Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2016

14494747_1491969187483575_6369717320023760861_n

ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี ( การเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป )ศีลข้อนี้จะขาดก็ต่อเมื่อพร้อมด้วยองค์ 5 ซึ่งประกอบด้วย

1. สัตว์นั้นมีชีวิต คำว่า “ปาณ” ในภาษาบาลีหมายความว่า อินทรีย์ที่หายใจมีชีวิตอยู่หมายถึง มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่สัตว์เหล่านั้นก็ต้องหายใจเหมือนกันทั้งหมด การหายใจอยู่จึงหมายความถึงการมีชีวิตและการมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ยังหายใจอยู่จึงไม่ควรไปเบียดเบียนกัน

2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต คือมีจิตรู้อยู่แล้วว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่หากไปทำให้สัตว์ตายทั้งๆที่รู้ว่าเขายังมีชีวิตก็ถือว่า ศีลได้ขาดไปแล้ว

3. มีจิตคิดจะฆ่า อันนี้เข้าข่ายในเรื่องของ เจตนากรรมคือตั้งใจจะทำให้เขาตายอย่างเต็มที่มากน้อยไปแต่เจตนานั้น

4. มีความเพียรที่จะฆ่า ซึ่งเข้ากับหลักของ “ประโยคกรรม” ถ้าใช้ความเพียรมากบาปก็มากตามแต่เมื่อใดที่มีความเพียรคิดจะทำมาเกี่ยวข้องก็ถือว่าศีลขาด

5. สัตว์นั้นตายด้วยความเพียรนั้น คือผลสำเร็จแห่งการฆ่าถ้าสัตว์ตายสิ้นลมหายใจไปโดยสมบูรณ์โดยเจตนาก็ถือว่าศีลขาดไปด้วยเช่นกัน

กรณีอื่นๆ ที่เข้าข่ายกรรม “ปาณาติบาต” ได้แก่

1. การทำร้ายร้างกายและทรมานสัตว์
เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อที่ 1 เพื่อมิให้เบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันการผิดศีลข้อที่ 1 จึงไม่ใช่ควรแค่เว้นจากการฆ่าสัตว์เพียงอย่างเดียว ควรเว้นจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและการทรมานสัตว์ให้สัตว์นั้นลำบากไปด้วย แม้จะเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเล็ก ๆน้อย ๆก็ควรงดเว้น

2. การล่าสัตว์
หากได้ชมภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่ว่าไทยหรือเทศมาบ้างจะพบเห็นว่า การออกล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง ล้วนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและได้รับการยอมรับแม้ในปัจจุบันก็ยังมีการล่าสัตว์เช่นนี้ปรากฏอยู่อีกจำนวนมากในหลายรูปแบบ เช่น การแข่งขันตกปลา อย่างนี้เป็นต้น

การเล่นสนุกของคน คือการล่าสัตว์เหล่านี้บางคนถือว่าเป็นการฝึกผจญภัยทำให้เกิดความใจกล้า แต่ก็เป็นการผจญภัยที่เอาเปรียบมากเพราะใช้อาวุธและตนเองไปหลบอยู่บนหลังม้า หรือที่กำบังหรือบนเรือ และสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่าแทบจะไม่มีโอกาสต่อสู้ด้วยเลย

และสัตว์บางชนิดไม่ได้คุ้นเคยกับความใจดำอำมหิตของมนุษย์ พอสัตว์มองเห็นเข้าก็ไม่รู้ว่ามนุษย์นั้นเป็นเพชฌฆาต กว่าจะรู้สัตว์เหล่านั้นก็ถูกทำให้บาดเจ็บหรือตายไปเสียก่อนแล้ว

การยิงและล่าสัตว์โดยเฉพาะการกระทำเพื่อความสนุกนี้เป็นการแสดงความโหดร้ายยิ่งนัก ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 นี้อย่างรุนแรงว่าด้วย เจตนากรรม

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรานึกเปรียบเทียบระหว่างชีวิตเรากับชีวิตสัตว์ผู้อื่นอยู่เสมอว่าต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน หากใครที่ชอบล่าสัตว์เพื่อเป็นกีฬา ก็ขอให้งดเว้นการกระทำเหล่านี้เสีย

3. การฆ่าตัวตาย
การฆ่าตัวตายหรือการกระทำ “อัตวินิบาตกรรม” นั้นถือเป็นการผิดศีลข้อที่ 1 อย่างยิ่งยวด มิใช่แค่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น การฆ่าตนเองก็ห้ามกระทำเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าท่านห้ามมนุษย์ฆ่าตนเอง อย่างแรกเพราะ

เป็นการแสดงออกถึงความอับจนพ่ายแพ้ หมดทางแก้ไข เมื่อได้ฆ่าตัวเองก็เป็นการทำลายตน เมื่อได้ทำลายตนแล้วก็เป็นการทำลายซึ่งประโยชน์ทุกอย่างที่เราจะพึงได้ในชีวิต

พระพุทธองค์สอนว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็น “โมฆะกรรม” หรือการกระทำที่เปล่าประโยชน์อย่างที่สุด เพราะตายแล้วก็จบไม่เกิดประโยชน์ หมดโอกาสที่จะพัฒนาหรือแก้ไขความผิดและทำประโยชน์ดี ๆใด ๆให้เกิดขึ้นได้ซึ่งการมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ปัญหาย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสอนให้สงวนรักษาชีวิตตนไว้ให้ดีตลอดเวลา ห้ามมิให้มอบชีวิตตนให้แก่ใครและไม่ให้ฆ่าตัวเองเช่นเดียวกับการที่ไม่ให้ฆ่าสัตว์อื่น ๆ ฉะนั้นเมื่อเรามีสติระวังไม่ให้แพ้ใจตนเองได้ก็จะเป็นการปิดโอกาสในการสร้างกรรมหนักเช่นนี้ให้เกิดขึ้นกับตนเอง

Read Full Post »

14449806_1489649284382232_7426112112385912389_n

เรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล มีบุรุษเข็ญใจไร้ญาติขาดมิตร พ่อแม่ก็ตายไปจนสิ้นแล้วนามว่า ทุคคตะ แม้จะเป็นคนยากจนเข็ญใจ แต่ว่าก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนา ปรารถนาใคร่จะถวายทานอยู่เนืองนิตย์แต่ไม่มีวัตถุทานที่ดีพอจะทำถวายทานได้ เรียกว่า ถึงจะจนแต่ก็ยังอยากสร้างบุญ

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านทั้งหลายเตรียมอาหารไปถวายพระ ด้วยใบหน้าที่ผ่องใสรื่นเริงด้วยกันทุกคน ฝ่ายทุคคต เดินออกมาจากกระท่อมน้อยที่ซุกหัวนอน ก็มองเห็นผู้คนเขากำลังไปทำบุญกันรื่นเริงแจ่มใส ฉับพลันน้ำตาก็ไหลรินลงอาบหน้า ด้วยความน้อยใจที่ตนเองนั้นจนแสนจนและไม่มีโอกาสได้ทำบุญ ทำทานเหมือนคนอื่นเขา

ก็พอดีเหลือบไปเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่กำลังบิณฑบาต มาหยุดตรงหน้าของทุคคตะ เขาก็เกิดศรัทธาแรงกล้า นึกถึงข้าวก้อนหนึ่งประมาณเท่าผลมะตูมที่ตนหามาได้หวังจะกินไว้กินกันตาย แต่ด้วยแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่เข้าก็รีบเข้าไปในกระท่อม ไปเอาข้าวก้อนนั้นมาใส่บาตรแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยความปีติยินดี ความเสียใจน้อยก็หายไปแล้วอุทิศส่วนกุศลที่ทำแล้วนั้นไปถึงพ่อแม่ที่ตายไปแล้ว

บังเอิญเปรตชนซึ่งเป็นพ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้น ยมบาลได้ปล่อยไปเที่ยวแสวงหาอาหาร พอดีกับการทำบุญของทุคคตะในครั้งนี้ ก็พากันอนุโมทนาในบุญนั้น พ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้นก็อวยพรให้ทุคคตะนั้นประสบความเจริญตามที่เขาปรารถนาทุกประการ แบบขอให้รวยๆ มีความสุขประมาณนั้น

ฝ่ายพระยายมบาล เมื่อทราบว่าสัตว์นรกเปรตพ่อแม่และญาติของทุคคตะนั้นได้รับส่วนบุญ ที่นายทุคคตะอุทิศส่งมาให้ และมีการรับอนุโมทนาทานแล้ว จึงปล่อยให้พ้นจากกรรมในนรกแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจวาสนาบารมีของข้าวก้อนเดียวที่ทุคคตะส่งไปให้

ส่วนในของผู้ทำบุญคือ ทุคคตะ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ทำมาหากินแบบเจริญรุ่งเรืองไม่มีขัดสน ไม่มีขัดข้องประสบความรุ่งเรืองเป็นลำดับมา ถึงกับมีทรัพย์ทำการค้าขายได้โดยสะดวก ก็ยิ่งได้ทำบุญกุศลทวีขึ้นเป็นลำดับ ยืดหลักการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา

ครั้นถึงเวลาอายุขัยก็ตาย ทุคคตะ ไปบังเกิดในสวรรค์เป็นเทพบุตร มีนางเทพอัปสรแวดล้อมเป็นยศบริวารเมื่อหมู่ญาติที่เป็นเทพธิดา ทราบข่าวก็พากันไปถือเครื่องสักการบูชาคุณแก่เทพบุตรนั้น

Read Full Post »

14494829_1488515527828941_6219147111140266106_n

เวลาที่เราได้ทำบุญใดๆ แล้วหากมีคนเห็นการกระทำดีของเราแล้วเขากล่าว “สาธุ” ด้วยความศรัทธาด้วยความปีติยินดีที่ได้เห็นเราทำบุญ เขาคนนั้นก็ได้บุญไปด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนการจุดเทียนแล้วมีคนมาขอต่อเทียนฉันใดฉันนั้น นี่คือบุญในรูปแบบของการโมทนาบุญเอาจากการเห็นผู้อื่นทำความดี

บุญนั้นมีความมหัศจรรย์มากในเรื่องการสร้างบุญ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทำบุญเองก็ย่อมได้บุญ ชวนผู้อื่นทำบุญก็ได้บุญ แต่บางคนแม้จะไม่ได้สละทรัพย์เป็นเจ้าของวัตถุทาน ไม่ได้เป็นผู้ถวายทานด้วยมือ อีกทั้งไม่ได้อยู่ร่วมในการให้ทานกับเขาด้วย แต่มารู้ทีหลังว่าคนอื่นเขาให้ทาน รู้แล้วก็รู้สึกยินดีเลื่อมใสไปกับเขา บุคคลนั้นก็จะพลอยได้รับผลของบุญด้วยอย่างน่าอัศจรรย์

ดังเช่นผลบุญที่เกิดกับ “เพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา” นั้นเป็นกรณีหนึ่งที่ท่านสามารถทำบุญได้มากมายโดยไม่ต้องลงมือทำเองเลย

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นร่ำรวยมากขนาดไหน เธอสร้างวัด วิหาร และได้บริจาคทานเป็นจำนวนมากด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงส่งผลให้เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วเธอได้ไปเกิดเป็นอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตตเทวราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 5 สามารถทุกอย่างออกมาได้ดังใจ ซึ่งนั่นก็สมควรแก่การกระทำสร้างบุญของเธอ แต่เหล่าบรรดาเพื่อนฝูงมิตรสหายที่ไปร่วมบุญกุศลเหล่านั้น เธอได้รับบุญกุศลนั้นได้ด้วย โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเองเลยแม้แต่บาทสตางค์เดียว

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะในการได้อภิญญาผู้มีตาทิพย์ ได้จาริกไปในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูงถึง 16 โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาที่มีผิวพรรณวรรณะงดงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก

พระอนุรุทธะเถระถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัติอันมากมายนี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ นางเทพธิดาตอบพระอนุรุทธะว่า

“ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาเจ้าค่ะ เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง 27 โกฏิ (270 ล้าน) สร้างวัดบุพพารามมหาวิหาร เธอชวนดิฉันและเพื่อนๆ อีก 500 คน ไปเที่ยวชมปราสาทวัดบุพพาราม ดิฉันได้เห็นปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า “สาธุ สาธุ สาธุ”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งกับการโมทนาบุญกับการทำทานของผู้อื่นเท่านั้น ถ้าเป็นการโมทนาในการสร้างบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เจ้าหรือพระอริยสงฆ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้วก็จะยิ่งก่อเกิดผลบุญมหาศาล ผู้ที่เป็นตัวอย่างในกรณีนี้ก็คือ พระนางพิมพา ผู้ที่บำเพ็ญบารมีควบคู่มากับพระพุทธเจ้านั่นเอง เราทราบกันดีว่า พระโพธิสัตว์นั้นบำเพ็ญบารมียิ่งยวดมากแค่ไหนจึงได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระนางพิมพาเล่า สามารถติดตามบุญและมีส่วนได้บุญกับพระพุทธองค์มาตลอดได้อย่างไร

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพาที่ตำหนัก พระพุทธองค์ก็รู้อยู่ว่าเข้าไปในถึงตำหนักของ พระนางพิมพาแล้ว พระนางพิมพาจะอาศัยความรักที่มีอยู่เดิมเข้ามากอดขาของพระองค์ พระองค์จึงได้บอก พระโมคคัลลานะ กับ พระสารีบุตร ก่อนจะเข้าไปว่า

“ ถ้าเราเขาไป พระนางพิมพาจะเข้ามากอดขาเรา ขอเธอทั้งสองจงอย่าห้ามพระนางเลย เพราะเราไม่มีอะไรแล้ว ความรู้สึกในกามารมณ์นั้นไม่มีสำหรับเรา ทว่าถ้าเธอห้ามพระนางพิมพาล่ะก็ พระนางพิมพาจะอกแตกตาย เธอจะไม่มีโอกาสได้ผลของความดีใดๆ”

พระสารีบุตรจึงถามว่าเพราะเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า

“ ทั้งนี้เพราะว่า พระนางพิมพา ไม่เคยบำเพ็ญบารมีด้วยตนเองเลย พระนางได้แต่โมทนาบุญกับเราเท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มแรกบำเพ็ญบารมีเป็นต้นมา โดยใช้เวลามากถึง 4 อสงไขยกับแสนกัป เป็นคู่บารมีกันมาไม่เคยคลาดกัน”

ในพุทธชาดกและพุทธประวัติ เราเห็นเสมอว่าคนที่ทำบุญสร้างบารมีจริงๆ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทำไปแล้วพระนางพิมพา เธอก็บอกยินดีด้วยโดยกล่าวโมทนาสาธุ แม้ครั้งหลังที่มีความสำคัญสุด คือการยกลูกทั้งสองให้เป็นทาสของชูชก

ครั้งนั้นพระนางมัทรี (พิมพา) เธอมีความเสียใจสลบไปที่ไม่พบกับลูกชายลูกสาว เมื่อฟื้นขึ้นมาองค์ พระเวสสันดร จึงได้บอกเธอว่า เราให้ลูกกับชูชกไป ทั้งนี้เพราะปรารถนาในพระโพธิญาณ ของเธอจงโมทนาด้วยเธอก็ยินดีโมทนาบุญที่ได้ทำทานนั้นด้วย เป็นอันว่า พระนางพิมพา แม้จะไม่เคยทำบุญเองอย่างยิ่งยวด แต่ได้กระทำเพียงการโมทนาบุญอย่างเดียว กับผู้ที่บำเพ็ญบารมีสูงสุดก็ย่อมได้บุญมากตามไปด้วย

อัตราส่วนบุญที่เกิดจากการโมทนาบุญนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นที่สงสัยกันมากว่าการกล่าวโมทนาบุญนั้นจะได้บุญมากน้อยเท่าไหร่เห็นคนอื่นทำดีแล้วแล้วเราไปขอแบ่งบุญเขามาอย่างนั้นหรือ หรือว่าโมทนาแล้วเป็นการขโมยบุญจากผู้อื่นมาหรือไม่

อานิสงส์ที่จะพึงได้จากการโมทนาบุญนั้นเทียบได้เป็นผลกำไรจากการใช้จิตทำบุญ ไม่ต้องลงทุนเอง ถ้าได้ทำอย่างตั้งใจจริง ด้วยจิตยินดีอย่างเต็มเปี่ยมในคุณงามความดีที่ผู้อื่นทำก็อาจได้บุญมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ผู้ที่เป็นเจ้าของบุญหรือผู้ที่กระทำบุญนั้นย่อมได้บุญ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ตั้งใจโมทนาบุญก็ได้ไปครั้งละ 90 เปอร์เซ็นต์ หากมีผู้ที่มาทำบุญผ่านไป 10 คน เราก็ได้บุญประมาณ 900 มากกว่าเจ้าของผู้ทำบุญในแต่ละรายเสียอีก เป็นเคล็ดการทำบารมีให้เต็มเร็วมาก

Read Full Post »

เพิ่มบุญใหญ่…ลดกรรม
เปิดทางให้โชคลาภ วาสนา บารมี
ของเจ้าภาพทุกท่าน
ในการสร้างบุญใหญ่แห่งธรรมทาน
ด้วยหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานในกองบุญธ.ธรรมรักษ์

14446179_1486644978015996_1947679859494868421_n

อยากจะเรียนให้ทุกท่านทราบ
โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเข้ามารู้จัก ธ.ธรรมรักษ์ และกัลยาณธรรม
ที่ได้สั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อเป็นธรรมทานทุกเล่ม

เราได้จัดตั้งกองบุญธ.ธรรมรักษ์ขึ้น เพื่อดำเนินการเพิ่มบุญสร้างบุญกุศลเพิ่มให้กับทุกท่าน
โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มใดๆ แม้แต่สลึงเดียว!!!
และไม่ขอรับบริจาคใดๆทั้งสิ้น

โดยหักจากหนังสือทุกเล่ม
มาสร้างเพิ่มให้ตามแนวทาง
ของครูบาอาจารย์ที่ท่าน
เน้นให้สร้างบุญพร้อมกัน 3ทาง
ให้ทุกท่านตลอดเวลา

หนึ่ง เป็นเจ้าภาพร่วมสร้างหล่อพระสมเด็จองค์ปฐม
ทรงเครื่องจักรพรรดิตามแบบเฉพาะ และถวายไปยังวัด สถานที่ปฏิบัติทั่วประเทศในทุกเดือน การสร้างพระที่มีหน้าตักมากกว่า 5นิ้วนั้น อานิสงส์บุญจะทำให้หนี้เวร หนี้กรรมทั้งหลายบรรเทาเบาบางลงในทุกกรรม
เจ้ากรรมนายเวรยินดีมากในบุญนี้

สอง เป็นเจ้าภาพร่วมในการถวายปัจจัย อาหารและยาแด่พระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธ ณ โรงพยาบาลสวนดอก จ.เชียงใหม่และทุกที่ตามเหตุและปัจจัย อานิสงส์บุญจะทำให้มีสุขภาพที่ดี ระงับโรคเวรโรคกรรมได้
อะไรที่เคยติดขัดจะผ่อนคลายตัวลง
อย่างรวดเร็ว

สาม เป็นเจ้าภาพร่วมในการไถ่ชีวิตสัตว์ โค กระบือ ปล่อยปลาหรือช่วยเหลือบรรเทาสัตว์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยาก
อานิสงส์บุญจะทำให้ท่านทั้งหลายที่ได้สร้างบุญนี้พบกับโชคลาภ ผลบุญที่ทำมาเร็วขึ้น อุปสรรคกรรมจะหายไปด้วยบุญแห่งการต่อชีวิตนี้

บุญใหญ่ทั้ง 3ประการนี้เป็นอานิสงส์ประมาณมิได้ ของท่านผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยการสั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อเป็นธรรมทานเท่านั้น
และย้ำอีกครั้งว่า
ไม่ขอรับบริจาคใดๆทั้งสิ้น

สำหรับรูปที่ลงให้ดูนี้คือ ความคืบหน้าล่าสุดที่เราทั้งหลายร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม ทรงเครื่องจักรพรรดิ

ขออานิสงส์ผลบุญนี้ โปรดดลบันดาลให้ท่านที่เป็นเจ้าภาพทุกท่านพบแต่ความสุข ความเจริญ มีโชคลาภ โดยเร็วฉับพลันเทอญ

ธ.ธรรมรักษ์

……………………
***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญใหญ่นี้
โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้

โดยติดต่อทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์
โทรศัพท์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444
เฟซบุ๊ค : ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14359149_1484839314863229_5916797407816777068_n.jpg
การทำบุญ ทำทานเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากนั้น เป็นบุญใหญ่หนุนให้มีทรัพย์เร็วมาก! ขอให้พึงสังเกตอะไรอย่างหนึ่ง คนที่รวย นั้นทำไมมักชอบทำบุญกับพระเถระผู้ใหญ่หรือพระผู้มีวัตรปฏิบัติดี ก็เพราะเขารู้ว่า ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีเนื้อนาบุญสูง เพราะเมื่อท่านเหล่านี้เมื่อรับทานมาแล้ว

ท่านจะรีบเอาปัจจัยเหล่านั้นไปสร้างบุญต่อ ทั้งสร้างโรงพยาบาล สร้างวัด โรงเรียน หรือสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ สงเคราะห์คนหมู่มาก บุญนั้นก็ออกดอก ออกผลมากขึ้น

และผู้ที่ทำทานก็จะได้บุญมากขึ้นๆ เพราะทุกคนที่มากราบไหว้มาแสวงบุญ หรือใช้บริการนั้น เขาจะรู้สึกขอบคุณ มีการโมทนาบุญนั้นตลอดเวลา จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านไม่รู้จบ ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า “บุญงอก” ออกมา

สำหรับท่านที่ชอบสร้างบุญสร้างพระองค์ใหญ่ สิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ด้วยวัตถุที่คงทน ก็ขออนุโมทนาบุญด้วย เพราะเป็นบุญใหญ่มาก เพราะเป็นเหตุให้คนมาสร้างบุญ

และทุกครั้งที่คนเหล่านั้นมากราบไหว้ มาชำระจิตใจ หรือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ท่านที่สร้างบุญนี้จะได้”บุญเพิ่ม” ไปตลอดจนกว่า สิ่งก่อสร้างนั้นจะเสื่อมไม่มีคนมากราบไหว้ทำบุญ

และขอแนะนำให้ท่านทั้งหลายหมั่นสร้างบุญใหญ่ บริจาคทานกับโครงการในพระราชดำริต่างๆของในหลวง เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ไปทำกับคนหมู่มากทั้ง 60-70ล้านคน

ลองนึกดูเอาว่า ทานที่ทำ บุญที่สร้าง จะเกิดอานิสงส์มากแค่ไหน หรือหมั่นสร้างผู้มีคุณธรรมสูง ผู้ปฏิบัติธรรม หรือใครก็ตามที่มาบอกบุญ ขอให้ท่านร่วมสร้างบุญไปเถิด

เพราะอานิสงส์บุญนั้นยิ่งใหญ่….เกินกำลังที่เราผู้เป็นปุถุชนจะคาดถึง!!!

Read Full Post »

14390932_1483624848318009_3320990417704408741_n

มีหลายคนถามมาว่า การอนุโมทนาบุญนั้นได้บุญหรือไม่

ขอตอบว่า ได้แน่นอน เพราะเป็น 1 ใน 10 ในการสร้างบุญที่ถูกต้องที่สุด

แต่จะได้น้อยกว่าบุญบารมีที่สร้างเองแน่นอนเช่นกัน

ครูบาอาจารย์ท่าน เปรียบให้ฟังว่า การอนุโมทนาบุญนั้นเหมือนคนอาศัยรถคนอื่นเขา ไม่ใช่เจ้าของรถ เจ้าของบุญที่สร้างเองแท้จริง

ครั้งหนึ่ง สมัยที่หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ท่านสำคัญของเมืองไทยยังมีชีวิตอยู่ ท่านเห็นคนมากมายมาหาท่าน ขอพบท่าน เพราะอยากจะมากราบไหว้ขอพร ขอบุญบารมีกับท่าน

เพราะใครๆ ก็รู้ว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญสูงมาก

หลวงปู่แหวนท่านได้แนะนำคนที่มาพบว่า

” บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก ก็ต้องหมั่น บำรุงรักษาเอา
ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น
ต้องไปปลูก ไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง
การสร้างบารมีก็เช่นกัน
ต้องสร้างต้อง ทำเอาเอง ”

โมทนาสาธุ สาธุ สาธุ
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

14364864_1480528865294274_7094592011835648082_n

1. อาหารทานและยา
ในส่วนของอาหารที่เป็นวัตถุทานนั้น ขอน้อมนำหลักปฏิบัติของพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เป็นพระวินัยเรียกว่า “กาลิก 4 ประการ” ซึ่งเป็นอาหารรวมไปถึงยารักษาโรคมีอยู่ 4 ประเภทได้แก่

1. ยาวะกาลิก หมายถึง “อาหารคาวหวานทุกชนิด” ที่พระภิกษุสามารถจะฉันรับประทานได้ ยกเว้น “เนื้อต้องห้าม 10 ประการ” ที่ได้กล่าวมา เราสามารถนำไปถวายเป็นสังฆทานแก่ภิกษุได้หรือจะใส่บาตรก็ได้ โดยที่พระภิกษุจะฉันได้เฉพาะตอนเช้าไปจนถึงตอนเที่ยงวันเท่านั้น ไม่ว่าจะฉันมื้อเดียวหรือ ฉันสองมื้อ ถ้าไม่เกินเที่ยงก็ไม่ถือว่าผิดศีล

ส่วนเวลาใดจึงจะเรียกว่า “เช้า” ที่สามารถฉันอาหารได้ พระพุทธองค์ให้ทรงนับเอาเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วมีแสงสว่างพอที่จะมองเห็นลายมือตนเองได้ชัดเจน นอกจากนั้นเมื่อมองไปข้างหน้าในระยะทาง 3 เมตร มองเห็นสีสันของใบไม้มีความแตกต่างกันได้ ก็นับว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว ดังนั้นในแต่ละฤดูกาล เวลาเช้าที่บิณฑบาต หรือจะรับประเคนภัตตาหารจึงไม่เท่ากัน

กรณีที่ผู้จะถวายอาหารทานเป็นสังฆทานโดยใช้วิธี นิมนต์พระภิกษุไปฉันอาหารที่บ้านหรือนอกวัดก็นับได้ว่าเป็นสังฆทานประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่ก็มีข้อควรระวังในการถวายสังฆทานนั้นให้เพิ่มขึ้นก็คือต้อง “ระมัดระวังอย่าได้ออกชื่อโภชนะที่จะถวายเป็นอันขาด”

เช่นเราจะถวายอาหารเป็น ข้าวต้ม,ข้าวขาหมู,ข้าวหมูกรอบ หรือ “จะทำ” อาหารอย่างนั้นอย่างนี้มาถวายแล้ว แม้วัตถุทานและเจตนาจะบริสุทธิ์แล้วก็ตาม ถ้าตั้งใจออกชื่อให้พระท่านทราบท่านก็จะฉันอาหารนั้นไม่ได้เลย

โดยเหตุที่ต้องระมัดระวังในการออกชื่ออาหารนั้นก็เพราะ ถ้าได้ออกชื่อไปแล้วกลับไม่มีวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของอาหารนั้นนำมาทำเป็นอาหารไม่ได้ ก็จะทำให้ผู้ถวายเกิดความลำบากขึ้น เพราะผู้ถวายได้เสียสัจจะที่ตนเองได้พูดไว้หรือได้ให้สัญญากับภิกษุไว้แล้วจะเป็นการทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นผลบุญกุศลที่ตั้งใจทำก็จะทำให้ไม่ได้รับผลนั้นเต็มที่

นอกจากนั้นการออกชื่อโภชนะไว้ก่อนนั้นจะกลายเป็น “อุทิศมังสะ” คือเป็นอาหารที่อุทิศเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุนั้นโดยเฉพาะ เมื่อท่านได้ยินเสียงพูดและได้เห็นอาหารก็จะกลายเป็นการรับรู้ว่าเขาจะทำอาหารอย่างนั้นอย่างนี้มาให้ก่อนทำให้ท่านกลายเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นในอาหารไปโดยปริยายจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ ผู้ถวายทานที่เป็นอาหารทานเพื่อทำสังฆทานจะออกชื่ออาหารให้พระท่านรับรู้

2.ยามะกาลิก หมายถึง “น้ำปานะ” ซึ่งน้ำปานะนี้ พุทธศาสนิกชนนิยมนำมาถวายเป็นสังฆทานเป็นอันมากหากไม่ทันได้ใส่บาตรในตอนเช้า ซึ่งก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าแม้จะเป็นน้ำผลไม้ก็ตามแต่บางชนิดพระท่านก็ไม่อาจฉันได้แม้จะเลยเที่ยงไปแล้ว

การเลือกน้ำปานะที่เป็นน้ำผลไม้นั้น มีพุทธบัญญัติระบุไว้ว่า ผลไม้ต่างๆที่จะนำมาทำเป็นน้ำปานะได้ต้องเป็นผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าผลส้มเขียวหวาน หรือกำปั้นของมนุษย์,ให้มีเมล็ดและไม่มีเนื้อผลไม้เจืออยู่ เช่น ส้มเช้ง,ส้มเขียวหวาน,กล้วย,มะนาว,องุ่น ฯลฯ หรือผลไม้ใด ๆที่ไม่ใหญ่กว่านั้น

ผลไม้ที่ไม่ควรนำมาถวายเป็นน้ำปานะเพื่อให้ภิกษุฉันหลังเที่ยง ได้แก่ สับปะรด มะพร้าว แตงโม ซึ่งถือเป็นผลไม้แบบ มหาผล เพราะจัดว่าเป็นอาหาร นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงยกเว้น มะปรางสุก เอาไว้อีกหนึ่งอย่างเพราะ ผลมะปรางสุกมีเนื้อนิ่มเกินไป ไม่ว่าจะนำมากรองแล้วย่อมมีเนื้อติดไปอยู่ดีกลายเป็นอาหารได้ แต่ถ้าเป็นผลมะปรางดิบก็ใช้ได้ไม่มีปัญหา

3. สัตตาหะกาลิก ข้อนี้ให้จำง่าย ๆว่า “สัตตะ” แปลว่า 7 หมายถึงสิ่งที่จะถวายเป็นสังฆทานแด่พระภิกษุเป็นอาหารนั้น ท่านสามารถที่จะ “เก็บไว้ฉันได้ถึง 7วัน” ได้แก่ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล เนยใส เนยแข็ง และดาร์คช็อคโกแล็ต ถือเป็นกาลิกที่เก็บไว้ฉันได้หลังเที่ยง และเก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ถ้าเกินแล้วห้ามฉันต้องสละออกให้สามเณรหรือโยมไป

เหตุที่พระพุทธองค์อนุญาตให้เก็บ สัตตาหะกาลิกไว้ได้เพียง 7 วันก็เพราะว่าในสมัยพุทธกาลถ้าภิกษุรูปใดมีบารมีมากและมีสาธุชนศรัทธานำน้ำผึ้งมาถวายไว้มากก็จะเก็บน้ำผึ้งไว้ฉันบนกุฏิจนเต็ม ที่เหลือจากนั้นก็จะเก็บไว้ใต้กุฏิจนเต็มอีก เมื่อมีปุถุชนที่เป็นคนโลภคนใดผ่านมาและทราบความว่าภิกษุนี้มีน้ำผึ้งมากก็มักจะปล้นเอาและทำร้ายพระภิกษุถึงแก่มรณภาพได้

การที่พระพุทธองค์ไม่ให้เก็บอาหารใดไว้ฉันเกิน 7 วัน นอกจากจะเป็นกลวิธีในการสอนให้ภิกษุไม่ยึดติดในวัตถุแล้วยังเป็นการป้องกันการเสียสุขภาพจากการบริโภคอาหารที่เก็บไว้นานเกินไปอีกประการหนึ่งนับว่า พุทธบัญญัติของพระพุทธองค์นั้นมีความแยบคายยิ่งนัก

4. ยาวะชีวิก หมายถึง ยาทุกชนิดที่เป็นยารักษาโรคภัย ไข้เจ็บใด ๆโดยที่ยานั้นไม่ได้ผสมกับ สิ่งที่เป็นสัตตาหะกาลิก คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล สามารถฉันได้ตลอด ฉันได้ทุกเวลา ไม่ว่ายานั้นจะเป็นราก,เปลือก,ใบ หรือแม้แต่ผล เช่น มะขามป้อม สมอไทย สมอภิเภก รากบัว ฯลฯ ถือเป็นยาได้ทั้งหมด

จากข้อสังเกตนี้ ในปัจจุบันหากญาติโยมคนใดต้องการถวาย “ยาน้ำ” เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ก็ควรตรวจสอบส่วนประกอบในยาน้ำชนิดนั้นดูสักนิดว่า มีส่วนผสมของ “น้ำตาล”อยู่บ้างหรือไม่ ถ้ามีและจำเป็นต้องถวายก็สามารถถวายได้และบอกกล่าวกับภิกษุท่านเสียก่อน ท่านจะได้ทราบว่า ยาที่ท่านรับมาสามารถฉันได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้น

การเลือกยารักษาโรคที่มีคุณภาพที่จะนำมาถวายเป็นสังฆทานควรเป็นยาที่พระท่านสามารถใช้บำบัดโรคได้จริง เช่น ยาใช้ภายในและยาภายนอกที่มีประสิทธิภาพเช่น ยาพาราเซตามอลแก้ไข้แก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาแก้ท้องเสีย ยาลดกรดเคลือบกระเพาะ เหล่านี้ล้วนเป็นยาใช้ภายในที่มีประโยชน์ โดยวิธีการก็คือไปปรึกษา เภสัชกรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้ยาให้เขาช่วยจัดยาและเขียนหน้าซองหรือวิธีการรับประทานยานั้นให้ได้อย่างถูกต้อง จะได้เกิดความสะดวกกับพระภิกษุได้ใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลในการบรรเทาอาการหรือรักษาได้สูงสุด

2. ข้าวของเครื่องใช้
ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของพระภิกษุไม่ต่างจากปุถุชนธรรมดา หากนำไปถวายพระท่านได้ใช้ประโยชน์แน่นอนอันจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ท่านได้ปฏิบัติธรรมได้อีกทางหนึ่ง หากเป็นพระผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วท่านย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในวัตถุใดๆที่จะนำมาถวาย คือ ใช้เพียงเพื่อความจำเป็นและก่อประโยชน์สูงสุดแก่พระศาสนาเท่านั้น สิ่งของที่ควรนำมาถวายท่านได้แก่

1. สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน และผงซักฟอก
ของใช้เหล่านี้ พระท่านต้องใช้งานอยู่เป็นประจำเพื่อชำระร่างกายให้สะอาดและชำระจีวรเครื่องนุ่งห่มของท่านให้สะอาดไม่ต่างจากปุถุชนธรรมดาควรเลือกวัตถุทานเหล่านี้เป็นของที่มีคุณภาพพอสมควรแก่ฐานะของผู้ถวาย โดยเฉพาะ แชมพู นั้นหลายท่านสงสัยว่าเหตุใดพระภิกษุที่โกนศีรษะจะต้องใช้แชมพูด้วย ก็เพราะหนังศีรษะนั้นต้องการได้รับการทำความสะอาดอยู่เสมอไม่ต่างจากปุถุชน และยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการโกนผมในวันโกนอีกต่างหาก

แปรงสีฟันนั้นก็เป็นสิ่งของจำเป็นที่ใช้แล้วหมดไป คือใช้แล้วต้องเปลี่ยนเสมอควรเป็นแปรงที่มีคุณภาพดีอันหมายถึง สามารถใช้แปรงฟันจริงได้ ไม่ใช่แปรงที่มีคุณภาพต่ำที่ขนแปรงแข็งเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพปากและฟัน

2. ใบมีดโกน
เนื่องจากพระภิกษุต้องโกนผมทุกวันโกนหรือโกนหนวดเคราให้สะอาดอยู่เสมอ ใบมีดโกนก็เป็นเครื่องใช้ที่ต้องหมดไปคือใช้แล้วทิ้งเช่นกัน ควรเลือกที่มีคุณภาพดีเหมาะสมในการใช้งานคือ เหมาะทั้งการโกนผมและการโกนหนวดเคราและขนที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ผ้าไตรจีวร
ผ้าไตรจีวรนั้น ปกติพระภิกษุที่บวชนาน ๆท่านจะมีใช้ประมาณ 2- 3 ชุด สลับกันใช้และซักทำความสะอาด เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ ผ้าที่ท่านใช้ก็จะสึกหรอเก่าไปตามเวลา ดังนั้นพระท่านจึงต้องมีผ้าจีวรสำหรับนุ่งห่มที่มีความยาวและมีคุณภาพพอที่จะนุ่งห่มได้และมีความหนาพอเหมาะสม โดยท่านนุ่งห่มเพียงเพื่อจุดประสงค์ป้องกันความหนาว ความร้อน และอันตรายจากสัตว์ร้ายต่าง ๆที่จะมากระทบกับร่างกายของท่านเพียงเท่านั้น

การเลือกซื้อผ้าไตรจีวรมาถวายท่านควรซื้อจากร้านสังฆภัณฑ์ที่ดี และสามารถทดลองแกะตรวจสอบดูคุณภาพของผ้าไตรจีวรที่จะนำมาถวายได้ก็จะเป็นการยืนยันคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น พระท่านสามารถนำไปใช้ได้อย่างแน่นอน

4. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ
เนื่องจากในปัจจุบันพระภิกษุต้องเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางพระธรรมมากมายนอกจากนั้นยังต้องมีการจดกำหนดนัดหมายต่างๆ แต่วัดบางแห่งที่อยู่ตามชนบทไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์และเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่พระภิกษุต้องถือเงินทอง (แม้จะไม่ได้จับเงินโดยตรง) เดินไปจับจ่ายซื้อของจำเป็นเหล่านี้

1. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ
เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉานในหลายๆด้าน ทั้งทางธรรมและรู้ทันข่าวสารบ้านเมืองคือทางโลกด้วย การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็น “ต้นทุนแห่งธรรมทาน” ที่ดีให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายความรู้ดังกล่าวสู่ผู้คนได้อีกมาก

2. รองเท้า
รองเท้านั้นโดยข้อปฏิบัติทางวินัยสงฆ์แล้วโบราณจะไม่สวมรองเท้า แต่ในยุคปัจจุบันมีการอนุโลมให้พระภิกษุสวมรองเท้าได้ นอกเหนือจากเวลาบิณฑบาตในตอนเช้าปกติแต่ในพุทธบัญญัติในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้ภิกษุสวมรองเท้าได้หลายๆชั้นในชนบทที่ห่างไกลพื้นผิวทางมีความขรุขระทุรกันดารดังเช่นที่แคว้นอวันตี ประเทศอินเดีย

3. น้ำยาทำความสะอาดประเภทต่างๆ
น้ำยาทำความสะอาดที่ควรนำถวายก็คือ น้ำยาล้างจาน,น้ำยาล้างห้องน้ำ,น้ำยาเช็ดกระจก หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคประเภทต่างๆ เหล่านี้พระท่านก็ต้องใช้ในการทำความสะอาดศาสนาสถานหรืออาคารเรียนที่เป็นที่สำหรับการศึกษาของพระภิกษุสามเณร และดูแลบริเวณวัดให้สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบสกปรกต่าง ๆ แล้ว น้ำยาฆ่าเชื้อโรคบางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลสัตว์ที่อยู่ในวัดอย่าง มูลนกพิราบ,มูลสุนัขหรือแมว, รวมไปถึง เห็บ หมัด ของสุนัขที่อยู่ในวัดได้อีกด้วย
ทั้งอาหารและของใช้ต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ต่อคณะสงฆ์เหล่านี้ถือเป็นวัตถุทานที่ดีและมีคุณค่าเมื่อทำเป็นสังฆทานแล้วย่อมยังประโยชน์ให้เกิดแก่คณะสงฆ์ได้อย่างสูงสุด ผู้ถวายทานก็มีความสุขอิ่มเอมใจ ผู้รับทานอย่างพระท่านก็โมทนาบุญและอุทิศบุญให้ได้อย่างเต็มที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ขอบุญใหญ่แห่งสังฆทานที่ถูกต้องนี้จงสำเร็จผลแด่ผู้สร้างบุญทุกท่าน

Read Full Post »

Older Posts »