Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม, 2017

เรียนเชิญร่วมอนุโมทนาบุญใหญ่
“ต้นบุญ” และทุกท่านที่เป็นเจ้าภาพ
หนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
ทุกเล่ม ทุกวาระ
และทุกท่านที่ได้เห็นบุญสำเร็จนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานกองบุญ ธ.ธรรมรักษ์ได้ร่วมทำบุญเพิ่มให้กับทุกท่าน “มหาทานใหญ่ ”

เป็นโครงการบุญเพื่มบุญ
โดยไม่ได้เรี่ยไรอะไร
เป็นมหาบุญกุศลของทุกท่าน
ที่ได้หักส่วนหนึ่งในหนังสือ
ที่ท่านสั่งทุกเล่ม
เป็นกองบุญธ.ธรรมรักษ์
สร้างบุญ”มหาทานใหญ่”

คือ วัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน
พร้อมกัน ในทุกเดือนหรือตามเหตุและปัจจัย

โดยในรอบเดือนธค.59
เป็นเจ้าภาพหล่อพระมหาจักรพรรดิ หน้าตัก 32 นิ้วเพื่อที่่จะนำไปมอบให้วัดท้าวผายู ต.บวกครก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

พร้อมกันนี้ยังได้นำเงินไปร่วมบริจาคช่วยเหลือภิกษุอาพาธ ณ วัดสวนดอก ต.สุเทพ อ. เมือง จ.เชียงใหม่

ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ณ วัดชัยมงคล จ.เชียงใหม่

บุญอันเป็นมหาทานนี้
ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสบำเพ็ญกุศลครบรอบสตมวาร 100 วัน

โมทนาสาธุๆๆ

Read Full Post »

ผิดศีลข้อกาเมฯ ทำไมจึงเป็นกรรมหนัก

16195462_1661867210493771_2430008826124889364_n


ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉาจารา นั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลสองคน ร่วมกันทำผิดด้วยกันและส่งผลร้ายต่อทั้งตัวผู้สร้างกรรมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้กรรมนั้นมีผลมากสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว

ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชาวพาราณสีคนหนึ่งนามว่า จุลธนุคคหะได้ไปร่ำเรียนวิชายิงธนูที่เมืองตักกศิลาซึ่งเป็นเมืองแห่งศิลปวิทยาการของอินเดียโบราณและเป็นคนเก่งสามารถสำเร็จวิชายิงธนูตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อย อาจารย์ของเขาก็เกิดความพอใจจึงได้ยกลูกสาวให้เป็นภรรยาแล้วให้พากลับเมืองพาราณสีด้วยกัน

ระหว่างทางนาย จุลธนุคคหะกับภรรยาได้เดินทางผ่านตำบลแห่งหนึ่งที่มีช้างป่าดุร้ายคอยทำร้ายคนระหว่างทางแต่ จุลธนุคคหะไม่กลัวพาภรรยาเดินต่อไปก็พบช้างดุร้ายจริง ๆแล้วเขาก็ใช้วิธีธนูที่เรียนมาสังหารช้างจนตาย จนตำบลนั้นเป็นที่ปลอดภัยอีกครั้ง

พอเดินผ่านมาอีกหนึ่งตำบลก็พบ ทางที่เป็นแหล่งซ่องสุมของโจรป่า 50 คนคอยปล้นคนเดินทางนายธนุคคหะก็ไม่กลัวอีกเดินเข้าไปก็พบโจรคอยดักปล้น แต่หัวหน้าโจรเป็นคนฉลาดเห็นว่าพวกตนเองนี่ไม่ใช่คู่ต่อกรกับนายธนุคคหะเลยจึงบอกให้ลูกน้องเฉยไว้

ธนุคคหะกับภรรยาเดินทางมานานก็เริ่มหิวจึงขอแบ่งปันเนื้อมากินบ้าง หัวหน้าโจรก็มอบเนื้อดิบให้ทำให้นายธนุคคหะไม่พอใจเนื่องจากนิสัยเป็นคนยกตนเองและถือดี จึงได้ชักธนูยิงสังหารโจรทั้งก๊กไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่หัวหน้าโจรเท่านั้นเพราะลูกธนูหมดเสียก่อน (ลูกดอกแรกใช้สังหารช้างไปแล้ว)

ธนุคคหะกับหัวหน้าโจรจึงต้องสู้กันตัวต่อตัว เมื่อทั้งสองกำลังเพลี่ยงพล้ำ ก็พอดีภรรยาของนายธนุคคหะฉวยดาบเอาไว้ได้ และมีจิตราคะหลงใหลในตัวหัวหน้าโจรจึงมอบดาบให้หัวหน้าโจรใช้สังหารนายธนุคคหะจนถึงแก่ความตาย

ฝ่ายภรรยาเมื่อสามีอย่างนายธนุคคหะตายแล้วก็สารภาพรักกับหัวหน้าโจร แต่ทว่าหัวหน้าโจรกลับไม่รับเพราะรู้ดีว่า หญิงผู้นี้แม้สามีตนเองยังฆ่าได้ หากตนเองรับเอาไว้แล้ววันใดที่นางเบื่อหน่ายขึ้นมาตนเองก็คงพบจุดจบเช่นกัน จึงคิดหาอุบายทิ้งหญิงผู้นี้เสีย

เมื่อเดินทางไปถึงแม่น้ำสายหนึ่งหัวหน้าโจรก็หลอกว่าแม่น้ำสายนี้มีจระเข้อยู่จะให้พาข้ามไปอย่างไร นางก็บอกให้หัวหน้าโจรข้ามไปก่อนพร้อมกับเครื่องประดับของนางแล้วค่อยกลับมารับตัวนาง แต่พอหัวหน้าโจรข้ามไปแล้วก็ทิ้งนางไว้อีกฝั่งทันที

นางร้องไห้คร่ำครวญอยู่นาน ก็เห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งคาบเนื้อไว้ในปากผ่านมา แล้วเห็นปลากระโดดขึ้นมาจากน้ำดิ้นอยู่ข้าง ๆ สุนัขจิ้งจอกจึงคายเนื้อแล้วหวังจะไปคาบปลาด้วยแต่ปลากลับดิ้นกลับลงไปในแม่น้ำเสียก่อน พอเจ้าจิ้งจอกจะกลับไปเอาเนื้อก็ถูกนกมาจิกคาบไปเสียแล้ว นางเห็นดังนั้นจึงปลงตกได้ว่านี่คือผลกรรมแห่งการ โลภมากและมักมากของตนเองจึงทำให้ต้องสูญสิ้นทุกอย่าง

ชาดกเรื่องนี้ก็เป็นเค้าโครงของบทละครไทยที่ชื่อ “จันทโครพ” ที่แสดงให้เห็นถึงโทษแห่งการผิดกาม นอกจากนั้นก็มีตัวอย่างในการแย่งชิงคู่ครองของผู้อื่นที่สำคัญ ๆอย่าง ทศกัณฐ์แย่งชิงนางสีดาไปจากพระรามแล้วก่อให้เกิดศึกสงครามระหว่างมนุษย์ ลิง และยักษ์ จนเกิดความสูญเสียมากมายเพราะความต้องการของทศกัณฐ์เพียงคนเดียว

จนสุดท้ายตัวทศกัณฐ์เองนั้นแลก็ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ชีวิต

โทษแห่งการผิดศีลข้อ 3 นี้นับว่ารุนแรงกว่าที่เราคิดมาก

กลับกันหากใครที่ได้รักษาศีลข้อนี้ให้ดีแล้ว จะมีแต่ความสงบสุขกายสบายใจไม่ทุกข์ร้อนในชีวิต อย่างเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางยโสธรา ที่เป็นคู่บุญบารมี ได้พบรักกันติดต่อกันนานนับชาติไม่ได้แม้ในชาติสุดท้ายก็ได้เคียงคู่กัน

Read Full Post »

ศีลช่วยคน
ให้เป็น”ยอดคน”
พบความสุข ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

16114011_1660555703958255_6453986933468906955_n
“พระพุทธเจ้า แม้จะเป็นมนุษย์
แต่เป็นผู้ที่ได้ฝึกฝน
พัฒนาตนแล้ว…..
แม้เทพเจ้าทั้งหลาย
ไม่ว่าชั้นเทพหรือชั้นพรหม
ก็น้อมนมัสการ”

ภพภูมิมนุษย์จึงถือว่าประเสริฐสุด เพราะสามารถพัฒนาตนได้
มีโอกาสสร้างความดีได้มากที่สุด
ในบรรดาทุกภพภูมิ มีโอกาสเข้าถึงนิพพานได้ เพราะมีโอกาสได้เห็นทั้งสุขและทุกข์มากกว่าสัตว์ในภพภูมิอื่นๆ

มนุษย์นั้น มีจิตใจเด็ดเดี่ยว
กล้าทำตามความคิดตนเอง
หากมีสติปัญญารู้จักพิจารณา
ก็จะเข้าถึงธรรมได้ง่าย

หากไม่แล้ว ก็สามารถทำชั่วระดับอนันตริยกรรมได้เช่นกัน

ความวิเศษแห่งความเป็นมนุษย์
ก็คือ มนุษย์นั้นมีสภาพเหมาะสมในการปฏิบัติธรรมที่สุด

เพราะมีกายหยาบหรือกายเนื้อให้พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของสังขาร และเป็นที่เดียวในทุกภพ
ที่สามารถมี พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้

และหากต้องการเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องพึงรักษาศีล 5 ให้ได้เป็นอย่างน้อย

ใครไม่มีศีล 5
ก็ต้องไปเกิดในภพที่ต่ำกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์แปลว่า สัตว์ผู้มีจิตใจสูงนั่นเอง

ส่วนการที่เราจะมีความสุข
สงบ สบายใจ ร่ำรวย
มีความสุขได้มากแค่ไหน
ในภพและเวลา ณ ปัจจุบันนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับ “การรักษาศีล”
ของเรานั่นเอง

ชายหนุ่มในสมัยพุทธกาล
ที่ชื่อ “สุปพุทธกุฎฐิ” แปลว่า “นายสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน”

ชายผู้นี้ก็มีอาชีพเป็นขอทาน
เวลาที่เขาได้เข้ามาเห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่บนตอไม้ มีบรรดาประชาชนทั้งหลายแวดล้อมอยู่เป็นส่วนมาก

เป็นเวลาพระพุทธองค์ก็กำลังจะแสดงพระธรรมเทศนา

สุปพุทธกุฏฐิก็บังเกิดมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้นั่งลงตั้งใจจะฟังองค์แสดงธรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงธรรมกล่าวถึง
“โทษของการละเมิดศีล 5”
และกล่าวถึง “คุณแห่งการปฏิบัติในศีล 5” เป็นต้น

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบ
ก็ปรากฏว่าบุคคลผู้รับฟังหลาย ๆท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าคือ เป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง และ เป็นพระอรหันต์บ้าง

สำหรับท่านที่บรรลุเป็นอรหันต์ก็ขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาทันที

แต่ทว่า สุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนและเป็นยาจกคนนี้เธอได้เป็นพระโสดาบันมีความปลื้มใจเป็นอันมาก

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสจบ คนทั้งหลายก็พากันลาพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าก็เสด็จกลับ พระวิหารสำหรับท่านสุปพุทธกุฏฐิ
ซึ่งเป็นพระโสดาบันก็เดินกลับกระท่อมของตน

ในตอนกลางคืนได้สุปพุทธะก็ได้ปรารภถึงพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ว่านับตั้งแต่บัดนี้ ไปจนกว่าจะตาย จะมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นก็ตามที

เรานี้จะไม่ยอมละเมิดศีล 5 เป็นอันขาดเพราะต้องการไปให้ถึงนิพพานแล้วเราจะรักษาศีลด้วยดีก่อน

สุปปะพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนนั้น ทั้งคืนก็นอนไม่หลับด้วยอารามดีใจและเกิดความปลื้มปีติที่ตนเองได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบันแล้ว

วันรุ่งขึ้นก็ตั้งใจจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่าแม้ ตนจะยากจนเข็ญใจเป็นโรคเรื้อนขนาดนี้ก็บรรลุเป็นโสดาบันได้

ซึ่งความคิดนี้ ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ได้ล่วงรู้
จึงได้จะทำการทดสอบว่า
สุปปะพุทธะผู้นี้จะเป็นบุคคลชั้นโสดาบันจริงหรือไม่

รุ่งเช้าพอสุปปะพุทธะออกจากบ้านตรงไปหาพระศาสดาพระอินทร์ก็มาขวางไว้แล้วทำการทดสอบ

โดยจะทดลองใจว่า ให้สุปปะพุทธะกล่าวคำตามที่พระอินทร์กล่าวแล้ว ท่านจะตอบแทนให้ด้วยการเนรมิตแก้วแหวนเงินทองมากมายพร้อมทั้งเนรมิตกายให้สวยงามไม่ต้องเป็นโรคเรื้อนอีก

ซึ่งหนุ่มสุปปะพุทธะได้ยินก็ดีใจตกปากรับคำว่าจะกล่าวคำตามพระอินทร์

พระอินทร์บอกให้สุปปะพุทธะกล่าวคำว่า

“พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม,พระสงฆ์ก็ไม่ใช่พระสงฆ์ เอาแค่นี้และพูดเล่น ๆ ก็ได้ไม่ต้องตั้งใจ”

แต่ท่านสุปพุทธะพอฟังเท่านั้นเกิดความไม่พอใจ ชี้หน้าด่าพระอินทร์ทันทีว่า

“พระอินทร์ถ่อยจงถอยไป
เจ้ามาพูดอะไรแบบนั้น
สำหรับพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ เป็นสิ่งที่เราเคารพอย่างยิ่ง

เวลานี้ท่านมากล่าวว่าเราเป็นคนจนนั่นเราจนจริงแต่จนสำหรับโลกียทรัพย์

แต่ทว่าอริยทรัพย์ของเราสมบูรณ์ เราเป็นพระโสดาบันท่านจงถอยไป ไอ้โรคเรื้อนจังไรอย่างนี้มันเป็นกับเรามาตลอดกาลตลอดสมัย
เราไม่มีทุกข์ใจ เจ้าสรรหาอะไรมาพูดตามถ้อยคำเลว ๆ ของท่าน จงหลีกไปเดี๋ยวนี้”

สุปพุทธะท่านได้กล่าวไล่พระอินทร์ไป แต่พระอินทร์แม้ท่านจะหลีกหนีไปแล้ว ท่านก็ไม่ไปไหนกลับย่องไปที่บ้านของท่านสุปปะพุทธะ

พอมาถึงก็บันดาลแก้วเจ็ดประการให้ตกจากอากาศมาเต็มบริเวณบ้านแล้วบันดาลให้ร่างกายของท่านสุปปะพุทธะหมดจากความเป็นโรคเรื้อนเป็นคนที่มีความสวยสดงดงามตามที่ท่านให้สัญญา

ซึ่งความจริงแล้วแม้ท่านสุปปะพุทธะท่านจะไม่พูดตามพระอินทร์ท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะพระอินทร์ท่านทราบดีว่าท่านสุปปะพุทธะเป็นพระโสดาบันจริงและรู้กำลังใจของบุคคลผู้เป็นพระโสดาบันว่าจะไม่มีวันละเมิดศีล 5 ไปได้และท่านสุปปะพุทธะท่านก็พูดแต่ความจริงทั้งสิ้น

นี่เป็นผลเพียงด้านหนึ่งในการรักษาศีล เมื่อเรารักษาศีลให้ดีแล้วศีลก็จะรักษาเรา

Read Full Post »

“…การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์”

15974938_1657469410933551_8099493613937763968_o

45 พรรษาตลอดการเผยแผ่พระธรรมนั้นมีพุทธดำรัสสำคัญมากมายที่ควรค่าแก่การจดจำเริ่มต้นตั้งแต่คืนแรกเลยทีเดียว ครั้นปราบพญามารให้หายไปได้แล้วทรงกระทำความเพียรจนบรรลุธรรมและได้มีพุทธดำรัสออกมาเป็นพระอุทานดังเช่นพระพุทธเจ้าทั้งปวงว่า

“เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือน คือตัณหา เมื่อไม่พบจึงได้ท่องเที่ยวในสังสารวัฎไม่รู้ต่อกี่ชาติ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์”

“ดูก่อนนายช่าง บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนแก่เราไม่ได้อีก โครงสร้างเรือนของท่านเราได้ทำลายลงแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชาเราก็กำจัดเสียสิ้น จิตของเราบรรลุพระนิพพานถึงความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว จักปรุงแต่งไม่ได้อีก เพราะเราบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว”

“เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว การค้นหาได้สิ้นสุดลงแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจที่ต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว”

“ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาความรู้แจ้งเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพเป็นทีเกิดใหม่มิได้มีอีกต่อไป”

ณ เวลาที่ทรงตรัสรู้นั้น ทรงตรวจดูจิตด้วยปัจจเวกขณญาณ ทรงรู้แจ้งว่า พระทัยเต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม ไม่มีกิเลสตัณหามาทำให้พร่องหิวอีกต่อไป

ช่วงสุดท้ายในปัจฉิมยามทรงเปล่งพระอุทานว่า

“เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิไม่มีกิเลส จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เราได้โน้มจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ เราได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์”

“เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฎแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุเพราะความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ย่อมกำจัดมารและเสนามารลงได้ ดุจพระอาทิตย์ทำท้องฟ้าให้สว่างฉันนั้น”

และแล้วการเผยแผ่พระธรรมอันเป็นความจริงของโลกนี้ก็ได้เริ่มต้น ณ เวลานั้นเป็นต้นมา
อรรถกถา นิทานกถา ว่าด้วย ทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน สันติเกนิทาน

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ พุทธวจนะสอนปุถุชนให้เป็นยอดคนและสุขตลอดชาติ”

—————–

ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสร้างบุญได้แล้ววันนี้ ราคาเล่มละ 19 บาท สนใจติดต่อทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์
โทรศัพท์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444
หรือสั่งทางข้อความในเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

Read Full Post »

ทำไมเกิดมา…ควรรู้จัก”ธรรม”
ทาน…ศีล…ภาวนา…

15977956_1655530941127398_363457435012026078_n


หลายคนสงสัยว่า
เกิดมาเป็นคน
จำเป็นด้วยหรือที่ต้องรู้จัก”ธรรม”

เกิดมาก็มีชีวิตของตัวเอง
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร

อยากทำอะไรก็จะทำ
ไม่มีจริงหรอก”บุญ” และ”บาป”

เขียน…สอน…ให้คนกลัวเท่านั้น
บางคนบอกว่า ลัทธิทั้งนั้น

ขอตอบแบบนี้ แล้วพิจารณากันเอง
เพราะชีวิตเป็นของท่านนั้น ท่านทั้งหลายเป็นเจ้าของ

ครูบาอาจารย์
ท่านเมตตาสอนและเตือนเสมอว่า

การเกิดเป็นคนนั้นแสนยากลำบาก
และต้องมีบุญบารมีมากพอสมควร

การรู้จัก”ธรรม”
จะทำให้เราเข้าใจว่า
เราเกิดได้อย่างไร
เกิดมาทำไม
และควรทำอย่างไร
ให้ชีวิตพบความสุข

ทำอย่างไรถึงจะทุกข์น้อยลง
จนขั้นหมดทุกข์ดับเชื้ออย่างสิ้นเชิง

ธรรมจะสอน
ให้เรารู้จักตัวเองอย่างถึงแก่น

รู้จักเหตุที่มา
ที่ดำรงอยู่
และการเสื่อมทั้งสิ้น

รู้จักว่า”ทุกข์” และ “สุข” นั้นคืออะไร

เราจะรับมืออย่างไร
ที่จะทำให้ชีวิตนั้นมีความสุข

และเกิดมามีคุณค่า
ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

“ธรรม” สอนให้ทุกคน
อยู่ร่วมกันแบบสันติ
สงบ สุข สว่าง

“ธรรม” คือ ความจริงแท้

สำหรับท่านที่ไม่เชื่อ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ไม่เคยบังคับ
ขู่เค็ญให้คนเชื่อแม้แต่คนเดียว!
แม้แต่เรื่องเดียว!
ที่พระพุทธองค์สอน

ถ้าอยากรู้ว่าจริงไหม
มีทางเดียว
ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง!!!

ปลาที่อยู่ในน้ำ
ไม่เคยเชื่อว่ายังมีนกที่บินอยู่บนฟ้า
นกที่บินอยู่บนฟ้า
ไม่เคยคิดว่ายังมีปลาที่ว่ายในน้ำได้

จิตของคนที่ยังไม่เชื่อ ก็เช่นกัน

ทาน ศีล ภาวนา นั้น
คือ การสร้างบุญที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนา
เป็นทางสว่าง
เป็นทางรอดของคนที่ทุกข์

ยิ่งทำยิ่งสบายใจ
ยิ่งทำยิ่งพบความสุขที่แท้จริง

ขอให้พิจารณาด้วยสติ
ด้วยปัญญา
ด้วยภูมิธรรม

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

“ศีล” จุดเริ่มต้น
ของปาฏิหาริย์ใหญ่แห่งชีวิต

15781026_1632807193399773_8175068789435528781_n

หลายคนที่มีปัญหามากมายในชีวิตทั้งเรื่องเงิน
งาน ปัญหาครอบครัว โรคภัยไข้เจ็บเรื่องต่างๆ
สารพัดที่เข้ามาในชีวิต
อย่างไม่หยุดหย่อน
อาจจะไม่รู้ตัวเองว่า
เหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้

เพราะ”บุญเราน้อย”

บุญเราน้อยจนไม่พอที่จะส่งผล
ทั้งบุญเก่าและบุญใหม่ก็ไม่ทำ
เมื่อบุญน้อยไม่มีกำลังส่งผลไม่ได้
ก็ต้องปล่อยให้กรรมไม่ดี
ที่เคยทำส่งผลก่อน
ตามกฎแห่งกรรม

แล้วมีวิธีแก้ไขไหม?

ตอบตรงนี้เลยว่า
ต้องสร้างบุญใหม่
กรรมดีใหม่ที่ถูกต้อง
ที่แรงกว่ากรรมชั่วที่เคยทำมาเท่านั้น
ถึงจะสร้างปาฏิหาริย์ในชีวิตได้!

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า
“ศีล” นั้นเป็นจุดเริ่มต้น
ของการสร้างปาฎิหาริย์
และบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่

มีอานิสงส์บุญที่ประมาณมิได้ทั้งปวง
ที่เหนือกว่าให้ทาน
การรักษาศีล
เป็นวิธีการสร้างบุญอย่างหนึ่ง
ที่อยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 10

เป็นบุญใหญ่ที่ทุกคนทำได้ง่ายดาย
และไม่เสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว
ที่สำคัญเป็นบุญที่มีกำลังแรงมาก
เปลี่ยนชีวิตได้เลยแบบฉับพลัน!!!

เพราะในทุกๆ ครั้งที่เราตั้งใจเจตนาแรงกล้า
ที่จะรักษาศีล จิตเป็นกุศล เกิดการงดเว้นจากความชั่ว
ไม่มีไปเบียดเบียนใคร
จะเกิดกระแสแห่งความดี
เกิดความเมตตาขึ้นมาในใจ
ที่เราเรียกว่า “ กระแสบุญ”

กระแสบุญที่เกิดขึ้นนี้เอง
ที่ช่วยชำระล้างจิตใจที่เคยขุ่นมัว
ที่เคยมืดมิดให้ใสสว่างขึ้น
จากที่เคยหลงทาง เดินทางผิดๆ
ก็จะกลับมาสู่เส้นทางแห่งบุญกุศล

กระแสบุญจะหนุนนำ
พาให้ชีวิตเราดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้น
และยิ่งเมื่อทำครบถ้วน
ทั้งทาน ศีล ภาวนาแล้ว
จะยิ่งเกิดอานิสงส์แห่งบุญ
ที่ประมาณมิได้

ขอให้ระลึกให้มั่นว่า
“ การรักษาศีล” นั้น
เหมือนกับการสร้างกรรมดี
สร้างบุญกุศลใหญ่ทั้งปวง
จะได้ผล จะได้บุญหรือไม่ได้บุญ
หรือบุญจะน้อยหรือบุญมาก

ที่ขึ้นอยู่กับ”เจตนา” เป็นสำคัญ
เจตนาจะเป็นตัวชี้วัดเลย!

และการรักษาศีลนั้น
อยู่ในจิตของเรา
อยู่ที่เจตนาของเรา ไม่ใช่สถานที่

หากเรามีเจตนา ความตั้งใจสูง
กำลังใจเราจะสูง

กระแสบุญที่เกิดขึ้นจะมาก

จิตเราจะมีพลังมาก แม้เมื่อเจอ
เมื่อมีโอกาสที่จะผิดศีล
แต่เราอดทนไม่ทำ ไม่ผิดศีล
ผลดีจะเกิดขึ้นแบบปาฏิหาริย์

ใครที่เคยรักษาศีลอย่างเข้มข้น
จะต้องเคยพบเรื่องราวที่ดีในชีวิต
ที่แบบไม่น่าเชื่อเลยแต่ก็เกิดขึ้น

หลายคนเวลาไปทำบุญ
พระท่านให้รักษาศีล บอกศีลให้
ก็รับๆ อยู่ต่อหน้าพระ
ก็รับศีลมาถือไว้
พอออกจากวัดก็ลืมหมด จบกัน
บางคนยังไม่พ้นประตูวัด
ก็ผิดศีลแล้ว!

ขอให้เข้าใจกันให้ถ่องแท้ว่า
ศีลนั้นอยู่กับตัวเราทุกคน
ไม่ได้อยู่กับพระ หรือมีแต่ในวัด
หรือในสถานที่ปฏิบัติธรรม

คนอื่นเขาจะรักษาศีลหรือไม่รักษา
ผิดหรือไม่ผิดไม่ใช่เรื่องของเรา

“รู้ตัว” เราก็พอ
ฝึกตน เพียรพยายามอดทน อดกลั้น
รักษาศีลแห่งตนให้บริสุทธิ์มากที่สุดก็พอ

ครูบาอาจารย์
ท่านฝากไว้ 3 ข้อสำคัญ
ที่ช่วยให้เราอยู่ในศีล
ได้อย่างสมบูรณ์ง่าย ๆ
ขอให้จำจนฝังลงไปในจิต
จนกลายเป็นนิสัย
จนกลายเป็นสันดาน
กลายเปฌนสัญญาติดตัว
ไปทุกภพชาติคือ

หนึ่ง
รักษาศีลในตนให้บริสุทธิ์มากที่สุด

สอง
ไม่ยินดีเมื่อเห็นคนผิดศีล

สาม
ไม่ส่งเสริมให้คนผิดศีล

แค่ 3 ข้อนี้จะเป็นกำแพงป้องกันความชั่วทั่งปวง
และจะส่งผลให้ชีวิตสุขและเจริญรุ่งเรืองฉับพลัน!

ขอให้พิจารณาด้วยสติ
ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

สวดมนต์ทุกวัน…ทั้งปี
ดี…ตลอดชาติ

15780793_1627878913892601_5221497005501596391_n

วันนี้เป็นวันปีใหม่ หลายท่านได้สร้างกุศลในการสวดมนต์ข้ามปี
ขออนุโมทนาบุญที่เกิดขึ้นทุกประการ

โอกาสนี้จะขอนำความรู้ที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอน
และท่านใช้อยู่ทุกวันมาให้ท่านได้พิจารณากัน

การสวดมนต์นั้นเป็นการสร้างจิตให้เกิดเป็นสมาธิ
เป็นการรวมจิตและเพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเอง

การสวดมนต์ทุกวันถือว่า
เป็นการสร้างสิ่งอันเป็นมงคลยิ่งให้กับตนเอง

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำว่า
หลังจากท่านสวดปกติในทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นแล้ว
หรือในเวลาใดที่ท่านสะดวกแล้ว

ท่านควรจะสวดทั้งวันในใจถ้าทำได้
ไม่ว่าจะเป็นบทไหนที่ตรงจริตท่าน
หรือจะภาวนา พุท โธ ดูลมหายใจเข้าและออกตลอดก็ได้
ไม่ว่าจะนั่ง เดิน ยืน ทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

หลายท่านสวดคาถาพระเจ้า 5 พระองค์
คาถาเงินล้าน คาถาพระจักรพรรดิ
คาถาหัวใจชินบัญชร
หรือคาถาที่เสริมโชคลาภฯลฯ
และทุกครั้งที่สวดมนต์เสร็จ
ควรทำเจริญภาวนา พิจารณาสภาวะธรรมทั้งปวง
และแผ่เมตตาออกไปด้วยจิตที่เต็มอิ่ม
เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่า
คนที่สวดมนต์ตลอดเวลาทุกวันและเจริญภาวนา แผ่เมตตา

คนๆ นั้น จะมีแต่สิ่งดีๆ คนดีๆ เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต
ทำอะไรก็มีสติ มีสมาธิ จับต้องอะไรสำเร็จหมด

ก็ขอฝากทุกท่านพิจารณากัน
ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

Older Posts »