Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ธันวาคม, 2014

เรื่องของคู่ครอง ครอบครัว เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องในชีวิตซึ่งสำคัญมาก ควรต้องเริ่มตั้งตอนที่มีคู่รักเลย

คำอธิษฐานในเรื่องคู่ครอง

 

พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ในเรื่องของความรักและบุพเพสันนิวาส ไว้ดังนี้ (ธัมมปทัฏฐกถาภาคที่ ๒ สามาวดี)ไว้ว่า “ปุพฺเพ สนฺนิวาเสน..ปจฺจุปนฺนหิเตน วา , เอวนฺตํ ชายเต เปมํ..อุปลํว ยโถ ทเก ฯ ” แปลโดยสรุปได้ว่า

 

ความรักและบุพเพสันนิวาสนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เท่านั้นคือ

๑. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน

๒. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

 

โดยความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น มักจะตีความหมายของ บุพเพสันนิวาสว่า การเกิดมาเพื่อคู่กัน เป็นคู่ที่เคยได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน รวมไปถึงประเภทคู่รักแบบไฟแลบแปลบๆ ที่แค่มาพบประสบหน้า มาเจอกันก็เกิดความรักขึ้นมาทันที

 

บุพเพสันนิวาส ถูกเข้าใจผิดกันไปว่า เป็นแค่เรื่องของคู่เท่านั้น เรื่องของคนสองคนในฐานะสามีภรรยาเท่านั้นแต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะในเชิงลึกนั้น แท้ที่จริงแล้ว ความหมายของบุพเพสันนิวาสนี้ซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะ เพราะยังกินความหมายเข้าไปถึง  การที่คนทั้งคู่อาจจะได้อยู่ร่วมอันในฐานะอื่นก็ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อนกับเพื่อน ศิษย์กับอาจารย์ บ่าวกับเจ้านาย หรือในบางคู่ถึงขึ้นเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยก็มี เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน หรือคนที่เคยทำกรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ

 

คำว่า “กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ” เป็นคำที่หมายถึง คนสองคน หรือมากกว่านั้น เคยทำอะไร ร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วย ดังนั้นเรื่องของบุพเพสันนิวาสจึงไม่ใช่และไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ครองกันเสมอไป เพราะกรรมร่วมกันนั้นมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี

 

อีกเรื่องหนึ่งมีหลายคนในยุคปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าเรื่องของคนที่จะมารักกันได้นั้นเป็นเพราะพรหมลิขิต ชักนำ พระพรหมท่านเป็นคนลิขิตบังคับพาให้มาเจอกัน รักกัน จนมาจับคู่อยู่เป็นคู่ตุนาหงัน  ในเรื่องพรหมลิขิตนี้อยากจะแสดงความคิดส่วนตัวว่า ในเรื่องพรหมลิขิต ฟ้าลิขิตนี้เป็นการคิดที่น่าจะผิดแนว ผิดทิศ เลี้ยวลงคลองไปเลย

 

ในคติพุทธศาสนา พระพรหม นั้นถูกจัดอันดับให้ท่านนั้นเป็นชาวสวรรค์ชั้นสูงขั้นหนึ่งที่สูงกว่าเทวดาทั่วไป เรียกกันว่า “พรหม” พระพรหมท่านไม่มีเพศ แต่ก็ยังอยู่ในกามาวจรภพ คือ มีการวนเวียน ว่าย ตาย เกิด อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่า ชั้นพรหม และกว่าจะถึงขั้นนี้นั้นยากมาก

 

พระพรหมต้องเป็นผู้ปฎิบัติที่เคร่งครัด ประพฤติดี ประพฤติชอบ  ฌานของท่านสูง และมีบุญฤทธิ์มากในบางครั้งท่านอาจจะสงสาร มีเมตตา ช่วยดลใจจิตของคนสองคนเข้ามาหากัน หรือเพื่อช่วยเป็นแรงส่งให้สร้างบุญกุศลได้หรือมาร่วมโมทนาคุณความดี บุญกุศลที่มนุษย์ได้ทำขึ้น แต่ไม่ใช่กงการอะไรของท่าน ที่ท่านจะไปใช้กำลังอำนาจจิตไปบีบบังคับ ให้ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างโน่น จับคู่ตามใจท่านนั้นคงเป็นไปไม่ได้ !

 

แต่ที่เป็นตัวการสำคัญที่จะลิขิตคนทุกคนได้นั้น ก็คือ กรรมเป็นผู้ลิขิต

 

กรรมย่อมจำแนกสัตว์โลกให้แตกต่างกันคือ ทั้งเลวและประณีต ขอให้เชื่อเถิดว่า ชีวิตของเราทุกคนนั้น ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎแห่งกรรม ไม่มีผู้ใดมาควบคุมชีวิตของเราได้

 

กรรมจะเป็นผู้กำหนดเอง และเรื่องของความรักและเนื้อคู่ในแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นก็เป็นเรื่องของกรรมลิขิตล้วนๆ ทั้งจากการที่เคยอยู่ร่วมกันมา และในชาติปัจจุบันได้ใกล้ชิด เกื้อกูลกันมากกว่า

 

ทุกคนเรานั้นเคยมีคู่หลายคนมากมายมหาศาล ด้วยเหตุที่เรานั้นเวียน ว่าย ตาย เกิดมาหลายภพชาติได้ทำบุญและกรรมร่วมกันมาหลายคนในหลายภพ คนที่ต้องมาเจอ มาอยู่ด้วยกันในชาตินี้เป็นหนึ่งในอดีตคู่ของเรา ส่วนเนื้อคู่คนอื่นๆ ก็อาจจะพบกันในชาติต่อไป หรือไม่พบเลยก็ได้

 

หรือในบางคน คนที่เราทำบุญด้วย(เพื่ออยากมาเจอกันอีก) ดันมาเกิดพร้อมกันกับเราในชาตินี้หลายคนเสียนี่  เลยตกลงว่าเราก็เจอกับคนเหล่านั้นกันหมดเลย ทุกคนๆ แต่ในความจริงแล้วเราก็จะเลือกแต่งงานกับคนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นวาระของกรรมนั้นแสดงผลในชาตินี้ ทำให้ถูกใจต้องใจกันทั้งบุญและบาปที่เป็นกรรมร่วมกันมา

 

คู่ชีวิตคือ คนที่เราต้องแต่งงาน อยู่กินกันตลอดชาตินี้ ถ้าบุญมากหน่อย ก็เรียกว่า คู่บุญ ถ้าบาปมากกว่าบุญ ก็ เรียกว่า คู่เวร คู่กรรม แต่ถ้าบุญและบาปพอๆ กัน มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เราเรียกว่า คู่ทุกข์คู่ยาก

เป็นเรื่องผลของกรรมที่ได้ร่วมกระทำกันมา

 

เรานั้นระลึกอดีตชาติไม่ได้ และไม่น่าจะจำได้เนื้อคู่เราได้ทุกคน เพราะเหตุการณ์ในแต่ละภพชาติมันทับถมมานานนับล้านๆ ชาติ เหมือนเราเอากระดาษเปล่ามาแผ่นหนึ่ง หยิบปากกาหมึกสีน้ำเงินมาเริ่มเขียนลงไปทุกวันๆ ทับกันลงไป สัก 1 เดือนก็พอ เราย้อนกลับไปดูได้หรือไม่ว่า ในวันแรกๆ เราเขียนอะไรลงไปในกระดาษใบนั้น เราอ่านมันออกหรือไม่ ซึ่งให้เก่งสุดๆ ก็ไม่มีทางที่จะอ่านออกเป็นใจความได้

 

หลายคนถึงแม้จะเคยอยู่ร่วมชาติกันมาแต่ปางก่อนก็จริง แต่ไม่ได้เป็นครองคู่กันในชาตินี้ อาจจะต้องมีเหตุที่มาจากวิบากกรรมมาตัดรอนและเป็นกรรมบีบคั้น มีอันต้องแคล้วคลาดกันได้

 

เนื้อคู่ นั้นหมายถึง คนที่จะมาเกิดมาเป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบันและ ต้องพึงพอใจในกามราคะ ถึงจะอยู่ร่วมกันได้ อาจจะเป็นชายและหญิงที่เคยอยู่ร่วมกันมาในหลายภพ หลายชาติที่ผ่านมา หรือจะเป็นชายกับชาย เป็นหญิงกับหญิง หรือเป็นกลุ่ม คนที่อยู่ในบุพเพสันนิวาสก็ได้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเพื่อนกับเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ศิษย์กับครู นายกับบ่าว ที่มีเป็นลำดับจำนวนมากมายมหาศาลในภพชาติที่ผ่านมา

 

ขอย้ำไว้อีกครั้งว่า แต่คนสองคนที่มาเป็นผัวเมียกันได้ในชาตินี้หรือเป็นเนื้อคู่กันนั้น ต้องมีเรื่องของกามราคะเป็น ตัวเหนี่ยวนำเข้ามาหากัน  และกรรมได้ลิขิตเท่านั้น

 

เพราะที่กล่าวมาแล้วว่า กลุ่มคนในบุพเพสันนิวาสที่มีหลายประเภทนั้น ถ้าไม่มีกามราคะเป็นตัวเหนี่ยวนำก็จะไม่มีทางได้มาเป็นสามีภรรยากันหรือเนื้อคู่แน่นอน และมีหลายคนที่ได้สละความเป็นลำดับเนื้อคู่สู่โลกแห่งธรรมะ ก็สามารถใช้บุญนั้นหยุดวิบากกรรมที่จะนำมาสู่การเป็นผัวเมียกันได้ ยิ่งในระดับของผู้ปฎิบัติธรรมชั้นสูง คือ ตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านตัดสิ้นแล้วในกามราคะ และไม่ปรารถนามาเกิดอีกแล้ว ท่านก็สละสิทธิ์ ไม่มีการที่จะมาต่อคิวลำดับใครอีกแล้ว พวกเนื้อคู่เก่าก่อนที่ท่านจะบรรลุก็หลุดไป

 

และที่บอกว่าอาจจะเป็นชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงก็ได้นั้น หมายถึงในภพก่อน อาจจะเคยเป็นคู่ที่รักกันมากๆ  มีความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกันกัน ทำงานร่วมกัน ทำบุญกุศลร่วมกัน  แล้วด้วยจิตที่เคยผูกพันอธิษฐานร่วมกันมา เมื่อมาเกิดชาติใหม่ด้วยกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกันจึงอาจจะเกิดมาในเพศเดียวกันและมีเรื่องของกามราคะที่เป็นกรรมลิขิตด้วยแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ชาตินี้จึงต้องมาเป็นคู่กันถึงจะคนละเพศ

 

แล้วเคยได้ยินไหมที่บางคู่บอกว่า อยู่กันเหมือนเป็นเพื่อน บางคนชอบบอกว่าสามีนั้นดูแลเหมือนกับพ่อ เพราะอาจจะเคยเป็นเพื่อน เป็นพ่อมาก่อนก็ได้ เป็นไปได้ทั้งนั้นเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาสของจริงนั่นเอง

 

ในข้อที่บอกว่า ลำดับของเนื้อคู่ทำไมถึงต้องบอกว่ามากมายมหาศาล ก็เพราะเราทุกคนนั้นเกิดมาแล้วเป็นล้านๆ ชาติ ยังไม่นับรวมถึงที่เคยเป็นสัตว์เดรัจฉานต่างๆ  เอาแค่ว่าชาติที่มีบุญเกิดเป็นมนุษย์ชาติเดียวนั้นเป็นคู่ผัวตัวเมียเดียว ไม่มีอนุภรรยาหรือมีอนุสามีมาเป็นเนื้อคู่ลำดับต่อไปเพิ่มขึ้นมาอีก

 

คำว่าเนื้อคู่แท้นั้น ในนิยามความหมายก็น่าจะเป็นคู่ที่ทำให้ชีวิตของทั้งสองคนนั้นมีความสุข ความเจริญ ไม่มีการขัดแย้งกันรุนแรงทั้งใน 4 ด้าน รวมถึงมีความเสมอกันหรือใกล้เคียงกันทั้งศรัทธา ศีล  จาคะ ปัญญา และร่วมกันทำกรรมดี ละเว้นความชั่ว และช่วยกันประกอบอาชีพสุจริตหาทรัพย์ รักษาทรัพย์และใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนและคนอื่น (จาคะ หมายถึงการสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น และหมายรวมถึงการสละละทิ้งกิเลส ละความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความใจแคบ และการเลิกละนิสัย ตลอดถึงความประพฤติที่ไม่ดี ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ก่อความบาดหมางทะเลาะเบาะแว้ง เป็นต้น

 

มีการดำรงชีวิตอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี มีเกียรติที่พึงมี รู้จักเคารพคนที่ควรเคารพ รู้จักกาล รู้จักรับผิดชอบในการงาน ไม่เกียจคร้าน อันนี้พูดถึงหลักของการเป็นคนดีของคนสองคนที่ต้องช่วยกันประคับประคอง

 

แล้วเราจะเจอเนื้อคู่ที่ดีได้อย่างไรในชาตินี้ การอธิษฐานช่วยได้แน่นอน

 

สำหรับในการไปการอธิษฐานนั้นขอแยกเป็นสองประเด็นเพื่อให้เข้าใจกันอย่างเด่นชัด

 

ประเด็นที่หนึ่ง แรงปรารถนาและแรงอธิษฐานในชาติก่อน ในชาตินี้ถ้าเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เราไปอธิษฐานอะไรไว้มั่ง หลายคนมาชาตินี้ถึงยังไม่ได้เจอเนื้อคู่แท้เลย เราอาจจะอธิษฐานหนักข้อไปหน่อยแบบทุกชาติไม่ต้องเจอเนื้อคู่ หรือมีข้อแม้พิเศษอะไรก็ตาม ชาตินี้จึงมีแต่วูบๆ วาบๆ คบหาดูใจกัน ได้พักเดียวก็ต้องแยกจากกัน แต่เรารู้สึกลึกๆ ว่าเหมือนเรารอคอยใครอยู่สักคน ทำไมยังไม่มาตามนัดเสียที  บางคนถึงขั้นมีนิมิตเห็นหน้าเห็นตากันเลยถ้าจิตนั้นมีฤทธิ์พอ

 

หรือเพราะเหตุอะไรก็ตามทำให้ต้องอยู่คนเดียว อย่างที่บอกไปแล้วว่า อาจจะเป็นที่เนื้อคู่ลำดับต้นยังไม่ได้มาเกิด หรืออาจจะมีวิบากกรรมมาขวางเอาไว้ ต้องรอให้หมดวิบากกรรมเสียก่อน จึงจะพบกัน ถ้าเราไม่มั่นใจในเรื่องนี้ และยังอยากที่จะมีคู่อยู่ ก็ต้องไปอธิษฐานแก้ขออำนาจแห่งบุญที่เราทำตั้งแต่ในอดีตชาติ และบุญใหม่ที่เราทำทั้งหมดได้ชาตินี้ ขอแรงบุญกุศลช่วยยกเลิกเนื้อคู่เก่าที่ในวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร

 

และขออานิสงส์ผลบุญที่เราทำมาทั้งหมด จงเป็นพลวปัจจัยให้นำพาคู่ในลำดับต่อไปมาพบเจอะเจอกัน ได้ครองคู่กัน และที่สำคัญควรอธิษฐานกำหนดสเปคที่เราอยากได้ด้วย แต่ขอแนะนำสักนิดว่า อย่าให้มันเกินไปนัก เอาแต่พอดีเดินสายกลางไว้ดีที่สุดและปลอดภัยกว่าเยอะ

 

ประเด็นที่สอง เรื่องของกรรมในปัจจุบัน เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่จิตใจของเราเองด้วย เมื่อภายในดูใจได้คงที่แล้ว ภายนอกก็สำคัญ ทั้งกิริยา วาจา รูปร่างหน้าตา ก็หมั่นดูแลปรับปรุงให้ดูดี อย่าปล่อยตัวเองจนโทรม ขี้เกียจไม่ทำงานทำการ แล้วมาบอกว่าไม่เห็นจะเจอเนื้อคู่สักที เพราะกรรมปัจจุบันที่เราทำไม่ดีเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเหตุในกรรมปัจจุบันเราไม่ทำให้ดีขึ้นเลย ปล่อยตัวขนาดนั้น ใครเขาจะมาอยู่กับเราได้ ดังนั้นอย่าไปโทษวิบากกรรมเก่าแต่ฝ่ายเดียว ต้องทำกรรมในปัจจุบันให้ดีด้วย

 

เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบและอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต ด้วยแรงปรารถนา และโดยการอธิษฐานขอให้พบเนื้อคู่แท้ การอธิษฐานจะได้ผลเร็วขึ้นอยู่กับจิตที่แรงกล้า แข็งแกร่ง ต้องมาจากบุญบารมี ที่เกิดขึ้นได้จากการทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น จึงจะสามารถทะลุทะลวงวิบากกรรมบางอย่างให้บรรเทาพอที่หลุดลอดไปหากรรมดี พบเนื้อคู่แท้ได้

 

การจะทำให้จิตกล้าแข็งได้ ต้องมีการฝึกปฎิบัติ เหมือนกับเรายกดัมเบลล์เพื่อให้กล้ามขึ้นนั่นแหละ จิตก็เหมือนกันต้องมีการฝึกซึ่งมาจากการทำสมาธิที่ถูกต้องด้วย ถ้าจิตนั้นไม่มีแรงพอ จิตก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เหมือนคนที่ตกรถประจำทางอยู่ที่ป้ายรถเมล์  เพราะไม่มีค่าโดยสารจะเดินทางไปต่อ ถ้าเรามีเงินพอหรือจิตเราถึงเราก็ไปได้แน่นอน  หรือในบางครั้งเราอาจจะต้องไปขอความช่วยเหลือของคนอื่น หรือที่เรียกว่า พึ่งบุญบารมีคนอื่นเขา ก็จะไปถึงได้

 

ในเรื่องพึ่งบุญและเชื่อมบุญ นั้นได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้ว ในหนังสือชื่อ ปาฎิหาริย์เชื่อมบุญ หาดูได้ในชุดนี้ จะขอกล่าวเพียงย่อๆ เท่านั้น ว่าถ้าตัวเรานั้นมีบุญบารมีไม่พอที่จะกระทำเรื่องต่างๆ นั้น ควรจะไปพึ่งบุญคนอื่น ที่เป็นคนที่มีบุญร่วมกันกับเรา ถ้ามีบุญเก่าน้อย ก็สร้างบุญใหม่มาเชื่อมบุญระหว่างท่านผู้มีบุญบารมีมากกว่าเรากับตัวเราเสียก่อน ให้เป็นบุญที่ใหญ่ขึ้นและขอให้ท่านช่วยเมตตาสงเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ให้

 

ในเรื่องของเนื้อคู่ จึงมีการช่วยจับคู่ให้ ทั้งเป็นแม่สื่อแม่ชัก หรือผู้ใหญ่ช่วยเหลือเปิดทางให้เจอกัน หรือถึงขั้นไปสู่ขอต่อพ่อแม่ให้ด้วย พ่อแม่ผ้หญิงเขาเกรงใจในบุญบารมีของท่านผู้ใหญ่ของเรา เขาก็ยกให้ แม้จะไม่ชอบเราเสียเท่าไร

 

เมื่อเป็นคู่ครองแล้ว อธิษฐานมาอย่างดีแล้วทำไมถึงต้องเลิกกัน

 

เรื่องนี้นั้นเกิดจากหลายสาเหตุเช่นกัน เพราะคนที่เราคิดไปเองว่าใช่เนื้อคู่ ของเรานั้น มันอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่แท้ก็ได้ อาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขากลับชาติมาเกิด มาพบและอยู่กับเราก็เพราะกรรมลิขิต แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชดใช้กรรมแก่กันเป็นที่พอใจแล้ว ก็จะแยกย้ายกันไป เป็นประเภทคู่เวรคู่กรรมกัน

 

ยังมีอีกหลายสาเหตุมากมาย รวมถึงไปได้คนที่มีปัญญา มีศีลไม่เสมอกันด้วยหลายคู่ต้องเลิกกันเพราะศีลไม่เสมอกัน มันมีช่องว่างห่างกันมากๆ เมื่อมีเหตุปัจจัยอะไรอื่นขึ้นมาอีกนิดเดียว มันเหมือนฟางเส้นสุดท้ายจนต้องแยกทางกันไป และคนทั้งคู่ไม่ได้ทำบุญใหม่ร่วมกันเลย ไม่เคยชวนกันไปทำกรรมดีเลย  มันจึงไม่มีสายใยหรือแรงดึงดูดที่จะทำให้มารักกัน มาร่วมในบุญกันอีกได้ ก็ต้องแยกย้ายกันไปเมื่อหมดวาระของกรรม

 

ทางที่ดีที่สุด ถ้าเรามีความปรารถนาจะอยู่ร่วมกับเขาอีก ก็พยายามทำกรรมดีให้มากเข้าไว้ ยิ่งทำร่วมกันมากขึ้นเท่าไร ก็จะมีสิทธิ์ที่จะเจอกันมากขึ้น และแรงแห่งการอธิษฐานอาจจะช่วยได้ ถ้ายังมีบุญร่วมกันพอ หมั่นทำบุญร่วมกัน ทั้งงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น งานเผยแพร่หนังสือธรรมทาน งานบุญใหญ่ๆ ที่วัดวาอารามชอบจัดกัน และที่สำคัญต้องรู้จักที่จะดูแลเกื้อกูลกันอย่างจริงใจ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อดทน อดกลั้น อย่าเอาแต่ใจแต่ตัวเองมากเกินไป

 

คำถอนอธิษฐานและอธิษฐานพบคู่แท้

ข้าพเจ้า……………………………………………ขออาราธนา ขอพระเมตตาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม พระอรหันต์ พระมหาโพธิสัตว์ พระโพฺธิสัตว์ ทุก ๆ พระองค์ พระมหาจักรพรรดิทุก ๆ พระองค์ พระอริยสงฆ์ อริยบุคคล ครูบาอาจารย์สืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง ครูบาศรีวิชัยเจ้า  หลวงปาน วัดบางนมโค หลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(ฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง เป็นที่สุด

ด้วยข้าพเจ้าเคยประมาทพลาดพลั้ง เป็นผู้มีมิจฉาทิฐิด้วยความไม่รู้ ข้าพเจ้าขอถอนสาปแช่ง คำอธิษฐาน และพันธนาการทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง หากแม้นข้าพเจ้าเคยร่วมอธิษฐานครองคู่กับผู้ใดมาก็ตาม (หรือในเรื่องใดก็ตาม ให้ระบุลงไปถ้าไม่รู้จริงๆ แต่มีอุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอดให้ กล่าวว่า ทุกการอธิษฐานที่เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อม เกิดบาปและอุปสรรคทั้งปวง )

ข้าพเจ้าขอยกเลิกคำอธิษฐาน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน และอโหสิกรรมให้แก่บุคคลเหล่านั้น เพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลพระนิพพานในที่สุด

ด้วยผลบุญแห่งการให้อภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ขอได้พบคู่แท้ที่มากบุญบารมีร่วมกัน ให้ได้พบแต่กัลยาณมิตร ให้ห่างจากคนพาลทั้งหลาย ขอให้ได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ขอให้เป็นผู้มีสติรู้ได้ในทุกขณะจิต ขอให้เป็นผู้มีกำลังใจเข้มแข็ง กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำประกอบกิจการงานใดที่ถูกศีล ถูกธรรม มีผู้ช่วยเหลือให้เป็นผลสำเร็จทุกประการ ความไม่มี ไม่พอ และอุปสรรคใดๆ ก็อย่าได้บังเกิดขึ้น

ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำมาอย่างดีแล้วตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ขอให้คำอธิษฐานของข้าพเจ้าจงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ๆ ทุกประการเทอญ…

 

เมื่อเสร็จการกล่าวอธิษฐานแล้ว ขอให้ทำสมาธิต่ออีก ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเสร็จแล้วให้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ใด มนุษย์หรืออมนุษย์ ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี เมื่อแผ่เมตตาเสร็จสิ้นแล้วเป็นอันจบการถอนอธิษฐานตามแบบฉบับของครูบาอาจารย์ที่สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณ

( สำหรับเรื่องปลดกรรมลดกรรมที่มาจากความรัก คู่ครองให้ไปดูรายละเอียด วิธีทั้งหมดในเล่มปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒   ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน)

 

สำหรับคำอธิษฐานทั่วๆ ไปในเรื่องการงาน การเงิน สุขภาพหรือเรื่องอื่นๆ นั้นให้เราประยุกต์เอาจากตัวอย่างคำอธิษฐานที่บอกไปแล้ว ในการอธิษฐานทุกครั้งถ้าเป็นไปได้พยายามอธิษฐานเจาะจงจะดีกว่าอธิษฐานเหมารวม ควรตั้งจิตอธิษฐานซ้ำๆ ให้เป็นประจำเพราะจะปักย้ำลงไปในจิตแบบไม่มีหลุด ต้องทำเหตุลงมือทำสิ่งที่ต้องการนั้นให้ตรงกับคำอธิษฐาน มีบุญ มีปัญญาประกอบเราจะได้ตามที่เราปรารถนาทุกประการ

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Advertisements

Read Full Post »

พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิบทสวดชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

การทำแท้งนั้นถือว่าเป็นการทำกรรมที่รุนแรงมาก เป็นวิบากกรรมหนัก เนื่องจากการทำแท้งเป็นการทำลาย ทำร้ายกระทำต่อวิญญาณที่บริสุทธิ์ ไปตัดโอกาสในการมีชีวิตของผู้อื่น วิญญาณที่กำลังจะเกิดมาเพื่อทั้งสร้างบุญกุศลและทั้งชดใช้กรรม โดยปกติ เด็กที่เกิดมานั้นหากถูกทำแท้งให้ตาย ก็จะกลายเป็นดวงวิญญาณที่ยังไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ ต้องอาศัยอยู่ภพของสัมภเวสี ที่ต้องอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะหมดอายุขัยจริง  เช่น ถ้าเขามีอายุขัยจริง 70 ปี แต่เขาถูกทำให้ตายตอน 2 เดือน เขาก็จะมีชีวิตที่ไปไหนไม่ได้อีก 69 ปี 10 เดือนจนถึงอายุขัยเขาถึงจะไปเกิดใหม่ได้ หรือถ้าเขาโชคดีได้พบครูบาอาจารย์ที่เก่งและมีบุญมาก ท่านเมตตาส่งบุญไปให้ได้ หรือคนที่เป็นแม่อุทิศบุญให้เขาจนมีบุญบารมีพอที่จะปรับภพภูมิหรือได้ไปเกิดใหม่ตามกรรมของเขา

ปลดกรรมอันเกิดจากการทำแท้งหรือมีส่วนร่วมในกรรมนั้น

 

ถ้ายังไปไหนไม่ได้และเป็นดวงวิญญาณเด็ก เขาก็มักจะเกาะติดอยู่กับแม่ เพราะเขารู้แล้วว่าคนไหนเป็นแม่ เป็นคนที่จะให้กำเนิดเขา เขามีความผูกพันกันในรูปแบบของพ่อแม่ลูก ถ้าเขาแค้นเคืองอาฆาตมาก ก็จะทำให้แม่และพ่อ รวมถึงคนที่มีส่วนที่ทำให้เขาไม่ได้มาเกิดต้องพบกับความทุกข์มาก และกรรมนั้นแก้ไม่ได้อยู่แล้วยังไม่รวมกรรมเก่าของคนที่เป็นแม่และคนที่มีส่วนร่วมด้วยแล้ว เชื่อว่าต้องพบกับยากลำบากในชีวิตขึ้นอีกเป็นหลายเท่าทวีคูณ

 

ทั้งผู้ที่ทำแท้ง เด็ก แม่ พ่อผู้ให้ความร่วมมือ ผู้ช่วยออกเงิน แพทย์หมอเถื่อน พยาบาล ผู้ช่วยทั้งหลายซึ่งขอกล่าวโดยร่วมว่าเป็น “ผู้มีส่วนร่วมในกรรม” แม้ว่าจะอ้างเหตุผลร้อยแปดในการประกอบอาชีพและจุดประสงค์เพื่อการทำแท้งให้ลุล่วงต่างก็มีส่วนในการประกอบกรรมเหล่านี้ทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาได้รับผลของบาปกรรมนั้นแล้วก็ต้องได้รับผลกรรมของแต่ละคนไปตามความหนักเบาของส่วนร่วมในกรรมของแต่ละคนอย่างแน่นอน

 

ผลของการทำแท้งจะก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ที่ทำมาก เช่น อาจจะดวงตก ทำมาค้าขายไม่ขึ้น มีอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เจ็บป่วยเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธ์ มะเร็งปากมดลูก เนื้องอกในรังไข่ มีปัญหาด้านความรัก ถูกทอดทิ้งหรือคู่ครองอาจจะมีชู้ บางทีอาจจะถูกทำให้เกิดปัญหามากๆจนคิดฆ่าตัวตาย เหตุเพราะวิญญาณนั้นต้องการจะไปเกิดใหม่เพื่อใช้กรรม หรือเขาขวางเอาไว้เพื่อให้แม่ของเขาหรือคนที่มีส่วนร่วมที่ทำให้เขาตาย ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหมือนกับที่เขาได้รับ

 

ทางแก้ไขมีทางเดียวคือ ต้องสร้างบุญตลอดเวลาและอุทิศให้เขา เมื่อเขาได้รับผลบุญบารมีที่มากพอแล้วเขาจึงจะสามารถอภัยให้กับผู้ที่ก่อกรรมและสามารถไปเกิดใหม่ได้ (ดูการสร้างบุญให้ได้บุญมากในหนังสือชื่อปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑     สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้บุญมาก ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!)

 

นอกจากจะแก้ไขด้วยการสร้างพลังบุญที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลมาก ด้วยการปฏิบัติดังที่ได้แนะนำข้างต้นแล้ว ก็ให้เสริมด้วยการไปซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กทารก เช่น ขวดนม นมผง ผ้าอ้อม รถเข็นเด็ก ของเล่นเด็ก ฯลฯ แล้วก็นำไปถวายให้แก่พระสงฆ์ และก็ใช้วิธีการเดียวกับเคล็ดลับการสงเคราะห์สัตว์ข้างต้นที่ต้องขอผาติกรรมหรือแลกคืนหรือซื้อคืนจากท่าน แล้วก็นำของเหล่านั้น ไปบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กอ่อนต่อไป

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒ ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

( 5 จบ)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิเชิญพระเข้าตัว แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

 

(ให้อธิฐานจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย และระบุสถานที่ด้วยก็ได้ สำหรับททสวดคาถามหาจักรพรรดิ ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้สวดเท่าที่เรามีกำลังหรือสวดตามกำลังของแต่ละวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10)

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑ สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้บุญมาก ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

การอธิษฐานประเภทนี้จัดเป็นการเริ่มต้นในการเข้าไปขอ “อโหสิกรรม”ที่ได้ผลอย่างหนึ่ง จากที่เราไปกระทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เรารู้ตัว หรือไม่รู้ตัว แต่รู่แน่ๆว่าคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ตามมาทวงหนี้กรรมจนชีวิตวุ่นวายไปหมด และอยากทำการขอโทษ ด้วยการขอขมาในเบื้องต้นได้ทำการล่วงละเมิดต่อเขา

การอธิษฐานเพื่อการขอขมาเจ้ากรรมนายเวร

 

ตัวอย่างคำอธิษฐานขอขมาเจ้ากรรมนายเวรแบบย่อ

นะโมฯ   3  จบ (แล้วต่อด้วย)

 “อิทังบุญพลัง” ผลบุญใดที่ได้บำเพ็ญแล้ว ณ.โอกาสนี้และในทุกภพชาติ ขออุทิศผลบุญนี้ให้แก่ ชื่อ………………………………… และเทวดาประจำตัวท่าน ที่ข้าพเจ้าได้สร้างกรรมล่วงเกินต่อท่านทั้งกาย วาจา ใจทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนา รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ขอได้โปรดโมทนาและรับบุญกุศลนี้ไปและหากท่านยินดีในบุญกุศลนี้ ขอได้โปรดอดโทษ ยกโทษและให้อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

 

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งฝากแนะนำทุกท่านว่า การทำผิดหรือคาดว่ามีความผิด โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เจตนาหรือไม่เจตนา ควรทำการขอขมาเสีย เพื่อช่วยปัดเป่าอุปสรรคที่จะขัดขวางให้แรงอธิษฐานนั้นไปไม่ถึง

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๔ ห้อยพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเป็น ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อารา เมฯ

เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่)

ตัตตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ

ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเส วิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ

วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ กะตะเม เอกาทะสะ?

(๑) สุขัง สุปะติ (๒) สุขัง ปะฏิพุชฌะติ (๓) นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ (๔) มะนุสสานัง ปิโย โหติ

 

(๕) อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ (๖) เทวะตา รักขันติ (๗) นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ (๘) ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ

 

(๙) มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ (๑๐) อะสัมมุฬฬะโห กาลัง กะโรติ (๑๑) อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรหมมะโลกูปะโค โหติฯ

 

เมตตายะภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ

ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏิฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ

 

อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

อัตถิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

อัตถิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

กะตีหาการเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุติฯ

สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

 

(๑) สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปาณา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ

อิเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

 

(๑) สัพเพ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ

อิเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

 

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขะณายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิยายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขินายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตารายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๑) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติฯ

อิเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

สัพเพสัง สัตตานัง ปีฬะนัง วัชเชตวา

อะปีฬานะยะ อุปะฆาตัง วัชเชตวา

อะนุปิฆาเตนะ สันตาปัง วัชเชตวา

อะสันตาเปนะ ปะริยาทานัง วัชเชตวา

อะปะริยาทาเนนะ วิเหสัง วัชเชตวา

อะวิเหสายะ สัพเพ สัตตา อะเวริโน โหนตุ มา เวริโน สุขิโน โหนตุ มา ทุกขิโน สุขิตัตตา โหนตุ มา

ทุกขิตตาติ อิเมหิ อัฏฐะหากาเรหิ สัพเพ สัตตา เมตตายะตีติ เมตตา ตัง ธัมมัง เจตะยะตีติ

เจโต สัพพะพะยาปะทะปะริยุฏฐาเนหิ มุจจะตีติ เมตตา จะ เจโตวิมุตติ จาติ เมตตาเจโตวิมุตติฯ

เมตตา พรหมมะวิหาระภาวะนา นิฏฐิตา.

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

เริ่มต้นด้วยการนั่งขัดสมาธิตัวตรงแบบไม่ต้องเกร็งร่างกาย เอาขาขวาทับขาซ้าย ถ้าหากไม่ถนัดก็สามารถนั่งเก้าอี้ในอิริยาบถสบายๆ ก็ได้เอามือขวามาทับมือซ้ายหลับตาเบาๆ โดยไม่ต้องบีบเปลือกตาหรืออย่ากดเน้นลูกนัยน์ตาเพราะจะทำให้ไม่สะดวกในการทำสมาธิ

วิธีการทำสมาธิอย่างง่ายๆ ทำอย่างไร?

 

ในบทนี้จะใช้ตัวอย่างในสายพุทโธ (มีวิธีการบริกรรมคำภาวนามากมายให้เลือกตรงกับจริตตามบุญของตน) เริ่มจากภาวนาว่า “พุท” เมื่อหายใจเข้า บริกรรมภาวนาว่า “โธ” เมื่อหายใจออก ต้องพยายามให้มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและหายใจออก  ค่อยๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ จนเมื่อจิตนิ่งไม่ได้คิดอะไรแล้วจึงค่อยหยุดบริกรรมแล้วนั่งต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าจิตมันเริ่มคิดซัดส่ายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ ก็ให้รีบกลับมาบริกรรมคำภาวนานี้ใหม่จนกว่าจิตจะนิ่งเช่นเดิม

 

ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าพยายามกำหนดลมเข้าออกให้ทันเท่านั้น การเจริญภาวนาบทนี้จะต้องทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผล ไม่ใช่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วหยุดไปตั้งอาทิตย์สองอาทิตย์ หรือตั้งเดือนจึงทำอีก อย่างนี้ไม่ได้ผล ต้องทำบ่อยๆ ติดต่อกันไป

 

การนั่งสมาธิด้วยการภาวนาอยู่เช่นนี้จิตก็จะนิ่งอยู่ที่ลมหายใจ ก็ถือว่าเป็นสมาธิซึ่งเป็นพื้นฐานของการชำระจิตให้สะอาดที่อยู่ในกมลสันดานของแต่ละคน เมื่อจิตอยู่นิ่งแล้วก็เกิดความง่ายที่จะทำให้สะอาดเพราะรู้ว่าจิตอยู่ตรงไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ “การเจริญภาวนา” เป็นการซักฟอกให้สะอาดหมดจดในชั้นต่อไป

 

  1. การเจริญภาวนา (เจริญปัญญา เจริญวิปัสสนา)

การเจริญภาวนาหรือเจริญปัญญานั้นต่างไปจากความเป็นสมาธิ ตรงที่สมาธิเป็นเพียงการทำใจให้สงบนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอารมณ์เดียวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้นึกคิดอะไร แต่การเจริญปัญญา (คำพระท่านว่า วิปัสสนา) ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

 

การเจริญปัญญานั้นเป็นการคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลในสภาวะที่เป็นธรรมและความจริง

เป็นการพิจารณาลงไปให้ลึกในรายละเอียดในแต่ละสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป (อนิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ (ทุกขัง) คือทุกอย่างเป็นสภาพที่ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เกิดขึ้นแล้วไม่อาจทรงตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา และ สุดท้ายคือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตนและไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหรือเป็นของๆ ใครใดๆ ทั้งสิ้น (อนัตตา)

 

ยกตัวอย่างเช่นบทบริกรรมกรรมฐานที่ว่า เกสา (ผม) โลมา (ขน) นะขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตะโจ (หนัง) และ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ทวนกลับไปกลับมาอย่างนี้เป็นการทบทวนพิจารณาว่า ทั้งผม ขน เล็บ ฟัน และหนังของคนเรานั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเกิดขึ้นแล้วก็ร่วงหล่นผุผังหรือเหี่ยวไปทั้งสิ้นไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ใช่สา ระสำคัญที่เราควรจะไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดเพราะแม้แต่ร่างกายของตนเองยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งอื่นๆ ในโลกนี้ก็เช่นเดียวกันย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป

 

เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปตามที่กล่าวมานี้ได้ก็ถือได้ว่าได้ทำการชำระจิตให้หมดจดจนบริสุทธิ์ที่แท้ เพราะจิตใจสามารถยอมรับสภาพความจริงทั้งหลายและความเป็นไปทั้งหลายของโลกได้อย่างแท้จริง หลวงปู่ชา ท่านเมตตาสอนไว้ว่า

 

“…เมื่อเราใช้จิตที่ฝึกดีแล้วพิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้ ให้รู้แจ้งแน่ชัดว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสังขารที่เกิด เป็นเหตุให้เราไม่ยึดถือหรือหลงใหล เมื่อเราได้อะไรมาก็มีสติ ไม่ดีใจจนเกินไป เมื่อของสูญหายไป ก็ไม่เสียใจจนเกิดทุกขเวทนา เพราะรู้เท่าทัน เมื่อประสบความเจ็บไข้หรือได้รับทุกข์อื่นๆ ก็มีการยับยั้งใจ เพราะอาศัยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เรียกว่ามีที่พึ่งทางใจเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าเกิดปัญญารู้ทันตามความเป็นจริง ที่จะเกิดปัญญาเพราะมีสมาธิ สมาธิจะเกิดเพราะมีศีล มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ ไม่อาจแยกออกจากกันไปได้…”

 

หลังจากทำสมาธิเจริญภาวนาเกิดบุญใหญ่แล้ว ให้อธิษฐานรวมบุญก่อนเพราะเป็นการรวมบุญทั้งบุญที่เราทำในครั้งนี้ และให้กล่าวดังนี้

 

คำอุทิศบุญเพื่อขออโหสิกรรมของตนเอง

ถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว เทวดาใกล้ตัว โดยเฉพาะ………………………….. ( คนหรือสัตว์ หรือใครก็ตามที่เรารู้ว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ถ้ารู้ชื่อด้วยยิ่งดี เพราะเป็นการส่งบุญ อุทิศบุญให้โดยตรงเลย)

 

บัดนี้ข้าพเจ้า………………………………………..(กล่าวชื่อเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้ใช้ชื่อเดิม เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาตามเราที่จิตไม่ได้ตามเราที่ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ ต่อให้เปลี่ยนไปอีกร้อยชื่อ ไปเกิดอีกร้อยชาติเขาก็จำได้ ตามถูกแน่นอน)

 

ได้ทำสมาธิสร้างบุญกุศลใหญ่เพื่อสำนึกถึงความผิดที่ได้กระทำต่อท่านทั้งปวง และรู้สึกเสียใจต่อการกระทำแบบนั้น บัดนี้ในชาตินี้ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลที่ข้าพเจ้าเคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบันและบุญอันเกิดจากการทำสมาธินี้ และที่จะมีต่อไปในอนาคตเพื่อชดใช้ให้ท่าน

 

ขอให้ท่านมารับและอนุโมทนาในบุญกุศลของข้าพเจ้า หากท่านพึงพอใจในบุญกุศลนี้ ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าก็ให้อโหสิกรรมต่อท่านทุกเรื่องทุกเหตุ ไม่มีเวรกรรมต่อกันอีกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป   และโปรดถอนตัวในอุปสรรคต่างๆ เรื่องร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า โดยเฉพาะในเรื่อง………………(เรื่องที่เราอยากจะหลุดพ้น เช่น ปัญหาเรื่องเงิน เรื่องงานโรคเวรโรคกรรมฯลฯ)

 

และให้อานิสงส์แห่งบุญทั้งปวงนี้ เป็นพลังแห่งบุญที่ช่วยปรับภพภูมิของท่านให้สูงขึ้น สุขขึ้น ท่านที่กำลังมีทุกข์ขอให้มีสุข ท่านที่สุขก็ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด..

 

คำอุทิศบุญเพื่อขออโหสิกรรมให้ผู้อื่น (ได้เฉพาะพ่อแม่ ลูก ญาติพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกันเท่านั้น)

ถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว เทวดาใกล้ตัว โดยเฉพาะ………………………….. ( คนหรือสัตว์ หรือใครก็ตามที่เรารู้ว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ถ้ารู้ชื่อด้วยยิ่งดี เพราะเป็นการส่งบุญ อุทิศบุญให้โดยตรงเลย)

 

บัดนี้ข้าพเจ้า……………………………………….. (กล่าวชื่อเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้ใช้ชื่อเดิม เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาตามเราที่จิตไม่ได้ตามเราที่ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ ต่อให้เปลี่ยนไปอีกร้อยชื่อ ไปเกิดอีกร้อยชาติเขาก็จำได้ ตามถูกแน่นอน)

 

ได้ทำสมาธิสร้างบุญกุศลใหญ่แทน……………………………………(เอ่ยชื่อคนที่เราทำแทนให้) เพื่อสำนึกถึงความผิดที่ได้กระทำต่อท่านทั้งปวง และรู้สึกเสียใจต่อการกระทำแบบนั้น บัดนี้ในชาตินี้ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลที่ข้าพเจ้าเคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติ ชาติปัจจุบันและบุญอันเกิดจากการทำสมาธินี้ และที่จะมีต่อไปในอนาคตเพื่อชดใช้ให้ท่านแทน……………….. (เอ่ยชื่อคนที่เราทำแทนให้)

 

ขอให้ท่านมารับและอนุโมทนาในบุญกุศลของข้าพเจ้า หากท่านพึงพอใจในบุญกุศลนี้ ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าก็ให้อโหสิกรรมต่อท่านทุกเรื่องทุกเหตุ ไม่มีเวรกรรมต่อกันอีกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป   และโปรดถอนตัวในอุปสรรคต่างๆ เรื่องร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ………………………….. (เอ่ยชื่อคนที่เราทำแทนให้) โดยเฉพาะในเรื่อง………………(เรื่องที่เราอยากจะหลุดพ้น เช่น ปัญหาเรื่องเงิน เรื่องงานโรคเวรโรคกรรม ฯลฯ)

 

และให้อานิสงส์แห่งบุญทั้งปวงนี้ เป็นพลังแห่งบุญที่ช่วยปรับภพภูมิของท่านให้สูงขึ้น สุขขึ้น ท่านที่กำลังมีทุกข์ขอให้มีสุข ท่านที่สุขก็ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด..

 

****การทำสมาธิจะได้ผลดีขึ้นหลายเท่าหลังทำต่อจากการสวดมนต์ในทุกวัน ถ้าอยากจะให้ดีขึ้นเร็วพลัน ควรสวดมนต์เช้าและก่อนนอน ทำสมาธิต่อท้ายจะได้อานิสงส์บุญมากขึ้น เพราะการสวดมนต์ถือว่าเป็นการสร้างบุญ สร้างความเป็นมงคลให้กับตนเองที่ดีอยู่แล้ว

 

จากหนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๒ ปาฏิหาริย์เชื่อมบุญ ปลดกรรม ชีวิตดีฉับพลัน     โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

Older Posts »