Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2014

การปรับภพภูมิส่งวิญญาณนั้น เป็นวิชาชั้นสูงของครูบาอาจารย์ตั้งแต่โบราณกาล และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์มาโดยตลอดโดยจะเลือกผู้ที่มีบุญเชื่อมกัน โดยเฉพาะหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ที่ท่านได้รับสืบทอดมาและได้สั่งสอนลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก โดยที่ท่านได้สร้างพระผงพระจักรพรรดิและมีคาถาพระจักรพรรดิเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับภพภูมิการเพิ่มบุญด้วยการปรับภพภูมิส่งวิญญาณไปสุ่สุขคติ

 

พระจักรพรรดินั้น เป็นพระปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเนรมิตพระรูปของพระองค์ดังพระจักรพรรดิที่ใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งปวงเพื่อปราบมาร ที่เรารู้จักกันดี ในพระพุทธรูปปางทรงเครื่อง ที่รู้จักกันดีก็คือ พระประธานที่หน้าวัดพระเมรุ จ.อยุธยา

ส่วนคาถาพระจักรพรรดิ นั้นเป็นคาถาที่รวมพุทธคุณครอบจักรวาล ที่มีพลานุภาพมาก ในเรื่องต่างๆ จากร้ายให้กลับกลายมาเป็นดี จากที่ดีอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

 

พระผงพระจักรพรรดิและคาถาพระจักรพรรดิเป็นของสูง ผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์สามารถที่จะสวดนำไปแผ่เมตตาให้ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เพื่อปรับภพภูมิต่างๆ ให้เขาสูงขึ้น ไม่ทนทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ในบริเวณบ้าน ตามถนน ตลาด หรือที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ

 

อยากเรียนให้ทราบว่า ในทุกอณูที่อยู่รอบตัวเรานั้น มีดวงจิตวิญาณจำนวนมากที่นับไม่ได้อาศัยกันอยู่และซ้อนภพกันมากมาย ทั้งเป็นดวงจิตวิญญาณที่สิงสถิตตามต้นไม้ ตามบ้านเรือน ตามถนนหนทาง มีสัมภเวสี ดวงวิญญาณเร่ร่อน ตามบุญและกรรมที่เขาทำมา

 

ถ้าเราสามารถช่วยเขาให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น นอกจากจะเป็นการสงเคราะห์ที่ได้บุญแล้ว ดวงวิญาณเหล่านั้นอาจจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือในภพภูมิอื่นที่ดีขึ้น  เมื่อเราเคยมีการทำบุญไปให้เขา เมื่อเขามีอำนาจ มีพลังมากขึ้น ย่อมจะช่วยเราในภายภาคหน้าได้ เมื่อเรานั้นตกอยู่ในวิบากกรรมไม่ดี

 

หากเราไปแห่งหนตำบลใด หากต้องการแผ่บุญปรับภพปรับภูมิส่งวิญญาณแก้ภูมิแถวนั้นให้กำหนดขอพลังจากองค์พระพร้อมบริกรรมบทพระจักรพรรดิแล้วน้อมแผ่ออกไปจะเป็นการส่งวิญญาณภพภูมิแถวนั้นโดยวิชานี้ทำได้ แม้ยังไม่เห็นภพภูมิก็ตามขอแค่จิตเราน้อมไปด้วยความเป็นบุญเมตตาและหวังดี(การแผ่บุญครอบบุญใช้กับคนที่เราหวังดีได้ด้วยเช่นกันหรือแม้กระทั่งกับศัตรูเราให้เขามาเป็นมิตรกับเรา)

 

กำลังพุทธคุณของพระผงจักรพรรดิเรานำไปใช้ในการปรับภพปรับภูมิเขาให้ดียิ่งๆขึ้นได้ โดยมิได้เป็นการใช้พุทธคุณในการเบียดเบียนเขาแต่เป็นการใช้กำลังเพื่อให้เขาโมทนาบุญซึ่งเรียกว่าการปรับภพปรับภูมิและเราจะช่วยดวงวิญญาณได้จำนวนมาก

 

การนำไปใช้ไม่ยากอาราธนาองค์พระกำไว้ในมือสวดคาถาจักรพรรดิ1จบแล้วตามด้วยบทสัพเพแล้วก็นึกน้อมบุญนี้ให้แก่ดวงวิญญาณทั้งหลายที่เราต้องการแผ่บุญถึงนับได้ว่าพระผงจักรพรรดิใช้เพื่อการการแผ่บุญอย่างแท้จริงสงเคราะห์สัตว์โลกอย่างแท้จริง

 

นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าไว้เป็นการทำใจให้ทรงความดี มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุติทา อุเบกขา เป็นที่พึ่งการไม่ถือโกรธผู้ใดมีแต่ความหวังดีเป็นการทำใจให้สว่าง เมื่อใจเราสว่างฉันใดย่อมกลบความมืดฉันนั้น
วิธีการสวดมหาจักรพรรดิเพื่อปรับภพภูมิ

***สำหรับท่านที่ไม่มีพระผงจักรพรรดิ ขอให้ทำจิตน้อมรำลึกถึงพระพุทธรูปปางพระจักรพรรดิ์หรือพระพุทธรูปทรงเครื่อง และเริ่มสวดคาถา

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

(กราบ 3 ครั้ง สวดตามกำลังของแต่ละวัน อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17

พฤหัส 19 ศุกร์ 21 เสาร์ 10)

 

คาถามหาจักรพรรดิ

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ  ไตรรัตนะญาณ

มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา

อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมหาเถรัง

อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย

อะหังวันทามิ สัพพะโส

พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

 

 

ขอสิ่งที่ข้าพเจ้าอธิษฐาน จงศักดิ์สิทธิ์ สำเร็จเป็นจริงโดยฉับพลันทันใจทุกประการ

อิมัง สัจจะวานัง อธิษฐามิ พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

 

เชิญพระเข้าตัว แผ่บุญปรับภพภูมิส่งวิญญาน

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา

พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง

อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

( 5 จบ)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

(ให้อธิฐานจิตแผ่เมตตาออกไปให้กับดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย และระบุสถานที่ด้วยก็ได้ )

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เรื่องนี้โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจทำบุญกุศลแต่มีวิบากกรรมไม่ดีมาขวางไว้ คือ มีคนคอยขัดขวาง หรือไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูกคนในครอบครัวหรือใครก็ตาม มีทั้งพูดจาให้เจ็บช้ำน้ำใจ ขัดขวางไม่ให้เราไปทำบุญตามที่ตั้งใจได้การอุทิศบุญให้กับคนที่ไม่เห็นด้วยในการทำบุญของเรา

 

ในขั้นตอนแรกจงตั้งจิตให้เป็นสมาธิและให้อภัย ให้อโหสิกรรมต่อทุกคนเสียก่อน เพราะกรรมที่เขาทำนั้นจะได้เบาบางลง ขอให้รู้ไว้ว่า คนที่ขัดขวางผู้ที่จะสร้างบุญคนเหล่านั้น คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราที่มีชีวิตที่ผูกพันกันมาเกิด แต่มีทั้งบุญร่วมและกรรมร่วมกัน แต่เบาบางไม่หนักหนาอะไร เราสามารถอยู่ร่วมกันและสร้างบุญต่อกันได้

 

เมื่อเวลาเราทำบุญนั้นให้ใช้วิธี พอเวลาทำบุญก็อุทิศบุญไปให้เขา เรียก กายทิพย์ เขามารับบุญ เขาเรียกว่าให้บุญในหรือให้ทางใน ไม่นานนักเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเองด้วยพลังแห่งบุญ

 

หรือเราจะให้กับคนที่โกรธเรา อาฆาตพยาบาทตัวเราก็ได้ บุญนั้นเป็นของดี เราให้ใครก็ได้ ไม่ว่าเจ้านาย ลูกน้อง หรือคนที่เราจะไปติดต่อขอความช่วยเหลือ ได้ทั้งนั้น

 

บุญคือ ความสบายใจ การสร้างบุญโดยการให้ด้วยจิตใจที่เมตตา ถือเป็นการกล่อมเกลาจิตใจไปในตัว และเป็นการปฏิบัติธรรมอีกอย่างหนึ่งด้วย

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

ในการทำบุญนั้น เรารู้ดีว่า ถ้าผู้รับนั้นเป็นเนื้อนาบุญสูง อานิสงส์ของบุญนั้นจะมากขึ้นตามเนื้อนาบุญนั้น แต่ก็มีข้อกังขาอยู่เสมอว่า พระสงฆ์ที่รับสังฆทาน หรือที่รับบาตรนั้นเป็นเนื้อนาบุญที่สูงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนที่โกนหัวใส่ผ้าเหลือง ในเรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านสอนวิธีในการใส่บาตรหรือทำสังฆทานที่ได้บุญมากและป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สบายใจการบูชาพระพุทธเจ้า ผ่านการใส่บาตร ทำสังฆทานกับพระสงฆ์ผู้เป็นตัวแทน

 

สำหรับเวลาที่เราทำบุญกับพระสงฆ์นั้น ให้ทำการอธิษฐานก่อนถวายทานถ้าอธิษฐานไปเลยจากบ้านก็จะยิ่งดีหรือในเวลาก่อนที่จะไปถวาย เพราะเมื่อเราไปถึงวัดอาจจะเจอกับคนที่ไปทำบุญมาก จนดูพลุกพล่านทำให้สมาธินั้นรวมได้ไม่ค่อยนิ่ง

 

ในช่วงเวลาที่อธิษฐาน ของให้สำรวมทำจิตของเราให้นิ่ง แล้วอธิษษฐานให้สังฆทานเหล่านั้นส่งตรงไปถวายกับพระพุทธเจ้าเลยจะได้บุญสูง พระที่รับตรงหน้าเรานั้นเป็นเพียงตัวแทนของพระพุทธองค์ ถ้าท่านจะดีหรือไม่ดี เราไม่ต้องไปสนใจ เพราะจะทำให้จิตเรานั้นตกและมีความกังวล

 

ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำบุญกับพระสงฆ์ที่ดีหรือไม่ ขอให้เราทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สะอาด รับบุญอย่างเต็มที่ ก็ได้บุญเหมือนกัน

 

แต่มีข้อปลีกย่อยแต่สำคัญมากก็คือ สิ่งของที่นำไปใส่บาตรพระ หรือในสังฆทานนั้น ควรจะเป็นสิ่งของที่ดี ประณีต มีคุณภาพ เมื่อวัตถุทานนั้นดีเยี่ยม จิตใจของผู้ให้นั้นมีศรัทธา มีเจตนาในการให้อย่างเต็มเปี่ยม โดยไม่คิดหวังผลตอบแทน มีจิตใจเป็นผู้ให้ทั้งก่อนให้ ในขณะที่กำลังให้และหลังให้ ย่อมมีอานิสงส์มากมาย

 

เมื่อเสร็จจากการทำบุญแล้ว ควรอธิษฐานขอพร ขอพระบารมีให้ชีวิตนั้นมีความสุข ไม่มีความขัดข้องและไม่มีในชีวิตอย่างบังเกิดขึ้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  อุทิศบุญกุศลไปให้แก่ผู้มีพระคุณและเจ้ากรรมนายเวรเสียทั้งญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี แผ่บุญกุศลออกไปวงกว้างต่อทุกดวงวิญญาณ

 

บุญใหม่ที่เราสร้างขึ้นมา จะมากพอที่จะนำให้เราพ้นจากวิบากกรรมไม่ดีบางวิบากกรรมได้ และชีวิตจะรุ่งเรืองด้วยบุญนั้นพาไป

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เมื่อมีการทำบุญครั้งใดไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดในบุญกิริยาวัตถุ 10 ที่เราทราบกันดีว่า เป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้อง มีหัวข้อของผู้ที่เป็นคนชักชวนให้คนไปสร้างบุญนั้น ย่อมได้รับผลบุญนั้นด้วยเพราะเหมือนเป็นการจุด ไฟแห่งความดีให้สว่างไสวขึ้นไปทั่วพื้นพิภพการชักชวนคนอื่นไปสร้างบุญ

 

ทั้งการนำคนไปทำทาน ถือศีล ชวนคนไปนั่งสมาธิภานา ปรารถนาให้คนทุกคนพบกับความสุขในชีวิต บุญแรกที่ได้รับคือ การยกย่องสรรเสริญ การยอมรับนับถือ เป็นคนที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้นำของคนทั้งปวง

 

บุญที่ได้รับนั้น พูดตามประสาชาวบ้านก็คือ เป็นต้นบุญ ที่มีกิ่งก้านสาขาแตกออกไปไม่หยุดยั้ง โดยอาจจะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย กิ่งก้านบุญนั้นจะแตกขยายออกไปไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเกิดกี่ภพ กี่ชาติก็ตาม บุญนั้นจะตามไปส่งผลให้กับชีวิตแน่นอน เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม เมื่อทำกรรมดี กรรมดีนั้นก็จะส่งผลดีให้ ไม่มีทางเสื่อม

 

ในสมัยของพระพุทธเจ้านามว่า กัสสปะ ตรัสไว้ว่า

 

บุคคลผู้ใดให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนคนอื่น ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดใหม่จะมีทรัพย์สมบัติมาก จะเป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี แต่ว่าขาดบริวาร ขาดเพื่อน ขาดคนเป็นที่รักบุคคล

 

ผู้ใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น แต่ว่าตนเองไม่ให้ทาน ท่านบอกว่าตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ มีบริวารมาก แต่ยากจน

 

บุคคลใดให้ทานด้วยตนเองด้วยแล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่ เป็นคนรวยด้วย มีบริวารมากด้วย

 

บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย แล้วไม่ชักชวนชาวบ้านด้วย จะไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นคนยากจนเข็ญใจ เกิดเป็นคนยากจนไม่มีคนคบหาสมาคม

 

ดังนั้นการบอกบุญด้วยใจบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์  ชักนำคนอื่นเข้ามาในกองการกุศล  มีทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล นี่แหละผลบุญจึงจะส่งให้เป็นผู้มีบริวารสมบัติ  เมื่อมีบริวารสมบัติตัวเองก็จะเป็นผู้นำบุญสืบต่อเนื่องไปไม่รู้จบ

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

 

 

Read Full Post »

เรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เชื่อว่าหลายคนคงสัมผัสถึงอำนาจและพลังมหาศาลที่ตาของคนนั้นไม่มีทางมองเห็น แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกที่ลึกอยู่ข้างในจิตใจ เมื่อไปอยู่ในสถานที่สำคัญ ที่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นของพรหม เทพเทวา หรือดวงจิตวิญญาณการอธิษฐานเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 

การสัมผัสนั้นอาจจะเป็นในรูปแบบของความปิติยินดี ความเย็นกายสบายใจ หรือขนลุกซู่ น้ำตาไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเวลาที่ท่านตั้งอธิษฐานจะมีแสงสว่างวาบขึ้นมาแม้จะปิดตาอยู่ก็ตาม ก็แสดงว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นท่านมาร่วมอนุโมทนาบุญกับท่านแล้ว

 

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้เสมอในทุกสถานที่สำคัญที่มีคนมาทำบุญกันนั้น ล้วนมีเหล่าเทพเทวามาร่วมอนุโมทนาในบุญนั้นด้วยเสมอ

 

มีทั้งที่อยู่ประจำสถานที่นั้นหรือได้รับการอัญเชิญมาร่วมอนุโมทนาบุญที่มนุษย์นั้นสร้างบุญใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิหาร อุโบสถ ฝังลูกนิมิต สร้างพระพุทธรูป การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือแม้กระทั่งการทำสังฆทาน

 

โดยเฉพาะในเขตพุทธสถานหรือวัดวาอารามต่างๆ นั้น ล้วนมีปวงเทพเทวา และผู้สร้าง ผู้ทำนุบำรุงวัดนั้น คอยปกป้องคุมครองวัดนั้นอยู่แน่นอน เป็นการดีหรือไม่หากเรามีโอกาสไปทำบุญและอุทิศเชื่อมบุญกับท่านเหล่านั้น และขออนุโมทนามีส่วนร่วมในบุญของท่านที่ทำมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

 

เพราะที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีการสร้างบุญตลอดเวลา ยิ่งเป็นวัดวาอารามที่มีอายุหลายร้อยปี ก็จะยิ่งมีกองบุญใหญ่แน่นอนเพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนไปทำบุญมากมายมหาศาลในแต่ละวัน

 

ในอดีตนั้นเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านจะไปสร้างอะไรหรือบูรณปฏิสังขรณ์วัดนั้น ถ้าท่านรู้ว่าไม่มีการเชื่อมบุญกันมาก่อน เป็นการสร้างบุญใหม่ท่านจะทำการอธิษฐาน ขอมีส่วนในกองบุญของวัดนั้นก่อนเสมอ เพื่อให้การทำงานนั้นลุล่วง

 

หรือเรียกง่ายๆ ก็ขอให้มีบุญเพิ่มมากขึ้นเสียก่อน อัญเชิญปวงเทพเทวาที่คุ้มครองวัดนั้น ให้ท่านเมตตาส่งบุญมาช่วยให้งานนั้นสำเร็จได้โดยง่าย

 

ดังเช่นครูบาศรีวิชัยเจ้า ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา ที่เป็นประธานในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามกว่า 200 วัดและถนนที่ขึ้นดอยสุเทพที่รู้จักกันดีทั่วเมืองไทย ก่อนเวลาที่ท่านจะทำการก่อสร้างท่านต้องมีการเสี่ยงทายและดูว่าบุญของท่านว่าเชื่อมกับสถานที่แห่งนั้นหรือไม่ ถ้ามีบุญท่านก็จะทำการบรวงสรวงเทพเทวา เพื่อเชื่อมบุญกันให้งานนั้นสำเร็จได้โดยง่าย

 

ซึ่งในเรื่องการเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านรู้ดีเกือบทุกท่านตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ลำพังพระสงฆ์รูปเดียวนั้น จะมีบุญพอหรือไม่ที่สร้างพระวิหาร อุโบสถใหญ่โต ต้องใช้เงินสร้างเป็นร้อยๆ ล้าน ท่านจะเอาเงิน เอาบุญที่ไหนมาทำให้สำเร็จ นอกจากการรวมกองบุญจากคณะผู้มีศรัทธา ที่มีการเชื่อมบุญกันไว้อาจจะตั้งแต่อดีตชาติที่ผ่านมา ถึงแม้ชาตินี้จะอยู่กันไกลแสนไกลด้วยวิบากกรรมของแต่ละคนที่ทำไว้

 

ด้วยอำนาจและพลังจากปวงเทพเทวาที่ดลใจให้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมกันสร้างบุญ บางคนอยู่ไกลถึงต่างประเทศ เมื่อปวงเทพเทวาท่านดลใจให้รับรู้ รับทราบการสร้างบุญ ก็มาร่วมกันสร้างให้สำเร็จ

 

เป็นเรื่องจริงเป็นอย่างยิ่งว่า คนที่เคยร่วมบุญกันมาตั้งแต่อดีต เมื่อถึงเวลาก็จะกลับมาช่วยกันสร้างบุญใหม่ร่วมกันอีก เพราะสายใยแห่งบุญนั้นจะดึงกลับมา หรือจากแรงอธิษฐานที่เคยกล่าวสัจจะวาจาไว้ในอดีตชาติ

 

การเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น นอกจากเราจะได้บุญเพิ่มแล้ว เรายังมีโอกาสมาสร้างบุญใหม่ให้หนุนนำชีวิตให้พบความสุขอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดอีกสักกี่ชาติก็ตาม

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

               

 

 

 

 

Read Full Post »

เรื่องนี้เป็นอีกเคล็ดลับสำคัญมากในการเพิ่มบุญให้กับตัวเอง ก่อนอื่นจะขอกล่าวถึง บุญบารมีของพระอริยสงฆ์  ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธ์ว่า ท่านเหล่านั้นมีบุญมากขนาดไหน เราถึงต้องไปขอมีส่วนร่วมในบุญของท่านการขออนุโมทนาบุญจากพระอริยสงฆ์ผู้มีบุญ ครูบาอาจารย์

 

ในคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการยกย่องและนับถือนั้นเราก็มักจะเรียกว่า “ผู้มีบุญบารมี” ซึ่งมาจากการประพฤติดี ปฏิบัติดี สร้างกรรมดี สร้างบุญมาตลอดไม่ได้มีหรือเกิดขึ้นมากจากความบังเอิญ

 

บุญบารมีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ที่คนเคารพกราบไหว้นั้น คงต้องมากกว่าคนปกติหรือผู้ที่ถือศีลธรรมดาหลายเท่านัก เพราะท่านนั้นบำเพ็ญความดี สะสมบุญมานับร้อยๆ ชาติกว่า หลายพันภพที่จะมาเป็นพระอริยสงฆ์ที่เรารู้จักและกราบไหว้ในทุกวันนี้

 

เพราะกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรมเป็นพระอริยสงฆ์นั้นไม่ใช่ของง่ายเลย ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว หรือองค์ที่ปรารถนาเพื่อเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปนั้น ท่านต้องเพียรสร้างบุญบารมีมาเป็นหลายล้านชาติ เคยเป็นมาหมดแล้วทั้ง มนุษย์และอมนุษย์

 

ขอยกตัวอย่างสักครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เรารู้จักกันดี เช่น  หลวงปู่ทวดแห่งวัดช้างไห้ นั้น บุญบารมีของท่านนั้นมากมายมหาศาล นับเป็นเวลาหลายร้อยปีตั้งแต่ท่านมรณภาพไปแล้วในสมัยอยุธยา แต่ด้วยบุญบารมีพระคุณความดีของท่านยังคงประจักษ์มาจนถึงทุกวันนี้

 

เท่านั้นยังไม่พอ ในแต่ละวันก็ยังมีคนเมื่อทำบุญกุศลแล้วได้โมทนาอุทิศพระคุณความดีไปให้ท่านไม่ขาดสายเป็นเวลาหลายร้อยปี และถ้าไปนับรวมถึงบุญเก่าในอดีตชาติและบุญใหม่ของท่าน ที่คนส่งบุญไปให้ท่านด้วยแล้วไซร้

 

บุญบารมีของท่านนั้นคงมากมายเกินที่จะคาดคิดหยั่งได้ เปรียบดั่งมหาสมุทรที่ไม่อาจวัดความกว้าง ยาวและลึกมากเพียงใด

 

และถ้าความดีและบุญของท่านไม่มากพอ คงไม่มีใครรู้จักท่าน เพราะของไม่ดีจริงนั้นมันจะเสื่อมลงไปตามกาลเวลา

 

การขอนุโมทนาหรือพูดตามภาษาชาวบ้านว่าขอมีส่วนร่วมในบุญของท่านนั้น จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพียงเรารู้วิธีการง่ายๆ ในการขอมีส่วนร่วมในบุญของท่าน

 

ด้วยการโมทนาอุทิศบุญที่เราทำทุกครั้งส่งไปให้ท่านก่อน  เหมือนไปขอร่วมเข้าคลังบุญของท่าน การอุทิศบุญของเราไปให้ท่านนั้น เป็นการเชื่อมบุญกับท่าน ให้มีสายบุญเชื่อมต่อถึงกัน จากที่ไม่เคยรู้จัก ก็จะได้รู้จักกัน

 

แล้วหลังจากนั้นให้ตั้งจิตอธิษฐานขออนุโมทนามีส่วนร่วมในคลังบุญของท่านด้วย เราก็จะได้บุญเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มาจากความเมตตาของท่าน เพื่อทำให้ชีวิตของตนนั้นดีขึ้นในทุกสถาน ทุกกาลเวลา เป็นเสบียงบุญเก็บไว้ใช้ในยามคับขัน หรือเมื่อวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล บุญที่เรามีจะช่วยบรรเทาวิบากกรรมนั้นได้

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ไหนบอกว่าท่านมีบุญบารมีมากอยู่แล้วทำไมเราต้องอุทิศบุญไปให้ท่าน ขอกล่าวให้ทราบเลยว่า ในแต่ละวันๆ นั้น เชื่อว่ามีผู้อธิษฐานขอบุญให้ท่านช่วยมากมาย เปรียบดังมหาเศรษฐีที่มีคนจำนวนมากมาขอเงินท่านทุกๆ วัน ถ้าไม่มีเงินมาเพิ่ม เงินที่เก็บไว้คลังก็หมดลงได้เช่นกัน

 

หลังทำบุญทุกครั้ง ถ้าใครอยากได้บุญเพิ่ม อย่าลืมขออนุโมทนาบุญจากท่านผู้มีบุญบารมีที่ท่านเคารพด้วย แล้วท่านจะรู้ว่า บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

ในธรรมเนียมและความเชื่อของคนจีน และคนไทยเชื้อสายจีน รวมถึงคนอื่นๆ ที่มีความเชื่อในการถวายเครื่องเซ่นไหว้ต่อเทพเจ้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าของชาติใด ลัทธิใด เรื่องที่ท่านกระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งดีงามการนำของไหว้เทพเจ้ามาถวายพระสงฆ์ และอุทิศบุญไปให้เทพเจ้า

 

เพราะการทำ การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพบูชา แสดงความกตัญญูในพระคุณความดีของท่าน

 

ที่เห็นกันจนชินตาก็คือ การนำอาหารทั้งคาวหวาน  ผลไม้ ดอกไม้ น้ำสะอาดมาจัดวางหน้าปวงเทพเหล่านั้น ซึ่งที่ดีที่สุดต้องจัดเรียงอยู่ในภาชนะที่สะอาด และมีการจัดวางที่เรียบร้อยงามตา การจัดวางที่แบบลวกๆ สุมกันไปมาไม่น่าดูนั้น เพราะจะส่อถึงขาดเจตนา ขาดความสำนึกในพระคุณอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเหตุนั้นไม่ดีต่อตน ผลก็ย่อมไม่ดีไปด้วย
ส่วนสิ่งของที่นำมาเซ่นไหว้นั้น ควรเลือกสิ่งของที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เหมือนกับที่เราเลือกมอบให้กับผู้มีพระคุณ อะไรที่ไม่ดีไม่สมควรก็อย่าเอามาเป็นเครื่องเซ่นไหว้

 

แต่มีขอแนะนำในการเพิ่มบุญกุศลให้กับคนที่ชอบถวายแบบที่ได้บุญเพิ่ม ด้วยการนำสิ่งของเหล่านั้นที่เป็นอาหารทั้งของคาวของหวาน ผลไม้ ดอกไม้ธูปเทียน มาถวายกับพระสงฆ์ เมื่อถวายเสร็จแล้ว ก็อุทิศบุญและกรวดน้ำอุทิศบุญไปถึงเทพเจ้าที่ท่านทั้งหลายนับถือ เป็นการเพิ่มบุญและบุญนั้นส่งถึงแด่เทพเจ้าท่านนั้นๆ แน่นอน

 

เป็นการเชื่อมบุญกับเทพเจ้าเหล่านั้นโดยตรง และถูกช่องทางมากที่สุด เวลามีเรื่องเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เมื่อไปขอพรจากท่านให้ท่านช่วยปัดเป่าคลายทุกข์ ก็จะสำเร็จโดยง่ายเพราะท่านรู้จักเราแล้วด้วยการเชื่อมบุญกัน

 

และในการถวายน้ำสะอาด ดอกไม้นั้นทำได้ทุกวัน ยิ่งทำได้สม่ำเสมอไม่หลงลืม หมั่นทำความสะอาดสถานที่ตั้งบูชา ก็จะยิ่งเพิ่มสิริมงคลให้กับชีวิตของตนและครอบครัว

 

การถวายน้ำเปล่าที่สะอาดนั้น โบราณนั้นท่านถือเป็นเคล็ดสำคัญ ว่าผู้ที่ถวายเป็นประจำนั้น จะได้โชคลาภมาอย่างฟรีๆ แบบที่ไม่ต้องลงทุน และไม่ใช่ทุกข์ลาภด้วย เพราะเป็นลาภที่สะอาดเหมือนกับน้ำที่เราถวาย

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

ในเรื่องนี้ได้รับเมตตาจากครูบาอาจารย์หลายท่านที่ท่านเมตตาและจากการได้ออกศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ จึงได้รวบรวมไว้ให้อยู่ในเรื่องเดียวกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านความเมตตาจากครูบาอาจารย์นั้นมาจากหลายสำนักสุดยอดเคล็ดวิธีในการสร้างบุญ

 

อาทิเช่น จากหลวงพ่อปาน แห่งวัดบางนมโค หลวงปู่ดู่ แห่งวัสะแก หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง หลวงพ่อจรัล แห่งวัดอัมพวัน พระอาจารย์กบ แห่งธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ และครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน

 

ทั้งหมดนี้ได้ทดลองทำด้วยตัวเองแล้วเกิดผลดีกับชีวิต ใจมีพลังและรู้สึกว่าชีวิตนั้นเจริญขึ้น อะไรที่เคยติดขัดก็ราบรื่นขึ้น เงินทองที่เคยขาดมือก็ไม่ขัดสนอีก จึงอยากจะมานำเสนอให้ทราบและให้พิจารณากันดู โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

อย่างไรก็ตามในการทำบุญนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้ให้ต้องบริสุทธิ์ ผู้รับนั้นต้องบริสุทธิ์มีเนื้อนาบุญสูง อานิสงส์ของบุญนั้นก็จะมากตามความบริสุทธิ์นั้น และใจต้องเป็นสมาธิและเป็นผู้ให้อย่างแท้จริงไม่ได้หวังผลตอบแทน

 

-การทำสังฆทานให้ได้อานิสงส์บุญมากขึ้น

การทำสังฆทานทานนั้นควรทำให้ครบ เมื่อเราจะทำสังฆทานควรทำให้ครบทั้งปัจจัยสี่ มีอาหารคาวหวานให้ครบถ้วน  เครื่องนุ่งห่ม(เครื่องบวช)  ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และหากจะเพิ่มพระพุทธรูปประจำวันเกิดและหนังสือธรรมะเข้าไปด้วยเพื่อให้จิตใจของเจ้ากรรมนายเวร ช่วยให้เขาใจในรสพระธรรม เพื่อให้เขามีจิตใจที่เย็นสบายพ้นทุกข์

 

ที่ต้องให้ทำเช่นนี้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรนั้นในบางท่านนั้นมีทั้งผู้ที่อยู่ชั้นพรหม ชั้นเทพรวมถึงเปรต และจิตวิญญาณทั่วไป ซึ่งจะทำให้ท่านที่อยู่ในภพภูมิต่างกันได้เลือกตามจริตของท่าน ที่สำคัญวัตถุทานที่ถวายสังฆทานที่บริสุทธิ์ไม่มีกรรมชั่วหรือกรรมดำมาเจือปนเป็นอันขาด

 

ส่วนยารักษาโรคนั้น เพราะเจ้ากรรมนายเวรบางตนนั้น ยังคงต้องวนเวียนอยู่ในภพภุมิพักรอให้หมดอายุขัยถึงจะได้ไปเกิด วิญญาณบางตนเอาโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่ในระหว่างมีชีวิตไปด้วย เขาจึงยังต้องการยาอยู่ เขาจะได้รับเป็นยาทิพย์ ยาวิเศษที่เขาใช้ได้

 

เครื่องนุ่งห่ม นั้นคือ เครื่องบวชพระที่มีผ้าไตรจีวรเป็นสำคัญ เพราะวิญาณในบางตนเมื่อได้รู้ตัวว่าตายไปแล้วอาจจะไม่มีเสื้อผ้า เปลือยกายล่อนจ้อนหรือเสื้อผ้าขาดวิ่น ที่ทนไฟร้อนและความเย็นในภพของที่ตนอยู่ไม่ได้ จึงอยากได้เสื้อผ้ามาสวมใส่คลายทุกข์นั้น

 

การเพิ่มบ้านหลังเล็กถวายพระสงฆ์ไปด้วยนั้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย ในบางเจ้ากรรมนายเวรนั้น ยังเป็นวิญญาณที่เร่ร่อน เขาก็เหมือนคนที่อยากมีที่พักพิงเป็นของๆ เขาเอง ที่ไว้อยู่รับผลแห่งกรรมจนครบวาระแล้วไปเกิดใหม่ตามแรงกรรมที่ทำมา ควรหาบ้านหลังเล็กๆ ที่มีตามร้านสังฆภัณฑ์ต่างๆ มาถวายด้วย เมื่อเขามีที่พักพิงเขาจะมีความสุข ไม่มารบกวนอีก

 

เครื่องสังฆทานนั้นควรจะถวายสิ่งของที่มีคุณภาพ และตรงประโยชน์กับพระสงฆ์ด้วย เพราะในยุคปัจจุบันนั้น นิยมเรื่องถังเหลืองต่างๆ ที่พ่อค้าบางคนเห็นแก่ได้นำเอาสิ่งของที่หมดคุณภาพ หมดอายุมาใส่ไว้ พอเราถวายไปพระสงฆ์ท่านก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทานที่เราทำนั้น กลายเป็นทาสทาน เป็นทานชั้นเลวที่แทบไม่เกิดอานิสงส์บุญเลย

 

สำหรับเรื่องการทำสังฆทานแบบได้อานิสงส์มากนั้น มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองไทย ไม่ขอบอกว่าที่ไหน เดี๋ยวคนจะกลัวกันจนไม่กล้าเข้าไปพัก ในตอนสร้างโรงแรมนั้นได้จัดสวนเสียใหญ่โต ไปเอาต้นไม้ใหญ่มาปลูก ตั้งแต่เอาต้นไม้นี้มามีแต่เรื่องราวให้สยองขวัญตลอด

 

เริ่มจากคนที่ไปขุดต้นไม้นั้น ตายเป็นคนแรก

 

คนที่ไปรับจ้างขนต้นไม้นั้น ตายเป็นคนที่สอง คนที่ปลูกก็ตายตามมาเป็นคนที่สาม จนเจ้าของโรงแรมนั้นสังหรณ์ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน จึงไปหาครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งให้ช่วยดูให้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น

 

เมื่อครูบาอาจารย์มาถึง ท่านก็รู้ด้วยฌานวิเศษว่า ต้นไม้ต้นนี้มีวิญญาณสิงอยู่เป็นจำนวนมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้ ต้นไม้ต้นนี้เคยตั้งอยู่ใกล้เมรุเผาศพของวัดแห่งหนึ่ง

 

และเมื่อมีการเผาศพคนตายแล้ว ยังมีหลายดวงวิญญาณที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพราะยังมีกรรมหนักและไม่รู้จะไปที่ไหน ดวงจิตวิญญษณเหล่านี้เขาก็มาเกาะอยู่ตามต้นไม้เป็นจำนวนมากเป็นจำนวนนับหมื่นๆ ดวงวิญญาณ!!!

 

เมื่อต้นไม้ถูกย้ายเขาก็ตามมาด้วย และคงแค้นคนที่ไปขุดและมีส่วนร่วม เพราะถ้าเขาอยู่ใกล้วัด เมื่อมีการทำบุญ เขาก็ไปรับส่วนบุญได้ง่าย เขาจึงทำร้ายคนเหล่านั้น เมื่อครูบาอาจารย์ทราบดังนั้น จึงให้เจ้าของโรงแรมไปทำสังฆทานใหญ่พร้อมสร้างบ้านหลังเล็กๆ ถวายไปด้วย เพื่อให้วิญญาณเหล่านั้นได้ย้ายออกจากต้นไม้นั้น มาอยู่ที่บ้านหลังนั้นแทน

 

และสร้างศาลเล็กๆ ให้ใหม่แล้วให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นมาอาศัย มีการทำบุญอุทิศบุญกุศลไปตลอดเวลา เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นก็ยุติลง และยิ่งช่วยให้โรงแรมนั้นมีคนพักมากมาย ร่ำรวยขึ้นในที่สุด อย่างนี้เรียกว่า มีผีช่วยให้รวยเพราะรู้เคล็ดวิธี และทุกคนทำได้เหมือนกันที่บ้าน ที่ทำงานของตนเอง

 

หนังสือธรรมะนั้น เราถวายเพื่อจะให้เขาเข้าใจในรสพระธรรม ให้คลายความโกรธแค้นลง

 

สรุปแล้ว เคล็ดสำคัญ เครื่องสังฆทานและอาหารเหล่านี้ เราต้องไปถวายพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงถ้าหาไม่ได้หรือไม่ทราบก็ขอให้ทำจิตอุทิศบุญส่งตรงไปถึงพระพุทธเจ้าโดยตรง และเปรียบเสมือนพระสงฆ์ที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นท่านเป็นผู้รับแทน

 

หลังการทำบุญทุกครั้ง ต้องตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญไปให้ปวงเทพเทวดาที่คุ้มครองเราทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ตัวของเราเอง ผู้มีพระคุณทั้งหมด ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและมีเพียงดวงจิตวิญญาณ  เหล่าบริวาร เหล่าสรรพวิญญาณ เพื่อขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมต่อกัน

 

และควรกรวดน้ำหลังทำบุญทุกครั้งถ้าจิตยังไม่มีกำลังพอ  เพื่อให้แม่พระธรณี และปวงเทพเทวาท่านเป็นสักขีพยานในการทำบุญนี้

 

บุญกุศลที่เกิดขึ้นฉับพลันก็คือ ความสุขใจ มีกำลังใจที่ดีเพื่อต่อสู้ชีวิต บุญกุศลที่รอส่งผลก็คือ ความสุข ความเจริญในทุกสถาน ทั้งในภพนี้และในทุกภพภูมิที่ไปเกิดอีกครั้ง

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เราเคยพูดถึงสาเหตุที่ขัดขวางไม่ให้คนนั้นเจริญและร่ำรวยได้ในบทก่อนหน้านี้ไปแล้วที่ว่า เพราะความไม่กตัญญูรู้คุณคนที่มีพระคุณ ผลของกรรมนี้จะไปเป็นอุปสรรคกรรมสำคัญที่ปิดกั้นหรือขวางทางชีวิตไว้ด้วยแรงความกตัญญู

 

มาในบทนี้จะขอพูดถึงกรรมฝ่ายดีบ้างว่า ถ้าคนเรานั้นมีความกตัญญูและตอบแทนผู้มีพระคุณจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิต

 

ผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงไม่พ้นพ่อแม่ ที่เป็นผู้ให้กำเนิด ทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่เศร้าใจมากที่สังคมยุคใหม่นี้ มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักพระคุณของท่าน ไม่รักพ่อแม่ เพียงเพราะไปหลงติดกับค่านิยมที่ผิดๆ ของพวกโลกตะวันตก ที่ไปคิดเพียงว่าเพราะแค่เพียงการมีเพศสัมพันธุ์ของพ่อแม่เท่านั้นจึงทำให้เขาเกิดขึ้นมาได้ และเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูเขาตามกฎหมาย

 

จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งสำหรับคนที่คิดแบบนี้ว่า ความรักของพ่อแม่นั้นไม่มีกฎหมายฉบับใดในโลกใบนี้ มาบังคับจิตใจท่านได้

 

ที่ท่านรักลูกทุกคนเพราะลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ลูกทุกคนเกิดมาด้วยความรัก และความรักนี้เป็นรักบริสุทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่เหมือนความรักในรูปแบบอื่น

 

ลูกที่ทำความช้ำใจให้พ่อแม่อยู่เนืองๆ นั้น ได้สร้างบาปกรรมให้กับตัวเองจนอยากที่มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้ ประเภทอยากได้อะไรก็จะบังคับขู่เข็ญพ่อแม่ไม่ได้ดูเหตุผลอะไรเลย  พูดจากก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเอง ประพฤติตนไปในทางเสื่อม ทำให้พ่อแม่ช้ำใจอยู่เนื่องๆ หลายคนออกจากบ้านเมื่ออายุยังน้อย 16-17 ปีเพราะค่านิยมแบบใหม่ที่คิดว่าปีกกล้าขาแข็ง ไม่กลับมาเล้ยงดูตอบแทนท่านในยามที่ท่านแก่ชรา

 

หลายครอบครัวซ้ำร้ายไปกว่านั้นอีก แยกไปมีครอบครัวใหม่ยังไม่พอ ยังเอาลูกหรือหลานมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีก ลองคิดดูว่าพ่อแม่นั้นใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของลูก ทิ้งอนาคตของท่านเพื่อลูก ใช้เวลาทั้งหมดในการทำมาหากินเลี้ยงดูลูกๆ เมื่อลูกโตขึ้น ก็จะถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน ได้ทำอะไรตามที่ท่านปรารถนาบ้าง ก็ต้องหมดเวลา หมดความฝันไปอีก เพราะลูกเอาหลานมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงแต่ตัวเองไปมีอิสระไปไหนมาไหนได้ตามใจเฉิบ

 

ลูกแบบนี้สร้างเวรกรรมไม่ดีกับพ่อแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โบราณท่านกล่าวว่า ผู้ใดทำให้พ่อแม่ร้องไห้น้ำตาตกนั้น คนผู้นั้นไม่มีวันเจริญได้ในชาตินี้

 

คนที่อกตัญญูต่อพ่อแม่นั้น เมื่อรู้สึกตัว รู้สำนึกไปขอขมาขออโหสิกรรมต่อท่าน ท่านก็ให้อโหสิกรรม เวนที่ทำกับท่านนั้นระงับแล้วเพราะโจทก์นั้นท่านไม่เอาเรื่อง แต่กฎแห่งกรรมยังไม่จบ กรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องส่งผลให้กับลูกเนรคุณพวกนี้

 

แต่ก็มีหลายคนทำไปเพราะมีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีผูกพันติดตัวมา เป็นการชดใช้กรรมของกันและกัน แต่ผลของกรรมเหล่านี้สามารถผ่อนคลายจากหนักให้เป็นเบาได้ ด้วยสร้างกรรมดีขึ้นมาใหม่ที่มีกำลังมากกว่า เพื่อไม่ให้มีกรรมผูกพันกันต่อไปอีก

 

ถ้าต้องมาเกิดในครอบครัวเดียวกันในชาติต่อไป กรรมที่จะผูกพันกันนั้นก็จะมีแต่กรรมดี ผลของกรรมดีจะทำให้มีความรักใคร่เอื้ออาทรต่อกันอย่างจริงใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่อาฆาตพยาบาทจองล้างจองผลาญกันอีก

 

ผิดกับลูกที่กตัญญูรู้พระคุณของท่าน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ท่านต้องช้ำ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับเฉา ทำอะไรก็สำเร็จ มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ยิ่งเป็นคนที่ตอบแทนพระคุณของท่านอย่างเต็มที่ อย่างเต็มใจ เห็นท่านเป็นผู้มีพระคุณอันดับแรก คิดถึงท่านทุกลมหายใจ

 

พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง 100ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุณคุณท่านยังไม่หมด

 

จะขอยกตัวอย่างถึงชนชาติจีนที่ได้ชื่อว่า เป็นชนชาติที่ทำมาค้าขายเก่งที่สุดชนชาติหนึ่งของโลก และเป็นตำนานของเจ้าสัวที่แผ่ระบือไกลไปทั่วโลก คนจีนนั้นไม่ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดนั้น เราจะพบเห็นการนำประเพณีติดตัวไปด้วย ที่เห็นกันจนชินตานั่นก็คือ การไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

 

ซึ่งในตอนที่บรรพบุรุษเหล่านี้มีชีวิตอยู่ ลูกหลานชาวจีนทั้งหลายก็ได้เลี้ยงดูตอบแทนพระคุณเป็นอย่างดี เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว บรรดาลูกหลานก็ยังมีความระลึกถึงท่านด้วยความเคารพเหมือนเดิม ก็ทำการไหว้ทั้งในที่บ้านและหลุมฝังศพของท่านเป็นประจำไม่เคยขาด

 

ชาวจีนเชื่อว่า ด้วยแรงกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษนั้นจะทำให้ชีวิตของผู้ที่กราบไหว้และครอบครัวนั้นเจริญรุ่งเรือง ทำการค้าอะไรก็จะไม่มีติดขัด เงินทองไหลมาเทมา เพราะบรรพบุรุษเหล่านั้นจะให้พรและคุ้มครองเมื่อยามมีภัย

 

อีกเรื่องหนึ่งเคยได้ยินครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมา ได้มาเล่าเรื่องราวที่เขาไปประสบมาว่า เขานอนหลับอยู่ดีๆ ก็มีคนนุ่งผ้าแดง 4-5 คนมาเรียกให้ลุกขึ้นและให้เดินตามไป เขารู้สึกตัวตลอดและรู้ตัวดีว่า เขาคงได้ตายไปแล้ว

 

กลุ่มชายนุ่งผ้าแดงที่มาปลุกเขาก็นำเขาไปที่แห่งหนึ่ง มีคนนั่งบนบัลลังก์และเรียกชื่อเขาถูกต้อง สงสัยจะเป็นท่านพญามัจจุราช และก่อนที่จะส่งตัวเขาไปตามกรรมที่เขาทำมา ท่านพญามัจจุราชก้ได้ถามว่า ตอนที่มีชีวิตอยู่ได้ทำความดีอะไรไว้บ้าง

 

เขาก็ตอบว่า ก็ได้ทำไว้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ที่ทำทุกวันไม่ได้ขาดเลยก็คือ เขาต้องกราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอนทุกคืน

 

พญามัจจุราชได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งบอกว่า คนดีแบบนี้ส่งไปนรก ไปสวรรค์ยังไม่ได้ ให้กลับไปอยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่งก่อน เพราะทำความดีที่ยิ่งใหญ่ ที่ให้กลับไปเพื่อให้ไปทำความดีนี้ต่อบอกและเตือนสติผู้คนที่รู้จักให้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้มาก แล้วจะรอดจากนรก

 

หลังจากนั้น คนนุ่งผ้าแดงนั้นก็นำเขามาส่งที่เก่าและเขาก็ตื่นขึ้นมา นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็พยายามเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง และขอให้ช่วยกันบอกกันต่อๆ ไปเพื่อเป็นการชี้ทางให้กับทุกคนได้กระทำความดี

 

การทำบุญที่ถูกต้องที่สุดของคนทุกคนนั้น ก็คือ ต้องทำบุญกับพ่อแม่ก่อนผู้อื่นทั้งสิ้น ท่านเป็นพระอรหันต์ที่เราทราบได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปวิ่งตามหาพระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน หลายคนชอบทำบุญเอาหน้า เคยว่าที่ไหนมีพระดีก็วิ่งไปทำบุญ แต่พระในบ้านนั่งเศร้า คนพวกนี้ไม่รู้จักบุญที่แท้จริงคืออะไร

 

และคนที่เคารพบูชาพ่อแม่นั้นจะได้อานนิสงส์บุญมากมาย ทั้งอายุยืน มีลูกออกมาก็จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เคารพบูชาพ่อแม่เหมือนกัน เพราะกระแสบุญที่ทำนั้นตอบสนองคืนกลับมายังผู้ที่ทำกรรมดี

 

เป็นการเสริมสร้างกรรมดี เสริมสิริมงคลเข้าสู่ชีวิตของตนด้วยแรงกตัญญูที่จะทำให้ทุกคนได้มีโชคชะตาชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมีเงินทองมากมาย ไม่มีขัดสน เมื่อยามมีภัยก็จะรอดตัวไปได้ ขอนำเรื่องข้อควรปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ ผู้เป็นพระพรหมของลูกดังนี้

 

วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

1 ต้องไม่ประพฤติตัว อันทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาน้ำใจของท่าน โดยเฉพาะคำพูด อย่างทำให้ท่านน้อยใจหรือเสียใจเป็นอันขาด ถึงแม้จะไม่พอใจด้วยเหตุผลอะไรก็ตามขอให้ระงับสติอารมณ์ ให้นิ่งเสีย

 

2. ต้องเลี้ยงดูท่านเมื่อเรามีกำลังแล้ว โดยเฉพาะยามที่ท่านชรา เอาใจใส่ในทุกเรื่องของท่าน ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่หลับนอน สุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ ทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านมีความสุข

 

3. ต้องช่วยเหลือดูแลกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่

 

4. ถ้าท่านยังไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ลูกที่ดีและอยากให้พ่อแม่เป็นสุข ต้องพยายามแนะนำ พาท่านให้เข้าใจถึงหลักธรรม ชักชวนท่านสร้างบุญบารมีให้ถูกต้องทั้งการทำทาน ถือศีล และเจริญจิตภาวนา ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีใดนั้น ขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมและโอกาสเท่าที่จะอำนวย แม้พาท่านไปเที่ยววัด ไปทำบุญก็ถือว่า เป็นคนที่กตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว
5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ

 

และเมื่อเราได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว เราต้องทำกับผู้มีพระคุณในลำดับต่อไป ทั้งครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน คน สัตว์สิ่งของที่มีบุญคุณกับเราตามสมควร ตามกาล

 

ขอจงจำไว้ให้มั่นอีกครั้งว่า ด้วยแรงกตัญญูนี้ จะเป็นบันไดสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและพบกับความร่ำรวยแบบถาวร และจะติดตัวทุกคนไปทุกภพชาติด้วย

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

เรารู้แล้วว่าคำว่า “กรรม” หมายถึง การกระทำ การสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีที่มีกำลังมาก หมายถึง การกระทำที่ดี ทำให้ตนเองเจริญขึ้นรวยขึ้น ในทางพระพุทธศาสนานั้น รู้จักกันดีในพระคาถาหัวใจเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าสอนให้คนนั้นร่ำรวยมากกว่า 2,500 ปีแล้วเหตุเพราะสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีที่มีกำลังมาก

 

ซึ่งคนทั่วไปมักมองและคิดกันว่าพระพุทธศาสนาสอนแต่ให้มนุษย์ลดละกิเลส ปล่อยวาง คงไม่สนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือการทำมาค้าขายแต่ ความจริงแล้วดูเหมือนจะตรงกันข้ามกัน

 

ในความเป็นจริงพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่มนุษยชาติตลอดสี่สิบห้าปี เพื่อมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์สูง 3 ประการ คือ

 

1.ประโยชน์สุขสามัญที่สามารถมองเห็นได้ในปัจจุบันที่บุคคลทั่วไปปรารถนามีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อันประกอบด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ

 

2.ประโยชน์ชั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดีทำให้ชีวิตมีค่าและเป็นหลักประกันในชาติหน้า

 

3.ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน อันได้แก่ สภาพที่ดับกิเลสความโลภ ความโกรธและความหลง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

 

และหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ชื่อ “หัวใจเศรษฐี” นั้นอยู่ในขั้นประโยชน์สุขสามัญที่พร้อมจะพัฒนาขึ้นอีกใน 2 ขั้นที่เหลือ เพราะในความเป็นจริงของโลก เมื่อคนเรานั้นท้องอิ่ม ไม่วุ่นวายในการหาเลี้ยงตนเองก็จะเริ่มมองถึงความสุขในขั้นต่อไป

 

สำหรับคาถาหัวใจเศรษฐีนี้ คนโบราณรู้จักกันดี และคนที่สนใจพระพุทธศาสนาจะทราบกัน รวมถึงคนที่ร่ำรวยทั้งหลายล้วนนำไปปฏิบัติก็เกิดผลดีทุกคน

 

แต่น่าเสียดายที่คนเป็นจำนวนมาก ทั้งพ่อค้าแม่ขายหรือนักธุรกิจที่หลายคนเข้าใจผิดกันไปสักนิด เพราะมัวแต่มานั่งเอาแต่ท่อง” อุ-อา-กะ-สะ”  โดยที่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคาถาดังกล่าวนี้ ก็เลยไม่ร่ำรวยได้  แต่หากเข้าใจถึงแก่นของคาถานี้ชัดเจนแล้วนำไปปฏิบัติ คงไม่ต้องเสียเวลาท่องก็ได้ ความร่ำรวยจะเดินทางมาหาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ธรรมะหรือพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นให้เหล่าพุทธศาสนิกชนศึกษาหรือได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดในชีวิต

 

มิใช่ว่าฟังหรือสวดตามแล้วจะทำให้เกิดผลถ้าขาดปัญญาไตร่ตรองอย่างละเอียด ซึ่งธรรมะทุกข้อของพระองค์เน้นให้เราฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ให้จากคนกลายมาเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ให้เป็นอริยบุคคล

 

อุปมาเหมือนดั่งความรู้ทางการศึกษาของคนเราในสมัยนี้ หากเราเรียนเอาความรู้อย่างเดียว แต่ไม่เอาไปใช้ทำประโยชน์ในการทำงาน ท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง

 

ก็เหมือนกับมีความรู้แต่ไม่ลงมือทำ ผลลัพธ์นั้นก็คือ ยังไม่รู้เหมือนเดิม

 

ถึงจะมีความรู้มากมายสักเพียงไหนก็ไม่อาจทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นมาได้ เหมือนดั่งที่เขาว่า ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด

 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกัน หากเราศึกษาจนรู้จนเข้าใจ แต่ไม่นำไปลงมือทำหรือปฏิบัติตามก็เหมือนกับเรามีความรู้แล้วไม่เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ฉันใดฉันนั้น

 

ในคาถาหัวใจเศรษฐี ที่บรรจุคำว่า ‘อุ-อา-ก-ส’ (อ่านว่า อุ อา กะ สะ) นั้น ถอดมาจากภาษาบาลีที่ว่า

 

1. อุ = อุฏฐานสัมปทา                        ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร

 

2. อา = อารักขสัมปทา                       ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษา

 

3. กะ = กัลยาณมิตตตา                     การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

 

4. สะ = สมชีวิตา                                 การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้

 

ซึ่งจะขออธิบายเป็นข้อๆ อย่างละเอียดเพื่อนำท่านผู้อ่านทุกท่านไปสู่ความร่ำรวยที่แท้จริงและยังยืน

 

1. อุ หมายถึง  ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร หมั่นแสวงหาช่องทาง วิธีการในการทำมาค้าขายที่ถูกกับความรู้ ความถนัด พื้นฐานทางครอบครัวสังคม และค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองให้เจอ เมื่อแสวงหาช่องทางที่ตนถนัดได้แล้วก็ต้อง ‘ขยัน’ ทำงานอย่างชนิดว่าทุกวันคือวันสุดท้ายของชีวิต

 

เหล่าคนรวยนั้น คุณสมบัติที่สำคัญเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของความขยันประเภทที่เรียกว่า “ ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต”

 

เรื่องราวของคุณตัน โออิชิ ผู้ก่อตั้งชาเขียวโออิชิและร้านอาหารญี่ปุ่นในหลากหลายชื่อที่กลายเป็นตำนานอีกหน้าของผู้ประสบความสำเร็จในยุคนี้ที่ยังคงเล่าขานกัน เริ่มจากการเดินออกจากโรงเรียนสู่มหาวิทยาลัยชีวิตเมื่ออายุยังน้อย รบเร้าให้พ่อพาไปฝากทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งด้วยความที่ยังเป็นเด็กและไม่มีวุฒิการศึกษาที่สูง

 

 ตำแหน่งแรกในบริษัทแห่งนี้ของตันก็คือ เด็กยกของส่งของให้ลูกค้า หรือจะเรียกแบบคนจีนก็คือ เบ๊หรือม้ารับใช้นั่นแหละ

 

วันแรกๆ ที่ไปทำงานพ่อพาไปดูโต๊ะทำงานของผู้จัดการ ทำให้หนุ่มน้อยตัน โออิชิ เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำงานให้ได้เงินเดือนและมีหน้ามีตา มีเกียรติเหมือนผู้จัดการคนที่เขาเห็น

 

เขาจึงขยันทำงานแบบที่หาตัวจับยาก เวลาทำงานปกตินั้นเริ่ม 8โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ตันนั้นไปทำงานตั้งแต่ 7โมงเช้ากว่าจะกลับบ้านก็หลังเที่ยงคืนทุกวัน เขาทำทุกอย่างสารพัดเพื่อจะเรียนรู้งานทุกอย่าง พยายามค้นหาว่าเขาเหมาะกับงานแบบใดบ้าง

 

จนในที่สุดเขาก็พบว่าสิ่งที่เขาถนัดก็คือ การบริการและติดต่อลูกค้า เขาใช้เวลาไม่นานนักจากเด็กส่งของกลายมาเป็นยอดนักขายมือทอง จากเงินเดือน 700 บาทกลายมาเป็น 4 หมื่นบาท!

 

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อถึงวันหนึ่งเขาก็พบว่า ความฝันของเขานั้นไกลกว่าที่จะมานั่งเป็นลูกจ้างคนอื่น จึงลาออกมาเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง เขาเริ่มเปิดแผงขายหนังสือพิมพ์ที่ท่ารถขนส่งประจำจังหวัดชลบุรีที่เป็นบ้านเกิด

 

ก็เหมือนเดิมที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ ลงไปในงานที่เขาทำมากกว่าคนอื่น ร้านขายหนังสือของคนอื่นนั้นเปิด 8 โมงเช้าปิดร้าน 2 ทุ่ม แต่สำหรับตันนั้น เขาเปิดตั้งแต่ไก่โห่คือ 6 โมงเช้ายันตี 2 มีช่วงเวลาขายที่เหนือคนอื่นวันละ 8 ชั่วโมง ร้านหนังสือของเขาจึงขายดีกว่าทุกร้านที่เคยเปิดมาในเมืองนั้น

 

ความขยันหมั่นเพียร การแสวงหาช่องทางของตัน โออิชินั้นไม่เคยหยุดนิ่ง เขาขยายธุรกิจออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีทั้งแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป จนในที่สุดเขามาเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

 

เมื่อเขาพบโอกาสสำคัญในชีวิตหรือฟ้าเปิดแล้ว เขาก็ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปเขาทุ่มเททุกสิ่งในชีวิตลงไปในร้านอาหารญี่ปุ่นนี้จนโด่งดังมียอดขายถล่มทะลาย และแตกยอดธุรกิจออกมาเป็นชาเขียวโออิชิ ที่คนไทยรู้จักกันดีในวันนี้

 

ความสำเร็จและความร่ำรวยของตัน โออิชินั้นไม่ได้มาจากเหตุบังเอิญเลื่อนลอย หรือมีอำนาจอื่นใดมาประทานให้เขา แต่มาจากสองมือ หนึ่งสมองและความขยันหมั่นเพียร การแสวงหาโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ในวันที่แพ้พ่ายในหลายธุรกิจขาดทุนเป็นหลักร้อยล้านเขาก็ไม่เคยร้องไห้ แต่เอาบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้มาเป็นครูสอนให้เขาไม่ให้พลาดอีก เขาไม่เคยยอมจำนนต่อกรรมที่เกิดขึ้นมาแล้ว พยายามสร้างกรรมใหม่ฝ่ายดีไม่เคยหยุด แล้ววันหนึ่งเขาก็ร่ำรวยสมใจเพราะกรรมใหม่ฝ่ายดีที่เขาทำนั้นส่งผลให้เขาอย่างมากมาย

 

เรื่องของตัน โออิชิที่หยิบยกมาเล่าให้ฟังนั้น เป็นแค่หนึ่งในล้านๆ ของคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิต ที่มาจากความขยันหมั่นเพียร การใช้ปัญญา การแสวงหาโอกาสแบบไม่เคยหยุดยั้ง

 

ดังนั้น คำว่า “อุ” คำนี้จึงเป็นหัวใจแรกของการที่จะเดินก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่คนที่อยากร่ำรวยทุกคนต้องมี คงเคยได้ยินคำว่า “ไม่มีความจนในหมู่คนขยัน”  ซึ่งก็ยังคงใช้ได้ตลอดกาล

 

2. อา หมายถึง ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ เมื่อคนขยันหาเงินมาได้แล้วต้องรู้ว่าจะรักษาเงิน บริหารเงินอย่างไรให้เงินนั้นงอกเงยออกมามากมายมากกว่าเดิม ไม่ใช่มีเงินเท่าไรก็เก็บใส่ธนาคารหรือเก็บไว้อย่างเดียว ไม่ยอมเอาไปลงทุนอะไรเลย

 

แต่คนรวยนั้นนอกจากหาเงินเก่งแล้ว ก็ต้องบริหารเงินที่หามาได้นั้นเก่งด้วยถึงจะรวยได้จริง!

 

ต้องเรียนรู้ว่าเงินที่หามาได้จะต้องใช้อย่างไรไม่ให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและจะบริหารเงินที่มีในมือนี้อย่างไรต่อไปให้เงินนั้นสามารถที่จะ ‘ต่อเงิน’ ให้เงินนั้นงอกออกไปได้เรื่อยๆ คำว่า ‘รักษา’ จึงไม่ใช่หมายถึง ‘เก็บ’ เงินเอาไว้อย่างเดียว แต่ควรหมายถึง การรู้จักทำให้เงินนั้นงอกงามมากขึ้นด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาดอีกด้วย

 

ตลอดจนรักษาระดับหน้าที่การงานของตัวเองไม่ให้เสื่อมเสีย พร้อมจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่ความเจริญไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ หมั่นตรวจสอบการงาน ตั้งเป้าหมายและวัดผลในทุกระยะ หากการทำงานนั้นไม่บรรลุเป้าหมายหรือมีเหตุขัดข้องประการใดก็ต้องหาสาเหตุและวิเคราะห์แก้ไขให้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายนั้น

 

หลายคนที่จนนั้นมักจะพูดกันว่า คนรวยนั้นขี้เหนียว ซึ่งก็เป็นความจริงแต่ไม่ทั้งหมด!!!

 

ที่คนรวยนั้นขี้เหนียวนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะเค็มไปทุกเรื่อง ที่เขาขี้เหนียวก็เพราะเขารู้จักคุณค่าของเงิน เขาจดจำวันที่ยากลำบากอย่างไม่เคยลืม วันที่ถูกคนเย้ยหยันดูถูกดูแคลน วันที่เหงื่อออกเต็มหน้า เขาจึงรู้จักที่จะใช้เงินและบริหารเงินอย่างคนที่รู้พระคุณรู้คุณค่าชองชีวิต

 

เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งสหพัฒนพิบูลหรือเครือสหพัฒน์ที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจใต้ฟ้าเมืองไทยและของโลกว่า เป็นคนที่นอกจากขยันแล้ว ยังเป็นคนที่บริหารเงินที่หามาได้เก่งมาก

 

เจ้าสัวเทียมนั้น เริ่มต้นเหมือนในตำนานเจ้าสัวคนอื่นๆ ของเมืองไทย ที่บอกแล้วต้องขยันและแสวงหาโอกาสแห่งความสำเร็จด้วยมือของตัวเอง ไม่มัวมานั่งรอฟ้า นั่งรอพระเจ้าประทานแต่ประการใด

 

ท่านเริ่มต้นจากร้านขายของชำเล็กๆ ที่มีกลยุทธ์การขายที่แตกต่างจากคนอื่น คือ แทนที่จะนั่งรอให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน ท่านเองนั่นแหละที่เดินไปหาลูกค้าเองตามแหล่งการค้า ตามบ้านและนำของไปส่ง เมื่อกิจการเริ่มดีขึ้น ท่านก็ใช้เงินที่หามาได้อย่างลำบากนั้นค่อยๆ ต่อทุนขึ้นไปทีละเล็กทีละน้อย อย่างระมัดระวังแบบรู้จักก้าวจังหวะของชีวิตไม่ผลีผลาม โดยอาศัยหลักคิด 4 ประการคือ

 

“เร็ว” งานบางงานนั้นต้องการความเร็วจึงจะสำเร็จ ก็ต้องทำงานอย่างรวดเร็วให้ทันกาล

 

“ช้า” งานบางงานนั้นต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนจึงจะสำเร็จ รีบร้อนทำไม่ได้เพราะจะพังเอาง่ายๆ

 

“หนัก” งานบางงานต้องใช้สรรพกำลังทั้งแรงกาย เงินทอง เทคโนโลยีชั้นสูงจึงจะสำเร็จ จึงต้องทุ่มเททุกอย่างลงไปให้มากพอ หนักพอ ถึงจะสำเร็จได้

 

“เบา” งานบางานนั้น แค่ผลิกฝ่ามือก็สำเร็จได้หรืออาจจะรอได้ก็ชะลอไว้ก่อน ใช้ทุนน้อยๆ กับความสำเร็จที่เบาๆ แบบนี้

 

และด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีสัจจะ มีเครดิตทางการเงินที่ดีทำให้เจ้าสัวเทียมพาร้านขายของชำหรือร้านโชห่วยเล็กๆ แห่งนี้ผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าการขายในเครือทั้งหมดเป็นแสนๆ ล้านบาท

 

และคำว่าเครดิตทางการเงินของเจ้าสัวเทียมที่ทุกคนยอมรับนั้น หมายถึง การรู้ใช้เงินให้กลายเป็นเครดิต แล้วเอาเครดิตนั้นกลายเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ เจ้าสัวนั้นเมื่อรับปากใครแล้วว่าต้องชำระเงินเมื่อใดก็ต้องเมื่อนั้น ไม่มีการเลื่อน การอ้างโน่นอ้างนี่ให้ชื่อเสียงตัวเองเสีย ถ้าทำไม่ได้จะไม่รับปาก เครดิตการค้าของท่านเจ้าสัวจึงใหญ่กว่าเงินที่มีหลายเท่านัก ใครๆ ก็อยากจะทำการค้าด้วย

 

คนรวยนั้นเขาจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ใช้อย่างคุ้มค่า ไม่ไปเสียหายในเรื่องไร้สาระ เอาไปใช้ในการลงทุนทั้งการค้าและชีวิต เพื่อให้ทั้งสองอย่างเดินควบคู่กันไปมีทั้งชีวิตที่ดีและการค้าที่ยิ่งใหญ่ ทั้งเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไว้ใช้ในยามที่จำเป็นและลงทุนเพื่อให้เงินนั้นงอกขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยความคิดชอบ ความประพฤติชอบเป็นตัวกำกับไปตลอดทางของชีวิตจึงจะรวยได้

 

หากเราย้อนไปดูตำนานการต่อสู้ของคนรวยทั้งหลาย เราจะเห็นได้ว่า ในการขยายการค้าของเขานั้น อาศัยเงินทุนที่มาจากการเก็บอดออมทั้งสิ้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่ไปกู้ยืมเงินคนอื่นมาทำการค้า เพราะมีทั้งดอกเบี้ยและบุญคุณที่ลบไม่ได้พ่วงมาด้วย

 

แต่อย่างไรก็ตามการค้าในโลกยุคใหม่นั้น การพึ่งพาเงินทุนจากแหล่งอื่นนั้นจำเป็น แต่ควรดูศักยภาพ ดูสถานการณ์ด้วยว่าการค้าที่ทำนั้นคุ้มค่ามีผลกำไรมากกว่าการกู้ยืมเงินคนอื่น คนรวยเขาจะไม่มานั่งหวังน้ำบ่อหน้ากัน เขาเอาเท่าที่มีอยู่ในมือให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยๆ ขยายออกไปฐานจึงมั่นคง

 

ผิดกับคนที่ไม่รู้ค่าของเงิน ชอบเอาเงินคนอื่นมาเสี่ยง มากำหนดชีวิต มาบังคับตัวเอง ซึ่งก็เกิดเรื่องราวใหญ่โตมาแล้วมากมาย ดูจากวิกฤตการเงินที่ผ่านมาทั้งในปี 2540 กับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้

 

นักธุรกิจที่ยังยืนยิ้มได้ในวันนี้ เงินทองอู้ฟู้นั้น คนพวกนี้ไม่ได้ไปกู้เงินคนอื่นจนเกินตัว เขาถึงยังยิ่งใหญ่อยู่ได้ พวกที่ล้มละลายหนีหายประเภทไม่มี ไม่หนี ไม่จ่ายนั้น ลองไปดูเถอะ กู้เงินคนอื่นจนเกินตัวทั้งนั้น ถึงวันเปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักพิษสงและค่าของเงินตั้งแต่ต้น วันนี้จึงกลายเป็นคนล้มละลายไร้เกียรติในสังคม

 

สรุปก็คือ การที่จะเป็นคนที่มีเงินทองร่ำรวยได้นั้น ต้องมีปัญญารู้จักคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง รู้ถึงผลดีและผลเสียของเงินในทุกด้าน รู้จักการออมเก็บรักษา การลงทุน การใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพียงใส่ใจเรื่องการเงินอย่างใกล้ชิด ทุกคนก็ร่ำรวยได้จริงๆ  แต่จะแค่ไหนนั้นก็ขอให้ดูส่วนประกอบ ปัจจัยอื่นๆ ด้วย

 

  1. กะ หมายถึง การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว คนที่ร่ำรวยนั้นไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใด คนพวกนี้จะต้องมีเพื่อนที่ดีไว้เคียงข้างเสมอ เพราะ” คบคนพาล คนพาลนั้นพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

 

และการรู้จัก ‘คบคนดีเป็นเพื่อนแท้’ หรือกัลยาณมิตร อีกนัยหนึ่งในสมัยนี้หมายถึงการมีบริวาร ลูกน้อง พันธมิตรทางการค้า เพื่อนคู่คิด มีนายทุนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง เป็นสายป่านที่เหนียวแน่นและทรงพลัง

 

คนที่จะประสบความสำเร็จนำไปสู่ความร่ำรวยแบบถาวรนั้น ต้องหาแต่คนที่เป็นเพื่อนที่ดี เพื่อนที่แท้เท่านั้น ในทางพระพุทธศาสนาเน้นว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมหรือความสง่างามด้วยเสมอไป การไปคบกับคนเลวเป็นมิตร มีแต่ความเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะมองในแง่ส่วนตัว สังคม ธุรกิจ หรือแม้แต่ต่อชื่อเสียงของกลุ่มธุรกิจของตนเองก็ตาม

 

การคบคนดีในระดับต่างๆ นั้น  เราต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่จะช่วยให้มิตรภาพความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่ดีตลอดไปด้วย

 

ในระดับเพื่อนหรือพันธมิตร คู่ค้า ต้องวางไว้ด้วยความมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ จริงใจต่อกันเป็นที่ตั้ง ดูแลรักษาผลประโยชน์ของเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่คิดเอาเปรียบ ทรยศหักหลัง ส่งเสริมเพื่อนไปในทางที่ดี ที่เจริญ

 

ในระดับบริวาร ลูกน้อง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องให้อำนาจ ให้เกียรติ ให้ผลประโยชน์ที่เขาควรได้รับ มีความยุติธรรมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มีใจเมตตา กรุณาเป็นที่ตั้ง ไม่เอาเปรียบ ไม่กดขี่ ดูแลสารทุกข์สุขดิบ ส่งเสริมให้เขาเจริญก้าวหน้า ต้องรู้จักปกครองทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นทั้งครู เป็นทั้งเพื่อนไปพร้อมๆ กัน ขอให้ตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า “ถ้าไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน”

 

เครือซีพีหรือเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มีเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์นั้นเป็นผู้นำนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าสัวพูดถึงในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เงินทุน ไม่ใช่เทคโนโลยีที่สูงสุดแต่ประการใด

 

สิ่งที่สำคัญและมีค่าที่สุดก็คือ “คน”

 

ความโดดเด่นที่สุดของเครือซีพีที่ในวงการธุรกิจยอมรับกันทั่วโลกก็คือ เป็นองค์กรที่มีคนคุณภาพทำงานให้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ทั้งผู้บริหารมืออาชีพ พนักงานที่มีประสิทธิภาพเต็มไปหมดในหลากหลายธุรกิจที่ทำอยู่

 

ซึ่งในการรับมืออาชีพเหล่านี้เข้าทำงานนั้น จะเน้นเรื่องคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนดีนั้นฝึกให้เป็นคนเก่งได้ง่ายกว่า การที่จะฝึกคนเก่งให้เป็นคนดี

 

เมื่อได้รับคนดีเข้ามาทำงานแล้ว เครือซีพีจะมีหน้าที่พัฒนาคนเหล่านี้ให้มีศักยภาพสูงสุดมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ โดยมีผู้บริหารระดับต่างๆ คอยดูแลประคับประคองเอาไว้อยู่ห่างๆ เพื่อให้คนดีเหล่านั้นได้แสดงฝีมือ แสดงศักยภาพออกมา ให้อำนาจ ให้ความรับผิดชอบ ให้เกียรติตามฐานะที่ควรได้ พร้อมมีกรอบการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและนามธรรม

 

คนดีและคนเก่งเหล่านี้แหละ เป็นส่วนสำคัญกับการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเครือซีพีที่เริ่มจากการขายเมล็ดพันธุ์พืชเล็กๆ ในนามร้านเจียไต๋ กลายมาเป็นเครือซีพีที่มีบริษัทในเครือกว่า 200 แห่งทั่วโลกมีพนักงานกว่า 2 แสนคนประจำการทุกทวีป มีมูลค่าการขายกว่าแสนๆ ล้านบาท ครอบคลุมไปเกือบทุกธุรกิจในโลกนี้

 

นอกจากคนในองค์กรแล้ว คนที่อยู่ภายนอกองค์กรทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางการค้า ต่างก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเลิศในฐานะผู้มีพระคุณ ซึ่งเจ้าสัวธนินท์ นั้นได้กล่าวย้ำกับพนักงานในเครือซีพีทุกปีทั้งความมุ่งมั่นที่จะดูแล ตอบแทนทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางการค้าอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เรื่องของ “ คน” จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญผลักดันให้เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ติดอันดับมหาเศรษฐีของโลกในทุกปีในการจัดอันดับตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา สำหรับคนที่อยากจะร่ำรวยในทุกระดับของให้จำคำ “กะ” หรือกัลยาณมิตรให้ดี เพราะกัลยาณมิตรนี่แหละจะช่วยเป็นบันไดสำคัญให้ทุกคนก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้สมปรารถนาแน่นอน

 

4. สะ หมายถึงการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ซึ่งคนทุกคนนั้นควรทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ที่เป็นของวิเศษที่สอนคนไทยทุกคนให้เลี้ยงตัวเองได้อย่างสุขกายสบายใจ รู้จักกับคำว่า “พอเพียง” อย่างเข้าใจ

 

การรู้จักคุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างถ่องแท้ ไม่ใช้จ่ายเงินโดยไม่รู้คุณค่าของเงิน ที่กว่าจะหามาได้

 

ควรรู้จักบริหารบัญชีงบดุลให้มีกำไร โดยให้รายรับมากกว่ารายจ่ายอยู่เสมอ หรือถือหลักการไม่จ่ายเงินให้เกินหน้าตักที่ตนเองมี จ่ายให้น้อยกว่าที่หามาได้ถึงจะร่ำรวยได้ ที่ต้องมาจากการมีสติปัญญารู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย อย่าใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรือแม้แต่อัตคัดขัดสนจนเกินไปให้รู้จักออมเงิน ออมเงินเอาไว้ ฉุกเฉินเมื่อไร จะได้ใช้เงินออม

 

คำว่า “พอเพียง” มีหลายคนเข้าใจผิดๆ  จึงปิดกั้นทุกอย่างที่จะเข้ามาในชีวิต พยายามทำตัวอยู่แบบจนๆ ข้นแค้นซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความถึงอย่างนั้น

 

“พอเพียง” นั้นหมายความว่า การดำรงชีวิตด้วยความขยันขันแข็งอดทน รู้จักประมาณตน เมื่อหาเงินมาได้ให้รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รู้จักใช้เงินอย่างประหยัด รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดผลสูงสุด ทำทุกสิ่งในชีวิตให้ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ให้เก็บจนอดๆ อยากๆ ถ้าจะไปลงทุนก็ต้องหาทุนให้“พอเพียง” กับในสิ่งที่ทำจึงจะสำเร็จและเกิดคุณค่าได้

 

ต้องรู้ว่า แค่ไหนในชีวิตถึงจะเรียกว่า “พอ” ในชีวิตของเรา คนนั้นมีจริตที่ต่างกัน“พอเพียง” จะแตกต่างกันด้วย บางคนอาจจะ“พอเพียง” แค่ 10 บาท บางคนอาจจะ“พอเพียง” ที่ 100 ล้านบาท ก็ไม่มีใครผิดใครถูกเช่นกัน เพราะระดับความ“พอเพียง” นั้นแตกต่างกัน

 

ถ้าเพียงรู้จัก เข้าใจ นำเรื่องของ”พอเพียง” ไปน้อมนำปฏิบัติ เงินทองก็จะมีเกินใช้ รายรับจะมากกว่ารายจ่ายเพราะรู้จักควบคุมดูแล ความไม่พอจะทำให้เป็นคนจนเป็นคนเข็ญใจ หากรู้จักพอเพียงจะแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล แล้วทุกคนจะรวยได้จริง

 

ก่อนจะจบเรื่องหัวใจเศรษฐีนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านพิจารณาถึงอาชีพที่จะทำให้รวยได้จริงด้วย ซึ่งในความจริงแล้วอยู่ในตัวแรกคือ คำว่า “อุ”

 

เพราะถ้าเราอยากร่ำรวย เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในอาชีพที่รวยได้ถึงจะรวยได้ เพราะถ้าเราหลงทิศผิดทาง และไปอยู่ในอาชีพที่ไม่รวย ต่อให้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ใช้ทุกอย่างที่มีอย่างเป็นเลิศ แต่ทางมันตันอย่างไรมันก็รวยขึ้นมาไม่ได้

 

ดั่งเช่น ต้นถั่วงอกนั้นมันไม่มีทางสูงใหญ่และให้ร่มเงากับใครได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

 

ถ้ายังหาไม่พบ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี เพียงแต่เรายังไม่พบเท่านั้น ขอให้เพียรพยายามหาต่อไปอย่าย่อท้อ วันหนึ่งทุกคนต้องพบแน่นอน เมื่อพบแล้วเพียงนำหัวใจเศรษฐีทั้ง 4 ข้อนี้ไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด รอบคอบ รับรองว่าทุกคนรวยได้จริงครับ เพราะแม้แต่ขยะที่ไร้ค่า ก็ทำให้คนร่ำรวยมานักต่อนักแล้ว

 

จำไว้ให้มั่น แล้วนำไปปฏิบัติจนเหมือนลมหายใจที่ต้องหายใจทุกวันโดยอัตโนมัติ

 

หนึ่ง ขยันหา

 

สอง รักษาเก็บ

 

สาม คบคนดี

 

สี่ รู้จักพอประมาณตน

 

เพียงแค่ 4 ข้อ รับรองรวยไม่มีจนตลอดกาล…

 

จากหนังสือเรื่อง เปิดบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม โดย ธ.ธรรมรักษ์ และทศ คณนาพร

 

Read Full Post »

Older Posts »