Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2016

14102155_1454563721224122_5240339671690656755_n

ทานที่เป็น “ทรัพย์ภายใน” ที่ทรงคุณค่าและสูงค่าที่สุดก็คือ อภัยทาน เพราะแม้เราจะได้ชื่อว่ากระทำธรรมทานสอนและแนะนำให้ผู้อื่นได้กลับตัวได้รู้ธรรมได้มากเพียงใดแม้จะให้มากโดยชักชวนคนไปฟังธรรมสัก 100 ครั้ง

หรือสั่งสอนคนให้กลับตัวเป็นคนดีได้มากถึง 100 คนก็ได้บุญและอานิสงส์น้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้เพียงครั้งเดียวได้

การรู้จักให้อภัยทานนั้น หมายถึงการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวรไม่พยาบาทร้ายต่อคนอื่นแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูซึ่งจะได้บุญกุศลและอานิสงส์แรงที่สุดในการทำทานทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นทานประเภทที่เป็นทรัพย์ภายนอกหรือทรัพย์ภายในก็ตาม

เพราะการให้อภัยทานนั้นเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลดละสิ่งที่เรียกว่า “โทสะกิเลส”และเป็นการเจริญ “พรหมวิหารธรรม” พรหมวิหารธรรมนั้นจะเป็นคุณธรรมที่เรียกได้ว่า ทำได้ยากในบุคคลธรรมดาด้วยการมีความเมตตา

คือปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข มีความกรุณาปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีความมุทิตา คือยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุขไม่อิจฉาริษยา และ ความมีอุเบกขารู้จักวางเฉยอย่างมีปัญญา

เมื่อผู้ที่สามารถฝึกจิตใจตนให้มีพรหมวิหารธรรมกำกับอยู่ก็จะสามารถให้อภัยทาน ได้สำเร็จสามารถละได้ซึ่งความพยาบาทไม่ต้องติดกรรมซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็นที่สุดแต่ก็ได้ผลประโยชน์สูงสุดด้วยเช่นกันนั่นคือก่อให้เกิด “อโหสิกรรมผล”

กรรมที่หมดโอกาสให้ผล เรียกว่า “อโหสิกรรม” คือไม่มีเหตุให้เกิดผลแห่งกรรมใดๆ ต่อกันอีก เป็นการสร้างกรรมดีไว้มากเสียจนกรรมเก่าตามไม่ทัน

หรือเป็นกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรหรือคนที่ได้รับความทุกข์เพราะตัวเราเป็นต้นเหตุแม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งก็ตาม ซึ่งเขาเหล่านั้นได้รับการชดใช้แล้วจึงไม่มีเหตุให้ต้องผูกมัดมาใช้เวรให้กรรมร่วมกันอีก เลิกแล้วต่อกันไปโดยปริยาย

Read Full Post »

14063782_1451479111532583_2507911997068897061_n

อาหารทานเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้ทำทานกันมากที่สุด เป็นทานที่ทำได้ง่ายที่สุดด้วยเพราะทุกสรรพชีวิตต้องรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ทั้งนั้นโดยหลักสำคัญก็คือ อาหารที่จะให้เป็นทานนั้นมีความเหมาะสมกับผู้รับด้วย

เช่นถ้าเราคิดจะไปทำบุญที่บ้านเด็กกำพร้า โดยหวังจะเลี้ยงอาหารแก่เด็กๆให้เอร็ดอร่อย แต่กลับไปซื้อหรือทำอาหารที่มีแต่รสชาติจัดหรือเผ็ดจัด เด็กๆ ก็ไม่อาจจะรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่หรือไม่เอร็ดอร่อย ไม่อิ่มหนำสำราญอย่างที่ใจของผู้ให้มุ่งหวัง ที่สำคัญอาหารทุกชนิดควรจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายด้วย ไม่ใช่อาหารที่เป็นอาหารขยะหรือมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ

กรณีของคนที่มีสัตว์เลี้ยงไว้อยู่ที่บ้านก็เช่นเดียวกัน สัตว์เลี้ยงที่นำมาเลี้ยงก็ย่อมต้องการความรักความเอาใจใส่ดูแลเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งและถือเป็นการทำทานแบบหนึ่ง คนที่เป็นเจ้าของก็ควรจะพยายามเตรียมอาหารที่ดีที่สุดที่พึงจะหาได้ในการนำมาให้สัตว์ที่เราเลี้ยงได้กิน เพราะหากเลี้ยงไปตามมีตามเกิดหรือปล่อยให้อดๆ อยากๆ ก็จะเป็นการทรมานสัตว์ไปโดยไม่รู้ตัว

หากเป็นกรณีของพระภิกษุ ที่เราต้องการใส่บาตรตอนเช้าทุกๆ วัน ก็มีหลักในการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับพระภิกษุสามเณรเช่นเดียวกันซึ่งนับว่าสำคัญที่สุดเพราะ ท่านเป็นผู้ทรงศีลเป็นเนื้อนาบุญที่สูงสุดแห่งการรับทานนี้

ในความเชื่อของคนไทยสมัยก่อน ยังมีความเชื่อที่ผิดๆ ในการเลือกปรุงอาหารหรือซื้ออาหารมาใส่บาตรโดยเลือกซื้อหาตามความชอบของบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เช่น พ่อแม่ชอบกินลาบดิบก็พยายามจะใส่บาตรพระด้วยลาบดิบๆนั้น เพราะหวังว่าพ่อแม่จะได้รับผลแห่งทานและเกิดความพอใจ

บางคนเห็นปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้วตอนที่มีชีวิตอยู่ท่านชอบกินแกงเผ็ด ชอบกินอาหารที่มันจัด ชอบกินขนมหวานจัด ก็พยายามหามาใส่ให้บาตรให้พระสงฆ์ได้ฉันตามความชอบที่บรรพบุรุษเหล่านั้นต้องการ

การใส่บาตรด้วยอาหารอย่างนี้แม้ว่าจะเป็นของที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ก็จริง แต่อาหารบางอย่างจะส่งผลถึงสุขภาพพระสงฆ์เพราะว่ามีทั้งไขมันและน้ำตาลมากเกินไป เมื่อพระท่านฉันอาหารเข้าไปแล้ว ชีวิตของท่านต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรค ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน สารพัดโรคที่มาจากอาหาร เพราะพระท่านไม่สามารถเลือกฉันอาหารได้ แต่ถึงเลือกได้ก็เลือกได้น้อยมาก ที่จะพบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

คนที่ใส่บาตรเพื่อจะได้บุญกุศลตามที่ตั้งใจไว้ ควรจะต้องคิดเผื่อพระท่านไว้ด้วยว่า เวลาที่พระท่านฉันแล้วจะมีผลดีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ อาหารที่ควรนำมาใส่บาตรท่านควรจะเป็นของที่สดใหม่ หรือปรุงเสร็จใหม่ๆ มีความสะอาดจะช่วยให้พระท่านมีสุขภาพดีขับถ่ายสะดวก สร้างกล้ามเนื้อ มีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี ทำให้พระท่านได้มีเวลาได้ปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น เช่น อาหารพวกผัก ผลไม้ อาหารที่มาจากธรรมชาติ นมถั่วเหลือง

หากเป็นเนื้อสัตว์ใหญ่ ถ้างดได้ก็ควรจะงดเพราะในทางการแพทย์นั้นพบว่าในเนื้อสัตว์ใหญ่นั้น เป็นที่รวมของเชื้อโรคนานาชนิด และถ้าผ่านการปรุงที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่สุกแล้ว เชื้อโรคเหล่านั้น จะทำให้เกิดโรคต่างๆได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์เล็ก อย่างเนื้อปลา หรือเนื้อไก่

อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรนำเนื้อสัตว์ใหญ่มาปรุงอาหารถวายพระ เช่นเนื้อวัว เนื้อควายก็เพราะสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่ใช้แรงงานทำประโยชน์กับมนุษย์ พระพุทธองค์จึงมีบัญญัติห้ามภิกษุรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อสัตว์ที่ใช้แรงงานเป็นพาหนะ ทั้ง ช้าง ม้า วัว ควาย เหล่านี้เป็นสิ่งไม่สมควรบริโภค

ควรระมัดระวังอย่างยิ่งอย่าได้นำอาหารที่เป็นของป่าหรืออาหารพิสดาร มาถวายเป็นอันขาดเพราะในบัญญัติข้อห้ามของสงฆ์พระพุทธองค์ได้ทรงห้ามเอาไว้อย่างชัดเจน เช่นเนื้องู เนื้อหมูป่า เนื้อเสือ หรือเนื้อหมี เพราะนอกจากผิดวินัยเรื่องการกินอย่างร้ายแรงแล้วยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

Read Full Post »

13939336_1445286312151863_3856254923394088339_n

คนเรามีอายุขัยที่ไม่เท่ากันนอกจากสาเหตุในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันที่ได้กล่าวไปแล้วยังสามารถกล่าวได้ในทางธรรมซึ่งมีเหตุจากทั้งปัจจัยของกรรมเก่าและกรรมใหม่ผสมผสานกันอยู่

เหตุแห่งกรรมตัวนำพา
บางคนอาจสงสัยว่าตนเองถูกทักจากหมอดูหลายคนว่ามีลายมือที่ตัดขาด ไม่มีเส้นชีวิต มองไม่เห็นอายุขัย จะต้องตายโหงนั้นแท้ที่จริงเป็นอย่างไร ลายมือจะเป็นตัวกำหนดให้เราอายุยืนหรืออายุสั้นจริงหรือไม่

ความจริงแล้วลายมือเป็นเพียงแผนที่บ่งบอกอย่างหนึ่งในแง่ของกรรมเก่าหรือผลกรรมที่ติดมาจากอดีตชาติเท่านั้น หากจะสืบสาวราวเรื่องความจริงจากเหตุที่ทำให้คนเรามีอายุสั้นหรืออายุยืนก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สุภมาณพ เคยถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดคนเราจึงเกิดมามีทั้งอายุสั้นและอายุยืน พระพุทธองค์จึงได้ตอบเพื่อเป็นการแจ้งแถลงไขให้แล้วว่า

“ดูกร มาณพบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม ผู้ที่มีอายุสั้นเพราะเป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนมีจิตใจเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหารไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิตเมื่อเขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรกเพราะกรรมนั้นทำให้เขาพรั่งพร้อม

การสมาทานไว้อย่างนี้หากไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนที่มีอายุสั้น ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความอายุสั้นนี้ คือเป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ฯ”

ส่วนการทำให้ตนเป็นผู้มีอายุยืนนั้น พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า

“ดูกร มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม หากละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจาก ปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตรา ได้มีความละอายถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไปจะเข้าถึงสุขคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนอายุยืน

ดูกรมาณพ ปฏิปทาเพื่อเป็นไปเพื่อความอายุยืนนี้คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญาวางศาสตราได้ มีความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูติอยู่ฯ”

จากพระดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ทรงชี้ว่าการที่คนเราจะมีอายุยืนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิบากกรรมของเราเองหากเราเป็นผู้ที่เคยเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไว้มาก ก็จะมีเป็นผลให้อายุสั้นมีโรคร้ายคุกคามอยู่ตลอดเวลา

มนุษย์เราเกิดมามีอายุไม่เท่ากัน เพราะเป็นไปด้วยกฎแห่งกรรม พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อที่ 1 เอาไว้คือ การห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อให้มนุษย์กำหนดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เพราะการฆ่าสัตว์เป็นการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง

ตัวอย่างเช่นในอดีตชาติ นาย ก. มีอายุขัยอยู่ที่ 60 ปี ต่อมาเมื่อนาย ก.อายุได้ 40 ปี นาย ก. ก็ถูกนาย ข. ฆ่าตายซึ่งเป็นการตายก่อนหมดอายุขัยถึง 20 ปีกฎแห่งกรรมนี่เองที่นาย ข.จะต้องมาชดใช้หนี้ชีวิตให้นาย ก.

เมื่อ นาย ข. เกิดมาในชาติปัจจุบัน นาย ข.จึงอายุสั้นลง 20 ปี ถ้านาย ข.ฆ่าหลายๆ คน เป็นหนี้ชีวิตคนละหลายปี นาย ข. ก็อายุสั้นลงอีก ตามที่ นาย ข.ได้กระทำ เมื่อนาย ข. เกิดมาใหม่ในภพชาติถัดไปอาจจะอายุสั้นมากคือ เกิดมาเพียง 1 วัน หรือ 1 ปีก็อาจตายได้แล้ว ตามกรรมที่ทำไว้หรืออาจไม่ได้เกิดเลย ตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็มีเพราะถือว่าเขาได้ทำกรรมมาเช่นนั้น

ในสังคมปัจจุบัน บางคนเกิดมาตายในวันแรก บางคนก็มีอายุเพียงแค่ 1 – 2 ปี บางคนก็ตายตั้งแต่วัยเด็กคือ 5-10 ปี บางคนก็ตายตั้งแต่วัยหนุ่มสาวคือ 20 – 30ปี ก็มีแตกต่างกันไป ซึ่งการให้ผลของกรรมนั้นก็มีความแตกต่างกัน บางคนเกิดมาก็มีโรคภัยร้ายแรงติดตัวมาตั้งแต่เกิดจนเป็นเหตุให้อายุสั้น บางคนพออายุมากขึ้น จึงจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่บางคนไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเลยแม้อายุมากแล้วจนถึงวันตายก็มี

กรรมจึงเป็นตัวกำหนดให้ชีวิตเป็นไปหาใช่แค่เรื่องลายมือหรือสิ่งอื่นใดเป็นตัวกำหนด คนที่มีอายุยืนยาวก็เช่นเดียวกันเป็นเพราะเขาเหล่านั้นได้ทำกรรมดีสะสมไว้มากแล้วจึงเป็นเหตุให้มีอายุยืน

Read Full Post »

13938445_1443258509021310_3403611881426682195_n

ภพภูมิของเทวดานั้นเป็นภพภูมิที่สูงขึ้นไปจากภพมนุษย์ หากเป็นภพภูมิที่ได้รับการปรับจากผู้ที่มีทุกข์อยู่ให้กลายเป็นผู้มีความสุขก็เป็นได้ในระดับของเทวดาชั้นล่างที่อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ คือ ภุมมะเทวดาผู้อาศัยอยู่ตามภูเขาเดินดิน หรือ ซุ้มประตู, รุกขเทวดา ผู้อาศัยอยู่ตามต้นไม้, หรือ อากาศเทวดาผู้มีวิมานอาศัยอยู่ในอากาศ

เจ้ากรรมนายเวรผู้กลายเทวดาเหล่านี้ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่ท่านยังมีกิเลสต้องการความสุขอยู่และจะได้เสวยสุขไปเพียงอย่างเดียวอยากจะได้อะไรก็เพียงแต่นึกเอาตามใจปรารถนา ต่างจากการเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มีแต่ความทุกข์ไร้อิสระ

เทวดานั้นเป็นภพภูมิที่เป็นทิพย์ การที่ท่านจะมีความสุขได้ก็ไม่ต่างจากเจ้ากรรมนายเวรคือท่านต้องการบุญเช่นเดียวกัน

เพราะว่าท่านมีแต่กายทิพย์ไม่อาจทำความดีเพิ่มได้ดังนั้นเราก็ต้องทำบุญอุทิศเชื่อมบุญไปให้ท่านด้วยหลักการเช่นเดียวกับที่เราทำให้กับเจ้ากรรมนายเวร แต่จะมีความแตกต่างกันในคำกล่าวอุทิศให้คือ หลังจากทำบุญแล้วให้อุทิศบุญให้ท่านว่า

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

ด้วยเหตุที่ว่าชีวิตเรามีทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เทวดา เปรตภูตผีปีศาจ เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯภายหลังการทำบุญทุกครั้งจึงจะต้องมีการกล่าวอุทิศเพื่อเชื่อมให้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อเชื่อมบุญส่งบุญให้กับเทวดาท่านแล้ว

ทีนี้ทั้งฐานะของเรา ทั้งรูปร่างหน้าตาหัวนอนปลายเท้า และคุณงามความดีที่มอบส่งให้แก่กันเราก็ได้ทำไปหมดแล้ว ท่านเทวดาก็จะได้รู้จักเรา เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนอะไรก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้

Read Full Post »

13901380_1436218076392020_400435768091649417_n
ธรรมทานและ 3 มหาทาน ชนะทุกกรรม!!!

เป็นครั้งสำคัญมากในชีวิต ที่จะเชิญทุกท่านสร้างบุญใหญ่ในชีวิตได้สร้างบุญด้วยธรรมทาน
และเพิ่มบุญด้วย 3 มหาทานไปพร้อมกัน ทั้งธรรมทาน วัตถุทานและอภัยทาน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแต่ประการใด

ย้ำ! ไม่เสียเงินเพิ่ม และขอไม่รับบริจาคด้วย !

โครงการนี้ ขอบุญเฉพาะท่านที่สั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทานเท่านั้น จะเล่มเดียวหรือกี่เล่มก็ได้ตามจริตบุญ

เพราะจะหักในทุกเล่ม 50 สตางค์ไปสมทบ ” กองบุญ ธ.ธรรมรักษ์” สร้างบุญเพิ่มให้กับทุกท่านทันทีทุกเดือน
ไม่ว่าจะครั้งไหน นานแค่ไหน
ทุกท่านได้บุญต่อเนื่องไม่มีหยุดด้วย เป็นกระแสบุญที่รวมอยู่ในกองบุญตลอดเวลา
***ทั้ง 3 มหาทานจะลงรูป จำนวนเงิน ผู้ร่วมสร้างบุญ ที่ไปสร้างบุญทุกครั้งให้ร่วมอนุโมทนากัน
ดังท่านที่เคยทำร่วมกันมาได้เห็นได้ทราบตลอดเวลา

3 มหาทาน เป็นเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์
ในการสร้างบุญใหญ่ที่ประมาณมิได้ พาหนีได้ทุกกรรม!!!

เหตุจาก ธรรมทาน คือ ทานที่เหนือกว่าการให้ทั้งปวง เพราะหนังสือธรรมทานจะนำคนสู่ทาน ศีล ภาวนา
และช่วยให้คนเข้าใจธรรมเปลี่ยนชีวิตได้ เหมือนกับการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้รับ

วัตถุทาน คือ การร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ
ขนาดหน้าตัก 32 นิ้ว ความสูงโดยประมาณ 160 ซม.หล่อด้วยปูนและแต่งสีถูกธรรม
ค่าดำเนินการองค์และค่าจัดส่งถึงที่ฟรี องค์ละประมาณ 20,000 บาท ที่จะนำไปถวายแด่วัดวาอาราม
สถานที่ปฏิบัติธรรม ตามที่เห็นสมควรในแต่ละเดือน จำนวนองค์นั้นตามเหตุและปัจจัย

และทุกเดือนจะนำปัจจัยไปบริจาคไปถวายให้กับพระสงฆ์ ที่อาพาธ ณ โรงพยาบาลสวนดอก จ.เชียงใหม่
เป็นการชำระหนี้สงฆ์ทั้งปวงที่ทุกท่านเคยติดค้างมาไม่ว่าจะภพชาติไหน
และเพื่อบำรุงพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญแห่งพระพุทธศาสนา

อภัยทาน คือ การนำเงินไปไถ่ชีวิตโค กระบือ สัตว์ทั้งหลายที่จะถูกฆ่า เพื่อให้เขามีชีวิตใหม่
และหนุนบุญแก่ทุกท่านให้คลายวิบากกรรมในเรื่องสุขภาพ การปิดทางจากเจ้ากรรมนายเวรทุกเรื่อง

ด้วยอานิสงส์แห่งการให้ธรรมทานและบุญใหญ่แห่ง 3 มหาทานนี้
จะเป็นปัจจัยหนุนให้เจ้าภาพทุกท่าน จิตถึงธรรม ถึงนิพพานโดยง่าย

แม้ยังไม่ถึงนิพพาน จะเป็นผู้บริบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์เงินทองเป็นอันมาก รุ่งเรืองไม่มีตกอับ มีโชคลาภอย่างทันตาเห็น บุญใหญ่นี้จะชนะกรรมเก่า ทุกอุปสรรคกรรมจะหมดไปโดยเร็ว งานที่ทำจะได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
โรคร้ายจะหาย ครอบครัวความรักที่มีปัญหาจะกลับมาดีอย่างอัศจรรย์ บรรพบุรุษได้รับผลบุญใหญ่นี้ทุกประการ

****ย้ำ ทั้ง 3 มหาทานจะลงรูป จำนวนเงิน ผู้ร่วมสร้างบุญ ที่ไปสร้างบุญทุกครั้งให้ร่วมอนุโมทนากัน
ดังท่านที่เคยทำร่วมกันมาได้เห็นได้ทราบตลอดเวลา

Read Full Post »

การให้ทานในเขตและนอกเขตวัด บุญมากน้อยต่างกันจริงหรือไม่?

13887006_1437867699560391_6407672787532719208_n

เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำบุญ ที่เชื่อว่ามีคนสงสัยกันมากว่า การทำบุญให้ทาน ถ้าอยู่นอกเขตวัดหรือเขตพระพุทธศาสนานั้นจะได้บุญน้อยกว่าการทำในเขตพระพุทธศาสนา จึงขออนุญาตอธิบายให้รับทราบ ซึ่งความรู้ทั้งหมดนี้มาจากพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤาลิงดำ พระอริยสงฆ์ของเมืองไทยได้เมตตาตอบเอาไว้ เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ท่านเมตตาเล่าว่า

สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร เสด็จไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก (เพื่อโปรดพระพุทธมารดา) องค์สมเด็จพระชินสีห์ประทับที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้นมีเทวา ๒ ท่าน มาเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก่อนคนอื่นทั้งหมด เว้นไว้แต่พระอินทร์ พระอินทร์ท่านเป็นเจ้าภาพ ท่านรับอยู่ก่อน

มีเทวดาองค์หนึ่งมา คือ ท่านอินทกเทพบุตร มานั่งอยู่ข้างๆ ขาเบื้องขวา ท่านอังกุรเทพบุตรต้องถวายหลังไปอยู่ท้ายบริษัท อยู่ริมนอก เพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (ท่านบัลดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ย้อนถึงคนคอยท่านอยู่ที่เมืองพาราณสี ที่เมืองมนุษย์ คนทุกคนฟังชัด) องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ถามว่า

“อังกุระ เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาใหม่ๆ มาถึงใหม่เธอนั่งใกล้ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วน แต่ว่าเธอกลับมานั่งท้ายบริษัท ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก”

ท่านอังกุระจึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วในสมัยนั้นเป็นต้นกัป คนมีอายุยืนมาก อายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปีจึงตาย ต่อมาสมัยข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่ เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ ปีจะสิ้นอายุ จึงได้ให้ตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง คือ ๑ โยชน์ ๑ แห่ง

โรงทานนี้ให้แก่คนกำพร้า คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคือ ทั้งอาหารการบริโภค ผ้าผ่อนท่อนสไบ ของใช้ตามสมควร แต่ว่าเวลานั้นว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม คนไร้ศีลไร้ธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้าคอยสอน บุญญาธิการที่ได้จึงน้อยเกินไป

(ลงทุนมาก ๒๐,๐๐๐ ปีตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง เลี้ยงไม่จำกัด ขอบรรดาพุทธบริษัทคิดเอาว่าเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร แต่ว่าอาศัยว่าคนผู้รับ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้ก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นัก เวลานั้นศีลธรรมน้อยเกินไป เป็นธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มา ก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้น เวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด)

เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ นั้นใกล้พระองค์ แต่ในที่สุดก็ต้องมานั่งท้าย เพราะบุญญาธิการไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย”

หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงถามท่านอินทกเทพบุตรว่า

“อินทกะ เมื่อตถาคตมาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้ เวลานี้เทวดามาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก เธอก็นั่งตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่ นอกจากพระอินทร์”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นมนุษย์นั้น เป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนอยู่ในป่า ต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้

มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเดินทางมา ก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้างตามฐานะของคนป่า ยามปกติไม่มีของสำหรับทำบุญ คนจนนี่ก็ไม่มี พระบางครั้งพระมาก็ไม่มีของถวาย ก็เลยจำใจจำนิ่ง เพราะอยากจะถวาย

วันนั้นพอดีของในครัวพอมีอยู่บ้าง พระก็มาพอดี มีโอกาสได้อาราธนาพระถวายเป็นสังฆทาน ครั้งเดียวในชีวิต ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนจน ถวายสังฆทานครั้งเดียว แต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย ตายจากความเป็นคนจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงเทวโลก เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดาอื่น นอกจากพระอินทร์”

ฟังแล้วต้องคิดว่า ท่านอังกุรเทพบุตรทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์น้อย ท่านอินทกเทพบุตรทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ต้องเลือกเขตเลือกนา การหว่านพืชในที่ดอนเกินไป ไม่มีน้ำเลี้ยงพืชก็แห้งตาย การหว่านพืชในที่ลุ่มเกินไปน้ำท่วมพืชก็ตาย จะต้องดูถึงพื้นนาที่ดีๆ ข้าวหรือพืชจึงจะงาม ผลจึงจะดกมีผลคุ้มค่าและเกินค่าที่เราทำ อย่างท่านอินทกเทพบุตร ท่านเป็นคนจนแสนจน แต่ว่าท่านถวายสังฆทาน ตามเขตในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาอันนี้เป็นปัจจัยสูงสุด

แต่ก็เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่คณะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและภิกษุสามเณร ทั้งในวัดก็ดี นอกวัดก็ดี นิยมการบำเพ็ญทานอันดับสูงนั่นคือ

๑. พอใจในการถวายสังฆทาน ถวายสังฆทานมีของมาถวายจัดเป็นชุดโดยเฉพาะก็มี ของน้อยก็มีของมากก็มี นี่เป็นสังฆทาน

๒. ก็มีมากท่านนิยมมาเลี้ยงพระ การเลี้ยงพระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปไม่ต้องบอกก็เป็นสังฆทาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่นี้การใส่บาตรหน้าบ้านโดยไม่จำกัดพระ อันนี้ก็เป็นสังฆทานอานิสงส์ใหญ่มาก ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายกย่องว่า

การบำเพ็ญทาน ถวายทานแด่พระองค์เอง ๑๐๐ ครั้งไม่เท่าถวายสังฆทานครั้งเดียว และ

๓. บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่สร้างนั้น ที่นิยมติดชื่อผู้สร้างนั้น เพื่อจะได้ทราบว่าใครทำไว้ ลูกหลานจะได้โมทนา ได้เป็นส่วนบุญด้วย สร้างพระพุทธรูปสวยสดงดงาม

Read Full Post »

อดีตชาติแก้ไม่ได้ แต่สร้างเสบียงบุญเพื่อให้อนาคตดีกว่าเดิมได้

13873055_1432344003446094_3072483386108001447_n


ในเรื่องการแก้ไขอดีตชาตินั้นต้องบอกกันก่อนว่า เราทุกคนกลับไปแก้ไขไม่ได้ จะให้กรรมนั้นไม่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกับข้าวสารที่เอามาหุงเป็นข้าวสวยแล้ว เราจะทำอย่างไรข้าวสวยก็กลับมาเป็นข้าวสารไม่ได้

การแก้ไขในอดีตชาติหรือการแก้กรรมจึงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชาตินี้ ไม่ไปทำกรรมชั่วเหมือนในอดีตชาติที่ทำมา เป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบัน

การสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบันของตน เพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้นแบบทันตาเห็นและเพื่อเป็นเสบียงบุญที่ส่งผลต่อไปในภพชาติอื่น มีการกล่าวถึงเรื่องการสร้างกรรมดีเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในพระไตรปิฎกอยู่อย่างมากมาย และส่วนใหญ่ได้บอกถึงเหตุซึ่งจะมาเป็นผล และกล่าวถึงอดีตชาติของทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอันเป็นผลแห่งกรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ดีก็คือกรณีของ “สามเณรบัณฑิต”

สามเณรบัณฑิตนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธรรมอย่างรวดเร็วคือบรรลุธรรมระดับสูงสุดได้ตั้งแต่เป็นสามเณร ก็เพราะผลบุญเก่าที่ได้ทำมาแต่อดีตชาติ คือในชาติหนึ่งได้เกิดเป็น นายทุคตะ (คนยากจน) ที่ทำคุณงามความดีคือมหาทานเพียงครั้งเดียวกับพระพุทธเจ้ากัสสปะ

จนในชาตินั้นได้กลายเป็นมหาเศรษฐีทันตาเห็นและยังคงเพียรทำความดีอย่างมากมายต่อไปอีกตลอดชีวิต จนเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในเทวโลกเป็นเทวดาเสวยบุญอีกนานแสนนาน และชาติสุดท้ายก็ได้กลับมาเกิดเป็นสามเณรบัณฑิต

แต่ก่อนที่นายทุคตะผู้ยากจนจะได้มาทำทานเปลี่ยนกรรม เปลี่ยนชีวิตนั้น ก็เพราะมีบัณฑิตใจบุญมาบอกกล่าวถึงเรื่องกรรมเก่าของนายทุคตะว่า การที่นายทุคตะต้องเกิดมาเป็นคนยากจนข้นแค้นแสนสาหัสเพราะในอดีตชาติของทุคตะไม่เคยทำบุญทำทาน ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่เรื่อยไปผลกรรมนั้นจึงตกมาในชาตินี้ทำให้กลายเป็นคนยากจน

สรุปให้เห็นชัดได้ง่าย ๆก็คือ

อดีตชาติของนาย ทุคตะ เกิดเป็นคนที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวมาก

เมื่อเกิดมาเป็นนาย ทุคตะ ผลจากความตระหนี่ถี่เหนียวในชาติที่แล้วจึงทำให้ชาตินี้ยากจนมากเช่นกัน แต่ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว นายทุคตะได้กระทำกรรมดีใหม่คือ แม้จะยากจนก็รู้จักทำบุญทำทานแถมยังทำทานได้ถูกคนถูกเนื้อนาบุญคือ ได้ตักบาตรถวายอาหารกับพระกัสสปะพุทธเจ้า จนอานิสงส์ทำให้กลายเป็นเศรษฐีและได้บำเพ็ญคุณงามความดีตลอดชีวิต

ได้ไปเกิดในเทวโลกเสวยสุขเป็นเทวดาอยู่เป็นเวลานาน

ชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็นบัณฑิตผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ตั้งแต่เป็นสามเณรและเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

จากตัวอย่างกรณีแสดงให้เห็นชัดในทางการแก้ไขอดีตชาติหรือกรรมเก่าของตนเองนั้น ขอให้พึงระลึกไว้ว่า การที่เราเป็นอยู่อย่างไรในปัจจุบันนั้นเกิดมาจาก “กรรม”หรือการกระทำในอดีตที่ลิขิตให้เป็นเมื่อรู้อดีตดีแล้วไม่ใช่รู้เพียงเพื่อให้ “ยอมจำนนแก่กรรม” แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายไม่ยอมแก้ไขอะไรเลย แต่ต้องเร่งสร้างกรรมดีใหม่ให้มีพลังอำนาจมากกว่ากรรมที่เคยทำมาแต่เดิมและต้องถูกวิธี

Read Full Post »

ทำไมธรรมะดับทุกข์ได้

13876254_1430291393651355_7265481013718394576_n

ทราบความหมายของธรรมะไหมครับ… ตามรากศัพท์แล้ว ธรรมะ แปลว่า ความถูกต้อง ดังนั้นที่ศาสนาพุทธพยายามเน้นย้ำให้ทุกคนดำรงชีวิตโดยมีธรรมะประกอบเสมอ ก็หมายความว่า “ดำรงชีวิตอย่างถูกต้องในทุกย่างก้าว” ไม่ได้แปลว่าต้องท่องมนต์คาถาหรือทำตัวสุภาพเรียบร้อยแบบทุกวินาที และไม่ได้แปลว่าต้องนับถือพุทธเท่านั้น หรือต้องเชื่อแต่คำสอนแนวพุทธเท่านั้น

คนที่ถือว่ามีธรรมะตามหลักของพุทธ ไม่ใช่คนที่สักแต่ประกาศว่าตนนับถือพุทธศาสนา หรือผ่านการบวชมาแล้ว แต่จะหมายถึงคนที่สามารถปฏิบัติตนและใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง นั่นคือ ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังทำสิ่งดีเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

กับคำถามที่ว่า “ทำไมธรรมะถึงดับทุกข์ได้” คำตอบก็คือ การใช้ชีวิตอย่างมีธรรมะ ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง จะทำให้เราเดินในเส้นทางที่ถูก ทำสิ่งที่ถูก ซึ่งจะทำให้โอกาสการเกิดเรื่องผิด เรื่องชวนทุกข์ใจลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ หรือต่อให้สถานการณ์ภายนอกมากวนใจเราให้เกิดทุกข์ ขอเพียงเรามีเส้นทางที่ถูกในการรับมือกับเรื่องทุกข์นั้น เราก็จะสามารถจัดการกับความทุกข์นั้นได้ จนมันส่งผลให้เราเกิดความทุกข์น้อยที่สุด หรืออาจทำให้ไม่เกิดความทุกข์ใดๆ เลยก็ได้

ที่ต้องอธิบายอย่างนี้ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูก เนื่องจากมีคนจำนวนมากเข้าใจเหตุและผลผิดไปคนละทาง นั่นคือ เข้าใจว่า เมื่อเราปฏิบัติตามหลักธรรมะให้มากๆ ทำบุญทำกุศลให้เยอะๆ แล้วผลบุญ (ในรูปของอภินิหาร) จะหนุนนำให้เราไม่ต้องเจอทุกข์ ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยในทุกภยันตราย หรือไม่ก็คิดว่า พอทำดีแล้วจะมีเทวดาลงมาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย ซึ่งโปรดเข้าใจให้ถูกว่า การมองบุญเป็นเรื่องอภินิหารนั้น ไม่ถือว่าเป็นการมองบุญแบบพุทธ แต่จัดว่าเป็นการมองบุญแบบศาสนาอื่นๆ เช่น พราหมณ์ ฮินดู เสียมากกว่า

อย่าลืมนะครับ ว่าศาสนาพุทธของเราได้ชื่อว่าเป็น ศาสนาอเทวนิยม ซึ่งแปลว่า เป็นศาสนาที่ไม่ได้มีเทพเจ้าและไม่ได้เน้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่จะเน้นที่เหตุและผลของการกระทำ ดังนั้นการทำดี ทำถูกมันจึงให้ผลอย่างมีเหตุผลว่า “ก็ในเมื่อเราหมั่นทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดก็ย่อมเกิดขึ้นน้อยลง” มันเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

ที่ต้องบอกเช่นนี้ก็เพราะหลายคนเข้าใจผิด เลยเกิดความประมาทกับชีวิต แทนที่จะใช้ชีวิตให้ถูกทุกย่างก้าว กลับปล่อยให้ตนเองประมาทเลินเล่อในบางเวลา เพราะคิดว่า เราทำดีแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรเทพก็คงจะลงมาช่วยเราตอนเกิดเรื่องไม่ดีแน่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีเทพที่ไหนมาช่วยหรอกครับ เพราะหลักของศาสนาพุทธก็บอกแล้วว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ หรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

สังเกตดีๆ นะครับ พระพุทธเจ้า ยังทรงย้ำเลยว่า เราต้องพึ่งตน ไม่ใช่พึ่งเทพไท้ที่ไหน

ที่ต้องแยกแยะเช่นนี้ก็เพื่อให้เราเข้าใจศาสนาพุทธกันให้ถูก ว่าหลักเบื้องต้นแห่งการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ให้มีธรรมะตามแนวพุทธก็คือ เราต้องรู้ตัวเสมอ รู้ว่าตัวเรานี่แหละคือตัวกำหนดว่าชีวิตจะเจอทุกข์หรือสุข ไม่ใช่เทวดาที่ไหน ไม่ใช่ยักษ์มารที่ไหน คนที่จะเข้าใจชีวิตและมีความสุขได้ จะต้องรู้จักคิดอย่างมีเหตุและผล คิดอย่างเข้าใจความจริงตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฟุ้งไปตามคำปรุงแต่งหรือเรื่องปรัมปรา

บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่ผมกล่าวอยู่นี้คือการลบหลู่ แต่อย่าลืมนะครับว่า พระพุทธเจ้าเองได้ทรงเปิดช่องทางไว้ให้เราสำรวจความจริงในธรรมเสมอ ด้วยหลักกาลามสูตร ที่สอนให้เราอย่าเชื่อเพียงเพราะคนบอกเล่ากันมา อย่าเชื่อเพียงเพราะอาจารย์หรือศาสดาสอนกันมา แต่เราต้องรู้จักไตร่ตรอง พิสูจน์ด้วยตนเองว่าอะไรจริงหรือไม่จริง อะไรที่แต่งเติมหรือไม่แต่งเติม

แน่นอนครับผมไม่ขอให้คุณเชื่อทันที แต่ลองใช้วิธีคิดอย่างมีเหตุผลวิเคราะห์กันดู ว่าระหว่างการฝึกสมองให้คิดอย่างมีตรรกะ เอาความรับผิดชอบชีวิตตนมาไว้กับตน กับการใช้ชีวิตแบบหวังพึ่งพาพลังเหนือธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ แบบไหนที่จะทำให้เรามีความสุขได้ทุกสถานการณ์ แบบไหนที่จะทำให้เราเอาชนะความทุกข์ได้

การที่เราจะดับทุกข์โดยใช้วิธีแห่งเหตุและผล ใช้วิถีแห่งสติปัญญา เราก็ต้องเริ่มไตร่ตรองความคิด ความเชื่อในชีวิตของเราเสียก่อนว่ามันมีเหตุผลและถูกต้องหรือไม่ หากยังไม่ถูกก็ต้องปรับให้ถูก เพื่อลดช่องทางที่จะทำให้ความทุกข์หรือความสับสนเข้ามาจู่โจมเราให้เหลือน้อยที่สุด

Read Full Post »

ให้ทานอย่างไรแล้วไม่ได้บุญ

13882618_1429470067066821_4516172769997309762_n


“เสียดายของ”
เหตุที่ให้ทานแล้วผลบุญไม่เกิดนั้นมีประเด็นอยู่อย่างเดียวก็คือ “ให้แล้วเสียดายของ” เป็นเหมือนก้อนหินเอาไว้ถ่วงบุญให้บุญไม่ได้เกิด ต่อให้ของสิ่งนั้นเป็นเงินสักยี่สิบสามสิบล้านหรือทองคำเพชรพลอยที่ถูกตีค่าว่ามีราคามากเท่าใด ก็ตาม

มีเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่เมืองสาวัตถี ไม่มีลูกมีเมียเศรษฐีคนนี้เป็นคนช่างตระหนี่ตัวเองเป็นคนรวยมากแต่ใช้ชีวิตยิ่งกว่ายาจก เอาปลายข้าวที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาหุงกิน กับข้าวก็เป็นเพียงแค่ผักดอง เสื้อผ้าก็ใช้แต่ของเก่าหยาบๆ ร่มก็ใช้ใบไม้

รถที่ใช้ก็เป็นรถเก่าๆ ใครก็ตามที่เอาของดีๆ มาให้แกใช้แกไม่ใช้ ซ้ำยังต่อว่าต่อขานว่าสิ้นเปลืองเสียดายเงิน จนคนต้องหนีกันหมด ใช้ชีวิตไปอย่างน่าสงสารเช่นนี้ไปจนตาย เมื่อไม่มีลูกคอยรับมรดก ทรัพย์สินทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของหลวง

เหล่าภิกษุได้เห็นได้ทราบถึงชื่อเสียงอันโด่งดังของยาจกในร่างเศรษฐีผู้นี้ ก็พากันสงสัยว่าทำไมหนอคนที่มีเงินมากๆ เช่นนี้จึงได้ใช้ชีวิตแร้นแค้น อดๆ อยากๆ และตระหนี่ถี่เหนียวเช่นนี้ไปจนตาย พระพุทธเจ้าจึงเล่าถึงวีรกรรมในชาติก่อนของยาจกในร่างเศรษฐีผู้นี้ว่า

คนๆ นี้เคยเกิดเป็นเศรษฐีมาหลายชาติ วันหนึ่งนั่งกินอาหารอยู่ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินมาบิณฑบาตมีพระนามว่า “พระคตรสิขีพุทธเจ้า” ซึ่งกำลังออกจากสมาบัติ คือผ่านการนั่งสมาธิมานานหลายวัน จิตมีความบริสุทธิ์สูง แต่ร่างกายอ่อนแอ พอเห็นพระคตรสิขีพุทธเจ้าเข้าก็เกิดความเลื่อมใส จึงสั่งให้ภรรยาเอาอาหารมาถวาย

แต่เผอิญว่า กลิ่นของอาหารที่ภรรยาปรุงจะถวายให้เป็นอาหารอย่างดีที่สุดที่เคยมี ทำให้เกิดความเสียดายน่าจะเอาไว้กินเองมากกว่าหรือไม่ก็ให้คนรับใช้กินดีกว่าอย่างน้อย คนใช้ก็ยังทำงานให้ตนเองได้ จึงไม่ได้ถวายทานในครั้งนั้น

ความตั้งใจที่จะถวายทานในครั้งนั้นส่งผลให้เศรษฐีไปเกิดในสวรรค์ถึง 7 ครั้งและเกิดในตระกูลเศรษฐีอีก 7 ครั้ง แต่เพราะมีเหตุที่จิตดันคิดเสียดายทานภายหลัง ทำให้ในชาตินี้จึงไม่ปรารถนาจะรับของประณีตใดๆ ไม่มีจิตจะรับอาหารดีๆ ไม่มีใจจะใช้รถใหม่ และไม่มีใจจะอยากได้ในของดีใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยผลแห่งจิตที่คิดเสียดายทานนั้นเอง

ส่วนวิบากกรรมที่ทำให้ไม่มีบุตรหลานก็เพราะ ในชาตินั้นเคยฆ่าหลานชาย เพื่อต้องการจะครอบครองทรัพย์สมบัติไว้คนเดียว ชาตินี้จึงไม่มีบุตรสืบสกุล ทำให้ชีวิตไร้ผู้สืบทอดมรดก และทรัพย์สมบัติก็ต้องถูกยึดเข้าคลังหลวงมาแล้วอีกถึง 7 ครั้ง
“ให้แบบไม่เต็มใจ”

อาการให้แบบไม่เต็มใจ เป็นอีกอาการหนึ่งที่ทำให้บุญไม่เกิดซ้ำยังจะได้บาปอีก ลองนึกภาพเวลาที่เรากำลังเดือดร้อนแล้วไปขอความช่วยเหลือจากคนๆ หนึ่ง เขาไม่อยากช่วย หรือจะให้อะไรเรามาก็ให้แบบไม่เต็มใจ เช่น ขอยืมใช้ยางลบจากเพื่อน แต่เพื่อนกลับไม่ให้หรือให้แบบไม่อยากจะให้

จิตของเราย่อมรู้สึกได้ว่าเขาไม่เต็มใจให้ ก็ยืมกันได้เพียงครั้งเดียวแล้วก็จบ นี่กรณีเบื้องต้น จะส่งผลให้จิตของทั้งสองฝ่ายคิดลบต่อกัน ไม่อยากช่วยเหลือเกื้อกูลกันอีก ไม่อยากสร้างคุณงามความดีให้แก่กัน หรือกระทั่งกลายเป็นศัตรูก็ย่อมได้

หากเป็นกรณีการให้เงินเป็นทาน สมมติว่าเรามีความตั้งใจยินดีที่จะบริจาคทาน 10 บาท แต่มีคนมาบอกว่า 10 บาทน้อยไปให้เป็น 20 บาทเถอะ บุญที่จะได้เต็มที่ก็คือ บุญที่เกิดจากการถวายเงินแค่ 10 บาทแรก ส่วน 10 บาทหลังจะไม่ได้บุญ เพราะเรารู้สึกไม่ค่อยเต็มใจให้

การให้อย่างไม่เต็มใจนั้น ต่อให้ได้บริจาคเงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่มีความรู้สึกไม่อยากให้ก็สู้เงินจำนวนเพียงบาทเดียวแต่บริจาคไปแล้วจิตมีความสุขไม่ได้ เหมือนเอาข้าวสวยร้อนๆ หอมๆ ไปโยนทิ้งน้ำเสียอย่างนั้นเอง

ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างเรื่องผลแห่งการให้ทานอย่างไม่เต็มใจมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

ณ กรุงราชคฤห์ มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินแบกอ้อยมาตามถนนพร้อมกับถืออ้อยกินไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ และมีอุบาสกคนหนึ่งเดินจูงเด็กน้อยตามหลังชายหนุ่มแบกอ้อยไปด้วย เด็กเห็นชายหนุ่มกัดกินอ้อยอย่างเอร็ดอร่อยก็ ร้องอยากจะกินบ้าง

ทำให้อุบาสกกล่าวขอแบ่งอ้อยจากชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งตอนแรกก็ทำเป็นไม่สนใจ แต่พอเด็กร้องไห้หนักขึ้นก็เลยต้องให้อ้อยไปอย่างเสียไม่ได้ โดยหักอ้อยไปท่อนหนึ่งแล้วขว้างไปให้อุบาสกไปตามเก็บ

เพียงแค่กรรมที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้แต่มีผลใหญ่ เพราะความตระหนี่ถี่เหนียวนี้เป็นเหตุทำให้เขาต้องไปเกิดเป็นเปรตด้วยวิสัยขี้งก และบาปกรรมที่ได้กระทำต่อเด็กน้อยและอุบาสกคนนั้น จึงเกิดเป็นไร่อ้อยแน่นหนา พอจะเข้าไปหักอ้อยมากินก็ถูกใบอ้อยเชือดเฉือนเป็นอาวุธมีคม และท่อนอ้อยก็จะตีจนสลบ

วันหนึ่งเปรตตนนี้เห็นพระโมคคัลลานะเดินผ่านมาเพื่อไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ จึงได้ถามถึงกรรมที่ตนเองทำไว้และพยายามขอร้องให้ท่านช่วย ท่านโมคคัลลานะจึงแนะนำให้เดินถอยหลังเข้าไปจึงจะหักอ้อยกินได้ เปรตทำตามก็สามารถหักอ้อยกินได้ และยังได้หักอ้อยมาแบ่งถวายพระโมคคัลลานะด้วย

พระโมคคัลลานะคิดจะสงเคราะห์ช่วยเหลือเปรตจึงให้เปรตตนนั้นแบกมัดอ้อยไปจนถึงวัดพระเวฬุวันให้เปรตได้ถวายอ้อยแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายได้ฉันอ้อยแล้วก็อนุโมทนาบุญ

เปรตก็มีจิตน้อมเลื่อมใส ถวายนมัสการลากลับ ตั้งแต่นั้นมาเปรตก็สามารถไปหักกินอ้อยได้สบาย พอตายจากสภาพที่เป็นเปรตแล้วก็กลายเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องของเปรตตนนี้ให้สาธุชนทั้งหลายฟัง เพื่อให้ผู้คนได้ละเว้นซึ่งความตระหนี่หมั่นบริจาคทานเพื่อชะล้างจิตใจให้ใสสะอาด เพียงแค่จิตคิดตระหนี่และสร้างวิบากกรรมเพียงเล็กน้อย ยังต้องไปเกิดเป็นเปรตอย่างนี้ ถ้าหากมีจิตตระหนี่ถี่เหนียวมากๆ

สะสมอยู่ในสันดานคงต้องรับผลวิบากกรรมหนักยิ่งกว่าที่เป็นดังในตัวอย่างนี้แน่นอน ดังนั้น “การให้” ใดๆ ก็ตามหากจะเป็นการให้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริง ก็ควรเป็นการกระทำที่ทำอย่างเต็มใจทำ จึงจะเกิดผลบุญสูงสุด

Read Full Post »

เชิญร่วมอนุโมทนา 5 บุญใหญ่
ให้ดี สุข รวยฉับพลันทันตาเห็น!

13669779_1424440034236491_2602386075500991395_n

ในรอบเดือนกค.2559 กองบุญ ธ.ธรรมรักษ์ ได้สร้างบุญใหญ่ให้กับทุกท่าน ที่มาจากการหักไว้ 50 สตางค์ในหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน

บุญใหญ่ที่หนึ่ง ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าและหล่อพระพุทธมหาลาภ ที่วัดวีระพรหมยาน จ.ฉะเชิงเทรารวม 50,000 บาท

บุญใหญ่ที่สอง ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ากองบุญมหากุศลทั่วเมืองเชียงใหม่ กับอ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ รวม 20,000 บาท

บุญใหญ่ที่สาม เป็นเจ้าภาพบวชพระที่ไม่มีกำหนดสึกที่วัดทุ่งอ้อหลวง เชียงใหม่ รวม 19,000 บาท

บุญใหญ่ที่สี่ถวายปัจจัยเป็นค่าภัตตาหาร ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์แด่พระสงฆ์ที่อาพาธที่โรงพยาบาลสวดดอก จ.เชียงใหม่ รวม 7,500 บาท

บุญใหญ่ที่ห้า ร่วมเป็นเจ้าภาพไถ่ชีวิตโคกระบือ ที่วัดชัยมงคล จ.เชียงใหม่รวม 7,500 บาท

ด้วยอำนาจแห่งมหาบุญกุศลนี้ โปรดดลบันดาลให้ท่านเจ้าภาพที่สั่งหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน กัลยาณมิตร กัลยาณธรรมพบแต่ความสุข ความเจริญ ขอให้มั่งมี มีโชคลาภมาเร็วพลัน กรรมทุกกรรมได้รับการอโหสิกรรมทั้งปวงนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โมทนาสาธุ สาธุ สาธุ
ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »