Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม, 2016

บูชาคนที่ควรจะบูชาหมายถึงคนดีที่ควรให้การยกย่อง เมื่อยกย่องแล้วก็นำคุณงามความดีของเขาเหล่านั้นมาปฏิบัติตามจึงจะพบกับความสุขความเจริญ ในทางโลกนั้นมีบุคคลที่ควรบูชา 4 ประเภทได้แก่

1. คนที่มีชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้สร้างคุณูปการแก่ชาติบ้านเมือง รวมถึง บูรพกษัตริย์ในอดีต คนเหล่านี้ควรบูชาเป็นอย่างมาก เพราะท่านเหล่านั้นสร้างประเทศที่อยู่ให้เราได้กินดีอยู่ดีมีความสุข

2. คนที่มี คุณวุฒิ สำหรับ”คุณวุฒิ” ก็คือ คุณงามความดี มีความรู้ความสามารถมากๆ ที่จะนำไปทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง ถือว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีก็สมควรบูชา

3. คนที่มี วัยวุฒิ คือ คนที่มีประสบการณ์สูง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ โดยธรรมชาติแล้วคนแก่ ๆมักมีอะไรดีๆ ที่คนอายุน้อยมักไม่ทราบ ซึ่งความรู้นั้นผู้น้อยก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นความรู้หรือประสบการณ์ที่ดีจริงหรือไม่ ถ้าใช่ก็ควรบูชาคนแก่เหล่านี้

4. คนที่มีปัญญาวุฒิ คือ คนที่ฉลาดหลักแหลม ความคิดดี จะอายุน้อยหรืออายุมากไม่เกี่ยว ความฉลาดนั้นไม่ใช่การฉลาดแกมโกงแต่ต้องฉลาดในธรรมนองคลองธรรม 4 บุคคลนี้ควรเป็นผู้ที่ควรบูชาในระดับคนธรรมดา แต่ถ้าเป็นบุคคลระดับสูงก็ยังมีแบ่งไปอีก

คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ รองลงมาก็พระอุปัชฌาย์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คนเหล่านี้มีบุญคุณสูงมากกับตัวเราทุกคนต้องบูชาให้ความเคารพอย่างดีคนที่บูชาเคารพบูชาคนที่ไม่ควรบูชาหรือบูชาแบบผิดกาลเทศะนั้นย่อมถึงซึ่งความพินาศย่อยยับ

ดังเช่นเรื่องราวของปริพาชกคนหนึ่งเดินผ่านไปยัง ค่ายชนแพะ ที่เมืองพาราณสี มีแพะตัวหนึ่งหลุดออกมาเห็นนักบวชเข้าก็ย่อเขาลงหมายจะขวิดให้ตาย

ปริพาชกก็คิดว่า แพะนี้ฉลาด รู้ว่าใครเป็นผู้ควรเคารพ ผู้ทรงศีลอย่างเรายังรู้จักเคารพในขณะที่คนรอบข้างไม่เคารพตนเองเลยจึงตั้งท่าน้อมรับการเคารพจากแพะ ชายคนหนึ่ง เห็นแพะตั้งท่าจะขวิดก็ร้องเตือนบอกว่า

“พระคุณเจ้า นั่นแพะมันกำลังจะขวิดท่านรีบหนีเถอะ เร็วเข้า”

ปริพาชกผู้โง่เขลาไม่เชื่อบอกว่าแพะมันจะทำความเคารพตนเองอยู่ต่างหากว่าพลางก็ประนมมือรับไหว้แพะ ไม่ทันย่อตัวลงดี แพะก็เอาเขาเสียบเสยที่ท้องล้มทั้งยืนและต้องตายอย่างน่าเวทนา เมื่อรู้สึกตัวก่อนตายจึงได้รำพึงออกมาว่า

“ใครก็ตามที่บูชาคนที่ไม่ควรบูชา ผู้นั้นจะถูกคนชั่วร้ายนั้นทำร้ายเอาเหมือนเราผู้โง่เขลา ยกมือไหว้แพะจึงโดนแพะร้ายขวิดเอานอนรอความตายอยู่อย่างนี้”

การบูชาคนจึงเป็นเรื่องสำคัญหากบูชาผิดคนก็เท่ากับรับเอาความเลวทรามของคนๆ นั้นมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ก็จะมีหายนะเป็นที่ไป

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้
****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่
https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า‬ ‪#‎ธรรม‬ ‪#‎หนังสือธรรมทาน‬ ‪#‎มงคลชีวิต‬ ‪#‎ธ‬.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

คำพูดที่เป็นวาจาสุภาษิต ในที่นี้ไม่ใช่การกล่าวอะไรก็เป็นบทกลอน เป็นคำสอนไปทั้งหมด แต่หมายถึง วาจาที่ประกอบด้วยลักษณะ 5 ประการคือ พูดถูกกาล พูดคำจริง พูดสุภาพ พูดมีประโยชน์ พูดด้วยเมตตาจิต ถ้าไม่พูดให้ถูกหลักนี้ย่อมไม่นับว่าเป็นสุภาษิต (วาจาดี)“วาจาสุภาษิต” มงคลชีวิตที่ถ้าทำได้จะมีแต่มหามิตรที่ยิ่งใหญ่ ไร้ซึ่งศัตรู

วาจาสุภาษิตเป็นหลักพัฒนาชีวิตให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ช่วยปลุกเร้าให้เกิดคุณธรรม ทำให้เกิดจิตสำนึก มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ สร้างความปรองดองสามัคคี สร้างความเข้าใจอันดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและก่อประโยชน์อย่างมาก

ดังมีลูกเศรษฐีสี่คน เห็นนายพรานบรรทุกเนื้อผ่านมา ทั้ง 4 จึงอยากได้เนื้อไปกินบ้าง จึงเอ่ยปากขอเนื้อจากนายพรานคนนั้น คนที่ 1 พูดว่า “เฮ้ย พรานขอเนื้อข้าบ้างสิวะ” พรานจึงสวนกลับว่า “จะขออะไรใครควรพูดให้เข้าหูชาวบ้านหน่อย” ว่าแล้วนายพรานก็เอาเนื้อพังผืดให้สมกับกับคำพูดหยาบๆ คายๆ ของบุตรคนโต

คนที่ 2 เห็นความล้มเหลวของพี่ชายจึงพูดว่า “พี่ชายครับ ขอเนื้อผมบ้างเถอะ” นายพรานจึงตอบกลับว่า “พี่น้องเปรียบเหมือนแขนขาท่านเรียกข้าว่าพี่ จงเอาเนื้อขาไปเถิด”

คนที่3 เห็นว่าขนาดพูดยกว่าเป็นพี่ยังได้แค่เนื้อขาจึงพูดยกยอเสียเกินจริงว่า “พ่อครับ ขอเนื้อผมบ้างเถิด” นายพรานจึงตอบว่า “เวลาใครเรียกท่านว่าพ่อ อาจทำให้หัวใจเขาหวั่นไหว คำพูดท่านเปรียบเหมือนหัวใจ จงเอาเนื้อหัวใจไปเถิด”

คนที่ 4 เห็นพี่ชายทั้งสามล้มเหลว จึงพูดด้วยความจริงว่า “สหาย ขอเนื้อเราบ้างเถิด” นายพรานได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า “บ้านใดไม่มีเพื่อนบ้านนั้นเสมือนป่าคนที่มีเพื่อนนับว่ามีทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านจงเอาเนื้อทั้งหมดนี้ไปเลยสหาย”

สุดท้ายนายพรานและลูกชายคนที่สี่ ก็ได้กลายเป็นสหายที่ดีต่อกัน เพราะ ลูกคนที่ 4 พูดครบ องค์สุภาษิตทั้ง 5 คือ ถูกกาลเทศะเจอหน้าครั้งแรกก็ต้องเรียกเพื่อน และมีความจริงใจในการพูดด้วยคุณลักษณะข้ออื่นๆครบครัน พูดดีจึงมีประโยชน์สำเร็จทุกสิ่งได้ดังที่ต้อง การคำพูดที่ดีเป็นต้นเหตุดี ด้วยประการฉะนี้

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑๐ 38 มงคลชีวิต พาทุกชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง ทุกภพชาติ โดย ธ.ธรรมรักษ์

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้
****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่
https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า‬ ‪#‎ธรรม‬ ‪#‎หนังสือธรรมทาน‬ ‪#‎มงคลชีวิต‬ ‪#‎ธ‬.ธรรมรักษ์

Read Full Post »

การใช้หนี้บิดามารดามีสองระดับคือ ระดับพื้นฐาน ได้แก่การทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด คือ เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูท่านตอบ ช่วยทำการงานของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมเหมาะสมแก่การสืบทอดในมรดก และเมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วก็ต้องทำบุญอุทิศบุญให้แก่ท่านวิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างสูงสุด ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์อย่างสมน้ำสมเนื้อ

แต่การคิดเลี้ยงดูให้พ่อแม่สุขทั้งกายสบายทั้งใจนับเป็นการใช้หนี้แค่ “ครึ่งเดียว” หากจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อนั้นในระดับสูงสุดต้องมีโอกาสด้วย โอกาสที่ว่านั้นคือให้โอกาสพ่อและแม่ที่ยังไม่มีที่พึ่งให้ตนเองได้มีที่พึ่งในทางจิตใจ

ที่พึ่งในทางจิตใจได้แก่ความรู้ความศรัทธาในเรื่องกรรมและการให้ผลกรรม หากท่านยังไม่มีความตั้งมั่นในทาน ยังไม่มีความตั้งมั่นในศีล แล้วผู้เป็นลูกสามารถโน้มน้าว ชักชวนให้พวกท่านมาศรัทธากรรมได้ ฝึกให้ทาน จนรู้สึกว่าหากไม่ให้แล้วเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต ฝึกถือศีลจนประพฤติผิดแล้วรู้สึกผิดรุนแรง นั่นแหละจึงได้ชื่อว่าเราได้ตอบแทนคุณท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะกรรมดี คือ “ที่พึ่งที่แท้จริง” เมื่อเราสามารถทำให้พ่อแม่ได้ศรัทธากฎแห่งกรรมวิบาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล ก็เท่ากับเราได้ตอบแทนเลือดเนื้อก้อนนี้เป็นอัตภาพดีๆในการสร้างกรรมครั้งต่อๆไปของพ่อแม่นั่นเอง

ในครั้งพุทธกาล มีพระสาวกรูปหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความกตัญญูและหาวิธีใช้หนี้บุญคุณบิดามารดาได้ประเสริฐที่สุดนั่นก็คือ พระสารีบุตร ท่านสารีบุตรนั้นเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศด้วยปัญญารองจากพระพุทธเจ้า สั่งสอนอบรมให้ผู้คนกลายเป็นพระอรหันต์มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่มีอยู่คนๆ หนึ่งที่ท่านยังไม่ได้สอนให้ หากไม่ได้สอนคนๆ นี้ให้เข้าถึงธรรมท่านก็จะยังนิพพานไม่ได้ คนๆ นั้นก็คือ โยมแม่นั่นเอง

วันหนึ่งก่อนที่ท่านจะนิพพานก็ได้กราบทูลลาพระพุทธองค์เพื่อกลับบ้านเกิด เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้วจึงออกเดินทางด้วยร่างกายที่ถูกรุมเร้าด้วยพิษไข้และบากบั่นมาพบหน้ากับโยมแม่ได้ คืนนั้นพระสารีบุตรได้แสดงธรรมสั้นๆ บทหนึ่งให้โยมแม่ได้ฟังจนพระนางได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านได้ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว รุ่งเช้าก็ได้เข้านิพพานอย่างสงบ

ธรรมชาติพิเศษของการใช้หนี้บุญคุณมีอยู่ประการหนึ่ง คือยิ่งหนี้สูงแล้วเราได้ใช้คืนพ่อแม่อย่างสมน้ำสมเนื้อ เราจะได้คะแนนบวกมหาศาล น้ำหนักของกรรมดีที่เราได้ทำกับพ่อแม่จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆ เล่นงานก็จะได้รับความช่วยเหลือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

เรื่องน่าเศร้าคือกรรมบางอย่างอาจจะปิดบังไม่ให้เราเองเห็นช่วงเวลาที่แม่ได้รับความลำบากตั้งท้องเรามา ท่านไม่เคยเปิดเผยให้เห็นช่วงนาทีวิกฤตที่ต้องทุกข์สาหัสกับการเบ่งคลอดเราออกมา กับทั้งไม่ให้เราได้รับรู้ว่าพ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงเรามาอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ จึงมักทำให้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจึงมองเห็นแค่บุญคุณของคนภายนอกก่อน อย่างครูบาอาจารย์ บุญคุณของญาติ บุญคุณของเพื่อน และบุญคุณของใครต่อใครอื่นๆ ในโลกที่ทุ่มเทเวลาช่วยเหลือเรา และเราก็เผลออาจตัดสินว่าน้ำหนักของบุญคุณคงจะพอๆ กันกับที่พ่อแม่ช่วยเหลือเรามา

และที่สำคัญหากเราไม่ได้ตอบแทนพ่อแม่เลย ลูกของเราเองนั้นแลจะเป็นผู้ทำหน้าที่ทวงคืนแทน คือกรรมของเราเองจะไปดึงดูดเอาโอปปาติกะพวกที่จะมาเป็นลูกล้างลูกผลาญ และไม่สำนึกบุญคุณมาเกิดเป็นลูก และหากเรายังไม่มีลูกก็จะต้องทบหนี้ไปถึงชาติถัดไป

ในทางกลับกัน หากเรามีลูกอยู่แล้วไม่รับผิดชอบดูแลลูกเมียให้ดี มันอาจหมายถึงการเลื่อนเวลาชดใช้หนี้เก่าก็ได้ ต้องแยกให้ออกว่าลูกอาจติดหนี้ชีวิตเราก็จริง แต่เราเองก็อาจเคยติดหนี้เขาไว้ก่อนหากเขามาทวงหนี้คืนแล้วไม่ใช้ ชาติต่อไปเราก็มีสิทธิ์สูงที่จะไปเกิดกับพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ เลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆ หรือฝากคนอื่นเลี้ยงจนคุณว้าเหว่และมีปัญหาตั้งแต่เล็ก

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้
****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่
https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า‬ ‪#‎ธรรม‬ ‪#‎หนังสือธรรมทาน‬ ‪#‎ตอบแทนบุญคุณ‬ ‪#‎อานิสงส์‬

Read Full Post »

เรื่องการชวนคนไปทำบุญสร้างบุญหรือแม้กระทั่งไปวัดถือศีลหรือการสอนเขาให้งดเว้นหรือตักเตือนดัวยความหวังดีก็ตามขอให้พิจารณาในเรื่องของ “อุเบกขาธรรม” เป็นที่ตั้ง เพื่อไม่ให้ร่วมตกนรกไปด้วยทำบุญทำไมได้บาป? ชวนใครเข้าสู่กระแสบุญใช่ว่าจะได้บุญเสมอไป

ในเรื่องนี้หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญวัดสะแก จ.อยุธยา เคยได้เมตตาสอนศิษยานุศิษย์ไว้ว่า

“การอยากชวนคนมาวัดมาปฏิบัติให้มากๆ โดยลืมดูพื้นฐานจิตใจของบุคคลที่กำลังจะชวนว่าเขามีความสนใจมากน้อยเพียงใด หลวงปู่ท่านบอกว่าให้ระวังให้ดีจะเป็นบาป เปรียบเสมือนกับการจุดไฟไว้ตรงกลางระหว่างคน ๒ คนถ้าเราเอาธรรมะไปชวนเขา เขาไม่เห็นด้วย ปรามาสธรรมนี้ซึ่งเป็นธรรมของพระพุทธเจ้าก็เท่ากับเราเป็นคนก่อแล้วเขาเป็นคนจุดไฟ บาปทั้งคู่ เรียกว่า เมตตาพาตกเหว…”

หลวงปู่ได้ยกอุทาหรณ์ สอนต่อว่า

“…เหมือนกับมีชายคนหนึ่งตกอยู่ในเหวลึก มีผู้จะมาช่วย คนที่หนึ่งมีเมตตาจะมาช่วย เอาเชือกดึงขึ้นจากเหว ดึงไม่ไหวจึงตกลงไปในเหวเหมือนกัน

คนที่สองมีกรุณามาช่วยดึงอีก ก็ตกลงเหวอีก คนที่สามมีมุทิตามาช่วยดึงอีกก็พลาดตกเหวอีกเช่นกัน คนที่สี่สุดท้ายเป็นผู้มีอุเบกขาธรรมเห็นว่า เหวนี้ลึกเกินกว่ากำลังของตนที่จะช่วย ก็มิได้ทำประการใดทั้งๆ ที่จิตใจก็มีเมตตาธรรมที่จะช่วยเหลืออยู่ คนสุดท้ายนี้จึงรอดชีวิตจากการตกเหวตามเพราะ อุเบกขาธรรมนี้แล…”

การชวนใครเข้าสู่กระแสบุญหรือชวนทำบุญนั้นก็ต้องสำรวจจิตใจ ความคิดทัศนคติของคนๆ นั้นก่อนหากใจของเขายังไม่พร้อม ไม่น้อมนำไปสู่ทางบุญก็ยังไม่ต้องรีบชวนหรือรีบดึงเข้ามาเพราะจะทำให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ไขปัญหาธรรม และกรรมจากพระอริยเจ้า โดย ธ.ธรรมรักษ์

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้
****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่
https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า‬ ‪#‎ธ‬.ธรรมรักษ์ ‪#‎หนังสือธรรมทาน‬ ‪#‎ธรรม‬ ‪#‎พระอริยเจ้า‬ ‪#‎มหาปูชนียาจารย์‬

Read Full Post »

มีความสงสัยกันมากว่าบาปนั้นเราสามารถทำความดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่ หลายท่านอาจจะตอบว่าล้างไม่ได้ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่วสิ ทำดีได้ชั่ว หรือ ทำชั่วแล้วจะกลับเป็นดีได้อย่างไรความดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่???

เรื่องนี้อาจจะหาว่าพูดเล่นลิ้นกลับไปกลับมา หากลองคิดเรื่องกฎแห่งกรรมดูก็จะพบว่ากรรมดีย่อมเปลี่ยนแปลงกรรมชั่วได้ และกรรมชั่วก็สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมดีได้เช่นกัน ทุกสิ่งไม่เที่ยงเป็น อนิจจัง

ยกตัวอย่างเรื่อง แก้วน้ำสักใบหากเราเติมน้ำเข้าไปหน่อยหนึ่งก็คือน้ำใส เสร็จแล้วเอา ขี้โคลนเล็กๆ สักก้อน หยดลงไปน้ำก็ขุ่น จากนั้นก็เติมน้ำใสๆ ลงไปเรื่อยๆ จนมันจางและใสเป็นปกติเมื่อ น้ำเต็มปากแก้ว

หากจะถามว่าโคลนนั้นมันหายไปหรือเปล่าก็เปล่า โคลนก็ยังอยู่ในนั้นเช่นเดิมแต่น้ำที่ดีมันมากกว่าขี้โคลนมากน้ำจึงกลับมาใสเหมือนเดิม กรณีนี้ก็คงเรียกว่า ทำกรรมดีมากเสียจน กรรมชั่วมันตามไม่ทันหรือมองไม่เห็นกรรมชั่วนั้นเลย

องคุลีมาล ก่อนพบพระพุทธเจ้า เป็นคนที่ทำชั่วช้ามาก แต่เมื่อพบพระธรรมคำสอนแล้ว ก็กลับหลังหันเดินทางสายธรรมออกบวช ในที่สุดด้วยการทำความดี จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เรียกว่า “ต้นคดปลายตรง” ในระหว่างทางที่กลับใจก็ต้องได้รับผลแห่งบาปกรรม จริงๆ

แล้วท่านอาจจะต้องโดนฆ่าด้วยซ้ำเพราะฆ่าคนมามากมาย แต่เหลือเพียงโดนหินขว้างตลอดเวลาที่ไปบิณฑบาต เพราะบุญกุศลที่ทำออกผลมากกว่า ตอนที่ท่านหลังจากบวชแล้ว ท่านเคยรำพึงความในใจออกมาเป็นบทกวีว่า

“เมื่อก่อนฉันคือโจรองคุลีมาลผู้ดุร้าย เวียนว่ายลอยคอกลางกระแสตัณหาใหญ่ ได้อาศัยพระพุทธองค์เป็นที่ยึดเกาะอันมั่นคงและปลอดภัย บัดนี้ ฉันนั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข พ้นเงื้อมมือจากมารร้าย อะโห น่าอัศจรรย์ใจ พระกรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระศาสดา”

ความชั่วหรือบาปนั้นจึงสามารถงดเว้นได้ และสิ่งที่เคยทำบาปมาแล้วก็ทำให้เจือจางได้ ด้วย การทำบุญดำเนินชีวิตในทางแห่งบุญและความดี ชีวิตก็จะประสบสุข เช่นท่านองคุลีมาลและเหล่าคนชั่วกลับใจทั้งหลายในโลกนี้ ต่างก็มีสุขเป็นที่ไป

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑๐ 38 มงคลชีวิต พาทุกชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง ทุกภพชาติ โดย ธ.ธรรมรักษ์

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน

สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320

Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้

****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่

https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า ‪#‎ธ.ธรรมรักษ์ ‪#‎หนังสือธรรมทาน ‪#‎ความดีลบล้างความชั่ว

Read Full Post »

หลายคนถามมาว่า ทำไมหนอตั้งใจทำความดี สร้างบุญกุศลน้อยใหญ่แล้วแต่ทำไมชีวิตยังไม่ดีขึ้นวิธีแก้ไข บุญมี...แต่กรรมบัง!

 

 

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาตอบว่าเราต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ให้เป็นสัมมาทิฐิก่อนเข้าใจยอมรับเรื่องกฏแห่งกรรมเชื่อในบุญ เชื่อในกรรมแล้วเราจะแก้ไขได้

 

 

คนเราทุกคนที่เกิดมาในชาตินี้ล้วนมีบุญบารมีทั้งนั้นเกิดมาเพื่อสร้างบุญต่อ สร้างให้ดีขึ้น เพื่อเป็นเสบียงบุญทั้งภพนี้และในภพหน้ารวมถึงเกิดมาเพื่อรับกรรม และแก้ไขในสิ่งผิดพลาดที่ทำมาถ้าไม่มีบุญพอ คงต้องเกิดในภพอื่น หรือยังเร่ร่อนติดอยู่ภพภูมิที่เรียกว่า สัมภเวสีและที่บอก ที่เรียกกันว่า”บุญนะมี แต่กรรมบัง”

 

 

เราต้องเข้าใจก่อนว่า บุญนั้นทำเมื่อใดก็ยังอยู่ครบ รอส่งผลตามเวลา ตามลำดับ ตามหน้าที่แต่ที่ยังไม่ได้ ยังไม่ส่งผลมีเหตุหลายประการอยู่ในช่วงผลกรรมไม่ดีที่เคยทำส่งผลอยู่ซึ่งบุญแทรกมาส่งผลไม่ได้ หรือส่งผลได้น้อย

 

 

เคยทำกรรมไม่ดีมามาก เพิ่งจะเริ่มเข้าใจแก้ไขสร้างบุญ เพิ่งหันมาทางสว่าง ก็ต้องใช้เวลา ต้องอดทนแล้วมีวิธีไหนที่จะคลายทุกข์นี้ได้ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่ามีวิธีเดียวคือต้องสร้างบุญที่มีกำลังมากกว่าเท่านั้น

 

 

แล้วการสร้างบุญแบบไหนที่มีกำลังมาก?การสร้างบุญแบบที่มีกำลังมากคือ บุญที่ทำด้วยจิตบริสุทธิ์วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ไม่ได้วัดที่เงินมากเงินน้อยไม่ใช้เงินก็ได้บุญมากมีหลายช่องทาง ทั้งถือศีล เจริญภาวนา

การร่วมยินดีในบุญของคนอื่น การใช้แรงกายสร้างบุญ การเมตตา ให้อภัย ให้อโหสิกรรมล้วนเป็นบุญใหญ่มีกำลังมากทั้งสิ้น

 

 

สำหรับคนที่หนัก คนที่ลำบาก ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำไป 100 คน ดีขึ้น 100 คน หากไม่มีกรรมหนักมากขวางไว้คือ มหาทาน

 

 

มหาทานคือ การสร้างบุญให้ครบทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทานทำไมถึงเป็น”มหาทาน” ทำไมถึงต้องสร้างบุญให้ครบคนที่สร้างบุญด้วยวัตถุทาน ล้วนได้โภคทรัพย์จากวัตถุทานที่ทำคนที่สร้างธรรมทาน ล้วนได้ปัญญา ได้สติ ได้สมาธิ ได้จิตที่ทำอะไรก็สำเร็จ ปัญหามาแก้ด้วยปัญญาได้

 

 

คนที่ให้อภัยทาน ได้มาซึ่งบารมี ได้มาซึ่งจิตที่ใสสะอาดไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง โชคลาภที่ควรจะได้ก็จะได้ทั้งสามทานนี้รวมกันเป็น”มหาทาน” เมื่อมาส่งผล ชีวิตจะดีขึ้นในทุกด้านไม่ขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น

 

 

ฉลาด ความรู้มากแต่จน หล่อ สวย แต่ไม่มีเงิน(เพราะขาดวัตถุทาน)รวย มีเงินทอง แต่โง่ใช้เงินไม่เป็นก็หมดตัวได้

 

 

(ทำวัตถุทานมาก แต่ขาดบุญจากธรรมทาน)ทั้งฉลาด ทั้งรวย แต่ขี้โกง ไม่มีคนคบ ไม่มีความสุข ไม่มีใครรัก

 

 

(ทำวัตถุทานมาก ธรรมทานมาก แต่ขาดอภัยทาน)ก็ลองพิจารณากันดู ตามเหตุและปัจจัยด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

 

 

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ

ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่

https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

Read Full Post »

 

ความดีที่เป็นพื้นฐานของคนที่สมบูรณ์ก็คือ ความกตัญญูกตเวที พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ” ภูมิ เว สัปปุริสานัง กตัญญูกตเวทิตา แปลว่า ความกตัญญูเป็นพื้นของคนดี ซึ่งมี พระมหาสมณรูปหนึ่งของไทยเอาพุทธภาษิตนี้เอาไปแต่งให้สวยขึ้น อีกว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดีมองเรื่องความกตัญญูในมุมมองพระพุทธเจ้าสอน

 

 

พระพุทธเจ้าท่านระบุว่า คนที่จะบวชได้ก็ต้องมีคุณธรรมนี้เป็นพื้นฐานถ้าไม่มีคุณธรรมข้อนี้ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง พระพุทธองค์ไม่รับบวชเพราะคนที่บวชให้ย่อมมีบุญคุณ เป็นผู้อุปัชฌาย์เป็นผู้ชี้ทางสว่างให้ คนมีบุญคุณสูงกับตนเองถึงเพียงนี้ถ้าไม่มีกตัญญูแล้วจะอยู่ไปได้อย่างไร

 

 

พระเทวทัต เป็นตัวอย่างของคนอกตัญญูพระพุทธองค์บวชให้สอนให้แท้ๆ กลับคิดเป็นใหญ่หวังครอบครองคณะสงฆ์ โดยไปทูลขอถึง 3 ครั้ง พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธเลยว่า “ขนาดพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ตถาคตยังไม่ยกคณะสงฆ์ให้ ดูกร เทวทัต เธออย่าได้หมายปองในสิ่งที่ไม่ควรได้หรือไม่คู่ควรแก่เธอเลย”

 

 

นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงแสดงเรื่องราวของผู้ที่มีความกตัญญูและอกตัญญูทั้งสองนัยให้เกิดความแจ่มแจ้งของผลกกรมนั้นว่า

 

 

ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุรูปหนึ่งบิณฑบาตได้อาหารมา ก็เอาไปให้ผู้บังเกิดเกล้าก่อน ตนเองจะได้ฉันบ้างหรือไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร ทำให้พระรูปอื่นพากันติเตียนว่า ทำไม่เหมาะสมเอาอาหารของพระไปให้คฤหัสถ์ได้กินก่อนได้อย่างไร

 

 

แต่พระพุทธเจ้ากลับสรรเสริญภิกษุรูปนั้นว่า ทำถูกแล้ว แม้จะบวชเป็นพระแล้วก็ตามยังสามารถหาเลี้ยงดูบิดามารดาได้และอาหารที่ได้มานั้น พระพุทธองค์ก็อนุญาตที่จะเอาไปให้บิดามารดากินก่อนได้ไม่ผิดแต่อย่างใดและทรงสรรเสริญภิกษุนั้นเป็นอันมากเพราะคุณธรรมความกตัญญูเป็นเหตุ

 

 

ส่วนคนที่อกตัญญูมักมีหายนะเป็นที่ไป ดังเช่นบุรุษคนหนึ่งได้เรียนวิชาเสกมะม่วงกับจัณฑาลคนหนึ่ง มนต์นี้สามารถเสกให้ต้นมะม่วงเติบโตได้ในไม่กี่นาที เอาไปหากินได้สบาย โดยอาจารย์ผู้เป็นจัณฑาลบอกว่า ถ้ามีคนมาถามว่าเรียนมาจากใครจงบอกตามความเป็นจริง ไม่อย่างนั้นมนต์จะเสื่อม

 

 

ชายหนุ่มคนนี้ก็ได้ใช้วิชาเสกมะม่วงนี้หากินจนมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จสมใจ วันหนึ่งได้รับเชิญให้ไปเนรมิตต้นมะม่วงในสวนมะม่วงให้กับพระราชา พอพระราชาตรัสถามว่าใครเป็นคนสอนวิชาให้ ก็เกิดอึกอักกลัวจะได้รับความอับอายว่าเรียนมาจากจัณฑาลก็เลยกราบทูลเท็จไปว่า เรียนมาจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์แห่งเมืองตักศิลา ซึ่งโกหกทั้งเพ

 

 

ทันใดนั้นมนต์ที่เขาเคยท่องจำได้จนขึ้นใจก็เลยเสื่อมนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก พระราชาสั่งให้เสกมะม่วงอีกก็ทำไม่ได้ เมื่อทรงทราบความจริงจึงสั่งให้ราชบุรุษลงอาญาแก่เขาอย่างหนักและเนรเทศออกไปจากพระนครเสีย นี่คือผลแห่งความไร้ความกตัญญูจึงมีหายนะเป็นที่ไป

 

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑๐ 38 มงคลชีวิต พาทุกชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง ทุกภพชาติ โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

 

***ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญกับ ธ.ธรรมรักษ์ โดยการเป็นเจ้าภาพสร้างหนังสือสร้างบุญเพื่อธรรมทาน
สั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยติดต่อ ทีมงานโครงการบุญ ธ.ธรรมรักษ์ 09 5690 0444, 0 5302 1320
Line id 0956900444 หรือสั่งในข้อความในเฟซบุ๊คนี้
****ติดตามบทความปาฏิหาริย์แห่งบุญ ที่จะช่วยให้ทุกชีวิตได้ดี สุข รวย ได้ที่
https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

‪#‎พระพุทธเจ้า ‪#‎ธรรม ‪#‎หนังสือธรรมทาน ‪#‎กตัญญู ‪#‎ธ.ธรรมรักษ์

Read Full Post »