Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤศจิกายน, 2016

15110279_1559290910751402_564941387923974003_o

หลายคนคงเคยได้ยินพุทธวจนะนี้ทั้งคำบาลีและภาษาไทย

เพราะเหตุใด การให้ธรรมทานจึงเหนือกว่าทุกการให้

การให้หรือการช่วยเหลือ สงเคราะห์ อุปถัมภ์คนด้วยวัตถุทาน นั้นถือว่าเป็นบุญกุศลจัดอยู่ในทาน

ซึ่งวัตถุทานนั้น ช่วยทางด้านกายเนื้อ
ช่วยให้เขารอดพ้นจากความทุกข์ ความลำบาก ความเดือดร้อน

แต่เป็นการช่วยชั่วครั้งชั่วคราว หมายถึง ช่วยให้ผ่านไปได้
เป็นบางครั้ง
แต่ก็คงไม่ได้ช่วยตลอดไป

แต่การให้ธรรมทาน
ที่ถูกต้อง ถูกธรรมนั้น
ช่วยเปลี่ยนจิต เปลี่ยนกรรมได้

หากผู้รับ เข้าถึง คิดได้
นำไปใช้กับชีวิต
ชีวิตเขาจะเหมือนชีวิตใหม่
ได้ชีวิตใหม่
ที่อยู่ในเส้นทางบุญ
เส้นทางที่ถูกต้อง

และไม่ได้ช่วยเขาคนเดียว
แต่ช่วยคนรอบข้างเขาด้วย
เพราะเมื่อเขาเปลี่ยนจากไม่เข้าใจเป็นเข้าใจ

จากไม่รู้จักกรรมดี เป็นรู้จักทำได้
ชีวิตเขาจะไปในทางดี
นำคนอื่นไปสู่สิ่งที่ดีด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเมีย เป็นลูก เป็นพ่อแม่ หรือใครก็ตามรอบข้างเขา

ผู้ให้ธรรมทานนั้น
จึงเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่มาก
ให้ชีวิต นำคนสู่บุญกุศล
อันเป็นบุญที่ประมาณมิได้

และยิ่งธรรมทานนั้น
ความคิดนั้น บทความนั้น
มาจากพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระมหาโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า
หรือผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงแล้ว

อานิสงส์แห่งบุญนั้นมหาศาล ประมาณมิได้จริงๆ

ในทางโลกนั้น การให้ธรรมทานนั้น
ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
คงดีกว่าให้การ์ดอวยพร
ยาดม ยาหอม ยาหม่อง
หรืออะไรที่ง่ายๆ หยิบฉวยง่าย
หลายครั้งที่ผู้รับไม่ได้ใช้
รับมาตามธรรมเนียม

ในงานกุศลนั้น
ยิ่งในงานที่ระลึกถึงผู้ตาย
การทำธรรมทานแจก
เป็นการสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่มาก
แก่ผู้ตาย ที่ได้อานิสงส์มาก
เป็นการเพิ่มบุญให้ผู้ตายได้แน่นอน
เมื่ออุทิศถูกต้อง ตรงทาง

ธรรมทานที่ดีนั้น…
จึงเหนือกว่าทานทั้งปวงหลายเท่า

ขอให้พิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14937394_1534725826541244_7036055649404812833_n

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะอันแน่วแน่มั่นคงในบวรพุทธศาสนา
โดยได้เสด็จออกทรงพระผนวช
ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙

ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล”
ในระหว่างที่ทรงผนวชนั้นได้ทรง ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

ดังที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงเล่าถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวชว่า

“…พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพระผนวชตามราชประเพณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่ทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มิได้เป็นบุคคลจำพวกที่เรียกว่า หัวใหม่ ไม่เห็นศาสนาเป็นสำคัญ แต่ได้ทรงเห็นคุณค่าของพระศาสนา
ฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญก็กล่าวได้ว่า บวชด้วยศรัทธา เพราะทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธา ประกอบด้วยพระปัญญา และได้ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด…”

“…ในด้านหน้าที่ราชการนั้น ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางพระพุทธศาสนา ตามราชประเพณีโดยมิได้ขาดตกบกพร่อง เช่น พระราชกรณียกิจเนื่องในเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมือง พระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์ในการเอื้ออำนวยแก่การปกครองคณะสงฆ์และเชิดชูผู้ทรงศีลทรงธรรมให้เป็นที่ปรากฏ ตลอดถึงพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ การสั่งสอนและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในด้านที่เป็นการส่วนพระองค์นั้น ก็ทรงปฏิบัติพระองค์ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมของพระพุทธศาสนา มีราชธรรม เป็นต้นดังกล่าวแล้ว ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา และทรงนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ในโอกาสต่างๆ และบำรุงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมากมิได้ขาด…”

***ส่วนหนึ่งในหนังสือ “ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว”
สุดยอดหนังสือธรรมทานในภพชาตินี้

Read Full Post »

ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว

14907195_1533415853338908_3353859795163555264_n

พระราชปุจฉา กับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมสานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ถึงวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในคราวเสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นมัสการและมีพระราชปุจฉา(คำถาม) หลวงปู่ฝั้น มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า

พระราชปุจฉา : ทำอย่างไร? ประเทศชาติประชาชน จะอยู่ดีกินดี มีความสามัคคีปรองดองกัน

หลวงปู่ฝั้น : ให้เข้าหาพระศาสนา เพราะศาสนาสอนให้ละชั่ว กระทำความดี ทำใจให้ผ่องใส

พระราชปุจฉา : คนส่วนมากทำดี คนส่วนน้อยทำชั่ว จะทำให้คนส่วนมากเดือดร้อนไหม ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้

หลวงปู่ฝั้น : ขอถวายพระพร ทุกวันนี้คนไม่รู้ศาสนา จึงเบียดเบียนกัน ถ้าคนเรานึกถึงตนแล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน เพราะต้องการความสุขความเจริญ คนอื่นก็เช่นกัน

คนทุกวันนี้เข้าใจว่าศาสนาอยู่กับวัด อยู่ในตู้ ในหีบ ในใบลาน อยู่กับพระพุทธเจ้าประเทศอินเดียโน่น จึงไม่สนใจ บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวาย มองหน้ากันไม่ได้

ถ้าคนเราถือกันเป็นบิดามารดา เป็นพี่เป็นน้องกันแล้วก็สบาย ไปมาหาสู่กันได้ เพราะใจเราไม่มีเวร เวรก็ไม่มีใจ เราไม่มีกรรม กรรมก็ไม่มี

ฉะนั้น ให้มีพรหมวิหารธรรม อย่างมหาบพิตรเสด็จมานี้
ทุกอย่างเรียบร้อยหมด

ในคราวเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทูลกระหม่อมสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จติดตามเข้านมัสการหลวงปู่ฝั้น อาจาโร โดยประทับบนพื้นพรม

สมเด็จฯ : ท่านอาจารย์ไปพักวัดบวรฯบ่อยไหม?

หลวงปู่ฝั้น: สมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ไปพักบ่อย ทุกวันนี้ไม่ได้ไป ท่านเจ้าคุณศาสนโสภณนิมนต์เหมือนกัน (ท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระญาณสังวร และก็คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ในเวลาต่อมา)

สมเด็จฯ : ถ้าท่านอาจารย์ไปพักที่วัดบวรฯ ดิฉันจะไปนมัสการ ดิฉันสนใจภาวนามานานแล้ว แต่เมื่อนั่ง จิตไม่ค่อยสงบ ได้ไปเรียนท่านเจ้าคุณศาสนโสภณ ท่านบอกว่า เป็นเรื่องยุ่งยาก

หลวงปู่ฝั้น: ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ทำได้

สมเด็จฯ : ทำอะไร? ให้รู้อยู่หรือ?

หลวงปู่ฝั้น: ขอถวายพระพร

***ส่วนหนึ่งในหนังสือ “ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว” สุดยอดหนังสือธรรมทานในภพชาตินี้

Read Full Post »

14910549_1530339683646525_4154972389380271477_n

มีพระเจ้าปัญหารูปหนึ่งที่มีความประพฤติและความรู้ไม่เหมาะสมนั่นก็คือ พระอุทายี ซึ่งพระอุทายีเป็นต้นบัญญัติเรื่องที่ว่า ท่านเคยนำอุบาสิกาท่านหนึ่งไปนั่งสนทนากันในที่ลับตา คือในกุฎิ ซึ่งก็พอดีว่านางวิสาขามหาอุบาสิกามาพบเห็นเข้าจึงได้กล่าวเตือน สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือ ท่านอุทายีกล่าวตอบว่า “โยมยุ่งอะไรด้วย”

เมื่อพระนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ยินเช่นนั้นจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามภิกษุพูดเจรจากับสตรีสองต่อสอง หากจะเจรจาด้วยควรมีพระหรือสามเณรรูปอื่นอยู่ด้วย

อีกหนึ่งกรณีก็คือ ท่านอุทายีเป็นผู้มีฝีมือในการเย็บจีวร ครั้งหนึ่งมีภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติของท่านมาขอให้เย็บจีวรให้ ท่านก็เย็บให้อย่างดี ภิกษุณีผู้ไม่รู้ความก็นำไปสวมใส่ บรรดาภิกษุที่มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้เย็บ จีวรให้ภิกษุณีเล่าเรื่องนี้ความทราบถึงพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสติเตียนว่า

“ดูก่อนโมฆะบุรุษ ภิกษุที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำที่สมควรหรือไม่สมควร อาการที่น่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส ของภิกษุณีที่มิใช่ญาติ ไฉนเธอจึงได้เย็บจีวรให้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว …

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด เย็บก็ดี ให้เย็บก็ดี ซึ่งจีวร เพื่อภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นปาจิตตีย์”

พระอุทายีผู้นี้ยังมีวีรกรรมเป็นเถ้าแก่ไปขอเมียให้ชาวบ้านอีกหลายราย บางคู่ก็อยู่กันได้ บางคู่ก็ทะเลาะหย่าร้างกัน พ่อแม่ฝ่ายหญิงตามมาด่าพ่อสื่ออุทายีถึงวัด ทำให้ต่อมาก็มีสิขาบทเพิ่มเติมห้ามพระเป็นพ่อสื่อ หรือเป็นสื่อชักนำชายหญิงให้ได้เกี้ยวพาราสีกัน

ความประพฤติอีกอย่างของพระอุทายีก็คือ เมื่อเห็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ไม่อยู่แล้วก็มักจะเข้าไปนั่งในโรงธรรมนั่งบนธรรมาสน์อยู่บ่อยๆ ต่อมาวันหนึ่งมีภิกษุอาคันตุกะเห็นพระอุทายีนั่งบนธรรมาสน์ ก็เข้าใจว่าเป็นพระผู้ใหญ่ผู้มี่ความรู้มาก จึงเข้าไปถามปัญหาธรรมะเช่นปัญหาเรื่องปฏิสังยุตด้วยขันธ์ แต่พระอุทายีตอบไม่ได้ พวกภิกษุจึงตำหนิว่า “นี่พระเถระอะไร อยู่ในวิหารเดียวกับพระพุทธเจ้ายังไม่รู้ธรรมเพียงเท่านี้ แม้สักว่าขันธุ์ธาตุและอาตยนะ”

เหล่าภิกษุจึงไปกราบทูลต่อพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า

“คนพาล เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตอยู่แม้จนตลอดชีวิต เขาย่อมไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น” พอจบเทศนานี้แล้วจิตของภิกษุทั้งหลายก็หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์

Read Full Post »