Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2014

ในเรื่องนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์หลายท่านที่ท่านเมตตาและจากการได้ออกศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ จึงได้รวบรวมไว้ให้อยู่ในเรื่องเดียวกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านความเมตตาจากครูบาอาจารย์นั้นมาจากหลายสำนักสุดยอดเคล็ดวิธีในการสร้างบุญ

 

อาทิเช่น จากหลวงพ่อปาน แห่งวัดบางนมโค หลวงปู่ดู่ แห่งวัสะแก หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง หลวงพ่อจรัล แห่งวัดอัมพวัน พระอาจารย์กบ แห่งธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ และครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน

 

ทั้งหมดนี้ได้ทดลองทำด้วยตัวเองแล้วเกิดผลดีกับชีวิต ใจมีพลังและรู้สึกว่าชีวิตนั้นเจริญขึ้น อะไรที่เคยติดขัดก็ราบรื่นขึ้น เงินทองที่เคยขาดมือก็ไม่ขัดสนอีก จึงอยากจะมานำเสนอให้ทราบและให้พิจารณากันดู โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

อย่างไรก็ตามในการทำบุญนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้ให้ต้องบริสุทธิ์ ผู้รับนั้นต้องบริสุทธิ์มีเนื้อนาบุญสูง อานิสงส์ของบุญนั้นก็จะมากตามความบริสุทธิ์นั้น และใจต้องเป็นสมาธิและเป็นผู้ให้อย่างแท้จริงไม่ได้หวังผลตอบแทน

 

-การทำสังฆทานให้ได้อานิสงส์บุญมากขึ้น

การทำสังฆทานทานนั้นควรทำให้ครบ เมื่อเราจะทำสังฆทานควรทำให้ครบทั้งปัจจัยสี่ มีอาหารคาวหวานให้ครบถ้วน  เครื่องนุ่งห่ม(เครื่องบวช)  ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และหากจะเพิ่มพระพุทธรูปประจำวันเกิดและหนังสือธรรมะเข้าไปด้วยเพื่อให้จิตใจของเจ้ากรรมนายเวร ช่วยให้เขาใจในรสพระธรรม เพื่อให้เขามีจิตใจที่เย็นสบายพ้นทุกข์

 

ที่ต้องให้ทำเช่นนี้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรนั้นในบางท่านนั้นมีทั้งผู้ที่อยู่ชั้นพรหม ชั้นเทพรวมถึงเปรต และจิตวิญญาณทั่วไป ซึ่งจะทำให้ท่านที่อยู่ในภพภูมิต่างกันได้เลือกตามจริตของท่าน ที่สำคัญวัตถุทานที่ถวายสังฆทานที่บริสุทธิ์ไม่มีกรรมชั่วหรือกรรมดำมาเจือปนเป็นอันขาด

 

ส่วนยารักษาโรคนั้น เพราะเจ้ากรรมนายเวรบางตนนั้น ยังคงต้องวนเวียนอยู่ในภพภุมิพักรอให้หมดอายุขัยถึงจะได้ไปเกิด วิญญาณบางตนเอาโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่ในระหว่างมีชีวิตไปด้วย เขาจึงยังต้องการยาอยู่ เขาจะได้รับเป็นยาทิพย์ ยาวิเศษที่เขาใช้ได้

 

เครื่องนุ่งห่ม นั้นคือ เครื่องบวชพระที่มีผ้าไตรจีวรเป็นสำคัญ เพราะวิญาณในบางตนเมื่อได้รู้ตัวว่าตายไปแล้วอาจจะไม่มีเสื้อผ้า เปลือยกายล่อนจ้อนหรือเสื้อผ้าขาดวิ่น ที่ทนไฟร้อนและความเย็นในภพของที่ตนอยู่ไม่ได้ จึงอยากได้เสื้อผ้ามาสวมใส่คลายทุกข์นั้น

 

การเพิ่มบ้านหลังเล็กถวายพระสงฆ์ไปด้วยนั้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย ในบางเจ้ากรรมนายเวรนั้น ยังเป็นวิญญาณที่เร่ร่อน เขาก็เหมือนคนที่อยากมีที่พักพิงเป็นของๆ เขาเอง ที่ไว้อยู่รับผลแห่งกรรมจนครบวาระแล้วไปเกิดใหม่ตามแรงกรรมที่ทำมา ควรหาบ้านหลังเล็กๆ ที่มีตามร้านสังฆภัณฑ์ต่างๆ มาถวายด้วย เมื่อเขามีที่พักพิงเขาจะมีความสุข ไม่มารบกวนอีก

 

เครื่องสังฆทานนั้นควรจะถวายสิ่งของที่มีคุณภาพ และตรงประโยชน์กับพระสงฆ์ด้วย เพราะในยุคปัจจุบันนั้น นิยมเรื่องถังเหลืองต่างๆ ที่พ่อค้าบางคนเห็นแก่ได้นำเอาสิ่งของที่หมดคุณภาพ หมดอายุมาใส่ไว้ พอเราถวายไปพระสงฆ์ท่านก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทานที่เราทำนั้น กลายเป็นทาสทาน เป็นทานชั้นเลวที่แทบไม่เกิดอานิสงส์บุญเลย

 

สำหรับเรื่องการทำสังฆทานแบบได้อานิสงส์มากนั้น มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองไทย ไม่ขอบอกว่าที่ไหน เดี๋ยวคนจะกลัวกันจนไม่กล้าเข้าไปพัก ในตอนสร้างโรงแรมนั้นได้จัดสวนเสียใหญ่โต ไปเอาต้นไม้ใหญ่มาปลูก ตั้งแต่เอาต้นไม้นี้มามีแต่เรื่องราวให้สยองขวัญตลอด

 

เริ่มจากคนที่ไปขุดต้นไม้นั้น ตายเป็นคนแรก

 

คนที่ไปรับจ้างขนต้นไม้นั้น ตายเป็นคนที่สอง คนที่ปลูกก็ตายตามมาเป็นคนที่สาม จนเจ้าของโรงแรมนั้นสังหรณ์ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน จึงไปหาครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งให้ช่วยดูให้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น

 

เมื่อครูบาอาจารย์มาถึง ท่านก็รู้ด้วยฌานวิเศษว่า ต้นไม้ต้นนี้มีวิญญาณสิงอยู่เป็นจำนวนมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้ ต้นไม้ต้นนี้เคยตั้งอยู่ใกล้เมรุเผาศพของวัดแห่งหนึ่ง

 

และเมื่อมีการเผาศพคนตายแล้ว ยังมีหลายดวงวิญญาณที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพราะยังมีกรรมหนักและไม่รู้จะไปที่ไหน ดวงจิตวิญญษณเหล่านี้เขาก็มาเกาะอยู่ตามต้นไม้เป็นจำนวนมากเป็นจำนวนนับหมื่นๆ ดวงวิญญาณ!!!

 

เมื่อต้นไม้ถูกย้ายเขาก็ตามมาด้วย และคงแค้นคนที่ไปขุดและมีส่วนร่วม เพราะถ้าเขาอยู่ใกล้วัด เมื่อมีการทำบุญ เขาก็ไปรับส่วนบุญได้ง่าย เขาจึงทำร้ายคนเหล่านั้น เมื่อครูบาอาจารย์ทราบดังนั้น จึงให้เจ้าของโรงแรมไปทำสังฆทานใหญ่พร้อมสร้างบ้านหลังเล็กๆ ถวายไปด้วย เพื่อให้วิญญาณเหล่านั้นได้ย้ายออกจากต้นไม้นั้น มาอยู่ที่บ้านหลังนั้นแทน

 

และสร้างศาลเล็กๆ ให้ใหม่แล้วให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นมาอาศัย มีการทำบุญอุทิศบุญกุศลไปตลอดเวลา เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นก็ยุติลง และยิ่งช่วยให้โรงแรมนั้นมีคนพักมากมาย ร่ำรวยขึ้นในที่สุด อย่างนี้เรียกว่า มีผีช่วยให้รวยเพราะรู้เคล็ดวิธี และทุกคนทำได้เหมือนกันที่บ้าน ที่ทำงานของตนเอง

 

หนังสือธรรมะนั้น เราถวายเพื่อจะให้เขาเข้าใจในรสพระธรรม ให้คลายความโกรธแค้นลง

 

สรุปแล้ว เคล็ดสำคัญ เครื่องสังฆทานและอาหารเหล่านี้ เราต้องไปถวายพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงถ้าหาไม่ได้หรือไม่ทราบก็ขอให้ทำจิตอุทิศบุญส่งตรงไปถึงพระพุทธเจ้าโดยตรง และเปรียบเสมือนพระสงฆ์ที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นท่านเป็นผู้รับแทน

 

หลังการทำบุญทุกครั้ง ต้องตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญไปให้ปวงเทพเทวดาที่คุ้มครองเราทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ตัวของเราเอง ผู้มีพระคุณทั้งหมด ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและมีเพียงดวงจิตวิญญาณ  เหล่าบริวาร เหล่าสรรพวิญญาณ เพื่อขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมต่อกัน

 

และควรกรวดน้ำหลังทำบุญทุกครั้งถ้าจิตยังไม่มีกำลังพอ  เพื่อให้แม่พระธรณี และปวงเทพเทวาท่านเป็นสักขีพยานในการทำบุญนี้

 

บุญกุศลที่เกิดขึ้นฉับพลันก็คือ ความสุขใจ มีกำลังใจที่ดีเพื่อต่อสู้ชีวิต บุญกุศลที่รอส่งผลก็คือ ความสุข ความเจริญในทุกสถาน ทั้งในภพนี้และในทุกภพภูมิที่ไปเกิดอีกครั้ง

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

โฆษณา

Read Full Post »

เราเคยพูดถึงสาเหตุที่ขัดขวางไม่ให้คนนั้นเจริญและร่ำรวยได้ในบทก่อนหน้านี้ไปแล้วที่ว่า เพราะความไม่กตัญญูรู้คุณคนที่มีพระคุณ ผลของกรรมนี้จะไปเป็นอุปสรรคกรรมสำคัญที่ปิดกั้นหรือขวางทางชีวิตไว้ด้วยแรงความกตัญญู

 

มาในบทนี้จะขอพูดถึงกรรมฝ่ายดีบ้างว่า ถ้าคนเรานั้นมีความกตัญญูและตอบแทนผู้มีพระคุณจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิต

 

ผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงไม่พ้นพ่อแม่ ที่เป็นผู้ให้กำเนิด ทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่เศร้าใจมากที่สังคมยุคใหม่นี้ มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักพระคุณของท่าน ไม่รักพ่อแม่ เพียงเพราะไปหลงติดกับค่านิยมที่ผิดๆ ของพวกโลกตะวันตก ที่ไปคิดเพียงว่าเพราะแค่เพียงการมีเพศสัมพันธุ์ของพ่อแม่เท่านั้นจึงทำให้เขาเกิดขึ้นมาได้ และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูเขาตามกฎหมาย

 

จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งสำหรับคนที่คิดแบบนี้ว่า ความรักของพ่อแม่นั้นไม่มีกฎหมายฉบับใดในโลกใบนี้ มาบังคับจิตใจท่านได้

 

ที่ท่านรักลูกทุกคนเพราะลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ลูกทุกคนเกิดมาด้วยความรัก และความรักนี้เป็นรักบริสุทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่เหมือนความรักในรูปแบบอื่น

 

ลูกที่ทำความช้ำใจให้พ่อแม่อยู่เนืองๆ นั้น ได้สร้างบาปกรรมให้กับตัวเองจนอยากที่มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้ ประเภทอยากได้อะไรก็จะบังคับขู่เข็ญพ่อแม่ไม่ได้ดูเหตุผลอะไรเลย  พูดจากก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเอง ประพฤติตนไปในทางเสื่อม ทำให้พ่อแม่ช้ำใจอยู่เนื่องๆ หลายคนออกจากบ้านเมื่ออายุยังน้อย 16-17 ปีเพราะค่านิยมแบบใหม่ที่คิดว่าปีกกล้าขาแข็ง ไม่กลับมาเล้ยงดูตอบแทนท่านในยามที่ท่านแก่ชรา

 

หลายครอบครัวซ้ำร้ายไปกว่านั้นอีก แยกไปมีครอบครัวใหม่ยังไม่พอ ยังเอาลูกหรือหลานมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีก ลองคิดดูว่าพ่อแม่นั้นใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของลูก ทิ้งอนาคตของท่านเพื่อลูก ใช้เวลาทั้งหมดในการทำมาหากินเลี้ยงดูลูกๆ เมื่อลูกโตขึ้น ก็จะถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน ได้ทำอะไรตามที่ท่านปรารถนาบ้าง ก็ต้องหมดเวลา หมดความฝันไปอีก เพราะลูกเอาหลานมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงแต่ตัวเองไปมีอิสระไปไหนมาไหนได้ตามใจเฉิบ

 

ลูกแบบนี้สร้างเวรกรรมไม่ดีกับพ่อแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โบราณท่านกล่าวว่า ผู้ใดทำให้พ่อแม่ร้องไห้น้ำตาตกนั้น คนผู้นั้นไม่มีวันเจริญได้ในชาตินี้

 

คนที่อกตัญญูต่อพ่อแม่นั้น เมื่อรู้สึกตัว รู้สำนึกไปขอขมาขออโหสิกรรมต่อท่าน ท่านก็ให้อโหสิกรรม เวนที่ทำกับท่านนั้นระงับแล้วเพราะโจทก์นั้นท่านไม่เอาเรื่อง แต่กฎแห่งกรรมยังไม่จบ กรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องส่งผลให้กับลูกเนรคุณพวกนี้

 

แต่ก็มีหลายคนทำไปเพราะมีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีผูกพันติดตัวมา เป็นการชดใช้กรรมของกันและกัน แต่ผลของกรรมเหล่านี้สามารถผ่อนคลายจากหนักให้เป็นเบาได้ ด้วยสร้างกรรมดีขึ้นมาใหม่ที่มีกำลังมากกว่า เพื่อไม่ให้มีกรรมผูกพันกันต่อไปอีก

 

ถ้าต้องมาเกิดในครอบครัวเดียวกันในชาติต่อไป กรรมที่จะผูกพันกันนั้นก็จะมีแต่กรรมดี ผลของกรรมดีจะทำให้มีความรักใคร่เอื้ออาทรต่อกันอย่างจริงใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่อาฆาตพยาบาทจองล้างจองผลาญกันอีก

 

ผิดกับลูกที่กตัญญูรู้พระคุณของท่าน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ท่านต้องช้ำ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับเฉา ทำอะไรก็สำเร็จ มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ยิ่งเป็นคนที่ตอบแทนพระคุณของท่านอย่างเต็มที่ อย่างเต็มใจ เห็นท่านเป็นผู้มีพระคุณอันดับแรก คิดถึงท่านทุกลมหายใจ

 

พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง 100ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุณคุณท่านยังไม่หมด

 

จะขอยกตัวอย่างถึงชนชาติจีนที่ได้ชื่อว่า เป็นชนชาติที่ทำมาค้าขายเก่งที่สุดชนชาติหนึ่งของโลก และเป็นตำนานของเจ้าสัวที่แผ่ระบือไกลไปทั่วโลก คนจีนนั้นไม่ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดนั้น เราจะพบเห็นการนำประเพณีติดตัวไปด้วย ที่เห็นกันจนชินตานั่นก็คือ การไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

 

ซึ่งในตอนที่บรรพบุรุษเหล่านี้มีชีวิตอยู่ ลูกหลานชาวจีนทั้งหลายก็ได้เลี้ยงดูตอบแทนพระคุณเป็นอย่างดี เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว บรรดาลูกหลานก็ยังมีความระลึกถึงท่านด้วยความเคารพเหมือนเดิม ก็ทำการไหว้ทั้งในที่บ้านและหลุมฝังศพของท่านเป็นประจำไม่เคยขาด

 

ชาวจีนเชื่อว่า ด้วยแรงกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษนั้นจะทำให้ชีวิตของผู้ที่กราบไหว้และครอบครัวนั้นเจริญรุ่งเรือง ทำการค้าอะไรก็จะไม่มีติดขัด เงินทองไหลมาเทมา เพราะบรรพบุรุษเหล่านั้นจะให้พรและคุ้มครองเมื่อยามมีภัย

 

อีกเรื่องหนึ่งเคยได้ยินครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมา ได้มาเล่าเรื่องราวที่เขาไปประสบมาว่า เขานอนหลับอยู่ดีๆ ก็มีคนนุ่งผ้าแดง 4-5 คนมาเรียกให้ลุกขึ้นและให้เดินตามไป เขารู้สึกตัวตลอดและรู้ตัวดีว่า เขาคงได้ตายไปแล้ว

 

กลุ่มชายนุ่งผ้าแดงที่มาปลุกเขาก็นำเขาไปที่แห่งหนึ่ง มีคนนั่งบนบัลลังก์และเรียกชื่อเขาถูกต้อง สงสัยจะเป็นท่านพญามัจจุราช และก่อนที่จะส่งตัวเขาไปตามกรรมที่เขาทำมา ท่านพญามัจจุราชก้ได้ถามว่า ตอนที่มีชีวิตอยู่ได้ทำความดีอะไรไว้บ้าง

 

เขาก็ตอบว่า ก็ได้ทำไว้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ที่ทำทุกวันไม่ได้ขาดเลยก็คือ เขาต้องกราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอนทุกคืน

 

พญามัจจุราชได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งบอกว่า คนดีแบบนี้ส่งไปนรก ไปสวรรค์ยังไม่ได้ ให้กลับไปอยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่งก่อน เพราะทำความดีที่ยิ่งใหญ่ ที่ให้กลับไปเพื่อให้ไปทำความดีนี้ต่อบอกและเตือนสติผู้คนที่รู้จักให้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้มาก แล้วจะรอดจากนรก

 

หลังจากนั้น คนนุ่งผ้าแดงนั้นก็นำเขามาส่งที่เก่าและเขาก็ตื่นขึ้นมา นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็พยายามเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง และขอให้ช่วยกันบอกกันต่อๆ ไปเพื่อเป็นการชี้ทางให้กับทุกคนได้กระทำความดี

 

การทำบุญที่ถูกต้องที่สุดของคนทุกคนนั้น ก็คือ ต้องทำบุญกับพ่อแม่ก่อนผู้อื่นทั้งสิ้น ท่านเป็นพระอรหันต์ที่เราทราบได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปวิ่งตามหาพระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน หลายคนชอบทำบุญเอาหน้า เคยว่าที่ไหนมีพระดีก็วิ่งไปทำบุญ แต่พระในบ้านนั่งเศร้า คนพวกนี้ไม่รู้จักบุญที่แท้จริงคืออะไร

 

และคนที่เคารพบูชาพ่อแม่นั้นจะได้อานนิสงส์บุญมากมาย ทั้งอายุยืน มีลูกออกมาก็จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เคารพบูชาพ่อแม่เหมือนกัน เพราะกระแสบุญที่ทำนั้นตอบสนองคืนกลับมายังผู้ที่ทำกรรมดี

 

เป็นการเสริมสร้างกรรมดี เสริมสิริมงคลเข้าสู่ชีวิตของตนด้วยแรงกตัญญูที่จะทำให้ทุกคนได้มีโชคชะตาชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมีเงินทองมากมาย ไม่มีขัดสน เมื่อยามมีภัยก็จะรอดตัวไปได้ ขอนำเรื่องข้อควรปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ ผู้เป็นพระพรหมของลูกดังนี้

 

วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

1 ต้องไม่ประพฤติตัว อันทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาน้ำใจของท่าน โดยเฉพาะคำพูด อย่างทำให้ท่านน้อยใจหรือเสียใจเป็นอันขาด ถึงแม้จะไม่พอใจด้วยเหตุผลอะไรก็ตามขอให้ระงับสติอารมณ์ ให้นิ่งเสีย

 

2. ต้องเลี้ยงดูท่านเมื่อเรามีกำลังแล้ว โดยเฉพาะยามที่ท่านชรา เอาใจใส่ในทุกเรื่องของท่าน ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่หลับนอน สุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ ทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านมีความสุข

 

3. ต้องช่วยเหลือดูแลกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่

 

4. ถ้าท่านยังไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ลูกที่ดีและอยากให้พ่อแม่เป็นสุข ต้องพยายามแนะนำ พาท่านให้เข้าใจถึงหลักธรรม ชักชวนท่านสร้างบุญบารมีให้ถูกต้องทั้งการทำทาน ถือศีล และเจริญจิตภาวนา ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีใดนั้น ขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมและโอกาสเท่าที่จะอำนวย แม้พาท่านไปเที่ยววัด ไปทำบุญก็ถือว่า เป็นคนที่กตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว
5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ

 

และเมื่อเราได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว เราต้องทำกับผู้มีพระคุณในลำดับต่อไป ทั้งครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน คน สัตว์สิ่งของที่มีบุญคุณกับเราตามสมควร ตามกาล

 

ขอจงจำไว้ให้มั่นอีกครั้งว่า ด้วยแรงกตัญญูนี้ จะเป็นบันไดสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและพบกับความร่ำรวยแบบถาวร และจะติดตัวทุกคนไปทุกภพชาติด้วย

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เรารู้แล้วว่าคำว่า “กรรม” หมายถึง การกระทำ การสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีที่มีกำลังมาก หมายถึง การกระทำที่ดี ทำให้ตนเองเจริญขึ้นรวยขึ้น ในทางพระพุทธศาสนานั้น รู้จักกันดีในพระคาถาหัวใจเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าสอนให้คนนั้นร่ำรวยมากกว่า 2,500 ปีแล้วเหตุเพราะสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีที่มีกำลังมาก

 

ซึ่งคนทั่วไปมักมองและคิดกันว่าพระพุทธศาสนาสอนแต่ให้มนุษย์ลดละกิเลส ปล่อยวาง คงไม่สนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือการทำมาค้าขายแต่ ความจริงแล้วดูเหมือนจะตรงกันข้ามกัน

 

ในความเป็นจริงพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่มนุษยชาติตลอดสี่สิบห้าปี เพื่อมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์สูง 3 ประการ คือ

 

1.ประโยชน์สุขสามัญที่สามารถมองเห็นได้ในปัจจุบันที่บุคคลทั่วไปปรารถนามีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อันประกอบด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ

 

2.ประโยชน์ชั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดีทำให้ชีวิตมีค่าและเป็นหลักประกันในชาติหน้า

 

3.ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน อันได้แก่ สภาพที่ดับกิเลสความโลภ ความโกรธและความหลง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

 

และหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ชื่อ “หัวใจเศรษฐี” นั้นอยู่ในขั้นประโยชน์สุขสามัญที่พร้อมจะพัฒนาขึ้นอีกใน 2 ขั้นที่เหลือ เพราะในความเป็นจริงของโลก เมื่อคนเรานั้นท้องอิ่ม ไม่วุ่นวายในการหาเลี้ยงตนเองก็จะเริ่มมองถึงความสุขในขั้นต่อไป

 

สำหรับคาถาหัวใจเศรษฐีนี้ คนโบราณรู้จักกันดี และคนที่สนใจพระพุทธศาสนาจะทราบกัน รวมถึงคนที่ร่ำรวยทั้งหลายล้วนนำไปปฏิบัติก็เกิดผลดีทุกคน

 

แต่น่าเสียดายที่คนเป็นจำนวนมาก ทั้งพ่อค้าแม่ขายหรือนักธุรกิจที่หลายคนเข้าใจผิดกันไปสักนิด เพราะมัวแต่มานั่งเอาแต่ท่อง” อุ-อา-กะ-สะ”  โดยที่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคาถาดังกล่าวนี้ ก็เลยไม่ร่ำรวยได้  แต่หากเข้าใจถึงแก่นของคาถานี้ชัดเจนแล้วนำไปปฏิบัติ คงไม่ต้องเสียเวลาท่องก็ได้ ความร่ำรวยจะเดินทางมาหาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ธรรมะหรือพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นให้เหล่าพุทธศาสนิกชนศึกษาหรือได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดในชีวิต

 

มิใช่ว่าฟังหรือสวดตามแล้วจะทำให้เกิดผลถ้าขาดปัญญาไตร่ตรองอย่างละเอียด ซึ่งธรรมะทุกข้อของพระองค์เน้นให้เราฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ให้จากคนกลายมาเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ให้เป็นอริยบุคคล

 

อุปมาเหมือนดั่งความรู้ทางการศึกษาของคนเราในสมัยนี้ หากเราเรียนเอาความรู้อย่างเดียว แต่ไม่เอาไปใช้ทำประโยชน์ในการทำงาน ท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง

 

ก็เหมือนกับมีความรู้แต่ไม่ลงมือทำ ผลลัพธ์นั้นก็คือ ยังไม่รู้เหมือนเดิม

 

ถึงจะมีความรู้มากมายสักเพียงไหนก็ไม่อาจทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นมาได้ เหมือนดั่งที่เขาว่า ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด

 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกัน หากเราศึกษาจนรู้จนเข้าใจ แต่ไม่นำไปลงมือทำหรือปฏิบัติตามก็เหมือนกับเรามีความรู้แล้วไม่เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ฉันใดฉันนั้น

 

ในคาถาหัวใจเศรษฐี ที่บรรจุคำว่า ‘อุ-อา-ก-ส’ (อ่านว่า อุ อา กะ สะ) นั้น ถอดมาจากภาษาบาลีที่ว่า

 

1. อุ = อุฏฐานสัมปทา                        ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร

 

2. อา = อารักขสัมปทา                       ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษา

 

3. กะ = กัลยาณมิตตตา                     การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

 

4. สะ = สมชีวิตา                                 การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้

 

ซึ่งจะขออธิบายเป็นข้อๆ อย่างละเอียดเพื่อนำท่านผู้อ่านทุกท่านไปสู่ความร่ำรวยที่แท้จริงและยังยืน

 

1. อุ หมายถึง  ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร หมั่นแสวงหาช่องทาง วิธีการในการทำมาค้าขายที่ถูกกับความรู้ ความถนัด พื้นฐานทางครอบครัวสังคม และค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองให้เจอ เมื่อแสวงหาช่องทางที่ตนถนัดได้แล้วก็ต้อง ‘ขยัน’ ทำงานอย่างชนิดว่าทุกวันคือวันสุดท้ายของชีวิต

 

เหล่าคนรวยนั้น คุณสมบัติที่สำคัญเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของความขยันประเภทที่เรียกว่า “ ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต”

 

เรื่องราวของคุณตัน โออิชิ ผู้ก่อตั้งชาเขียวโออิชิและร้านอาหารญี่ปุ่นในหลากหลายชื่อที่กลายเป็นตำนานอีกหน้าของผู้ประสบความสำเร็จในยุคนี้ที่ยังคงเล่าขานกัน เริ่มจากการเดินออกจากโรงเรียนสู่มหาวิทยาลัยชีวิตเมื่ออายุยังน้อย รบเร้าให้พ่อพาไปฝากทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งด้วยความที่ยังเป็นเด็กและไม่มีวุฒิการศึกษาที่สูง

 

 ตำแหน่งแรกในบริษัทแห่งนี้ของตันก็คือ เด็กยกของส่งของให้ลูกค้า หรือจะเรียกแบบคนจีนก็คือ เบ๊หรือม้ารับใช้นั่นแหละ

 

วันแรกๆ ที่ไปทำงานพ่อพาไปดูโต๊ะทำงานของผู้จัดการ ทำให้หนุ่มน้อยตัน โออิชิ เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำงานให้ได้เงินเดือนและมีหน้ามีตา มีเกียรติเหมือนผู้จัดการคนที่เขาเห็น

 

เขาจึงขยันทำงานแบบที่หาตัวจับยาก เวลาทำงานปกตินั้นเริ่ม 8โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ตันนั้นไปทำงานตั้งแต่ 7โมงเช้ากว่าจะกลับบ้านก็หลังเที่ยงคืนทุกวัน เขาทำทุกอย่างสารพัดเพื่อจะเรียนรู้งานทุกอย่าง พยายามค้นหาว่าเขาเหมาะกับงานแบบใดบ้าง

 

จนในที่สุดเขาก็พบว่าสิ่งที่เขาถนัดก็คือ การบริการและติดต่อลูกค้า เขาใช้เวลาไม่นานนักจากเด็กส่งของกลายมาเป็นยอดนักขายมือทอง จากเงินเดือน 700 บาทกลายมาเป็น 4 หมื่นบาท!

 

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อถึงวันหนึ่งเขาก็พบว่า ความฝันของเขานั้นไกลกว่าที่จะมานั่งเป็นลูกจ้างคนอื่น จึงลาออกมาเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง เขาเริ่มเปิดแผงขายหนังสือพิมพ์ที่ท่ารถขนส่งประจำจังหวัดชลบุรีที่เป็นบ้านเกิด

 

ก็เหมือนเดิมที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ ลงไปในงานที่เขาทำมากกว่าคนอื่น ร้านขายหนังสือของคนอื่นนั้นเปิด 8 โมงเช้าปิดร้าน 2 ทุ่ม แต่สำหรับตันนั้น เขาเปิดตั้งแต่ไก่โห่คือ 6 โมงเช้ายันตี 2 มีช่วงเวลาขายที่เหนือคนอื่นวันละ 8 ชั่วโมง ร้านหนังสือของเขาจึงขายดีกว่าทุกร้านที่เคยเปิดมาในเมืองนั้น

 

ความขยันหมั่นเพียร การแสวงหาช่องทางของตัน โออิชินั้นไม่เคยหยุดนิ่ง เขาขยายธุรกิจออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีทั้งแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป จนในที่สุดเขามาเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

 

เมื่อเขาพบโอกาสสำคัญในชีวิตหรือฟ้าเปิดแล้ว เขาก็ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปเขาทุ่มเททุกสิ่งในชีวิตลงไปในร้านอาหารญี่ปุ่นนี้จนโด่งดังมียอดขายถล่มทะลาย และแตกยอดธุรกิจออกมาเป็นชาเขียวโออิชิ ที่คนไทยรู้จักกันดีในวันนี้

 

ความสำเร็จและความร่ำรวยของตัน โออิชินั้นไม่ได้มาจากเหตุบังเอิญเลื่อนลอย หรือมีอำนาจอื่นใดมาประทานให้เขา แต่มาจากสองมือ หนึ่งสมองและความขยันหมั่นเพียร การแสวงหาโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ในวันที่แพ้พ่ายในหลายธุรกิจขาดทุนเป็นหลักร้อยล้านเขาก็ไม่เคยร้องไห้ แต่เอาบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้มาเป็นครูสอนให้เขาไม่ให้พลาดอีก เขาไม่เคยยอมจำนนต่อกรรมที่เกิดขึ้นมาแล้ว พยายามสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีไม่เคยหยุด แล้ววันหนึ่งเขาก็ร่ำรวยสมใจเพราะกรรมใหม่ฝ่ายดีที่เขาทำนั้นส่งผลให้เขาอย่างมากมาย

 

เรื่องของตัน โออิชิที่หยิบยกมาเล่าให้ฟังนั้น เป็นแค่หนึ่งในล้านๆ ของคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิต ที่มาจากความขยันหมั่นเพียร การใช้ปัญญา การแสวงหาโอกาสแบบไม่เคยหยุดยั้ง

 

ดังนั้น คำว่า “อุ” คำนี้จึงเป็นหัวใจแรกของการที่จะเดินก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่คนที่อยากร่ำรวยทุกคนต้องมี คงเคยได้ยินคำว่า “ไม่มีความจนในหมู่คนขยัน”  ซึ่งก็ยังคงใช้ได้ตลอดกาล

 

2. อา หมายถึง ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ เมื่อคนขยันหาเงินมาได้แล้วต้องรู้ว่าจะรักษาเงิน บริหารเงินอย่างไรให้เงินนั้นงอกเงยออกมามากมายมากกว่าเดิม ไม่ใช่มีเงินเท่าไรก็เก็บใส่ธนาคารหรือเก็บไว้อย่างเดียว ไม่ยอมเอาไปลงทุนอะไรเลย

 

แต่คนรวยนั้นนอกจากหาเงินเก่งแล้ว ก็ต้องบริหารเงินที่หามาได้นั้นเก่งด้วยถึงจะรวยได้จริง!

 

ต้องเรียนรู้ว่าเงินที่หามาได้จะต้องใช้อย่างไรไม่ให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและจะบริหารเงินที่มีในมือนี้อย่างไรต่อไปให้เงินนั้นสามารถที่จะ ‘ต่อเงิน’ ให้เงินนั้นงอกออกไปได้เรื่อยๆ คำว่า ‘รักษา’ จึงไม่ใช่หมายถึง ‘เก็บ’ เงินเอาไว้อย่างเดียว แต่ควรหมายถึง การรู้จักทำให้เงินนั้นงอกงามมากขึ้นด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาดอีกด้วย

 

ตลอดจนรักษาระดับหน้าที่การงานของตัวเองไม่ให้เสื่อมเสีย พร้อมจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่ความเจริญไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ หมั่นตรวจสอบการงาน ตั้งเป้าหมายและวัดผลในทุกระยะ หากการทำงานนั้นไม่บรรลุเป้าหมายหรือมีเหตุขัดข้องประการใดก็ต้องหาสาเหตุและวิเคราะห์แก้ไขให้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายนั้น

 

หลายคนที่จนนั้นมักจะพูดกันว่า คนรวยนั้นขี้เหนียว ซึ่งก็เป็นความจริงแต่ไม่ทั้งหมด!!!

 

ที่คนรวยนั้นขี้เหนียวนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะเค็มไปทุกเรื่อง ที่เขาขี้เหนียวก็เพราะเขารู้จักคุณค่าของเงิน เขาจดจำวันที่ยากลำบากอย่างไม่เคยลืม วันที่ถูกคนเย้ยหยันดูถูกดูแคลน วันที่เหงื่อออกเต็มหน้า เขาจึงรู้จักที่จะใช้เงินและบริหารเงินอย่างคนที่รู้พระคุณรู้คุณค่าชองชีวิต

 

เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งสหพัฒนพิบูลหรือเครือสหพัฒน์ที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจใต้ฟ้าเมืองไทยและของโลกว่า เป็นคนที่นอกจากขยันแล้ว ยังเป็นคนที่บริหารเงินที่หามาได้เก่งมาก

 

เจ้าสัวเทียมนั้น เริ่มต้นเหมือนในตำนานเจ้าสัวคนอื่นๆ ของเมืองไทย ที่บอกแล้วต้องขยันและแสวงหาโอกาสแห่งความสำเร็จด้วยมือของตัวเอง ไม่มัวมานั่งรอฟ้า นั่งรอพระเจ้าประทานแต่ประการใด

 

ท่านเริ่มต้นจากร้านขายของชำเล็กๆ ที่มีกลยุทธ์การขายที่แตกต่างจากคนอื่น คือ แทนที่จะนั่งรอให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน ท่านเองนั่นแหละที่เดินไปหาลูกค้าเองตามแหล่งการค้า ตามบ้านและนำของไปส่ง เมื่อกิจการเริ่มดีขึ้น ท่านก็ใช้เงินที่หามาได้อย่างลำบากนั้นค่อยๆ ต่อทุนขึ้นไปทีละเล็กทีละน้อย อย่างระมัดระวังแบบรู้จักก้าวจังหวะของชีวิตไม่ผลีผลาม โดยอาศัยหลักคิด 4 ประการคือ

 

“เร็ว” งานบางงานนั้นต้องการความเร็วจึงจะสำเร็จ ก็ต้องทำงานอย่างรวดเร็วให้ทันกาล

 

“ช้า” งานบางงานนั้นต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนจึงจะสำเร็จ รีบร้อนทำไม่ได้เพราะจะพังเอาง่ายๆ

 

“หนัก” งานบางงานต้องใช้สรรพกำลังทั้งแรงกาย เงินทอง เทคโนโลยีชั้นสูงจึงจะสำเร็จ จึงต้องทุ่มเททุกอย่างลงไปให้มากพอ หนักพอ ถึงจะสำเร็จได้

 

“เบา” งานบางานนั้น แค่ผลิกฝ่ามือก็สำเร็จได้หรืออาจจะรอได้ก็ชะลอไว้ก่อน ใช้ทุนน้อยๆ กับความสำเร็จที่เบาๆ แบบนี้

 

และด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีสัจจะ มีเครดิตทางการเงินที่ดีทำให้เจ้าสัวเทียมพาร้านขายของชำหรือร้านโชห่วยเล็กๆ แห่งนี้ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าการขายในเครือทั้งหมดเป็นแสนๆ ล้านบาท

 

และคำว่าเครดิตทางการเงินของเจ้าสัวเทียมที่ทุกคนยอมรับนั้น หมายถึง การรู้ใช้เงินให้กลายเป็นเครดิต แล้วเอาเครดิตนั้นกลายเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ เจ้าสัวนั้นเมื่อรับปากใครแล้วว่าต้องชำระเงินเมื่อใดก็ต้องเมื่อนั้น ไม่มีการเลื่อน การอ้างโน่นอ้างนี่ให้ชื่อเสียงตัวเองเสีย ถ้าทำไม่ได้จะไม่รับปาก เครดิตการค้าของท่านเจ้าสัวจึงใหญ่กว่าเงินที่มีหลายเท่านัก ใครๆ ก็อยากจะทำการค้าด้วย

 

คนรวยนั้นเขาจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ไปเสียหายในเรื่องไร้สาระ เอาไปใช้ในการลงทุนทั้งการค้าและชีวิต เพื่อให้ทั้งสองอย่างเดินควบคู่กันไปมีทั้งชีวิตที่ดีและการค้าที่ยิ่งใหญ่ ทั้งเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไว้ใช้ในยามที่จำเป็นและลงทุนเพื่อให้เงินนั้นงอกขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยความคิดชอบ ความประพฤติชอบเป็นตัวกำกับไปตลอดทางของชีวิตจึงจะรวยได้

 

หากเราย้อนไปดูตำนานการต่อสู้ของคนรวยทั้งหลาย เราจะเห็นได้ว่า ในการขยายการค้าของเขานั้น อาศัยเงินทุนที่มาจากการเก็บอดออมทั้งสิ้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่ไปกู้ยืมเงินคนอื่นมาทำการค้า เพราะมีทั้งดอกเบี้ยและบุญคุณที่ลบไม่ได้พ่วงมาด้วย

 

แต่อย่างไรก็ตามการค้าในโลกยุคใหม่นั้น การพึ่งพาเงินทุนจากแหล่งอื่นนั้นจำเป็น แต่ควรดูศักยภาพ ดูสถานการณ์ด้วยว่าการค้าที่ทำนั้นคุ้มค่ามีผลกำไรมากกว่าการกู้ยืมเงินคนอื่น คนรวยเขาจะไม่มานั่งหวังน้ำบ่อหน้ากัน เขาเอาเท่าที่มีอยู่ในมือให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยๆ ขยายออกไปฐานจึงมั่นคง

 

ผิดกับคนที่ไม่รู้ค่าของเงิน ชอบเอาเงินคนอื่นมาเสี่ยง มากำหนดชีวิต มาบังคับตัวเอง ซึ่งก็เกิดเรื่องราวใหญ่โตมาแล้วมากมาย ดูจากวิกฤตการเงินที่ผ่านมาทั้งในปี 2540 กับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้

 

นักธุรกิจที่ยังยืนยิ้มได้ในวันนี้ เงินทองอู้ฟู้นั้น คนพวกนี้ไม่ได้ไปกู้เงินคนอื่นจนเกินตัว เขาถึงยังยิ่งใหญ่อยู่ได้ พวกที่ล้มละลายหนีหายประเภทไม่มี ไม่หนี ไม่จ่ายนั้น ลองไปดูเถอะ กู้เงินคนอื่นจนเกินตัวทั้งนั้น ถึงวันเปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักพิษสงและค่าของเงินตั้งแต่ต้น วันนี้จึงกลายเป็นคนล้มละลายไร้เกียรติในสังคม

 

สรุปก็คือ การที่จะเป็นคนที่มีเงินทองร่ำรวยได้นั้น ต้องมีปัญญารู้จักคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง รู้ถึงผลดีและผลเสียของเงินในทุกด้าน รู้จักการออมเก็บรักษา การลงทุน การใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพียงใส่ใจเรื่องการเงินอย่างใกล้ชิด ทุกคนก็ร่ำรวยได้จริงๆ  แต่จะแค่ไหนนั้นก็ขอให้ดูส่วนประกอบ ปัจจัยอื่นๆ ด้วย

 

  1. กะ หมายถึง การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว คนที่ร่ำรวยนั้นไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใด คนพวกนี้จะต้องมีเพื่อนที่ดีไว้เคียงข้างเสมอ เพราะ” คบคนพาล คนพาลนั้นพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

 

และการรู้จัก ‘คบคนดีเป็นเพื่อนแท้’ หรือกัลยาณมิตร อีกนัยหนึ่งในสมัยนี้หมายถึงการมีบริวาร ลูกน้อง พันธมิตรทางการค้า เพื่อนคู่คิด มีนายทุนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง เป็นสายป่านที่เหนียวแน่นและทรงพลัง

 

คนที่จะประสบความสำเร็จนำไปสู่ความร่ำรวยแบบถาวรนั้น ต้องหาแต่คนที่เป็นเพื่อนที่ดี เพื่อนที่แท้เท่านั้น ในทางพระพุทธศาสนาเน้นว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมหรือความสง่างามด้วยเสมอไป การไปคบกับคนเลวเป็นมิตร มีแต่ความเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะมองในแง่ส่วนตัว สังคม ธุรกิจ หรือแม้แต่ต่อชื่อเสียงของกลุ่มธุรกิจของตนเองก็ตาม

 

การคบคนดีในระดับต่างๆ นั้น  เราต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่จะช่วยให้มิตรภาพความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่ดีตลอดไปด้วย

 

ในระดับเพื่อนหรือพันธมิตร คู่ค้า ต้องวางไว้ด้วยความมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ จริงใจต่อกันเป็นที่ตั้ง ดูแลรักษาผลประโยชน์ของเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่คิดเอาเปรียบ ทรยศหักหลัง ส่งเสริมเพื่อนไปในทางที่ดี ที่เจริญ

 

ในระดับบริวาร ลูกน้อง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องให้อำนาจ ให้เกียรติ ให้ผลประโยชน์ที่เขาควรได้รับ มีความยุติธรรมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มีใจเมตตา กรุณาเป็นที่ตั้ง ไม่เอาเปรียบ ไม่กดขี่ ดูแลสารทุกข์สุขดิบ ส่งเสริมให้เขาเจริญก้าวหน้า ต้องรู้จักปกครองทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นทั้งครู เป็นทั้งเพื่อนไปพร้อมๆ กัน ขอให้ตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า “ถ้าไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน”

 

เครือซีพีหรือเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มีเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์นั้นเป็นผู้นำนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าสัวพูดถึงในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เงินทุน ไม่ใช่เทคโนโลยีที่สูงสุดแต่ประการใด

 

สิ่งที่สำคัญและมีค่าที่สุดก็คือ “คน”

 

ความโดดเด่นที่สุดของเครือซีพีที่ในวงการธุรกิจยอมรับกันทั่วโลกก็คือ เป็นองค์กรที่มีคนคุณภาพทำงานให้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ทั้งผู้บริหารมืออาชีพ พนักงานที่มีประสิทธิภาพเต็มไปหมดในหลากหลายธุรกิจที่ทำอยู่

 

ซึ่งในการรับมืออาชีพเหล่านี้เข้าทำงานนั้น จะเน้นเรื่องคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนดีนั้นฝึกให้เป็นคนเก่งได้ง่ายกว่า การที่จะฝึกคนเก่งให้เป็นคนดี

 

เมื่อได้รับคนดีเข้ามาทำงานแล้ว เครือซีพีจะมีหน้าที่พัฒนาคนเหล่านี้ให้มีศักยภาพสูงสุดมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ โดยมีผู้บริหารระดับต่างๆ คอยดูแลประคับประคองเอาไว้อยู่ห่างๆ เพื่อให้คนดีเหล่านั้นได้แสดงฝีมือ แสดงศักยภาพออกมา ให้อำนาจ ให้ความรับผิดชอบ ให้เกียรติตามฐานะที่ควรได้ พร้อมมีกรอบการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและนามธรรม

 

คนดีและคนเก่งเหล่านี้แหละ เป็นส่วนสำคัญกับการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเครือซีพีที่เริ่มจากการขายเมล็ดพันธุ์พืชเล็กๆ ในนามร้านเจียไต๋ กลายมาเป็นเครือซีพีที่มีบริษัทในเครือกว่า 200 แห่งทั่วโลกมีพนักงานกว่า 2 แสนคนประจำการทุกทวีป มีมูลค่าการขายกว่าแสนๆ ล้านบาท ครอบคลุมไปเกือบทุกธุรกิจในโลกนี้

 

นอกจากคนในองค์กรแล้ว คนที่อยู่ภายนอกองค์กรทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางการค้า ต่างก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเลิศในฐานะผู้มีพระคุณ ซึ่งเจ้าสัวธนินท์ นั้นได้กล่าวย้ำกับพนักงานในเครือซีพีทุกปีทั้งความมุ่งมั่นที่จะดูแล ตอบแทนทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางการค้าอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เรื่องของ “ คน” จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญผลักดันให้เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ติดอันดับมหาเศรษฐีของโลกในทุกปีในการจัดอันดับตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา สำหรับคนที่อยากจะร่ำรวยในทุกระดับของให้จำคำ “กะ” หรือกัลยาณมิตรให้ดี เพราะกัลยาณมิตรนี่แหละจะช่วยเป็นบันไดสำคัญให้ทุกคนก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้สมปรารถนาแน่นอน

 

4. สะ หมายถึงการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ซึ่งคนทุกคนนั้นควรทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ที่เป็นของวิเศษที่สอนคนไทยทุกคนให้เลี้ยงตัวเองได้อย่างสุขกายสบายใจ รู้จักกับคำว่า “พอเพียง” อย่างเข้าใจ

 

การรู้จักคุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างถ่องแท้ ไม่ใช้จ่ายเงินโดยไม่รู้คุณค่าของเงิน ที่กว่าจะหามาได้

 

ควรรู้จักบริหารบัญชีงบดุลให้มีกำไร โดยให้รายรับมากกว่ารายจ่ายอยู่เสมอ หรือถือหลักการไม่จ่ายเงินให้เกินหน้าตักที่ตนเองมี จ่ายให้น้อยกว่าที่หามาได้ถึงจะร่ำรวยได้ ที่ต้องมาจากการมีสติปัญญารู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย อย่าใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรือแม้แต่อัตคัดขัดสนจนเกินไปให้รู้จักออมเงิน ออมเงินเอาไว้ ฉุกเฉินเมื่อไร จะได้ใช้เงินออม

 

คำว่า “พอเพียง” มีหลายคนเข้าใจผิดๆ  จึงปิดกั้นทุกอย่างที่จะเข้ามาในชีวิต พยายามทำตัวอยู่แบบจนๆ ข้นแค้นซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความถึงอย่างนั้น

 

“พอเพียง” นั้นหมายความว่า การดำรงชีวิตด้วยความขยันขันแข็งอดทน รู้จักประมาณตน เมื่อหาเงินมาได้ให้รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รู้จักใช้เงินอย่างประหยัด รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดผลสูงสุด ทำทุกสิ่งในชีวิตให้ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ให้เก็บจนอดๆ อยากๆ ถ้าจะไปลงทุนก็ต้องหาทุนให้“พอเพียง” กับในสิ่งที่ทำจึงจะสำเร็จและเกิดคุณค่าได้

 

ต้องรู้ว่า แค่ไหนในชีวิตถึงจะเรียกว่า “พอ” ในชีวิตของเรา คนนั้นมีจริตที่ต่างกัน“พอเพียง” จะแตกต่างกันด้วย บางคนอาจจะ“พอเพียง” แค่ 10 บาท บางคนอาจจะ“พอเพียง” ที่ 100 ล้านบาท ก็ไม่มีใครผิดใครถูกเช่นกัน เพราะระดับความ“พอเพียง” นั้นแตกต่างกัน

 

ถ้าเพียงรู้จัก เข้าใจ นำเรื่องของ”พอเพียง” ไปน้อมนำปฏิบัติ เงินทองก็จะมีเกินใช้ รายรับจะมากกว่ารายจ่ายเพราะรู้จักควบคุมดูแล ความไม่พอจะทำให้เป็นคนจนเป็นคนเข็ญใจ หากรู้จักพอเพียงจะแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล แล้วทุกคนจะรวยได้จริง

 

ก่อนจะจบเรื่องหัวใจเศรษฐีนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านพิจารณาถึงอาชีพที่จะทำให้รวยได้จริงด้วย ซึ่งในความจริงแล้วอยู่ในตัวแรกคือ คำว่า “อุ”

 

เพราะถ้าเราอยากร่ำรวย เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในอาชีพที่รวยได้ถึงจะรวยได้ เพราะถ้าเราหลงทิศผิดทาง และไปอยู่ในอาชีพที่ไม่รวย ต่อให้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ใช้ทุกอย่างที่มีอย่างเป็นเลิศ แต่ทางมันตันอย่างไรมันก็รวยขึ้นมาไม่ได้

 

ดั่งเช่น ต้นถั่วงอกนั้นมันไม่มีทางสูงใหญ่และให้ร่มเงากับใครได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

 

ถ้ายังหาไม่พบ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี เพียงแต่เรายังไม่พบเท่านั้น ขอให้เพียรพยายามหาต่อไปอย่าย่อท้อ วันหนึ่งทุกคนต้องพบแน่นอน เมื่อพบแล้วเพียงนำหัวใจเศรษฐีทั้ง 4 ข้อนี้ไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด รอบคอบ รับรองว่าทุกคนรวยได้จริงครับ เพราะแม้แต่ขยะที่ไร้ค่า ก็ทำให้คนร่ำรวยมานักต่อนักแล้ว

 

จำไว้ให้มั่น แล้วนำไปปฏิบัติจนเหมือนลมหายใจที่ต้องหายใจทุกวันโดยอัตโนมัติ

 

หนึ่ง ขยันหา

 

สอง รักษาเก็บ

 

สาม คบคนดี

 

สี่ รู้จักพอประมาณตน

 

เพียงแค่ 4 ข้อ รับรองรวยไม่มีจนตลอดกาล…

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

ในศาสนาพุทธนั้น ให้ความสำคัญกับกรรมทางใจมากที่สุด เพราะกรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นทั้งทางกาย ทางวาจา ที่เป็นต้นเหตุแห่งชะตากรรมของคนนั้น เริ่มมาจากใจทั้งสิ้นการให้ทานพร้อมด้วยใจที่มีกำลังทำให้รวย

 

ใจจะเป็นผู้สั่งการ คอยบงการให้คนนั้นกระทำไปตามใจที่สั่ง สั่งไปทางความคิด ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ นำไปสู่การกระทำนั้นๆ ไม่ว่าทางดีหรือทางร้าย  เพราะเพียงแต่เราคิดก็อาจจะก่อให้เกิดความทุกข์และความสุขที่สัมผัสได้ทางใจได้ทันที

 

เช่น พอคิดพยาบาทก็เป็นทุกข์  พอคิดเมตตาก็เป็นสุข  และกรรมทางใจนั้นเป็นเหตุที่ทำให้เกิดกรรมทางกายตามมา  ถ้าไม่เริ่มที่ใจก่อน  กายก็ทำอะไรไม่ได้  ถึงทำลงไป โดยไม่เจตนากรรมนั้นก็จะไม่มีผลเลย

 

ใจจึงเป็นผู้กำหนดทุกพฤติกรรม ใจจึงเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตอย่างแท้จริง ในทุกการกระทำของเรา จิตจะเป็นผู้จดบันทึกทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว และเป็นผู้รายงานอย่างซื่อตรงเที่ยงแท้ไม่แปรผันด้วยอำนาจอื่นใด

 

หลักการของสร้างบุญบารมีนั้นที่เราทราบกันดีว่า เริ่มจากการทาน ศีล ภาวนา ที่เป็นบันไดสามขั้น

 

อันดับแรกคือการทาน ซึ่งเป็นการให้ที่ง่ายที่สุด แต่หลายคนให้แต่ไม่เกิดกรรมดีเพราะเหตุใด ให้เพราะหวังผลตอบแทน ให้เพื่อแข่งขัน ให้เพื่อเอาหน้าตาในสังคม ซึ่งการให้เหล่านี้จะเกิดผลน้อยมากๆ ในกรรมดีที่ทำ

 

พระพุทธเจ้าเคยเตือนไว้ว่า การทำบุญให้ทานที่มีอานิสงส์น้อย คือการให้ทานด้วยใจที่มีเยื่อใย ด้วยจิตที่หวังสะสมบุญหรือหวังเสวยสุขในภพหน้า เป็นการทำด้วยจิตที่มีกิเลส ได้บุญเหมือนกันแต่ได้น้อยกว่าการทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทน

 

ที่จริงถ้าจะทำบุญควรทำใจให้เป็นกุศล เช่น ทำด้วยใจที่ปรารถนาดีต่อผู้รับ อยากให้เขาได้รับความสุข พ้นจากทุกข์ ถวายสังฆทานแก่พระก็เพราะอยากอุปถัมภ์ท่านให้มีกำลังในการบำเพ็ญศาสนกิจ หรือต้องการส่งเสริมพุทธศาสนา การทำบุญแบบนี้นอกจากเกิดประโยชน์แก่ผู้รับแล้ว ยังช่วยลดกิเลสหรือลดความเห็นแก่ตัวได้ เพราะไม่ได้คิดถึงประโยชน์เข้าตัวเลย

 

การให้ทานนั้น ใจแตกต่างกันย่อม ก็ให้ผลผิดกันได้ลิบลับ พระพุทธเจ้าจำแนกอาการของใจในขณะให้ไว้เป็นต่างๆ แต่ละอาการล้วนเป็นกำลังหนุนให้วิบากออกดอกออกผลเป็นความมั่งคั่ง หากใครให้ทานด้วยอาการของใจ ดังต่อไปนี้ครบถ้วนเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะมีผลไพบูลย์สูงสุด ส่งผลเป็นความมั่งคั่งถึงที่สุดเท่าที่ทานนั้นๆ จะอำนวย

 

การให้ทานนั้น ควรฉลาดในการให้ทานด้วย พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงแนวทางการให้ทานที่เกิดผลทั้งผู้ให้และผู้รับไว้ในเรื่อง สัปปุริสทาน 5  ( คำว่า “ สัปปุริสทาน”  หมายถึง การให้อย่างคนดี คนสงบ คนที่พร้อมมูลด้วยธรรม) ซึ่งต้องประกอบด้วยการให้ทาน 5 ลักษณะ คือ

 

1) ให้ด้วยความศรัทธา คือ  มีความเลื่อมใสอยู่ก่อนว่าทานนั้นเป็นของดี เป็นสิ่งที่พึงทำเพื่อใจเป็นสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นของที่ให้ความสุขในปัจจุบัน และเป็นเสบียงบุญที่จะติดตามไปให้ความสุขแก่เราในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้หมายเอาอาการโลภแบบจำเพาะเจาะจงว่าขอให้รวยเท่านั้นเท่านี้ เมื่อนั่นเมื่อนี่ ต้องวันนั้นวันนี้

 

อาการทางใจเช่นนั้นไม่ใช่เป็นศรัทธาในบุญแต่แท้จริง  แต่เป็นการลงทุนของนักธุรกิจในคราบนักบุญอย่างหนึ่ง เป็นผู้ที่มีใจโลภในการเอากำไรเข้าตัว หรือถ้าให้โดยปราศจากศรัทธา ให้อย่างเสียไม่ได้ ให้เพราะจำใจ ให้เพราะทำตามๆ คนอื่น

 

แม้เกิดบุญขึ้นมาก ก็ไม่ได้เป็นบุญพอที่จะสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยความศรัทธาดีแล้ว ยังมีผลให้รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณงดงามยิ่งอีกด้วย

 

2. ให้ทานโดยเคารพ การให้ทานแก่ผู้มีศีล ผู้ปฏิบัติธรรมด้วยความเคารพ การให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่มีค่า มีราคาเสมอไป เพียงแต่แสดงน้ำใจไมตรีของผู้ให้ทาน ขณะให้ทานให้ทำด้วยใจผ่องแผ้ว ให้ทานด้วยความเคารพนอบ

 

อย่าให้ทานเพราะเป้นของไม่ใช้แล้ว เป็นของเหลือเดน ให้แบบไม่เต็มใจจะให้ แบบยื่นๆ ส่งๆ ให้เป็นอันเสร็จพิธีเพราะหวังในบุญ เพราะจะเกิดผลบุญน้อยมากถึงขึ้นไม่ได้บุยเลยก็ได้เพราะเป็นทาสทาน เป็นทานที่ชั้วเลวที่สุด

 

แต่คนที่ให้ทานด้วยความเคารพ อานิสงส์จะทำให้เป็นคนมั่งคั่ง มีสมบัติมาก และคนของบุคคลนั้น เป็นบุตรก็ดี ภรรยาก็ดี บ่าวก็ดี คนใช้ก็ดี คนงานก็ดี ย่อมเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ตั้งอยู่ในคำสั่งสอน
3. ให้ทานตามกาล

การให้ทานที่ตรงกับความต้องการ ตรงกับเวลาย่อมเกิดผลดี เช่น ในช่วงเวลาที่กำหนด การทอดกฐิน การทอดผ้าป่า ช่วงเวลาในการถวายภัตตาหารในช่วงก่อนเพล การถวายผ้าน้ำฝน การถวายเทียนพรรษา เป็นต้น

 

อานิสงส์ให้เป็นคนมั่งคั่ง มีสมบัติมาก และผลประโยชน์ทั้งหลาย ที่มีมาตามกาลที่ควรจะมี ย่อมบริบูรณ์ แก่บุคคลนั้น คือว่าผลประโยชน์สิ่งใด ควรจะได้จะมีในกาลใด ก็ได้ก็มีผลประโยชน์สิ่งนั้นในกาลนั้น
4. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์

เป็นการให้ทานด้วยความเมตา กรุณา ไม่มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง ไม่หวังผลตอบแทนอานิสงส์ทำให้เป็นคนมั่งคั่ง มีสมบัติมาก และจิตของบุคคลนั้น ย่อมน้อมไปด้วยทางที่ดีไม่คิดไปในทางที่ตกต่ำอีก

 

5. ให้ทานไม่กระทบตนและคนอื่น

เรื่องนี้สำคัญเมื่อให้ทานแล้ว ต้องไม่ทำให้ตัวเอง ครอบครัว เดือดร้อน หากให้ทานจนหมดตัวแล้ว ตัวเองเดือดร้อน สมาชิกในครอบครัวเดือดร้อน ไม่ว่าทานนั้นจะให้ทานด้วยทรัพย์ ด้วยวัตถุสิ่งของด้วยที่ดิน และแม้แต่เสียสละที่เกิดของเขต ผลการให้ย่อมกระทบตน กระทบครอบครัวได้รับความเดือดร้อน การให้ทานนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์บริบูรณ์ ดังนั้นการเดินสายกลางเป็นดีที่สุด

 

พระพุทธองค์ตรัสถึงอานิสงส์ของการให้ทานด้วยครบทั้ง 5  ลักษณะที่กล่าวมาแล้วนั้นจะมี อานิสงส์ดังนี้

 

เกิด มีอานิสงส์ใหญ่ บุคคลผู้ให้ ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก เพียบพร้อมทุกอย่าง  เกิดมาเป็นมนุษย์ จึงเพียบพร้อมด้วย ข้าทาสบริวาร มีผู้คนเคารพนับถือได้รับการยกย่องจากชุมนุมชน เป็นผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณ วรรณะผ่องใส เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด เป็นผู้มีรูปร่างสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน

 

ทำให้เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จักบริบูรณ์ตลอดกาล ย่อมปราศจากภัยจากไฟ จากน้ำ จากลม จากโจร จากพระราชาที่จะมายึดครองเอา แม้แต่ภัยจาก ทายาท ซึ่งไม่เป็นที่รักมาครอบครองเอาได้

 

ชื่อว่าผู้ให้ย่อมทำให้ตนเองมีความสุข สบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ ตรงข้ามกับการรับหรือเอาทรัพย์สินเงินทองจากผู้อื่น ทำให้ไม่สบายใจ อึดอัด เป็นภาระที่จะต้องตอบแทนบุญคุณ เป็นต้น

 

เมื่อเราให้ทาน สิ่งที่ให้ที่เป็นส่วนหยาบ ก็คือสิ่งของที่เราสละไป ส่วนละเอียด ก็คือเราฆ่าความตระหนี่ได้สำเร็จ จนสามารถสละทรัพย์สิ่งของไปได้ ทันทีที่ฆ่าความตระหนี่ในใจได้สำเร็จ บุญก็ก่อเกิดขึ้นในใจเดี๋ยวนั้นเลย

 

เป็นบุญจากการให้ทาน ชนิดตัดขาดออกจากใจ บุญชนิดนี้พอเกิดขึ้นมาแล้วจะมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือสามารถดึงดูดทรัพย์ สมบัติได้ เกิดอีกกี่ภพกี่ชาติบุญนี้จะติดตัวไป ทำให้สามารถดึงดูดทรัพย์สมบัติมาอยู่กับเราได้โดยง่าย

 

คนที่ให้ทานมามาก และคิดให้ทานอยู่ตลอดเวลา พอเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก ยังไม่ทันทำอะไรเลยก็รวยแล้ว เพราะมีพ่อแม่ที่ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติเตรียมพร้อมไว้ให้ บางคนแต่เดิมพ่อแม่ก็ไม่รวย ทันทีที่เข้ามาอยู่ในครรภ์มารดา พอแม่เริ่มตั้งท้อง ทั้งพ่อทั้งแม่ไม่ว่าจะหยิบจะทำอะไรก็โชคดีไปหมด พอออกจากท้องแม่ โตขึ้นมาหน่อย สมบัติทุกอย่างก็มาพร้อมให้ใช้ นี่..เป็นผลของทานที่สร้างไว้ในอดีตชาติ ด้วยความตั้งใจและศรัทธาเต็มที่

 

อย่างไรก็ตาม บางคนเมื่อเริ่มจะให้ทานไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อทำไปแล้ว ภายหลังเกิดนึกดีใจว่าเราทำไปดีแล้ว เพราะคนอื่นจะได้ประโยชน์อีกมากมาย พวกนี้ก็ได้บุญติดตัวไปเหมือนกัน แต่เป็นบุญที่ให้ผลช้า เนื่องจากทำบุญโดยไม่ศรัทธามาก่อน เพราะฉะนั้นเกิดกี่ชาติๆ ในระยะเด็กๆ ถึงวัยรุ่น ช่วงที่ยังไม่ถึงวัยกลางคนจะยากจน แต่พอเลยวัยนั้นฐานะจะดีขึ้น เป็นผลเนื่องมาจากการที่ดีใจที่ได้ทำบุญ ดีใจช้า บุญก็ตามมาอย่างช้าๆ กว่าจะตามทันก็เมื่ออายุเข้าวัยกลางคน

 

บางคนทำบุญทีแรกดีใจที่ได้โอกาสทำบุญ แต่พอทำไปแล้ว กลับนึกเสียดายภายหลัง บุญจึงส่งผลมาในลักษณะที่ว่า เมื่อยังเล็กร่ำรวย เข้าวัยกลางคนก็ยังรวยเรื่อยมา แต่พอตอนแก่ๆ อายุมากแล้ว การที่นึกเสียดายในภายหลัง ความเสียดายก็เริ่มมาตัดทอนกำลังบุญ เลยทำให้ยากจน อย่างนี้ก็มี

 

ดังนั้นจึงสรุปตอบว่า ที่เราจนก็เพราะการให้ทานของเราภพในอดีตมันหย่อน เพราะฉะนั้นในภพชาตินี้ก็จงพยายามทำทานให้เต็มที่เต็มกำลังของเรา อย่าไปนึกตระหนี่หรือนึกเสียดายทานที่ให้ไปแล้ว และอีกอย่างหนึ่งอย่าไปตัดลาภใคร ใครเขาจะทำบุญก็อย่าไปขัด อย่าไปค้านเขา ตรงกันข้ามเห็นใครเขาตักบาตรทำบุญ ควรรีบสนับสนุนให้กำลังใจเขา รีบไปกล่าวอนุโมทนาให้เขาปลื้มใจให้มากที่สุด

 

การให้ด้วยใจเป็นสุขนั้น ทำให้คนร่ำรวยได้จริงมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน คนรวยนั้นเขามีสูตรเฉพาะของเขาเลยว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับ

 

วิธีที่จะแก้ไขในการให้ที่หวังผลที่เป็นกันมากนั้น ประเภทที่บอกว่าทำสิบบาทหวังผลล้านบาท เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่มีการลงทุนอะไรที่จะเกิดผลขนาดนี้อย่าไปเพ้ออย่าไปฝัน บุญนั้นจะส่งผลมากด้วยการให้ด้วยใจบริสุทธิ์เท่านั้น

 

หลักการฝึกใจให้เป็นผู้ให้นั้น ต้องเริ่มจากการมีพรหมวิหาร 4 เป็นที่ตั้ง คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เพราะมีความเมตตา มีใจกรุณา ปรารถนาให้ผู้รับนั้นเป็นสุข และเมื่อให้แล้วก็ไม่คิดเสียดาย แบบให้แล้วให้เลยวางเฉยไม่ยินดียินร้ายอะไร

 

เริ่มให้จากคนที่เราคุ้นเคยกันเพื่อฝึกใจให้มีกำลัง พอชินในการให้แล้ว ก็เริ่มให้ผู้อื่นที่เราไม่รู้จัก ไม่จำเป็นต้องให้คนที่อยู่สูงกว่าเรา เพราะถ้าส่วนมากเรามักจะให้เพราะในใจนั้นหวังจะได้ผลตอบแทน หวังในอำนาจ บารมีให้เขาช่วยเหลือ เช่น ให้พระสงฆ์เพื่อหวังจะให้ท่านช่วยนั่นช่วยนี่ให้สำเร็จ ให้กับข้าราชการผู้ใหญ่ก็หวังจะให้เขาช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ

 

ทางที่ดีที่สุด ควรให้คนที่ต่ำกว่าหรือไม่เลือกแบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติใดๆ การให้นั้นไม่มีข้อแม้ แต่ผลจากการให้นั้น รับรองว่าช่วยค้ำจุนให้ชีวิตดีขึ้นแน่นอน และที่สำคัญยิ่งให้ยิ่งรวยครับ

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

คนที่จะเจริญและร่ำรวยได้ ต้องมาจากการที่มีบุญเก่าและบุญใหม่มีกำลังมากพอที่จะส่งให้พบกับความสุข เมื่อมีความสุขก็จะนำไปสู่ความเจริญ ฉะนั้นเรื่องของการสร้างบุญด้วยการทำกรรมดีนั้นจึงถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเหตุเพราะรู้จักการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้อง

 

สำหรับคนที่ฉลาดในการสร้างบุญนั้น เขาจะรู้จักการสร้างบุญเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ในชีวิตทั้งในระยะสั้น ระยะยาว คนที่ไม่รู้จักบุญ คือ คนที่ปิดกั้นความเจริญด้วยมือของตัวเอง

 

ความฉลาดที่ว่านี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องที่สอนให้คนคิดเอาเปรียบกันแต่อย่างใด แต่เป็นเผยแพร่ความรู้ เพื่อนำมาสู่การรอบรู้อย่างลึกซึ้ง มีความรู้เต็มรอบถึงที่มา ที่ไป ถึงเหตุและผล การสร้างบุญที่ถูกต้องและได้ผลของบุญ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องยึดถือหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการสร้างบุญบารมีเท่านั้น

 

การสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องต้องมาจากการทาน ศีล ภาวนา ที่เป็นบันไดสามขั้นในการสร้างบุญบารมีทางพระพุทธสาสนา ทุกคนทำบุญเพื่อให้ใจสบาย มีความสุข ทำให้ใจมีกำลังที่จะทำกิจการใดๆ ก็ตามแบบปลอดโปร่งโล่งสบายไม่ติดขัด  และมีหลักในการดำเนินชีวิตที่เป็นสุขในชาติปัจจุบัน

 

การทำบุญช่วยทำให้ใจเป็นอิสระ พร้อมจะก้าวต่อไปในคุณความดีอย่างอื่น หรือเปิดช่องให้นำเอาคุณสมบัติอันดีงามอื่นๆมาใส่เพิ่มเติมแก่ชีวิต เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

 

ขณะเดียวกัน บุญก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะน่าบูชา คนที่ทำบุญมักเป็นคนน่าบูชา เพราะเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรม มีความดี บุญทำให้เกิดภาวะน่าบูชาแก่ผู้ที่ทำบุญสม่ำเสมอ และเมื่อได้ทำบุญแล้ว จิตใจก็อิ่มเอิบเป็นสุขที่ประณีตลึกซึ้งขึ้นไป เป็นความสุขที่ยั่งยืนยาวนาน และเป็นความสุขที่สงบ

 

บุญนั้นมี  3 ระดับ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการทำบุญของคนเรา ที่จะเป็นข้อแนะนำและแนวทาง ให้ได้พิจารณากันว่าเรากำลังทำบุญไปเพื่ออะไร

 

1. ทำบุญก็เพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน ( ทิฏฐธัมมิกัตถะ ) คือ การทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดผลดีแก่ผู้รับทันที แม้ว่าจะไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่บุญที่ทำนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม เมื่อทำกรรมดีจะต้องได้ดี ทำให้เกิดลาภบริวาร สถานภาพความเป็นอยู่ ความสุข คำชมเชย กรรมดีสนองตอบกลับมา

 

การทำบุญเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ใจอย่าติดอยู่แค่พระที่เราเคารพ  พระสงฆ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา หรือวัตถุทานที่เราทำ  ใจเราจะต้องมองยาวต่อออกไปถึงการสืบทอดพระพุทธศาสนา เมื่อทำบุญก็มุ่งหมายใจและอิ่มใจว่า พระพุทธศาสนาของเราจะได้ดำรงอยู่ยั่งยืนมั่นคงต่อไป ประโยชน์สุขจะได้เกิดแก่มนุษยชาติ

 

เวลาทำบุญ ถ้าทำอย่างนี้ ใจของแต่ละท่านก็จะขยายกว้างออกไป อันนี้แหละเป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราเกิดปีติว่า เออ! ครั้งนี้ เราก็ได้มีส่วนร่วมอีกแล้วนะ ในการทำนุบำรุงพระศาสนาและสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ แล้วเราก็เกิดความอิ่มใจ สุขใจ ทำให้ใจมีกำลังในการต่อสู้ชีวิตต่อไป

 

2.ทำบุญเพื่อประโยชน์สุขที่สูงขึ้น ( สัมปรายิกัตถะ ) นั่นคือ ประโยชน์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าจะมองเห็นกันเฉพาะหน้า เพื่อเสริมสร้างและยกระดับจิตของผู้ที่ทำบุญนั้นให้สูงขึ้นไป  มีจิตใจที่ละเอียดประณีตมากขึ้น อันเป็นจุดหมายขั้นสูงขึ้นไป และเพื่อเป็นหลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไป

 

คลายความยึดติดผูกพันในวัตถุ ไม่ตีค่าผลประโยชน์สูงเกินไปจนต้องไขว่คว้าอันนำมาซึ่งเหตุของการกระทำความชั่วร้ายและบุญที่ทำนั้นจะส่งผลในภพต่อไป หรือจะเรียกว่า ทำบุญไว้ไปเป็นเสบียงบุญในชาติต่อไปก็ได้

 

3. ทำบุญเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ( ปรมัตถะ ) คือ ประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต อันเป็นจุดหมายสูงสุด หรือที่หมายขั้นสุดท้ายคือไปสู่นิพพาน ได้แก่ การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

 

รู้เท่าทันคติธรรมดาของการเวียนว่าย ตาย เกิด ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจเป็นอิสระโปร่งโล่งผ่องใส ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความยึดติดถือมั่นหวาดหวั่นของตนเอง ปราศจากกิเลสที่ทำให้เศร้าหมองขุ่นมัว อยู่อย่างไร้ทุกข์ ประจักษ์แจ้งความสุขที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพร้อมด้วยความสงบเยือกเย็นสว่างไสวเบิกบานโดยสมบูรณ์

 

และนี่คือจุดมุ่งหมายในการทำบุญที่แท้จริง เมื่อเราได้รับทราบไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ก็ลองพิจารณากันดูว่าเรากำลังทำบุญเพื่ออะไรกันแน่  ต่อไปขออธิบายในการทำบุญที่กระทำด้วยความไม่บริสุทธิ์ มีบาปเจือปนนั้น ซึ่งผลของบุญที่ทำนั้นยิ่งน้อยลงไปอีกเพื่อความเข้าใจในเรื่องของบุญ ขอยกเอาคำเทศนาของหลวงพ่อพุทธทาส แห่งสวนโมกข์  พระอริสงฆ์และปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งในพระพุทธศาสนา

 

ในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เคยเทศนาพูดถึงวิธีทำบุญ 3 แบบ เพื่อเตือนสติคนที่ดีมากๆ และเห็นภาพทำความเข้าใจในทุกระดับจริตง่ายมาก  ซึ่งท่านได้เปรียบวิธีการทำบุญและผลของบุญเหมือนกับบุคคล 3 ประเภท ได้เอาน้ำ 3 ชนิดมาอาบน้ำชำระล้างตัว โดยสรุปเนื้อหาก็คือ

 

1.  บุคคลทำบุญเหมือนเอาน้ำโคลนมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนสัตว์ ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ และเอาเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาจัดงานบุญเลี้ยงกัน รวมทั้งมีเลี้ยงสุรายาเมาด้วย จนบางครั้งเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายกัน เหล่านี้เป็นการทำบุญด้วยการทำบาป เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาชำระตัว ซึ่งไม่มีวันจะสะอาดได้ บุญนั้นน้อยหรือแทบไม่ส่งผลอะไรเลยกับชีวิต มีแต่กรรมไม่ดีทั้งนั้น

 

  1. บุคคลที่ทำบุญเหมือนเอาน้ำเจือด้วยแป้งหอมมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยความหลง ความไม่รู้ ผู้ยึดมั่นถือมั่นในบุญเป็นอย่างมาก เมาสวรรค์ เมาวิมาน เป็นการทำบุญด้วยกิเลส หรือความยึดติดอย่างรุนแรง ทำแล้วหวังผลให้ต้องเป็นเช่นนั้น ให้เกิดเช่นนี้

 

เหมือนเอาน้ำที่เป็นเครื่องหอมมาอาบชำระกาย ซึ่งก็ไม่มีวันที่ร่างกายจะสะอาดได้เหมือนกัน ผลบุญที่ได้นั้นน้อยลงไปเพราะมีกิเลสมาตัดทอนกำลังลง ประเภทคนที่ทำบุญ 10 บาท แต่หวังที่จะรวยแบบฉับพลันเป็นล้านๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำกรรมดีจนถึงขั้นเป็นกรรมตัดรอนฝ่ายดีมาก่อนเลย

 

  1. บุคคลที่ทำบุญเหมือนเอาน้ำสะอาดมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยใจสงบร่มเย็น ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา  ทำบุญเพราะเป็นหนทางแห่งความดี ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยมีพรหมวิหาร 4 เป็นหลัก อันมีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

 

คนที่ทำบุญแบบนี้ เหมือนคนเอาน้ำสะอาดบริสุทธิ์มาอาบ ย่อมสะอาดและมีความสุขกายสบายใจ และได้บุญกุศลเต็มกำลัง มากกว่าบุคคล 2ประเภทแรก

 

เมื่อเราอ่านคำสอนของท่านพุทธทาสแล้ว ลองพิจารณาว่าวันนี้ เราต้องถามตัวเองว่า ทำบุญด้วยน้ำอะไร ถึงร่างกายและจิตใจถึงจะสะอาดได้

 

การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทาน ศีล ภาวนา”  ซึ่งการให้ทานหรือทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญที่เป็นเบื้องต้นที่สุด ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ผู้รับนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์อย่างเดียว กับใครก็ได้แม้แต่สัตว์ทั่วไป

 

แต่ขอให้เราทุกคนเข้าใจว่าในการทำบุญทั้ง 3 ขั้นนี้เป็นระดับขึ้นไปและเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งไม่ว่าจะสร้างบุญด้วยการให้ทานมากมายเพียงไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากกว่าการรักษาศีลไปได้ และถึงจะถือศีลเข้มข้นเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่มีทางจะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนา จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่มีกำลังสูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด

 

ผลของทานเป็นปัจจัยให้ได้ลาภสักการะ

 

ผลของการรักษาศีลให้เกิดความสุขหลายๆ ประการ

 

ผลของการเจริญภาวนาและศึกษาธรรม เป็นเหตุให้เกิดปัญญามีความฉลาด

 

คนที่มีชีวิตตั้งอยู่ในความประมาทในเวลานี้นั้น จะเริ่มหรือคิดจะเริ่มทำบุญก็ต่อเมื่อคิดว่าตัวเองมีเคราะห์หรือเริ่มจะโชคร้าย จึงร้อนใจวิ่งพล่านไปสร้างโน่นสร้างนี่ ถวายเงิน ถวายทรัพย์สินกันวุ่นวาย จงรู้ไว้เถิดว่า  การทำบุญนั้นทำได้ตลอดเวลา ทำได้ทุกเวลาโดยที่เราไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์หรือเกิดวิบากกรรมไม่ดีขึ้นเสียก่อน

 

สำหรับคนที่ไม่ประมาทในชีวิตนั้น เขาจะเร่งสร้างบุญไว้ตลอดเวลา เป็นการเก็บเสบียงตุนไว้ยามที่ขาดแคลนจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทัน และยังเอาบุญที่มีไปช่วยเผื่อแผ่สงเคราะห์ผู้อื่นได้ด้วย

 

บุญที่ทำไว้ตลอดเวลาจึงเป็นเหมือนเงินฝากประจำแบบพิเศษอยู่ในธนาคารสวรรค์ ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ตลอดเวลาและเต็มจำนวนด้วยถ้าเรารู้จักวิธีที่จะเบิกมาใช้ได้ และทันกาลเวลา ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่านได้พิสูจน์แล้วว่า บุญฤทธิ์นั้นสามารถที่จะช่วยคลายวิบากกรรมที่หนักเป็นเบาได้จริง

 

ส่วนบุญที่จะส่งผลให้เราทุกคนแบบทำแล้วได้เลยทันทีก็คือ ความสุขใจ ที่มาจากจิตใจที่รู้จักการให้ ไม่เป็นผู้ที่คอยรับแต่ฝ่ายเดียวมีแต่ความสุข

 

ดั่งพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข”

 

ในการสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนาที่มาจากทาน ศีล ภาวนาขอให้ยึดหลักในเรื่องของบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นหลัก เพื่อเป็นการสร้างบุญที่ถูกช่องทางและได้ผลมากที่สุด

 

1. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ ( ทานมัย ) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม

2. รักษาศีล ก็เป็นบุญ ( ศีลมัย ) เป็นการฝึกฝนที่จะลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ

3. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ ( ภาวนามัย ) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น

4. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ ( อปจายนมัย

 

5. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ ( เวยยาวัจจมัย )

6. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ ( ปัตติทานมัย )

7. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสร่วมใจ อนุโมทนาในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ ( ปัตตานุโมทนามัย )

8. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ ( ธรรมสวนมัย )

9. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรม นำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ ( ธรรมเทศนามัย )

10. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ก็เป็นบุญ (ทิฏฐุชุกรรม )

 

ในข้อที่ 10 นี้ ที่เป็นทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญกิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้งานบุญข้อนั้นๆเป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาจะทำบุญ จึงต้องรู้ว่า บุญนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติแล้วไม่อาจชำระสันดานให้ผ่องใสบริสุทธิ์ได้ หรือไม่นำให้เกิดความฉลาดว่า สิ่งนี้ชอบ สิ่งนี้ไม่ชอบ สิ่งนั้นก็ไม่จัดว่า เป็นบุญ แต่เมื่อสามารถจะชำระสันดานให้บริสุทธิ์และนำให้เกิดความฉลาด รู้จักผิดชอบ จึงจัดว่าเป็นบุญ

 

และอยากจะให้สังเกตกันดีๆ จะเห็นว่ายังมีอีกหนึ่งวิธีในการสร้างบุญบารมีและได้อานิสงส์บุญโดยไม่ใช่เงินเลยคือ การร่วมอนุโมทนาบุญ เพราะเมื่อเราเห็นคนอื่นทำบุญ เราก็รู้สึกยินดีในบุญนั้น เราก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญไปด้วยแต่ไม่เท่ากับคนต้นบุญ เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย

 

ตอนนี้เราคงเข้าใจกันดีแล้วว่า อานิสงส์ของบุญที่มาจากการทานทั้งหมดนั้น น้อยกว่าการรักษาศีล การรักษาศีลนั้นยังน้อยกว่าการภาวนา และการได้อานิสงส์บุญมากโดยไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียวมีหลายทาง อาทิเช่น การให้ธรรมทาน การให้อภัยทาน การรักษาศีลและสุดท้ายก็คือการภาวนารวมถึงการร่วมอนุโมทนานั่นเอง

 

ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องและได้ผลมากที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้เชื่อว่าหลายคนพอจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า การสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องนั้นคืออะไร

 

และบุญบารมีที่เราทำเท่านั้น จะพาเราไปสู่ความสุข ไปสู่ในทุกสิ่งที่เราปรารถนาทุกประการ

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เป็นเรื่องจริงและพิสูจน์มาแล้วว่า ในบรรดาพ่อค้า แม่ค้าหรือนักธุรกิจระดับใหญ่ที่เป็นคนรวยอย่างที่เราเห็นนั้น ทุกคนจะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นทุนรอนเบื้องต้นที่ติดตัวมาตั้งแต่ในชาติเดิมก็คือ กรรมดีที่เคยทำมาก่อนและตามมาส่งผลในชาตินี้ หรือที่เรียกกันว่า “บุญเก่า” ติดตัวมาเหตุเพราะบุญเก่ามากพอหรือกรรมเก่าฝ่ายดีตามส่งผลในชาตินี้

 

หลายคนคงเคยได้ยินว่า คนนั้นคนนี้รวยเพราะมีบุญเก่า คนนั้นทำอะไรไม่สำเร็จไม่มีทางรวยเพราะบุญเก่าไม่มี  คนนั้นรอดชีวิตมาได้เพราะมีบุญเก่ามาช่วยทัน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

 

เพราะบุญเก่านั้นเป็นบุญพื้นฐานสำคัญที่ติดตัวมาทุกคน แต่จะน้อยหรือมากนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ซึ่งบุญเก่านี้ต้องมาจากการที่ชาติหนึ่งชาติใดที่สะสมมาจากการสร้างกรรมดี และคนที่เราเห็นมีเงินทองร่ำรวย ทำการค้าอะไรก็สำเร็จมีธุรกิจใหญ่โตในชาตินี้ ก็เพราะในชาติหนึ่งชาติใด คนรวยเหล่านี้ต้องเคยเป็นพ่อค้าวาณิชย์

 

มีบริวารข้าทาส คู่ค้าเก่า แวดล้อมด้วยคนที่เคยเกื้อหนุนกันมาก่อนติดตามกันมาด้วยกรรมผูกพัน และเคยเป็นเศรษฐีมีฐานะร่ำรวยมาก่อนทั้งสิ้น นิสัยหรือความทรงจำเดิมของพ่อค้า ความฉลาดไหวพริบทางการค้าจึงติดตามมาในชาตินี้ด้วย

 

คนเหล่านี้ต้องเคยรวยมาก่อน จึงรู้เส้นทางของการพาตัวเองไปสู่ความร่ำรวยได้

 

เปรียบได้กับคนที่เดินทางไปในที่หนึ่งบ่อยๆ ครั้งจนชินทาง และสามารถใช้เวลาในการเดินทางไปที่แห่งนั้นด้วยความเร็วและความชำนาญได้โดยง่าย ผิดกับคนที่ไม่เคยเดินทางไปที่แห่งนั้น ที่อาจจะต้องเสียเวลามากมาย หรือในบางคนอาจจะหลงทางหรือพบกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคและไม่เข้าใจที่จะแก้ไขได้ จึงไปไม่ถึงที่แห่งนั้น

 

เปรียบเหมือนฟืนที่แห้งมีเชื้อที่ดีอยู่แล้ว ยิ่งมาประกอบกับมีปัจจัยหรือตัวช่วยในชาตินี้ จะทำให้กองไฟนั้นติดง่ายดาย  ลองสังเกตดูก็ได้ มีหลายคนในชาตินี้ที่มีอาชีพอื่นๆ ที่พยายามจะฝืนกรรม ฝืนธรรมชาตินิสัยของตน พยายามที่จะทำมาค้าขายเหมือนคนอื่นเขา เพียงหวังจะมีเงินทองมากมาย แต่ไม่เคยสำเร็จเสียที  ทำการค้าทีไรเป็นต้องขาดทุนหรืออย่างเก่งก็เสมอตัว หรือต้องมีเหตุที่ทำให้การค้านั้นไม่เจริญก้าวหน้า

 

ลองสังเกตดูคนที่เคยเกิดมารับราชการจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการประเภทใด คนเหล่านี้จะไม่มีนิสัยของพ่อค้าใหญ่หรือคนรวยติดตัวมาเลย ถึงมีก็อาจจะน้อยน้อย ถึงแม้อาจจะเคยเป็นพ่อค้าเคยรวยมาก่อน แต่อาจจะเป็นชาติที่ไกลโพ้น จนนิสัยหรือความจำเดิมนั้นลางเลือนไป

 

คงเหลือแต่เพียงกรรมที่มาจากชาติใกล้ๆ กันที่เคยเป็นทหาร เป็นผู้รักษากฎเกณฑ์มีหน้าที่ในการรับใช้ในด้านต่างๆ ของสังคมตามมาส่งผล มีกรรมผูกพันเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถจะหนีพ้นไปได้ แม้จะหนีเท่าไรไม่อยากจะเป็นข้าราชการก็หนีไม่พ้นไปได้

 

เช่นเดียวกันถึงแม้จะพยายามเป็นพ่อค้า เป็นนักธุรกิจ ก็จะเป็นได้เพียงหางๆ ปลายๆ ของคนที่เขามีนิสัยพ่อค้าติดตัวมาเท่านั้น

 

ดั่งเช่นในพระอริยะสงฆ์นั้น เชื่อกันว่าในหลายชาติที่ผ่านมา ท่านเหล่านั้นต้องเป็นผู้ที่เคยเกิดมาในสมัยของพระพุทธเจ้า  ต้องเคยบวชเรียนในพระบวรพระพุทธศาสนามาก่อน และเป็นผู้ปฏิบัติปรารถนาการหลุดพ้น หรือในบางท่านปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน ท่านเหล่านี้จึงต้องมาเกิดเพื่อที่จะสร้างบารมี ปฏิบัติธรรมให้ได้สำเร็จตามแรงอธิษฐานของท่านในอดีตชาติ

ด้วยบุญเก่าที่เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นจำนวนมาก แรงแห่งบุญจึงส่งให้มาเกิดในชาติ พรั่งพร้อมด้วยบริวาร ที่มีคนที่เคยช่วยเหลือในภพชาติที่แล้วตามมาเกิดและมาช่วยเหลือกันต่อไป ช่วยอุดหนุนในการทำการค้าให้ร่ำรวยมากโดยง่าย

 

ด้วยบุญเก่าที่เคยเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย มีใจบุญสุนทาน เคยได้ร่วมทำบุญกันอย่างสม่ำเสมอมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง บุญจึงส่งให้มาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยอีก เป็นด้วยบุพเพสันนิวาสผูกพันกันมา พ่อแม่มหาเศรษฐีในชาตินี้ อาจจะเคยเป็นลูก เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง กลับมาเกิดร่วมบุญที่เคยทำมาด้วยกันอีก เป็นกระแสบุญที่ผูกพันต่อเนื่อง

 

ด้วยบุญเก่าเป็นผู้ให้ทานด้วยความเต็มที่ เต็มใจและให้ทันทีไม่มีลังเลต่อผู้ยากไร้อับจน เห็นผู้ที่ควรช่วยเหลือก็เข้าช่วยเหลือด้วยใจบริสุทธิ์ ส่งผลให้กลับมาเกิดด้วยความพร้อมแห่งโชคลาภ

 

ด้วยบุญเก่าที่เคยชี้ช่องทางให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ ทำให้เกิดมาอยู่ในแผ่นดินที่สมบูรณ์ ทำอะไรก็เกิดผล แม้ไม่ต้องออกแรงมากก็สำเร็จได้โดยง่าย

 

ด้วยบุญเก่าเคยเป็นผู้มอบทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา แด่พระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญแห่งพระศาสนา เคยมอบทรัพย์สมบัติให้กับแผ่นดิน ซึ่งเป็นสาธารณะมีประโยชน์อันมากแก่ผู้คนและแผ่นดิน ในชาตินี้จะเป็นผู้ที่ได้รับมรดก ได้รับการช่วยเหลือของผู้มีอำนาจในแผ่นดินหรือคู่ค้าที่มีบุญมากกว่าช่วยเหลือ

 

ด้วยบุญเก่าเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความยินดีไม่มีอะไรแอบแฝง ทำให้ชาตินี้มักได้ลาภลอยทางการค้า

 

ด้วยบุญเก่าที่เคยให้ประโยชน์แด่ผู้อื่น เต็มกำลังความสามารถไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ตอบแทนค่าแรง มอบประโยชน์ผู้อื่น ข้าทาสบริวาส ไม่เบียดบัง ชาตินี้จะอุดมไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง

 

ด้วยบุญเก่า เป็นผู้มีความกตัญญูรู้พระคุณคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้ชาตินี้มีความอดทน
มีสติรอบคอบ เป็นคนมีเหตุผล ทำให้พ้นทุกข์พ้นภัย ได้ลาภโดยง่ายแคล้วคลาดภัยในยามคับขัน
ทำให้เทวดาลงมาพิทักษ์รักษาผู้ที่ทำ  ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี

 

ด้วยบุญเก่าเป็นผู้รักษาศีล 5 หมั่นสวดมนต์ทำสมาธิ เจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ ด้วยอานิสงส์แห่งบุญจึงส่งให้มาเกิดพร้อมด้วยความเฉลียวฉลาด มีปัญญาไหวพริบเหนือผู้อื่น เป็นผู้แตกฉานในวิชาความรู้

 

บุญเก่าจึงเป็นทุนเบื้องต้นหรือฐานสำคัญที่ส่งให้คนร่ำรวยได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่รู้จักการสร้างบุญบารมีใหม่ในชาตินี้อย่างถูกต้องและมีกำลังมากพอ ก็จะเจริญและร่ำรวยยากเหมือนกัน ด้วยบุญเก่าที่มีเมื่อใช้ไปก็หมดได้

 

เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า บุญเก่าที่เราใช้ๆ อยู่นี้จะหมดลงเมื่อใด จึงต้องเร่งสร้างบุญบารมีใหม่เข้ามาเพิ่มเป็นกำลังสำคัญ เพื่อความไม่ประมาทของชีวิตและเพื่อความร่ำรวยได้จริงแบบทันตาเห็นดังที่เราปรารถนา

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

กรรมนี้เกิดขึ้นทางใจโดยเฉพาะซึ่งจะไปปิดทางไม่ให้ใจนั้นมีกำลังในการทำกรรมดี ทำให้ใจนั้นไม่รู้จักการให้ การเสียสละ ซึ่งเป็นกรรมที่ทำให้รวย ซึ่งควรจะขจัดกรรมนี้ออกไปให้ได้เป็นลำดับสุดท้ายก่อนที่จะไปรู้จักกรรมที่ทำให้รวยได้จริงกัน ซึ่งจะขออนุญาตอธิบายให้ทราบ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือเหตุเพราะตระหนี่และละโมบขั้นรุนแรง

 

1. เหตุเพราะขี้เหนียวตระหนี่มากเกิน คือ การเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เป็นคนที่มีลักษณะที่มีพอจะฐานะ มีสิ่งของพอจะให้ได้ก็ไม่ให้อะไรกับใครทั้งสิ้น  กลัวว่าคนอื่นจะมาเอาเปรียบ คิดแต่เพียงว่าเราไม่ยุ่งของๆ ใคร ดังนั้นของๆ เราๆ ก็ไม่ให้ใครเหมือนกัน คนที่มีกรรมหรือการกระทำแบบนี้ จะไม่มีมิตรสหาย ไม่มีคนส่งเสริม ไร้ซึ่งบารมีให้คนยำเกรง ประเภทหัวเดียวกระเทียมลีบ จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จเพราะไม่มีคนช่วยเพราะมาจากการแล้งน้ำใจ

 

รวมถึงแม้แต่หนี้สินที่ติดค้างคนอื่นไว้ก็ไม่ยอมจะคืนให้เขา เมื่อมีแล้วก็ทำเป็นเงียบๆ เอาไว้ไม่ยอมชดใช้คืน  ของๆ คนอื่นอยากได้แต่ของๆ ตัวเองไม่ให้ใคร ผลแห่งการ ตระหนี่เกินเหตุ คือการเป็นผู้อัตคัดเกินเหตุเช่นกัน แล้งน้ำใจในกาลนี้ จะให้ผลเป็นความแล้งทรัพย์ในชาติถัดไป

 

  1. ละโมบโลภมากขั้นรุนแรง ข้อนี้หนักหน่อย คนที่มีความเห็นแก่ได้ ถึงขั้นโลภจัดขนาดทำให้ก่อกรรมชั่วผิดศีล ข้อที่ว่าด้วยการลักทรัพย์ได้ หรือฉ้อโกงทรัพย์ได้โดยปราศจากความละอาย ผู้ทำ ความวิบัติฉิบหายให้แก่ทรัพย์ของคนอื่น ย่อมรับผลเป็นความพินาศแห่งทรัพย์ของตนเช่นกันยิ่งเกิดผลกับคนจำนวนมาก กรรมนั้นก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก

 

แม้การให้ทานในอดีตจะได้บันดาลให้เกิดทรัพย์ไว้มาก ทรัพย์นั้นย่อมถึงความ วิบัติ อาจจะในระดับให้เกิดความเจ็บใจรุนแรง หรืออาจจะในระดับให้ตกยากแบบฉับ พลันทันที ขึ้นอยู่กับความหนักเบาแห่งกรรมของการผิดศีลข้อ 2 ในเรื่องฯ อันเป็นตัวต้นเหตุ

 

มีเรื่องของการตระหนี่และละโมบที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมาเล่าให้ฟังว่า คนทำกรรมแบบนี้ ต้องพบเจออะไรบ้างในชีวิตซึ่งท่านมาลาวชิโร เขียนไว้ในหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 101 เม.ย. 52 ไว้ว่า

 

“…ในสมัยพระพุทธกาล มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่าโลสกะ เป็นบุตรของชาวประมงที่อาศัยอยู่ในแคว้นโกศล อดีตท่านเป็นคนที่ถูกตราหน้าว่าทำให้ตระกูลมีแต่ความอดอยากยากจนช่วงที่ท่านอยู่ในท้องของมารดา บ้านของชาวประมงที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ถูกไฟไหม้ถึง 7 ครั้ง และถูกพระราชา ปรับสินไหม 7 ครั้ง

 

เท่านั้นยังไม่พอชาวประมงทั้งหมู่บ้านที่พากันออกหาปลา หาสัตว์น้ำในแม่น้ำลำคลอง ต่างก็ไม่มีใครได้ปลาหรือสัตว์น้ำเลยสักคนเดียว แม้แต่ปลาเล็กๆ สักตัวก็ไม่ได้ และนับแต่วันนั้นเป็นต้นชาวบ้านก็ไม่เคยหาปลาได้เลย

 

เหตุนี้เองพวกชาวประมงจึงสงสัยกันว่าในหมู่บ้านคงต้องมีตัวกาลกิณีอยู่ในหมู่บ้านแน่นอน เมื่อ คิดกันดังนั้นแล้ว ต่างก็แยกหมู่บ้านออกเป็นสองหมู่ หมู่ละ 500 ครอบครัว เมื่อมารดาของพระโลสกะ ไปอยู่ในหมู่บ้านใด หมู่บ้านนั้นก็จะเจอแต่เรื่องเดือดร้อนไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

ชาวบ้านจึงแยก หมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือครอบครัวของเขาอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ชาวบ้านจึงรู้ว่า พวกเขาเป็นกาลกิณี พากันรุมโบยตี ทำให้มารดาของพระโลสกะต้องอุ้มท้องท่านไว้ด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งคลอดออกมา และเลี้ยงดูจนท่านโตพอที่จะวิ่งไปไหนมาไหนได้แล้ว มารดาจึงเอาภาชนะดินเผาใบหนึ่งใส่มือให้และไล่ออกจากบ้านไป เด็กน้อยก็จำต้องหากินตามลำพังด้วยความอดๆ อยากๆ เก็บเมล็ดข้าวกินทีละเมล็ด นอนไม่เป็นที่เป็นทาง น้ำไม่ได้อาบ จนร่างกายคล้ายปีศาจ และมีความเป็นอยู่เช่นนี้จนอายุครบ 7 ขวบ

 

วันหนึ่งขณะที่พระธรรมเสนาบดีกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ในเมืองสาวัตถี ได้มองเห็นเขาก็รู้สึกสงสาร จึงเรียกมาสอบถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน พ่อแม่เป็นใคร เด็กบอกว่าตนไม่มีที่พึ่ง พ่อแม่บอกว่าตนทำให้พวกเขาลำบาก จึงทิ้ง ไป พระเถระจึงถามเด็กน้อยว่า อยากบวชไหม จะบวชให้ เด็กชายตอบตกลงด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก

 

พระเถระได้แบ่งอาหารให้เขากินแล้วพาไปที่วัด จัด แจงบวชให้เป็นที่เรียบร้อย เด็กน้อยครองเพศบรรพชิตจนกระทั่งอายุพรรษามาก ท่านได้ชื่อว่า โลสกติสสเถระ แต่ก็เป็นพระที่ไม่มีลาภ แม้ในคราวที่คนมาทำบุญที่วัดมากๆ ท่านก็ได้ฉันเพียงนิดหน่อยเท่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น ไม่เคยได้ฉันอาหารเต็มอิ่มเลย

 

หากมีใครใส่บาตรท่านเพียง ข้าวต้มทัพพีเดียว ก็เหมือนกับมีข้าวเต็มบาตร คนที่มาทำ บุญจึงคิดว่า บาตรของท่านเต็มแล้ว เลยถวายองค์ถัดไป

 

ต่อมาท่านได้เจริญวิปัสสนาจนกระทั่งบรรลุอรหันต์ แต่ท่านก็ยังมีลาภน้อยอยู่นั่นเอง จนกระทั่งถึงวันที่ท่านจะปรินิพพาน พระธรรมเสนาบดีอยากจะให้ท่านได้ฉันอาหาร เต็มอิ่มสักมื้อ จึงพาท่านไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี แต่ไม่มีใครใส่บาตรเลยแม้แต่คนเดียว

 

พระเถระจึงบอกให้พระโลสกติสสไปนั่งรอที่วัด แล้วตนเองไปบิณฑบาตคนเดียว ชาวบ้านก็พากันออกมาใส่บาตรจำนวนมากและนิมนต์ให้ฉันด้วย พระเถระจึงใช้ให้คนเอาอาหารไปถวายพระโลสกติสสที่วัด แต่ไม่ว่าใครเอาอาหารไป ก็จะลืมท่านทุกที พากันกินเสียเองจนหมด

 

ครั้นพระเถระกลับถึงวัด จึงถามพระโลสกติสสว่าได้ฉันหรือยัง ก็ได้รับคำตอบว่ายัง พระเถระจึงเกิดความสลดใจ บอกให้พระโลสกติสนั่งอยู่ที่เดิม ส่วนตัวท่านเข้าไปที่พระราชวังของพระเจ้าโกศล

 

พระราชาได้ถวายของหวานจนเต็มบาตร เมื่อพระเถระกลับมาที่วัด จึงเรียกพระโลสก-ติสสมาฉัน โดยท่านถือบาตรไว้ให้พระโลสกติสสนั่งฉัน เพราะถ้าปล่อยบาตรจากมือ บาตรก็จะว่างเปล่า คราวนี้ท่านฉันได้ เพราะด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระเถระ หลังจากที่ฉันจนเต็มอิ่มแล้วท่านก็ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้กระทำการปลงสรีระ เก็บเอาธาตุ ทั้งหลายก่อพระเจดีย์บรรจุไว้

 

ในเวลานั้น พวกภิกษุทั้งหลายก็สนทนากันว่า น่าอัศจรรย์จริงๆ พระโลสกติสสเถระมีบุญน้อย มีลาภน้อย ทำไมจึงบรรลุอริยธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าให้ฟังว่า

 

เหตุที่โลสกติสสะเถระมีลาภน้อย แต่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง ก็เพราะว่า ในอดีตท่านกระทำอันตรายลาภของผู้อื่นจึงเป็นผู้มีลาภน้อย แต่บรรลุอริยธรรมได้ก็เพราะผลที่ท่านได้บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงเล่าอดีตกรรมของพระโลสกติสสะให้ฟังว่า

 

ครั้งที่พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญวิปัสสนา ท่านมีเศรษฐีที่อยู่ใกล้วัดคนหนึ่งคอยอุปถัมภ์บำรุง ครั้งนั้นมีพระขีณาสพรูปหนึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ (พระขีณาสพ หมายถึง บุคคลสิ้นอาสวแล้ว ผู้กระทำกิจเสร็จแล้วเป็นพระอรหันต์)

 

ได้เดินทางมาที่บ้านของเศรษฐี พอเศรษฐีเห็นท่านก็เลื่อมใส จึงนิมนต์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน และนิมนต์ให้พักที่วัดซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้าน

 

พระอาคันตุกะเข้าไปที่วัดและไปกราบเจ้าอาวาส ซึ่งถามท่านว่า ฉันอาหารมาหรือยัง ท่านก็บอกว่าฉันมาแล้ว ที่บ้านของเศรษฐีที่อยู่ข้างวัด หลังจากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรม

 

ตกเย็นเศรษฐีก็แวะเข้ามาเยี่ยมท่านที่วัด เขาถามเจ้าอาวาสว่าพระอาคันตุกะพักอยู่ที่ไหน เมื่อเจ้าอาวาสชี้ทางให้แล้ว เศรษฐีจึงเข้าไปหาท่าน นั่งฟังธรรมและนิมนต์ไปฉันที่บ้านในวันรุ่งขึ้น
เจ้าอาวาสคิดว่า

 

“สงสัยเศรษฐีจะถูกพระอาคันตุกะยุยงให้แตกแยกกับเรา ถ้าพระรูปนี้ยังอยู่ในวัดนี้ต่อไป เศรษฐีคงจะไม่นับถือเราเป็นแน่”

 

คิดแล้วเจ้าอาวาสจึงหาวิธีกำจัดไม่ให้พระอาคันตุกะพักในวัดอีกต่อไป โดยไม่พูดกับท่าน ตอนเช้าเวลาจะไปฉันข้าว เจ้าอาวาสก็ตีระฆังด้วยหลังเล็บ เคาะประตูด้วย เล็บ แล้วตนเองก็เข้าไปบ้านของเศรษฐีเพียงลำพัง เศรษฐีเห็นเจ้าอาวาสมารูปเดียวจึงถามหาพระอาคันตุกะ เจ้าอาวาส ก็บอกไม่รู้ เพราะตีระฆังแล้ว เคาะประตูแล้ว ก็ไม่เห็นท่านตื่น เมื่อวานท่านฉันอาหารจนอิ่มแล้ว สงสัยคงจะนอนยังไม่ตื่น

 

ฝ่ายพระเถระผู้เป็นอาคันตุกะ พอถึงเวลาเช้าท่านก็ถือบาตรและจีวรเหาะไปจากที่นั่น ไปอยู่ที่อื่น ส่วนเศรษฐีหลังจากได้ถวายภัตตาหารเจ้าอาวาสแล้ว ก็ฝากอาหารไปถวายพระเถระที่วัดด้วย เจ้าอาวาสก็รับที่จะนำไปให้

 

ขณะที่เดินกลับวัดก็คิดว่า หากพระรูปนี้ได้ฉันข้าว ถึงเราจะไล่ให้ออกจากวัดยังไงก็คงจะไม่ยอมไป ถ้าเราเอาอาหารนี้ให้ชาวบ้าน ก็กลัวความลับจะแตก หรือจะเททิ้งในน้ำ เนยใสก็จะเป็นเหมือนน้ำ แต่ถ้าทิ้งบนดิน ฝูงกาก็จะมารุมกิน ความลับก็จะแตกอีก เราจะเอาไปทิ้งที่ไหนดีหนอ

 

ขณะนั้นเอง ก็เหลือบไปเห็นนาที่ไฟกำลังไหม้อยู่ จึงคุ้ยถ่านขึ้น เทอาหาร ลงไปและกลบด้วยก้อนถ่าน แล้วจึงกลับวัด เมื่อไปถึงวัดไม่เห็นพระอาคันตุกะ ก็คิดว่าท่าน คงหนีไปอยู่ที่อื่นแล้ว จึงเกิดสำนึกผิดว่า เพราะท้องเป็นเหตุแท้ๆ ที่ทำให้เราทำกรรมชั่ว เจ้าอาวาสรู้สึกเสียใจต่อ การกระทำของตนมาก ต่อมาไม่นานท่านก็มรณภาพและไปเกิดในนรก

 

เจ้าอาวาสผู้ละโมบตระหนี่ถี่เหนียวเห็นคนอื่นดีกว่าตนเองไม่ได้รูปนี้ ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่หลายแสนปี และเศษของผลกรรมยังทำให้เกิดเป็นยักษ์ถึง 500ชาติ!!

 

ไม่เคยได้กินอาหารเต็มท้องสักวันเดียว จนถึงวันจะตายค่อยได้กินอิ่ม ตายจากยักษ์ก็ไปเกิดเป็นหมาอีก 500 ชาติ!! หิวโหยไม่ได้ กินอิ่มเช่นเดียวกัน

 

ตายจากหมาจึงมาเกิดในตระกูลของคนยากจน และตั้งแต่วันที่เขาเกิด ตระกูลก็ยิ่งจนหนักลงเรื่อยๆกว่าเดิม แม้แต่น้ำก็ไม่ได้กินอิ่มอย่างคนอื่นเขาต้องถูกไล่ออกจากบ้าน จนได้มาบวช และบรรลุอรหันต์ ซึ่งเป็นกรรมดีที่ท่านได้เคยทำไว้นั่นเอง…”

 

ชีวิตของเราแต่ละคนเป็นไปตามกรรมที่เราเป็นผู้กระทำเอง เราจะประสบความสุขหรือความทุกข์ก็ขึ้นอยู่ กับการกระทำของเราเอง ถ้าอยากตจะมีชีวิตที่ดีก็ควรทำแต่กรรมดี อย่าเป็นคนตระหนี่ละโมบ และเหนียวหนี้เป็นอันขาด เพราะอาจจะได้รับผลกรรมตกทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเหมือนท่านเจ้าอาวาสที่กว่าจะมาเกิดเป็นพระโลสกติสสเถระ ต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน

 

ทางที่ดีควรจะเป็นผู้ให้ แล้วจะได้รับมากกว่าให้เสียอีก

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

 

Read Full Post »

« Newer Posts