Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2016

14639754_1527847027229124_287318044362411656_n

ท้าวสหัมบดีพรหม ทรงทราบข้อกังวลของพระพุทธเจ้า จึงได้ชวนทวยเทพทั้งหลายไปเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลเชิญให้พระพุทธองค์ไปโปรดสัตว์โลกที่พอจะสอนได้

“ครั้นอาตมภาพทราบว่า ท้าวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ

เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี

เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งขึ้น พ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด

ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี.

จะเห็นได้ว่าบัวใต้ตมที่เราคุ้นชินนั้นไม่ปรากฎอยู่ในพุทธวจนะ พระพุทธองค์ทรงถือว่า มนุษย์ทุกเหล่าสามารถมีโอกาสหลุดพ้นจากสังสารวัฎได้ เพราะมนุษย์นั้นมีความสามารถพอที่จะทำได้ หากได้ฝึกฝน ส่วนจะยากจะง่ายก็ขึ้นอยู่กับปัญญาที่สั่งสมมาของแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง

พระไตรปิฎก ม. ม. ๑๓/๔๖๓/๕๑๑

Read Full Post »

ทำไม? ต้องทำบุญ

14572334_1527173583963135_5483182190707290931_n

ได้ยินหลายคนที่อาจจะไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อกฏแห่งกรรม
พูดแบบนี้หลายครั้ง
รวมถึงคนที่สงสัยว่า
บุญมีจริงหรือ?

บุญมีประโยชน์อะไร
“ทำไมต้องทำบุญ?”

สมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พฺรหฺมรังสี)
วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ
ท่านได้เทศน์เรื่องทำบุญไว้
จะสรุปเป็นเนื้อหา
ให้อ่านเข้าใจกันง่ายๆ ว่า

“ทำไมต้องทำบุญ?”

เพราะ บุญ เป็นพลังงานฝ่ายดี ที่มีพลังดึงดูด ความเจริญ มาสู่ชีวิต

บุญเป็นต้นเหตุ แห่งความสุข ความสำเร็จ ในชีวิต

ถ้าบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตก็มาก
ถ้าบุญมาก อุปสรรคในชีวิตก็น้อย

ถ้าบุญอ่อนกำลังลง หรือ บุญหมด..
บาปที่เคยทำไว้ ก็จะได้โอกาส ส่งผล
ทำให้ชีวิต มีอุปสรรค ต่างๆนานา

เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความสุข หมดอำนาจวาสนา
เสียชื่อเสียงเกียรติยศ แม้คนที่รักกันก็หมดรัก
แม้ทรัพย์ที่มีอยู่น้อยนิด ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้..

ฉะนั้น การจะมี ทรัพย์สมบัติทุกอย่าง และ ความสมบูรณ์พร้อมในชีวิต ก็ต้องมีบุญ ที่มากเพียงพอ

ซึ่งไม่ว่า จะอยู่ในสถานภาพใด ล้วนต้องอาศัยบุญทั้งนั้น
ไม่ว่าจะอยากอยู่แบบพอมีพอกิน หรือ คิดจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือ พระเจ้าจักรพรรดิ

แม้กระทั่ง ปรารถนา ที่จะหมดกิเลส บรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องมีบุญถึง บารมีถึง ถึงจะดำรงอยู่ในสภาวะนั้น ได้อย่างมั่นคง และมีความสุข

ด้วยเหตุนี้ เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะสั่งสมบุญ

เพราะบุญ คือ เบื้องหลังความสุข
ความสำเร็จ ในชีวิตทุกระดับ อย่างแท้จริง..

ขอให้พิจารณาด้วยสติ ด้วยบุญ ด้วยภูมิธรรม
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

ธ.ธรรมรักษ์ เรียนเชิญสร้าง 5 บุญใหญ่ทำในครั้งเดียว!
ธรรมทาน สร้างพระ ถวายอาหารและยา
ไถ่ชีวิตสัตว์ เจ้าภาพกฐิน และสร้างโรงทาน
09 5690 0444 Line id 0956900444
วันนี้-12 พ.ย.2559 (หรือจนกว่าหนังสือจะหมด)

14731198_1525707037443123_7039055256942094523_n
………………
ธ.ธรรมรักษ์ขอเรียนเชิญกัลยาณมิตรทุกท่าน ร่วมเป็นเจ้าภาพในโครงการบุญใหญ่วาระพิเศษ 5 บุญใหญ่ในครั้งเดียว!

ด้วยมีหลายเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นำความโศกเศร้าสู่เราทุกคน ซึ่งหากพิจารณาด้วยธรรม เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการทำให้เราทุกคนได้มีสติ สร้างบุญกุศลอย่างเต็มกำลัง
.
ท่านที่สั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานในชุดพิเศษนี้ นอกจากจะนำส่วนหนึ่งไปเพิ่มบุญให้กับทุกท่านที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเพิ่ม เราหักรายได้จากหนังสือส่วนหนึ่งไปทำ “มหาทาน” ทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน ตามปกติประจำทุกเดือนแล้ว โดยการสร้างสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ ถวายอาหารและยาแก่พระภิกษุที่อาพาธ ไถ่ชีวิตโคกระบือ สรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก
.
ในวาระนี้จะแบ่งไปเพิ่มบุญให้อีกเป็นพิเศษอีก 2 บุญใหญ่ คือ

-ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน ที่วัดป่าพรหมยานเพื่อสมทบทุนสร้างวิหารพระพุทธเจ้า28 พระองค์ และบูรณปฏิสังขรณ์วัดในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559
-และส่วนหนึ่งไปสนับสนุนโรงทานที่ท้องสนามหลวงที่ภาคราชการและภาคเอกชนที่มีจิตอันเป็นกุศล นำอาหาร น้ำ และอื่นๆ มาแจกแก่ผู้ที่มาถวายความจงรักภักดีต่อในหลวง ที่ท้องสนามหลวง เป็นเวลา 1 ปีต่อจากนี้ จนถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงของเรา และจะประกาศให้ทราบทุกเดือนถึงยอดบริจาคที่สนับสนุน แก่หน่วยงานใดอย่างโปร่งใส
.
ย้ำ! ไม่เสียเงินเพิ่ม และขออนุญาตไม่รับบริจาคด้วย!

โครงการนี้ขอบุญเฉพาะท่านที่สั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานเท่านั้น จะเล่มเดียวหรือกี่เล่มก็ได้ตามจริตบุญ เพราะจะหักในทุกเล่ม 50 สตางค์ไปสมทบ “กองบุญ ธ.ธรรมรักษ์” สร้างบุญเพิ่มให้กับทุกท่านทันทีทุกเดือนไม่ว่าจะครั้งไหน นานแค่ไหน ทุกท่านได้บุญต่อเนื่องไม่มีหยุดด้วยเป็นกระแสบุญที่รวมอยู่ในกองบุญตลอดเวลา
.
ในการสร้าง 5 บุญใหญ่ที่ประมาณมิได้ พาหนีได้ทุกกรรม!!!

ด้วยอานิสงส์แห่งการให้ธรรมทานและบุญใหญ่แห่ง 3 มหาทานเจ้าภาพทอดกฐินและการทำโรงทานนี้

จะเป็นปัจจัยหนุนให้เจ้าภาพทุกท่าน จิตถึงธรรม ถึงนิพพานโดยง่าย แม้ยังไม่ถึงนิพพาน จะเป็นผู้บริบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์เงินทองเป็นอันมาก รุ่งเรืองไม่มีตกอับ มีโชคลาภอย่างทันตาเห็น

บุญใหญ่นี้จะชนะกรรมเก่า ทุกอุปสรรคกรรมจะหมดไปโดยเร็ว งานที่ทำจะได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง โรคร้ายจะหาย ครอบครัวความรักที่มีปัญหาจะกลับมาดีอย่างอัศจรรย์ บรรพบุรุษได้รับผลบุญใหญ่นี้ทุกประการ

*****************
หนังสือในโครงการนี้มีทั้งหมด 7 เล่ม
เหลือจำนวนไม่มาก หมดแล้วหมดเลย

รายละเอียดของหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานทั้ง 7 เล่ม เป็นหนังสือขนาดเอ 6 หน้าปกพิมพ์ 4 สีสวยงามมาก พิมพ์เนื้อใน 1 สี จำนวน 128 หน้า

เล่มที่ 1 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 1 สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้ “บุญมาก” ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!

เล่มที่ 4 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 4 “ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา”

เล่มที่ 5 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 “แก้เรื่องงาน เงิน โชคลาภ แบบทันตาเห็น”

เล่มที่ 7 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 “ไขปัญหาธรรมและกรรม จากพระอริยเจ้า”

เล่มที่ 8 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 8 “คู่มือทำวัตรเช้าเย็น และวิธีปฏิบัติธรรมที่บ้าน แบบได้บุญมาก”

เล่มที่ 9 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 9 วิชา “มหาเศรษฐี” ที่พระพุทธเจ้าสอนและทุกคนทำได้จริง!

เล่มที่ 10 ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ 10 “๓๘ มงคลชีวิต พาทุกชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง… ในทุกภพชาติ”
.
****โปรดอ่านให้ละเอียด
****ไม่ขอรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น ขอเป็นบุญเฉพาะสำหรับผู้สั่งหนังสือธรรมทานเท่านั้น ท่านที่โอนเงินมาต้องได้หนังสือธรรมทานด้วย ถ้าไม่ขอรับหนังสือจะฝากแจกให้ตามที่ต่างๆ ให้บุญนั้นสำเร็จ

****ทุกเล่มราคาเล่มละ 19 บาท ไม่จำกัดจำนวนเล่ม จะสั่งเล่มเดียวหรือกี่เล่มก็ได้ ติดรายชื่อเจ้าภาพฟรีไม่เกิน 20 รายชื่อ เมื่อสั่งแล้วโอนเงินแล้ว ตรวจทานรายชื่อหากไม่มีแก้ไข พร้อมจัดส่งทันที

***ตามปกติเวลาจัดส่ง 1-3 วันตามพื้นที่จัดส่ง หากหนังสือเล่มไหนหมด เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบทันที หรือมีเหตุล่าช้าเพราะอะไร เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบถึงกำหนดวันส่งอีกครั้ง
.
ค่าจัดส่ง สำหรับโครงการนี้มีดังนี้
– หนังสือ 1-50 เล่ม ค่าจัดส่ง 60 บาท
– หนังสือ 51- 100 เล่ม ค่าจัดส่ง 120 บาท
– หนังสือ 101-200 เล่ม ค่าจัดส่ง 160 บาท
– หนังสือ 201-299 เล่ม ค่าจัดส่ง 200 บาท
– ตั้งแต่ 300 เล่มขึ้นไปจัดส่งฟรี
.
***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญใหญ่นี้
โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้
โดยติดต่อทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์
โทรศัพท์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444

Read Full Post »

 

14717303_1522829011064259_1964062286068523526_n

ให้ทานเป็นโลงศพ
ด้วยอานิสงส์แห่งการให้ที่พักสุดท้ายแก่มนุษย์ที่ยากไร้จะทำให้ สามารถดับทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลต่างๆ มลายไป มีอายุที่ยืนยาว รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

ให้ปัจจัยให้ผู้ป่วยอนาถา
อานิสงส์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งภพนี้และภพต่อๆไป มีผิวพรรณวรรณะสดใส ทั้งกายและใจ อุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน

ให้ทุนการศึกษา นักเรียนนักศึกษา
อานิสงส์จะทำให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่ตกต่ำในทุกๆ ภพ ทุกๆ ชาติ และอานิสงส์นี้มีผลถึงลูกหลานวงศ์ตระกูลให้กลายเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมเรียนเก่ง และเป็นคนดี

ให้ทุนกับมูลนิธิผู้พิการตาบอด
ด้วยอานิสงส์จะทำให้มีดวงตาที่แจ่มใส สามารถมองเห็นสัจธรรมได้ทิพยญาณ (จักษุหรือ ตาทิพย์) มีความสุขทุกภพทุกชาติเข้าสู่กระแสนิพพานได้ง่าย

ให้ทุนกับมูลนิธิผู้พิการหูหนวก
ด้วยอานิสงส์จะทำให้ได้ทิพยโสต (หูทิพย์) ล่วงรู้ถึงจิตใจคน สามารถสำเร็จญาณเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้ง่าย

ให้ทุนหรือบริจาคแด่โครงการสาธารณภัย
เช่น การแจกทานผ้าห่ม อานิสงส์จะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ มีแต่ความอบอุ่น ไม่ขาดแคลนในทุกภพชาติ บุญกุศลถึงบุตรหลานบริวาร

แจกยาสามัญประจำบ้าน สุขภาพจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่รู้จักเจ็บป่วยทุกภพทุกชาติ

แจกเสื้อผ้า อานิสงส์จะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นทิพย์มีความสวยสดงดงามมีรัศมีกาย

Read Full Post »

14606381_1518934994786994_906581578849049571_n

แต่เดิมเหล่าปัญจวัคคีย์นั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระพุทธองค์มากด้วยมีความเลื่อมใสศรัทธาในการที่พระพุทธองค์เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทำการบำเพ็ญทุกกริยาได้อย่างยิ่งยวดเห็นว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการแห่งการบรรลุธรรมแน่นอนจึงได้ปรนนิบัติรับใช้อยู่ไม่ห่าง

แต่พอพระพุทธองค์เปลี่ยนวิธีมาดำเนินทางสายกลาง หันมาบริโภคอาหารเพื่อให้ร่างกายตั้งอยู่ได้เหล่าปัญจวัคคีย์ก็เสื่อมถอยความศรัทธาหันมาต่อว่าพระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่มักมากในกามคุณ ไม่อาจจะบรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แน่จึงได้พากันเลิกรับใช้แล้วก็จากไป

เวลาผ่านไปเมื่อพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ได้ดำเนินมาถึงบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เหล่าปัจญจวัคคีย์ก็ได้แลเห็นพระพุทธองค์มาแต่ไกล จึงได้ตกลงกันว่าจะไม่ทำกิจที่ตนเคยกระทำครั้งที่เคยปฏิบัติทุกกรกิริยาร่วมกับพระพุทธองค์

ตกลงกันเพียงว่าจะไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ไม่กราบไหว้ ไม่รับบาตรจีวร เพียงแค่ปูอาสนะถวายในฐานะที่เป็นผู้ที่มาจากสกุลกษัตริย์เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือจะให้การต้อนรับในฐานะที่เคยเป็นผู้สูงศักดิ์ แต่ไม่ยอมรับเด็ดขาดในฐานะนักบวช

แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปหา ทุกคนต่างก็ลืมเรื่องราวที่ตกลงกันไว้ ได้ทำกิจที่ควรทำกันทุกอย่างพากันลุกขึ้นยืน กราบไหว้ให้การต้อนรับพร้อมกับรับบาตรและจีวร ตักน้ำมาล้างเท้าให้พระพุทธองค์และทูลเชิญให้ประทับนั่ง

อย่างไรก็ตามเหล่าปัญจวัคคีย์แม้จะมีท่าทีอ่อนลงด้วยพระบุญบารมีในความเป็นพระพุทธเจ้าแต่ก็ยังไม่อาจละทิฐิของพวกตนเองได้ยังใช้วาจาไม่สุภาพต่อพระพุทธองค์อยู่โดยกล่าวว่า

“เมื่อก่อนพระองค์ได้บำเพ็ญตบะ ทำความเพียรอย่างแรงกล้าก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ในพระสัมมาสัมโพธิญาณ เหตุไฉนจึงเลิกละความเพียรมาเป็นผู้มักมากแล้วจะตรัสรู้บรรลุในโมกขธรรมได้อย่างไรกัน”

พระพุทธเจ้าได้ทรงถ้อยคำว่า

“ดูกร ปัญจวัคคีย์ ตถาคตมิได้ละความเพียรเปลี่ยนมาเป็นคนมักมาก ตถาคตเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ แต่คำว่า การตรัสรู้หรือได้บรรลุโมกขธรรมนี้ตลอดเวลา 6 ปีที่อยู่ร่วมกันมา ตถาคตเคยกล่าวคำว่าตรัสรู้ให้พวกเธอฟังบ้างหรือไม่”

เหล่าปัญจวัคคีย์ได้ย้อนระลึกถึงความหลังต่างก็ระลึกได้ชัดว่า ตลอดเวลาเมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญทุกกิริยานั้นไม่เคยโอ้อวดตนหรือเคยกล่าวว่าได้ตรัสรู้แล้วแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งการที่พระองค์กล้าหาญที่จะกล่าวเช่นนี้แสดงว่าต้องได้พบในอมตธรรมที่พวกตนเองไม่เคยรู้มาก่อนเป็นแน่

ในที่สุดเหล่าปัญจวัคคีย์ก็ยอมรับในตัวของพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าจึงทรงเริ่มต้นการแสดงธรรม ในวันรุ่งขึ้นอันเป็นวันอาสาฬหบูชา เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อท่านโกณฑัญญะรู้แล้วจึงได้อุปสมบทให้เป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

ต่อมาพระพุทธองค์จึงได้ประทานโอวาทสั่งสอนปัญจวัคคีย์ที่เหลือ 4 ท่านให้ได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วประทานการอุปสมบทให้เป็นภิกษุด้วยกันทั้งหมด ไม่นานทั้งหมดก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

Read Full Post »

14670606_1516566475023846_5370563635014781262_n

“ศีล” มีความสำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งบุญบารมีและความดีทั้งปวง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงทำเหตุเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมให้บริสุทธิ์ ก่อนเหตุเบื้องต้นของกุศลธรรม คือ ศีลที่บริสุทธิ์ดี และความเห็นตรง

เมื่อใดศีลของเธอบริสุทธิ์ดีแล้ว และความเห็นของเธอก็ตรงดีแล้ว เมื่อนั้นเธอ อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้วจงเจริญสติปัฏฐาน 4 (วิปัสสนา) ต่อไป…

(สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม)

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมใหญ่สายพระป่ากรรมฐานท่านกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการรักษาศีล 5 เอาไว้ว่า

“ …ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครองมีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวีเบียดเบียนทำลาย ระหว่างลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุกไม่มีผู้คอยล่วงล้ำกล้ำกลาย ต่างครองกันอยู่ด้วยความเป็นสุข พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาดไม่หลงหน้าหลงหลังจับโน่นชนนี่เหมือนคนตาบอดหาสติไม่ได้”

พระราชนิโรธรังสี หรือ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการถือศีลแม้เพียงศีล 5 หากทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องจะได้เกียรติยศที่ชื่อว่า

“โสดาบันบุคคล เมื่อเราเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมแล้วการที่จะไม่รักษาศีล 5 นั้นไม่มีและการรักษาศีล 5 นั้นย่อมทำได้ง่าย และศีลย่อมรักษาตัวเรา คุ้มครองตัวเราให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากอุปัทวันตรายทั้งปวง”

พระธรรมโกษาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ แห่งวัดชลประทานรังสฤษฎ์ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการรักษาศีลเอาไว้ว่า

“….การรักษาศีล ก็เหมือนกัน ผลที่เกิดจากศีลก็คือ ความเย็นใจสบายใจ ความไม่มีเวรกับใคร ๆ เพราะเราไม่คิดจะฆ่าใคร ไม่คิดจะลักทรัพย์ของใคร ไม่คิดจะไปล่วงเกินของรักของหวงของชอบใจของใคร ๆ ไม่คิดจะหลอกลวงใครให้เสียหาย เราไม่เสพของมึนเมายาเสพติดทุกประเภท อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมสุขภาพ

ทางกายสุขภาพทางจิต ผลก็เกิดขึ้นในปัจจุบันคือความเย็นใจสงบใจ นั่งก็เป็นสุขนอนก็เป็นสุข จะไปในที่ใดก็มีความสุขทางกายทางใจ เพราะไม่มีภัยไม่มีเวรกับใคร ๆ อันนี้เป็นผลที่เราเห็นได้ด้วยตาของตนเอง….”

หลายคนบอกว่า เคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า

“ศีล” เป็นเหตุแห่งความดี ความสุข ความร่ำรวยได้!

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัย ว่าจริงหรือไม่ ทำไมแค่รักษาศีลง่ายๆ แล้วชีวิตจะได้รับผลให้ดี สุข รวย เรื่องนี้ต้องน้อมขอเมตตาธรรมของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หรือพระราชพรหมญาณ ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ที่ท่านได้เมตตาสอนไว้ว่า มาเฉลยว่าทำไมผู้รักษาศีล มั่งมีร่ำรวยขึ้นได้

“…โธ่เอ๋ย ซวยมาแล้วกี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือคือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่าพระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆแล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้มีคนไปพูดให้ฟังเลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง

เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะทรัพย์ก็ดีขึ้น ไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขาทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”

ที่สำคัญก็คือการรักษาศีลให้ดีนั้นมีอานิสงส์ใหญ่มากดังพระบาลีที่ว่า

……สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ…” ซึ่งแปลความได้ว่า

1. ศีลเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ (สีเลนะ สุคติง ยันติ)
2. ศีลเป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ (สีเลนะ โภคะสัมปะทา)
3. ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน (สีเลนะ นิพพุติง ยันติ)

ซึ่งอานิสงส์สองข้อแรกเรียกได้ว่าเป็นอานิสงส์ระดับสวรรค์สมบัติ และ อานิสงส์อย่างที่สุดท้ายคือเป็น นิพพานสมบัติ ซึ่งเป็นอานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา …”

แต่ผลแห่งการถือศีลนั้นจะให้ผลไปได้อานิสงส์แค่ไหน จะดี สุข รวย เพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับของศีลความเข้มข้นในการรักษาศีลหรือถือศีลนั้น และทำอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นไปตามกฎแห่งการสะสมคือ ถือให้สม่ำเสมอ ถือให้มากพอและถือให้นานพอ จึงจะเป็นพื้นฐานกำลังให้เราได้รับผลดีเต็มที่

Read Full Post »

คำถวายสังฆทาน
เพื่อน้อมอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

14731319_1515979535082540_5316128476270988024_n

มีคนถามมามากมายว่า
จะกล่าวคำถวายสังฆทานให้กับในหลวงอย่างไร

ก่อนอื่นขอย้ำอีกครั้งว่า การสร้างบุญเพื่อน้อมอุทิศเป็นพระราชกุศลนั้น
ขอให้ยืดหลักทาน ศีล ภาวนาเป็นที่ตั้ง

หากไม่มีกำลังทาน ให้รักษาศีล สวดมนต์เจริญภาวนา
ปฏิบัติตน ปฏิบัติธรรม

มีชีวิตทุกลมหายใจ
ในการทำความดี อดทน ขยัน มีเมตตา เสียสละ
ดังที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อปวงชนชาวไทยมานานนับ 70 ปี

สำหรับคำกล่าวถวายสังฆทานเพื่อน้อมอุทิศเป็นพระขากุศลนี้
สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ได้แต่งคำถวายสังฆทานทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ต้องการทำบุญสังฆทานอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้กล่าวคำถวายอย่างถูกต้อง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ หน)

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ

อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ ปะระมินทะมะหาภูมิพะละอะตุ ละเตชะมหาราชัสสะ เจวะ อัมหากัญจะ ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

คำแปล

ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมถวายภัตตาหาร พร้อมกับของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารพร้อมกับของ บริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข

เพื่ออุทิศถวายเป็น พระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และแก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

…………….
ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14718767_1510355635644930_5183521257552758150_n

การกรวดน้ำอุทิศบุญให้
เมื่อเราได้ทำบุญส่งไปให้เขาแล้ว ควรจะกรวดน้ำแผ่เมตตาด้วย เพราะจะทำให้การอโหสิกรรมนั้นเร็วขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า หลังจากสร้างบุญ ควรมีการกรวดน้ำทำบุญแผ่เมตตาไปให้ทุกครั้ง และควรทำในวันนั้นเลย

ซึ่งส่วนมากคนที่ไปทำบุญตามวัดหรือสถานที่ที่เราได้สร้างบุญไว้แล้วต่างๆ มักจะมีที่กรวดน้ำอยู่แล้วก็ควรกรวดน้ำส่งบุญให้ทันที แต่หากท่านที่ลืมหรือติดขัดอะไรก็ขอให้กลับมาทำที่บ้านก็ได้

ทำไมถึงต้องกรวดน้ำ ? หลายท่านบอกว่าไม่ต้องกรวดก็ได้ใช้กรวดแห้งหรือกรวดแบบไม่ใช้น้ำก็ได้ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้นก็ถือเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแต่เหมาะสำหรับคนบางคน หรือดวงจิตวิญญาณบางจิตเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้

เพราะบางจิตวิญญาณระดับบุญของเขาต่ำเขารับแบบตรงๆ ไม่ได้ต้องมีสื่อ มีน้ำช่วย รวมถึงคนที่ส่งบุญไปให้เขาถ้ามีจิตมีภูมิธรรมที่สูงก็สื่อถึงกันได้เลย

แต่ถ้าจิตไม่สูง ไม่มีความละเอียดพอก็ควรมีการกรวดน้ำทำบุญแผ่เมตตา เมื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลถึงกับผู้ที่ล่วงลับหรือเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาก็จะได้อานิสงส์ผลบุญ เขาก็อวยพรให้ไม่มาขัดขวาง ไม่มาเอาตัวเราไปอยู่กับเขา

หรืออย่างน้อยเขาก็จะคลายความโกรธ ความอาฆาตลง ดังนั้นเรื่องจะกรวดน้ำหรือไม่กรวดน้ำ ก็ขอให้แต่ละบุคคลพิจารณาดูว่า “จิต”ของตนเองนั้นมีความละเอียดมีภูมิธรรมระดับไหนซึ่งคนที่มีภูมิธรรมสูงๆ มีจิตแข็งพอจะสามารถทำได้เพราะจิตได้รับการฝึกฝนมายาวนานสามารถส่งบุญให้เขาได้รับทันที

แต่ถ้าไม่เคยฝึกมาเลย ก็ควรใช้การกรวดน้ำช่วยเพื่อให้บุญได้ส่งถึงเขาอย่างไม่ขาดสาย ได้รับกันไปแบบเต็ม ๆไม่ขาดช่วง

หลังจากอุทิศบุญให้แล้วก็ให้ทำการแผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณของลูกและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายด้วย ซึ่งก่อนที่จะแผ่เมตตาขอให้ตั้งจิตให้สงบเสียก่อน ยิ่งสงบมากจะทำให้จิตมีพลัง

นึกถึงบุญที่เคยทำมาทั้งหมดค่อยๆ นึกได้แล้ว ควรนึกถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขอให้อธิษฐานรวมบุญทั้งหมดที่เคยทำมารวมไว้เป็นกองบุญเดียว แล้วให้ว่าดังนี้

“นะโม ตัสสะ ภควะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวา รัตตะเยนะ
กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้าจงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินบิดา – มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกายวาจาใจ

ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ

ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง

จงเจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ

ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐานที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้วขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี)

หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชน ของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมเทอญ”

Read Full Post »


14720620_1507521845928309_2937089958404783992_n


การรักษาศีลให้ได้ผลใน 3 ระดับ
1. แบบรักษาในเหตุการณ์เฉพาะหน้า (สัมปัตตวิรัติ)

วิธีการถือรักษาศีลแบบสัมมปัตติวิรัติ เรียกง่าย ๆว่า “ใช้จิตสำนึกรักษาเอง” คือการถือรักษาศีลแบบนี้ไม่ต้องรับจากพระ ไม่ต้องกล่าววาจาสมาทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เกิดมีสามัญสำนึกในการจากความชั่วทุจริตต่างๆ เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยตนเองแล้วเว้นจากการทำผิดนั้น ๆไปเสีย ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบสัมปัตตวิรัติได้ก็จะเป็นพื้นฐานให้สามารถรักษาศีลให้คงอยู่ยาวนานได้ในระดับต่อๆไป

ศีลข้อที่ 1 คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เช่น เมื่อยุงกัดเรา เราก็ต้องตั้งสติเอาไว้ให้ได้โดยไม่ตบยุงเพียงแต่ใช้มือปัดๆ มันออกไปให้พ้นเท่านั้น เป็นต้น

ศีลข้อที่ 2 คือ การงดเว้นจากการลักทรัพย์ เช่น หากเรามีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ พอที่จะยักยอกหรือฉ้อโกงเอามาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่ทำได้ เพราะมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงนี้เป็นบาปทุจริต แม้ยักยอกเอาไปได้ เงินทองนี้อาจจะอำนวยประโยชน์และให้ความสุขได้จริง แต่เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์ เพราะต้องหวาดผวาระแวงภัยระวังตัวอยู่เสมอ กลัวเขาจะจับได้

ศีลข้อที่ 3 คือ การงดเว้นจากการล่วงประเวณีในคู่ครองหรือลูกเมียผู้อื่น เช่น เราแอบชอบเพื่อนคนหนึ่งในที่ทำงานและมีโอกาสที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกันมากสามารถที่จะถูกเนื้อต้องตัวหรือแม้แต่มีโอกาสที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันได้ แต่ เราก็สามารถคิดได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำแม้ฝ่ายตรงข้ามจะยินยอมพร้อมใจให้แล้วก็ตาม เพราะเรารู้ว่าเขามีคู่ครองอยู่แล้ว

ศีลข้อที่ 4 คือการงดเว้นจากการพูดปด เช่น เราอยู่ในที่ทำงานแล้ว เพื่อน ๆในที่ทำงานรวมหัวกันพร้อมกับชักชวนเราให้กล่าวเท็จกับหัวหน้างานเพื่อให้ผลประโยชน์ตกแก่ทุกคนที่รวมหัวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุจริตและจะก่อความเสียหายให้กับตัวบริษัท แต่ เราคิดได้เองว่าเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่ขอร่วมในการโกหกหลอกลวงด้วยประการทั้งปวง

ศีลข้อที่ 5 คือ การงดเว้นจากการดื่มสุราของเมา เช่นกรณีที่เราเลิกงานแล้วไปกินเลี้ยงสังสรรค์กันซึ่งเพื่อนร่วมงานทุกคนพากันดื่มเหล้า แต่ เราไม่ดื่มเพราะเห็นว่าไม่สมควรและจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ยานพาหนะในเวลากลับบ้านรวมทั้งเป็นการป้องกันรักษาผู้อื่นไปอีกทางหนึ่ง

การถือสมาทานศีลแบบ สัมปัตตวิรัติ เป็นการรักษาศีลเฉพาะหน้า เมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆเข้ามาทำการให้เราได้พิสูจน์รักษาเดี๋ยวนั้นเลย และเมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็เว้นจากการกระทำนั้นๆ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะมาเกิดสามัญสำนึกอายชั่วกลัวบาปขึ้นมาเอง ซึ่งการคิดอย่างนี้อย่างนี้ก็ถือเป็นศีลเหมือนกัน ผู้ที่ถือรักษาศีลแบบนี้ ก็จะสามารถเป็นผู้เอาตัวรอดจาก ความชั่วเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

2. แบบสมาทานวิรัติ
การรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่เราไปรับศีลกับพระหรือจากผู้มีศีลอื่นๆใดก็ได้ที่ถือศีลมากกว่าเรา เช่นแม่ชี ผู้ถือศีล 8 เป็นประจำเป็นต้น และมีบุคคลอื่นเป็นสักขีพยานเสียก่อนจึงรักษาได้โดยที่นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบันจะมีวิธีการที่ขอลงลึกในรายละเอียดดังต่อไปนี้

เดินทางไปที่วัดและเมื่อต้องการสมาทานศีลห้าจากพระภิกษุก็ให้พึงกล่าวคำอาราธนาศีลก่อนดังนี้

มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ) ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

(ถ้ารับเพียงคนเดียว เปลี่ยนจากคำว่า มะยัง เป็น อะหัง และเปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ) แล้วต่อไปพึงว่าตามพระไปทีละตอนๆ โดยออกเสียงให้ดังชัดเจนดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( กล่าว 3 หน) แล้วกล่าวตามพระท่านต่อไปว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ต่อไปพระท่านจะว่า “ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” ซึ่งผู้รับไม่ต้องว่าตาม แต่เมื่อพระท่านว่าจบให้พึงรับว่า “อามะภันเต” เท่านั้น แล้วพระท่านจะว่าต่อไปอีกว่า

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ซึ่งต่อจากนี้ไปพระท่านจะว่าสรุปศีลว่า “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ”

ในขณะที่พระกำลังว่าสรุปศีลนี้ผู้รับพึงกล่าวเบาๆ พอได้ยินคนเดียวว่า “อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ 3 หน เป็นการให้คำปฏิญาณว่าจะสมาทานรักษาศีล 5 นี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ต่อไป เมื่อจบแล้วให้กราบพระด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธีการสมาทานศีลห้า

การถือรักษาศีลแบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปและคุ้นเคยกันมากเวลาที่เราไปวัด เรียกว่าเป็นรักษาศีลด้วยความมีเจตนาตั้งใจรับด้วยการสมาทานจากผู้อื่นซึ่งผู้ถือรักษาศีลแบบนี้ “อาจล่วงละเมิดศีลของตนได้ง่ายหากไม่มีผู้อื่นรู้เห็น” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถือรักษาศีลด้วยวิธีนี้จึงต้องระวังใจของตนเองไม่ให้เผลออีกเหมือนกัน เพราะถ้าเผลอเมื่อไรจะล่วงละเมิดศีลข้อนั้นๆ ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยลงทันที

แต่อย่างไรก็ตามวิธีฝึกรักษาศีลแบบนี้ค่อนข้างจะยากอยู่สักหน่อย เพราะเราไม่อาจจะไปวัดแล้วขอสมาทานจากพระท่านได้ทุกวัน ซึ่งสามารถสมาทานเองได้เหมือนกันโดยตั้งใจสมาทานเองทุกวันโดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

ตอนเช้าๆ เมื่อตื่นนอนแล้ว เราก็ดื่มน้ำสะอาด ๆ อุ่นๆสักหนึ่งแก้วแล้วรวบรวมสติให้ตั้งมั่นและจิตนิ่งโดยที่ควบคุมไม่ให้ง่วงหรือเผลอสติคิดไปที่อื่นให้ได้ก่อน จะกระทำบนที่นอนเลยหรือจะไปกระทำที่หน้าพระพุทธรูปบูชาที่บ้านหรือหากแขวนพระแขวนเหรียญไว้ที่คอก็กำพระกำเหรียญนั้นขึ้นมาประนม มือพร้อมตั้งใจอธิษฐานว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์
อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ลักทรัพย์
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับผู้ใดที่ไม่ใช่คู่ครองของข้าพเจ้า
มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่พูดเท็จ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด

เมื่อทำเช่นนี้เสร็จแล้ว ก็เป็นการให้ปฏิญญาว่าจะรักษาศีลแล้ว ต่อไปก็พยายามตั้งใจรักษาปฏิญญานั้นให้ดีต้องนึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สมาทานศีลมาแล้วต้องถือรักษาศีลนั้นไว้ให้ดีทั้งวันให้ได้ โดยมีเคล็ดเพิ่มเติมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์อีกเคล็ดวิธีหนึ่งด้วยเรียกว่า “การกรอเทปสมอง”

การกรอเทปสมองนั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆกับการสมาทานรักษาศีลด้วยวิธีแบบสมาทานวิรัตินี้เนื่องจากมันมีปัจจัยต่าง ๆที่จะทำให้ศีลนั้นขาด,ทะลุหรือด่างพร้อยได้จึงต้องใช้วิธีการกรอเทปสมองนี้มาช่วย

การกรอเทปสมองนั้นให้กระทำในช่วงเวลาก่อนนอนที่เราอาบน้ำชำระร่างกายสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ต้องนอนแต่ให้ นั่งนึกย้อนทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่เราเปิดประตูก้าวเท้าออกจากบ้านจนกระทั่งกลับมาสวมชุดนอนนี้ว่า วันนี้เราได้เผลอทำผิดศีลข้อใดไปแล้วบ้างอาจมีทั้งศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างและศีลพร้อยไปตามลำดับ

เมื่อคิดทบทวนได้แล้วก็ให้จับข้อศีลที่เราได้ทำขาดหรือด่างพร้อยไปนั้นแล้วทำการให้ปฏิญญาใหม่อีกครั้งว่า “วันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดศีลแบบเดิมอีก” พยายามนึกให้ออกทบทวนให้ละเอียดจนครบ หากจำได้ไม่หมดก็ให้บันทึกลงในกระดาษทีละครั้งทุกครั้งที่นึกออก เมื่อทบทวนได้จนครบแล้วก็จะพบรายละเอียดในแต่ละวันว่าวันนี้เราได้ทำผิดศีลอะไรไปบ้างโดยละเอียด ซึ่งพอตั้งใจไว้แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะไม่ทำผิดเหมือนเดิม จิตก็จะให้ความระมัดระวังในศีลข้อนั้นไปเอง หลังจากนั้นก็ให้สวดมนต์ก่อนนอนไปตามปกติ

เมื่อสามารถทบทวนทำเช่นนี้ได้ทุกวัน “จิต” ของเราก็จะพึงให้ความระมัดระวังในการกระทำแต่ละวันไปโดยอัตโนมัติเมื่อจิตมัวแต่คอยระวังว่าจะไม่ให้ผิดศีล อย่างนี้ไม่ว่าทำอะไรก็จะให้ความระมัดระวังมากขึ้น (แต่ไม่ใช่ความกลัวผิดจนเกินเหตุ)แล้วเราจะพบว่าทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานนั้นมีความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

เมื่อเราสามารถถือรักษาศีลด้วยวิธีการนี้ไปได้เรื่อย ๆเป็นเวลาอย่างน้อยสัก 3 เดือนก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้สามารถสมาทานรักษาศีลแบบ สมุจเฉทวิรัติได้

3. ถือศีลแบบเว้นโดยสิ้นเชิง (สมุจเฉทวิรัติ)
การถือศีลแบบนี้เป็นแบบที่จะงดเว้นเองหรืองดเว้นเพราะสมาทานก็ได้ แต่มีความสูงกว่าสองแบบแรกโดยมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะงดเว้นจากบาปทุจริตต่างๆ “โดยเด็ดขาด” โดยจิตจะตั้งใจรักษาศีลตลอดไป เรียกว่า “การรักษาศีลตลอดชีพ” เรียกได้ว่าเป็นแบบที่เคร่งครัดมาก แต่หากมีพื้นฐานจากสองแบบแรกแล้ว การถือศีลที่เราคิดว่ายากลำบากและเคร่งครัดก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ยากถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป เปรียบเหมือนคนที่มีภูมิคุ้มกันแน่นหนาดีแล้ว การจะเจ็บป่วยด้วยภาวะโรคใดๆ ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ยากขึ้น

Read Full Post »

14492600_1502531869760640_4768607409558072169_n

การโมทนา แปลว่า “ยินดีด้วย” สิ่งสำคัญที่จะให้เกิดบุญสูงสุดคือ ต้องกล่าวคำสาธุยินดีด้วยความจริงใจ หากสักแต่กล่าวว่า สาธุๆๆ ไปอย่างนั้น มันก็จะไม่ได้อะไร แต่คำว่า “สาธุ” นั้นก็ไม่จำเป็นต้องออกเสียงหรือไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ก็ได้ เพียงแต่เอาใจที่ยินดีทำก็เกิดผลบุญได้เลย

การแสดงความยินดีกับคุณงามความดีหรือความสำเร็จของผู้อื่นเป็นคุณธรรมของพระพรหมก็คือ “มุทิตา” เป็นตัวหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นบุญใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” ถ้าก่อนตายจิตผ่องใส ก็ไปสู่สุคติ หมายถึง สวรรค์ ก็ได้ พรหมก็ได้ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังใจของเรา

การโมทนาบุญนั้นพึ่งเข้าใจว่าเป็นการทำให้จิตใจชุ่มชื่นใจ เขาทำดีเรายินดีด้วย ยินดีกับความดีของเขาไม่ช้าตัวของเราเองก็อยากจะทำความดีตามเขาบ้างเพราะเราเห็นเขาดีเราก็ชอบ เป็นการสร้างพื้นฐานพลังแห่งบุญให้เกิดขึ้นในจิตด้วยตัวเองและเป็นจุดเริ่มต้นในการขวนขวายสร้างคุณงามความดีอื่นๆ ต่อไป

สิ่งที่พึงระมัดระวังในการโมทนาบุญก็คือ “ความอิจฉาริษยา” นั้นเป็นตัวทำลายบุญประเภทนี้อย่างแรงกล้า ประเภทที่ว่ากลัวคนอื่นจะได้บุญมากกว่าเรา หรือคิดไปเองว่าบุญเราจะหมด เราอุตส่าห์ทำมาอย่ามาแย่งบุญของฉัน ฉันไม่ให้หรอก

เมื่อใดที่จิตคิดเช่นนี้จิตก็จะปรากฏความเศร้าหมองทำให้บุญที่เราทำมีผลย่อหย่อนลงไป และทำให้เราไม่ได้กุศลจากการโมทนาบุญของผู้ขอโมทนาบุญจากเราเลย จึงควรวางกำลังใจและอธิฐานจิตเราเมื่อมีผู้ขอโมทนาบุญจากเราเสมอว่า

“ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ให้กับท่านทั้งหลายที่ขอโมทนาบุญกับเราในทุกครั้งทุกโอกาส ไม่ว่าเราจะทำในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะบำเพ็ญต่อไปในอนาคตก็ดี ที่เราได้ทราบก็ดี ไม่ทราบก็ดี จะเป็น มนุษย์หรือเทพพรหม เทวา พญานาค ก็ดี ที่มีกายเนื้อก็ดี ไม่มีกายเนื้อก็ดี ขอให้เขาเหล่านี้ จงประสพแต่ความสุขพ้นจากความทุกข์พ้นภัยจากวัฏสงสาร สัมผัสพระนิพพานอันเป็นบรมสุขด้วยเทอญ”

การโมทนาบุญยังแบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น พ่อแม่ได้ไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญยินดีในบุญนั้นด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญยินดีในบุญจากกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญ เช่น การโมทนาบุญกฐินทาน ผ้าป่า หรืองานสมโภชฉลองสิ่งก่อสร้างทางศาสนสถาน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาผู้นั้นบำเพ็ญมาตลอด เช่น โมทนาบุญคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาตลอดชีวิต เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ หมายถึงการยินดีโมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นแบบทั่วอนันต์จักรวาล ทั้งสามภพและหนึ่งนิพพาน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งล่วงข้ามมิติของสถานที่และกาลเวลา ถือเป็นมหากุศลที่จะไหลรวมมาหล่อเลี้ยง ดวงจิตของพระโพธิสัตว์ทุกดวงให้สว่างไสว การมหาโมทนาบุญนี้ เป็น การปฏิบัติมุทิตาบารมีระดับสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งสำคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา

ครั้งที่พระบรมโพธิสัตว์สิทธัตถะได้บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นมี เหล่าเทวดาจากทั่วทุกสวรรค์ชั้นฟ้า ลงมากระทำมหาโมทนาสาธุการแด่พระพุทธเจ้าเป็นอันมาก เมื่อตรัสรู้แล้วก็บังเกิดแสงสว่างอันเจิดจรัสหาประมาณไม่ได้ปรากฏขึ้นไปทั่วจักรวาล นี่คือพลังแห่งการร่วม “มหาโมทนาบุญ” ในการสำเร็จซึ่งบุญบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในการโมทนาบุญคุณความดีนั้นมีพลังบุญเกิดขึ้นแน่นอน หากยังไม่เคยฝึกก็ลองตั้งจิตให้เป็นกุศลนึกยินดีกับทุกความดีที่ผู้อื่นทำ อย่างน้อยใจเราก็เป็นสุขสบายไม่มีความอิจฉาริษยาใดๆ เมื่อความริษยาไม่เกิดก็จะไม่มีการเบียดเบียน มีแต่การมุ่งจะสร้างคุณงามความดีบ้างและจะมุ่งทำความดีให้มากยิ่งขึ้น เป็นการต่อบุญไปสู่การสร้างบุญในระดับอื่นที่ยิ่งยวดขึ้นไป เช่น การรักษาศีล และการเจริญภาวนาต่อไป

ตัวอย่างการกล่าวคำโมทนาบุญแบบต่างๆ
การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์)
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)
*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว
*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดี ทั่ว ๆ ไป
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใด ๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดา ทั่ว ๆ ไป
โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใด ๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

หมายเหตุ
…………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน

สำหรับตัวเรา เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อย ๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุก ๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

Read Full Post »

Older Posts »