Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์, 2016

เครื่องเซ่นสังเวย ของเซ่นไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามความเชื่อของแต่ละบุคคลในแต่ละสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร คาวหวาน หรือ อาหารมังสวิรัตินั้น ถือเป็น อามิสบูชา ที่กระทำได้ ขอให้มีสติ มีความจริงกำกับเสมอและกระทำการอันสมควรที่สุด ตามแบบกรรมวิธีที่บูรพาจารย์ท่านวางไว้ในแต่ละสถานที่โดยส่วนมากจะมีการเขียนกำกับไว้ จะดีที่สุด อย่าคิดพิสดารเพราะไม่น่าจะเกิดผลดีอะไรกับชีวิตเคล็ดวิชาเลือก เครื่องสังเวย ของเซ่นไหว้

 

การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของเซ่นไหว้ ต่าง ๆ  จำเป็นต่อบางดวงจิตหรือดวงวิญญาณ บางดวง เพราะยังไม่ไปเกิดเพราะยังมีหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่หรือเป็นด้วยแรงอธิษฐานที่จะขออยู่ช่วยมนุษย์ สัตว์และดวงจิตวิญญาณทั้งหลายที่ได้ทุกข์

 

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น อาจจะยังติดกับของชอบที่ก่อนตาย เชื่อว่า ของเซ่นไหว้เหล่านั้น จะ ดูไปถึง นิสัยเดิมของเหล่าเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านนิยมหรือชอบสิ่งใด บางท่านนิยม เหล้า ก็ต้องถวายเหล้า บางท่านนิยมเนื้อสด ก็ต้องถวายเนื้อสด บางท่านชอบ ไข่ต้มก็จะต้องมีไข่ต้มไว้ด้วย

 

และการที่แนะนำให้มีอาหารคาวหวานหลาย ๆ อย่างในการบูชานั้น เป็นการเตรียมการไว้ เผื่อเหลือเผื่อขาด ในกรณีที่เราไม่ทราบว่า นิสัยเดิมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปวงเทพเทวดา เจ้าที่ หรือ ดวงวิญญาณมาสถิตอยู่ในสถานที่แห่งนั้นเป็นแบบใด

 

ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำว่า เครื่องเซ่นสังเวยใดๆ จะเกิดบุญมากหากเราได้นำไปถวายพระสงฆ์ท่านและขอเมตตาท่านอุทิศบุญนั้นให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ อุทิศอย่างเจาะจง เช่น เจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน เทวดาที่ดูแลกิจการร้านค้า หรือศาลใดก็ตาม

 

หรือเมื่อถวายเครื่องเซ่นสังเวย ( ยกเว้นของผิดศีลเช่น เหล้า บุหรี่ของมืนเมาต่างๆ ) กับพระสงฆ์ท่านแล้วขอผาติกรรมหรือการแลกคืนด้วยเงินที่จำนวนเท่ากันหรือมากกว่า ห้ามน้อยกว่าเป็นอันขาด แล้วนำเครื่องเซ่นสังเวยนั้นไปวางที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องการ เมื่อบอกลาแล้วให้นำไปทำทานแก่คนที่ด้อยโอกาสหรือคนอื่นตามที่เราเห็นสมควร

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)บทนมัสการพระพุทธเจ้า

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

สาเหตุสำคัญที่เป็นกรรมหนักที่ขัดขวางไม่ให้คนนั้นเจริญและร่ำรวยได้ มาจากความไม่กตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และผู้ที่มีพระคุณ ผลของกรรมหนักนี้จะไปเป็นอุปสรรคกรรมสำคัญที่ปิดกั้นหรือขวางทางชีวิตไว้ปลดกรรม ลดกรรมที่ทำกับพ่อแม่และผู้มีพระคุณ

 

ครูบาอาจารย์ท่านเน้นเลยว่า ต้องทำเป็นเรื่องแรก ก่อนไปปลดกรรมลดกรรมอื่นทั้งปวง ถ้าทำเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่นๆ จะสำเร็จโดยง่ายดาย

 

คนที่เป็นลูกที่ทำความช้ำใจให้พ่อแม่อยู่เนืองๆ นั้น ได้สร้างบาปกรรมให้กับตัวเองตลอดเวลาจนอยากที่มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้ ประเภทอยากได้อะไรก็จะบังคับขู่เข็ญพ่อแม่ไม่ได้ดูเหตุผลอะไรเลย  พูดจากก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเอง ประพฤติตนไปในทางเสื่อม ทำให้พ่อแม่ช้ำใจอยู่เนื่องๆ ไม่เลี้ยงดูตอบแทนท่านทอดทิ้งท่านหลายครอบครัวซ้ำร้ายไปกว่านั้นอีก แยกไปมีครอบครัวใหม่ยังไม่พอ ยังเอาลูกหรือหลานมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีกโดยไม่ดูแลค่าใช้จ่าย คิดเอาแต่ได้เอาความสบาย ลูกแบบนี้สร้างเวรกรรมไม่ดีกับพ่อแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

โบราณท่านกล่าวว่า ผู้ใดทำให้พ่อแม่ร้องไห้น้ำตาตกนั้น คนผู้นั้นไม่มีวันเจริญได้ในชาตินี้

 

สำหรับคนที่อยู่ในข่ายนี้ หรือแม้แต่เป็นลูกอกตัญญูต่อพ่อแม่นั้น ขอให้รู้สึกตัว รู้สำนึกผิดเสียรีบไปขอขมาขออโหสิกรรมต่อท่านเสีย  รับรองว่าพ่อแม่ทุกคนท่านให้อโหสิกรรมแน่นอน เวรที่ทำกับท่านนั้นก็จะมีทางระงับแล้ว เพราะโจทก์นั้นท่านไม่เอาเรื่อง แต่กฎแห่งกรรมยังไม่จบ กรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องส่งผลก็ต้องรับไป ก็หาวิธีไปแก้ไขกันไปให้จากหนักเป็นเบา

 

แต่ก็มีหลายคนทำไปเพราะมีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีผูกพันติดตัวมา เป็นการชดใช้กรรมของกันและกัน แต่ผลของกรรมเหล่านี้สามารถผ่อนคลายจากหนักให้เป็นเบาได้ ด้วยสร้างกรรมดีขึ้นมาใหม่ที่มีกำลังมากกว่า เพื่อไม่ให้มีกรรมผูกพันกันต่อไปอีก

 

ถ้าต้องมาเกิดในครอบครัวเดียวกันในชาติต่อไป กรรมที่จะผูกพันกันนั้นก็จะมีแต่กรรมดี ผลของกรรมดีจะทำให้มีความรักใคร่เอื้ออาทรต่อกันอย่างจริงใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่อาฆาตพยาบาทจองล้างจองผลาญกันอีก

 

ผิดกับลูกที่กตัญญูรู้พระคุณของท่าน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ท่านต้องช้ำ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับเฉา ทำอะไรก็สำเร็จ มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ยิ่งเป็นคนที่ตอบแทนพระคุณของท่านอย่างเต็มที่ อย่างเต็มใจ เต็มกำลัง คิดถึงท่านทุกลมหายใจ เห็นท่านเป็นผู้มีพระคุณอันดับแรกรับรองว่าชาตินี้ไม่มีจน

 

อีกเรื่องหนึ่งเคยได้ยินครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมา ได้มาเล่าเรื่องราวที่เขาไปประสบมาว่า เขานอนหลับอยู่ดีๆ ก็มีคนนุ่งผ้าแดง 4-5 คนมาเรียกให้ลุกขึ้นและให้เดินตามไป เขารู้สึกตัวตลอดและรู้ตัวดีว่า เขาคงได้ตายไปแล้ว

 

กลุ่มชายนุ่งผ้าแดงที่มาปลุกก็นำเขาไปที่แห่งหนึ่ง มีคนนั่งบนบัลลังก์และเรียกชื่อเขาถูกต้อง สงสัยจะเป็นท่านพญามัจจุราช และก่อนที่จะส่งตัวเขาไปตามกรรมที่เขาทำมา ท่านพญามัจจุราชก็ได้ถามว่า ตอนที่มีชีวิตอยู่ได้ทำความดีอะไรไว้บ้าง

 

เขาก็ตอบว่า ก็ได้ทำไว้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ที่ทำทุกวันไม่ได้ขาดเลยก็คือ เขาต้องกราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอนทุกคืน

 

พญามัจจุราชได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งบอกว่า คนดีแบบนี้ส่งไปลงนรก ส่งไปขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่ได้ ต้องให้กลับไปอยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่งก่อน เพราะเคยทำความดีที่ยิ่งใหญ่ เหตุผลที่ให้กลับไปเพื่อให้ไปทำความดีนี้ต่อบอกและให้ไปเตือนสติผู้คนที่รู้จัก ให้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้มาก แล้วจะรอดจากนรก

 

หลังจากนั้น คนนุ่งผ้าแดงนั้นก็นำเขามาส่งที่เก่าและเขาก็ตื่นขึ้นมา นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็พยายามเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง และขอให้ช่วยกันบอกกันต่อๆ ไปเพื่อเป็นการชี้ทางให้กับทุกคนได้กระทำความดี

 

การทำบุญที่ถูกต้องที่สุดของคนทุกคนนั้น ก็คือ ต้องทำบุญกับพ่อแม่ก่อนผู้อื่นทั้งสิ้น ท่านเป็นพระอรหันต์ที่เราทราบได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปวิ่งตามหานอกบ้านให้เหนื่อย หลายคนชอบทำบุญเอาหน้า เคยว่าที่ไหนมีพระดีก็วิ่งไปทำบุญ แต่พระในบ้านสองคนนั่งเศร้า คนพวกนี้ไม่รู้จักบุญที่แท้จริงคืออะไร

 

คนที่เคารพบูชาพ่อแม่นั้นจะได้อานิสงส์บุญมากมาย ทั้งอายุยืน มีลูกออกมาก็จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เคารพบูชาพ่อแม่เหมือนกัน เพราะกระแสบุญที่ทำนั้นตอบสนองคืนกลับมายังผู้ที่ทำกรรมดี เป็นการเสริมสร้างกรรมดี เสริมสิริมงคลเข้าสู่ชีวิตของตนด้วยแรงกตัญญูที่จะทำให้ทุกคนได้มีโชคชะตาชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมีเงินทองมากมาย ไม่มีขัดสน เมื่อยามมีภัยก็จะรอดตัวไปได้

 

วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

1 ต้องไม่ประพฤติตัว อันทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาน้ำใจของท่าน โดยเฉพาะคำพูด อย่างทำให้ท่านน้อยใจหรือเสียใจเป็นอันขาด ถึงแม้จะไม่พอใจด้วยเหตุผลอะไรก็ตามขอให้ระงับสติอารมณ์ ให้นิ่งเสีย

 

  1. ต้องเลี้ยงดูท่านเมื่อเรามีกำลังแล้ว โดยเฉพาะยามที่ท่านชรา เอาใจใส่ในทุกเรื่องของท่าน ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่หลับนอน สุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ ทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านมีความสุข

 

  1. ต้องช่วยเหลือดูแลกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่

 

  1. ถ้าท่านยังไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ลูกที่ดีและอยากให้พ่อแม่เป็นสุข ต้องพยายามแนะนำ พาท่านให้เข้าใจถึงหลักธรรม ชักชวนท่านสร้างบุญบารมีให้ถูกต้องทั้งการทำทาน ถือศีล และเจริญจิตภาวนา ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีใดนั้น ขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมและโอกาสเท่าที่จะอำนวย แม้พาท่านไปเที่ยววัด ไปทำบุญก็ถือว่า เป็นคนที่กตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว
  2. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ

 

และเมื่อเราได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว เราต้องทำกับผู้มีพระคุณในลำดับต่อไป ทั้งครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน คน สัตว์สิ่งของที่มีบุญคุณกับเราตามสมควร ตามกาล

 

ขอจงจำไว้ให้มั่นอีกครั้งว่า ด้วยแรงกตัญญูนี้ จะเป็นบันไดสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและพบกับความร่ำรวยแบบถาวร และจะติดตัวทุกคนไปทุกภพชาติด้วย

 

เคล็ดสำคัญมากข้อหนึ่ง ให้ไปกราบเท้าพ่อแม่ขออโหสิกรรมต่อท่าน ที่เราเคยหรืออาจจะเคยทำให้ท่านต้องช้ำใจทั้งกาย วาจา ใจ กรรมนี้หนักขวางทางเจริญทุกทาง ให้ไปหาน้ำสะอาดล้างเท้าพ่อแม่ เช็ดเท้าให้ท่านขอให้ท่านให้อโหสิกรรม ตั้งจิตอธิษฐานขอเป็นลูกที่ดี ขอพรจากท่านให้สำเร็จในการงานที่ทำ พรของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพรของเทวดาชั้นใดทั้งสิ้นเพราะท่านเป็นพระพรหมของลูก ถ้าท่านเสียชีวิตไปแล้วให้หมั่นสร้างบุญกุศล อุทิศบุญให้ท่าน และนึกถึงท่านอยู่เสมอเมือเจอเรื่องร้ายๆ จะคลายตัวลงได้

 

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒ ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

เรื่องนี้โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจทำบุญกุศล แต่มีวิบากกรรมไม่ดีมาขวางไว้การอุทิศบุญให้กับคนที่ไม่เห็นด้วยในการทำบุญของเรา

หรือพูดง่ายๆ คือ มีคนคอยขัดขวาง หรือไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูกคนในครอบครัวหรือใครก็ตาม มีทั้งพูดจาให้เจ็บช้ำน้ำใจ ขัดขวางไม่ให้เราไปทำบุญตามที่ตั้งใจได้ หรือแม้แต่เจ้ากรรมนายเวรมาขวางไว้ก็ตามให้มีเหตุนั้นเหตุนี้จนไปทำบุญตามที่ตั้งใจไม่ได้

 

ในขั้นตอนแรกตั้งจิตให้เป็นสมาธิ และอธิษฐานรวมบุญทั้งหมดเพื่อให้ใจมีกำลัง กล่าวในใจยกโทษให้อภัย ให้อโหสิกรรมต่อทุกคนเสียก่อน หลังจากนั้นให้นึกถึงกระแสบุญเหมือนแสงสว่างไหลออกมาจากใจเหมือนรัศมีแผ่ไล่ความมืดออกไปทั่วทุกทิศ (ใครนึกเรื่องกระแสบุญไม่ออกให้นึกถึงน้ำก้ได้ที่ไหลออกไปแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้)

 

ขอให้รู้ไว้อย่างหนึ่งว่า คนที่ขัดขวางผู้ที่จะสร้างบุญคนเหล่านั้น คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราที่มีชีวิตที่ผูกพันกันมาเกิด แต่มีทั้งบุญร่วมและกรรมร่วมกัน แต่เบาบางไม่หนักหนาอะไร เราสามารถอยู่ร่วมกันและสร้างบุญต่อกันได้

 

ทุกครั้งเมื่อเราทำบุญเสร็จ ก็อุทิศบุญไปให้เขา เรียก “กายทิพย์”  เขามารับบุญ เขาเรียกว่าให้บุญในหรือให้ทางใน ไม่นานนักเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเองด้วยพลังแห่งบุญ

 

หรือเราจะอุทิศบุญให้กับคนที่โกรธเรา อาฆาตพยาบาทตัวเราก็ได้ บุญนั้นเป็นของดี เราให้ใครก็ได้ ไม่ว่าเจ้านาย ลูกน้อง หรือคนที่เราจะไปติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทั้งนั้น

 

อะไรที่ยากก็จะง่าย … อะไรที่ง่ายก็จะยิ่งสำเร็จยิ่งใหญ่ 

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑ สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้บุญมาก ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มพลังบุญให้ส่งผลบังเกิดขึ้นกับตัวผู้ที่บูชา เสมือนไปขอพลังท่านเหล่านั้นมาเกื้อหนุนส่งเสริมให้ผลบุญได้ส่งผลและประสบความสำเร็จดังที่ปรารถนา แต่ก่อนจะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นต้องทำการ “เชื่อมบุญ”ให้ถึงท่านเหล่านั้นเสียก่อนไม่อย่างนั้นท่านก็ไม่อาจช่วยเหลือเราได้อธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธ์อย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด

 

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรานั้นได้พยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างเต็มความสามารถแล้วหรือยัง ต้องมีสติและปัญญาพิจารณาด้วยว่า  เหตุที่ทำให้เราจนเกิดปัญหานั้นเป็นเพราะอะไร เรายังติดอยู่ในบ่วงของอบายมุข ยังไม่ขยันพอ ยังขาดความรู้ หรือยังขาดปัจจัยต่างๆ ที่ต้องประกอบกันเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและความร่ำรวยได้

 

เราต้องมีสติพิจารณาในทุกเรื่อง ไม่ใช่เอะอะเกิดเรื่องขึ้นมาก็โทษแต่เจ้ากรรมนายเวร โทษกรรมไม่ดีในอดีตชาติหรือกรรมเก่าฝ่ายเดียว บางครั้งเรายังสร้างกรรมใหม่ในชาตินี้ยังไม่ตรงเหตุที่จะทำให้เกิดผลขึ้นมาได้ เราจึงต้องพยายามมากขึ้น

 

มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาในชีวิต ไม่ดูตาม้าตาเรือวิ่งโร่ไปให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วยอยู่ตลอด มันไม่ถูกต้องและคิดว่าท่านคงไม่ช่วยแน่นอนในคนที่ไม่ช่วยเหลือตัวเองก่อน ที่นั่งงอมืองอเท้า รอแต่ให้คนอื่นช่วย อยู่เสมอ นอกจากทนไม่ไหว ดูแล้วไม่รอดแน่แล้วจริงๆ ถึงไปขอเมตตาให้ท่านช่วย

 

ซึ่งต้องขอเมตตาให้เป็นด้วย ถูกช่องทาง ถูกต้องตามวิธีหากทำไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้ท่านไม่รับรู้ถึงความทุกข์ ท่านจึงไม่ได้ช่วย จะไปถือโทษโกรธท่านก็ไม่ได้ เหมือนไปหาญาติผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือ แต่ไปผิดบ้านหรือหาบ้านท่านไม่เจอ หรือไปหาผิดคน ไปหาคนที่ช่วยเหลือไม่ได้ เรื่องที่ต้องการจะให้คนช่วยจะสำเร็จไหม

 

และลองคิดดูเอาสักนิด สำหรับคนที่ทำแบบนี้อยู่เป็นประจำ ประเภทไม่เคยจะช่วยเหลือตัวเอง วันๆ รอให้คนอื่นมาช่วยอยู่ร่ำไป  ถ้าหากในทางกลับกัน ถ้าลองเป็นตัวเองที่ในแต่ละวันมีแต่คนที่ขี้เกียจ ขี้โกหกคนมักได้ไม่ยอมทำงานหรือทำมาหากินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

 

มาเสนอหน้ามาอ้อนวอนเพื่อขอเงิน ขอให้ช่วยในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ ถามใจตนเองดูว่าน่าเบื่อไหม และท่านจะช่วยคนไม่เอาไหนพวกนั้นได้ทุกครั้งไหม เรื่องแบบนี้ไม่ต้องถึงระดับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดอก แค่คนปุถุชนที่มีทั้งบุญและบาปพอกพูนก็น่าจะคิดได้เอง

 

และโปรดอย่าลืมเป็นอันขาดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะช่วยคนที่มีบุญมากพอและถึงเวลาที่กรรมดีนั้นส่งผลเท่านั้น ถ้ายังคิดว่าตนเองยังไม่มีบุญพอก็ต้องเร่งสร้างบุญของตัวเองเสียก่อน ให้เป็นทุนรอนสำคัญของชีวิต  ที่สำคัญครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลท่านกล่าวไว้ว่า หากคนนั้นเป็นผู้ที่เคยมีบุญและมีกรรมผูกพันกับท่าน ก็จะได้รับการเมตตาเป็นพิเศษ

 

“การเชื่อมบุญ” เป็นการรวบรวมทั้งบุญเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้บุญนั้นเกิดพลังที่ใหญ่และมากพอจะเกื้อหนุนคนให้ประสบความสำเร็จ

 

“การเชื่อมบุญ” เป็นการรวบรวมทั้งบุญเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำให้บุญนั้นเกิดพลังที่ใหญ่และมากพอ เมื่อรวบรวมบุญได้มากพอแล้วก็จะทำ “การอธิษฐานจิตส่งบุญหรืออุทิศบุญ” ไปให้บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้ไปทำการสักการบูชา

 

ซึ่งอย่างที่เปรียบเทียบให้ฟังเมื่อไม่กี่บรรทัดที่ผ่านมาว่า ผู้ใหญ่ที่ท่านจะเมตตาช่วย ท่านก็ต้องดูว่าเรานั้นสนิทสนมกับท่าน มีความสำคัญต่อท่านแค่ไหน อันนี้พูดถึงความสัมพันธ์เคยไปหาสู่กับท่านหรือไม่ ปีใหม่ สงกรานต์ วันเกิดเคยมากราบขอพรหรือมาช่วยเหลืออะไรท่านเลยไม่ อันนี้ว่ากันตามความสัมพันธ์ของคน

 

ถ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากเราเคยมีบุญผูกพันกับเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่แล้วก็จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้น เช่น บางคนที่กราบไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือ ผีปู่ย่า เพราะมีสายสัมพันธ์กันมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆเช่นองค์ท้าวมหาพรหม หรือ พระอรหันตสาวกที่เรืองฤทธิ์ที่ท่านยังไม่เคยได้รู้จักเรามาก่อน

 

การเชื่อมบุญนี้เองจะทำให้ท่านได้รู้จักเรามากขึ้น หรือเป็นการกระตุ้นบุญเก่าให้รวมกับบุญใหม่ที่อุทิศไป และเชื่อได้ว่า หากใครก็ตามมีจิตระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป สถานที่สำคัญ ครูบาอาจารย์ในอดีต พรหมเทพเทวดาในระดับต่างๆ เชื่อว่าชาติหนึ่งชาติใดเราเคยสร้างบุญร่วมกับท่านเหล่านั้นแน่นอน

 

อย่างเช่น หลวงปู่ทวด พระอริยสงฆ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านละสังขารไปนานแล้ว แต่ทำไมคนในยุคนี้เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน จึงนึกถึงท่านเป็นอันดับแรก

 

เรื่องนี้อาจจะตอบได้ว่า คนผู้นั้นเคยอาจจะเกิดในสมัยที่หลวงปู่ทวดยังมีชีวิตอยู่ เคยได้ปรนนิบัติรับใช้ท่าน หรือแม้ไม่ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิด แต่ได้เอาคำสอนของท่านมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ท่านได้เช่นกัน

 

พอมาชาตินี้ความประทับใจ ความทรงจำเดิมหรือ”สัญญา” เดิมนั้นยังคงติดตัวมา ทำให้นึกถึงท่านเวลาต้องการความช่วยเหลือ เรื่องเหล่านี้เป็นคำตอบได้ดีถึงการที่คนเรามีการเวียน ว่าย ตายเกิดมาแล้วหลายภพชาติ

 

เวลาที่ผ่านมาจนถึงชาตินี้อาจจะเนินนานมาก จนท่านจำเราไม่ได้หากเราเชื่อมบุญกับท่าน เหมือนเราคลานเข้าไปหาท่านอีกครั้งนำบุญกุศลมาอุทิศให้กับท่าน ก็จะทำให้ท่านจำเราได้ และท่านเห็นว่าเรานั้นเป็นคนดี มีกรรมดีที่จะส่งผลเวลาอันใกล้ ถ้าเรายังไม่เคยมีบุญร่วมกันกับท่านมาก่อน บุญใหม่นี้จะเป็นตัวเชื่อมให้ท่านได้รู้จักกับเรา ท่านจะได้เมตตาโมทนาบุญนี้มาสู่เราและอำนวยพรให้เราได้สมตามความปรารถนา

 

การเชื่อมบุญหากจะแปลความให้พอเข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนการทำความรู้จักกันของคนเรา ตอนแรก ๆ คนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันเดินสวนกัน เจอหน้ากันอย่างดีก็ได้แค่ยิ้มแล้วก็เดินผ่านเลยไป ต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ที่ทำให้รู้จักกันถึงจะมาพูดคุยกันได้อย่างน้อยก็คำทักทายว่า “สวัสดี” หรือการช่วยเหลือกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สักอย่างทำให้ต่างคนต่างจำกันได้

 

พอเวลาที่เราจะได้พบกันครั้งต่อไปก็กลายเป็นคนรู้จัก และหลังจากนั้นพอทำความสนิทสนมกันมากเข้าก็กลายเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ต่อกันพัฒนาจนไปเป็นเพื่อนสนิท หรือไม่ก็กลายเป็นแฟนเป็นคู่ชีวิตกัน เป็นต้น

 

หากจะกล่าวว่า หากการทำความรู้จักกันให้เกิดความสนิทสนมคือการต้องพบปะกันบ่อย ๆ พูดคุยกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้น “เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์”  แต่การเชื่อมบุญก็คือการกระทำที่จะทำให้ “เราได้มีโอกาสทำความรู้จักเชื่อมสัมพันธ์กับเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย”

 

อย่าลืมว่า เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นทุกท่านเป็นผู้ที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าเรา มีความบริสุทธิ์มากกว่าในเรื่องของคุณงามความดีเราจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างบุญบารมีให้มาก ๆ แล้วนำบุญที่ได้ทำนั้นไปใช้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับองค์เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพื่อให้ท่านได้รู้จักและคุ้นเคย ลองคิดตามดูง่าย ๆก็ได้ว่า คนไม่รู้จักกันจะให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็คงจะเป็นไปได้ยาก

 

โดยการอธิษฐานจิตส่งบุญไปให้บรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้ไปทำการสักการบูชา หากเราเคยมีบุญผูกพันกับเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่แล้วก็จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้น เช่น บางคนที่กราบไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือ ผีปู่ย่า เพราะมีสายสัมพันธ์กันมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ เช่นองค์ท้าวมหาพรหม หรือ พระอรหันต์สาวกที่เรืองฤทธิ์ที่ท่านยังไม่เคยได้รู้จักเรามาก่อน การเชื่อมบุญนี้เองจะทำให้ท่านได้รู้จักเรา ท่านจะได้โมทนาบุญนี้มาสู่เราและอำนวยพรให้เราได้สมตามความปรารถนา

 

การเชื่อมบุญนั้น นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วยังใช้กับในทุกสิ่งที่เราจะปรารถนาให้เกิดขึ้นในชีวิต ใช้กับคนที่เราอยากจะทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จ อาจจะเป็นการค้า การเจรจาธุรกิจ การไปขอความช่วยเหลือ การอยากให้เขาเป็นคนดี เช่น ลูก หลาน คนใกล้ชิด หรืออยากให้ความสัมพันธ์นั้นกลับมาดีเหมือนเดิมสำหรับคู่ครอง เพื่อร่วมงาน เจ้านาย หรือแม้กระทั่ง ช่วยคนที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ เอาบุญของเราไปหนุนเขาให้หายป่วยโดยเร็ว

 

ต้องระบุชื่อเสียงเรียงนาม ยิ่งจะดี เหมือนบุรุษไปรษณีย์นั้นไปส่งจดหมายได้ถูกตัว และเคล็ดสำคัญก็คือ ต้องอุทิศให้กับเทวดาที่รักษาตัว ประจำตัวของเขาด้วย เพื่อเป็นการช่วยอีกแรงหนึ่ง เมื่อเทวดาท่านได้รับท่านจะช่วยอวยพร ดลใจให้คนๆ นั้นได้ทราบ (ดูเรื่องเชื่อมบุญอย่างละเอียดในหนังสือสร้างบุญชุดเดียวกันนี้ที่ชื่อปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒   ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน)

 

การเชื่อมบุญนั้นสำคัญมากเป็นการเหนี่ยวนำบุญให้เข้าหากัน เชื่อมต่อบุญที่เคยมีต่อกันหรือบุญใหม่ให้ติดกัน ซึ่งในความเป็นจริงคนเราทุกคนนั้นต่างเคนร่วมบุญกันมาทั้งสิ้น การที่ได้มารู้จักกัน สนิทสนมกันและทำการค้า ทำงานร่วมกัน หรือเป็นคู่ครองกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ

 

หากต้องการให้คนอื่นช่วยเหลือเราก็ต้องเคยมีบุญร่วมกัน เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อนรู้จักกันมาก่อนเวลาไปขอความช่วยเหลือเขาถึงจะกล้าให้ความช่วยเหลือเรา การเชื่อมบุญก็เช่นเดียวกัน หากต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายท่านได้ช่วย เราก็ต้องทำตนให้ดีเสียก่อนและทำบุญส่งบุญไปให้ท่านเหล่านั้น

 

ย้ำว่าต้องสร้างบุญเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเอาบุญที่ไหนไปส่งให้ท่านได้

 

เพราะเหตุนี้ภายหลังการทำบุญทุกครั้ง พระท่านจึงมักจะบอกให้กรวดน้ำส่งบุญไปให้ผู้ที่เราต้องการจะอุทิศให้แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญนี้ส่งไปถึง ซึ่งการเชื่อมบุญนั้นเราสามารถทำได้ “ตลอดเวลา” ทุกครั้งที่มีการทำบุญด้วยวิธีมากมายที่ได้บุญมาก (ที่ได้กล่าวไปแล้วในหนังสือ “สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้บุญมาก ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!” ที่อยู่ในชุดเดียวกันนี้แนะนำว่าให้อ่านอีกเล่มจะเข้าใจทั้งหมด)

 

จะแนะนำแบบง่ายที่สุด ก็คือเมื่อลืมตาตื่นเช้าขึ้นมาก่อนจะทำกิจกรรมใด ๆ ขอให้สวดมนต์ไหว้พระ และอาราธนาศีล 5 และสมาทานศีล 5 มาไว้กับตัวเท่านี้ก็เกิดบุญขึ้นแล้วหรือจะทำสมาธิต่ออีกก็จะได้บุญมากขึ้น  เมื่อมีบุญที่ตนเองได้ทำแล้ว ก็เชื่อมบุญไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความเคารพทันที ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเลย นอกจากเวลาในการปฏิบัติที่ไม่มากเท่านั้นเอง

 

และเคล็ดอีกอย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งสอนมา ที่ทุกคนทำได้ง่ายดายมาก ให้เรานึกถึงบุญกุศลที่เราเคยทำมา จะครั้งไหนก็ได้ที่นึกได้ ยิ่งเป็นครั้งที่เราทำบุญแล้วอิ่มเอิบใจมากที่สุด ให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น แล้วตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญนั้นไปให้คนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราอยากจะให้แบบเจาะจงไปเลย

 

หรือถ้าจำไม่ได้ให้ตั้งจิตอธิษฐานรวมบุญว่า ขอให้บุญที่ข้าพเจ้าได้เคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต ขออุทิศให้แก่ใคร ผู้ใด ก็อุทิศไปบุญนั้นก็จะไปถึงทันที

 

ตัวอย่างคำอุทิศเชื่อมบุญสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบย่อ   

ข้าพเจ้า………………………………………………….(ชื่อเรา ถ้าเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ใช้ชื่อเดิมที่พ่อแม่ตั้งมาให้) ขออุทิศบุญที่ได้ทำในครั้งนี้และบุญกุศล บารมีที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติ ชาติปัจจุบัน และที่กำลังที่จะมีต่อไปในอนาคต ขอโมทนาอุทิศบุญให้แก่…………..(ออกชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฉพาะเจาะจงที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วยเช่น พระสิวลี หลวงปู่ทวด กรมหลวงชุมพรฯ )

และขอให้บุญกุศลนี้เป็นการเชื่อมบุญระหว่างข้าพเจ้ากับ……… …………..(ออกชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฉพาะเจาะจงที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วยเช่น พระสิวลี หลวงปู่ทวด กรมหลวงชุมพรฯ )  และขอเมตตาขอพรให้เรื่อง………….(เรื่องทั้งหมดที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น บอกให้หมดทุกเรื่อง)

และขอให้อโหสิกรรมและขออโหสิกรรมระหว่างข้าพเจ้ากับ…………..(ออกชื่อคนที่เราอยากจะเชื่อมติดต่อด้วย) ขอให้เรื่องที่กำลังติดต่อระหว่างกันอยู่นี้ สำเร็จเสร็จสิ้นตามที่ปรารถนา ขออย่าให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง ขอให้ทุกอย่างดำเนินการอย่างราบรื่นทุกประการเทอญ…

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ
จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

 

Read Full Post »

นมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)นมัสการพระรัตนตรัย
(พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
(พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า , ตรัสไว้ดีแล้ว , ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระธรรม)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)
(พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์)

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

ในบางครั้งเราไม่มีบุญพอ ที่จะให้ไปขออโหสิกรรมได้สำเร็จ ขอให้สร้างบุญด้วย ทาน ศีลและภาวนาให้มากแล้วทำ “การอธิษฐานพึ่งบุญ” หรืออุทิศบุญเพื่อขอให้ผู้มีบุญเข้ามาช่วย เพื่อให้มีตัวกลางซึ่งเป็นผู้ที่มีบุญบารมีที่มากพอเข้ามาช่วยเหลือเราโดยเมื่อทำบุญแล้วก็อธิษฐานบุญอุทิศเชื่อมบุญไปให้คนที่เราต้องการไปขอความช่วยเหลือ โดยทำการเอ่ยชื่อท่านผู้นั้นหรือบุคคล นั้น รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เราให้การเคารพนับถืออยู่เพื่อช่วยเสริมพลังช่วยอีกแรงหนึ่งเชื่อมบุญ พึ่งบุญผู้มีบุญให้ปลดกรรมได้ง่าย

 

ตัวอย่างคำอธิษฐานพึ่งบุญ (อย่างย่อ)

ข้าพเจ้า…(เอ่ยชื่อ )…..ขอถวายเครื่องไทยทานอันประกอบด้วย พระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร อัฐบริขาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค กับทั้งของบริวารทั้งหลาย เพื่อน้อมถวายเป็นพระสังฆทานน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา อริยสังฆบูชา และขอน้อมอานิสงส์ผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้

 

อุทิศให้แก่เทพเทวดาที่รักษาตัวของข้าพเจ้า อุทิศให้แก่เทพเทวดาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง ที่สถิตอยู่ในอาณาเขตพื้นที่พักอาศัย และสถานที่ประกอบวิชาชีพการงานของข้าพเจ้า คือ (…เอ่ยที่อยู่ หรือที่ทำงาน….) และอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังจะมาถึงตัวข้าพเจ้า

 

อุทิศให้แก่….. (เอ่ยชื่อ ผู้ที่เราต้องการไปขอพึ่งบารมี หรือขอความช่วยเหลือ)…พร้อมทั้งระบุตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา และอุทิศให้เทพเทวดาที่รักษาตัวของท่านผู้นั้น อุทิศให้แก่เทวดาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง ที่สถิตอยู่ในอาณาเขตพื้นที่พักอาศัย และสถานที่ประกอบวิชาชีพการงานของท่านผู้นั้น…(เอ่ยที่อยู่ของท่าน)… และอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังจะมาถึงตัวท่านผู้นั้น

 

ขออานิสงส์ผลบุญทั้งหลายทั้งปวงนี้เมื่อโมทนาพระคุณความดีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น ทุกพระองค์ ทุกท่าน บิดามารดาครูบาอาจารย์ และบุคคลทั้งหลายที่มีอุปการคุณต่อข้าพเจ้าทุกท่านขอเมตตาบารมีของทุกพระองค์ทุกท่านได้โปรดแผ่เมตตาบารมีให้ข้าพเจ้า …(เอ่ยชื่อตนเอง)… ได้สำเร็จความปรารถนาในหน้าที่การงานที่ปรารถนาอยู่ในขณะนี้ด้วยเทอญ

 

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒ ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

สิ่งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ทุกคนคงเข้าใจกันดีว่าเป็นสิ่งของที่นำมาถวาย เพื่อเป็นการ “แสดงความเคารพ” ต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องการไปบูชา ซึ่ง เรา ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ควรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ที่แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติหรือปฏิบัติบูชา และ อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของสุดยอดเครื่องสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ?

ในทางพระพุทธศาสนานั้น “การบูชา”  นั้นหมายถึง การแสดงความเคารพ ต่อ พระรัตนตรัย พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา ก็จะมีการบูชาทั้งสองแบบ ทั้ง อามิสบูชา และ ปฏิบัติบูชา

 

-การปฏิบัติ บูชา คือการทำความดีทั้งหลาย และการทำความดีในระดับสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ การ เจริญวิปัสสนา เพื่อให้จิตเข้าสู่สมาธินั้นเป็นการบูชาด้วยจิต โดยจิตเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ของชีวิตมนุษย์ เพราะว่าจิตเป็นผู้ สั่งการแก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ เมื่อเราใช้จิตบูชาจะเป็นการเผาผลาญให้กิเลสของตนเอง ให้ เบาบาง หรือหมดสิ้นไป

 

พระพุทธองค์ ทรงตรัสเอาไว้ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน ที่เมืองกุสินารา ตรัสกับ พระอานนท์เป็นเชิงปรารภว่า

 

“อานนท์ พุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำการสักการะเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลาย อันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น หาชื่อว่า บูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่ อานนท์เอย ผู้ใด ปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติตน ให้ชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้น แลชื่อว่า สักการบูชาเรา ด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยมและสูงสุด”

 

การปฏิบัติบูชา หากเป็นใน บุคคลธรรมดา ก็หมายถึง การพยายามประกอบกิจการงานใด ๆ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่พึ่งกับตนเองก่อน ไม่นั่งรอโชคลาภวาสนาจากการไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้วก็ มานั่งนอนรอความสำเร็จเฉย ๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเป็นที่พึ่งของตัวเราเอง ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนทางกายวาจาใจ ตามพระธรรม

 

พระพุทธองค์ไม่ได้สอนแม้แต่คำเดียวว่า เวลาจุดธูปเทียนแล้วขอให้ร่ำให้รวย ขอให้เรียนจบ หรือขอให้ได้ตำแหน่งต่างๆ   แต่พระพุทธองค์ทรงสอนให้สร้างเหตุให้ดี ให้กระทำ ให้มีความอุตสาหะวิริยะ ความขยันหมั่นเพียร อยากได้อะไรก็พยายามหามาด้วยลำแข้ง ด้วยสติปัญญาของตน อย่ารอพึ่งคนอื่น หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ถ้ารอพึ่งคนอื่น  ก็ต้องรอ และ ร้องขอทุกอย่าง ไปตลอดชีวิต  แต่ถ้าหามาได้ด้วยสติปัญญา ด้วยความขยันหมั่นเพียรของตนแล้ว  ต่อไปจะต้องการอะไรในโลกนี้ก็จะสามารถหามาได้ด้วยตนเอง  เพราะพึ่งตนเองได้  มีตนเป็นที่พึ่งของตน  บุญเท่านั้นที่พึ่งได้จริง

 

ขอให้นึกถึงการสร้างบุญ 10 ประการหรือบุญกิริยาวัตถุ 10 ที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่ามี อะไรบ้างและทำตามนั้นเพื่อเป็นการบูชาท่านที่ดีและถูกต้องตรงทางที่สุดทั้ง ๑. ให้ทาน ๒. รักษาศีล  ๓. เจริญภาวนา  ๔. อ่อนน้อมถ่อมตน  ๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง  ๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา  ๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี  ๘. ฟังธรรม  ๙. แสดงธรรม  ๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม

-อามิสบูชา หรือการบูชาด้วยสิ่งของเป็นวัตถุทาน ที่สามารถนำมาถวายเป็นอามิสบูชาในทางพระพุทธศาสนา ได้ แก่ ข้าว น้ำ ผ้า กำยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย และ ประทีปดวงไฟ วัตถุทานทั้ง 10 ประการนี้สามารถจะนำมาถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ได้

 

ให้ลองสังเกตว่าสิ่งของที่นำมาบูชา อาทิ  ข้าว นำ กำยาน เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย และ ประทีปดวงไฟ นั้น เป็น “สิ่งที่จำเป็น” ต่อการดำรงชีวิตของ พระสมณะผู้ปฎิบัติธรรมทั้งหลายให้ สามารถทำได้สะดวก มี อาหารให้ กิน น้ำ ให้ดื่ม เพื่อให้ ร่างกายคงอยู่ได้ ส่วนกำยาน และเครื่องลูบไล้ เพื่อป้องกัน แมลง ริ้นไรต่าง ๆ ที่นอน เพื่อให้ พระสมณะได้มีที่พักอย่างเหมาะสม และ มี กุฏิ เป็นที่อาศัยให้ ปลอดภัย สะดวก และเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นสัดเป็นส่วน พระพุทธองค์ตรัสอนุญาตไว้เพื่อให้พระสงฆ์เป็นผู้สมถะกินง่ายอยู่ง่ายไม่สะสมของทางโลกที่ไม่มีประโยชน์

 

ส่วนการบูชาด้วยดอกไม้ เป็นการบูชาต่อพระสงฆ์ เปรียบเทียบกับ พระภิกษุสงฆ์ ประกอบด้วยหมู่คณะ เป็นชุมชน พระสงฆ์ ก็มาจากคนที่ต่างตระกูลกัน ภูมิหลังแต่ละคนต่างกัน แต่เมื่อมาร่วมอยู่ใน พระพุทธศาสนา ก็ต้องมีวินัยเป็นอันเดียวกัน และ ปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงจะเกิดความเป็นหนึ่งเดียว มีระเบียบเรียบร้อย น่าเคารพบูชา

 

คอกไม้จึงไม่ได้จำกัดว่าเป็นชนิดใด มีมากมายหลายสีหลายแบบ เล็กบ้างใหญ่บ้าง เปรียบเสมือน จิตใจของคนที่มีหลากหลายสภาวะทั้งดีและไม่ดี ร้อนและเย็น สูงหรือต่ำ แต่เมื่อมารวมอยู่ต่อหน้า พระรัตนตรัยแล้ว ก็ถือว่ารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ธูป มีความหมาย เป็นการบูชาคุณของพระพุทธเจ้า คือ พระกรุณาคุณ พระปัญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณ

 

เทียนทั้งสองเล่ม เป็นการบูชา พระธรรม คือ แยกเป็น พระธรรม และ พระวินัย

 

อามิสบูชา กับปฏิบัติบูชาจึงมีผลต่างกัน อามิสบูชานั้นได้อานิสงส์ อย่างมากก็เพียงแค่ “สวรรค์สมบัติ” แต่ ขณะที่ ปฏิบัติธรรมบูชา นั้นถือเป็น อานิสงส์ สูงสุดคือ นิพพานสมบัตินั่นเอง

 

 

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ คำบูชาพระรัตนตรัย

(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ

(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ

พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอริยะสังฆเจ้าทุกๆ พระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้าทุกๆ พระองค์
ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยามเทวาธิราชทุกๆ
พระองค์ ขอจงโปรดเมตตากรุณา เสด็จมาเป็นสักขีพยาน และร่วมโมทนา
ในการให้อโหสิกรรมแก่กันและกัน และแก่ผู้เคยล่วงเกิน ต่อข้าพระพุทธเจ้า
มาแล้ว ทั้งหลายทั้งปวง ในทุกกัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย จนถึงปัจจุบันชาติ…คำประกาศให้อโหสิกรรม ฉบับพระอาจารย์ ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอประกาศให้อโหสิกรรมแก่ตนเอง
ตลอดจนถึง พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา บุตรธิดา ภรรยาสามี ลูก
หลานเหลนทั้งหลาย ญาติมิตรสหายทั้งหลาย หมู่คณะผู้ร่วมงานทั้งหลาย
คู่แข่งคู่ค้า คู่รักคู่แค้น คู่บุญคู่กรรมทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย
อุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลาย ตลอดจนพรหมเทพเทวดา มนุษย์ สรรพสัตว์
สรรพวิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายทั้งปวง ทุกท่านทุกพระองค์
ที่เคยเข่นฆ่า ทำร้าย รังแก ปล้นจี้ลักขโมย เบียดบังยักยอก ข่มขืน ผิด
ประเวณี โกหกหลอกลวง ต้มตุ๋น คดโกง ตระบัตสัตย์ เสียดสีด่าว่า บังคับ
ฝืนใจ ให้กินเหล้าเมายา ทั้งแก่ตัวข้าพเจ้าเอง หรือแม้ในบุคคล และสิ่งที่
ข้าพเจ้ารักหวงแหน ไม่ว่าในชาตินี้ภพนี้ หรือในภพชาติใดๆ ก็ตาม ในทุก
กัปทุกกัลป์ทุกอสงไขย ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่
รู้และไม่รู้ อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทุกข์กายก็ดีทุกข์ใจก็ดี ข้าพเจ้าขอ
อโหสิกรรม และให้อโหสิกรรมแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงจนหมดสิ้น ตั้งแต่บัด
นี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

การอาฆาตพยาบาท สาปแช่ง จองเวรจองกรรมใดๆ ที่ข้าพเจ้าได้
เคยประกาศไว้ หรือผูกใจเก็บไว้ ในชาตินี้ภพนี้ หรือในภพชาติใดๆ ก็ตาม
ข้าพเจ้าให้อโหสิกรรม ยกเลิก ให้เป็นโมฆะทั้งสิ้น เพื่อให้หมดเวรสิ้นกรรม
ต่อกันและกัน นับแต่บัดนี้ ตราบจนถึงพระนิพพาน

ขอให้เราท่านทั้งหลาย ที่อยู่พร้อมหน้ากันในที่นี้ ตลอดจนพ่อซื้อ
แม่ซื้อ พ่อเกิดแม่เกิด พรหมเทพเทวดา ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย จง
ทราบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ให้อโหสิกรรมแก่กันและกันแล้ว และจะ
ไม่เอาการกระทำทั้งหลายในอดีต มาเป็นเหตุทำร้ายทำลาย เบียดเบียนซึ่ง
กันและกัน อีกต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอโมทนาความดี กับ สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรมเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอริยะสังฆเจ้า
ทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์สาวกเจ้า
ทุกๆ พระองค์ ท่านท้าวพระยายมราช ท่านท้าวจตุโลกบาล และพระสยาม
เทวาธิราชทุกๆ พระองค์ ที่โปรดเมตตากรุณา เสด็จมาเป็นสักขีพยาน ใน
การให้อโหสิกรรม ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

ด้วยอานิสงส์แห่งการให้อโหสิกรรมนี้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวร
ทั้งหลายทั้งปวงของข้าพเจ้า จงกรุณาให้อโหสิกรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้า โดย
ง่ายเทอญ.

 

– โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ
– ขอให้กรรมทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นอโหสิ (๓ ครั้ง)
– ขอให้วิบากกรรมชั่วทั้งหลายทั้งปวง จงยุติการส่งผล (๓ ครั้ง)
– ขอให้วิบากกรรมดีทั้งหลายทั้งปวง จงส่งผลสำเร็จ (๓ ครั้ง)
– โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ
– ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมด้วยพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์สรรพ
วิญญาณ สรรพเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงสำเร็จมรรค
ผล นิพพาน ในชาติปัจจุบัน โดยเร็วพลันนี้ เทอญ.

 

มาถึงบัดนี้ เราได้รู้สำนึก ได้ทำการขออโหสิกรรม เพื่อปลดกรรมลดกรรมที่ทำมาแล้ว มีการเตรียมความพร้อมของตนเองที่จะพบกับความสมบูรณ์ ความร่ำรวยในชีวิต หลังจากนี้มารู้จักวิธีการแก้ไขในเรื่องเงิน งานและอาชีพ โรคเวรโรคกรรม ความสัมพันธ์แบบเร่งด่วนกัน ทั้งหมดได้รับความเมตตาจากเหล่าครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติธรรมและผู้มีนิมิตหลายท่านทั้งที่เป็นพระสงฆ์และฆราวาส

 

ที่ได้พิสูจน์มาแล้วว่าดีและเกิดผลมาก

 

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒ ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

Older Posts »