Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2017

หมั่นสร้างบุญ ทำกรรมดี ละชั่ว
ไม่ใช่”ทางเลือก”
แต่เป็น”ทางรอด”ของชีวิต

16406621_1676049642408861_164041302841081453_n

หลายท่านเมื่อชีวิตตกอับ
หรือมีปัญหารุมเร้า
งาน เงิน สุขภาพ
ก็มักจะเลือกวิ่งไปทำบุญ
มากกว่าไปแก้ไขในเส้นทาง
ทางที่ผิดหนักเข้าไปอีก

เรื่องนี้เป็นเรื่องดีในระดับหนึ่ง
ที่ไปทางสว่างไม่ไปทางมืด

แต่จะดีขึ้นไปอีก
ถ้าเข้าใจให้แน่ชัด ไม่สั่นคลอนว่า
ชีวิตที่ดีงาม เจริญรุ่งเรือง พบกับความทุกข์ก็จัดการได้

ควรมีการเตรียมการที่ดี
ที่จะรับมือได้

ควรหมั่นสร้างบุญ ทำกรรมดี ละชั่ว
และไม่ใช่”ทางเลือก”
แต่เป็น”ทางรอด”ของชีวิต!!!

ให้กรรมดีนั้น บุญของตนที่สร้างเป็น”เสบียงบุญ”
เมื่อยามที่กรรมไม่ดีมาส่งผล
บุญที่เราทำจะได้ช่วยเราได้

การสร้างบุญขอให้ทำไปเรื่อยๆ
ทำที่ไม่เดือดร้อนตนเอง
ทั้งทาน ศีล ภาวนา มีหลายช่องทาง
ที่ไม่ต้องใช้เงินเลย
แต่เกิดผลบุญมาก

หรือใช้น้อยมากๆ
แต่ได้อานิสงส์บุญมาก
อย่างประมาณมิได้

สำหรับการให้วัตถุทาน
นั้นเป็นเรื่องดี
ที่ช่วยให้คน ให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ รอดไปได้ในครั้งๆ
แต่เป็นเพียงการช่วย
ได้ชั่วครั้งชั่วคราว

แต่การให้”ธรรมทาน”
ให้ความรู้ ให้ศาสตร์ที่ดี
ช่วยเขาทั้งชีวิต
“ธรรมทาน”
จึงเหนือกว่าการให้ทั้งปวง

ธรรมะนั้นเปลี่ยนได้ทั้งชีวิตเราผู้ให้ และให้ชีวิตใหม่แด่ผู้รับ

ขอให้พิจารณา
ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

“โลกนี้ไม่น่ามีอะไรยินดีให้ยึดมั่น”

16299207_1675343915812767_5123385433971133020_n

ความยึดมั่นเป็นสิ่งที่ติดตัวในกมลสันดานของคนเรา เราย่อมมีความหวงแหนในร่างกายของตน ในทรัพย์สินของตน ในลูก ในภรรยา ในสามี ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราครอบครองอยู่

เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงกลัวตายมากที่สุด เพราะการตายคือการจบสิ้นสิทธิในการครอบครอง คนเราจึงเป็นทุกข์เมื่อใกล้ตาย หรือทุกข์เพราะคนที่เรารักต้องตายจากไป

มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ กีสาโคตมี (กีสาผู้ผอมบาง) เธอเกิดในสกุลคนเข็ญใจ กรุงสาวัตถี และยังมีเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถีประสบเคราะห์กรรมคือเงินและทองกลายเป็นถ่านไป แต่เมื่อนางกิสาโคตมี ได้มาแตะถ่านเหล่านั้นถ่านก็กลับกลายเป็นเงินและทองอย่างเดิม

เศรษฐีจึงสู่ขอท่านมาเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่วายที่จะถูกคนเหล่านั้นเหยียดหยามว่ามาจากตระกูลคนยากจนต่อมานางจึงให้กำเนิดบุตรขึ้นหนึ่งคน แต่บุตรนั้นก็ได้ตายจากไป เมื่ออายุเพียง 3 ขวบ

การตายของบุตรจึงทำให้นางตกอยู่ในความทุกข์โศกอย่างหนัก ถึงขนาดอุ้มศพลูกไปทุกหนทุกแห่ง เที่ยวถามหาวิธีฟื้นคืนชีพให้ลูก เป็นที่น่าเวทนาของชาวบ้านยิ่งนัก จนกระทั่งมาพบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี

พระพุทธองค์ทรงแนะอุบายคลายความทุกข์โดยการให้นางไปเสาะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนเอามาทำเป็นยารักษา

นางกีสาพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะหาเมล็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตายมาก่อน เมื่อไปบ้านใดก็ต้องผิดหวังเพราะทุกบ้านนั้นก็ล้วนแต่มีคนตายทั้งสิ้น

ในที่สุดนางจึงได้ข้อสรุปว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของคนหรือสิ่งมีชีวิต ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ตาย การตายของบุตรตนจึงเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งของชีวิต เธอจึงกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ตรัสโปรดว่า

“เธอเข้าใจว่าบุตรของเราเท่านั้นตาย ความตายนั่นเป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์ทั้งหลาย ด้วยว่ามัจจุราชฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมดผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมนั้นแล ลงในสมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ฉะนั้น”

“มฤตยูย่อมพาชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์เลี้ยง ผู้มีใจซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ไป ดุจห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านผู้หลับใหลไปฉะนั้น”

นางกีสาโคตมีได้ฟังธรรมแล้วจึงสำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลทั้งที่ยังไม่ได้บวช

เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วพระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้ภิกษุและภิกษุณีทำการอุปสมบท เมื่อทำการอุปสมบทแล้วท่านก็บำเพ็ญจิตภาวนา

พระนางได้บรรลุธรรมโดยพิจารณาจากเปลวเทียนในอุโบสถเห็นประทีปลุกโพลงขึ้นแล้วหรีลงจึงคิดว่า สัตว์ทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน เกิดขึ้นและดับไปดังเปลวประทีป ผู้ถึงพระนิพพาน ไม่เป็นอย่างนั้น

พระพุทธองค์ ประทับในพระคันธกุฏี รับทราบวาระจิตของโคตมีจึงแผ่รัศมีไปหาและตรัสตรงหน้าพระนางว่า

“อย่างนั้นแหละ โคตมี สัตว์เหล่านั้นย่อมเกิดและดับเหมือนเปลวประทีป เมื่อถึงพระนิพพานแล้วย่อมไม่เป็นอย่างนั้น ความเป็นอยู่แม้เพียงขณะเดียวของผู้เห็นพระนิพพาน ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ 100 ปีของผู้ไม่เห็นพระนิพพาน

ก็ผู้ใดไม่เห็นบทอันไม่ตาย ถึงอยู่เป็น 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นบทอันไม่ตาย ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของผู้นั้น”

ท่านได้รับการยกย่องจากองค์พระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะทางด้าน ทรงจีวรเศร้าหมอง ยิ่งกว่าภิกษุณีรูปใดในพุทธศาสนา

ธรรมะของพระพุทธองค์ช่างวิเศษโดยแท้

พุทธวจนะในพระพุทธเจ้า

โมนาสาธุ

Read Full Post »

“สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน”

16179647_1672262679454224_6026491174264873201_o

ครั้งที่พระพุทธองค์โปรดชฏิล เมื่อชฏิลทั้งหมดคือ ทั้งมหาชฎิล 3 พี่น้องและเหล่าบริวารรวม 1000 ได้บวช (รวมเป็น 1003) รูปแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมชื่อ “อาทิตตปริยายสูตร” แก่ภิกษุ จนทั้งหมดได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ความนั้นมีว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์ เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร?

เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน … ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน … ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน … กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน … มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร?

เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย …

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย

… ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้น แล้ว

อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี. ก็แล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น”

จะได้เห็นว่าพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ “ทรงเลือกใช้ไฟและความร้อนสอนกับผู้บูชาไฟ” จึงได้ผลดีเยี่ยม ทำให้ทั้งหมดบรรลุธรรมได้ ทรงประทับยังตำบลคยาสีสะได้เวลาอันสมควรจึงเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารที่กรุงราชคฤห์ต่อไป

ส่วนเหล่าชฎิลทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นพระอรหันต์

พุทธวจนะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Read Full Post »

ปลดกรรม ลดกรรม
ที่ทำกับพ่อแม่และผู้มีพระคุณ
ให้ชีวิตกลับมาดี เจริญรุ่งเรือง!

16265175_1670914269589065_8129736527906940624_n

สาเหตุสำคัญที่เป็นกรรมหนัก
ที่ขัดขวางไม่ให้คนๆ นั้น
เจริญและร่ำรวยได้
มาจากความไม่กตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และผู้ที่มีพระคุณ

ผลของกรรมหนักนี้จะไปเป็นอุปสรรคกรรมสำคัญที่ปิดกั้นหรือขวางทางชีวิตไว้

ครูบาอาจารย์ท่านเน้นเลยว่า
ต้องทำเป็นเรื่องแรก ก่อนไปปลดกรรมลดกรรมอื่นทั้งปวง
ถ้าทำเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่นๆ
จะสำเร็จโดยง่ายดาย

คนที่เป็นลูกที่ทำความช้ำใจให้พ่อแม่อยู่เนืองๆ นั้น ได้สร้างบาปกรรมให้กับตัวเองตลอดเวลา
จนยากที่มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้

ประเภทอยากได้อะไรก็จะบังคับขู่เข็ญพ่อแม่ไม่ได้ดูเหตุผลอะไรเลย พูดจาก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเอง

ประพฤติตนไปในทางเสื่อม
ทำให้พ่อแม่ช้ำใจอยู่เนื่องๆ
ไม่เลี้ยงดูตอบแทน
ท่านทอดทิ้งท่าน

หลายครอบครัวซ้ำร้ายไปกว่านั้นอีก แยกไปมีครอบครัวใหม่ยังไม่พอ ยังเอาลูกหรือหลานมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีกโดยไม่ดูแลค่าใช้จ่าย

คิดเอาแต่ได้เอาความสบาย
ลูกแบบนี้สร้างเวรกรรมไม่ดีกับพ่อแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โบราณถึงท่านกล่าวว่า
ผู้ใดทำให้พ่อแม่ร้องไห้น้ำตาตกนั้น คนผู้นั้นไม่มีวันเจริญได้ในชาตินี้

สำหรับคนที่อยู่ในข่ายนี้ หรือแม้แต่เป็นลูกอกตัญญูต่อพ่อแม่นั้น
ขอให้รู้สึกตัว รู้สำนึกผิดเสีย
รีบไปขอขมา ขอเมตตา
ขอโหสิกรรมต่อท่านเสีย

รับรองว่าพ่อแม่ทุกคนท่านให้อโหสิกรรมแน่นอน เวรที่ทำกับท่านนั้นก็จะมีทางระงับแล้ว

เพราะโจทก์นั้นท่านไม่เอาเรื่อง

แต่กฎแห่งกรรมยังไม่จบ
กรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องส่งผล
ก็ต้องรับไป ก็หาวิธีไปแก้ไขกันไปให้จากหนักเป็นเบา

แต่ก็มีหลายคนทำไปเพราะมีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีผูกพันติดตัวมา เป็นการชดใช้กรรมของกันและกัน

แต่ผลของกรรมเหล่านี้สามารถผ่อนคลายจากหนักให้เป็นเบาได้ ด้วยสร้างกรรมดีขึ้นมาใหม่ที่มีกำลังมากกว่า เพื่อไม่ให้มีกรรมผูกพันกันต่อไปอีก

ถ้าต้องมาเกิดในครอบครัวเดียวกันในชาติต่อไป กรรมที่จะผูกพันกันนั้นก็จะมีแต่กรรมดี

ผลของกรรมดีจะทำให้มีความรักใคร่เอื้ออาทรต่อกันอย่างจริงใจ
ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่อาฆาตพยาบาทจองล้างจองผลาญกันอีก

ผิดกับลูกที่กตัญญูรู้พระคุณของท่าน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ท่านต้องช้ำ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับเฉา ทำอะไรก็สำเร็จ มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ

ยิ่งเป็นคนที่ตอบแทนพระคุณของท่านอย่างเต็มที่ อย่างเต็มใจ
เต็มกำลัง คิดถึงท่านทุกลมหายใจ เห็นท่านเป็นผู้มีพระคุณอันดับแรกรับรองว่าชาตินี้ไม่มีจน

คนที่เคารพบูชาพ่อแม่นั้น
จะได้อานิสงส์บุญมากมาย
ทั้งอายุยืน มีลูกออกมาก็จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย
เคารพบูชาพ่อแม่เหมือนกัน

เพราะกระแสบุญที่ทำนั้นตอบสนองคืนกลับมายังผู้ที่ทำกรรมดี เป็นการเสริมสร้างกรรมดี

เสริมสิริมงคลเข้าสู่ชีวิตของตนด้วยแรงกตัญญูที่จะทำให้ทุกคนได้มีโชคชะตาชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมีเงินทองมากมาย ไม่มีขัดสน เมื่อยามมีภัยก็จะรอดตัวไปได้
วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

1 ต้องไม่ประพฤติตัว อันทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาน้ำใจของท่าน โดยเฉพาะคำพูด อย่างทำให้ท่านน้อยใจหรือเสียใจเป็นอันขาด ถึงแม้จะไม่พอใจด้วยเหตุผลอะไรก็ตามขอให้ระงับสติอารมณ์ ให้นิ่งเสีย

2. ต้องเลี้ยงดูท่านเมื่อเรามีกำลังแล้ว โดยเฉพาะยามที่ท่านชรา เอาใจใส่ในทุกเรื่องของท่าน ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่หลับนอน สุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ ทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านมีความสุข

3. ต้องช่วยเหลือดูแลกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่

4. ถ้าท่านยังไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ลูกที่ดีและอยากให้พ่อแม่เป็นสุข ต้องพยายามแนะนำ พาท่านให้เข้าใจถึงหลักธรรม

ชักชวนท่านสร้างบุญบารมีให้ถูกต้องทั้งการทำทาน ถือศีล และเจริญจิตภาวนา ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีใดนั้น ขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมและโอกาสเท่าที่จะอำนวย แม้พาท่านไปเที่ยววัด ไปทำบุญก็ถือว่า เป็นคนที่กตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว

5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ

และเมื่อเราได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว เราต้องทำกับผู้มีพระคุณในลำดับต่อไป ทั้งครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน คน สัตว์สิ่งของที่มีบุญคุณกับเราตามสมควร ตามกาล

ขอจงจำไว้ให้มั่นอีกครั้งว่า ด้วยแรงกตัญญูนี้ จะเป็นบันไดสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและพบกับความร่ำรวยแบบถาวร และจะติดตัวทุกคนไปทุกภพชาติด้วย

เคล็ดสำคัญมากข้อหนึ่ง ให้ไปกราบเท้าพ่อแม่ขออโหสิกรรมต่อท่าน ที่เราเคยหรืออาจจะเคยทำให้ท่านต้องช้ำใจทั้งกาย วาจา ใจ กรรมนี้หนักขวางทางเจริญทุกทาง

ให้ไปหาน้ำสะอาดล้างเท้าพ่อแม่ เช็ดเท้าให้ท่านขอให้ท่านให้อโหสิกรรม ตั้งจิตอธิษฐานขอเป็นลูกที่ดี ขอพรจากท่านให้สำเร็จในการงานที่ทำ

พรของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพรของเทวดาชั้นใดทั้งสิ้นเพราะท่านเป็นพระพรหมของลูก ถ้าท่านเสียชีวิตไปแล้วให้หมั่นสร้างบุญกุศล อุทิศบุญให้ท่าน และนึกถึงท่านอยู่เสมอเมือเจอเรื่องร้ายๆ จะคลายตัวลงได้

โมทนาสาธุ

Read Full Post »

ทำทานอย่างไรให้
เกิดผลแห่งทานสูงสุด
เกิดผลบุญที่ประมาณมิได้
เปลี่ยนกรรมฉับพลันทันที!

16143219_1669240223089803_5044369147090985812_n

“ทานที่เปี่ยมด้วยองค์แห่งทานครบ” จึงเป็นทานที่มีอานิสงส์สูง

ทานที่เกิดผล ทานที่ทำแล้วครบ
ที่พระพุทธองค์ตรัสสอน
ทำให้จิตเปี่ยมพลัง
จิตที่เย็นสบาย
สว่าง ตื่นรู้นี่เองจะเปลี่ยนกรรม
เพราะจิตเป็นเหตุแห่งการเกิดกรรม

ความอยากร่ำรวย สบายกายสบายใจนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ เพราะเป็นความต้องการพื้นฐาน

หากกายสบายแล้ว ไม่ทุกข์ร้อน ไม่อดอยากก็เป็นบาทฐานให้ละในกิเลสกองอื่นๆ ได้ง่ายกว่า

คนที่ยังต้องทนทุกข์ทางกาย ต้องอดอยากขัดสน เพราะเขาเหล่านั้นต้องพยายามดิ้นรนให้ชีวิตรอด

แม้บางทีต้องยอมทำสิ่งไม่ดีเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นความยากจน จนกลายเป็นการสั่งสมความโลภ ความชั่วร้ายในจิต ทำให้ตกลงไปในกองทุกข์อีก

พระสีวลีมหาเถระเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำมหาทาน จนทำให้ท่านกลายเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น พระเถระที่มีลาภสักการะมาก

ชาติที่ท่านได้พบกับพระพุทธเจ้าครั้งแรกคือ ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นพระราชาในนครชื่อหงสาวดี ท่านได้ไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า ทรงเห็นพระพุทธเจ้าปทุมุตตระประกาศยกย่องให้พระสุทัสสนะ พระเถระในยุคนั้นให้เป็นพระเอตทัคคะผุ้มีลาภมาก ท่านจึงเกิดความเลื่อมใส ปรารถนาจะมีตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าปทุมุตตระไปฉันภัตตาหารและถวายมหาทานถึง 7 วัน

ต่อมาในชาติที่พระพุทธเจ้าวิปัสสีเป็นองค์พระศาสดา ท่านเกิดเป้นชายหนุ่มอาศัยในหมู่บ้าน นครพันธุมดี อาชีพรับจ้าง เป็นคนที่มีความขยันขันแข็งอย่างยิ่ง

ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าวิปัสสีเสด็จมานครพันธุมดี โดยพระเจ้าพันธุมดี ทรงออกอุบายจะทำทานแข่งกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ได้หันมาสนใจการทำทาน ฝ่ายประชาชนกับฝ่ายกษัตริย์จึงพยายามแข่งขันจัดเครื่องมหาทานให้ครบ

แต่ขาดเพียงรวงผึ้งสดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้เหล่าชาวเมืองช่วยกันหารวงผึ้งสดแต่ก็หาไม่ได้เลย จึงให้คนช่วยกันไปยืนเฝ้าที่ปากประตูพระนครคอยถามซื้อรวงผึ้งสดจากใครก็ได้โดยไม่เกี่ยงราคา

ชายผู้ขยันขันแข็งได้ตัดรวงผึ้งสดที่หาได้ยากยิ่งเดินเข้ามาในพระนครพอดี พอมีการถามราคาซื้อ ก็เสนอราคาให้ 1 กหาปณะ

ชายหนุ่มแปลกใจว่า รวงผึ้งนี้จึงถูกเสนอซื้อด้วยราคาสูง 1 กหาปณะ (4บาท) ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ จึงไม่ขายให้

เหล่าชาวเมืองก้ขอซื้อเพิ่มด้วยราคาสูงไปเรื่อยๆ จนราคาสุงถึง 1 พันกหาปณะ ทำให้ชายหนุ่มยิ่งแปลกใจว่าชาวเมืองจึงอยากได้รวงผึ้งสดนี้นักหนา จึงถามให้ทราบความ

พอทราบว่าเขาจะนำรวงผึ้งนี้ไปถวายมหาทาน ถิอเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ จึงเอารวงผึ้งไปทำอาหารโดย ซื้อเครื่องเทศ 5 อย่าง ป่นเป็นผงละเอียด ใช้น้ำส้มจากนมส้มและคั้นน้ำผึ้งคลุกให้เข้ากันไปถวายต่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

ด้วยบุญแห่งการถวายทานนั้นเองที่ส่งผลให้ท่านกลายมเป็น “พระสีวลีมหาเถระ” (ผู้ดับทุกข์และคลายกังวล) นั่นเอง

การทำบุญด้วยทานสิ่งสำคัญที่เป็นองค์แห่งทานที่อานิสงส์ยิ่งใหญ่ก็คือ

1. วัตถุทานที่ได้มาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ดังเช่นรวงผึ้งของพระสีวลี วัตถุทานจึงไม่จำเป็นต้องเป็นของราคาแพงแต่อย่างใด ขอให้หามาได้ด้วยความบริสุทธิืกายและใจก็เพียงพอแล้ว

2. เจตนาแห่งทานที่ได้ทำ เช่นท่านสีวลีปรารถนาให้พระพุทธเจ้าได้รับทานนั้นเพื่อเจตนารมย์ของชาวเมืองจะได้สมบูรณ์

3. ผุ้รับทานนั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ คือ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก

4. อาการแห่งการให้นั้นให้โดยความเคารพอย่างสูงสุด คือให้ด้วยมือของตนด้วยอาการสำรวมเลื่อมใส

การให้ทานจะได้อานิสงส์มาก เกื้อกูลประโยชน์มากจึงต้องประกอบด้วยองค์แห่งทาน 4 ประการนี้ หากท่านได้ประกอบองค์แห่งทานเหล่านี้ครบแล้ว ผลที่พึงได้ก็จะเป็นไปตามองค์แห่งทานที่ท่านได้กระทำทานนั้นทุกประการ

การให้ทานเป็นการให้เพื่อสละออกซึ่งความโลภ เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ยิ่งให้จึงเหมือนยิ่งได้รับกลับคืนมา นั่นคือความสบายใจ ความละได้ซึ่งความตระหนี หากต้องการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ก้ลองทดสอบได้ด้วยตัวของท่านเอง

โมทนาสาธุ

Read Full Post »

วิธีเอาชนะกรรม
ที่พระพุทธเจ้าสอน

16142834_1665851833428642_2709001222629727550_n


การเอาชนะกรรมทุกกรรม
แบบเด็ดขาดต้องเริ่มจากใจ
หรือความคิด

ความคิดที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐินั้นถือเป็น เข็มทิศ สำคัญที่จะทำให้มนุษย์เอาชนะวิบากกกรรมทีเ่กิดขึ้นแก่ตนได้

คำว่า “mindset” หรือวิธีคิดทีถู่กก็คือ การเชื่อมั่นในการกระทำความดีว่าจะได้ผลที่ดี เชื่อในบุญว่ามีจริง บาปนั้นมีจริง การกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเหตุและปัจจัยจะเป็นตัวนำทางและการหมั่นสะสมความดีไว้จะเป็นบาทฐานให้ชีวิตประสบำความสำเร็จ

การมัวหวังพึ่งแต่สิ่งอื่นๆ มากเกินไปนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในครั้งอดีตที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ว่า

“ประโยชน์ได้ล่วงเลยผ่านพ้นคนโง่เขลาผู้มัวคอยคำนวณฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ก็เป็นฤกษ์ของตัวประโยชน์นั่นเอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี มีผู้อาวุโสชาวบ้านคนหนึ่ง ไปขอลูกสาวชาวกรุงมาให้เป็นภรรยาของลูกชาย ซึ่งเขาได้ทำการนัดวันเวลาที่จะไปรับเอาตัวเจ้าสาวไปแต่งงาน แต่เมื่อถึงวันนัด หมาย เขาได้เข้าไปหาอาชีวกนักบวชที่สกุลตัวเองนับถือเพื่อถามหาฤกษ์ที่เหมาะสมว่า

“พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้ข้าพเจ้าจะไปขอลูกลูกสะใภ้ ท่านคิดว่าวันนี้เป็นมงคลดีหรือไม่อย่างไร”

อาชีวกรู้สึกไม่พอใจที่เขาไม่มาปรึกษาท่านก่อนหน้านั้น เตรียมตัวไปขอลูกสาวนัดหมายเองไปแล้วอย่างนี้มันไม่ให้เกียรติกันเลยจึงกล่าวหลอกไปว่า

“วันนี้ ฤกษ์ไม่เหมาะสมหรอก ถ้าขืนทำงานมงคลก็จะต้องพินาศกันหมดทั้งตระกูล”

ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวได้ฟังก็ตกใจ จึงไม่ไปขอตามเวลาที่ได้กำหนดเอาไว้ ทำให้ตระกูลเจ้าสาวในกรุงที่เตรียมงานมงคลเอาไว้ต้องรอเก้อ พวกเขาโกรธมากเพราะเสียหน้าจึงหาเจ้าบ่าวคนใหม่มาแต่งแทนเพื่อป้องกันความอับอายทันที

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ขบวนขันหมากจากเจ้าบ่าวบ้านนอกก็ยกมาเพื่อจะขอเจ้าสาว พอไปถึงก็ถูกพ่อแม่เจ้าสาวต่อว่าอย่างรุนแรงว่า

“พวกแกนี่มันสมกับเป็นคนบ้านนอกจริงๆ ไม่มีความเป็นผู้ดีเลย ตัวเองเป็นคนกำหนดฤกษ์ยามเป็นมั่นเหมาะแต่กลับเบี้ยวไม่มาตามนัด มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถิด พวกเราได้ยกลูกสาวของเราให้เจ้าบ่าวบ้านอื่นไปแล้ว”

เรื่องนี้ทำให้ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทะเลาะกันอย่างใหญ่โตแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำอะไรได้งานก็ต้องเป็นอันล่มไปอย่างนั้น

มีบัณฑิตหนุ่มชาวเมืองคนหนึ่งได้เดินทางไปยังชนบทแห่งนั้นด้วยธุระบางอย่าง เมื่อทราบเรื่องเข้า จึงกล่าวสอนคนเหล่านั้นว่า

“ฤกษ์มันจะมีคุณค่าประโยชน์อะไร เพราะการได้ตัวเจ้าสาวมานั้นแหละเป็นฤกษ์ที่เหมาะสมอย่างที่สุดมิใช่หรือ”

“ประโยชน์ได้ล่วงเลยผ่านพ้นคนโง่เขลาผู้มัวคอยคำนวณฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ก็เป็นฤกษ์ของตัวประโยชน์นั่นเอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”

บัณฑิตหนุ่มคนนั้นก็คือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติปัจจุบันนั่นเอง

บุญกุศลเริ่มที่ตั้งจิตความคิดให้ดี พูดให้ดี กระทำให้ดี ในทุกกาล ความดีนั้นย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำเสมอ

Read Full Post »

เรียนเชิญร่วมอนุโมทนาบุญใหญ่
“ต้นบุญ” และทุกท่านที่เป็นเจ้าภาพ
หนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
ทุกเล่ม ทุกวาระ
และทุกท่านที่ได้เห็นบุญสำเร็จนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานกองบุญ ธ.ธรรมรักษ์ได้ร่วมทำบุญเพิ่มให้กับทุกท่าน “มหาทานใหญ่ ”

เป็นโครงการบุญเพื่มบุญ
โดยไม่ได้เรี่ยไรอะไร
เป็นมหาบุญกุศลของทุกท่าน
ที่ได้หักส่วนหนึ่งในหนังสือ
ที่ท่านสั่งทุกเล่ม
เป็นกองบุญธ.ธรรมรักษ์
สร้างบุญ”มหาทานใหญ่”

คือ วัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน
พร้อมกัน ในทุกเดือนหรือตามเหตุและปัจจัย

โดยในรอบเดือนธค.59
เป็นเจ้าภาพหล่อพระมหาจักรพรรดิ หน้าตัก 32 นิ้วเพื่อที่่จะนำไปมอบให้วัดท้าวผายู ต.บวกครก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

พร้อมกันนี้ยังได้นำเงินไปร่วมบริจาคช่วยเหลือภิกษุอาพาธ ณ วัดสวนดอก ต.สุเทพ อ. เมือง จ.เชียงใหม่

ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ณ วัดชัยมงคล จ.เชียงใหม่

บุญอันเป็นมหาทานนี้
ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสบำเพ็ญกุศลครบรอบสตมวาร 100 วัน

โมทนาสาธุๆๆ

Read Full Post »

ผิดศีลข้อกาเมฯ ทำไมจึงเป็นกรรมหนัก

16195462_1661867210493771_2430008826124889364_n


ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉาจารา นั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลสองคน ร่วมกันทำผิดด้วยกันและส่งผลร้ายต่อทั้งตัวผู้สร้างกรรมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้กรรมนั้นมีผลมากสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว

ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชาวพาราณสีคนหนึ่งนามว่า จุลธนุคคหะได้ไปร่ำเรียนวิชายิงธนูที่เมืองตักกศิลาซึ่งเป็นเมืองแห่งศิลปวิทยาการของอินเดียโบราณและเป็นคนเก่งสามารถสำเร็จวิชายิงธนูตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อย อาจารย์ของเขาก็เกิดความพอใจจึงได้ยกลูกสาวให้เป็นภรรยาแล้วให้พากลับเมืองพาราณสีด้วยกัน

ระหว่างทางนาย จุลธนุคคหะกับภรรยาได้เดินทางผ่านตำบลแห่งหนึ่งที่มีช้างป่าดุร้ายคอยทำร้ายคนระหว่างทางแต่ จุลธนุคคหะไม่กลัวพาภรรยาเดินต่อไปก็พบช้างดุร้ายจริง ๆแล้วเขาก็ใช้วิธีธนูที่เรียนมาสังหารช้างจนตาย จนตำบลนั้นเป็นที่ปลอดภัยอีกครั้ง

พอเดินผ่านมาอีกหนึ่งตำบลก็พบ ทางที่เป็นแหล่งซ่องสุมของโจรป่า 50 คนคอยปล้นคนเดินทางนายธนุคคหะก็ไม่กลัวอีกเดินเข้าไปก็พบโจรคอยดักปล้น แต่หัวหน้าโจรเป็นคนฉลาดเห็นว่าพวกตนเองนี่ไม่ใช่คู่ต่อกรกับนายธนุคคหะเลยจึงบอกให้ลูกน้องเฉยไว้

ธนุคคหะกับภรรยาเดินทางมานานก็เริ่มหิวจึงขอแบ่งปันเนื้อมากินบ้าง หัวหน้าโจรก็มอบเนื้อดิบให้ทำให้นายธนุคคหะไม่พอใจเนื่องจากนิสัยเป็นคนยกตนเองและถือดี จึงได้ชักธนูยิงสังหารโจรทั้งก๊กไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่หัวหน้าโจรเท่านั้นเพราะลูกธนูหมดเสียก่อน (ลูกดอกแรกใช้สังหารช้างไปแล้ว)

ธนุคคหะกับหัวหน้าโจรจึงต้องสู้กันตัวต่อตัว เมื่อทั้งสองกำลังเพลี่ยงพล้ำ ก็พอดีภรรยาของนายธนุคคหะฉวยดาบเอาไว้ได้ และมีจิตราคะหลงใหลในตัวหัวหน้าโจรจึงมอบดาบให้หัวหน้าโจรใช้สังหารนายธนุคคหะจนถึงแก่ความตาย

ฝ่ายภรรยาเมื่อสามีอย่างนายธนุคคหะตายแล้วก็สารภาพรักกับหัวหน้าโจร แต่ทว่าหัวหน้าโจรกลับไม่รับเพราะรู้ดีว่า หญิงผู้นี้แม้สามีตนเองยังฆ่าได้ หากตนเองรับเอาไว้แล้ววันใดที่นางเบื่อหน่ายขึ้นมาตนเองก็คงพบจุดจบเช่นกัน จึงคิดหาอุบายทิ้งหญิงผู้นี้เสีย

เมื่อเดินทางไปถึงแม่น้ำสายหนึ่งหัวหน้าโจรก็หลอกว่าแม่น้ำสายนี้มีจระเข้อยู่จะให้พาข้ามไปอย่างไร นางก็บอกให้หัวหน้าโจรข้ามไปก่อนพร้อมกับเครื่องประดับของนางแล้วค่อยกลับมารับตัวนาง แต่พอหัวหน้าโจรข้ามไปแล้วก็ทิ้งนางไว้อีกฝั่งทันที

นางร้องไห้คร่ำครวญอยู่นาน ก็เห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งคาบเนื้อไว้ในปากผ่านมา แล้วเห็นปลากระโดดขึ้นมาจากน้ำดิ้นอยู่ข้าง ๆ สุนัขจิ้งจอกจึงคายเนื้อแล้วหวังจะไปคาบปลาด้วยแต่ปลากลับดิ้นกลับลงไปในแม่น้ำเสียก่อน พอเจ้าจิ้งจอกจะกลับไปเอาเนื้อก็ถูกนกมาจิกคาบไปเสียแล้ว นางเห็นดังนั้นจึงปลงตกได้ว่านี่คือผลกรรมแห่งการ โลภมากและมักมากของตนเองจึงทำให้ต้องสูญสิ้นทุกอย่าง

ชาดกเรื่องนี้ก็เป็นเค้าโครงของบทละครไทยที่ชื่อ “จันทโครพ” ที่แสดงให้เห็นถึงโทษแห่งการผิดกาม นอกจากนั้นก็มีตัวอย่างในการแย่งชิงคู่ครองของผู้อื่นที่สำคัญ ๆอย่าง ทศกัณฐ์แย่งชิงนางสีดาไปจากพระรามแล้วก่อให้เกิดศึกสงครามระหว่างมนุษย์ ลิง และยักษ์ จนเกิดความสูญเสียมากมายเพราะความต้องการของทศกัณฐ์เพียงคนเดียว

จนสุดท้ายตัวทศกัณฐ์เองนั้นแลก็ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ชีวิต

โทษแห่งการผิดศีลข้อ 3 นี้นับว่ารุนแรงกว่าที่เราคิดมาก

กลับกันหากใครที่ได้รักษาศีลข้อนี้ให้ดีแล้ว จะมีแต่ความสงบสุขกายสบายใจไม่ทุกข์ร้อนในชีวิต อย่างเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางยโสธรา ที่เป็นคู่บุญบารมี ได้พบรักกันติดต่อกันนานนับชาติไม่ได้แม้ในชาติสุดท้ายก็ได้เคียงคู่กัน

Read Full Post »

ศีลช่วยคน
ให้เป็น”ยอดคน”
พบความสุข ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

16114011_1660555703958255_6453986933468906955_n
“พระพุทธเจ้า แม้จะเป็นมนุษย์
แต่เป็นผู้ที่ได้ฝึกฝน
พัฒนาตนแล้ว…..
แม้เทพเจ้าทั้งหลาย
ไม่ว่าชั้นเทพหรือชั้นพรหม
ก็น้อมนมัสการ”

ภพภูมิมนุษย์จึงถือว่าประเสริฐสุด เพราะสามารถพัฒนาตนได้
มีโอกาสสร้างความดีได้มากที่สุด
ในบรรดาทุกภพภูมิ มีโอกาสเข้าถึงนิพพานได้ เพราะมีโอกาสได้เห็นทั้งสุขและทุกข์มากกว่าสัตว์ในภพภูมิอื่นๆ

มนุษย์นั้น มีจิตใจเด็ดเดี่ยว
กล้าทำตามความคิดตนเอง
หากมีสติปัญญารู้จักพิจารณา
ก็จะเข้าถึงธรรมได้ง่าย

หากไม่แล้ว ก็สามารถทำชั่วระดับอนันตริยกรรมได้เช่นกัน

ความวิเศษแห่งความเป็นมนุษย์
ก็คือ มนุษย์นั้นมีสภาพเหมาะสมในการปฏิบัติธรรมที่สุด

เพราะมีกายหยาบหรือกายเนื้อให้พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของสังขาร และเป็นที่เดียวในทุกภพ
ที่สามารถมี พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้

และหากต้องการเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องพึงรักษาศีล 5 ให้ได้เป็นอย่างน้อย

ใครไม่มีศีล 5
ก็ต้องไปเกิดในภพที่ต่ำกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์แปลว่า สัตว์ผู้มีจิตใจสูงนั่นเอง

ส่วนการที่เราจะมีความสุข
สงบ สบายใจ ร่ำรวย
มีความสุขได้มากแค่ไหน
ในภพและเวลา ณ ปัจจุบันนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับ “การรักษาศีล”
ของเรานั่นเอง

ชายหนุ่มในสมัยพุทธกาล
ที่ชื่อ “สุปพุทธกุฎฐิ” แปลว่า “นายสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน”

ชายผู้นี้ก็มีอาชีพเป็นขอทาน
เวลาที่เขาได้เข้ามาเห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่บนตอไม้ มีบรรดาประชาชนทั้งหลายแวดล้อมอยู่เป็นส่วนมาก

เป็นเวลาพระพุทธองค์ก็กำลังจะแสดงพระธรรมเทศนา

สุปพุทธกุฏฐิก็บังเกิดมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้นั่งลงตั้งใจจะฟังองค์แสดงธรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงธรรมกล่าวถึง
“โทษของการละเมิดศีล 5”
และกล่าวถึง “คุณแห่งการปฏิบัติในศีล 5” เป็นต้น

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบ
ก็ปรากฏว่าบุคคลผู้รับฟังหลาย ๆท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าคือ เป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง และ เป็นพระอรหันต์บ้าง

สำหรับท่านที่บรรลุเป็นอรหันต์ก็ขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาทันที

แต่ทว่า สุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนและเป็นยาจกคนนี้เธอได้เป็นพระโสดาบันมีความปลื้มใจเป็นอันมาก

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสจบ คนทั้งหลายก็พากันลาพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าก็เสด็จกลับ พระวิหารสำหรับท่านสุปพุทธกุฏฐิ
ซึ่งเป็นพระโสดาบันก็เดินกลับกระท่อมของตน

ในตอนกลางคืนได้สุปพุทธะก็ได้ปรารภถึงพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ว่านับตั้งแต่บัดนี้ ไปจนกว่าจะตาย จะมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นก็ตามที

เรานี้จะไม่ยอมละเมิดศีล 5 เป็นอันขาดเพราะต้องการไปให้ถึงนิพพานแล้วเราจะรักษาศีลด้วยดีก่อน

สุปปะพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนนั้น ทั้งคืนก็นอนไม่หลับด้วยอารามดีใจและเกิดความปลื้มปีติที่ตนเองได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบันแล้ว

วันรุ่งขึ้นก็ตั้งใจจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่าแม้ ตนจะยากจนเข็ญใจเป็นโรคเรื้อนขนาดนี้ก็บรรลุเป็นโสดาบันได้

ซึ่งความคิดนี้ ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ได้ล่วงรู้
จึงได้จะทำการทดสอบว่า
สุปปะพุทธะผู้นี้จะเป็นบุคคลชั้นโสดาบันจริงหรือไม่

รุ่งเช้าพอสุปปะพุทธะออกจากบ้านตรงไปหาพระศาสดาพระอินทร์ก็มาขวางไว้แล้วทำการทดสอบ

โดยจะทดลองใจว่า ให้สุปปะพุทธะกล่าวคำตามที่พระอินทร์กล่าวแล้ว ท่านจะตอบแทนให้ด้วยการเนรมิตแก้วแหวนเงินทองมากมายพร้อมทั้งเนรมิตกายให้สวยงามไม่ต้องเป็นโรคเรื้อนอีก

ซึ่งหนุ่มสุปปะพุทธะได้ยินก็ดีใจตกปากรับคำว่าจะกล่าวคำตามพระอินทร์

พระอินทร์บอกให้สุปปะพุทธะกล่าวคำว่า

“พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม,พระสงฆ์ก็ไม่ใช่พระสงฆ์ เอาแค่นี้และพูดเล่น ๆ ก็ได้ไม่ต้องตั้งใจ”

แต่ท่านสุปพุทธะพอฟังเท่านั้นเกิดความไม่พอใจ ชี้หน้าด่าพระอินทร์ทันทีว่า

“พระอินทร์ถ่อยจงถอยไป
เจ้ามาพูดอะไรแบบนั้น
สำหรับพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพอย่างยิ่ง

เวลานี้ท่านมากล่าวว่าเราเป็นคนจนนั่นเราจนจริงแต่จนสำหรับโลกียทรัพย์

แต่ทว่าอริยทรัพย์ของเราสมบูรณ์ เราเป็นพระโสดาบันท่านจงถอยไป ไอ้โรคเรื้อนจังไรอย่างนี้มันเป็นกับเรามาตลอดกาลตลอดสมัย
เราไม่มีทุกข์ใจ เจ้าสรรหาอะไรมาพูดตามถ้อยคำเลว ๆ ของท่าน จงหลีกไปเดี๋ยวนี้”

สุปพุทธะท่านได้กล่าวไล่พระอินทร์ไป แต่พระอินทร์แม้ท่านจะหลีกหนีไปแล้ว ท่านก็ไม่ไปไหนกลับย่องไปที่บ้านของท่านสุปปะพุทธะ

พอมาถึงก็บันดาลแก้วเจ็ดประการให้ตกจากอากาศมาเต็มบริเวณบ้านแล้วบันดาลให้ร่างกายของท่านสุปปะพุทธะหมดจากความเป็นโรคเรื้อนเป็นคนที่มีความสวยสดงดงามตามที่ท่านให้สัญญา

ซึ่งความจริงแล้วแม้ท่านสุปปะพุทธะท่านจะไม่พูดตามพระอินทร์ท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะพระอินทร์ท่านทราบดีว่าท่านสุปปะพุทธะเป็นพระโสดาบันจริงและรู้กำลังใจของบุคคลผู้เป็นพระโสดาบันว่าจะไม่มีวันละเมิดศีล 5 ไปได้และท่านสุปปะพุทธะท่านก็พูดแต่ความจริงทั้งสิ้น

นี่เป็นผลเพียงด้านหนึ่งในการรักษาศีล เมื่อเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเรา

Read Full Post »

“…การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์”

15974938_1657469410933551_8099493613937763968_o

45 พรรษาตลอดการเผยแผ่พระธรรมนั้นมีพุทธดำรัสสำคัญมากมายที่ควรค่าแก่การจดจำเริ่มต้นตั้งแต่คืนแรกเลยทีเดียว ครั้นปราบพญามารให้หายไปได้แล้วทรงกระทำความเพียรจนบรรลุธรรมและได้มีพุทธดำรัสออกมาเป็นพระอุทานดังเช่นพระพุทธเจ้าทั้งปวงว่า

“เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือน คือตัณหา เมื่อไม่พบจึงได้ท่องเที่ยวในสังสารวัฎไม่รู้ต่อกี่ชาติ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์”

“ดูก่อนนายช่าง บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนแก่เราไม่ได้อีก โครงสร้างเรือนของท่านเราได้ทำลายลงแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชาเราก็กำจัดเสียสิ้น จิตของเราบรรลุพระนิพพานถึงความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว จักปรุงแต่งไม่ได้อีก เพราะเราบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว”

“เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว การค้นหาได้สิ้นสุดลงแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจที่ต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว”

“ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาความรู้แจ้งเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพเป็นทีเกิดใหม่มิได้มีอีกต่อไป”

ณ เวลาที่ทรงตรัสรู้นั้น ทรงตรวจดูจิตด้วยปัจจเวกขณญาณ ทรงรู้แจ้งว่า พระทัยเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม ไม่มีกิเลสตัณหามาทำให้พร่องหิวอีกต่อไป

ช่วงสุดท้ายในปัจฉิมยามทรงเปล่งพระอุทานว่า

“เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิไม่มีกิเลส จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เราได้โน้มจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ เราได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์”

“เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฎแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุเพราะความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ย่อมกำจัดมารและเสนามารลงได้ ดุจพระอาทิตย์ทำท้องฟ้าให้สว่างฉันนั้น”

และแล้วการเผยแผ่พระธรรมอันเป็นความจริงของโลกนี้ก็ได้เริ่มต้น ณ เวลานั้นเป็นต้นมา
อรรถกถา นิทานกถา ว่าด้วย ทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน สันติเกนิทาน

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ พุทธวจนะสอนปุถุชนให้เป็นยอดคนและสุขตลอดชาติ”

—————–

ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสร้างบุญได้แล้ววันนี้ ราคาเล่มละ 19 บาท สนใจติดต่อทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์
โทรศัพท์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444
หรือสั่งทางข้อความในเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

Read Full Post »

Older Posts »