นได้อิ่ม แม้จะมีเหลือแค่ปลายข้าวกับน้ำผักดองก็ยังคงมุ่งมั่นทำทานต่อไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ทรงห้ามการให้ที่ดูจะเกินกำลังแล้วของท่านเศรษฐี เพราะทรงทราบว่า ผลแห่งบุญที่กระทำนี้ คือ ความสุขความสำเร็จในชีวิตและจะส่งผลให้สุทัตตะมีความสุขความเจริญแน่นอน ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น ที่ทรัพย์ทั้งหลายที่เคยสูญหาย หรือถูกโกงถูกนำกลับมาคืนได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การกระทำหลักๆ ที่ทำให้ร่ำรวยมาก นั้นเป็นกรรมที่เกิดขึ้นทางใจก่อนคือ

ความมีนิสัยใจคอเผื่อแผ่ คือเอาแต่ให้
ท่านเศรษฐีสุทัตตะมีจิตผูกใจอยู่กับการให้ เคยชินกับการเป็นผู้ให้ รักที่จะให้มาตั้งแต่อดีตชาติ ขนาดไม่มีให้ก็ขวนขวายกระวนกระวายอยากหามาช่วยเหลือคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดชีวิตมีแต่ใจอยากเจือจาน กลัวแต่ว่าคนอื่นจะมีไม่พอ กระทั่งลืมๆว่าตัวเองจะมีพอไหม ผลแห่งการใจดีเกินธรรมดา คือการเป็นผู้มีทรัพย์มากเกินกว่าคนทั่วไปจะพึงมีพึงได้

การละอายต่อบาปอย่างยิ่งยวด
ผู้ที่ยอมอดตายดีกว่าคิดคดโกง ผู้ไม่คิดเพ่งเล็งเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ ย่อมรับผลเป็นความสุขและปลอดภัยในทรัพย์สิน จะเห็นได้ว่าแม้ทรัพย์จะถูกคดโกงหรือถูกทำให้เสียหายสุดท้ายก็จะได้คืนมาอยู่ดี

กรรมทางใจเป็นหลักนี้เป็นเหตุให้เกิดการกระทำความดีขึ้นมาอีกมากมาย ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องผลบุญและกรรมที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวสนับสนุนเรื่องกรรมปลีกย่อยที่แต่งให้คนๆ นั้นเกิดมาร่ำรวยอีกมากมายหลายประเด็นดังนี้

1. ชี้ช่องคนอื่นรู้จักทำมาหากิน
คือเคยช่วยเหลือให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้ฉลาดในธุรกิจ กับทั้งมีใจใหญ่คิดเผื่อแผ่กลยุทธ์การทำมาหากินอย่างสุจริตให้กับคนทั้งประเทศ หรือทั้งโลก หากการเผื่อแผ่ของเขาเป็นไปโดยบริสุทธิ์และปรารถนาให้คนทั้งแผ่นดินอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่เป็นสุขขึ้นก็เป็นเหตุให้เกิดมาร่ำรวยได้

บุญที่ทำนั้นอาจนำให้ไปเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยแม้เกิดในถิ่นฐานแห้งแล้งด้วยบาปบางประการ เขาก็จะมีกินมีใช้เหนือกว่าคนที่อยู่แวดล้อมทั้งหมดตั้งแต่เกิด นอกจากนั้นยังฉลาดในการหา ฉลาดในการเก็บ และฉลาดในการใช้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยบอกกล่าววิธีคนอื่นมาก่อน

2. เคยงดเว้นบาปชนิดที่ให้ผลเป็นความอัตคัดใดๆ ทุกรูปแบบ
หมายความว่า ไม่เคยไปสร้างกรรมที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนทางทรัพย์สิน ไม่เคยก่อความทุกข์ยากให้สูญทรัพย์แก่ใคร ไม่เคยเผาไล่ที่ใคร ทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ด้วยอำนาจที่มี ตนเองเห็นว่าคนยากจนกำลังใช้พื้นที่หลวงบางส่วนในการทำมาหากินอย่างสุจริต แม้จะก่อความไม่เรียบร้อยไปบ้าง ก็ไม่ไปตัดโอกาสในการทำมาหากินของเขา

3. เคยเป็นผู้ยกผลประโยชน์ใหญ่ของตนให้คนอื่นด้วยน้ำใจเมตตาอารี
เช่นตนเองเคยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมมากมาย และเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นอันชอบธรรมที่ตนเองพึงจะได้แล้ว กลับไม่ยอมรับผลประโยชน์อันนั้น กลับยกให้เป็นของส่วนรวมเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ หรือเคยเป็นผู้เคยมอบสมบัติให้แก่ผู้สมควรได้รับ หรือมอบวัตถุอย่างใหญ่ มอบที่ดินให้เป็นประโยชน์แด่สงฆ์

4. เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่นโดยที่เขาไม่คาดฝัน
มีอุปนิสัยแห่งการให้ คือเมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือก็ช่วยเลยทันทีทำให้คนอื่นเขาได้รับลาภเพราะความช่วยเหลือของตน ทำให้เขายินดีปรีดามีความสุขกับลาภที่ด้ หรือทำให้เขารอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที

หรือเคยเป็นผู้ตั้งใจให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน ชอบสร้างความประหลาดใจโดยไม่เปิดโอกาสให้คนๆ นั้นรู้เนื้อรู้ตัว หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จก็ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมานาน รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น ก็จะบังเกิดผลให้เป็นคนที่ลาภลอยก้อนใหญ่แบบไม่คาดฝัน

นอกจากการกระทำที่ก่อให้เกิดความร่ำรวยอันเกิดจากการให้ทานแล้ว ความร่ำรวยยังมาในลักษณะของโชคลาภและความสามารถในการประกอบอาชีพได้อีกหลายทาง เช่นคนที่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามแล้วมีกำไรอยู่เสมอก็มี การสร้างบุญมาในลักษณะที่แตกต่างกันไป

เช่น เคยให้ความหวังแก่พระสมณะว่าจะถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ ตกปากรับคำแล้วภายหลังนำมาถวายตามสัญญาเสมอ แต่ให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นคือท่านต้องการเพียงหนึ่ง แต่ได้นำของที่ท่านประสงค์มาถวายเป็นสิบ หรือเป็นจำนวนมากกว่าที่ท่านคาดหวังโดยมีจุดมุ่งหมายให้ท่านได้ใช้สอยเผื่อเหลือเผื่อขาด

เมื่อกลับไปทำงานค้าขายประกอบอาชีพ ถ้าเก็งไว้ว่าจะทำยอดกำไรสินค้าให้ถึงเป้าสักล้านบาง ยอดการค้าก็อาจพุ่งพรวดทะลุเป้าไปเป็นหลายสิบล้าน มีโชคช่วยตลอด แม้ฝีมือจะไม่ได้ดีกว่า หรือมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าพ่อค้ารายอื่นก็ตาม ข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสแนะนำวิธีการค้าขายกับเศรษฐีไว้เป็นกรณีพิเศษ หากคนที่ไม่มีวิบากกรรมเก่ามาเป็นอุปสรรค ก็น่าจะได้เห็นผลทันตาในชาตินี้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นคุณงามความดีที่ส่งผลให้เกิดความเจริญ ความร่ำรวยอาจมาในรูปแบบของผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับความรู้ความสามารถในงานที่ทำลงไปในทุกๆ งาน คือแม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรมากนัก แต่เมื่อลงมือทำงานใดๆ แล้วก็มักจะได้เงินตอบแทนกลับมาแบบคุ้มค่าเหนื่อยทุกครั้ง เพราะตนเองก็เคยให้ผลประโยชน์กับคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา สมน้ำสมเนื้อแล้วกับความรู้ความสามารถของพวกเขา

อาจเคยเป็นผู้ทำงานโดยเล็งประโยชน์สุขแก่คนอื่น คือตั้งต้นไม่ได้คิดเรื่องกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เช่นอยากทำยาสีฟันออกขาย ก็เฝ้าครุ่นคิด หรือให้ทุนนักวิจัยว่าทำอย่างไรจะได้ยาสีฟันดีๆ มีคุณภาพสูง รักษาเหงือกและฟันได้จริง อีกทั้งมีราคาไม่แพงเกินกำลังผู้บริโภคส่วนใหญ่ เรียกว่ามอบสินค้าที่เกินคุ้มให้กับสังคม ประโยชน์สุขของผู้บริโภคจะย้อนกลับมาเป็นกำลังหนุนให้ได้รับผลตอบแทนเกินกว่าที่คาดฝันเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด แม้อาจจะยังไม่สามารถตอบคำถามของหลายๆ คนได้อย่างตรงมากมนัก อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เริ่มเห็นได้ว่าการเป็นคนรวยล้นฟ้านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีจิตแห่งทานในอดีตเป็นบุญเก่าหนุนส่งอยู่ แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายอย่างในปัจจุบันประกอบร่วมเข้าไปด้วย

คนเรานั้นมีอยู่ 4 ประเภท แต่ละประเภทก็ล้วนเป็นไปเพราะกรรมกำหนดให้เป็นไปทั้งสิ้นคือ
1. มามืดไปสว่าง คนพวกนี้เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่ที่เป็นคนธรรมดา แต่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ดี กลายเป็นคนสำคัญของแผ่นดิน มีชื่อเสียงเกียรติยศค้ำจุนวงศ์ตระกูลให้มั่นคงยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่เมื่อเสียชีวิตแล้วก็ยังได้รับพระราชทานเพลิงศพ

ตนเองแม้จะไม่รู้จักกรรมในอดีตที่ทำให้เกิดมาไม่ค่อยมี แต่ก็เพียรสร้างการกระทำความดีใหม่ให้เกิดขึ้น เมื่อทำดีชีวิตก็ย่อมได้ผลดีอยู่ตลอด ไม่เอากรรมเก่ามานั่งทุกข์ร้อนว่าเกิดมาจนก็ต้องจนตลอดไป สร้างกรรมใหม่ให้กลายเป็นคนร่ำรวยมีความสุขได้ ก็เพราะ คิดดี ทำดีอย่างสม่ำเสมอเป็นเหตุ

2. มาก็มืด ไปก็มืด คนพวกนี้เรียกได้ว่ามีต้นทุนในชีวิตที่ต่ำมากทั้งในทางโลกและทางธรรม คือเกิดมาก็ฐานะยากจนอยู่แล้ว ทั้งยังไม่มีโอกาส หรือไม่ได้แสวงหาโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง ใช้ชีวิตแบบไปตามยถากรรมแบบที่พ่อแม่เคยเป็น

นอกจากนั้นอาจประพฤติตนให้ตกต่ำยิ่งกว่า คือนอกจากไม่แสวงหาทางในการทำมาหากินแล้ว ยังปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปตามกิเลส เป็นทาสของความโลภ โกรธ หลง นำความเสื่อมมาสู่ตนไม่เข้าหาผู้รู้ แล้วก็ตายจากไปโดยที่ไม่มีทั้งทรัพย์และอริยทรัพย์ ไม่มีชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักมักคุ้นกับใครเลย

3. มาสว่าง แต่ไปมืด คนประเภทนี้ มักเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องของการกระทำ คิดว่าตนเองเกิดหนเดียวตายหนเดียว หลงระเริงกับสิ่งได้รับติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพราะเคยสร้างกรรมดีไว้ก่อน แต่มีความประมาทในชีวิต จึงใช้ต้นทุนที่มีอยู่ทั้งหมดให้หมดไป

คือแม้จะเกิดมาในตระกูลที่ดี ร่ำรวยแล้วแต่กลับทำทุกอย่างให้พินาศไปหมด เกียจคร้าน ไม่ทำมาหากิน นอกจากนั้นยังหลงไปในอบายมุข เสพแต่กามกิเลส ไม่สนใจจะใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อตายไปก็ไม่เป็นที่จดจำ และยังต้องรับผลกรรมให้ยากจนในชาติถัดไป

4. มาก็สว่าง ไปก็สว่าง คนประเภทนี้นับว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะเคยทำบุญสนับสนุนไว้ดี พ่อแม่เตรียมสมบัติพัสถานไว้ให้มากมาย และเมื่อเติบโตขึ้นแล้วยังมุ่งหน้าสร้างสรรค์ความดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป อาจร่ำรวยได้ยิ่งกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ก็พร้อม ลูกก็พร้อม ลูกอาจทำได้ดีกว่าพ่อแม่ เพราะมีแนวความคิดในการไม่ประมาทในชีวิต ถือว่าตนเองเกิดมาดีแล้ว ต้องทำดีมากขึ้น มีจริตในบุญ มีความคิดที่ดีงามเป็นที่ตั้ง

คนที่มีมากแล้วยิ่งไม่ประมาทเช่นนี้ มักกลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญในวงสังคม เป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นผู้ที่มีความเจริญได้สูงสุด เป็นที่จดจำทั้งตอนที่มีชีวิตอยู่และเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็ ยังเป็นบุคคลตัวอย่างให้เป็นกรณีศึกษาแก่คนรุ่นหลัง ถือเป็นบุคคลต้นแบบได้

นี่คือเหตุผลของคำถามที่ว่า เหตุใดคนเราถึงเกิดมารวย และในด้านตรงกันข้ามก็สามารถตอบคำถามได้ด้วยว่า เหตุใดจึงเกิดมาจน แต่กรรมเก่านั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่า “กรรม ณ เวลาปัจจุบัน” ที่เราจะมุ่งเน้นในการสร้างคุณงามความดีคือเหตุแห่งความร่ำรวยใหม่ๆ มากแค่ไหน เราท่านทั้งหลายอยากเป็นคนประเภทใดใน สี่ประเภทนี้ แต่ละท่านคงพอจะทราบคำตอบด้วยตัวเอง

โมทนาสาธุ

Read Full Post »

อยากเป็นสุขสบายในทุกเวลา ให้แผ่เมตตาและละบาปกรรม คือรักษาศีลให้ดีที่สุด

16831074_1705772509436574_9014905626388180131_n

“ผู้ละกิเลสละบาปกรรมได้แล้ว ย่อมนอนหลับสบายทุกเมื่อ”

พุทธวจนะนี้กล่าวแด่สุทัตตะ หรือ อนาถบิณฑิกเศรษฐีในคราวที่พระพุทธองค์ได้พบกับสุทัตตะเป็นครั้งแรก

แต่เดิมสุทัตตะก็ดำรงชีวิตอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยมิได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธศาสนาเลย จวบจนวันหนึ่งท่านได้นำสินค้ามาขายยังเมืองราชคฤห์ และได้เข้าพักในบ้านของราชคหกเศรษฐีตามปกติ

แต่ในวันนั้น เป็นวันที่ราชคหกเศรษฐี ได้กราบทูล อาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากมายและฉันภัตตาหารที่เรือนของตนในวันรุ่งขึ้น

ราชคหกเศรษฐี มัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานแก่ข้าทาสบริวาร จึงไม่มีเวลามาปฏิสันถาร ต้อนรับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเหมือนเช่นเคย เพียงแต่ได้ทักทายปราศัยเล็กน้อยเท่านั้นแล้วก็สั่งงานต่อไปแม้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็เกิดความสงสัยขึ้นเช่นกัน จึงคิดอยู่ในใจว่า

“ราชคหกเศรษฐี คงจะมีงานบูชาใหญ่ หรือไม่ก็คงจะกราบทูลเชิญพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมายังเรือนของตนในวันพรุ่งนี้เป็นแน่แท้”

เมื่อการสั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ราชคหกเศรษฐี จึงได้มีเวลามาต้อนรับพูดคุยกับ อนาถบิณฑิกเศรษฐี และท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ไต่ถามข้อข้องใจสงสัยนั้น ซึ่งได้รับคำ ตอบว่าที่มัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานนั้นก็เพราะได้กราบทูลอาราธนา “พระพุทธเจ้า” พร้อมด้วยพระ ภิกษุสงฆ์ มาเสวยและฉันภัตตาหารที่เรือนของตนในวันพรุ่งนี้

อนาถบิณฑิกเศรษฐี พอได้ฟังคำว่า “พระพุทธเจ้า” เท่านั้นเอง ก็รู้สึกแปลกประหลาดใจ จึงย้อนถามถึงสามครั้งเพื่อให้แน่ใจ เพราะคำว่า “พระพุทธเจ้า” นี้เป็นการยากยิ่งนักที่จะได้ยินในโลกนี้

เมื่อราชคหกเศรษฐีกล่าวยืนยันว่า “ขณะนี้ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้วในโลก” จึงเกิดปีติและศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ปรารถนาจะไปเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ในทันที่นั้น แต่ราชคหกเศรษฐียับยั้งไว้ว่ามิใช่เวลาแห่งการเข้าเฝ้า

คืนนั้นสุทัตตะนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นมาก จึงเดินตรงไปยังป่าสีตวัน ในที่สุดก็ได้พบกับพระพุทธองค์

“พระพุทธองค์ทรงสุขสำราญดีหรือพระเจ้าข้า บรรทมดีหรือไม่”
“ดูก่อน สุทัตตะ ผู้สละกิเลส ละบาปกรรมได้แล้ว ย่อมนอนหลับสุขสบายทุกเมื่อ ผู้ไม่ยึดติดในความรัก เป็นผู้เยือกเย็นไม่มีกิเลสแล้ว ย่อมนอนหลับสบายทุกเมื่อ ผู้ตัดความผูกพันทั้งปวง ขจัดความเร่าร้อนทุรนทุรายในใจได้แล้ว ย่อมนอนหลับสบายทุกเมื่อ”

จากนั้นทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 จนสุทัตตะได้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันต่อไป

สุทัตตะผู้นี้เองที่ได้บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อสร้างวัดพระเชตวันมหาวิหารถวายในพระพุทธศาสนา และเป็นที่ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่นานที่สุดคือ 19 พรรษา

ผู้มีเมตตาให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา ชีวิตเมื่อตื่นก็เป็นสุข เมื่อนอนก็เป็นสุขทุกเมื่อ

Read Full Post »

ทุกคนบรรลุธรรมได้!

ทุกคนบรรลุธรรมได้!

16807391_1704067749607050_7340868754454918106_n

ไม่ว่าเกิดมาเป็นเช่นไรก็ตาม ก็ไม่อาจขวางเส้นทางแห่งการบรรลุธรรมได้ หากตั้งใจจริง

การฝึกตนเองให้เข้าถึงทางพ้นทุกข์นั้นไม่มีการแบ่งแยกชั้นวรรณะใดๆ ซึ่งข้อธรรมแห่งความจริงนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้และเป็นความจริงแท้

อุบาลีคือตัวอย่างหนึ่งของผู้บรรลุธรรมได้แม้ตนเกิดในวรรณะที่ต่ำต้อย ท่านได้ออกบวชพร้อมกับเจ้าราชกุมารทั้ง 6 คือ พระเจ้าภัททิยศากยราชา, เจ้าชายอนุรุทธะ, เจ้าชายอานนท์, เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต รวมเป็น 7 รูป

โดยในวันผนวชนั้น เจ้าชายทั้ง 6 ได้ตกลงกันให้นายอุบาลีผู้เป็นช่างภูษามาลา (ช่างตัดผม) ออกบวชก่อนตน เพื่อจะได้ทำความเคารพเป็นการลดทิฐิและมานะแห่งความเป็นเชื้อสายกษัตริย์ของตนลง

โดยทั้งหมดได้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาโดยตรงจากพระพุทธเจ้า

สาเหตุที่ทำให้ท่านเกิดมาเป็นคนต่ำต้อยไม่ได้เท่าเทียมกับเจ้าชายทั้ง 6 ก็เพราะว่ากรรมในอดีตชาติที่ทำไว้

ในภัทรกัปที่ 2 อุบาลีเคยเกิดเป็นเจ้าชายจันทนะ เจ้าชายนั้นเป็นคนกระด้าง คือแข็งกร้าว ถือตัว ด้วยความเมาในชาติตระกูล ยศ และโภคทรัพย์อย่างมาก

ในวันหนึ่งท่านได้เสด็จออกประพาสอุทยานนอกพระนคร โดยทรงช้างชื่อว่า สิริกะ แวดล้อมด้วย กองทัพไพร่พลและบริวารเป็นอันมาก

ในทางที่จะไปนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าเทวละทรงพระดำเนินผ่านหน้าช้างไป ท่านจึงไสช้างพระที่นั่งไปล่วงเกินพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ด้วยพระบารมีในพระปัจเจกพุทธเจ้า ช้างพระที่นั่งนั้นกลับแสดงอาการโกรธท่านซึ่งเป็นผู้บังคับช้าง และไม่ยอมย่างเท้า ยืนหยุดนิ่งอยู่ ตัวท่านเมื่อได้แสดงกิริยาต่ำช้าเช่นนั้นต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วเห็นช้างไม่พอใจ จึงได้โกรธพระปัจเจกพุทธเจ้า เบียดเบียนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปยังพระอุทยาน

แต่พอไปถึงก็ไม่เกิดความสำราญ ณ ที่นั้น เหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ ถูกความกระวนกระวายแผดเผา เหมือนปลาติดเบ็ด พื้นแผ่นดินเป็นเสมือนไฟลุกไปทั่ว เจ้าชายจึงเข้าไปเฝ้าพระราชบิดาเล่าความทั้งหมดให้ฟัง

พระเจ้าอัญชสะพระราชบิดาได้ฟังก็ตกพระทัย ตรัสว่า เพราะกระทำความไม่เอื้อเฟื้อในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พวกเราทั้งหมดจักพินาศ พวกเราจักให้พระปัจเจกสัมพุทธมุนีนั้นอดโทษให้ หากไม่ไปขอให้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทรงยกโทษ ภายใน ๗ วัน แว่นแคว้นอันสมบูรณ์จักทำลายหมด

เจ้าชายจึงเข้าไปเฝ้าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าขอขมาต่อพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงยกโทษให้ ด้วยกรรมเช่นนี้ เศษกรรมที่เหลือนั้นทำให้อุบาลีท่านจึงต้องเกิดมาในตระกูลที่ต่ำในชาติสุดท้าย

เมื่อท่านบวชแล้วก็ได้พยายามฝึกตนอย่างหนัก ถึงกับจะขอไปอยู่ป่าลำพัง แต่พระพุทธองค์ไม่อนุญาต เพราะเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้ไปอยู่ป่าคนเดียวจะทำได้เพียงการเป็นผู้วิปัสสนาเท่านั้น ไม่อาจเรียนรู้เรื่องธรรมวินัยได้ เลย จึงให้พระอุบาลีเรียนพระวินัยและธรรมต่างๆ จากพระองค์เอง ไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

” แม้กษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล และคนงานทั้งปวง สงบเสงี่ยมแล้ว ฝึกตนแล้ว ก็ปรินิพพานได้เหมือนกันหมด”

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Read Full Post »

ผู้ให้ “ทาน” ผู้มี “ใจวิเศษ”

16830939_1702353953111763_6852612288413680267_n

ทำไมการให้ทาน
ถึงเป็นสิ่งแรก
บันไดขั้นแรกในการสร้างบุญ
ในหลักไตรสิกขา
คือ ทาน ศีล ภาวนา

เพราะทาน คือ การให้
การสละออก
การปรารถนาให้คนพ้นทุกข์

สละออกจากอะไร?

สละออกจากความเห็นแก่ตัว
ความตระหนี่ถี่เหนียว
ความอยากได้อยากมี
ความหลง

ให้เพราะอยากให้คนอื่น
สรรพสัตว์ได้พ้นจากทุกข์

ให้เพราะอยากสงเคราะห์
อยากสนับสนุน
อยากเห็นผู้อื่นเจริญ
อยากสืบทอดพระศาสนา

ทาน จึงเป็นสิ่งแรก
บันไดขั้นแรกในการพัฒนา”ใจ”

จากใจที่อาจเคยมืดมิด
ด้วยกิเลส ตัณหา
ด้วยความไม่รู้ก็รู้
ใจจะใส สว่างพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

เป็นการฝึก”ใจ” ให้ “วิเศษ”

“ใจวิเศษ” คืออะไร มีประโยชน์อะไร

“ใจวิเศษ” นั้นเป็นของวิเศษที่สุด
ที่มนุษย์ทุกคนทำได้ มีได้
ไม่ว่าจะยากดีมีจน
ไม่ว่าจะเกิดในสถานะใด

คนที่หมั่นให้ทาน
สร้างบุญนั้น ไม่ใช่ “ผู้วิเศษ”

คงยังต้องพบทั้งผลกรรมไม่ดี
กรรมดีที่ตนทำมา

ต้องเจอยุงกัด ต้องเจอทุกข์
ต้องเจอสุข
ต้องเจอการสูญเสีย
พบการพลัดพราก
ปัญหาสารพันเหมือนทุกคน

แต่เพราะ”ใจวิเศษ” นี่แหละ
จะช่วยให้เราเมื่อเจอทุกข์
ก็สามารถรับมือได้ หนีได้ ดับได้

เมื่อเจอสุขก็ไม่ประมาท
ไม่หลงระเริง
ไม่ลืมความจริงแท้ของโลก

และด้วยอานิสงส์แห่งทาน
แห่งบุญที่เราเพียรทำ
จะช่วยเราได้จริง ยามที่เราคับขัน

คนที่ดีอยู่แล้ว ก็จะดีขึ้นไปอีก
ด้วยแรงบุญ…

ขอเชิญชวนทุกท่าน
หมั่นสร้างทาน…เพิ่มบุญของตน
ให้มี”ใจวิเศษ” กันเถิด

และทานที่เกิดผลมากตลอดไป
คือ ธรรมทาน
ทานที่เหนือกว่าทานทั้งปวง

เหนือกว่าเพราะ
ธรรมทานเป็นการเปลี่ยนที่จิต
ไม่ใช่วัตถุทาน
ที่ช่วยได้เป็นครั้งคราว

แต่ธรรมทาน เมื่อได้อ่าน ได้รู้
ทำให้จิตรับรู้ จิตตื่น
เข้าใจถึงความดี ความชั่วทั้งปวง

อะไรควรลด ละ เลิก
อะไรที่ควรทำก็หมั่นทำ
แล้วชีวิตจะดีขึ้น เจริญขึ้น

เมื่อจิตเปลี่ยน…
กรรมจะเปลี่ยน…
ชีวิตทุกคนจะเปลี่ยน

เพราะจิต เป็นจุดเริ่มต้น
เป็นเจตนาแห่งกรรมทั้งปวง

ขอให้พิจารณาด้วยสติ
ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

ทำทานกับใครจะได้บุญมาก ?

16807323_1700928946587597_1683901867619961624_n

พระพุทธเจ้า มีพระดำรัสตรัสไว้ใน เรื่องของเนื้อนาบุญว่า

แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์, อาการแห่งการให้ทานนั้นจะดีเยี่ยม แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ “เนื้อนาบุญ”ตามลำดับของผู้รับอันได้แก่

การให้ทานแก่เหล่าสัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล, มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุที่เป็นพระเถระชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า การทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจและเป็นสุขมากเท่านั้น

สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา พระองค์ได้ประทับอยู่ที่ “บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์” ในเวลานั้นมีเทวดา 2 ท่านมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อนคนอื่นทั้งหมด ยกเว้นไว้แต่พระอินทร์ หรือท่านท้าวสักกะเทวราช พระอินทร์นั้นท่านเป็นเจ้าภาพเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสวรรค์ชั้นนี้ท่านจึงรับเสด็จอยู่ก่อน

มีเทวดาองค์หนึ่งมาเข้าเฝ้า นามว่าท่าน “อินทกเทพบุตร” (อิน-ทะ-กะ) มานั่งอยู่ข้างๆเบื้องขวาที่พระบาทของพระพุทธองค์ และท่านเทวดาอีกตนชื่อ “อังกุระเทพบุตร” มานั่งข้างเบื้องซ้ายของพระบาทเช่นกัน

สักพักก็มีเหล่าเทวดามากันมากมายหมดทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันทั้งหมดโดยที่ ท่านอินทกเทพบุตรได้นั่งอยู่ตรงที่เดิม ส่วนท่านอังกุระเทพบุตรต้องถอยไปอยู่ท้ายสุดของเหล่าเทวดา ต้องนั่งอยู่ริมนอกเพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (โดยท่านบันดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ยินถึงคนที่คอยท่านอยู่ที่เมืองพาราณสีที่เมืองมนุษย์โดยที่คนทุกคนได้ฟังอย่างชัดเจน ) พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า

“อังกุระ” เมื่อสมัยเมื่อตถาคต ขึ้นมาสวรรค์ใหม่ๆ มาถึงใหม่ เธอนั่งใกล้ ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วนแล้ว แต่ว่าเธอกลับต้องมานั่งอยู่ท้ายผู้อื่น ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้จึงได้เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนี้

ท่านอังกุระเทพบุตร จึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์นั้น เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในสมัยนั้นเป็นต้นกัป มนุษย์มีอายุยืนยาวมากอายุถึง 80,000 ปีจึงจะสิ้นอายุไข ต่อมาสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่มีชีวิตเหลืออีก 20,000 ปีจึงจะสิ้นอายุ จึงได้ให้บริวารตั้งโรงทานเอาไว้ 80 แห่ง คือ 1 โยชน์ 1 แห่ง

โรงทานนี้มีไว้บริจาคทานให้แก่ คนกำพร้า,คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งอาหารการบริโภค เสื้อผ้า ของใช้ตามสมควร แต่ว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรมมีอยู่เป็นจำนวนมากเพราะไม่มีพระพุทธเจ้าทรงสอน บุญที่ได้จึงน้อยเกินไป

เศรษฐีอังกุระต้องลงทุนมากยาวนานถึง 20,000 ปี ตั้งโรงทาน 80 แห่ง เลี้ยงคนไม่จำกัดเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร และผู้ที่รับทานก็เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้อย่างอังกุระก็ไม่ค่อยจะมีความบริสุทธิ์นักเวลานั้น คือมีศีลธรรมน้อยเกินไปเป็นของธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มาก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้นเวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้เองเมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ ได้นั่งใกล้พระองค์แต่ในที่สุด ก็ต้องมานั่งท้ายผู้อื่น เพราะบุญมีไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย

หลังจากนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสถาม ท่านอินทกเทพบุตร ว่า

“อินทกะ เมื่อตถาคต มาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้เวลานี้ เทวดาทั้งหลายมาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว เธอก็ยังได้นั่งอยู่ตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่รองลงมาจากพระอินทร์”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยยังเป็นมนุษย์นั้นนับได้ว่าเป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนมากต้องอาศัยอยู่ในป่าต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ข้าพเจ้าก็มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่าทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้”

ท่านเทพบุตรอินทกะก็เล่าต่อไปว่า

“ข้าพเจ้าอยู่มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ใน พระพุทธศาสนาเดินทางมาก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้าง ตามฐานะของคนจน ยามปกติไม่มีของบางครั้งพระมาก็ไม่มีอะไรจะถวาย ก็เลยต้องจำใจนิ่งไว้ เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัว พอมีอยู่บ้างพระท่านก็มาพอดี จึงมีโอกาสได้อาราธนาพระ ถวายเป็นสังฆทานได้ครั้งเดียวในชีวิต
ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนจนแม้ถวายสังฆทานครั้งเดียวแต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย พอตายจากความเป็นคน จึงได้มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดา อื่นๆ รองจากพระอินทร์”

ท่านอังกรุเทพบุตรทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์แห่งบุญน้อย แต่ท่านอินทกเทพบุตร ทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนาฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลใด ๆก็ตาม เจตนาแห่งการให้ และเนื้อนาบุญผู้รับจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดผลบุญบารมี

Read Full Post »

ความตระหนี่ คืออุปสรรคสำคัญแห่งความสำเร็จต่างๆ ในชีวิต

16730175_1699031410110684_4349421035595111117_n

คนที่มีใจตระหนี่ถี่เหนียวนั้นเป็นผู้ที่คบยาก เพราะเขาจะเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ไว้ก่อนไม่ยอมแบ่งปันอะไรให้คนอื่น เพราะกลัวเสียเปรียบ เหมือนยางเหนียวที่ฉุดรั้งความสำเร็จ

ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลเศรษฐีที่ร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ประมาทเห็นว่าวันหนึ่งทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลเหล่านี้เมื่อถึงคราวลาจากโลกไปแล้วก็ไม่อาจนำทรัพย์ติดตัวไปได้แม้แต่อย่างเดียว วิธีที่จะนำทรัพย์ติดตัวไปได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือการสร้างบุญบารมีเอาไว้ให้มากที่สุด

ท่านจึงได้สละทรัพย์มากมายที่มีให้ทานแก่คนยากคนจนโดยสร้างโรงทานขึ้นมาบำเพ็ญมหาทานบารมีไปทุกวันจนตลอดชีวิตทั้งยังสั่งสอนลูกหลานว่า

“ขอให้เธอทั้งหลายรักษาประเพณีการให้ทานของตระกูลไว้ด้วย”

หลังจากที่เศรษฐีลาจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์
แต่น่าเสียดายที่ว่าผู้สืบสกุลในรุ่นหลังๆ โดยเฉพาะหลานที่ชื่อ “พิลารโกสิยะเศรษฐี” กลับเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในการให้ทาน ไม่ยินดีในการให้ทานเลยสักนิด

เขาสั่งให้เผาโรงทาน และให้ขับไล่พวกคนยากจนออกไปจากบริเวณบ้านให้หมด พระอินทร์ทรงตรวจดูตระกูลของพระองค์ในมนุษยโลก เห็นพิลารโกสิยะเศรษฐีกำลังทำลายการให้ทานของตระกูลจึงปรารถนาจะช่วยเพราะหากปล่อยไว้จะต้องตกนรกแน่นอน

วันหนึ่งในขณะที่พิลารโกสิยะเศรษฐีกำลังเดินทางกลับจากการไปเข้าเฝ้าพระราชา พระอินทร์จึงรับสั่งให้เทพบุตรสี่องค์ แปลงเป็นพราหมณ์ โดยที่ตัวของพระอินทร์เองก็แปลงร่างเป็นพราหมณ์อีกคนเข้าไปหาพิลารโกสิยะเศรษฐีเพื่อขอรับภัตตาหารบ้างแต่ก็ถูกปฏิเสธ

พระอินทร์ในร่างพราหมณ์จึงพูดให้พิลารโกสิยะเศรษฐีได้คิดว่า

“เมื่อพราหมณ์ขอภัตตาหาร ท่านควรให้ แม้สัตบุรุษทั้งหลายผู้ไม่หุงกินเอง เมื่อได้โภชนะมาแล้วยังแบ่งปันแก่ผู้อื่นท่านหุงโภชนะเอง การที่ท่านไม่รู้จักให้ทานย่อมเป็นการไม่สมควร ธรรมดาบุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุสองประการคือ ยังมีความตระหนี่อยู่และมีความประมาทในชีวิต บัณฑิตผู้รู้แจ้งเมื่อต้องการบุญจึงให้ทาน”

เศรษฐีได้ฟังคำของพราหมณ์เกิดความพอใจ จึงบอกให้พราหมณ์เข้าไปนั่งคอยในบ้านและจะแบ่งข้าวให้หน่อยหนึ่ง ต่อมาเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งแปลงเป็นพราหมณ์ก็เข้าไปหาเศรษฐีและขออาหารจากเศรษฐี แต่ก็โดนปฏิเสธอีก พราหมณ์จึงกล่าวว่า

“คนตระหนี่กลัวความยากจนย่อมไม่ให้อะไรแก่ผู้ใด ความกลัวจนนั่นแหละ จะเป็นภัยแก่ผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละจะกลับมาสู่คนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทินกำจัดความตระหนี่เสียแล้วให้ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า”

เศรษฐีได้ฟังคำเตือนนั้นก็พอใจจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้น

เทพบุตรอีกองค์ก็มา เมื่อจะขออาหารอีกจึงกล่าวว่า

“การให้ทาน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะต้องเอาชนะความตระหนี่ก่อนแล้วจึงจะให้ทานได้ อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ให้ทานตามที่สัตบุรุษทำแล้ว เพราะธรรมของสัตบุรุษอันผู้อื่นรู้ได้ยาก เพราะฉะนั้นการไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษ กับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไป สู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์”

เศรษฐีได้ฟังก็ชอบใจจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ก็เข้าไปขอภัตตาหาร โดยกล่าวว่า

“บัณฑิตย่อมให้ไทยธรรม แม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็ให้ได้ แต่บางคนแม้มีไทยธรรมมากก็ให้ไม่ได้อันทักษิณาทานที่บุคคลให้ด้วยใจผ่องใสแม้เพียงเล็กน้อยก็มีผลมาก”

ต่อมาเทพบุตรอีกองค์ก็เข้าไปหาเศรษฐีแล้วกล่าวว่า

“พราหมณ์ผู้แสวงหาอาหารด้วยความบริสุทธิ์ชื่อว่าได้ประพฤติธรรม บุคคลผู้เลี้ยงดูบุตรและภรรยา เมื่อมีไทยธรรมน้อยก็ควรเฉลี่ยแบ่งปันให้แก่สมณะพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้ประพฤติธรรม แม้บุคคลจะฆ่าสัตว์จำนวนนับพันเพื่อบูชายัญ แต่การกระทำนั้นก็ไม่ถึงส่วนเสี้ยวแห่งผลของทาน ที่คนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบธรรมให้อยู่”

พิลารโกสิยะเศรษฐีได้ฟังวาจาสุภาษิตของพราหมณ์ทั้งหมดแล้ว จึงให้ทุกคนเข้าไปนั่งรอในบ้าน และเรียกคนรับใช้ให้ไปนำ “ข้าวลีบ” มาให้พราหมณ์คนละทะนานแต่พราหมณ์ทุกคนไม่รับ

เศรษฐีจึงให้ไปนำข้าวสารมาให้เหล่าพราหมณ์ พราหมณ์ก็ไม่รับอีก เศรษฐีเริ่มไม่พอใจจึงให้ข้าวสุกสำหรับวัวกินแก่พราหมณ์ทุกคน

พราหมณ์ทั้งห้าได้ปั้นข้าวสำหรับวัวกินเป็นคำๆ แล้วใส่ปากแกล้งทำเป็นข้าวติดคอ โดยทุกคนทำเป็นเหมือนคนชักตาย เศรษฐีเห็นดังนั้นกลัวคนทั้งหลายจะติเตียนว่าตนเองเอาของไม่ดีมาให้คนอื่นกิน จึงให้คนรับใช้ไปเอาข้าวสาลีอย่างดีมีรสเลิศมาใส่แทนข้าวสำหรับวัว ส่วนตนเองก็ออกไปเรียกชาวบ้านในละแวกนั้นมาดูร่างพราหมณ์ทั้งห้าแล้วกล่าวโกหกว่า

“พราหมณ์เหล่านี้ไม่พิจารณาในการบริโภคอาหารเสียเลย ข้าวจึงติดคอตายเช่นนี้”

ทันใดนั้นเองพราหมณ์ทั้งหมดก็ลุกขึ้นจากการแกล้งตายแล้วกล่าวกับมหาชนว่า

“ท่านทั้งหลาย เศรษฐีคนนี้พูดโกหก ความจริงเขาได้ให้ข้าวสำหรับวัวกินแก่พวกเรา” ว่าแล้วพราหมณ์ทั้งหมดก็คายข้าวในปากออกมาเหล่ามหาชนเห็นความจริงปรากฎเช่นนั้น จึงพากันตำหนิติเตียนบ้างก็ประณามเศรษฐีเป็นอย่างมาก

พระอินทร์ในร่างพราหมณ์จึงถามมหาชนว่า

“พวกท่านเคยได้ยินไหมว่า ในอดีตที่เมืองนี้เคยมีมหาเศรษฐีสร้างโรงทานแล้วบำเพ็ญทานบารมีไปจนตลอดชีวิต”

มหาชนที่อยู่ในที่นั้นต่างให้การรับรองว่าเคยมีมหาเศรษฐีคนนี้จริง จากนั้นพระอินทร์และเหล่าเทพบุตรก็คืนร่างเป็นเทพดังเดิม เหาะไปในอากาศเปล่งรัศมีกายงดงามทำให้ทั่วทั้งเมืองสว่างไสว พลางให้โอวาทแก่เศรษฐีและมหาชนว่า

“คนตระหนี่ไปสู่เทวโลกไม่ได้ เขาย่อมไปสู่นรกอย่างไม่ต้องสงสัย”

พิลารโกสิยะเศรษฐีเกิดความละอายใจ สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำผิดพลาด จึงให้สัญญากับพระอินทร์ว่า แต่นี้ต่อไปจะตั้งใจบำเพ็ญมหาทานบารมีอย่างสุดกำลังความสามารถ ถ้าหากวันไหนยังไม่ได้ให้ทาน ก็จะไม่บริโภคข้าวและอาหารเลย

ตั้งแต่นั้นท่านเศรษฐีก็รักษาปณิธานในการให้ทานอันแน่วแน่นี้ไปจนตลอดชีวิต เมื่อละจากโลกแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก

ความตระหนี่จึงเป็นภัยกับทุกคน เป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน เมื่อใดที่ความตระหนี่เข้ามาครอบงำจิตใจ จะทำให้ใจมืดบอด คับแคบ ทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่ากลัว แม้จะเคยเป็นบัณฑิตมาก่อนก็กลายเป็นคนพาลได้ หรือแม้จะเคยเป็นคนฉลาดก็อาจกลายเป็นคนโง่เขลาได้เช่นกัน

Read Full Post »

สร้างบุญใหญ่ สวดมนต์ให้”พ่อ”

16711834_1697535723593586_5749190117679982652_n

จะแจ้งให้ทราบว่า ในไม่กี่วันนี้
กองบุญ ธ.ธรรมรักษ์ จะแจกแผ่นสวดมนต์
ที่เป็นบุญใหญ่ในชาติภพนี้
ซึ่งดำเนินการจัดทำอยู่

เพื่ออยากให้คนไทยทุกคนได้สร้างบุญด้วยตนเอง
ด้วยการสวดมนต์ภาวนา น้อมถวายเป็นส่วนกุศล
ให้”พ่อ” ที่เป็นรักยิ่งของเรา

ซึ่งบทสวดที่คัดมาให้นั้นผ่านการพิจารณาจากครูบาอาจารย์
เป็นบทธัมมนิยามสูตร เพื่อให้จิตเห็นไตรลักษณ์
การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
บทถวายสังฆทานเฉพาะ
บทอุทิศส่วนกุศลเฉพาะ
และวิธีสร้างมหากุศล

ตัวหนังสือใหญ่ อ่านง่าย และขนาดพอดีเหมาะในการสวดมาก
ไม่ว่าจะสวดที่ใด ส่วนตัว และเป็นกลุ่มกุศล

ด้วยจิตอธิษฐาน ให้ผู้ที่ได้รับได้สร้างบุญแบบง่ายๆ
ได้ทุกวัน ทุกเวลาที่จิตพร้อมถึงกุศล

ซึ่งจัดพิมพ์จำนวนไม่มากนัก
จะมอบให้ไปพร้อมกับทุกท่าน
ที่ได้เป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อเป็นธรรมทาน
และในทุกเพจที่อยู่ในกองบุญ ธ.ธรรมรักษ์
โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
และจะกำหนดวันมอบเร็ว ๆ นี้

สำหรับท่านที่อยากได้ไว้สร้างบุญเฉพาะตน
อยากเป็นเจ้าภาพพิมพ์เฉพาะแผ่นสวดมนต์นี้
ขอให้ติดต่อตรงกับเจ้าหน้าที่
ของกองบุญธ.ธรรมรักษ์ในทุกเพจที่่ร่วม
ที่จะประกาศออกมาไม่กี่วันนี้

ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จ เกิดผลมากแด่ทุกท่าน
ให้ได้เป็นอานิสงส์บุญที่ประมาณมิได้…

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

…………….

“ผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า ไม่หวั่นไหว
มีศีลอันงาม (ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย)
พระอริยเจ้าพอใจ สรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระอริยสงฆ์ทั้งมีความเห็นถูกต้องตามหลักธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ย่อมได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้ไม่ยากจน (ด้วยอริยทรัพย์)

ชีวิตของเขาผู้นั้น ไม่พลาดจากประโยชน์อันควรจะได้
เพราะฉะนั้นเมื่อน้อมระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้ที่รู้จริง ควรสร้างเสริมศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส ทั้งการเห็นธรรมด้วยภาวนามยปัญญาให้ต่อเนื่อง”

การสวดมนต์ภาวนา ถือว่าเป็นการเจริญอานาปาสติควบคู่ไปด้วย ทั้งเป็นการฝึกลมหายใจให้ลึกยาว ช่วยให้ได้รับพลังหรือออกซิเจน เวลาหายใจเข้า ขณะที่สวดเปล่งเสียงออกไป

แม้แต่ภาวนาว่า “พุท” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ช่วยให้หลายท่านบรรลุความเป็นอริยะแล้ว หากสวดมนต์ภาวนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยบทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พร้อมกับนำธรรมที่พระพุทธองค์ได้ค้นพบแล้วนำมาตรัสสอน มาทบทวน มาพิจารณาอย่างต่อเนื่องอย่างมีปีติ สุข ช่วยให้ใจว่างจากนิวรณ์ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาเกิดขึ้นแล้ว

ทุกสิ่งคงจะเป็นไปดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
“สมาธิ ภิกฺขเวภาเวถ สมาหิโต ภิกฺขเว ยถาภูตํ ปชานาตีติ” ”

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงบำเพ็ญสมาธิภาวนา ผู้มีจิตเป็นสมาธิย่อมรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริง” คือ เมื่อจิตตั้งมั่นหรือมีสมาธิ (สมาหิโต) จิตก็ใสสว่าง (ปริสุทฺโท) แล้วสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งโลกียะและโลกุตตระ

Read Full Post »

ทานยิ่งใหญ่ที่ชื่อ “อภัยทาน” ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จได้อย่างไร
16730620_1697628190251006_8920864976876812607_n

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงเปรตงูเหลือมตนหนึ่งโดยมีเหตุจาก เมื่อพระมหาโมคคัลลานะออกจากที่พักมาพร้อมพระลักขณเถระ ในเวลาเช้าเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์

ระหว่างทางพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นเปรตตนหนึ่งด้วยทิพจักษุ เปรตตนนั้นมีร่างกายเป็นงูเหลือมยาวประมาณ 25 โยชน์ มีหัวเป็นมนุษย์ผมยาวปรากฏไฟลุกไหม้จากหัวจนถึงหาง จากหางลุกไหม้ขึ้นไปจนถึงหัว บางขณะก็ลุกไหม้หัวและหางมาจดกลางลำตัว จากกลางลำตัวไปถึงหัวและหาง สลับสับเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส

พระมหาโมคคัลลานเถระ เห็นดังนั้นจึงยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาด้วยคิดว่าสัตว์ผู้มีร่างกายเช่นนี้ เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้พระลักขณเถระที่เดินมาด้วยกัน พอเห็นพระโมคคัลลานะยิ้มน้อยๆ ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ด้วยคิดว่าการที่พระอรหันต์ผู้ใหญ่จะยิ้มคงต้องมีเหตุแน่นอน จึงเอ่ยปากถามว่า

“ข้าแต่พระมหาเถระ ท่านมีเหตุอันใดทำไมถึงได้เดินยิ้ม”

พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวแก่พระลักขณเถระว่า “เวลานี้มิใช่เป็นเวลาที่จะตอบปัญหา เอาไว้ถามเราต่อหน้าพระบรมศาสดาขณะเข้าไปเฝ้าก็แล้วกัน”

พระพุทธองค์ทรงสดับคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงทรงมีพุทธฏีกาตรัสว่า
“เราตถาคตก็เคยเห็นเปรตชนิดนั้นมาแล้ว ขณะที่เราพำนักอยู่บริเวณต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ แต่เราไม่ได้แจ้งแก่ใครเหตุเพราะจะไม่มีผู้ใดเชื่อ ผู้คนพวกนั้นจะพลอยได้รับโทษไปด้วย แต่มาบัดนี้ท่านโมคคัลลานะสามารถเห็นได้ด้วยทิพยจักษุ พอจะเป็นพยานยืนยันให้เราได้ เราจึงกล่าวว่าเคยเห็นเปรตตนนั้นมาก่อนแล้ว”

ภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมกันในขณะนั้น จึงทูลถามถึงบุพกรรมของเปรตนั้นว่ามีที่มาอย่างไรพระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่าว่า

ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเศรษฐีคนหนึ่งมีนามว่า “สุมังคลเศรษฐี” เป็นผู้มีทรัพย์มาก มียศมาก มีบริวารมาก มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ได้ทุ่มเทกำลังทรัพย์สร้างวิหารถวายพระบรมศาสดาให้เป็นที่ประทับพร้อมหมู่สงฆ์ โดยที่พื้นที่โดยรอบวิหารนั้นปูลาดด้วยแผ่นอิฐทองคำกว้างคูณยาว วัดได้ถึง 100 วา เสร็จแล้วก็จัดให้มีพิธีฉลองวิหารนั้น ด้วยกำลังทรัพย์อีกมหาศาล

ในเวลาเช้าของวันหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปเข้าเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าตามปกติ ระหว่างทางมีศาลาพักร้อนปลูกอยู่ข้างทางหลังหนึ่ง สุมังคลเศรษฐีและบริวาร คิดจะเข้าไปนั่งพักให้หายเมื่อย แต่กลับพบบุรุษผู้หนึ่งนอนคุดคู้อยู่มีผ้าคลุมหัวอยู่กลางศาลาส่วนที่เท้านั้นก็เปื้อนโคลนเต็มไปหมด
สุมังคลเศรษฐี จึงกล่าวแก่บริวารว่า “ชายผู้นี้คงจะเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืนแล้วมาหลบนอนกลางวัน เราไม่ควรจะพักรวมชายคาเดียวกันกับคนเช่นนี้เลย” เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วท่านก็ออกเดินทางต่อไป

บุรุษผู้ที่กำลังนอนอยู่นั้นพอได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันอยู่ภายในศาลาจึงเลิกผ้าขึ้นมาดูหน้าเศรษฐีผู้พูดประโยคดังกล่าว แล้วผูกใจเจ็บอาฆาต คิดว่าตาเศรษฐีเฒ่ามาดูแคลนเรา เราจะหาวิธีแก้แค้นเสียให้สาสม ว่าแล้วก็ลงนอนต่อไป

เวลาผ่านไปถึงยามบ่ายแก่ บุรุษผู้ที่นอนในศาลานั้นตื่นขึ้นมาแล้ว ก็ออกไปสืบถามถิ่นที่อยู่ของสุมังคลเศรษฐีจนรู้แน่ชัดแล้ว ตกกลางคืนบุรุษนั้นก็แอบไปจุดไฟเผานาข้าวของเศรษฐี จนข้าวที่กำลังสุกได้ที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวถูกไฟเผาไหม้จนเสียหายทั้งหมด

เท่านั้นยังไม่พอ บุรุษใจพาลยังแอบเข้าไปเผายุ้งข้าวอีกหลายยุ้ง โดยมันผู้นี้ได้เพียรพยายามจองล้างจองผลาญเผานาข้าวและยุ้งข้าวของเศรษฐีอยู่ถึงเจ็ดครั้ง ก็ยังไม่สามารถละวางความแค้นได้ ต่อมาก็ย่องเข้าไปจุดไฟเผาเรือนของท่านเศรษฐีอีกถึงเจ็ดครั้ง ซ้ำยังแอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์แล้วทำการทารุณกรรมต่อฝูงวัวอยู่อีก 7 ครั้งจนบรรดาวัวเหล่านั้นพิการเดินไม่ได้เป็นที่น่าเวทนาสงสารยิ่ง

บุรุษใจพาลผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความแค้น แม้จะจองเวรทำลายทรัพย์สินของท่านเศรษฐีสักกี่ครั้งก็ยังไม่สาสมใจ ต่อมาจึงแสร้งเข้าไปตีสนิทกับหญิงรับใช้ของเศรษฐีแล้วหลอกถามว่า สุมังคลเศรษฐีนี้มีสิ่งใดเป็นที่รักใคร่มากที่สุด เพราะตนเองทำลายข้าวของหรือจุดไฟเผาบ้านอย่างไรเศรษฐีผู้นี้ก็ดูจะไม่ทุกข์ร้อนเลยสักครั้ง
หญิงรับใช้พอเห็นมีชายหนุ่มมาแสดงกิริยาเกี้ยวพาราสีทอดสะพานให้ นางจึงมอบไมตรีตอบด้วยความไว้วางใจ ไม่ว่าชายหนุ่มปรารถนาจะรู้สิ่งใด นางก็เล่าจนหมดว่า สุมังคลเศรษฐีเป็นผู้ดีมีน้ำใจงาม ไม่มีสิ่งใดที่นายท่านจะหวงแหนรักใคร่เทิดทูลเท่ากับวิหารและพระคันธกุฏี ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์พระบรมศาสดาอีกแล้ว

บุรุษใจพาลได้ฟังจึงคิดว่า ถ้าวิหารและพระคันธกุฎีเป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของไอ้เศรษฐีเฒ่านัก เราก็จะต้องหาทางไปเผาทำลายเพื่อระบายความแค้นเสียให้สมใจ

ครั้นพอถึงรุ่งเช้าวันใหม่ พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกก็เสด็จไปบิณฑบาตที่หมู่บ้าน บุรุษใจพาลเมื่อรอดูรู้ว่าปลอดผู้คนในอาวาสแล้ว จึงตรงเข้าไปทุบทำลายโอ่งน้ำ และภาชนะใส่น้ำจนหมดแล้วจุดไฟเผาวิหารและพระคันธกุฎีเสียจนวอดมอดไหม้ ไม่มีเหลือแม้แต่เสา

ฝ่ายเศรษฐีสุมังคละพอรู้ข่าวว่าไฟได้ไหม้วิหารและพระคันธกุฎีที่ตนสร้างถวายพระบรมศาสดา ก็รีบมาดูที่เกิดเหตุทันที พอเห็นกองเถ้าถ่าน กระจายอยู่เกลื่อนในบริเวณที่เคยเป็นวิหารและพระคันธกุฎี ท่านเศรษฐีก็ไม่ได้มีอาการปริวิตกหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับแสดงอาการดีใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
บรรดาประชาชนคนที่มามุงดู พอได้เห็นอาการของสุมังคลเศรษฐีเช่นนั้นจึงพากันไต่ถามว่า

“ท่านเศรษฐีบริจาคทุนทรัพย์จัดสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีไปตั้งมากมาย เมื่อสิ่งที่ท่านตั้งใจสร้างโดนไฟเผาทำลายเสียจนสิ้น ทำไมท่านจึงแสดงอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีอกดีใจ ท่านไม่รู้สึกเสียดายทรัพย์สินที่โดนเผาทำลายไปบ้างหรือ”

สุมังคลเศรษฐีจึงกล่าวตอบแก่ผู้คนชนที่มามุงดูว่า

“นาข้าวและยุ้งฉาง รวมทั้งเรือนของเราโดนไฟไหม้อย่างละเจ็ดครั้ง ถือได้ว่าเป็นความสูญเสีย แต่พระวิหารและพระคันธกุฎี ที่เราสร้างถวายแด่พระบรมศาสดาและสงฆ์พุทธสาวก ด้วยเงินและทองเป็นอันมากถึงจะโดนไฟเผาไหม้มอดหมดไป เงินและทองนั้นก็มิได้หายไปไหนยังจะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ

เหตุที่เราดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็เพราะเราจะได้มีโอกาสละเงินและทอง จัดสร้างพระคันธกุฎีถวายแด่พระบรมศาสดาและพระสงฆ์อีกครั้ง จึงถือว่าเราจะได้สะสมอริยทรัพย์ให้เพิ่มพูนปรากฏในภพชาติต่อไป เช่นนี้จะไม่ให้เราดีใจได้อย่างไรเล่า”

เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว สุมังคลเศรษฐีจึงได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัสสปะแล้วทูลอาราธนาให้เสด็จพร้อมหมู่สงฆ์สาวกไปประทับในที่อันควรก่อนในส่วนข้างหนึ่งของบริเวณอาวาสที่ตนสั่งให้บริวารจัดไว้ พร้อมทั้งทูลขอพุทธานุญาตจัดสร้างพระวิหารพร้อมพระคันธกุฎีถวายให้เป็นที่ประทับหลังใหม่

พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยอาการสงบนิ่งแล้วทรงเสด็จไปยังที่ที่เศรษฐีและบริวารจัดเตรียมไว้

สุมังคลเศรษฐี มีความลิงโลดยินดีเป็นยิ่งนัก ออกมาสั่งบริวารให้ระดมหาช่างฝีมือเลิศที่สุดให้มารวมตัวกัน รุมกันก่อสร้างพระวิหารและพระคันธกุฎีให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเศรษฐีจึงสั่งให้ช่างทองหล่อทองคำให้เป็นแผ่นอิฐนำมาปูพื้นบริเวณโดยรอบพระวิหารมีความกว้างคูณยาวเท่ากับพื้นที่เดิม
จากนั้นแล้วก็สละทรัพย์ทำการเฉลิมฉลอง พร้อมถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมหมู่สงฆ์มีประมาณสองหมื่นรูปเป็นเวลาตลอดเจ็ดวัน แล้วจึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับหมู่สงฆ์ให้เสด็จประทับภายในพระวิหารและพระคันธกุฎีหลังใหม่

ฝ่ายเจ้าบุรุษผู้มีใจโฉดชั่ว หมกมุ่นอยู่ในแรงพยาบาทอาฆาตนั้นเห็นว่าท่านเศรษฐีไม่ได้มีความเจ็บแค้นเดือดร้อนต่อการที่วิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักต้องโดนไฟเผาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีเลยก็ยิ่งผูกใจเจ็บเข้าไปอีกแทนที่จะระลึกถึงความดีที่มีอยู่ในจิตใจเศรษฐีก็กลับคิดว่า

“ไอ้เศรษฐีเฒ่าผู้นี้ มันช่างยั่วยวนกวนโทสะของเรายิ่งนัก เราเผานามันก็แล้ว เผายุ้งฉางมันก็แล้ว เผาเรือนมันก็แล้ว ทำลายคอกปศุสัตว์มันก็แล้ว แม้ที่สุดวิหารและพระคันธกุฎีอันเป็นที่รักโดนเราเผาทำลายกลายเป็นกองขี้เถ้ามันยังมีกะใจมีความสุขได้อีก มันช่างไม่สะทกสะท้านอะไรซะเลย ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่เราคงจะหาความสุขไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีฆ่าไอ้เศรษฐีเฒ่านี้ให้จงได้”

พอรุ่งเช้าบุรุษใจพาลจึงได้จัดแจงนุ่งห่มด้วยผ้าเนื้อหนา แล้วทำการซ่อนมีดเอาไว้ในผ้านุ่งของตน เดินตรงไปยังวิหารเพื่อรอจังหวะที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีให้ได้โดยเฝ้ากระทำอยู่เช่นนี้ทุกๆ วัน จนผ่านไปเจ็ด วันแล้วก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะที่จะลงมือฆ่าเศรษฐีได้เสียที

ฝ่ายสุมังคลเศรษฐี เมื่อได้ถวายวิหาร พระคันธกุฎีและอาหารชั้นเลิศแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวกสองหมื่นรูปครบเจ็ดวัน วันต่อมาจึงได้เดินทางเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วินาศภัยและอัคคีภัยที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ ข้าพุทธเจ้ารับรู้มาว่า เป็นฝีมือของบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเกิดจากแรงโทสะและริษยา เขาช่างเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เขาได้มีความเพียรเป็นอันมาก ที่จะพยายามทำให้ข้าพระองค์ต้องมีอันเป็นไปเสียให้ได้

เขาผู้นี้ได้พยายามทำการต่างๆ ไม่ว่าจะพยายามเผานาและยุ้งฉางถึงเจ็ดครั้ง ต่อมาก็พยายามเผาเรือนของข้าพุทธเจ้าอีกเจ็ดครั้ง อีกทั้งพยายามที่จะทำลายสิ่งที่ข้าพุทธเจ้ารักให้ได้ด้วยการลอบเข้าไปในคอกปศุสัตว์ ทำร้ายโคขุนของข้าพุทธเจ้าให้ถึงกับพิการเดินไม่ได้ ด้วยการตัดเท้าโคทั้งหมดเสีย

ครั้งสุดท้ายเขาผู้นี้ก็แอบลอบเข้ามาทุบทำลายภาชนะใส่น้ำในอาวาส และเผาวิหารพร้อมพระคันธกุฎี กรรมอันนี้หนักหนาสาหัสนัก จักมีผลให้เขาได้รับทุกขเวทนาแบบนับประมาณไม่ได้ในภพชาติต่อไป จึงถือได้ว่าเขาช่างหน้าสงสารยิ่งนัก”

“ข้าพุทธเจ้าจึงขอยกผลบุญที่ข้าพุทธเจ้าจักพึงได้รับ ในการถวายมหาทานครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่บุรุษผู้นั้นก่อนผู้อื่น เพื่อว่าเขาอาจจะได้รับความสุขสบายขึ้นบ้างในโอกาสต่อไป”

บุรุษผู้มีจิตคิดชั่ว ซึ่งได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเสื้อหนา แล้วซ่อนมีดเอาไว้ภายในเครื่องนุ่งห่มในตอนนั้นได้เข้ามาปะปนรวมมากับผู้คนเพื่อรอโอกาสที่จะฆ่าสุมังคลเศรษฐีเสียพอดี ครั้นพอได้ฟังวาจาที่ไม่เคยผูกอาฆาตของสุมังคลเศรษฐีและยังกล่าวยกบุญกุศลนั้นให้ตนเองก่อนคนอื่นก็ฉุกขึ้นมาว่า

“โอหนอ นี่เรากำลังจะทำอะไร เราจ้องจองล้างจองผลาญแก่เศรษฐีคนนี้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราทำ แทนที่จะถือโทษโกรธเคืองแก่เรา แต่เขากกลับไม่ได้ผูกโกรธ ซ้ำยังมีเมตตาแบ่งปันส่วนผลบุญอันได้มายากให้แก่เราก่อนผู้อื่นอีก

แม้บัดนี้เรายังจะคิดฆ่าเขาได้ลงคออีกหรือ ที่ผ่านมาเราได้เพียรที่จะกระทำกรรมอันชั่วช้าหนักหนาสาหัสแก่เขาแล้วถ้าเราไม่ได้ออกไปขอโทษแก่เขา แล้วขอให้เขายกโทษให้เรา ฟ้าคงจะผ่าหัวเราให้แยกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นแน่”

บุรุษผู้โฉดชั่วนั้นจึงออกมาจากที่ชุมชน แล้วเดินตรงเข้าไปแสดงตนว่าเคยเป็นคนปองร้ายต่อท่านเศรษฐี นั่งคุกเข่าหมอบกราบลงแทบเท้าสุมังคลเศรษฐี กล่าวว่า

“ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอท่านจงโปรดยกโทษในความผิดที่ข้าพเจ้าได้กระทำ พูด คิดแก่ท่านทุกประการที่ข้าพเจ้าได้ทำลงไป บัดนี้ข้าพเจ้าสำนึกผิดและขออภัยแก่ท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย”

สุมังคลเศรษฐีพอได้ฟังคำขอโทษจากปากบุรุษผู้นั้น ก็ถามขึ้นว่า

“ ดูก่อนสหาย ท่านจะให้เรายกโทษให้ด้วยเหตุอันใด ทำไมท่านถึงได้มาแสดงกิริยาประหวั่นงันงกเช่นนี้ด้วยเล่าขอท่านจงบอกเล่าให้เราได้ฟังก่อน”

บุรุษใจพาลจึงได้เล่ารายละเอียดที่ตนจองเวรจองล้างจองผลาญต่อเศรษฐีว่าทำอะไรที่ผิดต่อท่านเศรษฐีอย่างไรบ้าง จนแม้ที่สุดถึงกับคิดจะฆ่าเสียให้ตาย ณ วันนี้ให้ท่านสุมังคลเศรษฐีได้ฟัง ครั้นได้สดับฟังแล้วก็ให้นึกสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมบุรุษผู้นี้ถึงได้พยาบาทจองเวรแก่เราถึงเพียงนี้จึงเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ต้องปองร้ายกัน

บุรุษใจพาลจึงได้ขอให้เศรษฐีระลึกนึกถึงคำพูด ที่พูดแก่บ่าวของตนเองในศาลาพักร้อนริมทางเมื่อครั้งกระโน้นแล้วบุรุษนั้นจึงกล่าวว่า “เหตุเพราะคำพูดที่เศรษฐีพูดดูแคลนแก่ข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าผูกอาฆาตจองเวรมาถึงปัจจุบัน”

สุมังคลเศรษฐี เมื่อระลึกถึงคำพูดของตนในอดีตได้จึงกล่าวขอโทษ ขอให้บุรุษใจพาลนั้นกรุณายกโทษนั้นให้แก่ตนด้วยแล้วก็กล่าวว่า
“สหายเอยจงลุกขึ้นเถิดเราได้ยกโทษแก่ท่านแล้ว เราเองก็ไม่ดี ที่พูดโดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะได้ยินจงลุกขึ้นเถอะนะอย่ามานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เลย”

บุรุษใจพาลจึงกล่าวว่า

“ข้าแต่นายผู้ประเสริฐ หากท่านยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าจริง ขอนายท่านจงรับข้าพเจ้าพร้อมลูกเมีย ให้เป็นทาสรับใช้ในเรือนของท่าน ข้าพเจ้าและลูกเมียต้องการเพียงก้อนข้าวและหยดน้ำจากนายท่านเพื่อประทังชีวิตให้อยู่ได้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการสิ่งใดตอบแทนอีก ขอนายท่านโปรดจงให้โอกาสข้าพเจ้า และครอบครัวได้ถ่ายโทษด้วยวิธีนี้ด้วยเถิด”

สุมังคลเศรษฐีกล่าวว่า
“สหายเอย เราให้สัจจะวาจาว่าจะไม่ถือโทษแก่ท่าน แต่เราไม่อาจรับท่านและครอบครัวเข้ามาอยู่ในบ้านได้ ด้วยเหตุเพราะเราเกรงว่าเมื่อท่านมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเราแล้ว เราคงจะว่ากล่าวตักเตือนท่านไม่ได้อีก เพราะเพียงแต่ในอดีตเรากล่าวตำหนิท่านเล็กน้อย ท่านยังผูกอาฆาตต่อเราถึงเพียงนี้ เมื่อท่านมาอยู่ร่วมกับเราวันข้างหน้าเราหรือจะกล้าว่ากล่าวตักเตือนท่านได้ จงไปข้างหนาเสียเถิดสหาย”

บุรุษใจพาลได้ยอมรับการตัดสินใจของสุมังคลเศรษฐีแต่โดยดี แล้วจึงล่าถอยออกมาจากที่ประชุม ครั้นพ้นเขตอาวาสแล้วไม่นาน ขณะที่บุรุษใจพาลกำลังจะเดินกลับบ้าน ฉับพลันนั้นฟ้าก็ได้ผ่าลงมาโดนศีรษะของบุรุษใจพาลนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ตายลงในที่สุด

บุรุษผู้นั้นเมื่อตายลงแล้ว ด้วยกรรมชั่วที่เขาได้กระทำไว้มากมายนำพาเขาให้ไปบังเกิดในอเวจีนรกหมกไหม้อยู่เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งพุทธันดร (แสนมหากัป) จนเวลาล่วงเลยลุถึงพระศาสนาของพระบรมศาสดาองค์ปัจจุบันจึงได้มาบังเกิดเป็นเปรตงูเหลือมวนเวียนอยู่บริเวณชายเขาคิชฌกูฎชานกรุงราชคฤห์ จนปรากฏตัวให้แก่พระพุทธเจ้าและโมคคัลลานะได้เห็นในที่สุด

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงที่มาของเปรตงูเหลือมจบลง พระองค์ก็ทรงโปรดแสดงผลที่คนพาลจะได้รับ ความว่า

“คนพาลทำบาปย่อมไม่รู้สึกตัวว่าเราทำบาป ต่อเมื่อความเดือดร้อนเพราะผลแห่งการกระทำ ย่อมส่งให้ได้รับโทษให้จมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานจึงมารู้สึกตัวทีหลังก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว”

เรื่องของสุมังคลเศรษฐีอธิบายผลแห่งการให้อภัยทานและการผูกอาฆาตได้เป็นอย่างดีว่ามีผลตรงกันข้ามกันมากมายเพียงใด

คนที่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้ จิตก็จะมีความโปร่งเบาไม่ทุกข์ร้อน นำจิตที่ใสสะอาดนั้นไปสร้างกุศลกรรมดีได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จะเห็นว่ายิ่งให้อภัยได้ท่านก็มีโอกาสทำบุญใหญ่และรวยมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

การให้อภัยทานได้นับว่าเป็นการตัดเวรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

Read Full Post »

Older Posts »