Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2016

14718767_1510355635644930_5183521257552758150_n

การกรวดน้ำอุทิศบุญให้
เมื่อเราได้ทำบุญส่งไปให้เขาแล้ว ควรจะกรวดน้ำแผ่เมตตาด้วย เพราะจะทำให้การอโหสิกรรมนั้นเร็วขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า หลังจากสร้างบุญ ควรมีการกรวดน้ำทำบุญแผ่เมตตาไปให้ทุกครั้ง และควรทำในวันนั้นเลย

ซึ่งส่วนมากคนที่ไปทำบุญตามวัดหรือสถานที่ที่เราได้สร้างบุญไว้แล้วต่างๆ มักจะมีที่กรวดน้ำอยู่แล้วก็ควรกรวดน้ำส่งบุญให้ทันที แต่หากท่านที่ลืมหรือติดขัดอะไรก็ขอให้กลับมาทำที่บ้านก็ได้

ทำไมถึงต้องกรวดน้ำ ? หลายท่านบอกว่าไม่ต้องกรวดก็ได้ใช้กรวดแห้งหรือกรวดแบบไม่ใช้น้ำก็ได้ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้นก็ถือเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแต่เหมาะสำหรับคนบางคน หรือดวงจิตวิญญาณบางจิตเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้

เพราะบางจิตวิญญาณระดับบุญของเขาต่ำเขารับแบบตรงๆ ไม่ได้ต้องมีสื่อ มีน้ำช่วย รวมถึงคนที่ส่งบุญไปให้เขาถ้ามีจิตมีภูมิธรรมที่สูงก็สื่อถึงกันได้เลย

แต่ถ้าจิตไม่สูง ไม่มีความละเอียดพอก็ควรมีการกรวดน้ำทำบุญแผ่เมตตา เมื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลถึงกับผู้ที่ล่วงลับหรือเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาก็จะได้อานิสงส์ผลบุญ เขาก็อวยพรให้ไม่มาขัดขวาง ไม่มาเอาตัวเราไปอยู่กับเขา

หรืออย่างน้อยเขาก็จะคลายความโกรธ ความอาฆาตลง ดังนั้นเรื่องจะกรวดน้ำหรือไม่กรวดน้ำ ก็ขอให้แต่ละบุคคลพิจารณาดูว่า “จิต”ของตนเองนั้นมีความละเอียดมีภูมิธรรมระดับไหนซึ่งคนที่มีภูมิธรรมสูงๆ มีจิตแข็งพอจะสามารถทำได้เพราะจิตได้รับการฝึกฝนมายาวนานสามารถส่งบุญให้เขาได้รับทันที

แต่ถ้าไม่เคยฝึกมาเลย ก็ควรใช้การกรวดน้ำช่วยเพื่อให้บุญได้ส่งถึงเขาอย่างไม่ขาดสาย ได้รับกันไปแบบเต็ม ๆไม่ขาดช่วง

หลังจากอุทิศบุญให้แล้วก็ให้ทำการแผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณของลูกและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายด้วย ซึ่งก่อนที่จะแผ่เมตตาขอให้ตั้งจิตให้สงบเสียก่อน ยิ่งสงบมากจะทำให้จิตมีพลัง

นึกถึงบุญที่เคยทำมาทั้งหมดค่อยๆ นึกได้แล้ว ควรนึกถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขอให้อธิษฐานรวมบุญทั้งหมดที่เคยทำมารวมไว้เป็นกองบุญเดียว แล้วให้ว่าดังนี้

“นะโม ตัสสะ ภควะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวา รัตตะเยนะ
กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้าจงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินบิดา – มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกายวาจาใจ

ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ

ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง

จงเจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ

ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐานที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้วขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี)

หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชน ของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมเทอญ”

Advertisements

Read Full Post »


14720620_1507521845928309_2937089958404783992_n


การรักษาศีลให้ได้ผลใน 3 ระดับ
1. แบบรักษาในเหตุการณ์เฉพาะหน้า (สัมปัตตวิรัติ)

วิธีการถือรักษาศีลแบบสัมมปัตติวิรัติ เรียกง่าย ๆว่า “ใช้จิตสำนึกรักษาเอง” คือการถือรักษาศีลแบบนี้ไม่ต้องรับจากพระ ไม่ต้องกล่าววาจาสมาทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เกิดมีสามัญสำนึกในการจากความชั่วทุจริตต่างๆ เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยตนเองแล้วเว้นจากการทำผิดนั้น ๆไปเสีย ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบสัมปัตตวิรัติได้ก็จะเป็นพื้นฐานให้สามารถรักษาศีลให้คงอยู่ยาวนานได้ในระดับต่อๆไป

ศีลข้อที่ 1 คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เช่น เมื่อยุงกัดเรา เราก็ต้องตั้งสติเอาไว้ให้ได้โดยไม่ตบยุงเพียงแต่ใช้มือปัดๆ มันออกไปให้พ้นเท่านั้น เป็นต้น

ศีลข้อที่ 2 คือ การงดเว้นจากการลักทรัพย์ เช่น หากเรามีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ พอที่จะยักยอกหรือฉ้อโกงเอามาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่ทำได้ เพราะมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงนี้เป็นบาปทุจริต แม้ยักยอกเอาไปได้ เงินทองนี้อาจจะอำนวยประโยชน์และให้ความสุขได้จริง แต่เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์ เพราะต้องหวาดผวาระแวงภัยระวังตัวอยู่เสมอ กลัวเขาจะจับได้

ศีลข้อที่ 3 คือ การงดเว้นจากการล่วงประเวณีในคู่ครองหรือลูกเมียผู้อื่น เช่น เราแอบชอบเพื่อนคนหนึ่งในที่ทำงานและมีโอกาสที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกันมากสามารถที่จะถูกเนื้อต้องตัวหรือแม้แต่มีโอกาสที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันได้ แต่ เราก็สามารถคิดได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำแม้ฝ่ายตรงข้ามจะยินยอมพร้อมใจให้แล้วก็ตาม เพราะเรารู้ว่าเขามีคู่ครองอยู่แล้ว

ศีลข้อที่ 4 คือการงดเว้นจากการพูดปด เช่น เราอยู่ในที่ทำงานแล้ว เพื่อน ๆในที่ทำงานรวมหัวกันพร้อมกับชักชวนเราให้กล่าวเท็จกับหัวหน้างานเพื่อให้ผลประโยชน์ตกแก่ทุกคนที่รวมหัวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุจริตและจะก่อความเสียหายให้กับตัวบริษัท แต่ เราคิดได้เองว่าเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่ขอร่วมในการโกหกหลอกลวงด้วยประการทั้งปวง

ศีลข้อที่ 5 คือ การงดเว้นจากการดื่มสุราของเมา เช่นกรณีที่เราเลิกงานแล้วไปกินเลี้ยงสังสรรค์กันซึ่งเพื่อนร่วมงานทุกคนพากันดื่มเหล้า แต่ เราไม่ดื่มเพราะเห็นว่าไม่สมควรและจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ยานพาหนะในเวลากลับบ้านรวมทั้งเป็นการป้องกันรักษาผู้อื่นไปอีกทางหนึ่ง

การถือสมาทานศีลแบบ สัมปัตตวิรัติ เป็นการรักษาศีลเฉพาะหน้า เมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆเข้ามาทำการให้เราได้พิสูจน์รักษาเดี๋ยวนั้นเลย และเมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็เว้นจากการกระทำนั้นๆ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะมาเกิดสามัญสำนึกอายชั่วกลัวบาปขึ้นมาเอง ซึ่งการคิดอย่างนี้อย่างนี้ก็ถือเป็นศีลเหมือนกัน ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบนี้ ก็จะสามารถเป็นผู้เอาตัวรอดจาก ความชั่วเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

2. แบบสมาทานวิรัติ
การรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่เราไปรับศีลกับพระหรือจากผู้มีศีลอื่นๆใดก็ได้ที่ถือศีลมากกว่าเรา เช่นแม่ชี ผู้ถือศีล 8 เป็นประจำเป็นต้น และมีบุคคลอื่นเป็นสักขีพยานเสียก่อนจึงรักษาได้โดยที่นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบันจะมีวิธีการที่ขอลงลึกในรายละเอียดดังต่อไปนี้

เดินทางไปที่วัดและเมื่อต้องการสมาทานศีลห้าจากพระภิกษุก็ให้พึงกล่าวคำอาราธนาศีลก่อนดังนี้

มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(ถ้ารับเพียงคนเดียว เปลี่ยนจากคำว่า มะยัง เป็น อะหัง และเปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ) แล้วต่อไปพึงว่าตามพระไปทีละตอนๆ โดยออกเสียงให้ดังชัดเจนดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( กล่าว 3 หน) แล้วกล่าวตามพระท่านต่อไปว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ต่อไปพระท่านจะว่า “ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” ซึ่งผู้รับไม่ต้องว่าตาม แต่เมื่อพระท่านว่าจบให้พึงรับว่า “อามะภันเต” เท่านั้น แล้วพระท่านจะว่าต่อไปอีกว่า

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ซึ่งต่อจากนี้ไปพระท่านจะว่าสรุปศีลว่า “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ”

ในขณะที่พระกำลังว่าสรุปศีลนี้ผู้รับพึงกล่าวเบาๆ พอได้ยินคนเดียวว่า “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ 3 หน เป็นการให้คำปฏิญาณว่าจะสมาทานรักษาศีล 5 นี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ต่อไป เมื่อจบแล้วให้กราบพระด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธีการสมาทานศีลห้า

การถือรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปและคุ้นเคยกันมากเวลาที่เราไปวัด เรียกว่าเป็นรักษาศีลด้วยความมีเจตนาตั้งใจรับด้วยการสมาทานจากผู้อื่นซึ่งผู้ถือรักษาศีลแบบนี้ “อาจล่วงละเมิดศีลของตนได้ง่ายหากไม่มีผู้อื่นรู้เห็น” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถือรักษาศีลด้วยวิธีนี้จึงต้องระวังใจของตนเองไม่ให้เผลออีกเหมือนกัน เพราะถ้าเผลอเมื่อไรจะล่วงละเมิดศีลข้อนั้นๆ ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยลงทันที

แต่อย่างไรก็ตามวิธีฝึกรักษาศีลแบบนี้ค่อนข้างจะยากอยู่สักหน่อย เพราะเราไม่อาจจะไปวัดแล้วขอสมาทานจากพระท่านได้ทุกวัน ซึ่งสามารถสมาทานเองได้เหมือนกันโดยตั้งใจสมาทานเองทุกวันโดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

ตอนเช้าๆ เมื่อตื่นนอนแล้ว เราก็ดื่มน้ำสะอาด ๆ อุ่นๆสักหนึ่งแก้วแล้วรวบรวมสติให้ตั้งมั่นและจิตนิ่งโดยที่ควบคุมไม่ให้ง่วงหรือเผลอสติคิดไปที่อื่นให้ได้ก่อน จะกระทำบนที่นอนเลยหรือจะไปกระทำที่หน้าพระพุทธรูปบูชาที่บ้านหรือหากแขวนพระแขวนเหรียญไว้ที่คอก็กำพระกำเหรียญนั้นขึ้นมาประนม มือพร้อมตั้งใจอธิษฐานว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์
อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ลักทรัพย์
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับผู้ใดที่ไม่ใช่คู่ครองของข้าพเจ้า
มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่พูดเท็จ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด

เมื่อทำเช่นนี้เสร็จแล้ว ก็เป็นการให้ปฏิญญาว่าจะรักษาศีลแล้ว ต่อไปก็พยายามตั้งใจรักษาปฏิญญานั้นให้ดีต้องนึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สมาทานศีลมาแล้วต้องถือรักษาศีลนั้นไว้ให้ดีทั้งวันให้ได้ โดยมีเคล็ดเพิ่มเติมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์อีกเคล็ดวิธีหนึ่งด้วยเรียกว่า “การกรอเทปสมอง”

การกรอเทปสมองนั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆกับการสมาทานรักษาศีลด้วยวิธีแบบสมาทานวิรัตินี้เนื่องจากมันมีปัจจัยต่าง ๆที่จะทำให้ศีลนั้นขาด,ทะลุหรือด่างพร้อยได้จึงต้องใช้วิธีการกรอเทปสมองนี้มาช่วย

การกรอเทปสมองนั้นให้กระทำในช่วงเวลาก่อนนอนที่เราอาบน้ำชำระร่างกายสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ต้องนอนแต่ให้ นั่งนึกย้อนทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่เราเปิดประตูก้าวเท้าออกจากบ้านจนกระทั่งกลับมาสวมชุดนอนนี้ว่า วันนี้เราได้เผลอทำผิดศีลข้อใดไปแล้วบ้างอาจมีทั้งศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างและศีลพร้อยไปตามลำดับ

เมื่อคิดทบทวนได้แล้วก็ให้จับข้อศีลที่เราได้ทำขาดหรือด่างพร้อยไปนั้นแล้วทำการให้ปฏิญญาใหม่อีกครั้งว่า “วันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดศีลแบบเดิมอีก” พยายามนึกให้ออกทบทวนให้ละเอียดจนครบ หากจำได้ไม่หมดก็ให้บันทึกลงในกระดาษทีละครั้งทุกครั้งที่นึกออก เมื่อทบทวนได้จนครบแล้วก็จะพบรายละเอียดในแต่ละวันว่าวันนี้เราได้ทำผิดศีลอะไรไปบ้างโดยละเอียด ซึ่งพอตั้งใจไว้แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดเหมือนเดิม จิตก็จะให้ความระมัดระวังในศีลข้อนั้นไปเอง หลังจากนั้นก็ให้สวดมนต์ก่อนนอนไปตามปกติ

เมื่อสามารถทบทวนทำเช่นนี้ได้ทุกวัน “จิต” ของเราก็จะพึงให้ความระมัดระวังในการกระทำแต่ละวันไปโดยอัตโนมัติเมื่อจิตมัวแต่คอยระวังว่าจะไม่ให้ผิดศีล อย่างนี้ไม่ว่าทำอะไรก็จะให้ความระมัดระวังมากขึ้น (แต่ไม่ใช่ความกลัวผิดจนเกินเหตุ)แล้วเราจะพบว่าทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานนั้นมีความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

เมื่อเราสามารถถือรักษาศีลด้วยวิธีการนี้ไปได้เรื่อย ๆเป็นเวลาอย่างน้อยสัก 3 เดือนก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้สามารถสมาทานรักษาศีลแบบ สมุจเฉทวิรัติได้

3. ถือศีลแบบเว้นโดยสิ้นเชิง (สมุจเฉทวิรัติ)
การถือศีลแบบนี้เป็นแบบที่จะงดเว้นเองหรืองดเว้นเพราะสมาทานก็ได้ แต่มีความสูงกว่าสองแบบแรกโดยมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะงดเว้นจากบาปทุจริตต่างๆ “โดยเด็ดขาด” โดยจิตจะตั้งใจรักษาศีลตลอดไป เรียกว่า “การรักษาศีลตลอดชีพ” เรียกได้ว่าเป็นแบบที่เคร่งครัดมาก แต่หากมีพื้นฐานจากสองแบบแรกแล้ว การถือศีลที่เราคิดว่ายากลำบากและเคร่งครัดก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป เปรียบเหมือนคนที่มีภูมิคุ้มกันแน่นหนาดีแล้ว การจะเจ็บป่วยด้วยภาวะโรคใดๆ ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ยากขึ้น

Read Full Post »

14492600_1502531869760640_4768607409558072169_n

การโมทนา แปลว่า “ยินดีด้วย” สิ่งสำคัญที่จะให้เกิดบุญสูงสุดคือ ต้องกล่าวคำสาธุยินดีด้วยความจริงใจ หากสักแต่กล่าวว่า สาธุๆๆ ไปอย่างนั้น มันก็จะไม่ได้อะไร แต่คำว่า “สาธุ” นั้นก็ไม่จำเป็นต้องออกเสียงหรือไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ก็ได้ เพียงแต่เอาใจที่ยินดีทำก็เกิดผลบุญได้เลย

การแสดงความยินดีกับคุณงามความดีหรือความสำเร็จของผู้อื่นเป็นคุณธรรมของพระพรหมก็คือ “มุทิตา” เป็นตัวหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นบุญใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” ถ้าก่อนตายจิตผ่องใส ก็ไปสู่สุคติ หมายถึง สวรรค์ ก็ได้ พรหมก็ได้ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังใจของเรา

การโมทนาบุญนั้นพึ่งเข้าใจว่าเป็นการทำให้จิตใจชุ่มชื่นใจ เขาทำดีเรายินดีด้วย ยินดีกับความดีของเขาไม่ช้าตัวของเราเองก็อยากจะทำความดีตามเขาบ้างเพราะเราเห็นเขาดีเราก็ชอบ เป็นการสร้างพื้นฐานพลังแห่งบุญให้เกิดขึ้นในจิตด้วยตัวเองและเป็นจุดเริ่มต้นในการขวนขวายสร้างคุณงามความดีอื่นๆ ต่อไป

สิ่งที่พึงระมัดระวังในการโมทนาบุญก็คือ “ความอิจฉาริษยา” นั้นเป็นตัวทำลายบุญประเภทนี้อย่างแรงกล้า ประเภทที่ว่ากลัวคนอื่นจะได้บุญมากกว่าเรา หรือคิดไปเองว่าบุญเราจะหมด เราอุตส่าห์ทำมาอย่ามาแย่งบุญของฉัน ฉันไม่ให้หรอก

เมื่อใดที่จิตคิดเช่นนี้จิตก็จะปรากฏความเศร้าหมองทำให้บุญที่เราทำมีผลย่อหย่อนลงไป และทำให้เราไม่ได้กุศลจากการโมทนาบุญของผู้ขอโมทนาบุญจากเราเลย จึงควรวางกำลังใจและอธิฐานจิตเราเมื่อมีผู้ขอโมทนาบุญจากเราเสมอว่า

“ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ให้กับท่านทั้งหลายที่ขอโมทนาบุญกับเราในทุกครั้งทุกโอกาส ไม่ว่าเราจะทำในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะบำเพ็ญต่อไปในอนาคตก็ดี ที่เราได้ทราบก็ดี ไม่ทราบก็ดี จะเป็น มนุษย์หรือเทพพรหม เทวา พญานาค ก็ดี ที่มีกายเนื้อก็ดี ไม่มีกายเนื้อก็ดี ขอให้เขาเหล่านี้ จงประสพแต่ความสุขพ้นจากความทุกข์พ้นภัยจากวัฏสงสาร สัมผัสพระนิพพานอันเป็นบรมสุขด้วยเทอญ”

การโมทนาบุญยังแบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น พ่อแม่ได้ไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญยินดีในบุญนั้นด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญยินดีในบุญจากกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญ เช่น การโมทนาบุญกฐินทาน ผ้าป่า หรืองานสมโภชฉลองสิ่งก่อสร้างทางศาสนสถาน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาผู้นั้นบำเพ็ญมาตลอด เช่น โมทนาบุญคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาตลอดชีวิต เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ หมายถึงการยินดีโมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นแบบทั่วอนันต์จักรวาล ทั้งสามภพและหนึ่งนิพพาน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งล่วงข้ามมิติของสถานที่และกาลเวลา ถือเป็นมหากุศลที่จะไหลรวมมาหล่อเลี้ยง ดวงจิตของพระโพธิสัตว์ทุกดวงให้สว่างไสว การมหาโมทนาบุญนี้ เป็น การปฏิบัติมุทิตาบารมีระดับสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งสำคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา

ครั้งที่พระบรมโพธิสัตว์สิทธัตถะได้บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นมี เหล่าเทวดาจากทั่วทุกสวรรค์ชั้นฟ้า ลงมากระทำมหาโมทนาสาธุการแด่พระพุทธเจ้าเป็นอันมาก เมื่อตรัสรู้แล้วก็บังเกิดแสงสว่างอันเจิดจรัสหาประมาณไม่ได้ปรากฏขึ้นไปทั่วจักรวาล นี่คือพลังแห่งการร่วม “มหาโมทนาบุญ” ในการสำเร็จซึ่งบุญบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในการโมทนาบุญคุณความดีนั้นมีพลังบุญเกิดขึ้นแน่นอน หากยังไม่เคยฝึกก็ลองตั้งจิตให้เป็นกุศลนึกยินดีกับทุกความดีที่ผู้อื่นทำ อย่างน้อยใจเราก็เป็นสุขสบายไม่มีความอิจฉาริษยาใดๆ เมื่อความริษยาไม่เกิดก็จะไม่มีการเบียดเบียน มีแต่การมุ่งจะสร้างคุณงามความดีบ้างและจะมุ่งทำความดีให้มากยิ่งขึ้น เป็นการต่อบุญไปสู่การสร้างบุญในระดับอื่นที่ยิ่งยวดขึ้นไป เช่น การรักษาศีล และการเจริญภาวนาต่อไป

ตัวอย่างการกล่าวคำโมทนาบุญแบบต่างๆ
การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์)
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)
*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว
*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดี ทั่ว ๆ ไป
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใด ๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดา ทั่ว ๆ ไป
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใด ๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ
…………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน

สำหรับตัวเรา เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อย ๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุก ๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

Read Full Post »

ขอเชิญร่วมอนุโมทนา 2 บุญใหญ่
ของเจ้าภาพหนังสือสร้างบุญเพื่อเป็นธรรมทาน
ในกองบุญ ธ.ธรรมรักษ์

14494652_1500047803342380_1801718771380431_n

ขอเชิญทุกท่านที่เป็นเจ้าภาพหนังสือสร้างบุญเพื่อเป็นธรรมทาน
กัลยาณมิตร กัลยาณธรรมทุกท่าน
ได้ร่วมอนุโมทนา 2 บุญใหญ่นี้

บุญใหญ่ที่ 1 ทุกท่านที่สั่งหนังสือทางธ.ธรรมรักษ์ได้เพิ่มบุญให้ด้วยการเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการสร้างสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ หน้าตัก 32 นิ้ว ในทุกเดือน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้สร้าง 1 องค์และจะนำไปถวายที่สำนักปฏิบัติธรรมพรหมปัญโญ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

สำนักปฏิบัติธรรมพรหมปัญโญ เป็นสายบุญของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ครูบาอาจารย์ที่มีพระคุณยิ่ง ที่มีหลวงตาม้า แห่งวัดถ้ำเมืองนะ เชียงดาว ผู้เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ดู่ ท่านเมตตาดูแลค้ำจุน และในวันพฤหัสที่ 6 ตค.59 จะมีการถวายพระแด่หลวงตาม้า โดยตัวแทนของกองบุญ ธ.ธรรมรักษ์

บุญใหญ่ที่ 2 การซ่อมพระสิวลี ที่วัดโลกโมฬี นับเป็นมหาบุญกุศลยิ่งใหญ่ของพวกเราทั้งหลาย เพราะเมื่อช่างสันติ ช่างมือหนึ่งแห่งล้านนา ได้ลงมือซ่อม พบว่าองค์พระสิวลีนั้นมีการชำรุดมากมาย และได้ดำเนินการซ่อมด้วยจิตอันเป็นกุศลยิ่ง ตามบุญบารมีที่พวกเราเคยทำร่วมกันในภพชาติก่อน และต่อเนื่องมาสร้างบุญกันอีกในภพนี้

ซึ่งพระสิวลีจะกลับมางดงาม เป็นบุญใหญ่ของเราทั้งหลายดังปริศนาธรรม ในทุกเรื่องที่เราเคยผิดพลาดหากเราได้พิจารณาโดยนำธรรม นำจิตอันบริสุทธิ์มาแก้ปัญหา ชีวิตเราจะกลับมาดีงามรุ่งเรืองอีกครั้ง อธิษฐานความดีใดจะสำเร็จโดยพลัน

อานิสงส์แห่งการสร้างพระ การซ่อมแซมพระนั้น เป็นมหาบุญกุศลที่ประมาณมิได้ จะดลบันดาลให้ผู้ได้สร้างมหาบุญกุศลนี้พบกับมหาโชคลาภอย่างฉับพลัน เงินทองที่เคยติดขัดจะไหลรื่นนับต่อจากนี้

การงาน การค้ารุ่งเรืองไม่มีตกต่ำ เวรกรรมโรคเวรโรคกรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่กรรมหนักระงับทันที เพราะเจ้ากรรมนายเวรได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งการอโหสิกรรมได้ง่าย กรรมไม่ดีบางกรรมไม่อาจส่งผลทัน เพราะมหาบุญกุศลนี้จะส่งผลก่อนอื่นใด

ขอเชิญท่านทั้งหลายร่วมอนุโมทนามหาบุญกุศลนี้ร่วมกัน
โมทนาสาธุ สาธุ สาธุ
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14502785_1500635883283572_8066362490876397059_n

หลักการสร้างบุญเจริญภาวนามีอยู่ 2 ระดับขั้น คือ “การทำสมาธิ” และ “การเจริญปัญญา”

การทำสมาธิคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ เช่นการไหว้พระสวดมนต์จิตก็จะนิ่งอยู่ที่บทสวด หรือการนั่งสมาธิจิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจอย่างนี้

ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ การเจริญปัญญา เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

การเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่ การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

การเจริญปัญญาเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริงในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปไม่มียกเว้นให้แก่ใครทั้งสิ้นแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พรหมเทพ เทวดา มนุษย์ ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นและดับไปในที่สุด (อนิจจัง),

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไปทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงตามก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของ ๆ ใครใด ๆ ทั้งสิ้น(อนัตตา)

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้โดยดุษณี

ด้วยอานิสงส์แห่งการเจริญภาวนานี้หากผู้ที่ได้กระทำการภาวนาจนจิตอยู่ในระดับสมาธิขั้นต้นแล้วหากเกิดต้องเสียชีวิตลงในเวลานั้นก็จะส่งผลให้ไปเกิดยังเทวโลก เป็นเทวดาไปเลย และด้วยเศษบุญแห่งการเจริญภาวนานั้นเมื่อหมดบุญแล้วก็จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและทรัพย์สินอีกครั้ง

การที่ต้องเน้นในขั้นต้นของการสร้างบุญบารมีทั้ง 3 ประการเปรียบเป็น “บันไดสามขั้น” ก็เพราะว่า การให้ทานเป็นการชะล้างความละโมบออกไปจากใจ ทำให้ใจสะอาดและจะน้อมนำไปสู่การรักษาศีลที่ง่ายขึ้น และเมื่อได้รักษาศีลซึ่งเป็นการบังคับการกระทำทั้งกาย วาจาให้เป็นปกติดีแล้ว

ก็จะเป็นกำลังในการเจริญภาวนาในระดับ สมาธิต่อไป และการทำสมาธิให้นิ่ง ๆ อย่างน้อยในระดับชั่วขณะหนึ่งก็จะเป็นบาทฐานให้กระทำการพิจารณาสิ่งต่าง ๆรอบตัวด้วยปัญญาได้เช่นกัน

และด้วยหลักแห่งการสร้างบุญที่เป็นบันได 3 ขั้นนี้เราไม่อาจละเลยการสร้างบุญข้อใดข้อหนึ่งได้ต้องทำทั้ง 3 อย่างไปพร้อม ๆกันและทำไปเป็นลำดับก็เพราะ หากเอาแต่มุ่งเจริญปัญญาโดยไม่ทำบุญทำทานใด ๆเลย ด้วยเหตุที่บุญเก่าและบุญใหม่ยังพอส่งกำลังให้ไปถึงนิพพาน

ก็จะต้องกลับมาเวียนว่ายกลับมาเกิดแล้วก็มีปัญหาตามมาอีกคือ ได้เกิดมาเป็นผู้มีแต่ปัญญาแต่ ยังต้องยากจนไม่มีกินมีใช้ต้องลำบากไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองเพราะไม่ได้ทำทานสะสมบุญเอาไว้ เมื่อเกิดความลำบากทางกายก็ไม่มีจิตที่จะสะอาดพอที่จะไปเจริญภาวนาได้และต้องเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่อาจไปถึงฝั่งนิพพานเสียที

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธองค์ได้บำเพ็ญทั้งทาน ศีล และ ภาวนามาหลายภพชาติแล้วในชาติสุดท้ายจึงได้อานิสงส์เกิดใน วรรณกษัตริย์มีความพร้อมสูงสุดในทางกายคือ มีทั้งทรัพย์สิน บริวาร บุตรและภรรยาที่ดี

เป็นบาทฐานกำลังที่พระองค์ไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างสุขทางกายอีก แล้วก็สามารถพิจารณาในสภาวธรรมได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็มุ่งเจริญในสภาวธรรมต่อไปจนตรัสรู้หลุดพ้นไปในที่สุด

เมื่อทราบหลักของการสร้างบุญครบทั้ง 3 ประการแล้วเราก็ต้องมีการ “ปฏิบัติ”จริง (ในทางพระก็คือด้านปริยัติธรรม) เพราะหากเพียงแค่รู้หลักรู้อานิสงส์ที่จะได้แต่ไม่ได้ปฏิบัติสิ่งที่เรารู้มาก็จะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่ไร้ประโยชน์

Read Full Post »

14604853_1499515790062248_9050023036698991027_n

ศีลนั้น มีปราชญ์และท่านผู้รู้ได้แปลว่า “ปกติ” จนกลายเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คนที่รักษาตนให้มีศีล ก็เรียกว่า รักษาตนให้เป็นปกติหรือสภาพที่เป็นปกติของคนๆหนึ่งพึงจะเป็น เป็นความปกติที่คนทุกนั้นมี เป็นความสุข ความสงบ และเรียบง่ายตามวิถีแห่งธรรมชาติ

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ครูบาอาจารย์กำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาในยุคนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า การมีศีลทำให้มนุษย์ได้อยู่กันเป็นปกติ เพราะแต่ละคนๆ ก็รักษาสภาพปกติของตนเมื่ออยู่เป็นปกติ จิตใจเป็นปกติแล้ว ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรจะคิดนึกในสิ่งทั้งหลายก็จะทำได้ราบรื่นดี

แต่ถ้าจิตใจไม่ปกติ เวลาที่พูดและทำก็จะเกิดความผิดปกติแล้วก็จะเกิดความขัดแย้งปั่นป่วนวุ่นวาย จะไปคิดทำการทำงานอะไรที่เป็นไปในทางที่ดีงามก็เป็นไปได้ยาก มีแต่จะนำไปสู่ความทุกข์มีแต่จะสร้างเวรสร้างกรรมให้มากขึ้น นี่ก็เป็นความหมายหนึ่งของคำว่า “ศีล” เช่นกัน

การที่สร้างบุญบารมีนอกจากจะเพื่อให้มีความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้าแล้ว ควรรักษาศีลอันเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ความชั่วมาเกาะกุมหัวใจโดยมีจุดประสงค์หลักไม่ให้เราไปก่อกรรมชั่วไปสร้างเจ้ากรรมนายเวรขึ้นมาใหม่อันจะเป็นการก่อทุกข์ให้กับทั้งตัวเราและผู้อื่น

ที่บอกว่าศีลจะทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ได้มากกว่าทานเพราะว่า การรักษาศีลนั้นเป็นการเพียรพยายามจะระงับสิ่งที่จะเกิดเป็นโทษทางกายและวาจาไม่ให้มันเกิดขึ้นมา เป็นทั้งข้อบังคับและข้อปฏิบัติในเวลาเดียวกัน

แล้วเราจะปฏิบัติตามศีลแบบใดที่ ทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจ ?

เรื่องนี้ตอบได้ง่าย ๆครับ คือยิ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าใดก็ยิ่งเกิดบุญกุศลมากและก็ยิ่งทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจได้มากขึ้นเท่านั้น

เช่น ศีล 5 ซึ่งเป็น ศีลพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ได้แก่การห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ใด ๆแม้เพียง 1 บาท การดำรงตนอยู่ในคู่ครองของตัวเอง การไม่พูดปด พูดส่อเสียด หรือแม้แต่พูดคำหยาบ และ ไม่ดื่มสุราให้ขาดสติเป็นเหตุให้สติไม่ตั้งมั่นจิตใจเศร้าหมองลง

หากได้ปฏิบัติสูงขึ้นไปเรื่อย ในระดับ ศีล 8 หรือ ศีล 10ไปจนถึงข้อปฏิบัติที่เป็นข้อวัตรที่ทำให้กายและวาจาเกิดความบริสุทธิ์ไม่ยอมทำความผิดหรือทำให้กิริยาไม่งามอย่างศีล 227 ข้อของพระภิกษุซึ่ง ถือว่าเป็นระดับสูง เมื่อรักษาศีลได้อย่างหมดจดแล้วก็จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ปฏิบัติการชำระจิตใจให้สะอาดในขั้นสูงต่อไป

เมื่อบำเพ็ญศีลอยู่เป็นนิตย์คือ หมั่นรักษาการกระทำทั้งทางกายและวาจาให้ดี จิตใจก็จะไม่ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งที่ไม่ดีให้สกปรกมากไปกว่าเดิม อันเป็นเหตุป้องกันไม่ให้กลับไปสร้างกรรมที่ไม่ดี ถ้าหากเปรียบจิตเป็นดั่งน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ได้มีการเจือจางแล้วด้วยการทำทาน

และยังมีการป้องกันด้วยศีล เหมือนมีแผ่นกรองไม่ให้สิ่งสกปรกใด ๆตกลงไม่ให้สกปรกไปเพิ่มอีก นอกจากนั้นการรักษาศีลยังเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ร้าย ๆเข้ามาแผ้วพานได้ง่าย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น คนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ บางคนบอกว่าเหมือนถูกเหวี่ยงออกมาจากพาหนะที่นั่งอยู่แล้วไปตกยังที่ปลอดภัยทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือ บางคนกำลังประสบเคราะห์กรรมจมน้ำเกือบตายแต่เหมือนมีอะไรมาดึงให้ลอยขึ้นมาเหนือน้ำ

บางคนอาจจะโดนเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตอยู่ตามมาทำร้ายแต่ก็เหมือนมีอะไรมาบังตาให้เขามองไม่เห็น เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้คงเคยเป็นที่ประจักษ์กันมาบ้างแล้ว

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ผู้ที่มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นเครื่องป้องกันเอาไว้ไม่ให้เจ้ากรรมนายเวรที่ประสงค์ร้ายได้ตามเอาคืนได้ทัน

หากเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตอยู่ในภพภูมิอื่นที่ได้รับรู้ถึงความพยายามรักษาศีลในการสร้างบุญเพื่ออุทิศให้แก่ตนเองนั้น เขาก็จะได้อนุโมทนาบุญนั้นไปและยอมยกโทษหรือยอมอโหสิกรรมให้ในที่สุด

การรักษาศีลให้บริสุทธิ์นอกจากเจ้ากรรมนายเวรก็จะยกโทษให้แล้วยังจะเกรงในบุญบารมีของเราอีกด้วย เข้าทำนอง “คนดีผีคุ้ม ตกน้ำไม่ไหลตกไฟก็ไม่ไหม้”

ในเรื่องศีล แม้เพียงรักษาศีลขั้นต่ำสุดอย่างศีล 5 ก็จะได้อานิสงส์มากมายดังนี้

1. คนที่มีศีล อาศัยความไม่ประมาทจะทำให้เกิดโภคทรัพย์ได้มาก ส่วนคนไม่มีศีลคนที่เต็มไปด้วยอบายมุข ย่อมปล่อยชีวิตตกต่ำและเมื่อมัวหมกมุ่นวุ่นวายมัวเมาในเรื่องของสิ่งเหลวไหล จึงไม่อาจจะเอาใจใส่ต่อสิ่งดีงามใด ๆไม่ขยันทำมาหากิน

เรียกว่าตกอยู่ในความประมาท ก็ทำให้เสื่อมทรัพย์อับจนชีวิต แต่คนที่มีศีล เว้นจากทุจริตเว้นจากอบายมุขและเรื่องชั่วช้าเสียหายแล้ว เมื่อมีความไม่ประมาท ก็ขยันหมั่นเพียรทำการงานใจอยู่กับการประกอบอาชีพ ก็ทำให้เกิดโภคะได้มาก

2. กิตติศัพท์คุณงามความดีอันดีงามก็ระบือไปไกล คนที่ประพฤติมีศีล มีความสุจริต คนก็นิยมชมชอบ ยิ่งสังคมปัจจุบันนี้เราถือเป็นสำคัญมากว่า ในบ้านในเมืองนี้ทำอย่างไรจะหาคนที่มีศีล คือคนสุจริตมาบริหารบ้านเมือง

ถ้าคนไหนมีศีล สุจริต มีความบริสุทธิ์ มีความซื่อสัตย์ ก็ได้กิตติศัพท์ดีไปด้านหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด อย่างน้อยด้านศีล ก็ได้กิตติศัพท์เป็นเครื่องประดับรองรับตัวเองขึ้นมา เป็นฐานที่สำคัญ

3. ความมีศีลทำให้มีความแกล้วกล้า ถ้าเรามีศีล เป็นคนประพฤติซื่อสัตย์สุจริตแล้วจะเข้าสมาคมไหนก็มีความแกล้วกล้าไม่ครั่นคร้าม

4. เวลาตายก็มีสติ ไม่หลงตาย ต่อจากนั้น

5. ข้อสุดท้าย ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์
อ้างอิงจาก หนังสือ ก้าวไปในบุญ โดยพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต)

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการรักษาศีลมากๆ แนะนำให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่วัดใกล้ ๆบ้าน จะบวชพราหมณ์หรือบวชอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้อย่างน้อยสัก 15 วัน หลังจากได้บวชหรือปฏิบัติธรรมออกมาแล้วก็จะทำให้เรามีความเข้าใจในข้อวัตรที่จะต้องปฏิบัติในการรักษาศีลอย่างถ่องแท้มากขึ้นและสามารถรักษาศีลได้อย่างถูกวิธีด้วย

การผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งแม้เพียงสักเล็กน้อยมันจะเป็นเครื่องขวางกั้นไม่ให้บรรลุธรรมชั้นสูงๆได้ ชาวพุทธผู้มีปัญญาที่ยังเป็นปุถุชน ที่ยังมีความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้น ควรเพียรรักษาศีลให้ครบอย่างน้อยก็ศีล 5 ที่คนธรรมดาทั่วไปนั้นเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถทำได้ง่าย

หมั่นสร้างกรรมดีงดเว้นจากความชั่วที่เป็นบาปทั้งปวง หมั่นให้ทาน รักษาศีล เมื่อทุกอย่างบริบูรณ์แล้วจึงเข้ามาสู่การเจริญภาวนา จึงจะสำเร็จผลในบุญสูงสุดและทำให้พ้นทุกข์ไปได้

Read Full Post »

14516466_1498182096862284_2977711594106197617_n



เรื่องของเนื้อนาบุญนี้ยังมีเรื่องราวที่เป็นตัวอย่างในการทำบุญของ “เทวดา” ที่ได้ทำบุญทำทานนอกเขตและในเขตพระพุทธศาสนาที่เป็น “เนื้อนาบุญ” อันเหมาะสมว่ามีความแตกต่างในเรื่องของอานิสงส์ผลบุญของทานอย่างมากมาย ซึ่งเรื่องราวนี้ได้รับความเมตตาและคัดมาจาก หนังสือบารมี 10 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) ขอนำมาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา พระองค์ได้ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในเวลานั้นมีเทวดา 2 ท่านมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อนคนอื่นทั้งหมด ยกเว้นไว้แต่พระอินทร์ หรือท่านท้าวสักกะเทวราช พระอินทร์นั้นท่านเป็นเจ้าภาพเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสวรรค์ชั้นนี้ท่านจึงรับเสด็จอยู่ก่อน

มีเทวดาองค์หนึ่งมาเข้าเฝ้า นามว่าท่าน “อินทกเทพบุตร” (อิน-ทะ-กะ) มานั่งอยู่ข้างๆเบื้องขวาที่พระบาทของพระพุทธองค์ และท่านเทวดาอีกตนชื่อ “อังกุระเทพบุตร” มานั่งข้างเบื้องซ้ายของพระบาทเช่นกัน

สักพักก็มีเหล่าเทวดามากันมากมายหมดทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันทั้งหมดโดยที่ ท่านอินทกเทพบุตรได้นั่งอยู่ตรงที่เดิม ส่วนท่านอังกุระเทพบุตรต้องถอยไปอยู่ท้ายสุดของเหล่าเทวดา ต้องนั่งอยู่ริมนอกเพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (โดยท่านบันดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ยินถึงคนที่คอยท่านอยู่ที่เมืองพาราณสีที่เมืองมนุษย์โดยที่คนทุกคนได้ฟังอย่างชัดเจน ) พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า

“อังกุระ” เมื่อสมัยเมื่อตถาคต ขึ้นมาสวรรค์ใหม่ๆ มาถึงใหม่ เธอนั่งใกล้ ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วนแล้ว แต่ว่าเธอกลับต้องมานั่งอยู่ท้ายผู้อื่น ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้จึงได้เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แห่งนี้

ท่านอังกุระเทพบุตร จึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์นั้น เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในสมัยนั้นเป็นต้นกัป มนุษย์มีอายุยืนยาวมากอายุถึง 80,000 ปีจึงจะสิ้นอายุไข ต่อมาสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่มีชีวิตเหลืออีก 20,000 ปีจึงจะสิ้นอายุ จึงได้ให้บริวารตั้งโรงทานเอาไว้ 80 แห่ง คือ 1 โยชน์ 1 แห่ง ( 1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร)

โรงทานนี้มีไว้บริจาคทานให้แก่ คนกำพร้า,คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งอาหารการบริโภค เสื้อผ้า ของใช้ตามสมควร แต่ว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรมมีอยู่เป็นจำนวนมากเพราะไม่มีพระพุทธเจ้าทรงสอน บุญที่ได้จึงน้อยเกินไป

ลองคิดตามตรงประเด็นเรื่องโรงทาน เศรษฐีอังกุระต้องลงทุนมากยาวนานถึง 20,000 ปี ตั้งโรงทาน 80 แห่ง เลี้ยงคนไม่จำกัดเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร และผู้ที่รับทานก็เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้อย่างอังกุระก็ไม่ค่อยจะมีความบริสุทธิ์นักเวลานั้น คือมีศีลธรรมน้อยเกินไปเป็นของธรรมดาของชาวโลก

วัตถุทานที่ได้มาก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้นเวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้เองเมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ ได้นั่งใกล้พระองค์แต่ในที่สุด ก็ต้องมานั่งท้ายผู้อื่น เพราะบุญมีไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย

หลังจากนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสถาม ท่านอินทกเทพบุตร ว่า

“อินทกะ เมื่อตถาคต มาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้เวลานี้ เทวดาทั้งหลายมาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว เธอก็ยังได้นั่งอยู่ตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่รองลงมาจากพระอินทร์”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยยังเป็นมนุษย์นั้นนับได้ว่าเป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนมากต้องอาศัยอยู่ในป่าต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ข้าพเจ้าก็มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่าทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้”

คนที่มีความรู้บุญคุณยอมรับนับถือความดี ของบุคคลผู้มีคุณแล้วกลับไปสนองคุณท่านนี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นคนดี เมื่อพระพุทธองค์ได้สดับฟังแล้ว ท่านเทพบุตรอินทกะก็เล่าต่อไปว่า

“ข้าพเจ้าอยู่มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ใน พระพุทธศาสนาเดินทางมาก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้าง ตามฐานะของคนจน ยามปกติไม่มีของบางครั้งพระมาก็ไม่มีอะไรจะถวาย ก็เลยต้องจำใจนิ่งไว้ เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัว พอมีอยู่บ้างพระท่านก็มาพอดี จึงมีโอกาสได้อาราธนาพระ ถวายเป็นสังฆทานได้ครั้งเดียวในชีวิต

ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนจนแม้ถวายสังฆทานครั้งเดียวแต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย พอตายจากความเป็นคน จึงได้มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดา อื่นๆ รองจากพระอินทร์”

ท่านอังกรุเทพบุตรนั้นทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์แห่งบุญน้อย เมื่อเทียบกับท่านอินทกเทพบุตร ทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนาฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลใดก็ตามเราต้องเลือกในตัวบุคคลผู้ที่จะรับทานนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ

ฉะนั้นในการทำทาน “ตัวบุคคลผู้ที่รับของที่เราได้ให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด” เราผู้ที่ทำทานนั้นจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้รับทานเหล่านี้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า “เราจะมุ่งไปทำทานแก่ผู้ที่รักษาศีลได้สูงอย่างพระภิกษุหรือสามเณรเพียงอย่างเดียว”

หากมีโอกาสในการทำบุญทำทานไม่ว่ากับใครหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ควรจะทำ เพราะแม้จะได้ชื่อว่าได้บุญน้อยกว่า แต่ก็คือได้บุญเช่นเดียวกันและถือเป็นการเจริญ “เมตตาพรหมวิหารธรรม” ได้อีกทางหนึ่งเป็นการลดความเห็นแก่ตัว ลดความยึดติดในตัวบุคคลที่เราจะทำทานไปด้วย

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »