Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2014

-หมั่นสวดมนต์ และเจริญสมาธิภานา แล้วอุทิศบุญไปให้เพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ลูกน้อง คู่ค้า ผู้ร่วมลงทุนหรือแม้กระทั่งคนที่เห็นว่าเราเป็นศัตรู ถ้ารู้จักชื่อ ตอนที่อุทิศบุญและแผ่เมตตานั้นให้เอ่ยชื่อเขาไปด้วยเลย ถ้าไม่รู้ให้บอกว่า ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เข้ามาขัดขวางในเรื่องต่างๆ ที่เราประสบอยู่แบบให้ครบถ้วนเลยได้เท่าไรก็จะยิ่งดีเคล็ดสำคัญที่จะทำให้คนอื่นนั้นเห็นผลดีจากงานที่ทำ

 

คนที่คิดว่าเราเป็นศัตรูหรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เกิดมาตามล้างตามผลาญ หรือคอยขัดขวางในสิ่งที่เราทำนั้นสำคัญมาก เพราะเมื่อเขาได้รับกระแสบุญที่เราอุทิศส่งไปให้เขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิต ปรับสภาพจากที่ร้อนรุ่มให้เย็นลง เมื่อใจของเขาเป็นสุขเขาจะเห็นความดีของเราที่ทำ

 

-หมั่นทำทานบ่อยๆ ด้วยการทำทานแบบทันที เช่น เมื่อใครมาขอความช่วยเหลือไม่ว่าเรื่องใด หากพิจารณาแล้วว่าไม่เกิดโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ก็ควรจะช่วยเหลือ เจือจานแบ่งปัน ผลบุญกุศลนั้นจะทำให้เป็นคนที่รอบข้างรักใคร่และยินดีด้วยในงานที่เราทำ

 

-พยายามรักษาศีล 5 ให้มั่นคงไม่ขาดตกบกพร่องในทุกวัน โดยเฉพาะข้อที่ 2 และข้อที่ 4 เพราะสองข้อนี้ ถ้าผู้ใดบกพร่องจะกลายมาเป็นอุปสรรคกรรมที่ทำให้งานที่ทำนั้น  คนทั่วไปไม่เห็นค่า

 

-หมั่นสร้างกรรมทางใจ ด้วยการยินดีในความสำเร็จ ในการได้ผลประโยชน์ของผู้อื่นอย่างจริงใจ และชื่นชมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งจะส่งผลสะท้อนกลับมาในงานที่เราทำ เมื่อเราทำงานนั้นสำเร็จ ผู้คนจะมาร่วมยินดีด้วยเช่นกัน

 

-หาโอกาสสร้างบุญใหญ่ ด้วยการร่วมสร้างพระพุทธรูปที่มีขาดใหญ่ มหาเจดีย์ พระมหาวิหาร หรือศาสนสถานกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดบุญใหญ่ และมีบุญเพิ่มขึ้นเพราะสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ แบบนี้จะมีอายุยืนนานเป็นร้อยๆ พันๆ ปี และจะมีคนมาสักการะตลอดเวลา เราเป็นผู้ร่วมสร้างได้บุญเพิ่มทุกครั้งที่คนมากราบไหว้

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงจะรู้จักและได้ยินเชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะของโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เวลาที่ใครพูดถึงเรื่องอัจฉริยะจะนึกและพูดถึงชื่อเขาเป็นชื่อแรกสูตรสำเร็จแห่งการทำงานแบบที่ไม่ใครเห็นคุณค่าของไอน์สไตน์

 

แต่หลายคนคงยังไม่รู้ว่ากว่าที่ไอน์สไตน์นั้นกว่าจะได้การยอมรับนั้น เขาพบกับคำถากถางดูถูกในงานที่เขาทำ ในสิ่งที่เขาคิด เขาคือ ตัวอย่างของคนที่ไม่ยอมแพ้และมุ่งหน้าทำงานในสิ่งที่เขาเชื่อว่าดี เขารู้จักคุณค่าในตัวเองและในสิ่งที่เขาทำ และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า สักวันหนึ่งคนจะเข้าใจและรู้ซึ้งในคุณค่าของผลงานของเขา และในเวลาต่อมาก็เป็นจริง

 

เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต้องก้มหัวให้ในความอัจฉริยะและผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเขา

 

ไอน์สไตน์ เคยพูดถึงหัวใจของการทำงานซึ่งเป็นสูตรสำเร็จ ที่ใครมีก็จะทำงานมุกอย่างได้สำเร็จอย่างง่ายดายและได้รับการยอมรับในที่สุด เขาบอกว่ามีแค่ 3 อย่างคือ

 

1.HEAD ซึ่งหมายถึง หัวหรือสมอง ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง มีการฝึกฝนให้รู้จักคิดแบบ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ คิดแบบบวกไม่มีคิดลบในสมอง อีกทั้งต้องรู้จักคิดในการสร้างระบบการจัดการงานต่างๆ แบบเป็นลำดับขั้นตอน มีเหตุและมีผล

 

2.HEART  หมายถึง หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ไอน์สไตน์เชื่อว่าคนที่มีหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ มีใจที่มุ่งมั่นและเชื่อฟังเสียงหัวใจตัวเองแบบไม่โกหก ไม่หลอกตัวเอง รู้จักตัวเองดีพอ งานทุกงานในโลกนี้กระจอกไปเลยถ้าเจอคนที่มีหัวใจแบบนี้

 

3.HAND หมายถึง การลงมือทำ ไอน์สไตน์เชื่อว่า งานใดๆ นั้นจะไม่เกิดผลเลยแม้แต่น้อยถ้าขาดการลงมือทำให้เป็นจริงจับต้องได้ ด้วยมือ ด้วยสติปัญญา ด้วยหัวใจแบบไม่เคยถอยแม้จะเจอกับอุปสรรคนานา อุปสรรคเหล่านี้เพียงแค่บททดสอบฝีมือเท่านั้น การทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้มีประสบการณ์ความชำนาญ และนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

 

และเชื่อว่า 3 เคล็ดลับสำคัญของไอน์สไตน์ที่ต้องสัมพันธ์กันแบบแยกไม่ออกนี้ คงจะช่วยให้ทุกคนทำงานด้วยความสุข แบบวันนี้ยังไม่มีใครเห็นคุณค่าก็ตาม

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

 

 

Read Full Post »

นอกเหนือจากการทำงานหนักแล้วไม่ได้ผล ปัญหาที่เกิดขึ้นจนคนทำงานดีๆ ต้องเกิดอาการท้อใจอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ทำงานจนสุดความสามารถหรือทำดีจนถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว คนรอบข้างเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือคนที่เกี่ยวข้อง กลับมองไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ

 

หรือผลิตสินค้า การบริการขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของลูกค้าแบบสูงสุด แต่ลูกค้ากลับไปซื้อหรือใช้บริการกับคนอื่น ที่ดูแล้วด้อยกว่าที่เราทำมาก

 

ผลลัพธ์ที่คนทำงานได้รับแบบนี้ จึงทำให้คนที่เป็นคนทำงานดี ทำงานเก่ง แต่อาจจะยังขาดความเข้าใจในบางเรื่องนั้นหมดกำลังใจที่จะทำความดี จึงต้องถือได้ว่าต้องเร่งทำความเข้าใจและรู้จักถึงวิธีแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในเรื่องทำดีแล้วต้องได้ดี ซึ่งไม่ควรท้อถอยในการทำความดีและสงสัยเป็นอันขาด

 

เพราะหากเราท้อถอยไม่เชื่อในความดีแล้วไซร้ จิตก็จะตกลง ไม่มีกำลัง และอาจเผลอตกไปในทางชั่วซึ่งทำได้ง่าย อนาคตและโชคชะตาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ที่ไม่เพียงแต่ในชาตินี้ แต่จะตามไปส่งผลถึงชาติต่อๆ ไปด้วย

 

ถ้าหากมีความรู้สึกว่าทำดีไม่ได้ดี อันดับแรก เราต้องมามองถึงตัวเองเป็นหลัก อย่าไปมองที่คนอื่น เพราะทุกอย่างนั้นได้เริ่มจากตัวเราเองทุกการกระทำ ทุกเรื่อง

 

ในเรื่องของกรรมเก่านั้น อาจจะมาจากการที่ในอดีตชาตินั้น เคยมีจิตริษยา อิจฉากลัวคนอื่นจะได้ดีเท่าเทียมหรือได้ดีมากกว่าตัว จึงกลั่นแกล้งหรือไปปิดบังผลงานของคนอื่นไว้เพื่อไม่ให้เขาได้ดีกว่าตนหรืออาจจะถึงขั้นใส่ร้ายผู้อื่นให้เสื่อมเสีย

 

หรือการไปขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้กระทำความดีหรือไปขัดขวางคนอื่นไม่ให้ทำบุญกุศลได้หรือเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ประเภทไม่อยากให้คนที่รักห่างตัว ไม่ให้ไปวัดไปปฏิบัติธรรม ไปสร้างความดี

 

หรือเคยเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงบริวาร แต่มีนิสัยชอบกักขังไม่ให้มีอิสระไปไหนมาไหนได้ หรือเลี้ยงแบบปล่อยทิ้งปล่อยขวาง ไม่หุงไม่หาอาหารมาเลี้ยงดูตามความเหมาะสม ตามสภาพความเป็นสุขของสัตว์เลี้ยงและบริวาร

 

เคยเบียดบังอมเงินค่าแรงค่าจ้าง หรือจ่ายเงิน สิ่งของให้กับบริวารไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควรจะต้องจ่าย

 

หรือเคยไปขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ได้ประโยชน์ เช่น ปิดทางน้ำ ปิดทางถนนที่ผ่านในที่ของตน รวมถึงพยายามใช้สิ่งสาธารณะประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว ใช้ทิ้งใช้ขว้าง เมื่อคนอื่นจะใช้นั้นก็ไม่มีจะใช้เพราะเราใช้ไปหมดแล้ว

 

หรือเคยสนับสนุนให้คนอื่นทำความผิด  ให้ทานที่เป็นโทษ อย่างเช่น ให้เงินคนไปกินเหล้า ไปเล่นการพนัน ไปทำแท้ง ไปทำความชั่วอื่นๆ เคยติดสินบนทั้งๆ ที่คนรู้เห็นหรือไม่รู้เห็นก็ตาม ทั้งจะเจตนาหรือไม่รู้ก็ตาม เพราะมีส่วนร่วมในกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

 

หรือเคยไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เคยสัญญากับพระสงฆ์ว่าจะทำโน่นทำนี่ถวายไว้ เมื่อท่านอำนวยพร ช่วยดลบันดาลให้งานนั้นหรือสิ่งที่ต้องการนั้นสำเร็จลงแล้ว ก็ไม่ไปทำการแก้บนหรือไปทำ ตามที่สัญญาไว้ หรือรับปากกับใครเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วไม่ทำตาม พูดไปพล่อยๆ ทำให้เกิดกรรมผูกพันขึ้น

 

หรือเคยนำเงินของคนที่ทำบุญ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างเช่น เขาฝากเงินมาทำบุญสร้างพระ แต่เอาเงินไปสร้างวิหาร สร้างโบสถ์ โดยไม่ขออนุญาตต่อเจ้าของเงินเขาเสียก่อน หรือเขาฝากเงินมาทำบุญแล้วลืมทำให้ตามเจตนาไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม

 

การเป็นคนไม่ยินดียินร้าย  ใครเขาทำความดีหรือเอื้อประโยชน์ให้ตนเองก็รู้สึกเฉยเมย หลงลืมที่จะตอบแทนผู้มีพระคุณ และยิ่งเฉพาะกับพ่อแม่ ถ้าหากขาดความกตัญญูยิ่งด้วยแล้ว ก็จะพบกับแรงกรรมที่หนักกว่าปกติ และกรรมนั้นยังมีอีกมากที่ทำให้คนทำงานหรือทำดีแล้วบอกว่าไม่ดี

 

การที่ได้กระทำกรรมไม่ดีเหล่านี้นี้ จะส่งผลตามมาในชาตินี้และจะไปขวางทาง หรือเหนี่ยวรั้งทำให้ผลของความดีของตนเองมาสนองตอบได้ช้า เกิดมีความขัดข้องทำให้ส่งผลล่าช้าหรือกว่าคนอื่นนั้นจะเห็นว่าดีนั้นนานเหลือเกิน

 

ทำให้เกิดเจ้ากรรมนายเวรที่ตามมาเกิดในชาตินี้ รวมถึงกรรมผูกพันที่ต้องตามส่งผลในชาตินี้ด้วย

 

ซึ่งส่วนมากหากพิจารณากันให้ดีๆ  จะเห็นว่าคนที่มองไม่เห็นความดีของคนที่ทำงานดีแล้วไม่ได้ดีนั้น จะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกันในชาติปัจจุบันทั้งสิ้นเป็นเจ้ากรรมนายแบบมีชีวิตที่มีกรรมผูกพันกันมาและต้องมีการชดใช้ซึ่งกันและ

 

ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่พี่น้อง เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือคู่ค้า หรือ ซึ่งในบางครั้งแม้จะทำดีด้วยเท่าใด เขาเหล่านั้นยังไม่รับรู้ถึงความดีที่ทำให้ หรืออาจจะเรียกกันว่า “ทำบุญไม่ขึ้น” กับเจ้ากรรมนายเวรกลุ่มนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้

 

สำหรับคำว่า การทำบุญไม่ขึ้นในความหมายที่แท้จริงนั้น ยังเข้าใจกันผิดๆ ว่า เป็นบุญที่ทำให้คนอื่นนั้นไม่เกิดผล ในความเป็นจริงบุญทุกบุญที่ทำนั้นเกิดอานิสงส์แน่นอน เพราะเป็นกฎแห่งกรรม ที่ทำดีต่อได้ดีตอบ ทำชั่วต้องได้ชั่วตอบ ไม่มีอำนาจอื่นใดมาเบี่ยงเบนไม่ให้เกิดผลได้และยังคงไม่ถึงเวลาส่งผลกรรมนั้น

 

แต่ที่ว่าทำบุญกับคนหรือกับอะไรไม่ขึ้น มาจากคนที่ทำบุญนั้น รู้สึกว่าไม่ได้ผลตอบแทนดังที่หวังต่างหาก จึงพาลคิดไปว่าบุญนั้นไม่มีผล

 

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราทำกรรมดีต่อใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์เป็นดวงจิตวิญญาณเขาจะรู้สึกแน่นอน แต่จะรู้สึกมากรู้สึกน้อยแค่ไหน มันอยู่ที่กรรมที่เราผูกพันกับคนนั้น ถ้าเรามีกรรมฝ่ายไม่ดีที่เคยทำกับเขามามาก จนเขาอาจจะยังไม่รู้สึกอะไร

 

เหมือนเวลาเราเปิดพัดลม ระหว่างเปิดพัดลมที่เบอร์หนึ่งกับเปิดเบอร์สามนั้น แรงลมมันผิดกัน ความรู้สึกยินสบายก็จะผิดกันลิบลับ รวมถึงร่างกายของคนที่ได้รับลมจากพัดลมด้วย ถ้าร่างกายยังร้อนรุ่ม ลมก็คงช่วยระบายความร้อนได้เล็กน้อยหรือได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าร่างกายเย็นสบายอยู่แล้ว แม้เปิดแค่เบอร์หนึ่งก็รู้สึกสบายตัวมาก

 

แรงลมนั้นเป็นเหมือนอานิสงส์บุญที่แตกต่างกัน เจ้ากรรมนายเวรเปรียบเหมือนร่างกายที่ค่อยๆ ปรับไปตามแรงลมที่ได้รับ เช่นเดียวกับจิตของเจ้ากรรมนายเวร ที่ยังร้อนรุ่มแม้ว่าเราจะทำกรรมดีเพียงใด จิตที่ยังแค้นขุ่นเคืองก็ยังไม่ผ่อนคลาย แต่ถ้ายังคงทำกรรมดีให้เขาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเข้าๆ เจ้ากรรมนายเวรเขาจะรับรู้ได้แน่นอนถึงกรรมดีที่เราทำ เขาจะเริ่มผ่อนคลายความโกรธเคืองลง

 

และที่เขายังรู้สึกเฉยหรือไม่รู้สึกอะไรเลย ก็เป็นเพราะกรรมชั่วมันยังบังไว้รวมถึง กรรมดีที่เราทำให้เขายังไม่มีอำนาจมีกำลังพอ ต้องทำบ่อยๆ จนทำให้กรรมดีนั้นมีกำลังทะลุทะลวงไปทำให้เขารู้สึกได้หรือสำนึกในความดีที่เราทำได้

 

เคยมีผู้ที่ตายแล้วฟื้นมาเล่าให้ฟังว่า เขาเห็นดวงจิตวิญญาณต่างๆ นั้นได้รับอานิสงส์ของบุญจริง และรู้ว่าดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นที่ได้รับมีอาการเย็นสบายจริงๆ เรื่องนี้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ตัวผู้เขียนเองเชื่อล้านเปอร์เซนต์

 

อยากให้นึกถึงกรณีของปัญหาครอบครัว ที่เกิดจากพ่อแม่และลูกที่เป็นปัญหาสังคมมานานแล้ว จึงอยากบอกให้ทราบไว้เลยว่า

 

คนที่เกิดมาเป็นพ่อแม่และลูกกันนั้นทุกคนต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกรรม เกิดมาด้วยบุพเพสันนิวาส เกิดมาจากกรรมที่เคยผูกพันร่วมกันมา

 

เคยสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันมาตลอดหลายภพหลายชาติ เคยเกิดทั้งเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นผัวเป็นเมียหรือแม้แต่คนที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต ถึงขั้นอธิษฐานขอตามมาล้างแค้นในทุกชาติก็มีกลับมาเกิดเพื่อให้กรรมนั้นสิ้นสุด

 

จึงพบว่า หลายคนที่เป็นพ่อแม่จึงแสนช้ำใจ ที่มีลูกทรพี ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ หาเรื่องทำร้ายจิตใจพ่อแม่ หรือถึงขั้นฆ่าพ่อฆ่าแม่ หรือคนที่เป็นลูกก็แสนจะอับอายเพราะความประพฤติของพ่อแม่ได้เช่นกัน ต่างคนต่างชดใช้กรรมของตน

 

ถ้าเป็นในทางที่ทำกรรมดีมาร่วมกันมากว่ากรรมชั่ว ครอบครัวนั้นจะสงบสุขมีแต่ความสุข มีการเอื้ออาทรต่อกัน พ่อแม่ก็รักลูก ส่วนตัวลูกก็รักเคารพพ่อแม่ ต่างชักชวนกันไปสร้างกรรมดีกันต่อ ส่วนจะรวยหรือไม่รวยนั้นเป็นอีกเรื่องเป็นเรื่องของการทานว่าได้ทำทานมาขนาดใด เคยมีบุญใหญ่ที่ทำมาขนาดไหน

 

ส่วนการที่พ่อแม่พยายามทำดีทุกอย่างกับลูกแล้วลูกไม่รู้สึกรู้สมนั้น เป็นเพราะกฎแห่งกรรมนั้นกำลังทำงานส่งผลอยู่ ตราบใดที่กรรมผูกพันที่เคยทำกันมาได้รับการชดใช้ ลูกที่หัวใจหินเหล่านั้นจะเริ่มเห็นความดีที่พ่อแม่ทำ

 

น่าเสียดายที่หลายคนมารู้สึกมารู้ตัวเมื่อสายไปเสียแล้ว ซึ่งก็แล้วแต่กรรมใครกรรมมัน

สำหรับในการทำงานร่วมกับคนอื่นก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจการค้าส่วนตัวหรือทำงานเป็นพนักงานไม่ว่าระดับไหนก็ตาม ก็ล้วนแต่เคยมีกรรมผูกพันกันมาแน่นอน แต่ในระดับไหน กรรมแบบใดกรรมดีกรรมชั่วก็แล้วแต่กรรมที่ร่วมทำกันมา

 

จึงเห็นได้ว่า เจ้านายที่ได้ลูกน้องดีนั้น ช่วยเสริมสร้างให้เจ้านาย การค้าของเจ้านายเจริญรุดหน้า ซื่อสัตย์มีความกตัญญูรู้คุณ ก็มักจะได้รับการส่งเสริมอุ้มชู ได้รับกรรมตามสนองในฝ่ายดีเช่นกัน

 

บางคนอยู่กับเจ้านายเป็นคนสนิทรับใช้มาตั้งแต่เด็กๆ จนแก่เฒ่า มีลูกหลานก็ยังอยู่รับใช้เกี่ยวพันกันไปแบบรุ่นต่อรุ่น ก็มีให้เห็นมากมาย คนเหล่านี้เคยได้ร่วมกันสร้างบุญกุศล ได้สร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณกุศลร่วมกันมา

 

กรรมดีที่ทำร่วมกันจึงตามมาส่งผล ได้พบกันได้มาร่วมสร้างบุญบารมี พบกับความสุขกันต่อในชาตินี้

 

ในทางกลับกัน เจ้านายที่มีลูกน้องไม่ซื่อสัตย์ คอยแต่จะหาเล็กหาน้อย โกงบริษัท กอบโกยเอาแต่ความสุขใส่ตัวนั้น ลูกน้องเหล่านี้มักจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรกลับชาติมาเกิดมาเอาคืนต่อเจ้านาย ทางที่จะให้กรรมนั้นยุติคือ ต้องให้อโหสิกรรมเลิกรากันไปเพียงในชาตินี้ ซึ่งมักจะยากเพราะการสูญเสียนั้นก่อให้เกิดทุกข์และเป็นชนวนในการสร้างกรรมต่อกันไม่สิ้นสุด

 

คนที่ทำงานร่วมกันที่พบว่าเพื่อนร่วมงานนั้น เป็นตัวการในการทำให้ตนเองทุกข์ ทั้งการอิจฉาริษยาตาร้อน กลั่นแกล้งปิดทาง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ไม่สบายใจ คนเหล่านี้ก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรเช่นกัน ทางแก้ก็คือ การทำกรรมดีให้มีอำนาจเหนือกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีเหล่านั้น เช่น เขาร้ายมา เราก็ทำดีตอบเราวางใจให้เฉย ฝึกจิตให้รับรู้ และรู้เท่าทันกรรมนั้นมีเวลาทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อถึงเวลาก็ต้องหมดกำลังลง ทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติได้

 

สำหรับคนที่ทำการค้าและอยากให้การค้าของตนนั้นรุ่งเรือง ต้องอาศัยเวลาทำกรรมดีในชาตินี้ให้มากให้ปรากฏออกมาส่งผลให้เร็วที่สุด

 

กรรมดีที่ว่านี้ คือ การกระทำที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ การสร้างหรือปรับปรุงสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคายุติธรรม เอื้อประโยชน์ต่อลูกค้ามากที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลาและทำกรรมดีสะสม อยากให้สังเกตกันสักนิดว่า

 

สินค้าที่ยี่ห้อดังๆ นั้นต้องเป็นสินค้าที่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองทั้งนั้น คนที่จะเป็นที่ได้รับการยกย่องนับถือนั้น มาจากการการทำกรรมดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดีแล้วดีขึ้นไปอีกแบบไม่ย่อท้อกับความดี

 

ถ้าวันนี้คนยังไม่เห็น ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ยังคงหมั่นเพียรสร้างกรรมดี สร้างงานที่ดีมีประโยชน์ จนในวันหนึ่งกรรมที่มันบัง หรือที่เป็นอุปสรรคมันอ่อนกำลังลง เหมือนหินที่ถูกน้ำซัดทุกวันๆ จนมันกร่อนเหลือก้อนเล็กนิดเดียว กรรมดีต้องส่งผลให้การค้านั้นเจริญรุ่งเรืองแน่นอน

 

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านกล่าวไว้เปรียบเทียบไว้ว่า กรรมชั่วนั้นก็เหมือนวงแหวนวงที่หนึ่งที่อยู่รอบตัวเรา ส่วนกรรมดีนั้นเป็นวงแหวนวงที่สอง หากกรรมดีนั้นมีพลังอำนาจมากกว่ากรรมชั่ว กรรมดีนั้นก็จะสามารถทะลุมาส่งผลกับคนนั้นได้

 

กรรมใดจะออกผลมาก่อนทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้น ขึ้นอยู่ว่ากรรมนั้นถึงวาระเวลาการส่งผล กรรมนั้นส่งผลลำดับ กรรมนั้นส่งผลตามหน้าที่

 

และการวัดว่าผลกรรมดูที่ วัตถุ ดูที่เจตนา ดูที่ประโยคหรือความพยายามที่จะทำกรรมนั้น

 

คำว่า วัตถุ หมายถึง คน สัตว์สิ่งของ หรือเป็นเรื่องที่เป็นตัวทำกรรม ถ้าเราฆ่าคนหรือสัตว์ที่มีคุณความดีมากนั้น บาปก็มากตามคุณความดีของวัตถุนั้น ฆ่าคนพ่อแม่ หรือคนที่มีคุณความดีมากก็บาปมาก มากกว่าฆ่าสัตว์ และถ้าฆ่าสัตว์ก็ต้องดูว่าสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก เช่น ฆ่าควายก็บาปมากกว่าฆ่ายุง

 

เราคดโกงเงินของแผ่นดินที่เป็นเงินของคนจำนวนมาก แล้วเกิดผลตามมาใหญ่หลวงก็บาปมากกว่าเราขโมยเงินเพื่อน เรียกว่าในทุกการผิดศีล 5 ข้อ ต้องดูว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกันเป็นตัวกรรมนั้นใหญ่หรือเล็ก น้อยหรือมาก

 

เจตนา ต้องดูว่า เรามีเจตนามากน้อยแค่ไหน ถ้าเจตนามากบาปก็มาก เจตนาน้อยบาปก็น้อย

 

ประโยค หมายถึง ความพยายามถ้าเรายิ่งพยายามทำดีมาก กรรมดีก็มาก เช่น เวลาไปทำบุญเราเลือกไปวัดที่แสนจะทุรกันดาร ไปช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาก็จะบุญมากกว่ายืนใส่บาตรอยู่ที่หน้าบ้านแบบสบายๆ ในตอนเช้า

 

ในกรรมชั่วเช่นกัน ถ้าเราความพยายามมากๆ ก็ยิ่งบาปมาก เช่น ในการฆ่ากบ ทั้งทุบหัวยังไม่ตาย จับหักขาอีกยังไม่ตายอีก เรายังไม่ลดละความพยายามจับไปแช่ตู้เย็นอีก ก็จะถือว่าเป็นความพยายามมาก จนกบนั้นได้ทุกข์ทรมานอย่างเสียสาหัส บาปจึงมากกว่าที่ฆ่ามันเพียงครั้งเดียวก็ตายแล้ว เรียกว่าบาปจึงมากกว่าปกติหลายเท่า และเวลาส่งผลให้ก็ต้องได้รับมากกว่าปกติหลายเท่าเช่นกัน

 

วิธีการแก้ไข

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องงานที่บอกว่าทำได้ไม่ได้ดี หรือทำดีไม่มีคนเห็นนั้น หาพิจารณากันให้ดีๆ จะเห็นว่าส่วนมากมาจากการกระทำที่มาจากกาย วาจา ใจ ที่เป็นการผิดศีลในข้อที่ 2 ทั้งเรื่องของการลักทรัพย์หรือไปครอบครอง ถือสิทธิ์ในสิ่งที่เจ้าของเขายังไม่อนุญาตและศีลในข้อ 4 เรื่องของการพูดไม่ตรงกับความจริง หรือใช้วาจาที่เกิดผลร้ายต่อผู้อื่น

 

ถ้ามาจากรรมเก่าในอดีต เราก็ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากจะสร้างกรรมดีใหม่ให้มากเพื่อเพื่อให้กรรมดีนั้นส่งผลกรรมเก่าที่ทำมา

 

และในเรื่องของปัจจุบันกรรม หรือที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ต้องระมัดระวัง หากยังมีการละเมิดหรือผิดศีลอีก ต้องหยุดลด ละ เลิก เสีย

 

เราจะต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าดูว่า เมื่อรู้แบบนี้แล้วยังไปทำซ้ำกันอีกหรือไม่ ไปก่อให้เกิดเจ้ากรรมนายเวรในที่ทำงาน คนรอบข้างอีกหรือไม่ เพราะกรรมที่ทำในปัจจุบันที่ไม่นานมานี้หรือไม่กี่ปีมานี้ ก็ส่งผลได้ในชาตินี้เช่นกัน

 

และจะกลายเป็นอุปสรรคกรรมที่ทำให้งานนั้นไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนาหรือไม่มีคนเห็นคุณค่าในผลงานที่เรา ไม่เห็นการทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ แรงเงินของเรา หรืออาจะจะถึงขั้นดูหมิ่นดูแคลนเสียด้วยซ้ำ ต้องสังเกตดูว่า

 

-ในงานที่เราทำนั้น ได้มีความชั่ว หรือสิ่งไม่ดีไม่งามบางอย่างแทรกซ้อนปะปนอยู่ในงานนั้นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เราทำงานชิ้นหนึ่งสำเร็จได้เพราะเราไปขโมยความคิด ไปเอาไอเดียคนอื่นมาทำโดยไม่ขออนุญาต

 

-วิธีการหรือกระบวนการที่จะให้งานนั้นสำเร็จ เราไปติดสินบน ไปสอนหรือให้คนที่เกี่ยวข้องไปคดโกงใครหรือไม่

 

– งานที่เราทำ การค้าที่กำลังทำนั้น ต้นตอของเงินที่นำมาใช้ในการทำงานนั้น เป็นเงินบริสุทธิ์ที่ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่

 

– มีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ของๆ เรา แต่เราแอบเอาไปใช้เป็นประโยชน์ หรือไปครอบครองหรือยังไม่ขออนุญาตเจ้าของ เช่น ไปใช้ปากกามาเขียนรายงานโดยไม่ได้รับการอนุญาตหรือไม่ ไปใช้สถานที่ใช้โต๊ะของคนอื่น ที่เจ้าของก็เลยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโต๊ะนั้น

 

-ยังคงโกงค่าแรงเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง  ไปบีบบังคับเขาให้ทำงานให้โดยที่เขาไม่เต็มใจจะทำ ประเภทสั่งทำโอทีก่อนเลิกงาน 5 นาที

 

-ยังคงใช้วาจาที่เชือดเฉือนหัวใจคนอื่น หรือคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ฯลฯ

 

สรุปแล้วก็คือ เราต้องพิจารณาการกระทำของเรา สิ่งที่เกี่ยวข้องไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของหรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องในงานที่เราทำ ให้ยึดใช้หลักการของพรหมวิหาร 4 ให้มาก ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

โดยเฉพาะเรื่องของอุเบกขา คือ การวางเฉยนั้น เมื่องานที่เราทำไปแล้วยังไม่ได้รับคำชม คนอื่นไม่เห็นค่า ไม่เห็นผลงาน ขอโปรดจงอย่าท้อถอย พยายามหมั่นเพียรต่อไปในงานที่ทำ พิจารณางานทุกชิ้น ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยสติที่สมบูรณ์ ยึดหลักในเรื่องความดีเอาไว้ให้มั่น อย่าสั่นคลอน เมื่อถึงเวลาแล้ว ความดีหรือกรรมดีนั้นต้องปรากฏแน่นอน

 

อย่าไปคิดน้อยใจว่า ทำแล้วคนไม่เห็นคุณค่า ขอให้คิดบวก มองโลกด้วยสายตาที่สวยงาม แล้วใจเราจะเป็นสุขกับงานทุกชิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มันย่อมจะมีคุณค่าในตัวของมัน และมีคุณค่าต่อคนอีกหลายๆ คน

 

ไม่ว่าการมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมงาน การช่วยเหลือเพื่อนๆ คนรอบข้างในยามที่เขาลำบาก บางครั้งไม่ใช่ตัวเงิน แต่เพียงเข้าใจและเห็นใจในความทุกข์ของเขา เป็นผู้รับฟังที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีของคนทำงานร่วมกัน การร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว จะช่วยทำให้อุปสรรคที่เข้ามาในองค์กรนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว

 

การหยิบยื่นความรักต่อคนนั้น ย่อมจะได้ความรักตอบ อย่างน้อยทำให้ใจเรามีกำลังที่รู้สึกว่า ตัวเองนั้นมีคุณค่าพอที่จะทำให้มอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่น แม้ว่าผู้อื่นไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา ในสิ่งที่เราทำวันนี้ แต่ขอเราภูมิใจว่าเรายังมีคุณค่าในตนเองเสมอ

 

คงเคยได้ยินเรื่องของคนที่เพียรทำความดีในสังคมบ้านเรา ที่มักจะถูกเมินเฉย หรือแม้กระทั่งถูกกลั่นแกล้งเหยียดหยาม ก็ให้เอาคนดีเหล่านี้เป็นตัวอย่างและพึงระลึกไว้ว่า

 

เพชรแท้ ต้องทนกับความร้อนและการเจียรนัย ถึงจะเป็นเพชรที่สมบูรณ์และสวยงามได้ คนที่จะเป็นยอดคนนั้น ต้องทนกับการทดสอบของฟ้าและดิน

 

จากหนังสือเรื่อง ถ้ารู้เคล็ดแล้วทำถูกวิธี  ทั้งรวยและรุ่งไปนานแล้ว โดย ธ.ธรรมรักษ์

 

Read Full Post »

เรื่องนี้คนที่เป็นลูกควรทำเป็นอย่างยิ่ง เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณของผุ้มีพระคุณทั้งสอง ผู้เป็นพระอรหันต์ของลูก หลายคนวิ่งหาพรอันศักดิ์สิทธิ์จากผู้อื่น โดยที่ไม่รู้เลยว่า พรศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่นั้นนั่งหรือนอนอยู่ที่บ้านนี่เอง

 

การล้างเท้าพ่อแม่นั้น ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า นอกจากจะเป็นกรรมดีได้บุญเพิ่มแล้ว การไปขออโหสิกรรมท่านนั้น จะช่วยคลายวิบากกรรมไม่ดีได้ด้วย

 

เพราะการให้อโหสิกรรมของท่าน จะลบล้างกรรมไม่ดีที่เราเคยทำต่อท่าน ตั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามให้ยุติการส่งผลลง

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

การสวดคาถาหรือมนตราอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ถ้าได้ทำอย่างถูกวิธีนั้น จะเป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเอง เพราะพลังบุญ พลังอำนาจของพระคาถาและมนตรานั้น จะถูกดึงเข้าสู่ตัวผู้สวดการสวดคาถาศักดิ์สิทธิ์อย่างถูกวิธี

 

เคล็ดวิธีนั้นง่ายดายมาก โดยที่ก่อนสวดนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิที่พร้อมแล้ว ขอให้ตั้งจิตให้มั่นแล้วอุทิศบุญทั้งหมดที่เคยทำนั้น ส่งให้กับครูบาอาจารย์ ผู้เป็นเจ้าของคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นการเชื่อมบุญกันในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

และขอมีส่วนร่วมในบุญของท่าน และขอมีส่วนร่วมในบุญของผู้สวดคนอื่นที่สวดคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีคนอื่นสวดและกระทำเหมือนกับเรา เราจะได้บุญเพิ่มทุกครั้ง

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

  1. เมื่อเกิดไปในภพใดชาติใด สมบัติใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงมีในยุคนั้นเราจะเป็นผู้ครอบครองสมบัตินั้น เพราะได้ทำบุญด้วยทองคำซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นธาตุที่เลิศที่สุดอานิสงส์การทำบุญด้วยทอง

    2.สามารถเข้าถึงฐานะแห่งความเป็นมหาเศรษฐี ที่ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์สมบัติอันมากมาย เพราะได้บริจาคทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนา และเนื้อนาบุญอันเลิศ

    3.เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติอันงดงามตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัยเพราะทำบุญด้วยทองคำ ซึ่งเป็นธาตุที่งามอยู่ในตัวเองตั้งแต่เริ่ม และมีความงามเป็นอมตะ ไม่หมองคล้ำ ผุกร่อน แม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็นพัน ๆ ปี

    4.เกิดในตระกูลสูง เข้าถึงฐานะอันสูงส่ง เป็นที่เคารพนับถือเกรงใจของเหล่ามนุษย์และเทวา เพราะขึ้นชื่อว่าบูชาบุคคลที่ควรบูชา ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุด

    5.เป็นผู้มีบุตร บริวาร ให้ความเคารพกตัญญู อยู่ในโอวาท เพราะได้ทำทานด้วยความเคารพ ความกตัญญูที่มีต่อ มหาปูชนียาจารย์

    6.เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ เพราะได้ทำทานที่ประกอบไปด้วยปัญญา บูชาผู้ที่ปัญญาถึงพร้อมด้วยวิชชา และ จรณะ

    7.ขึ้นชื่อว่าสายบุญเชื่อมกับมหาปูชนียาจารย์ และธรรมใดที่ท่านบรรลุ ก็จะสามารถบรรลุตามอย่างท่านได้โดยง่าย สามารถเข้าถึงนิพพานและที่สุดแห่งธรรมได้โดยง่าย

    8.เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ เกิดในปฎิรูปเทส ในดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่อง เพราะได้สร้างเหตุแห่งความเจริญไว้ในพระพุทธศาสนา

    9.หลังจากละโลกแล้ว ได้ไปเสวยทิพยสมบัติอันเป็นเลิศ ถึงพร้อมด้วยลาภ ยศ สรรญเสริญ สุข ในทิพยวิมาน

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

 

Read Full Post »