Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤศจิกายน, 2015

ใกล้ปีใหม่แล้ว จะสังเกตเห็นว่า มีการทำนายดวงกันมากมาย

ว่าจะรวยไม่รวย จะดีไม่ดีดีไม่ดี รวยไม่รวย ดวงดาว...ช่วยไม่ได้

 

ได้ยิน ได้เห็นหลายคนบอกว่า ปีหน้าจะรวยเละ รวยทะลุแล้ว

แต่อีกคนบอกว่าปีหน้าต้องระวังเพราะดวงชง

 

มีหมอดู หมอเดา หมอแก้กรรมทั้งหลายออกมามากมาย

แม้แต่คนจะตาย ยังออกมาพูดให้คนอื่นเขาไม่เข้าใจ

 

จึงจะขอพูดเรื่องนี้อีกครั้ง

ชีวิตของเรานั้น เราต้องเป็นผู้ลิขิต

 

ขอร้องอีกครั้งอย่าเอาชีวิตไปฝากหรือยกให้กับดวงดาว

กับอำนาจอื่น

 

กรรมหรือการกระทำของเราเองจะเป็นผู้ลิขิต

หากเราเป็นผู้สร้างบุญกุศล เป็นผู้เข้าใจธรรม

 

เป็นคนขยันหมั่นเพียร สู้ชีวิต

ต่อให้ดวงดาวจะตกจะเปลี่ยน

 

จะเคลื่อนย้ายอะไรทำอะไรเราไม่ได้ทั้งนั้นแม้แต่ปลายเล็บ

สิ่งที่จะบอกเราว่า เราจะดีหรือไม่ดี รวยหรือไม่รวย คือ ตัวเราเอง

เราเองนั่นแหละ เป็นหมอดูที่แม่นที่สุดในโลก

 

เราทำอะไร เรารู้อยู่แก่ใจ

กฏแห่งกรรมนั้น ไม่เหมือนกฏหมาย

 

กฏแห่งกรรม เที่ยงตรงไม่เอนเอียง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น

ว่ากันไปตามกรรมแต่ละกรรม

 

ทำดีย่อมได้ดีสมใจ จะนานแค่ไหนก็ต้องได้ดี

จะนานแค่ไหนก็สุดแต่กรรมดีของเรา

ที่ต้องมากกว่ากรรมชั่วทั้งปวง

 

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

Advertisements

Read Full Post »

” อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบันเมตตาธรรมประจำวันจากครูบาอาจารย์

 

รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม

ปัจจุบันก็พอแล้ว

 

อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป

หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป ”

 

เรื่องกามกิเลส

 

การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทาง

 

ความพอใจ ก็คือ กิเลส

 

ความไม่พอใจ ก็คือ กามกิเลส

 

กามกิเลสนี้อุปมาเหมือนแม่น้ำ ธารน้ำน้อยใหญ่ ไม่มีประมาณ ไหลลงสู่ทะเล ไม่มีที่เต็ม ฉันใดก็ดี กามตัณหา ที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งหมด อยู่ที่ใจ สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ

 

ใจนี่แหละ คือ ตัวเหตุ ทำความพอใจ ให้อยู่ที่ใจนี่

 

กามตัณหา เปรียบเหมือนแม่น้ำ ไหลไปสู่ทะเล ไม่รู้จักเต็มสักที อันนี้ฉันใด ความอยากของตัณหา มันไม่พอ ต้องทำความ พอ จึงจะได้

 

เราจะต้องทำใจให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิก็ดีทุกอย่าง

เราทำความพอ ดี ความพอใจ นำออกเสีย ความไม่พอใจ ก็นำออกเสีย เวลานี้เราจะพักจิตทำกายของเรา ทำใจของเราให้รู้แจ้ง ในกายใน ใจของเรา รู้ความเป็นมา

 

วางให้หมด วางอารมณ์ วางอดีตอนาคต ทั้งปวงที่ใจนี่แหละ

 

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

 

โมทนาสาธุ สาธุ สาธุ

ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

การขอพรนั้น ไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์ขอพร...อย่างไร ให้ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา

 

แต่เป็นเรื่องขอเมตตา ขอบุญบารมีต่อผู้มีบุญมาก ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 

แต่ทั่วไปมักจะเข้าใจผิด กลายเป็นการบนบานศาลกล่าวไปเสีย

 

เรียกง่ายๆ ก็การไปติดสินบน

 

ประเภทว่าหากช่วยให้ได้นั่นได้นี่ จะเอาสิ่งต่างๆ สิ่งนั่นสิ่งนี่มาถวายให้ เอาสินบน เอาของมาล่อใจท่าน มีเงื่อนไขว่าถ้าได้ถึงจะให้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ให้ บางคนถึงขั้นเลิกเคารพ ซึ่งน่าเสียดายมากที่เข้าใจผิดกันไปเสีย

บอกตรงนี้เลยว่า

 

สำหรับผู้มีบุญบารมีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านไม่ต้องการหรอกสินบนอะไรพวกนั้น หัวหมู ประทัด เครื่องเซ่นสังเวยอะไร

 

เพราะท่านกำลังบำเพ็ญบุญบารมี

 

และท่านไม่มีหน้าที่มีอำนาจ เบนเบี่ยงกรรมใครทั้งสิ้น แต่ถ้าดลใจให้เห็นทางแก้ไข ดลใจให้พบทางสว่าง ได้พบผลบุญของตนเร็วขึ้น อันนี้เป็นไปได้

 

คนที่ขอพรแล้วได้นั้นเป็นเพราะบุญบารมีของตนเองมาส่งผล

 

เป็นเวลาที่ประจวบเหมาะพอดี หรือได้รับเมตตาเพิ่มอีกนิดก็สำเร็จ

 

เหมือนรถที่ใกล้จะหมดน้ำมันไปจะไม่ถึงอยู่แล้ว แต่จู่ๆมีน้ำมันมาเติมเพิ่มก็ไปถึงที่หมายได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลักโบราณของการขอพรนั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า

 

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาขอพรนั้น ต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการสำคัญ

 

1.เป็นผู้มีบุญ อันนี้อันแรกเลยและสำคัญที่สุด เพราะบุญจะดลบันดาลให้ได้ทุกอย่างที่เป็นของๆ เรา ขอย้ำว่า ที่เป็นของๆ เรา

 

หลายคนบอกว่าลำบากจะตายจึงมาขอพรไง

 

นั่นแหละ เราลำบากเพราะบุญเราน้อย ไปสร้างบุญใหม่เสียก่อน มีการสร้างบุญมากมายที่ไม่ใช้เงิน แนะนำไปหลายครั้งแล้ว การรักษาศีล การทำสมาธิภาวนาก็ไม่ต้องใช้เงิน การไปช่วยออกแรงทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์ ไปช่วยงานวัดก็ได้บุญ

 

2.เป็นผู้มีศีล หมายความว่า เป็นผู้รักษาศีลอย่างเต็มกำลัง ไม่ผิดศีล ไม่ชอบใจไม่ส่งเสริมให้คนอื่นผิดศีล ยิ่งในระหว่างลำบากการรักษาศีลนั้นสำคัญมากๆ

 

3เป็นผู้มีสัจจะ การเป็นผู้มีสัจจะสำคัญมาก เมื่อเราตั้งใจอะไรแล้วตั้งจิตดีแล้ว แม้ไม่พูดออกมาหรือพูดออกมา ก็ยึดมั่นไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งใจทำทาน รักษาศีล ภาวนาอะไรก็ทำตลอด มีความเพียรพยายามที่จะรักษาสัจจะนั้นให้คงอยู่

 

บางคนตั้งสัจจะว่าหากได้รับเมตตาแล้วจะตั้งใจรักษาศีล 5 ศีล 8 แต่ไม่ทำ หรือพยายามผลัดไปเรื่อย บอกเลยว่ากำลังสร้างกรรมไม่ดีการผิดคำพูดต่อเนื้อนาบุญ ผู้มีบุญมาก ชีวิตมักจะติดๆขัดๆตลอดเวลา

หลัก 3 ประการนี้สำคัญ ที่นี้จะบอกว่าขอพรอย่างไรถึงจะได้สิ่งที่ปรารถนา

 

1.อย่าขอพรที่เกินบุญตัวเอง เห็นมามาก ทำบุญสิบบาทแต่ขอถูกรางวัลที่หนึ่ง แบบนี้เกินบุญตนเอง เอาให้พอดีกับเหตุและปัจจัย

2.อย่าขอพรในเรื่องที่ผิดศีล ผิดธรรม หลายคนได้ยินมาว่า เคยอ่านจอมโจรอะไรต่างๆ เวลาจะปล้นไปบนบานแล้วปล้นสำเร็จ

จะบอกให้ว่า ผีมันช่วย

ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วย

อย่าเข้าใจผิด เจ้ากรรมนายเวรเขาส่งเสริมให้ชั่วมากขึ้นจะได้ไปอยู่กับเขาเร็วขึ้น

3.เมื่อตั้งสัจจะว่าเมื่อสำเร็จแล้ว ให้ทำตามนั้นอย่าบิดพริ้ว ขอแนะนำว่าที่ดีที่สุดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านชอบก็คือ ตั้งสัจจะจะสร้างคุณงามความดี จะเรื่องอะไรก็ว่าไป เมื่อสำเร็จแล้วก็รีบทำตามนั้น

 

สุดท้ายเมื่อไปขอพรแล้วยังไม่สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่า ท่านไม่ช่วยไม่ให้พร แต่หมายความว่า บุญเรายังไม่ถึง จงเร่งสร้างบุญเสีย

 

แล้วทุกท่านจะได้ทุกอย่างที่ปรารถนา

 

ขอให้พิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

 

ชอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

ด้วยอานิสงส์แห่งการสวดมนต์และการได้อัญเชิญพรหมเทพเทวา เจ้ากรรมนายเวร ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายให้มาร่วมสวดหรือให้มาร่วมอนุโมทนาฟังธรรมจากพระพุทธองค์นั้นสวดมนต์ "อย่างไร " ให้ได้ผลและปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในชีวิต

 

หรือชักชวนผู้อื่นร่วมสวดหรือได้ร่วมจัดพิมพ์บทสวดมนต์เพื่อเป็นธรรมทานเป็นมหาบุญกุศลที่ทำจะช่วยดลบันดาลให้บังเกิดโภคทรัพย์ เกิดปัญญา พาหลุดพ้นเวรกรรมบางกรรม

 

เพราะบุญใหญ่นี้จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรให้อโหสิกรรมได้ง่ายและถอนตัวจากอุปสรรคทั้งปวงรวมถึงโรคเวรโรคกรรมทั้งปวง

 

ชีวิตครอบครัวจะพบแต่ความสุข ความเจริญ การขัดแย้งใดๆ จะยุติลง ลูกหลานจะเป็นคนดี กิจการการค้าไหลรื่น เงินไหลนองทองไหลมา การงานที่เคยติดขัดจะคล่องตัวสะดวกขึ้น บรรพบุรุษจะได้อานิสงส์บุญมากนำไปสู่ภพภูมิที่ดี

 

ท่านใดได้สวดมนต์ สร้างทาน รักษาศีล ภาวานาเป็นประจำชีวิตจะมีแต่ความสุข ความอุดมสมบูรณ์ เป็นมหามงคล มั่งคั่ง รุ่งเรืองตลอดกาลนานไปทุกภพทุกชาติ

 

ครูบาอาจารย์ท่านย้ำว่า การสวดมนต์จนสามารถเปลี่ยนชีวิตได้อย่างฉับพลันนั้น ทำได้จริงแต่ต้องรู้วิธีที่ทำให้เกิดขึ้นด้วยและลงมือปฏิบัติจริงและการเผยแพร่บทสวดมนต์เป็นธรรมทานนั้นได้อานิสงส์สูงมาก

ขั้นตอนที่ ๑ สร้างบุญด้วยการทำสมาธิก่อนสวด

 

การสมาธิเจริญภาวนานั้น ถือเป็นมหาบุญกุศลที่ใหญ่ที่สุดเหนือกว่าทาน เหนือกว่าศีล เป็นการรวมจิตและ ชำระจิตให้สะอาด เหมือนภาชนะที่พร้อมจะรองรับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

 

ก่อนที่จะสวดเมื่ออยู่ในท่าที่สบายๆ แล้วให้กราบ 3 ครั้ง กราบครั้งที่หนึ่งให้จิตเราน้อมลงระลึกพระมหาบุญบารมีของพระพุทธเจ้า กราบครั้งที่สองระลึกถึง พระธรรมเจ้า กราบครั้งที่สามระลึกถึงพระสังฆเจ้า นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระรัตนตรัยทั้งสาม ที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายพบทางสว่าง วิธีดับทุกข์ทั้งปวง

 

หลังจากนั้นให้นั่งสมาธิสักครู่ พยายามให้จิตระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูปที่เรานับถือระลึกได้ในขณะนั่งสมาธิ

 

ขั้นตอนที่สอง น้อมถวายบุญตั้งจิตอธิษฐาน

 

หลังจากทำสมาธิแล้ว ขอให้ตั้งจิตให้มั่นแล้วอุทิศบุญในการทำสมาธินี้และรวมบุญทั้งหมดที่เคยทำนั้น น้อมถวายพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า โมทนาพระคุณความดีของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นเจ้าของคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นการเชื่อมบุญกันในอีกรูปแบบหนึ่ง ขอมีส่วนร่วมในบุญของท่าน และขอมีส่วนร่วมในบุญของผู้สวดคนอื่นที่สวดคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีคนอื่นสวดและกระทำเหมือนกับเรา เราจะได้บุญเพิ่มทุกครั้ง

 

ขั้นตอนที่สาม สวดมนต์แบบสวดทั้งหัวใจและเข้าใจ

 

ในเวลาที่เราเริ่มสวดมนต์ ควรเตรียมจิตให้มั่นคง อานิสงส์จะมากหรือน้อยนั้น อยู่ที่จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริงแค่ไหน และเวลาสวด สวดด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจจิตไม่จดจ่อมีพลัง เป็นการสวดมากแต่อานิสงส์น้อย ควรเอาคุณภาพดีกว่าปริมาณ

 

ขณะสวดวางสติให้จดจ่ออยู่กับการพิจารณาตัวอักขระ ให้รู้ว่าอักขระหรือตัวหนังสือที่เรากำลังสวดนั้นคือตัวอะไร หากรู้คำแปลจะดีมากเพราะ การสวดมนต์โดยรู้คำแปลจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ ทำให้เกิดปัญญา แต่หากยังแปลไม่ออก ก็ไม่เป็นไร ให้สวดด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อย่างสูงสุด

 

ในการสวดมนต์นั้นขึ้นอยู่กับจิต หากจิตเรานิ่งจะสวดนานแค่ไหนก็ได้ หากครบทุกบทที่ตั้งใจก็จะดี บทสวดที่จะสวดนั้นให้พิจารณาว่า เราปรารถนาในเรื่องใดก็เลือกบทสวดนั้นโดยเฉพาะ อำนาจ วาสนา โชคลาภบารมี เจ็บป่วย แคล้วคลาด ฯลฯ

 

แต่ถ้าจิตไม่นิ่งสับสน ขอให้หยุดพักจิตสักครู่แล้วสวดใหม่ได้ การฝึกจิตให้มีกำลังในการอดทนในการสวดมนต์ถือว่าเป็นเรื่องดี ควรอดทนทำ เหมือนกับคนเล่นกล้ามที่ยกตุ้มน้ำหนักบ่อย จากที่ใช้แบบมีน้ำหนักน้อยๆไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดใช้ตุ้มแบบหนักมากได้เพราะมีกำลังมากขึ้น

 

ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนเสมอว่า หากจิตมีพลังสวดแค่หนึ่งพระคาถาหรือหนึ่งตัวอักษรก็เปลี่ยนชีวิตได้

ขั้นตอนสุดท้าย สวดมนต์เสร็จควรทำสมาธิอีกครั้งและแผ่เมตตา

 

เมื่อสวดมนต์เสร็จให้กลับมาทำสมาธิอีกครั้ง อาจจะนานกว่าในก่อนสวด อยู่ในสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายก่อนอออกจากสมาธิ ขอให้เพิ่มบุญใหญ่ด้วยการพิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก

 

รู้ว่าเรามาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ หรือให้จิตใคร่ครวญพิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์ มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้ ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา

 

ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเรา การทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ” แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน”

 

การเจริญวิปัสสนาเป็นการกระทำที่จะได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นการชำระจิตให้หมดกิเลสไม่ให้กรรมมาตามส่งผลอีก

 

เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว ให้อธิษฐานและแผ่เมตตาตามที่เราปรารถนา

 

ขอบุญรักษา

ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »