Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2016

14368861_1479146395432521_6791758282846790664_n

พระพุทธศาสนานั้น สอนเรื่องสำคัญมากคือ สอนเรื่องการดับทุกข์ที่เกิดขึ้น แต่การที่จะดับทุกข์ได้นั้นทุกคนได้ต้องเข้าใจที่มาที่ไป เข้าใจ “เหตุที่เกิด” ว่ามาจากอะไร เข้าใจ “ผลที่จะได้รับ” ทำแล้วเกิดผลอะไร ไม่ทำจะเกิดผลอะไร ไม่แค่เพียงบอกให้รู้ให้เข้าใจแต่บอกทาง แต่บอกวิธีปฏิบัติให้ดับทุกข์ได้เลย

พระพุทธศาสนา เปิดเผยและสอนเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่ได้สอนให้กลัวแต่สอนให้รู้จักที่จะแก้ไข บอกความจริงให้เราทุกคนรู้ว่า คนเรานั้นจะดีหรือร้าย จะรวยหรือจน จะลำบากหรือสุขสบาย

ล้วนมาจากของ”กรรม” หรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น

ของฟรีไม่มีในโลก ทุกเรื่องในเรื่องโลกนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ!!!

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ทรงกล่าวถึงเหตุและผลแห่งกรรม คือ

“ผลดีผลสำเร็จในความปรารถนาที่ดีใด ๆ ย่อมเกิดแต่เหตุที่ดี และผลไม่ดีไม่สมหวังในความปรารถนาที่ไม่บริสุทธิ์ย่อมเกิดแต่เหตุไม่ดี”

ที่ต้องพูดเรื่องของกรรมและกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องแรกนั้น เพราะเพียงอยากจะบอกว่าหากเราเป็น เชื่อในบุญ เชื่อในบาป กฎแห่งกรรม แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว คิดถูกทาง

เราจึงควรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบผู้มีปัญญา

บูชาในธรรมะปฏิบัติ ในผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในผู้สร้างกรรมดี ในคำสอนสิ่งที่ดี ในวิธีปฏิบัติที่ดีที่ช่วยให้ชีวิตเราดี สมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะถ้าต้นเหตุนั้นดี ผลย่อมออกมาดี

ดังในคืนสุดท้ายที่พระพุทธองค์กำลังจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน บรรดาพระสาวกทั้งหลายมีความโศกเศร้าอาลัย ต่างพากันหวาดวิตกกังวลว่า เมื่อไม่มีพระศาสดาเป็นหลักให้บูชาแล้ว ทุกอย่างคงต้องจบสิ้น

เว้นแต่มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า “พระธรรมาราม”ที่ คิดและทำตัวแตกต่างไปจากภิกษุรูปอื่น

คือท่านทำตัวดูเหมือนจะไม่มีความอาลัยในพระพุทธองค์เลยสักนิด ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร และได้ปลีกตัวออกไปจากหมู่สงฆ์ เมื่อภิกษุรูปอื่นเห็นแบบนั้น ก็พาเกิดความสงสัยคิดกันว่า เจ้าหมอนี่ต้องมีแผนการคิดจะกบฏหรือคิดจะทำอะไรไม่ดีแน่

เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่ “พระเทวทัต” ที่เคยพยายามทำให้สงฆ์แตกแยกมาก่อนสุดท้ายโดนธรณีสูบไปแล้ว จึงนำความเรื่องนี้ไปกราบทูลแด่พระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์สดับรับฟัง ก็ทรงเรียกพระธรรมารามเข้ามาต่อหน้าพระพักตร์และคณะสงฆ์แล้วถามว่า เป็นอย่างนั้นจริงหรือ

พระธรรมาราม ก็ยอมรับว่าได้ทำเช่นนั้นจริง!

แต่ได้อธิบายว่า เหตุที่ท่านได้ปลีกวิเวกแยกตัวออกจากหมู่สงฆ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การปฏิบัติธรรมของท่านเกิดผลมากที่สุด เพื่อเป็นการ “บูชาพระพุทธองค์” เพราะคิดว่าเป็นการบูชาที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อพระพุทธองค์ได้สดับรับฟังดังนั้น จึงกล่าวยกย่องชมเชยพระธรรมารามว่า

การกระทำแบบนี้ถือว่าเป็นผู้ที่บูชาที่ดีสูงสุดและถูกต้อง

มากกว่าการจะนำเครื่องสักการะ วัตถุสิ่งของใด ๆ มาบูชา

แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงห้ามการนำสิ่งของทั้งหลายมาบูชา เพราะถือว่าเป็นเรื่องของความเชื่อที่มีมาดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นเอง ทรงไม่ปิดบังความเชื่อใครทั้งสิ้น แต่ได้กำหนดเป็นอามิสบูชาสำหรับสมณะเพศไว้ (อธิบายไว้ในบทบูชา)

ทุกท่านควรทราบไว้ว่า ในศาสนาพุทธนั้นไม่ได้ปฏิเสธว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพรหมเทพเทวดา มารต่างๆ ดวงจิตวิญาณที่มีพลังอำนาจเหนือคน เพราะในพระไตรปิฎกมีการกล่าวในเรื่องเหล่านี้มากมาย

แต่ศาสนาพุทธได้วางฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธ์ พรหมเทพเทวดาทั้งหลาย อยู่ในสถานะที่เหมาะสม

และยังได้บอกถึงมีวิธีบูชาที่ถูกต้อง เกิดผลมาก ที่ไม่เดือดร้อนต่อคนเอง และผู้อื่น

ที่อาจจะไม่เหมือนกับศาสนาอื่น ที่มีอิทธิพลมากในสมัยนั้นจนมาถึงปัจจุบันนี้ ที่พยายามบอกกับทุกคนว่า ทุกคนไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกมีชีวิตของตนเองตามที่ต้องการได้ เพราะพระเจ้า เทพเจ้าต่างๆ เพราะเป็นผู้ลิขิตชีวิตของคนทั้งหมดไว้แล้ว สรุปหมดสิทธิ์แม้แต่จะคิด

เน้นให้บูชา ท่องมนต์ บัดพลี ฆ่าสัตว์เพื่อสังเวย พร้อมเครื่องสักการะมากมาย จะลำบากยากแค้น ทุกข์แค่ไหนไม่สนใจ ขอให้ทำให้พระเจ้า เทพเจ้าต่างๆ พอใจมากที่สุด

เพราะถ้าพอใจแล้ว จะเสก เป่า ดลบันดาลให้รวย ให้ดีได้ !!!

อีกทั้งยังกดหัวฝังความเชื่อผิดๆ ไว้อีกเป็นพันๆ ปีว่า หากเกิดในชั้นไหน วรรณะไหนก็ต้องอยู่ในวรรณะนั้นไปชั่วลูกชั่วโคตร จะมาพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงสถานะ วรรณะของตนไม่ได้จนกว่าตายไป ซึ่งน่าสงสารและไม่เป็นความจริงอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย

ด้วยพระเมตตา พระมหากรุณาของพระพุทธเจ้า ทรงสะสมพระมหาบุญบารมีมาหลายภพชาติจนมาถึงชาติสุดท้ายที่ทรงตรัสรู้ และได้เมตตาเอาความรู้แจ้งนั้น มาสอนและเผยแพร่สู่สรรพสัตว์

จริงๆ แล้ว พระพุทธองค์ ตรัสรู้สิ่งต่างๆ ของกฎธรรมชาติ กฎแห่งความสมดุล กฎของเหตุและผลนั้นมากมายมหาศาล เหมือนป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ แต่พระพุทธองค์ทรงทราบถึงจริตของคนนั้นแตกต่างกันมาก พระพุทธองค์จึงนำเอาเพียงบางส่วน

เปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือ มาสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์

เพื่อให้ทุกคนตระหนักใน ความจริงแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ความจริงแห่งชีวิตที่ไม่รู้กันมาก่อน บอกเรื่องกฎแห่งกรรมที่มีมาคู่กับโลก ไม่ได้เป็นของใหม่หรือที่พระพุทธองค์แอบตั้งลอยๆ ขึ้นมาเอง

พระพุทธองค์ประกาศศาสนาพุทธเพื่อปลดแอกสรรพสัตว์ให้ตื่นขึ้น รู้ว่าชีวิตทุกชีวิตนั้นสามารถพัฒนา เปลี่ยนแปลงได้ไม่ใช่มานั่งรอ นอนรอให้พระเจ้ามาลิขิต มาดลบันดาล อันชีวิตและโชคชะตาของคนเรานั้นจะดีหรือเลว จะประณีตหรือทราม จะมีเกียรติหรือไร้ศักดิ์ศรี

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำหรือ “กรรม” ของตนเองทั้งสิ้น

ไม่มีอำนาจอื่นใดไม่ว่าจะมาจากพระเจ้า เทพเจ้า ดวงดาว ผีสาง เทวดา หมอดู หมอเข้าทรงหน้าไหน มาเบี่ยงเบนผลกรรมได้ ใครทำเหตุไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลตามนั้น

ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่มีใครใหญ่เกินกรรมและหนีกรรมไปได้

Advertisements

Read Full Post »

14364630_1476906868989807_495975049268790732_n

เรื่องนี้เป็นเมตตาของครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทย ที่เมตตาสอนไว้ว่า

คนใดก็ตามที่อยากมีความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ขจัดทุกอุปสรรคและวิบากกรรมไม่ดี อยากให้บุญส่งผล เกิดโชคลาภเร็วพลัน เงินทองมั่งมีตามบุญที่ทำมา ให้หมั่นทำ” มหาทาน ” หรือทาน 3 อย่างเป็นสำคัญคือ วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน

– วัตถุทาน หรือ อามิสทาน คือ การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทานที่เกิดผลดีต่อผู้รับ

– ธรรมทาน คือ การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน คำว่า “ธรรม” ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่เขารู้ แล้วช่วยเขาจะพ้นทุกข์ได้ ซึ่งทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือเราให้ความรู้โดยตรงกับผู้รับ ทางอ้อมก็คือ มีส่วนร่วมในการให้ธรรมทานนั้น ช่วยพิมพ์หนังสือธรรมทาน ช่วยแจกเป็นธุระจัดการก็เข้าข่ายในการให้ธรรมทานเช่นกัน

– อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน การให้อภัยทานนั้นยากที่สุดในทานทั้งหมด แต่ให้ผลบุญมากที่สุดด้วย ตอนแรกอาจจะทำได้ยากสำหรับใครบางคนเพราะโดนกระทำจนยากที่จะยกโทษให้ได้

ขอแนะนำว่าให้เริ่มจากคนใกล้ตัวที่เรารักมากๆ ก่อน ฝึกให้อภัย ยกโทษให้ หรือลองพิจารณาดูว่า ถ้าคนที่กระทำกับเรานั้นเป็นลูกเรา เป็นพี่น้องเรา หรือแม้กระทั่งเป็นพ่อแม่เราทำกับเราแบบนั้น เราจะยกโทษให้ไหม

เรื่องที่เขาทำกับเรา ทำให้เราได้”ตื่นรู้” ในทางธรรมไหมว่าทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นสิ่งสมมติเท่านั้น สิ่งที่จะติดตัวเราไปได้มีเพียงบุญกุศลและกรรมที่เราทำเท่านั้น ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเราเอาไปไม่ได้เลยแม้แต่น้ำหยดเดียว

และขอให้ใช้เรื่อง “พรหมวิหาร 4 “ เป็นตัวช่วย คือ เริ่มจากมี เมตตา ต่อคนหรือสัตว์ที่เราจะให้อภัย เมื่อมีเมตตาจะไปต่อที่ กรุณา จากกรุณาก็จะถึงจุดของ มุทิตา คือ ยินดีที่เขามีความสุขที่เราให้อภัย สุดท้ายคือ อุเบกขา วางนิ่งเฉยไม่ทุกข์ ไม่สุขปล่อยให้กรรมนั้นดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม

การให้อภัยทานต้องให้อภัยโทษ ยอมรับขมาแบบจริงใจหมดจด ให้อโหสิกรรมทั้งใจ ไม่มีติดค้าง ไม่มีหลบซ่อนความโกรธ ความอาฆาตแม้แต่น้อย มีชีวิตที่ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์และอมนุษย์ มีชีวิตที่สว่างอยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาให้ผู้อื่นทั้งกลางวัน กลางคืน

ด้วยทาน 3 อย่างนี้ถ้าใครทำได้ครบถ้วนในทุกวัน รับรองว่าไม่เกิน 1 เดือนชีวิตของท่านที่ได้ทำจะเปลี่ยนไป และทำแบบต่อเนื่องไม่มีหยุด ไม่ประมาทในบุญ ชาตินี้มีความสุข พบแต่เรื่องดีๆ ตลอดชาติแน่

Read Full Post »

14292444_1474801512533676_1223106825313886796_n

“วัตถุทานบริสุทธิ์” หมายถึง สิ่งของที่จะทำทานไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จะซื้อมาหรือแม้แต่ขอมาจากคนอื่นก็ได้ แต่เจ้าของเขาต้องอนุญาตทั้งหมด ยินดีเต็มใจให้เราด้วย หรือเป็นสิ่งของที่เราได้สร้างทำมา ปลูกมา หรือหาได้โดยสุจริต ไม่ได้ลักขโมย คดโกง เบียดเบียน หรือหลอกลวงเขามา

ถ้าเป็นของที่ซื้อมา เงินที่ซื้อนั้นจะต้องเป็นเงินบริสุทธิ์ของเราเอง มาจากการทำมาหากินได้โดยสุจริตไม่ได้ไปเบียดเบียน บังคับ โกงหรือหลอกหลวงใครมา มีบ่อยครั้งที่เห็นและได้ยินคือการทำบุญโดยการยืมเงินคนอื่นมาทำแบบเฉพาะหน้าเพราะไม่ได้ทันเตรียมตัว ขอแนะนำว่าเมื่อสร้างบุญเสร็จแล้วควรใช้คืนทันที ถ้าลืมหรือไม่ใช้ก็คงไม่ได้บุญ ได้แต่บาปล้วนๆ เพราะผิดศีลในข้อ 2 และมีตัวอย่างมากมายที่ติดหนี้กรรมข้ามภพชาติเลย ที่มาจากการยืมเงินคนอื่นมาทำบุญ

ที่สำคัญสิ่งของที่เป็นทาน จะนำมาให้ผู้อื่นนั้น ต้องเกิดประโยชน์ ไม่เป็นโทษแก่ผู้รับจึงจะบริสุทธิ์ เช่น อาหารหรือสิ่งของที่ไร้คุณค่า เสื่อมคุณภาพแล้ว แม้แต่เรายังไม่กินไม่ใช้ เพียงแต่อยากจะกำจัดเพื่อให้พ้นๆตัวไปเสีย หรือให้สิ่งไม่ดีไปทั้งๆที่รู้ หรือให้เพื่อที่จะแกล้งหรือทำลายผู้อื่น

หรือรู้แต่รู้ไม่จริง เช่น เลี้ยงเหล้าผู้อื่น ให้เงินลูกน้อง เพื่อนไปกินเหล้า อย่างนี้ไม่มีทางได้บุญ ได้แต่บาปล้วนๆ และด้วยเงินที่ให้ไปซื้อเหล้ากินนั้น เอาแค่เบาะๆ ไปเหตุที่ทำให้เขาเสื่อมทั้งสมอง สติ สัมปชัญญะ กินแล้วไปทำเรื่องไม่ดี ขาดงาน ก็สร้างกรรมไม่ดีแล้ว ยิ่งมีการทะเลาะวิวาท มีอันตราย มีอุบัติเหตุถึงชีวิตหรือบาดเจ็บพิการ เกิดเรื่องฉิบหายลามไปถึงคนอื่น ครอบครัวแตกแยก

คนที่ให้เงินไปต้องมีส่วนร่วมในกรรมชั่วนั้นด้วย เหมือนกับการช่วยเหลือให้เงินคนไปทำแท้ง คนที่ให้เงินนั้นต้องรับผลกรรมหนักด้วยเกือบเสมอคนทำแท้งที่ฆ่าเด็ก ฆ่าคนเลยทีเดียว เพราะเงินเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุให้เกิดกรรมหนักไม่ดีนั้นสำเร็จ จะมาบอกว่าไม่รู้ไม่ต้องรับผลกรรม ไม่ได้ทางหนีกรรมหนักนี้ได้

เพราะกฎแห่งกรรมไม่ใช่กฎหมายที่คนตั้งขึ้น ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีการยกเว้นใครหน้าไหนทั้งสิ้น

หรือมีอำนาจใครมาเบี่ยงเบน ให้หนีผลกรรมได้… ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม!!!

สิ่งของที่ทำทาน ต้องไม่ใช่สิ่งเสพติด อาวุธ หรือสื่อยั่วยุทางกามารมณ์ อย่างหนังโป๊ หรือหนังสือที่มีภาพลามกประเภทต่างๆ วัตถุทานที่ไม่เสริมให้เกิดกิเลส ผิดศีลทั้งหลายจึงจะได้ชื่อว่าเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์โดยแท้

สำหรับคุณภาพวัตถุทานนั้น มี 3 ประเภทและมีอานิสงส์บุญที่แตกต่างกันตามคุณภาพของทานนั้น ที่เราควรรู้ไว้ เพื่อพิจารณา เพื่อการทำทานทุกครั้งได้บุญมากทุกครั้ง

“ทาสทาน” คือ การให้ของที่เลวกว่าที่เรากิน หรือของที่เลวกว่าที่เราใช้
“สหายทาน” คือ การให้ของเสมอที่เรากินอยู่ หรือที่เราใช้อยู่
“สามีทาน” คือ การให้ของที่ดีกว่าที่เรากินที่เราใช้อยู่

การพิจารณาคุณภาพของวัตถุบริสุทธิ์อย่างละเอียดนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มบุญในการทำทานครั้งนั้นให้มากขึ้นไปหลายเท่าทวีคูณ เพราะเป็นการ”วิปัสสนา”ไปในตัว

ทานที่ทำนี้จะเกิดผลมากกว่า ทานปกติจนประมาณมิได้เลย!

เพราะทุกสิ่งได้ผ่านการคิดพิจารณาอย่างละเอียดถ้วนถี่ด้วยสติ สมาธิ ด้วยปัญญาธรรม ถึงคุณภาพและประโยชน์วัตถุทานนั้นอย่างดีที่สุดเพื่อให้ผู้รับนั้นได้รับผลดีที่สุด ตรงประโยชน์ ตรงเวลา ตรงความต้องการ

อย่างบางวัด บางสถานปฏิบัติธรรม ขออโหสิกรรมเถอะ เห็นกองผ้าเหลืองสารพัดสุมๆ กันไว้ กองถังเหลืองเต็มห้อง ถุงอาหารสำเร็จรูป ข้าวสารที่เกินกำลังบริโภคจนบางที่มอดขึ้นราขึ้นเพราะเก็บรักษาไม่ดี หรือวางทิ้งขว้างไว้ ดูเหมือนไร้ค่าไร้ประโยชน์

คนที่ไปสร้างทานทำบุญนั้นถ้าไม่พิจารณาไม่สังเกตกัน ก็ถวายซ้ำๆ กันเข้าไปแบบเอาง่ายเข้าว่า เนื้อนาบุญท่านอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะมากเกินไปหรือเสื่อมคุณภาพ แล้วบุญที่ทำกันนั้นจะน้อยหรือมาก ทุกท่านคงพิจารณาได้เองในเรื่องนี้คงไม่ต้องบอกอะไรมาก

การใส่บาตร ถวายภัตตาหารที่ถวายพระนั้น ก็ควรจะดูกันสักนิด ในอาหารบางอย่าง ขนมบางประเภท อาจจะหวานเกินไป เค็มหรือเผ็ดเกินไป หรือใกล้บูดเน่า หรืออาจจะช่วยทำให้โรคกำเริบแก่พระสงฆ์ได้

ทุกวันนี้พระสงฆ์จำนวนมากท่านเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วนมาก โรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ ฯลฯ ซึ่งทำให้ท่านปฏิบัติธรรมได้ยากลำบากหรือน้อยลงจากที่ท่านเคยทำได้ ในพระสงฆ์ที่ชราภาพเราควรพิจารณาควรถวายอะไร ไม่ควรถวายอะไร

สำหรับพวกเครื่องดื่มชง กาแฟทั้งหลาย อาจจะไปสร้างความกำหนัดแก่ท่านได้โดยเฉพาะพวกอาหารเสริมทั้งหลายที่เดี๋ยวนี้มักนิยมถวายท่าน บางชนิดมีสารเพิ่มความกำหนัดผสมอยู่

ขอฝากให้ทุกท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศลได้พิจารณากัน ด้วยความปรารถนาดีแก่ท่านทั้งหลายเป็นที่ตั้งเพื่ออยากให้ท่านทำทานทั้งทีให้เกิดผลมากตามเจตนาที่ทำสูงสุด คุ้มกับเงินทองที่หายากมากในสมัยนี้

การถวายทาน การให้สิ่งที่ดี สิ่งที่ประณีต ตรงประโยชน์ ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงออกว่า ผู้ให้ทานนั้นเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้สร้างบุญอย่างเกิดผลมาก และใจนั้นปราศจากความตระหนี่ สามารถละความหวงแหนได้มาก

สำหรับเรื่องที่เชื่อกันมานานว่า บรรพบุรุษที่ท่านล่วงลับไปแล้ว ตอนที่ยังอยู่ชอบกินอะไรเมื่อตายไปก็ต้องถวายอาหารนั้นไปให้ ควรจะเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า คนที่กินจริงๆ คนที่ได้รับอาหารนั้นเข้าไปคือ พระสงฆ์ หรือ สามเณร

และสิ่งที่ผู้ล่วงลับ ดวงจิตวิญาณ หรือไม่ว่าเทวดาชั้นไหน หรือแม้แต่สัมภเวสีติดภพภูมิ

ที่ต้องการมากที่สุดคือ “บุญกุศล” ไม่ใช่อาหารหรือของแปลกๆ ที่ท่านเคยชอบสมัยยังมีชีวิต!!!

เพราะท่านเหล่านั้นเหลือแต่ดวงจิต ไม่มีร่างกาย ไม่มีลิ้น ไม่มีลำไส้ ที่ต้องการอาหารรสชาติหรืออะไรอีกแล้ว ต้องการเพียงบุญกุศล หากทานที่ทำ อาหารที่ถวายมีประโยชน์กับผู้รับมากและครบทั้ง 3 องค์ประกอบดังที่กล่าวไปแล้วคือ ผู้ให้บริสุทธิ์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ทั้ง 3 กาลก่อนให้ กำลังให้ หลังให้ วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้รับหรือเนื้อนาบุญบริสุทธิ์

บุญที่ทำ ทานที่ให้จะเกิดผลบุญมากตามความบริสุทธิ์ นี่คือ สิ่งที่ทุกดวงวิญญาณต้องการมากที่สุด!

เพราะด้วยพลังด้วยอำนาจแห่งบุญบริสุทธิ์นี้จะช่วยปรับภพภูมิให้สูงขึ้นถ้าเขารับบุญนั้นได้ จะช่วยให้พ้นจากความลำบาก จากที่ร้อนรุ่มให้เย็นลง จากเย็นก็อบอุ่นขึ้น ในภพภูมิที่อยู่รับบุญรับกรรมนั้น สำหรับท่านที่มีบุญมากอยู่แล้วจะได้เพิ่มบุญบารมี เลื่อนไปสู่ภพภูมิที่ดียิ่งขึ้น เรื่องนี้ควรเข้าใจให้ถูกต้อง ในเมื่อตั้งใจจะทานทำบุญทั้งที มีจิตอันเป็นกุศลเกิดขึ้น ควรต้องรู้ว่าทำแล้วเกิดผลมากควรทำอย่างไร

Read Full Post »

14330022_1473664919314002_7728265849301397541_n

เราจะมาดูส่วนแรกกันก่อนที่ทำให้เกิดทาน คือ “ผู้ให้บริสุทธิ์” หมายถึงอะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

๑. ผู้ให้บริสุทธิ์ คือตัวผู้ให้ทานนั้นจะมีความ “บริสุทธิ์” มากหรือน้อยแค่ไหน นั้นขึ้นอยู่กับ ”เจตนาเป็นสำคัญ” กรรมทุกกรรมนั้นเริ่มต้นเกิดขึ้นจากจิต จากเจตนาล้วนๆ แล้วนำไปสู่การกระทำจนเกิดกรรมนั้นขึ้นมา เราจึงต้องเข้าใจในเรื่อง”เจตนา” ให้ดี ให้ถ่องแท้ ให้ทะลุ ให้เกิดปัญญาธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ถึงหลักและอานิสงส์บุญแห่งการทำทานที่ได้อานิสงส์บุญมากจนประมาณมิได้ว่า

” ภิกษุทั้งหลายทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ คือ องค์ของผู้ให้ ๓ อย่าง องค์ของผู้รับ ๓อย่าง
องค์ของผู้ให้ ๓ อย่าง ( เจตนา ๓ ) คือ ก่อนให้ ก็ดี ใจ กำลังให้ก็มีใจผ่องใส ครั้งให้เสร็จแล้วมี
ความเบิกบานใจ

องค์ของผู้รับ ๓ อย่าง คือ เป็นผู้ปราศจากราคะหรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะหรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะหรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีโมหะ

ทานที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ ๖ ประการนี้ เป็นบุญใหญ่ นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ”

เพราะ”เจตนา” หรือจิตที่แรงกล้าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งกรรมทั้งปวง เป็นเหตุให้เกิดการให้ทาน เพราะเจตนาจะสร้างทานสร้างบุญนี่เองทำให้ผู้ให้ทานได้ตั้งใจ ตระเตรียม ได้ใช้ปัญญาความรู้พิจารณาเฟ้นหาวัตถุทานที่มีผลประโยชน์ต่อผู้รับมากที่สุด มองหาผู้รับบริสุทธิ์หรือเนื้อนาบุญบริสุทธิ์มากที่สุด ซึ่งเจตนานี้จะแบ่งตามกาลเวลาได้ ๓ กาลหรือ ๓ ระยะที่สำคัญทั้งหมด คือ

-เจตนาที่เกิดขึ้นก่อน (ปุพเจตนา) คือ เมื่อจิตแห่งบุญเกิดขึ้นที่จะให้ทาน จิตก็เกิดกุศล คิดแสวงหาตระเตรียมสิ่งที่จะให้นั้นให้พร้อมสมบูรณ์ที่สุดดีที่สุดเท่าที่ทำได้ มองหาผู้รับ สถานที่จะไปทำบุญนั้น

-เจตนาที่เกิดขึ้นในขณะกำลังให้ (มุญจเจตนา) จิตแน่วแน่ในการให้แบบไม่หวังผลอื่นใดเข้าตัวเอง มีแต่เอาออกไม่เอาเข้า มีความบริสุทธิ์พร้อมแห่งจิต คิดแต่จะให้คนอื่นมีความสุข

-เจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากได้ให้เรียบร้อยแล้ว (อปรเจตนา) เกิดความปีติยินดีในจิตเพราะการให้ของตนเชื่อมั่นในกรรมดีที่ตนบุญได้บังเกิดขึ้นแล้ว และเกิดประโยชน์ต่อผู้รับ

บุคคลใดที่ทำบุญหรือให้ทานด้วยจิตใจที่โสมนัสยินดี ทั้งประกอบด้วยปัญญา เชื่อกรรมและผลของกรรมครบทั้ง ๓ กาลแล้ว บุญของผู้นั้นย่อมมีผลมาก!!!

ตอนนี้เราคงทราบกันแล้ว “เจตนา” นั้นสำคัญมากๆ ในการทำให้ผู้ให้นั้นบริสุทธิ์

แม้ว่าวัตถุทานจะดีบริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ แต่เจตนาเราไม่ดี บุญย่อมตกย่อมหล่นไป

แต่ถ้าเจตนาเราดีบุญก็เกิดขึ้นในส่วนผู้ให้เต็มที่

และในห้วงเวลาที่เราทำทานสร้างบุญต่างๆ ที่วัดหรือถวายแด่พระภิกษุนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพระสงฆ์ท่านถึงต้องให้เราสมาทานศีลก่อน ก็เพราะท่านรู้และมีเมตตาอยากให้เราได้บุญมากที่สุด ด้วยการชำระล้าง ปรับจิตให้อยู่ในศีล ในธรรมมากที่สุดในเวลานั้น ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตรัสถึงความสำคัญของ”ผู้ให้”และ”ผู้รับ”ไว้ใน “ทักขิณาวิภังคสูตร 7” ว่า

“ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแลเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย”

การสมาทานศีลในช่วงเวลาก่อนทำทานของผู้ให้ทานนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งก่อนจะสร้างทานสร้างบุญใดก็ตาม จะช่วยให้ผู้ให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ยิ่งจิตเราตั้งในศีลอย่างมั่นคงในเวลานั้น จิตเราจะสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด

จิตของคนเรานี่ไวมาก และอำนาจฝ่ายต่ำนั้นชักจูงได้ง่าย บางคนไปสร้างบุญแต่อาจจะได้บาปติดมาด้วย เพราะไปปรามาสพระสงฆ์ ไปดูถูกดูแคลนท่าน แม้แต่สงสัยในเนื้อนาบุญจิตก็ตกแล้ว ประเภทไปทำบุญแต่ตาสำรวจมองไปทั่ว ทานเราดีกว่าคนอื่น เนื้อนาบุญที่มารับเขาจะเอาทานเราไปทำอะไร หรือแม้แต่บางคนวิจารณ์เนื้อนาบุญที่นั่งอยู่ตรงหน้า ไม่สำรวมบ้าง หน้าตาท่านแบบนั้นแบบโน้น

การสมาทานคือ การรับเอาศีลมาทำให้จิตตั้งในศีล ไม่ทำผิดรักษาศีลที่รับมาอย่างไม่ให้ด่างพร้อย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นจะผิดศีลมาข้อใดก็ตามแต่ ณ วินาทีนั้นเราบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์พร้อมในการทำทานที่ได้บุญมาก

หลายคนตั้งใจรักษาศีลในระหว่างวัน แต่บอกว่าอาจจะพลั้งเผลอผิดบางข้อ ไม่เป็นไรอย่าไปหวาดวิตกอะไร เราสมาทานศีลใหม่ได้ทุกเมื่อหากตั้งใจจริง เพราะครูบาอาจารย์ท่านแนะวิธีให้ในการตั้งจิตสมาทานศีลนั้น เราสามารถทำได้แม้ไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระสงฆ์ ตั้งสมาทานศีลในจิตได้ตลอดเวลาโดยยึดเอานิมิต นึกถึงพระพุทธรูป พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ของเราว่า ท่านนั่งอยู่ตรงหน้าแล้วสมาทานศีลใหม่ได้ คำที่ใช้อาจไม่ใช่บาลีก็ได้

แบบข้าพเจ้าขอรักษาศีลข้อ ที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์เบียนเบียนผู้อื่น ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์หรืออยากได้ของผู้อื่นที่ไม่อนุญาต ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ผิดลูกผิดเมียผิดผัวผู้อื่น ข้อ 4 ไม่โกหกพกลม ไม่ด่าท้อพูดในสิ่งที่ไม่จริงไม่เกิดประโยชน์ ข้อ 5ไม่ดื่ม ไม่เสพของมืนเมาทั้งปวง แบบนี้เป็นต้น

และจะดียิ่งขึ้นไปอีกในชีวิตประจำวันในคนทั่วไป ที่ช่วยให้ผู้รับหรือคนที่เราจะให้นั้นสมาทานศีลก่อนที่จะให้เป็นผู้รับที่บริสุทธิ์ในเวลาสร้างบุญทำทานนั้น เช่น ให้เงินลูกน้อง ให้เพื่อน ให้ลูก ให้คนในครอบครัวหรือใครก็ตาม ขอให้เขาสมาทานศีลด้วยกันก่อน เพียงเท่านี้ บุญที่เราทำนั้นก็จะมีอานิสงส์เพิ่มขึ้นทวีคูณ

Read Full Post »

หลังจากที่ปิดโครงการบุญซ่อมพระสิวลี ที่วัดโลกโมฬี
ในสิ้นเดือนสิงหาคม 59 ที่ผ่านมา มีกัลยาณธรรมได้ร่วมสร้างบุญด้วยการเป็นเจ้าภาพหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน และร่วมบุญส่วนตัว

เมื่อวันที่ 12 กย.59 ที่ผ่านมาสล่าสันติ หรือช่างสันติจาก”บ้านประติมากร” ประติมากรผู้มีจิตอันเป็นกุศลและได้รับความเชื่อถือมากจากครูบาอาจารย์ ได้มาดำเนินการขนย้ายพระสิวลี ไปเข้าซ่อมตามเจตนาของเราทั้งหลาย

มีการประมาณการว่าจะเสร็จสมบูรณ์และปิดทองทั้งองค์ประมาณ 1เดือน

จึงขอแจ้งให้ท่านทั้งหลายที่ได้สร้างบุญได้ทราบ

อานิสงส์บุญแห่งการซ่อมพระนี้ ประมาณมิได้ ผลบุญนี้จะส่งให้ทุกท่านพบกับความสุข ความเจริญ ได้รับโชคลาภอย่างเร็วพลัน

ขอบุญรักษา
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14222225_1468736253140202_3169103830220219529_n

“เจ้ากรรมนายเวร” นั้นหมายถึง ผู้ที่ถูกเราละเมิด ล่วงเกิน ทำร้าย ทำลายไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ ก่อนไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ชนิดใด คนนั้นอยู่ในประเภทเดียวกับสัตว์ด้วย และผู้ที่ถูกทำร้าย ทำลาย เพราะการละเมิดนี้ทำให้เขามีจิตที่อาฆาตต่อเราและต้องการให้เราได้ชดใช้ผลกรรมที่เราเคยทำกับเขาไว้

รวมถึงตัวเราเองด้วยที่เป็นผู้ก่อกรรมนั้นขึ้นมา ซึ่งเราเองต้องรับผลกรรมที่เคยทำมา ดังเช่น คนที่เคยฆ่าตัวตายในภพก่อน ผลกรรมที่ทำแม้จะชีวิตตนเองก็ตาม อาจจะต้องเวียนว่ายฆ่าตัวตายหรือมีเหตุให้ตายก่อนวัยละสังขารจริง

หรือคนที่เคยดื่มเหล้า เมาเหล้า ค้าเหล้ามาในภพก่อน ผลกรรมที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร อาจจะตามมา ทำให้ชาตินี้เป็นผู้มีสมองไม่ดี ปัญญาน้อย จำอะไรไม่ได้ หรือทำอะไรไม่ขึ้นเพราะขาดปัญญานำทาง เป็นต้น

ที่ใช้คำว่า “อาจจะ” เพราะ กรรมบางกรรมไม่ได้ส่งผลแบบเดียวกับที่ทำมา เช่น เคยเป็นทหารไปรบทัพจับศึก ไปเผาบ้านเผาที่นาทำมาหากินเขาเพื่อไม่ให้เป็นเสบียงของศัตรู ชาตินี้ก็จะมีปัญหากับแต่เรื่องที่อยู่อาศัย ร่อนเร่พเนจรไม่มีบ้านของตนเอง หรือมีบ้านแต่เกิดเหตุร้ายไฟไหม้หรือทำการค้าอะไรก็ไม่ขึ้น อยู่ดีๆ ก็น้ำท่วมสินค้าเสียหายไปทั้งหมด

หรือ เคยหักขากบ ชาตินี้อยู่ดีก็ล้มๆ ขาพับไปข้างหลังเดินไม่ได้เหมือนกบที่ถูกหักขาพับไว้ขาย หรือเคยใส่ความคนอื่นให้เขาเดือดร้อน อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

สรุป เจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้น เพราะการเวียนว่าย ตาย เกิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่ยังไม่พ้นทุกข์นี้ เราทุกคนนั้นต่างก็เคยเกิดและตายมีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ได้ทำได้สร้างทั้งกรรมดีและไม่ดีเอาไว้แบบนับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้นเนื่องจากเราได้ละเมิด ล่วงเกิน ไปเบียดเบียนทำร้ายเขาไว้ก่อนไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่เกิดขึ้นผลร้ายต่อเขา

ครูบาอาจารย์ท่านแยกเจ้ากรรมนายเวรไว้มี 2 ประเภท คือ เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็น และเจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็น หรือ เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตและเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิต

-ประเภทที่หนึ่ง เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต หมายถึง ผู้ที่เกิดอาศัย “ในภพภูมิเดียวกับเรา” เป็นผู้ที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับเราได้ทางใดทางหนึ่ง อาจเป็นได้ทั้ง พ่อแม่บุพการีลูกหลาน ที่สร้างแต่ความทุกข์ใจและกายให้เกิดขึ้นกับเราโดยตลอด หรือ ญาติสนิทหรือไม่สนิท เพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้ร่วมงาน เพื่อนบ้าน คนที่เพิ่งรู้จัก หรือใครก็ตามที่คอยมาเบียดเบียนทำร้ายให้สูญเสียทั้งกาย วาจา ใจ ทรัพย์ ให้บาดเจ็บ ในลักษณะต่าง ๆ

หรืออาจเป็น สัตว์เดรัจฉานที่มีชีวิตที่เราเลี้ยง ทำให้เรามีทุกข์ ไปไหนไม่ได้ต้องเฝ้าเลี้ยงดู หรือเราไม่ได้เลี้ยงแต่เข้ามาทำร้ายเราให้ได้รับบาดเจ็บให้พิการหรือแม้กระทั่งถึงตาย ก็เป็นไปได้เช่นกัน

-ประเภทที่สอง เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิต หมายถึง “เป็นผู้ที่อยู่ต่างภพภูมิกับเรา” หรืออมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ เป็นสิ่งที่มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น แต่ก็เป็นผู้ที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้เราได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งวิธีการที่เขาจะก่อความเดือดร้อนให้เรานั้นอาจเป็นเรื่อง “เหนือวิสัย”ของจิตมนุษย์ธรรมดาจะรับรู้ได้ นอกจากผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงดังที่ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ท่านเจอและเล่ามาโดยตลอดไม่ขาดสาย เพื่อเตือนสาธุชนทั้งหลาย

ซึ่งถ้าไม่สามารถทำกับเราโดยตรงได้ เขาอาจจะใช้วิธีดลจิตดลใจให้จิตเราตก พลั้งเผลอกระทำความชั่วให้ได้รับความลำบากแห่งผลกรรมชั่ว สร้างอุปสรรคใด ๆให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเราได้แต่ก็เกิดขึ้น หรือบังตา บังความความคิด ไม่ให้เกิดปัญญา ไม่เห็นไม่ได้โชคลาภสิ่งที่ควรจะได้ หรือทำให้มีเหตุโชคลาภให้เลื่อนออกไป ฯลฯ

ลองนั่งนิ่งๆ คิดดูว่าเจ้ากรรมนายเวรทั้ง 2 แบบที่บอกมา เราเคยเจอในชีวิตหรือไม่ เรื่องเหล่านี้เป็น สิ่งที่เรารู้ด้วยตัวเราเอง

กรรมนั้นใครทำใครรับ แต่ถ้าใครรู้และเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวรอย่างแท้จริง

ก็จะพบวิธีลดกรรม ปลดกรรม ป้องกัน ยับยั้ง และพลิกกรรมได้…

Read Full Post »

14317564_1470067583007069_14119378205112897_n

ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจที่นำมาเล่าเปรียบเทียบอีกสักหนึ่งเรื่อง

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีครอบครัวหนึ่งมีลูกสาว 3 คน ซึ่งลูกสาวแต่ละคนก็ล้วนมีนิสัยที่เลวร้ายต่างกันสามอย่าง คนแรกชื่อนางปิสุณาวาที ซึ่งก็มีพฤติกรรมไม่ดีสมชื่อเป็นคนที่มีนิสัยชอบยุยงให้คนแตกกัน ทุบตีกันยิ่งเห็นใครที่ไหนทะเลาะกันด้วยฝีปากตัวเอง จะรู้สึกมีความสุขมาก

ส่วนลูกสาวคนที่ 2 ก็มีนิสัยชอบลักขโมย เห็นอะไรขวางมือเป็นไม่ได้ ต้องเกิดอาการคันไม้คันมือก็เลยต้องขโมยไปเสียทุกอย่าง ส่วนลูกสาวคนที่สามมีนิสัยตะกละตะกลาม เรียกว่ากินทุกอย่างที่ขวางหน้าอาหารจะดีเลวอย่างไรไม่สนใจแถมยังมีกิริยาในการกินมูมมามเสียงดังมาก

ด้วยนิสัยสุดจะทนของลูกสาวทั้งสามนี้พ่อแม่จึงไม่อาจจะทนเลี้ยงดูต่อไป ได้แม้จะมีความรักให้ฉันพ่อแม่ลูก แต่เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงกันนั้นไม่เอาด้วย เพราะสุดจะทนต่อพฤติกรรมของหญิงสาวทั้งสามคนจนทนไม่ไหว เพราะคนในหมู่บ้านต้องทะเลาะเบาะแว้งตีกันทุกวัน ของหายทุกวัน อีกทั้งยังเสียสุขภาพจิตเมื่อได้เห็นความมูมมามจากการกินไม่เลือกอีก จึงต้องจับหญิงสาวทั้งสามคนนี้ไปลอยแพในทะเล

แพของหญิงสาวทั้งสามได้ลอยไปเจอกับเรือโจรสลัดเข้า นายโจรเห็นหญิงสาว 3 คนจึงรับขึ้นเรือมา แต่ก็ยังมีความข้องใจว่าเพราะเหตุใดจึงมาโดนลอยแพ แต่ก็สงสัยอยู่ ไม่นานก็รู้ชัดว่าเป็นเพราะเหตุใด นายผู้เป็นหัวหน้าโจรคิดว่า นิสัยคนเราต้องมีหนทางแก้ไขกันได้ เพราะตัวเขาเองยังสามารถปกครองสมุนโจรลูกน้องตั้งมากมายได้ จึงคิดแก้ไขนิสัยโดยให้นางตะกละไปเป็นแม่ครัว ซึ่งก็ได้ผลเพราะในครัวมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นางอยากกินไม่นานนางก็เลิกนิสัยกินแบบตะกละตะกลามได้

หญิงสาวที่มีนิสัยขี้ขโมยนั้น นายโจรก็มอบพวงกุญแจคลังสมบัติให้ดูแล ถึงอยากขโมยก็เชิญตามสบายเพราะอยู่ในเรือจะเอาออกไปใช้ที่ไหนก็ไม่ได้อยู่ดี เมื่อนางเห็นสมบัติสร้อยแหวนเงินทองทุกวัน อยากหยิบจับของมีค่าอะไรได้ทั้งนั้น จึงเลิกนิสัยขโมยไปได้เช่นกัน

ส่วนนางปิสุณาวาทีลูกสาวคนโตนั้นนายโจรพยายามหาวิธีการอย่างไรก็แก้ไม่ตก เพราะ นางชอบไปพูดยุแหย่ลูกเรือคนโน้นคนนี้ให้แตกคอกัน เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ชกต่อยตีกันวุ่นวายไปหมดทั้งลำเรือ ทำให้นายโจรหนักใจเป็นอย่างยิ่งด้วยหมดหนทางจะแก้ไขแล้ว ก็เลยให้ลูกน้องจับตัวนางปิสุณาวาทีนั้นใส่แพลอยต่อไป

คราวนี้นางต้องลอยเท้งเต้งไปคนเดียว บังเอิญได้ไปเจอนกอินทรีย์ใหญ่สองตัวผัวเมียบินมาหากินในทะเล เห็นนางลอยแพมาก็นึกสงสารจึงตั้งใจเข้าไปช่วยเหลือ โดยช่วยกันแกะไม้แพมาอันหนึ่งให้นางปิสุณาวาทีเกาะตรงกลางแล้วพาบินเข้าหาฝั่ง

ระหว่างบินอยู่กลางอากาศนั้นเองนางปิสุณาวาทีเกิดคันปากอยากจะพูดยุแหย่ให้นกอินทรีสองผัวเมียแตกคอกัน ก็เลยยื่นปากไปทางนกอินทรีย์ตัวผู้ แล้วทำเป็นกระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ยื่นหน้าไปทางนางนกอินทรีย์ตัวเมีย กระซิบข้างหูเบาๆว่า “ผัวแกน่ะเจ้าชู้จริงๆ เห็นฉันเดี๋ยวเดียวก็เกี้ยวฉันซะแล้ว”

นกตัวเมียได้ยินดังนั้น ก็โกรธ โมโหเลือดขึ้นหน้า เกิดอาการหึงหวงก็ปล่อยไม้แพนั้นแล้วหันไปตบนกผัวทันที ฝ่ายนกผัวก็ไม่ยอมเพราะลุแก่โทสะว่าแล้วนกอินทรีย์ผัวเมียเลยตบตีกันกลางอากาศ ส่วนนางปิสุณาวาที รับผลกรรมทันทีก็คือตกลงมากลางทะเลจมน้ำตายไป ณ ตรงนั้นเอง

แต่ถึงจะจมน้ำตายแล้วศพของนางปิสุณาวาที ก็ยังโดนน้ำทะเลซัดไปติดชายฝั่งหน้าวัดแห่งหนึ่ง พระท่านเห็นเข้าก็ เกิดสังเวชใจคิดจะช่วยจัดการฌาปนกิจศพให้ตามประเพณี แต่พอเอาศพเข้าวัด พระทั้งวัดก็ทะเลาะถกเถียงกันใหญ่ ว่าศพนี้ควรเผาหรือควรฝังดีบ้างก็ว่าควรสืบหาญาติก่อน เมื่อตกลงกันไม่ได้ก็เกิดการทะเลาะเบาะแว้งหวิดจะวางมวยกันอีก

แต่พอตั้งสติกันได้ พระท่านก็คิดได้ว่าสาเหตุคงเป็นเพราะศพนี้แน่ๆ จึงให้คนมาหามไปเผาทิ้งในป่าช้า จัดการเผาให้สิ้น ซากของนางปิสุณาวาทีจึงเหลือเพียงหัวกะโหลก ก็มีพวกขี้เหล้าแอบเข้าไปต้มเหล้ากินในป่าช้า หาก้อนหินมารองหม้อต้มเหล้าไม่ครบ ก็คว้าได้หัวกะโหลกนั้นมาก็จับตั้งรองหมอต้มเหล้า

ปรากฏว่าทุกทีต้มเหล้ากินกันก็ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ อย่างมาก็เมาหลับคลานกลับบ้าน แต่ในวันที่เอากะโหลกของนางปิสุณาวาทีมารองก้นหม้อเหล้า เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันตีหัวกันบาดเจ็บไปตามๆ กัน นี่คือผลกรรมหนักของผู้ที่มีวิสัยชอบพูดจาส่อเสียด เป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์โทษกับตัวเองได้มากมายเพียงใด

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »