Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มีนาคม, 2015

คนทุกคนนั้นต่างมีบุญไม่เท่ากันน้อยบ้างมากบ้าง เรื่องนี้สำหรับเป็นการเร่งด่วนที่คนที่มีบุญน้อยหรือบุญไม่พอที่จะทำงานใหญ่ให้สำเร็จและทำการค้าสำคัญ ซึ่งครูบาอาจารย์ของผมเป็นผู้พิจารณาและรับรองว่าได้ผลการเพิ่มพลังบุญให้ตัวเอง

 

– บุญอันเกิดจากการภาวนา นั้น จะให้มีพลังมากขึ้น ต้องเริ่มพื้นฐานจากการทำทาน และการรักษาศีลก่อนเสมอ สำหรับการทำทานที่เป็นสังฆทาน ของที่นำไปถวายควรมีให้ครบในปัจจัยหลัก คือ มีอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

 

ถ้าเป็นไปได้ และมีกำลังพอ ก็ควรมีชุดเครื่องบวช คือเครื่องอัฐบริขารของพระสงฆ์  พระพุทธรูป หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์  ข้าวของเครื่องใช้ และภัตตาหารประกอบ ตามความเหมะสม แล้วอุทิศบุญนี้ไปให้แก่ผู้ที่เราต้องการจะให้ และอธิษฐานขอให้บุญกุศลนี้ เป็นพละปัจจัยให้วิบากกรรมชั่วหรือวิบากกรรมไม่ดีต่าง ๆ ของเราหยุดการส่งผล และให้วิบากกรรมดีที่เราได้สร้างสะสมมาส่งผล ให้เกิดเป็นความสำเร็จในเรื่องต่างๆ ที่เราปรารถนา นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

– การภาวนา นั้น เป็นบุญสูงสุด ซึ่งยากแก่การปฏิบัติสำหรับบุคคลทั่วๆ ไป การปฏิบัตินี้จำเป็นจะต้องมีครูบาอาจารย์ ที่เป็นผู้รู้จริงคอยแนะนำ จะได้ไม่ผิดพลาด สำหรับฆราวาสหรือผู้ครองเรือนทั่วไปนั้น เพียงแค่รู้จักให้ทานด้วยปัญญา รักษาศีลให้ได้อย่างเคร่งครัดและมั่นคง ก็นับว่าได้บุญมากแล้ว แต่หากต้องการเพิ่มพลังบุญให้มากขึ้นไปอีก ด้วยการภาวนา ก็ให้เริ่มหัดภาวนาด้วยการไหว้พระสวดมนต์ก่อน ซึ่งการสวดมนต์นั้น ถือได้ว่าเป็นการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวอย่างหนึ่ง และสมาธิจากการสวดมนต์นี้ ก็จะเป็นพื้นฐานในการทำสมาธิแบบอื่น ๆ และในขั้นสูงต่อไป จนไปถึงขั้นสูงสุดของการภาวนาคือการเจริญปัญญา (วิปัสสนาภาวนา) ต่อไป

 

การสะสมบุญ ด้วยการหมั่นให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ย่อมช่วยลดช่วยผ่อนคลายวิบากกรรมชั่วได้ ในขณะเมื่อทำให้ตั้งอยู่ในองค์ประกอบของการให้ทานที่ครบถ้วน คือ จิตเจตนาที่บริสุทธิ์ วัตถุทานที่ทำนั้นบริสุทธิ์ ผู้รับที่รับทานนั้นบริสุทธิ์ และมีเนื้อนาบุญสูง

 

– การทำทาน คือ แรงหนุนสำคัญที่ทำให้เกิดวาสนาบารมีได้อย่างแน่นอน โดยให้ถือความยินดีในการให้ทาน และการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลคนดีมีศีลมีธรรม คนที่มีประโยชน์ต่อสังคม และส่วนรวม ตลอดจนคนทุกข์ยากเดือดร้อนทั้งหลายเป็นสำคัญ ย่อมนำมาซึ่งลาภยศ สรรเสริญจากผู้คนทั่วไป และตัวเราย่อมบังเกิดบุญบารมี ดวงชะตาที่ดีขึ้น ด้วยกระทำของตัวเองโดยแท้

 

– การสวดมนต์ภาวนา ทำสมาธิ พิจารณาธรรม จะทำให้จิตมีพลัง มีสติ มีปัญญาที่ถูกต้อง รู้เท่าทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะจัดการดูแลแก้ไขชีวิตของตนได้อย่างเรียบร้อย อันจะนำไปสู่ความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้

 

ตัวอย่างเคล็ดลับการเสริมสร้างพลังบุญเฉพาะเรื่อง

– กรณีที่มีวิบากกรรมหนัก ก็ต้องสร้างพลังบุญที่ยิ่งใหญ่ รุนแรง เพื่อทุเลาและแก้ไขวิบากกรรมนั้นด้วยอย่างทันท่วงที เช่น สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ (ถ้ากำลังในทรัพย์ปัจจัยไม่พอ ก็ให้หาเป็นเจ้าภาพร่วม ตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการสร้าง )

 

สร้างวัด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ สถานปฏิบัติธรรม อุทิศตัวเข้าบวชในบวรพุทธศาสนา ถ้าเป็นหญิงก็ให้บวชชี (หากไม่สะดวก ก็บวชแบบชีพราหมณ์ก็ได้) ถือศีล ปฏิบัติธรรม  การบวช หรือปฏิบัติธรรม ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 9 วัน ขึ้นไป แล้วอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ต้องเกิดวิบากกรรมอันหนักนั้น     ถ้าทำบุญใหญ่ ๆ ได้ หลายๆอย่าง และมากๆ ในห้วงเวลาเดียวกัน ก็จะยิ่งช่วยได้มาก การแก้ไขวิบากกรรมก็จะได้ผลเร็วยิ่งขึ้น
– สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อย ๆ การปล่อยชีวิตสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ ถือว่าได้บุญ อันเนื่องมาจากการที่ได้ต่อชีวิตให้สัตว์ อานิสงส์จะทำให้มีอายุยืน สุขภาพแข็งแรง ช่วยคลายวิบากกรรมเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย

 

เคล็ดลับให้ได้บุญมากยิ่งๆ ขึ้น ให้ไปซื้อหรือไถ่ชีวิตสัตว์ที่เขากำลังจะฆ่า เช่น ไปซื้อปลาที่เขากำลังจะฆ่าและนำเอาไปทำอาหาร  และก่อนที่จะนำปลาไปปล่อย ให้นำไปถวายพระสงฆ์ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่ดีก่อน เมื่อท่านรับและอนุโมทนาแล้ว เราก็ขออนุญาตนำปลานั้นคืนมา เพื่อที่จะเอาไปปล่อย (เพราะเราถวายปลาไปแล้ว และปลานั้นก็ได้เป็นของพระไปแล้ว) ด้วยการถวายปัจจัยชำระหนี้ค่าปลาให้แก่พระสงฆ์ ตามจำนวนราคาที่เราซื้อมา หรือมากกว่า บุญนี้ก็จะได้มากกว่าการที่เราไปซื้อปลา และนำไปปล่อยเอง   เพราะเป็นบุญที่ได้ทวีคูณเพิ่มขึ้น ตามค่าตัว หรือคุณธรรมของพระสงฆ์ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ รวมไปถึงการถวายยารักษาโรค เป็นเจ้าภาพดูแลรักษา

พระสงฆ์ที่อาพาธ (ป่วย)

 

– วิบากกรรมอันเกิดจากการทำแท้ง ก็เป็นวิบากกรรมหนัก ประเภทนี้ขอให้สังเกตุว่ามักจะทำอะไรไม่ขึ้น เหมือนมีอะไรมาขัดขวางอยู่ตลอดเวลา บางที เหมือนทำท่าว่าจะได้ จะสำเร็จแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ ไม่สำเร็จ เรียกว่ากินแห้ว ฟลาว์ไปทุกที นั่นเป็นเพราะกรรมที่เคยไปตัดโอกาสในการมีชีวิตของผู้อื่น นอกจากจะแก้ไขด้วยการสร้างพลังบุญที่ยิ่งใหญ่ รุนแรง ด้วยการปฏิบัติดังที่ได้แนะนำข้างต้นแล้ว ก็ให้เสริมด้วยการไปซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กทารก เช่น ขวดนม นมผง ผ้าอ้อม รถเข็นเด็ก ของเล่นเด็ก ฯลฯ แล้วก็นำไปถวายให้แก่พระสงฆ์ และก็ใช้วิธีการเดียวกับเคล็ดลับการปล่อยปลาข้างต้น แล้วก็นำของเหล่านั้น ไปบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กอ่อนต่อไป

 

– เรียนหนังสือไม่ดี (ทั้งที่ขยันก็แล้ว)ความจำไม่ดี คิดอ่านอะไรก็ช้า ปัญญาไม่แล่น จะเล่าเรียนเขียนอ่านอะไร ก็มีปัญหามีอุปสรรคไปหมด เป็นวิบากกรรมที่เกิดจากการไปขัดขวางไม่ให้คนได้มีความรู้ เคยไปบั่นทอนสติ และปัญญาของผู้อื่นด้วยประการต่างๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนในการกระทำนั้น

 

เช่น ผลิต จำหน่ายสุรา เครื่องดองของมึนเมา ยาเสพติด ทั้งหลายทำให้คนหลงใหลในอบายมุข ชี้นำสั่งสอนในสิ่งที่ผิดไม่ถูกต้องตามธรรมให้ผู้คน ได้ปรามาสหรือ ดูหมิ่นดูแคลนผู้มีความรู้ ผู้ทรงศีลทรงธรรม

 

การทุเลาและแก้วิบากกรรมในกรณีนี้ ให้ไหว้พระสวดมนต์ ขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ ผู้มีความรู้ทั้งหลายที่เราได้เคยละเมิด ล่วงเกินมา มากๆ บ่อยๆ  ปฏิบัติธรรม สร้างธรรมทานด้วยการแจกหนังสือธรรมะ สื่อธรรมะของครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ หนังสือสวดมนต์

 

(กรณีหนังสือธรรมะต้องมั่นใจว่า เป็นธรรมะที่ถูกต้องด้วย ถ้าไม่แน่ใจต้องให้ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้รู้จริงพิจารณาก่อน) ถวายสื่อการเรียนการสอนธรรมะ ถวายหนังสือพระไตรปิฎก เป็นเจ้าภาพ หรือร่วมสนับสนุน อุปถัมภ์ค้ำจุนเรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรม การศึกษาเล่าเรียน เช่น ให้ทุนจัดฝึกอบรมการปฏิบัติธรรม สร้างวัด สถานปฏิบัติธรรม ให้ทุนการศึกษา พระสงฆ์ เณร นักเรียน นักศึกษาที่ดีมีศีลมีธรรม

 

ข้อควรปฏิบัติในการดำรงชีวิตในแต่ละวันเพื่อเพิ่มพลังบุญ

  1. 1. ตั้งใจรักษาศีล ด้วยการสมาทานศีล (วิธีปฏิบัติดังได้กล่าวมาแล้วในเล่ม)

 

  1. 2. สวดมนต์ด้วยบทสวดต่างๆ อย่างน้อยที่สุดให้ได้ 1 บทสวด วันละครั้งก่อนนอน โดยเฉพาะบทสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ (อิติปิโส ฯ…)

 

  1. 3. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)

 

  1. แผ่เมตตา อุทิศบุญ ให้แก่เทพเทวดา เจ้ากรรมนายเวร บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

 

  1. 5. อธิษฐานขอให้ผลบุญนี้ ไปเป็นพลังเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ดังที่เราปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทางโลก หรือทางธรรม หรือทั้งทางโลกและทางธรรม

 

  1. 6. ทำทาน ให้ได้ในแต่ละวัน ทุก ๆ วัน ตามกำลัง เช่น ใส่บาตร ถวายสังฆทาน หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม หากไม่สะดวก ไม่มีโอกาสที่จะทำได้ทุกวัน ก็ให้นึกถึงเรื่องการให้ทานไว้ทุกวัน โดยตั้งจิตเจตนาไว้อยู่เสมอว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะไปทำทาน เช่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุก ๆ วันอาทิตย์ ควรตั้งสัจจะไว้ ไม่ควรคิดว่า เอาไว้เมื่อมีความพร้อม มีเวลา มีโอกาสแล้วจึงจะไปทำ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นแล้ว ส่วนมากจะหาโอกาสได้ยาก กิเลสมักหาข้ออ้างได้เสมอ

 

  1. การอธิษฐานต่าง ๆ ให้ตั้งจิตมุ่งมั่นแน่วแน่ ปักลงไปในเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้มั่นใจในพลังบุญของเรา มองเห็นภาพความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอน ไม่ลังเลสงสัย (ให้คิดบวกเสมอ) เมื่อผลสำเร็จยังไม่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งท้อแท้ นั่นเป็นเพราะองค์ประกอบของเหตุปัจจัยที่ทำลงไปยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ และในแต่ละคนก็มีไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน

 

ให้ปฏิบัติต่อเนื่องต่อไป ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องสำเร็จแน่นอน  ยังไงก็ต้องได้เห็น บางทีความสำเร็จอาจมาโดยคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไป และเมื่อสำเร็จแล้ว ก็ให้ทำต่อไป จะเป็นการเพิ่มพลังบุญของเราไปเรื่อยๆ หากยังต้องเวียน ว่าย ตายเกิด อยู่ในวัฏสังสารนี้ พลังบุญที่เราสะสมไว้นี้ ก็จะเป็นทุนรอนในภพชาติหน้าต่อไป  และเมื่อมีบุญมากพอแล้วต้องรู้จักการเชื่อมบุญด้วย

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

การสร้างบุญนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำตลอดเวลา ถือว่าเป็นการสะสมทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ไม่มีวันสูญสลายไปได้ บุญนั้นเป็นของที่พึ่งได้จริงทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว การสร้างบุญนั้นมีหลายวิธีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 แต่ที่ง่ายที่สุดและได้ผลดีที่สุด แบบทันตาเห็นในการที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตคนนั้น ต้องยกให้กับเรื่องของ “การให้”สร้างบุญใหญ่ด้วยการให้

 

เพราะการให้นั้นนำมาซึ่งความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ และถือเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จและความร่ำรวย และมีการพูดถึง “การให้” ในทุกศาสนาที่ดีงามของโลก เพราะเหล่าศาสดานั้นท่านรู้ว่าเป็นหัวใจของความสำเร็จทีเดียว

 

ในพระพุทธศาสนานั้น เรื่องการทานนั้นมีหลายช่องทางรวมกันเป็นบุญกิริยาวัตถุ 10 แต่อยากจะเน้นไปที่การให้อภัยทานนั้น เพราะจัดเป็นทานที่มีอานิสงส์บุญมากที่สุด มากกว่าการทำทานทุกประเภท ไม่ว่าจะทำทำสังฆทาน การสร้างโบสถ์วิหาร สร้างพระพุทธรูปใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

 

การอภัยทานนั้นทำได้ง่าย โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยทางวัตถุแต่ได้อานิสงส์ การอภัยทานนั้นจะช่วยลดแรงอาฆาต แรงพยาบาททั้งจากตัวเราเองและเจ้ากรรมนายเวรลงได้ และทำให้วิบากกรรมหรือผลกรรมนั้นคลายตัวเร็วหรือถึงขั้นอโหสิกรรม ที่ทำให้กรรมนั้นยุติการส่งผล แต่ก็ยังได้รับเศษเวรเศษกรรม แต่จะเบาหรือหนักเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กรรมที่ทำมา กรรมจะเป็นผู้ลิขิตเอง

 

ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นการทำงานประเภทใด เรื่องของการกระทบกระทั่งนั้นเกิดขึ้นได้ทุกวินาที เพราะคนนั้นต้องสัมผัสทางกาย วาจา ใจอยู่ตลอดและอาจะทำให้เกิดกรรมขึ้นมา ที่จะหน่วงหรือปิดกั้นความเจริญมาสู่ตัวเองได้ เมื่อเราไปปิดหรืออุดคันนาไว้ ไม่ให้น้ำนั้นไหลเข้ามาในนาข้าวได้ นาข้าวก็จะต้องตายไปในที่สุด

 

แต่ถ้าเรารู้ว่า นานั้นต้องการน้ำเราต้องเปิดหัวนารอไว้เพื่อให้น้ำนั้นไหลเข้ามาได้ เปรียบได้ดังความดี ความสุข ความเจริญที่จะมาสู่ชีวิต ถ้าเราเอาความโกรธ ความโลภ ความหลงมาปิดทางไว้ สิ่งดีๆ ในชีวิตแหล่านี้ก็ไม่อาจจะเข้ามาสู่ชีวิตเราได้

 

การให้อภัยทานก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่น แม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะการให้อภัยทาน เป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละ “โทสะกิเลส” และเป็นการเจริญ “เมตตาพรหมวิหารธรรม”

 

อันเป็นพรหมวิหาร ข้อหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้นที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  อันพรหมวิหาร 4 นั้นเป็นคุณวิเศษของผุ้ที่เจริญและมีความสุขในทั้ง 3 โลก

 

เมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรม ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง “พยาบาท””ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทาน

 

หลายคนบอกว่า การให้อภัยนั้นทำยาก ยิ่งกับคนที่ทำให้เราสูญเสียอันใหญ่หลวง ขอให้ดูถึงพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง กี่ครั้งกี่หนที่พระองค์โดนคนรอบข้างทำร้าย ทำลาย แต่ด้วยการอภัยทานของพระพุทธองค์ทำให้เหล่ามารร้ายเหล่านั้นกลับมาสยบแทบฝ่าพระบาท

 

ในครั้งพุทธกาล มารร้ายที่คอยจ้องทำร้าย ทำลายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ไม่พ้น แต่พระพุทธองค์นั้นไม่มีความโกรธในพระเทวทัตเลย เพราะทรงรู้ว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่าที่ผูกพันตามกันมาในภพชาติต่างๆ

 

พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนไว้ว่า การโกรธไม่มีประโยชน์ การพยาบาทไม่มีประโยชน์ มันเป็นไฟเผาผลาญ เพราะเราบำเพ็ญบารมีมาก็ปรารถนาให้ถึงซึ่งพระโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า

 

ถ้าเราไปคบกับความโกรธอยู่ก็ดี ความพยาบาทก็ดี กรรมทั้งหลายเหล่านี้มันจะกำจัดต่อความดีของเรา แม้แต่สวรรค์ชั้นกามาวจรสวรรค์ก็จะไม่ได้พบ จะพบแต่อบายภูมิทั้ง 4 ประการ กล่าวคือ ตกในนรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง หรือว่าเป็นคนที่เกิดมาเต็มไปด้วยความทุกข์บ้าง

 

พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  เธอจงปรารภอภัยทานเป็นสำคัญ เมื่อบุคคลผู้ใดก็ดีที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ จงคิดเสียว่าเรามีกรรมเก่าที่เคยทำให้เขาไม่ชอบใจไว้มาชาตินี้เขาจึงได้ จองล้างจองผลาญเรา เราคิดให้อภัยเสีย มันก็จะปลอดภัย แล้วอิกประการหนึ่ง ถ้ามีการให้อภัยเกิดขึ้น ความเร่าร้อนของจิตก็จะไม่มี มีแต่ความผ่องใส

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานทั้งหลายที่ทำอยู่ เราต้องฝึกใจตนให้รู้จักการให้อภัย เพื่อให้ใจเรานั้นเป็นสุข และเพื่อช่วยพัฒนาใจของผู้อื่นให้เป็นสุขด้วย เมื่อใจนั้นเป็นสุข ก็จะออกมาที่การกระทำต่อกันที่เป็นสุขตามมา ใจจะเป็นผู้บงการทั้งสิ้น

 

ในบางครั้งคนรอบข้างเขาอาจจะไม่เจตนาหรือแม้กระทั่งจะมีเจตนาก็ตาม ผลของกรรมนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรายังคิดอาฆาตพยาบาท กรรมนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุด ทำไมเราไม่หยุดไว้ตรงนั้นให้กรรมมันจบลงไป มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีสู่ชีวิตร่วมกัน

 

เวลาที่ทำงานต้องเผชิญกับความยาก อุปสรรคที่มาจากเพื่อนร่วมงาน ตัวเนื้องาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อุปสรรคเหล่านี้คือ สะพานแห่งความสนุก เมื่อเกิดปัญหาครั้งหนึ่งก็แก้ไขครั้งหนึ่ง กระบวนการแก้ไขปัญหายิ่งยาก สลับซับซ้อน ยิ่งท้าทาย ยิ่งสนุก

 

งานที่ทำได้อย่างราบรื่นเป็นงานที่มีความสุข งานที่ต้องตื่นเต้นท้าทายคล้ายเล่นเกมเป็นงานที่สนุก ความสุขกับความสนุกจึงมาพร้อมๆ กันในงานนั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้ว่า สุขแท้มีแต่ในงาน และท่านยังกล่าวอีกว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม

 

มีตัวอย่างมากมายที่ในการทำงาน เมื่อเราหันหน้าเข้าหากันให้อภัยในความผิดพลาดของกันและกันอย่างจริงใจ ช่วยกันมองหาจุดอ่อนในงานที่ทำแล้วลงมือช่วยกันแก้ไขจุดอ่อนนั้น และพร้อมกับเพิ่มจุดแข็งให้แข็งยิ่งขึ้น

 

เรื่องทุกเรื่องนั้นแก้ไขได้ ถ้าเพียงแต่เราถอยกันออกมาคนละก้าวมาตั้งสติและพิจารณา เอาตัวกูของกูออกไป มีแต่”เรา” เส้นที่มันตึงขมวดอยู่นั้นก็จะได้ผ่อนคลายลงและงานก็จะสำเร็จลงได้

 

เราจะเห็นว่าทุกเรื่องเราให้อภัยกันได้จริงๆ แล้วใจเราก็จะเป็นสุขไม่เร่าร้อน วันๆ คิดแต่จะแกล้ง คิดแต่จะหาทางแก้แค้น ซึ่งเป็นกรรมทางใจ และเป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่การก่อกรรมทางกาย และทางวาจา ซึ่งถ้ากรรมชั่วเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องรับผลกรรม แทนที่จะเดินไปข้างหน้า แต่เรากลับถูกฉุดเอาไว้

 

ดังนั้นต้องเริ่มจากการให้อภัยทาน เพื่อปรับจิตใจที่จะนำไปสู่บุญที่กำลังรอส่งผลดีกับชีวิตของเราต่อไป

 

การให้นั้น ทางฝรั่งใช้คำว่า “ GIVE” ซึ่งมีหลายท่านให้นิยามว่า เป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดสุข ทั้งผู้ให้ และผู้รับ คือ การให้ที่มีคุณค่า
G = Gladly  -ให้ด้วยใจยินดี
I  = Impartially  -ให้อย่างไม่ลำเอียง
V = Voluntarily -ให้ด้วยความสมัครใจ
E = Expecting Nothing Back  -ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

 

และนิยามของคำว่า “ให้” ในชีวิตและการทำงานมีอยู่ 10 ประการที่อยากให้ลองไปปฏิบัติดูก็คือคือ 1. ให้อภัย  2.ให้โอกาส  3. ให้รอยยิ้ม  4. ให้เวลา  5. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน  6. ให้ความช่วยเหลือ  7. ให้ความใกล้ชิด  8. ให้ความจริงใจ  9. ให้ความซื่อสัตย์  10. ให้ความรัก

 

อีกเรื่องที่สำคัญมากที่ถือว่าเป็นกฎแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็คือ ยิ่งให้ยิ่งได้รับ

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

  1. ต้องไม่ทำกรรมชั่วทั้งหมดแบบเลิกทันที

เรื่องนี้สำคัญมากเป็นอันดับที่หนึ่ง เพราะถ้าเรายังคงทำกรรมชั่ว ต่อให้ทำกรรมดีมากแค่ไหน กรรมดีที่ทำนั้นก็ยากที่จะส่งผลได้ กรรมชั่วมันกั้นเส้นทางอยู่เคล็ดสำคัญที่จะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองแบบเร่งด่วน

 

หลายคนจึงแปลกใจว่าทำไมหนอชีวิตยังไม่เปลี่ยนไป ทำไมยังไม่ดีขึ้นมันจะดีขึ้นได้อย่างไร เพราะทำกรรมชั่วพร้อมกับกรรมดี เป็นกรรมที่มีผลมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็ไม่มีทางที่จะทำงานราบรื่น หรือทำการค้าให้ก้าวไกลไปได้

 

ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราทำงานแล้วกินเหล้าไปด้วย ถามหน่อยเถิดว่า งานที่ทำนั้นจะออกมาดีหรือไม่ เราใส่บาตรทุกเช้า แต่ตกบ่ายออกไปเล่นการพนัน ตกเย็นไปเที่ยวตามแหล่งอบายมุข แบบนี้ชีวิตจะดีหรือไม่

 

ถ้าอยากให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดี ต้องเลิกทำกรรมชั่วทุกชนิด เพื่อให้กรรมดีนั้นส่งผลได้

 

หลวงปู่ชา สุภัทโท พระอริยสงฆ์องค์สำคัญในพระพุทธศาสนา ท่านเคยเทศนาไว้ตั้งแต่ปี 2511 ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ โดยความตอนหนึ่งท่านได้พูดถึงความชั่วที่กั้นบุญหรือกรรมดีไว้ว่า

 

“…ถ้าไม่ละความชั่วแล้วบุญจะเข้าสู่จิตใจของเราได้อย่างไร เข้าไม่ได้นะบุญ ใจไม่เป็นบุญ

 

บางคนหลงไปว่า ทำบุญแล้วแต่ปีกลายปีก่อน ก็คิดรอเอาแต่บุญปีกลายปีก่อน ถ้าทำบุญแล้วรอแต่บุญนั้นมาส่งเราไม่ต้องทำอะไรแล้ว

 

เคยทำชั่วอย่างไรก็ทำอยู่เหมือนเดิม เคยกินเหล้าเมายาก็กินจนเซซัดเซล้มอยู่อย่างเดิม เคยลักขโมยก็ยังลักขโมยอยู่เหมือนเดิม คอยแต่จะเอาบุญที่เคยทำแต่ปีที่แล้วมาส่งผล มันก็จะไม่เห็นกัน

 

ถึงเป็นบุญอยู่แต่มันไม่เห็น เพราะกรรมไม่มีโอกาสเข้าสู่ดวงจิตเรา ในเวลานี้ดวงจิตของเรามีบาปปะปนอยู่แล้ว ความสะอาดจะเข้าไปไม่ได้ ถึงแม้มีความสะอาดอยู่ก็ตาม มันไม่มีโอกาสเข้า มันเข้าไม่ถึง เมื่อเข้ามาไม่ถึงแปลว่า บุญยังไม่ถึงเรา รับเอาบุญยังไม่ได้…

 

ดังนั้นเคล็ดสำคัญในข้อแรก ก็คือ เลิกทำความชั่วก่อนที่จะทำความดี

 

ก็มีคนถามมาอีกว่าแบบไหนและอย่างไรจึงจะเรียกว่า “ความชั่ว”  อยากขอให้ท่านลองอ่านที่มีครั้งหนึ่งมีคนถามท่านพุทธทาส ว่าความชั่วเป็นอย่างไร ท่านได้ตอบและเขียนลงไปในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านด้วยว่า

 

“หลักตัดสินว่า ผิด–ถูก ชั่ว–ดี ในพุทธศาสนา ไม่ยุ่งยากลำบาก เหมือนของพวกปรัชญาชนิด Philosophy หรือพวกตรรกวิทยา Logics คือถ้ามีผลไม่เป็นที่เสียหายแก่ใคร และเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ก็ถือว่าถูกหรือดีถ้าตรงกันข้าม ก็ถือว่าผิดหรือชั่ว, ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่น ให้ลำบาก”

 

คำตอบของท่านสั้น แต่ตรงประเด็นที่สุด ในเรื่องี่ตนชอบถามว่า อะไรที่จะเรียกว่าชั่วได้จึงขอสรุปได้ว่า การกระทำอะไรก็ตามที่ผิดศีล 5 ก็ขอให้รู้ไว้เลยว่า เป็นความชั่ว และอะไรก็ตามคิดหรือทำแล้ว ไม่ว่าทางกายหรือวาจา ทำให้ เป็นทุกข์ ร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ ไม่ว่าต่อตัวเองหรือต่อผู้อื่นชีวิตอื่น ทำแล้วให้ผลเป็นทุกข์ ไม่ว่าทุกข์กายหรือทุกข์ใจของตนเองหรือของ ผู้อื่น ทำแล้วเป็นบาป ได้บาป เป็นอกุศล นี่ก็คือ ” ความชั่ว ความไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรคิดไม่ควรกระทำ” ทั้งปวง

 

และเมื่อหยุดความชั่วได้ แม้ทำกรรมดีเพียงนิด บุญนั้นก็จะส่งผลได้โดยที่ไม่มีกรรมชั่วมาขวางเอาไว้

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

 

Read Full Post »

จากที่กล่าวมาแล้วหลายตอนจะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักๆ ของอุปสรรคในการทำงานและการค้านั้น มาจาก 2 ส่วน คือ เรื่องของกรรมเก่าและกรรมใหม่ในชาติปัจจุบันที่นับกันตั้งแต่เกิดเลยจนถึง ณ นาทีนี้ที่ท่านกำลังอ่านหนังสือนี้อยู่ ทุกอย่างเป็นกรรมผูกพันกันมาทั้งนั้นทำงานแล้วอยากก้าวหน้า หรือทำการค้าให้รุ่งเรืองต้องทำอย่างไร

 

และทั้งท่านผู้อ่านและผมก็ต้องเคยมีความสัมพันธ์กันมาในระดับหนึ่งเช่นกัน เพราะมิฉะนั้นก็คงท่านก็ไม่ได้มาพบหนังสือเล่มนี้แน่นอน

 

ในการทำงานและการทำการค้านั้นเราจะพบปัญหาสารพัดทั้งที่เราทำขึ้นมาเองในชิตนี้และส่งผลให้เกิดอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตการทำงานและการทำการค้า รวมกับที่เราไม่ได้ทำในชาตินี้ แต่เป็นผลกรรมที่เคยทำมาในชาติก่อนๆ หรือเป็นกรรมใหม่ที่ทำร่วมกันอีก ทำไมถึงบอกว่าเราเป็นผู้สร้างกรรมใหม่ขึ้นมาเองอย่างนี้

 

เพราะบางกรรมเก่านั้น อาจจะยุติลงแล้ว แต่เราเองยังไม่ยอม ดันไปสร้างกรรมใหม่ขึ้นมาผูกพันกันต่อ อาทิเช่น เราโดนเพื่อนร่วมงานนินทาใส่ร้ายจนเราเสียหาย ถ้าเรามีใจที่มั่นคงและแข็งแกร่งมีการฝึกฝนมาดี

 

รู้ที่มาที่ไปของผลกรรมนั้นอย่างชัดเจนว่าครั้งหนึ่งในชาติก่อนๆ เราต้องเคยทำอะไรแบบนั้นไว้กับเขา ดังนั้นเขาจึงต้องมาเอาคืน ตามกฎแห่งกรรม  เราจึงวางอุเบกขาไม่ไปทำอะไรโต้ตอบ และให้อภัยทานไปเพื่อที่จะยุติเรื่องดังกล่าวลงไป และการให้อภัยทานนั้น เป็นทานที่เกิดอานิสงส์บุญสูงสุดในหมวดของทาน ที่แม้แต่สร้างมหาวิหาร สร้างบุญกองเท่าภูเขายังไม่เท่าการให้อภัยทานเพียงครั้งเดียว

 

เวรกรรมนั้นจึงระงับไปแล้ว เพราะได้รับการชดใช้ทั้งผู้ที่ทำกรรมและผู้ที่รับกรรม แต่ถ้าเราไม่ยอม  เราไม่เข้าใจ เมื่อเขาแอบนินทาเราก็ออกไปด่าทอกลับ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น เกิดการทำร้ายร่างกายหรือแม้เพียงแต่ก่อความอาฆาตผูกใจเจ็บขึ้นมา

 

บัดนี้เราก็ได้ก่อกรรมใหม่ขึ้นมาแล้ว ซึ่งต้องรอส่งผล อาจจะเป็นในชาตินี้ในเวลาอันใกล้ หรือไปรอเรียงลำดับที่จะส่งผลในชาติต่อไปนั้นเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อใดกันแน่ แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ เราต้องรับกรรมที่ทำเพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วครบถ้วนทั้งวัตถุ ประโยคหรือความพยายามและเจตนา

 

คำแนะนำต่อไปนี้ จะเป็นคำแนะนำที่จะช่วยให้ทุกท่านได้พบกับการทำงานที่ราบรื่น มั่นคงและรุ่งเรืองตลอดไป ท่านที่ทำงานประจำไม่ว่าอาชีพใดๆ สามารถทำได้ สำหรับท่านที่ทำการค้านั้นจะเป็นเรื่องของการทำการค้าให้ร่ำรวย รุ่งเรือง ขยายกิจการและรักษาความสำเร็จ ความรวยนั้นให้อยู่กับตัวเองตลอดกาล มีแต่เพิ่มพูนไม่มีวันลดลงไป

 

เรื่องที่นำเสนอนั้นเป็นเคล็ดลับทางความเชื่อ แต่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากครูบาอาจารย์ชั้นนำของเมืองไทย แต่ผมขออนุญาตยังไม่เปิดเผยนามของท่าน แต่รับรองว่าถึงเวลาที่บอกนามของครูบาอาจารย์ท่านออกไป คนเกือบทั้งประเทศต้องรู้จักท่านดีทั้งที่เป็นพระอริยสงฆ์ อริยบุคคลและฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมสร้างกรรมดีต่อบ้านเมืองนี้มาอย่างยาวนาน

 

และผมได้ทดลองแล้วกับชีวิตตนเองและอีกหลายท่านเป็นเวลานานพอสมควร จากที่เคยย่ำแย่เกือบเอาชีวิตไม่รอด เกือบล้มละลายทั้งการเงิน การงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย

 

ชีวิตในทุกวันนี้เป็นวันที่มีความสุข ที่ได้มีโอกาสใช้หนี้หลายล้านบาทเกือบหมดในระยะเวลาอันสั้นๆ  มีเงินใช้จ่ายที่มาจากน้ำพักน้ำแรงที่บริสุทธิ์ ครอบครัวมีเสียงหัวเราะ  ได้ทำบุญตามที่ใจอยากทำ ได้ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

จึงกล้าที่จะนำเสนอความรู้นี้แก่ทุกท่านเพื่อประโยชน์ของท่านเป็นที่ตั้ง  แต่ถ้าท่านใดเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่น่าเชื่อถือ ก็ขอถือว่าเป็นการนำเสนอความรู้หนึ่งเท่านั้นในโลกแห่งความรู้ที่มีมากมายและขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมไว้ ณ ที่นี้เพื่อไม่ให้มีกรรมผูกพันกันไป

 

แต่ท่านที่เชื่อว่า สิ่งที่นำเสนอนี้ทำให้ชีวิตท่านดีขึ้น มีความสุขขึ้น รวยขึ้น ก็ขอให้ท่านทำด้วยความสบายใจ ปลอดโปร่ง อย่าคิดและทำอะไรที่ขัดแย้งกัน เพราะจะทำให้เกิดอุปสรรคกรรมทำให้ท่านจะไม่ได้ตามที่มุ่งหวัง และต้องพิจารณาไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนเป็นอันขาด

 

การสร้างบุญบารมีนั้น ขอให้ยึดหลักของบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นสำคัญที่รวมเอาทั้งทาน ศีล เจริญภาวนาไว้ด้วยกันแล้ว และมีช่องทางการสร้างบุญที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว ขอให้ศึกษาอย่างละเอียด ทั้งเรื่องของธรรมทาน การร่วมอนุโมทนาบุญ การใช้แรงกายเป็นทาน การอภัยทาน เป็นต้น

 

ขอสำคัญที่สุด ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้ที่ต้องหยุดบาป หยุดกรรมไม่ดีที่เคยทำมาให้หมดสิ้นเสียก่อน แล้วสร้างบุญใหม่ให้เป็นบุญของตนเอง ที่จะทำการให้อภัยทาน แผ่เมตตา แผ่บุญกุศล และเชื่อมบุญให้สำเร็จ

 

เพราะถ้าไม่มีบุญของตนเองที่ทำ แล้วจะเอาบุญที่ไหนไปทำการอะไรได้สำเร็จ

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

 

Read Full Post »

บทอธิษฐานอุปถัมภ์ดวงเรื่องงาน ให้เจริญ ก้าวหน้า

ข้าฯ ……(ออกชื่อตัวเอง ถ้าเปลี่ยนชื่อให้ใช้ชื่อเดิม)  ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้ามี รักษา อุปถัมภ์ให้ข้าพเจ้าเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ งานที่ทำทุกอย่าง ขอให้เพื่อนรักใคร่ ขอให้ได้พบกับมิตรที่ดีทุกทางที่ติดต่อไป ขอให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ไม่ตกหยุดนิ่ง ขอให้ผู้บังคับบัญชาอุปถัมภ์ รักใคร่ ด้วยเทอญ”บทอธิฐานเรื่องงาน เรื่องธุรกิจให้เจริญ

 

บทอธิษฐาน ค้าขายธุรกิจเจริญรุ่งเรือง

ข้าพเจ้า……(ออกชื่อตัวเอง ถ้าเปลี่ยนชื่อให้ใช้ชื่อเดิม)  ขอบุญอุปถัมภ์ดวงชะตาให้ดี ให้มีการค้าที่ดี มีธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง ไม่ตก มีผู้ซื้อสินค้า มากหลาย การเงินหมุนเวียนดี ขอให้บุญอุปถัมภ์รักษาชีวิตให้มีชีวิตเจริญต่อไป ได้มีทรัพย์เพิ่มพูนด้วยเทอญ…”

 

 

Read Full Post »

เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงานหรือการค้าขาย ที่มีการวางแผน มีหมายกำหนดการแน่นอนแล้วว่าต้องสำเร็จตามที่ตกลงเอาไว้ แต่ในวินาทีสุดท้ายก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเข้ามาหรือมีอุปสรรคเข้ามาทำให้งานนั้นไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันนั้น ทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความล่าช้าทั้งๆ ที่ดูแล้วว่าจะไม่น่าเกิดขึ้นได้เลยทำงานหรือค้าขายแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นบ่อยครั้ง

 

อาทิเช่น มีหมายกำหนดที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้า ทุกอย่างพร้อมแล้ว พอถึงเวลาที่จะไปส่งเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน ให้เดินทางไปไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย

 

มีการนัดหมายเซ็นสัญญางานที่มีมูลค่าสูง ที่เป็นความหวังของที่ทำงานหรือในการค้าที่จะทำให้มีกำไรพลิกฟื้น จู่ๆ ลูกค้าบอกเลิกการเซ็นสัญญาโดยไม่มีเหตุผลหรือมีเหตุผลที่เลิกสัญญาก็ตาม

 

ดำเนินธุรกิจอยู่ดีๆ เกิดไฟไหม้โดยไม่ทราบสาเหตุทั้งๆ ที่ระวังแล้วระวังอีก หรือเก็บสินค้าไว้ในโกดังสินค้า อยู่ดีๆ ก็มีสัตว์ มีแมลงมากัดกินจนเสียหายยับเยิน

 

เป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ซ่อมรถให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ให้ลูกน้องไปลองขับ ดันเกิดไปชนกับรถคันอื่น หรือขับรถอยู่ดีๆ ถูกรถคันอื่นขับมาชน ต้องเสียเงินซ่อมรถให้ลูกค้าอ่วมอรทัย เป็นต้น

 

เรื่องเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มักจะเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและทำให้เสียหาย หลายคนหมดเนื้อหมดตัว เสียอนาคตกันมามากมายแล้ว ซึ่งเหตุที่เกิดนั้นมาจากหลายปัจจัยประการ

 

มาจากกรรมเก่า

สาเหตุเหล่านี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากในชาติหนึ่งชาติใด เคยเป็นผู้กระทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยไม่ตั้งใจหรือมีส่วนร่วมในกรรมนั้น เช่น เคยทิ้งอาหารลงแม่น้ำ โดยที่ไม่ทราบว่าอาหารนั้นเป็นพิษ ทำให้สัตว์น้ำตายกันเป็นเบือ

 

เคยทิ้งเชื้อไฟไว้ในทุ่งนาที่เขาเกี่ยวข้าวแล้ว โดยไม่รู้ว่าเชื้อไฟนั้นยังไม่มอดดีทำให้ไฟไหม้ที่นาคนอื่นจนใช้การไม่ได้

 

เคยเป็นทหารและไปสู้รบในสงครามและจุดไฟเพื่อไล่ศัตรู แต่ไฟนั้นลามไปเผาบ้านเรือน วัดวาอารามทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง

 

เคยปล่อยน้ำเพื่อคิดจะช่วยเหลือผู้อื่น แต่ทว่าน้ำนั้นไหลไปท่วมบ้านเรือนหรือที่ทำมาหากินของคนอื่นจนเขาเดือดร้อน

 

เป็นผู้ไม่มีสัจจะ รับปากแล้วไม่ทำตามที่รับปาก จนทำให้คนอื่นนั้นเกิดความเสียหายจากการกระทำนั้น

 

ต้องเคยเป็นนายเรือคุมการบรรทุกสินค้า แต่ด้วยความไม่ระมัดระวัง ทำให้เรือล่มและทำให้สินค้าของผู้อื่นนั้นจมน้ำ สูญหายกิจการการค้าของคนอื่นพังพินาศ ฯ ลฯ

 

กรรมเก่าเหล่านี้แม้มาจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่กรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว มีผู้ที่เสียหาย และคนที่เคยทำคงต้องได้รับกรรมที่ทำมาเช่นกัน ซึ่งมาส่งผลในชาตินี้

 

วิธีแก้ไขในปัจจุบัน

อย่างที่บอกไปแล้ว ย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า กรรมเก่านั้นเรากลับไปแก้ไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ผลกรรมที่เราได้รับผ่อนคลายจากหนักเป็นเบาไปได้ด้วยการทำกรรมดีให้มากมีกำลังมากกว่ากรรมเก่าที่ทำมา เพื่อให้กรรมดีนั้นส่งผลก่อน ยิ่งทำกรรมดีมากยิ่งดีจนกรรมเก่าตามไม่ทันหรือไม่มีโอกาสส่งผลได้ในชาตินี้

 

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากรรมดีนั้น กรรมดีแบบไหนจะมีกำลังมากขนาดไหน ขอให้ยึดหลักในเรื่องของกรรมหนักหรือครุกรรมเอาไว้ โดยเร่งสร้างกรรมหนักฝ่ายดีโดยมีหลักอยู่ 3 อย่างคือ วัตถุ ประโยค และเจตนา

 

1.วัตถุ นั้นหมายถึง คน สัตว์ สิ่งของหรือเรื่องที่เป็นตัวกรรม ถ้าเราทำความดีกับคนที่มีคุณความดีมากๆ หรือผู้มีพระคุณไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม พระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูง พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่เลี้ยงดูเรามา ครูบาอาจารย์ ลูกค้า ลูกน้องบริวาร ผลของบุญนั้นย่อมมีมากกว่าเราไปทำความดีกับโจร กับคนที่มีคุณความดีน้อยๆ และที่เราไม่รู้จัก

 

ถ้าหากเป็นการบริหารการค้าหรือการทำงานนั้นคงหมายถึงการทำความดีในทุกทางด้วยความเต็มใจกับลูกค้า เพื่อนคู่ค้า เพื่อนร่วมงาน คนที่เราติดต่อด้วย เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดี สร้างมิตรภาพในการงาน แม้มีเรื่องบาดหมองข้องใจ หรือมีการตกลงเรื่องยากๆ ก็จะง่ายขึ้นเพราะมีกระแสบุญ กระแสจิตที่ดีผูกพันกันอยู่

 

เคยมีพ่อค้าคนหนึ่งที่มีความประพฤติที่ดี ซื่อสัตย์สุจริตและมีน้ำใจกับลูกค้าและทุกคนที่ติดต่องานด้วยกันเสมอ เขาเคยผลิตเสื้อเหลืองออกมาขายในยุคที่คนไทยทั้งหลายใส่เสื้อเหลืองที่ถวายพระพรในหลวงเมื่อ 3-4 ปีก่อน  แต่ด้วยกรรมเก่าและความขัดข้องบางประการที่มาจากกรรมใหม่ทำให้ผลิตเสื้อเหลืองนั้นออกมาล่าช้า

 

ซึ่งไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดที่จะส่งมอบให้ลูกค้า อันเป็นเหตุที่ทำให้ลูกค้ารายย่อยที่เคยรับปากว่าจะรับเสื้อเหลืองนี้ไปขายให้ หลายคนปฏิเสธที่จะรับสินค้า และสร้างความเสียหายให้กับเขาอย่างใหญ่หลวง ที่อาจทำให้หมดเนื้อหมดตัวเป็นหนี้เป็นสินมากมาย

 

ถึงแม้ลูกค้ารายย่อยจะไม่รับสินค้า เขาก็ยังโชคดีที่มีลูกค้ารายใหญ่มาช่วยเหลือรับสินค้าไปทั้งหมด เพราะด้วยความที่พ่อค้าคนนี้มีสายสัมพันธ์อันดีอย่างต่อเนื่องกับลูกค้ารายใหญ่ที่มีพระคุณคนนี้ และเคยเป็นธุระจัดการเรื่องบางอย่างช่วยเหลือลูกค้ารายใหญ่นี้ด้วยความเต็มใจ แบบหนูช่วยราชสีห์ประมาณนั้น

 

ผลจากเคยให้ความช่วยเหลือนี้ซึ่งพ่อค้าคนนี้ไม่เคยคิดจะหวังผลตอบแทน แต่ทว่ากรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ต้องส่งผลและลูกค้ารายใหญ่คนนี้เป็นผู้ที่มีความดีมากเป็นที่เคารพนับถือของนักธุรกิจทั่วไป

 

เมื่อพ่อค้าคนนี้มีปัญหา ลูกค้ารายใหญ่นี้จึงเอื้อมมือมาช่วยไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ก็ทำให้พ่อค้าที่กำลังจะตายแหล่มิตายแหล่คนนี้รอดมาได้ เพราะได้รับกรรมดีตอบสนองและมาทันก่อนที่เขาจะต้องพบกับความเสียหาย

 

หลายรายที่ประสบกับปัญหาการทำงาน หรือทางการค้ามักจะมีผู้ใหญ่ยื่นมือมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้มีพระคุณ เจ้านาย ผู้บังคับบัญชา ลูกค้าชั้นดี เพื่อนฝูง คนเหล่านี้ที่มาช่วยก็เพราะเป็นเพราะกรรมลิขิตทั้งนั้น คนเรานั้นเมื่อทำดีกับใคร ย่อมได้รับความดีตอบแทน

 

อย่างไรก็ตามการทำความดีกับคนที่มีฐานะทางสังคมที่ต่ำกว่านั้นไม่เลือกชั้น วรรณะ เชื้อชาติ นั้นก็สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เป็นการสร้างบุญที่ไม่หวังผล ทำเพราะเพียงช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ยิ่งทำให้ตรงกับเขาต้องการ ทันเวลา ทันกาล ก็จะยิ่งดีมากสำหรับคนที่มีปัญหาที่ไม่คาดคิดในการทำงานและการค้า เพราะบุญกุศลที่เต็มเปี่ยมนั้นมาช่วยได้ทันท่วงทีแน่นอน

 

2.ประโยค หมายถึง ความพยายาม ซึ่งถ้าเราพยายามทำความดีมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งทำให้ผลกรรมดีนั้นมาก อาทิเช่น คนที่ตื่นแต่เช้ามืดลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร พยายามเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ ปรุงอย่างสุดฝีมือ จัดวางอย่างเรียบร้อยย่อมได้บุญมากกว่าการไปเลือกซื้ออาหารแบบอย่างไรก็ได้ไปใส่บาตรเพียงเพื่อทำให้เสร็จๆ ไป

 

คนที่เพียรพยายามไปช่วยสร้างโบสถ์แม้ไม่มีเงิน มีปัจจัยไปช่วย แต่อาศัยแรงกาย แรงใจที่ศรัทธาอยากให้พระพุทธศาสนานั้นได้สืบต่อไป ย่อมละทิ้งการงานที่พอจะมีรายได้ไปบ้าง เพื่อไปช่วยให้งานนั้นเสร็จทันเวลา ย่อมได้บุญมากกว่าคนที่ไปซื้อกระเบื้องมุงหลังคาสักแผ่นสองแผ่นที่เพียงหวังว่า ญาติพี่น้องที่ตายไปจะมีที่คุ้มแดดคุ้มฝนในภพที่ทนอยู่

 

เรียกว่า ยิ่งพยายามมากเท่าใด เหนื่อยยากแค่ไหน ยิ่งได้บุญมาก

 

ในกรรมปัจจุบันในชาตินี้ คนที่หมั่นเพียรพยามสร้างกรรมดี มีหริโอตัปปะ ซื่อสัตย์ สุจริตมีย้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น มีวินัยในการทำงาน ทำการค้า ย่อมได้รับผลดีเลิศมากกว่า

 

คนที่ไปทำงานแต่เช้า มีงานก็ทำแบบสุดฝีมือ เมื่อพบปัญหาแม้ตัวเองแก้ไขไม่ได้ก็ไม่ยอมหยุดนิ่งขวนขวายไปหาผู้รู้มาช่วย แก้ไขปัญหานั้นให้ลุล่วงย่อมได้รับความดีตอบสนอง ได้รับการชมเชย การไว้วางใจให้ทำงานที่มีเกียรติมีประโยชน์ต่อไปและได้รับการเลื่อนขั้นเลือนเงินเดือนไม่ยาก

 

3.เจตนา หมายถึง ความจงใจหรือตัวเจตนา ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากไม่แพ้ทั้งสองข้อที่กล่าวมาแล้ว เพราะยิ่งมีเจตนาทำดีมากเท่าใด ก็จะได้รับผลของกรรมดีมากขึ้นเท่านั้น

 

ถ้าทำบุญแบบไม่มีเจตนาก็ย่อมไม่ได้บุญหรือได้บุญน้อย อาทิเช่น ได้ช่วยช้างที่ตกลงไปในหุบเขาด้วยเจตนาแรงกล้าที่จะให้มีชีวิตสืบต่อไป ย่อมได้บุญมากกว่าทำทางเดินของตนเองและช้างมาอาศัยเดินโดยที่ตนเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้ช้างเดิน

 

คนที่ทำการค้าแบบตั้งใจทำสินค้าราคาถูก มีคุณภาพ จำหน่ายไปทั่วประเทศเพื่อให้คนที่มีเงินน้อยได้ใช้ซื้อสินค้ามีประโยชน์คุ้มค่าราคาหรือคุณภาพเกินราคานั้น ย่อมได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากมายจนทำให้รวยได้ ผิดกับคนที่ไม่ตั้งใจทำ แต่เจตนาหวังเพียงจะลดต้นทุนของตนเองให้ได้กำไรเยอะๆ ผลของกรรมนั้นจึงทำให้การค้าไม่รุ่งเรืองเหมือนคนแรก

 

ทั้งวัตถุ ประโยค เจตนาที่กล่าวมาแล้วนั้นสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ เพราะจะทำให้ผลของกรรมหรือการกระทำนั้นได้ผลน้อย

 

การทำงานหรือการค้าในปัจจุบัน หากเราพิจารณาให้ดี ทางที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยนี้เท่านั้น

 

หากการค้าหรือการทำงานที่ไม่เกี่ยวกับกรรมเก่าแต่เป็นกรรมใหม่ที่เราทำ เราจึงต้องพิจารณาให้ดีว่าเรายังบกพร่องในข้อใด งานที่ทำนั้นคิดอย่างรอบคอบมีทางหนีทีไล่แล้วหรือยัง เพราะความประมาทนั้นย่อมนำมาซึ่งความพินาศ

 

นักธุรกิจหรือผู้ประสบความสำเร็จในการทำงานนั้น เขาจะมีการคิดที่เหนือชั้นคือ การคิดว่าผลดีที่สุดของการทำงานนั้นอยู่ที่ไหน และผลร้ายที่สุดที่รับได้อยู่ที่ไหน เขาจะไล่ออกมาเป็นข้อๆ เช่น ถ้าไม่ได้ผลแบบที่หนึ่งที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาจะทำอย่างไร เตรียมการณ์แก้ไขอย่างไร

 

ถ้าผลที่ได้เหลือ 50 เปอร์เซ็นต์เขาจะรับมือแก้ไขอย่างไร และถ้ามีการยกเลิกหรือผลของการทำงานการค้านั้นเท่ากับ 0 เปอร์เซ็นต์เขาจะทำอย่างไร

 

นักคิดที่เก่งนั้นเขาจะคิดเป็นแบบนี้ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในบางสถานการณ์นั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เขาจึงยังยิ้มได้เพราะเขามีการวางแผนที่ดีอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นการดักความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น หรือจะเรียกว่า เป็นการเตรียมพร้อมแก้อุปสรรคกรรมที่จะเกิดขึ้นก็ได้

 

เคล็ดสำคัญที่จะช่วยให้ป้องกันเหตุที่ไม่คาดคิดในการทำงานและการค้าได้

 

1.ต้องเป็นผู้ถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด เพราะอานิสงส์ของการมีศีล 5 นั้นจะช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดได้ เจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีกำลังพอไม่สามารถเจาะเกราะของบุญที่เกิดจากศีล 5 ได้

 

2.หมั่นทำทานไม่เลือกว่าเป็นใคร แต่ต้องให้ต้องกับที่เขาเดือดร้อน เพื่อให้เขาพ้นทุกข์ เช่น เขาหนาวไม่มีเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม ก็ให้ตามที่เขาต้องการไม่ใช่เอารองเท้าไปให้ มันไม่เกิดประโยชน์ไม่ต้องกาลหรือตรงเวลา

 

  1. ต้องเป็นคนรักษาสัจจะ อย่าไปผิดคำพูดกับใคร รับปากจะช่วยเหลือใครให้ทำตามที่พูด

 

  1. ต้องรู้จักสวดมนต์ภาวนา ทำสมาธิเพื่อช่วยให้ใจนั้นมีกำลัง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจิตจะได้ไม่ตกและพบวิธีการแก้ปัญหาได้

 

5.หมั่นเซ่นเครื่องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่ทำงานหรือร้านค้าของตน เพื่อให้เทพเทวดาที่รักษาสถานที่นั้น ท่านช่วยดูแล ปัดเป่าไม่ให้มีภัยอันตรายเข้ามาได้

 

6.ทำบุญด้วยการถวายอาหารพระสงฆ์ เลี้ยงเด็กอนาถาผู้ยากไร้ คนชรา ถ้าได้ทำเป็นประจำกระแสบุญจะช่วยค้ำจุนงานที่ทำไม่ให้เสียหาย

 

7.ทำการเชื่อมบุญกับผู้ร่วมงาน ลูกค้าที่ติดต่องานกันเป็นประจำ การอุทิศบุญไปให้หรือเชื่อมบุญกับคนเหล่านั้น จะทำให้เกิดกระแสบุญร่วมกัน และถ้ามีปัญหาจะได้รับการช่วยเหลืออย่างดี

 

8.บริจาคเลือดเพื่อต่อชีวิตผู้อื่น จะบุญกุศลแรง อะไรที่นึกว่าไม่รอดจะรอดได้โดยง่าย

 

9.พยายามร่วมทำบุญที่เป็นประโยชน์กับคนจำนวนมากเช่น สร้างวัด สร้างโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ สร้างถนน สร้างสะพาน ฯลฯ เพราะจะเกิดบุญใหญ่และต่อเนื่องไม่รู้จบ

 

10.ต้องเป็นผู้มีความกตัญญูอย่างสูงต่อผู้มีพระคุณทุกท่าน ต้องดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเป็นอย่างดี อย่าได้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด

 

 

Read Full Post »