Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มิถุนายน, 2014

มาถึงการสร้างบุญแบบที่ไม่ต้องใช้เงินในระดับสูงสุด ได้บุญมากที่สุดนั่นก็คือ การชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ที่เรียกกันอย่างติดปากว่า “การเจริญภาวนา”ทำจิตให้นิ่ง ทำจิตให้ว่าง เป็นมหาบุญอันยิ่งใหญ่ที่สุด

 

การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญสะสมไว้ที่ถือได้ว่าได้บุญบารมีมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นแก่นแท้และได้บุญสูงกว่าการสร้างบุญในด้านอื่นๆ เพราะว่าการเจริญภาวนาเป็นการเน้นระงับการทำความชั่วทาง “ใจ” หรือ จิตที่นึกคิดเอาทั้งสิ้น หากจิตสะอาดคิดดีก็จะน้อมลงไปสู่การพูดดี ทำดี ตามไปด้วย

 

พระพุทธเจ้าตรัสถึงมรรค 8 ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ “สัมมาทิฐิ” เป็นทางแห่งทางพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงคือเห็นว่าผลทุกอย่างในโลกเกิดแต่เหตุ ถ้าไม่ก่อเหตุก็ไม่เกิดผลถ้าเราสามารถจะดับที่ต้นเหตุได้ก็จะดับผลได้เช่นกัน เมื่อเรามีความเห็นชอบอย่างถูกต้องเที่ยงตรงแล้วเรื่องของการคิดหรือ “ดำริชอบ” จะมาเองเมื่อมีความคิดชอบแล้วก็จะส่งผลไปยังมรรคผลข้ออื่นๆ ให้ดีตาม

อำนาจแห่งจิตหรือมโนกรรมนั้นมีตัวอย่างที่น่าสนใจในสมัยพุทธกาลว่า

 

ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อท่านมรณภาพลงแล้วก็จะมีพระอีกรูปหนึ่งนำจีวรไปใช้ แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุนั้นเอาไว้เสียก่อนและรับสั่งว่า พระภิกษุผู้ที่เคยเป็นเจ้าของจีวรนั้นได้กลับมาเกิดมาเป็นตัวเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านได้ซักตากเอาไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อกำลังจะมรณภาพลง ยังมีความผูกพันอยู่กับจีวรผืนนี้ที่เพิ่งจะได้มาและท่านชอบมาก

 

หากพระภิกษุรูปใดได้นำจีวรนี้ไปใช้เล็นตัวนั้นก็จะโกรธเพราะท่านยังหวงอยู่ส่งผลให้เกิดบาปกรรมทางใจขึ้นอีก และท่านก็ไม่อาจจะไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้ทำไว้ได้

 

เพียงจิตที่ขุ่นเคืองแม้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ยังมีอานุภาพมากมายถึงเพียงนี้ พระพุทธองค์จึงสั่งสอนอยู่เสมอว่าให้ทำความดีละเว้นความชั่วและ “ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส” ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่สุดในหลักธรรมคำสอนทั้งหมด

 

นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดการเจริญภาวนาซักฟอกจิตให้สะอาดเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เพราะใจมีอำนาจแรงเหนือทุกสิ่งนี่เองสัตว์ทั้งปวงจะไปสู่ภพใดก็เป็นเพราะจิตก่อนตายเป็นสุขหรือทุกข์

 

การเจริญภาวนาเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จในทุกอย่าง จนกระทั่งนำไปสู่นิพพานได้เพราะการที่จิตสะอาดจนหมดกิเลสหมดความต้องการทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่เหลืออะไรติดเกาะในจิต จิตก็ว่างเปล่าไม่อาจกลับไปเกิดใหม่ได้อีกหลุดพ้นไปโดยปริยาย หากลำพังเพียงแค่การทำทานหรือรักษาศีลนั้นยังไม่มีบุญบารมีที่มากพอที่จะกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง พระพุทธองค์กล่าวเปรียบเทียบเอาไว้ว่า แม้จะรักษาศีล 227 ข้อให้ไม่ด่างพร้อยถึง 100 ปีก็สู้การทำสมาธิภาวนาเพียงแค่ชั่วไก่กระพือปีกหรือช้างกระดิกหูไม่ได้

 

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เรามานั่งสมาธิเจริญภาวนากันได้เลยทันที นั่งกันแบบยาวๆ หรือกำหนดจิตเดินจงกรมกันไปทั้งวัน โดยไม่สนใจทำทาน หรือ ไม่เคยรักษาศีลมาเลยก็รีบไปนั่งภาวนาหวังจะให้เกิดบุญย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนคนที่เพิ่งจะเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้วอยากข้ามขั้นขึ้นไปเรียนชั้นป.6 หรือมัธยมเลย ย่อมไม่สามารถเรียนได้

 

คนที่เพิ่งจะสร่างเมาจากการดื่มเหล้า เล่นการพนันมา หรือกำลังโกรธ โมโหใครอยู่ จู่ๆ จะจับให้มานั่งสมาธิให้อยู่นิ่งๆ แล้วบอกว่าทำแล้วจะได้บุญก็ย่อมได้บุญยาก ต้องฝึกการให้ทาน รักษาศีล ควบคุมกายวาจา ให้สงบนิ่งเรียบร้อยเป็นปกติเสียก่อนจึงจะ “พร้อม” ที่จะเจริญภาวนาให้เกิดผลได้

 

การเจริญภาวนา

การทำสมาธิแบบสมถะภาวนาคือ การกำหนดใจให้นิ่งกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามขอให้เพียงแต่ใจอยู่นิ่งไม่วอกแวกก็คือเป็นสมาธิ โดยมีลำดับขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

 

ก่อนปฏิบัติสมาธิ ควรถามร่างกายตนเองอยู่เสมอว่า “พร้อมหรือไม่”

สภาวะร่างกายของผู้ที่ฝึกปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางทีเราไปอยู่ในสถานที่ที่พร้อมแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้คอยจะให้คำแนะนำก็พร้อมแต่กลับลืมไปว่าสภาพร่างกายของตนเองนั้นพร้อมหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูกันละเอียดมากยิ่งขึ้น ขนาดที่ว่า ถ้าผมยาวเกินไปก็ต้องตัดผม เล็บยาวก็ต้องตัดเล็บ ยังไม่ได้อาบน้ำก็ต้องอาบให้เรียบร้อย ปวดท้องก็ต้องไปถ่ายให้สุดก่อน หรือแม้แต่เจ็บป่วยก็ต้องรักษาให้หายก่อน

 

การฝึกปฏิบัติเรามักมองข้ามความพร้อมเหล่านี้ไป บางคนก็เจ็บ บางคนปวด บางคนก็มีไข้ บางคนก็ล้มเจ็บแทบเป็นแทบตายก็พยายามฝืนใจไปปฏิบัติ ครูบาอาจารย์อย่าง หลวงปู่จรัญ ฐิตตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน จ. สิงห์บุรีท่านแนะนำให้คนเราเห็นความสำคัญของร่างกายเสมอว่า

 

ใครที่ปวดหัวตัวร้อน เครียดเพราะทะเลาะกับสามีภรรยา ท่านจะห้ามไม่ให้ปฏิบัติเลยเหมือนกับการต้องเคลียร์พื้นที่ก่อนจึงจะเอารถมาจอดได้ ถ้ากายและจิตยังไม่พร้อมคือยังไม่สงบก็อย่าเพิ่งทำเพราะเสียเวลาเปล่า ต้องรักษาเยียวยากันให้ถึงพร้อมเสียก่อน ถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า สบายตัวหรือยัง จัดการเรื่องยุ่งยากทั้งกายและใจเรียบร้อยแล้วหรือไม่ รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย มึนงง ทั้งหลายให้บรรเทาเบาบางเสียก่อน และอย่าให้การฝึกต้องไปบังคับกายจนต้องฝืนทนเพราะยิ่งทำยิ่งแย่ และมีสิทธิ์จะป่วยได้ทุกเมื่อ

 

ข้อแนะนำในการปฏิบัติธรรมตามจริตส่วนบุคคล

ถ้าคุณมีนิสัยอย่างนี้ ควรฝึกสมาธิด้วยวิธีการเหล่านี้
รักสวยรักงาม มีความประณีต ละเมียดละไม มนุษย์สมบูรณ์แบบ ฝึกด้วยการพิจารณาว่า ร่างกายนี้เป็นของไม่สวยงามในชีวิต ร่างกายของตนเองเป็นของสกปรก
หงุดหงิดง่าย ไม่ค่อยถนอมน้ำใจใคร พูดจาขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา ให้เจริญพรหมวิหาร 4 คือ

เมตตา รักผู้อื่นให้เป็น กรุณารู้สึกสงสารคนอื่นบ้าง มุทิตาฝึกใจให้ดีใจกับคนอื่น ไม่อิจฉา และ อุเบกขาไม่ถือสาหาความกับสังคมและโลกนี้ให้มากนัก

ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ และมักเหม่อลอยบ่อยๆ เจริญอานาปานาสติ คือ ตามดูลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวไม่ต้องสนใจอย่างอื่น
เชื่อคนง่าย ศรัทธาง่าย ไม่ค่อยใช้เหตุผล หันมาระลึกถึงความดีที่แท้จริง ได้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีคุณสูงสุดของโลกนี้ในฐานะที่เป็นผู้ชี้ทางให้พ้นทุกข์ พระธรรมเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ และพระสงฆ์เป็นผู้รักษาและปฏิบัติตามคำสอนอีกทั้งเป็นแบบอย่างให้เราปฏิบัติธรรมให้ได้ผล
ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ ชอบคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองเสมอ ชอบความจริง พิจารณาอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งในโลกนั้นไม่เที่ยงแท้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เที่ยงแท้นั่นคือความตาย และพิจารณาให้เห็นจริงว่า สภาวะนิพพาน (หลุดพ้น)นั้นเป็นของที่มีอยู่จริงและน่าปรารถนาที่สุด
นอนไม่ค่อยหลับบ่อยๆ ขี้วิตก กังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ฝึกเจริญอานาปานสติ ระลึกรู้ลมหายใจในปัจจุบันของตนเองบ่อยๆ จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ

 

วิธีการฝึกแบบผสมผสานในชีวิตประจำวัน

โดยปกติแล้วเวลาที่เราฝึกสมาธิสิ่งที่จะเข้ามารบกวนเราอยู่ตลอดเวลาก็คือ อาการทุกข์แบบต่างๆ ทั้งปวดทั้งคัน เจ็บ ความรู้สึกต่างๆ ที่กายแสดงออกมาทั้งหลายจิตก็จะทำการปรุงแต่งไปตามนั้น นับเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนให้ใช้วิธีการสังเกตกายและอารมณ์ของตนเองเสมอ คือการตามดูความรู้สึกแบบ “ดูเฉยๆ”  เช่น ถ้ารู้สึกง่วงก็รู้แค่ว่าง่วง หงุดหงิดก็รู้สึกว่าหงุดหงิด สดชื่นก็รู้ว่าสดชื่น เหมือนการไปชมดอกไม้ในสวน รับรู้ว่าสวยก็พออย่าได้เด็ดดม

 

วิธีการตามสังเกตอารมณ์คือตามประสาทสัมผัสทั้ง 6 ของตนเองได้แก่

  1. เวลาที่เราได้เห็นอะไร ก็ให้เพียงสังเกตว่าเรารู้สึกอย่างไร ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ แต่อย่าเพิ่งไปยึดเอาถือเอาในสิ่งนั้น
  2. เมื่อหูได้ยินเสียง ให้สังเกตความรู้สึกว่าได้ยินแล้วเป็นอย่างไร หนวกหู รำคาญ หรือ ไพเราะ
  3. เมื่อจมูกได้กลิ่นให้สังเกตว่าตนเองรู้สึกอย่างไร รื่นรมกับกลิ่น เหม็นหรือหอม รำคาญ หรือแช่มชื่นให้รับรู้เท่านั้น
  4. เมื่อลิ้นได้ชมรสชาติใดๆ ก็ให้สังเกตว่าลิ้นรับรู้รสอะไร เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม ฯลฯ
  5. เมื่อกายได้จับต้องสัมผัสสิ่งใด ก็ให้สังเกตว่ารู้สึกอย่างไรนุ่มละมุนน่าที่จะทะนุถนอม หยาบกร้าน แข็งอ่อน สังเกตเฉยๆ
  6. เมื่อใจมีเรื่องใดเข้ามากระทบหรือเมื่อนึกถึงเรื่องอะไรอยู่ให้สังเกตว่าตนเองรู้สึกอย่างไร

หากลองมาแบ่งกองความรู้สึกต่างๆ ทุกอย่างก็จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กองคือ

  1. รู้สึกสุข คือ ยินดีพอใจ ชื่นชม สนุก นุ่ม หอม ไพเราะ ฯลฯ
  2. รู้สึกทุกข์ คือ หงุดหงิด ขัดใจ ว้าวุ่น กังวล รำคาญ
  3. ความรู้สึกกลางๆ คือ ไม่บวกไม่ลบ เฉยๆ

 

ไม่ว่าความรู้สึกของเราจะเป็นอย่างไร เข้าข่ายข้อไหนก็ให้ตามรู้เฉยๆ ไม่ต้องไปจัดการความรู้สึกนั้น แค่รู้เฉยๆ ไม่นานความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นก็จะจางคลายไปเองเหมือนไอน้ำที่เกิดขึ้นแล้วก็ระเหยไป

 

การฝึกจิตด้วยวิธีนี้เป็นแง่มุมหนึ่งในการฝึกเจริญปัญญา ตามดูตามรู้ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจการที่ทำ ทุกคำพูดที่พูด ทุกอิริยาบถที่กำลังเคลื่อนไหว เพียงใช้การสังเกตที่มีปัญญาประกอบอย่างให้ตึงให้หย่อนด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป ตามดูให้รู้อย่างธรรมชาติ ก็จะส่งผลให้ตนเองสามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ง่ายขึ้นด้วย หากไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นคนสุดโต่ง ขวางโลก ไม่รู้จักกาลเทศะ คนกำลังคุยกันสบายๆ แต่เรากลับพูดให้เคร่งเครียด เพ่งดูทุกอย่างให้สุดกู่ตึงไปหมด อย่างนี้ ก็จะมีปัญหา

 

ผลของการเจริญสมาธิและสตินี้บ่อยๆ จะทำให้พบความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะว่า ความสุขที่ได้จากการเจริญภาวนานั้นเป็นความสุขที่เรียกได้ว่า “ละเอียด” กว่าความสุขทางกายมากมายนัก และมีถึง 3 ขั้นคือมีความสุขในปัจจุบัน สุขในโลกหน้า และมีความสุขเป็นที่สุดคือนิพพาน

 

1. ความสุขในปัจจุบัน

เมื่อฝึกทำสมาธิได้ในระดับเบื้องต้นเพียงแค่ปล่อยวางใจให้ผ่อนคลายกับเรื่องราวต่างๆ  ได้ก็เกิดผลบุญขึ้นคือ ใจเป็นสุขที่ได้ปล่อยวางได้พบกับความสุขใจขั้นพื้นฐานได้แก่ เมื่อหลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข จะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน ไม่ว่าอิริยาบถไหนๆ ก็มีความสุขทั้งสิ้น สุขไม่ต้องเลือกเวลาและสถานที่เพราะว่าจิตใจของเรานิ่งเป็นสุขแล้ว คำพระท่านกล่าวว่า “นัตถิ สันติปะรัง สุขัง” สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งนั้นไม่มี

 

2. ความสุขในโลกหน้า

ความสุขในระดับขั้นต่อไปคือ เมื่อได้ละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่เป็นสุขขึ้นไปในโลกหน้า เพราะการที่เราจะไปสู่ “สุคติ” หรือภพที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความหมองหรือความใสของจิตเป็นหลักหากก่อนตายมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นสุข ก็มีสุคติเป็นที่ไป หากก่อนตายจิตมีความขุ่นข้องเป็นทุกข์ก็มี ทุคติเป็นที่ไปตามกฎแห่งกรรม

 

3. ความสุขอันเป็นนิพพาน

ในระดับความสุขถึงความเป็นนิพพานนั้น ขอให้ฝึกตนอย่างง่ายๆ ทำตัวให้เหมือนสายลม ที่พัดผ่านภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ แล้วก็ผ่านไป เวลานั่งสมาธิก็เช่นเดียวกัน เห็นอะไร รู้สึกอะไรก็เพียงแต่เห็นและรับรู้เฉยๆ ไม่ยึดไม่เครียด ตระหนักรู้แล้วก็ผ่านไป

 

หากหมั่นเพียรฝึกฝนจนกระทำสำเร็จจนสิ้นกิเลสในภพชาติปัจจุบันก็จะทำให้จิตหลุดพ้นไม่ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก อันหมายถึงพระนิพพาน ซึ่งความสุขแบบนี้มีแต่พระพุทธเจ้ากับเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถไปถึงได้

 

หากเราต้องการที่จะไปถึงความสุขพ้นทุกข์ไปตลอดกาล ในภพชาติปัจจุบันก็ต้องพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ หากไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ชาติหน้าก็จะถึงได้แน่นอนต้องหมั่นสะสมบุญบารมีไปและต้องมีเคล็ดวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญปัญญาที่ถูกต้องจากผู้ที่รู้จริงเท่านั้น

 

นอกจากความสุขในสูงสุดที่กล่าวมาแล้วยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายมากมาย เช่นทำให้สุขภาพดีโดยสมาธินั้นมีอำนาจในการระงับความเจ็บปวดจากโรคภัยต่างๆ ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย ไม่ฝันร้าย มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีกำลังใจและความเข้มแข็งที่จะเผชิญเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบความเงียบ ไม่อยากจะนั่งสมาธินานๆ ไม่อยากจะเดินจงกรมให้อึดอัดแต่ชอบที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชอบพูดคุยสนทนากับผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเมตตามอบวิธีการสร้างบุญให้กับคนช่างพูดช่างจาให้สร้างบุญได้ซึ่งเรียกว่า “การสนทนาธรรม”“บทสนทนา” ก็สร้างบุญได้

 

การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดด้วยจิตเมตตา ด้วยใจที่บริสุทธิ์ เป็นที่มาแห่งความเจริญก้าวหน้าของวิชาการทางโลกที่เราได้พบเห็นมากมาย คนที่กล้าพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นและยอมรับความคิดของผู้อื่นได้ย่อมเจริญก้าวหน้าฉันใด การสนทนาธรรมตามกาลด้วยความเคารพในธรรม ก็ย่อมนำมาซึ่งสติปัญญาอันเป็นหนทางเพื่อให้เกิดบุญกุศลและสามารถหลุดพ้นความทุกข์ได้ฉันนั้น

 

ทำไมเราจึงต้องสนทนาธรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ปัญญา นะรานัง ระตะนัง” แปลว่า ปัญญาเป็นรัตนะของคน” แปลอีกทีว่า ปัญญาเป็นแก้วสารพัดนึกของคนดี นี่คือพุทธวจนะที่แสดงให้เห็นคุณค่าของปัญญา เพราะชีวิตคนทุกคนนั้นย่อมมีความทุกข์และมีปัญหามาก ปัญหาเหล่านั้นล้วนต้องแก้ด้วยปัญญา ใครมีปัญญามากก็เหมือนมีแก้วสารพัดนึกไว้ในตัว ย่อมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ได้ง่ายและถูกต้องตรงกับความเป็นจริงได้กว่าคนที่ไม่มีปัญญา

 

ปัญญาจะเกิดได้จาก 2 วิธีใหญ่ก็คือ จากการฟังธรรมของกัลยาณมิตร หรือคนดีผู้มีปัญญารู้จริง และเกิดจากการพิจารณาไตร่ตรองสิ่งนั้นโดยเทียบเคียงกับความจริงและเห็นตรงกับความจริงนั้น

 

วิธีลัดที่จะทำให้เกิดปัญญาอย่างรวดเร็ว คือ การสนทนาธรรมที่เหมาะสม (ตามกาลเวลา) ซึ่งเป็นการบังคับให้ตนเองต้อง “ทั้งฟังทั้งพูด”  คือเป็นทั้งนักฟังที่ดีได้ฟังผู้อื่นพูดด้วยความตั้งใจ ฟังแล้วก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยเหตุผลแบบทันที เมื่อสงสัยอะไรก็สามารถซักถามได้ นอกจากนั้นถ้าตนเองมีความรู้ในธรรมะเรื่องใดก็สามารถนำมาพูดเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ด้วย แต่ทั้งหมดนี้จะต้องทำอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นจะเกิดโทษมากกว่าคุณ

 

ในพระพุทธศาสนา คำว่า “ธรรม” หรือ “ธรรมะ” นั้นมีความหมายกว้างๆ อยู่ 2 ประการ คือ

 

1. ธรรมหมายถึงความจริงตามธรรมชาติ เช่น คนเราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นธรรมะ คือความเป็นจริงตามธรรมชาติ

 

2. ธรรมหมายถึง ความดีความถูกต้อง เช่น การให้ทานเป็นความดี การรักษาศีล มีเมตตา กรุณา เป็นความดี ความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่เป็นความดี ใครปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้เรียกว่าได้ปฏิบัติธรรม

 

การสนทนาธรรมที่ถูกต้อง จึงหมายถึง การสนทนากับบุคคลคนหนึ่งให้รู้ว่าสิ่งใดเป็นความชั่ว ก็ควรจะได้ละเว้นเสีย สิ่งใดเป็นความดีจะได้ตั้งใจทำให้มาก และสิ่งใดเป็น “อัพยากตธรรม” หรือความจริงตามธรรมชาติที่ไม่ดีไม่ชั่วก็รู้เท่าทันได้ทุกประการ จะได้ไม่หลงเข้าใจผิดให้เกิดความทุกข์

ทำไมการสนทนาธรรมจึงกลายเป็นเรื่องยาก

 

โดยปกติคนเรามักไม่คุยหรือเสวนาในธรรมเพราะคิดว่า เป็นเรื่องยากในการสนทนาธรรม หรือคิดว่าเป็นเรื่องของพระสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ดูไกลเกินตัวที่จะทำได้ การคุยกันเรื่องธรรมะนั้นดูเผินๆ แล้วก็ไม่น่ายาก ก็เหมือนคนมาคุยกันตามธรรมดาเราก็คุยกันออกบ่อยไป เพียงแต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องธรรมะเท่านั้น

 

พอเวลาที่เราได้นั่งคุยกันเรื่องความเป็นจริงตามธรรมชาติ หรือ การสร้างคุณงามความดี ผู้ที่ดูเบาในการสนทนาธรรม หรือไม่เข้าใจธรรมะจะพูดคุยธรรมะกันได้ไม่นาน ก็มักมีเรื่องวงแตกกันอยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เป็นเพื่อนกันแล้วนั่งดื่มเหล้าอยู่ พากันคุยธรรมะกัน

 

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า บอกกินยาถ่ายพยาธิไม่บาปเพราะไม่เจตนาฆ่า อีกคนบอกว่าบาปเพราะรู้ว่ามันจะต้องตายก็ยังไปกินยาถ่ายเถียงกันไปเถียงกันมาไม่กี่คำ คนหนึ่งก็คว้าปืนมาไล่ยิงเสียอย่างนี้ก็มี นี่ก็เพราะดูเบาในการสนทนาธรรม

 

การจะสนทนาธรรมให้ได้ผลและเกิดผลบุญขึ้นได้จึงต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

 

1. ผู้พูดธรรมะมีความเข้าใจในธรรมะจริงๆ เมื่อเข้าใจอย่างไรแล้ว ก็สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดให้ผู้ฟังได้เข้าใจตามนั้นได้ด้วย โดยยึดหลักการพูดในมงคลที่ 10 “มีวาจาสุภาษิต” เป็นบรรทัดฐาน จะได้ไม่เกิดการแตกร้าวเข้าใจผิดแก่ผู้ฟัง คือ เรื่องที่พูดต้องเป็นเรื่องจริง เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องมีประโยชน์ ต้องพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ ต้องพูดถูกกาลเทศะ และต้องพูดด้วยจิตเมตตา

 

การพูดธรรมะนั้นจะต้องยึดเอาความถูกต้องเป็นหลัก ไม่ใช่พูดเอาความถูกใจ คนส่วนมากจะชอบให้ผู้อื่นมาชม แต่ว่าหากสนทนาธรรมกันแล้วมัวไปนั่งชมอยู่อย่างเดียวว่า “คุณก็เก่ง ฉันก็เก่ง” ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวก็จะได้บ้าหรือเหลิงกันไปทั้งคู่

 

อย่างไรก็ตามการสนทนาธรรมก็ไม่ใช่การมานั่งติติงกันอย่างเดียวเช่น “คุณนิสัยอันโน้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ได้” จะเป็นเหตุให้ผิดใจทะเลาะเบาะแว้งกัน คนเรายังไม่หมดกิเลส เดี๋ยวก็ทนกันไม่ได้ ยิ่งถ้าแถมมีการยกตนข่มท่านเข้าไปอีกหรือไม่ก็มีการยกสำนักมาอวดกันเช่น “ถึงฉันไม่เก่ง อาจารย์ฉันก็เก่งนะ” ก็ผูกใจเจ็บกัน สนทนาธรรมไปได้เพียงสองสามคำ จะกลายเป็นการ “สนทนากรรม” ไป

 

2. คู่สนทนาต้องฟังธรรมเป็น เมื่อผู้พูดมีความรู้ดีแล้วก็ควรรู้จักเลือกคนฟังด้วย เพราะการฟังธรรมนี่ดูเผินๆ เหมือนจะง่าย ถึงเวลาก็แค่ไปนั่งฟังๆไม่เห็นจะมีอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วการฟังธรรมะที่ถูกต้อง คือ “ฟังด้วยความพิจารณา” แต่การรู้จักควบคุมใจให้พิจารณาตามธรรม การหยิบยกเอาประโยชน์หรือการค้นหาประโยชน์จากการฟังนั้นยาก ยากกว่าการพูดธรรมะให้คนอื่นฟังหลายเท่า ที่ว่ายากนั้นก็เป็นเพราะ

 

– ยากที่จะควบคุมใจให้อยากฟังธรรม เพราะการฟังธรรมนั้นไม่สนุกเหมือนการไปฟังเพลง ฟังการนินทา ถ้าไม่รู้จักควบคุมตนเองฟังไปได้สักนิด หนังตาก็จะเริ่มหนักหรือไม่อย่างนั้นก็นั่งใจลอย คิดไปถึงเรื่องอื่น ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบเรื่องการฟังธรรมว่า “การควบคุมใจให้อยากฟังธรรมะนั้น ยังยากกว่าคุมลิงให้นั่งนิ่งๆ เสียอีก”

 

– ยากที่จะยอมรับธรรมะที่ได้ยินนั้นเข้าไปสู่ใจ ทั้งนี้ก็เพราะกิเลสต่างๆ ในตัวเรา เช่น ความหัวดื้อ ความถือตัว ความเห็นผิด ความสงสัยฯลฯ มันจะคอยต่อต้านธรรมะไว้ พอเรื่องธรรมะที่ได้ฟังขัดกับความคิดเห็นหรือความเคยชินประจำตัว

 

เช่นพอได้ฟังว่าต้องมีวินัยให้ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ฟังแล้วก็เริ่มขัดใจ เพราะมันขัดกันกับความเคยชินของตัวเอง เพราะเดินข้ามที่อื่นก็ข้ามได้ตลอดไม่เห็นมีอะไร อย่างนี้เป็นต้นทำให้นึกค้านในใจ  ผู้ที่จะฟังธรรมเป็นนั้น จะต้องหมั่นฟังธรรมบ่อยๆ จนเคยชินฝึกเป็นคนมีความเคารพ มองคนอื่นในแง่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว มีความสันโดษ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม รู้จักพอ รู้จักประมาณ และมีความกตัญญูรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้วแก่ตน จะทำให้มีอัธยาศัยใฝ่ธรรม ฟังธรรมเป็น สามารถรองรับธรรมะที่ได้ยินได้ฟังนั้นได้

 

3. คู่สนทนาต้องสนทนาธรรมเป็นด้วย คือ ผู้ฟังต้องทั้งฟังด้วย และพูดด้วยในเวลาเดียวกัน เขาพูดเราฟัง เราพูดเขาก็ฟัง บางอย่างแม้เราไม่อยากจะฟังแต่เมื่อเขาพูดเราก็จำต้องฟัง บางอย่างเราอยากจะพูด แต่ไม่มีจังหวะที่จะพูดก็จำต้องระงับใจไว้ไม่พูด เมื่อตอนสอนคนอื่นเขาไม่มีใครค้านสักคำ นิ่งฟังยอมเราหมด แต่ตอนสนทนาธรรม เราต้องลดตัวลงมาอยู่ในฐานะเป็นทั้งคนพูดทั้งคนฟัง

 

ถ้าพูดถูกเขาก็ชม พูดผิดเขาก็ค้าน เราอาจถูกติ ถูกขัด ถูกแขวะ ถูกชม ถูกค้านได้ตลอดเวลา นี่แหละเป็นความยากที่ยั่วกิเลสนักหนา ถ้าไม่ควบคุมใจให้ดีกิเลสซึ่งคือความโกรธและหลงมันก็คอยจะออกมาจุ้นจ้านให้ได้ ขึ้นต้นคนกับคนคุยธรรมะกัน ไปได้ไม่กี่น้ำ กิเลสกับกิเลสมันออกมาโต้กันให้ยุ่งไปหมด

 

ผู้ที่จะสนทนาธรรมได้ จึงต้องฝึกขันติจนมีความอดทนต่อการถูกติเตียนเป็นเลิศ ทนคำพูดที่ไม่ชอบใจได้ทั้งจากคนที่สูงกว่า และต่ำกว่า มีความว่าง่ายสอนง่ายในตัว และต้องเลือกคู่สนทนาเป็นคือ ต้องเป็นคนประเภทเดียวกันใฝ่ดีเหมือนกัน และรักความสงบตามธรรมชาติพอๆ กัน

 

การพูดธรรมะให้คนอื่นฟังก็เหมือนชกลม แม้ชกจนหมดแรงเราก็ไม่เจ็บสักนิด ลมก็แพ้เราทุกที แต่การฟังธรรมที่คนอื่นพูด จะให้ความรู้สึกตรงกันข้ามเหมือนการชกกระสอบทราย คือ ชกไปก็รู้สึกเจ็บมือมาบ้าง เวลาฟังผู้อื่นพูดใจเราก็จะสะเทือนบ้างเช่นกัน

 

การสนทนาธรรมตอบโต้กันจึงเหมือนการขึ้นชกบนเวทีจริงๆ เราชกเขา เขาชกเรา ชกกันไปชกกันมา ถูกล่อถูกหลอก ถูกกวนใจตลอดเวลาถ้าไม่ระวังให้ดี อาจทนไม่ได้โกรธขึ้นมาตนเองกลายเป็นคนพาลไปจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจในการสนทนาธรรมให้ถูกวิธีจึงจะได้บุญ

ข้อปฏิบัติในการสนทนาธรรมทำอย่างไร

 

1. ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน ถ้าเราเป็นฆราวาสก็ต้องรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ หรือถ้ารักษาศีล 8 มาล่วงหน้าสัก 7 วัน ก่อนสนทนาได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรามีพื้นฐานในการสนทนาธรรมให้เกิดบุญ ไม่ใช่เพิ่งจะสร่างเมาแล้วมาคุยธรรมะกันหรือว่ากินเหล้าไปคุยธรรมะไปอย่างนั้นก็ไม่มีทางเกิดบุญ เหมือนคนปากว่าตาขยิบมือถือสาก ปากถือศีลพูดอย่างทำอย่างก็ย่อมไม่เกิดผลบุญใดๆ ขึ้นมาได้

 

2. ต้องหมั่นเจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำ คือต้องรู้จักควบคุมสติให้ดี ให้จิตนิ่งก่อนเป็นพื้นฐานมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสนทนาธรรมถ้าได้ทำสมาธิก่อนจะดีมาก เพราะใจจะผ่องใสดีทำสมาธิเหมือนอย่างกับว่า “ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราเป็นก้อนธรรมทั้งก้อน” ให้ตัวเป็นธรรมใจเป็นธรรมเสียก่อนแล้วจึงมาสนทนาธรรมกัน ถ้าจิตใจกำลังฟุ้งซ่านอยู่ กระวนกระวายอยู่คุยกันเรื่องธรรมะดีหรือลึกซึ้งแค่ไหน ธรรมนั้นก็ไม่มีทางซึมลึกลงไปในจิตใจได้

 

3. แต่งกายต้องสุภาพ คำว่าสุภาพนั้นไม่ต้องถึงกับนุ่งขาวห่มขาว เกล้ามวยผม ขอให้เวลาคุยธรรมะกับใครแล้วเราอยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย เวลาคุยกันใจก็จะเรียบร้อยสะอาดไปด้วย ไม่ใช่ใส่เสื้อผ้าที่ยั่วยวน ก่อให้เกิดกิเลส เวลาพูดธรรมะคนฟังก็ฟังไม่ค่อยเข้าหูเพราะตามัวแต่มองพิจารณาร่างกายของผู้พูดแทน เป็นต้น

 

4. มีกิริยาสุภาพในการสนทนา คือไม่ว่า จะยืน จะเดิน จะนั่ง ก็สำรวมกิริยาให้เรียบร้อย หนักแน่น สงบเสงี่ยม สำรวม มีกิริยาเป็นธรรม ไม่ให้กิริยาของเราทำให้ผู้อื่นขุ่นใจ เข่น เดินลงส้นเท้ามาปังๆ เดินแกว่งมือไม้แบบนักเลง เดินกอดอกกอดคอ นั้นไม่เป็นกิริยาที่เหมาะสม แม้จะพูดดีแค่ไหนแต่กิริยาไม่ดีก็ทำให้ธรรมนั้นสื่อไปถึงใจผู้ฟังได้ยากขึ้นอย่างน่าเสียดาย

 

5. ใช้วาจาสุภาพ คือ มีวาจาสุภาษิตดังได้กล่าวมาแล้ว ไม่พูดเสียงดัง ไม่พูดให้สรวลเสเฮฮา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่รู้ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ ควรชมก็ชม ควรติก็ติแต่ไม่ใช่การด่าว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจ

 

6. ไม่กล่าวค้านพุทธพจน์หรือปฏิเสธอรรถกถาฎีกาโดยเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะพุทธพจน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเนื้อแท้แล้วย่อมถูกต้องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อรรถกถาหรือฎีกาเกือบทั้งหมดก็ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่า สติปัญญาของเรามีพอจะไตร่ตรองตามท่านหรือไม่

 

ถ้าเราไปกล่าวค้านหรือปฏิเสธโดยเด็ดขาดไว้แล้ว ประการแรกจะทำให้เราเองนั่นแหละที่จะไม่รู้จะใช้อะไรเป็นมาตรฐาน และหากคู่สนทนาอธิบายหรือชี้แจงถึงเหตุผลให้เราฟัง แม้เราจะเข้าใจก็อาจไม่ยอมรับเพราะกลัวเสียหน้า ทำให้เกิดการวิวาทบาดหมางใจกันได้

 

หากรู้สึกว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นในอรรถกถาหรือฎีกา เมื่อไม่เห็นด้วยก็ควรแสดงเพียงแต่ว่า “รู้สึกสงสัย” หรือแสดงความเห็นของตนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า พร้อมกับขอความเห็นจากคู่สนทนา ไม่พูดวาจาที่ทำให้เกิดความแตกร้าว ไม่ใช้คำพูดก้าวร้าวรุนแรง แต่ใช้วาจาที่ก่อให้เกิดความสามัคคี ประสานน้ำใจกันมากกว่า

 

7. ไม่แสดงอาการโกรธเมื่อถูกขัดแย้ง เราพูดอะไรไปถ้าเขาแย้งมาก็อย่าเพิ่งโกรธ ให้พิจารณาไตร่ตรองดู เพราะบางทีเราอาจมองข้ามอะไรบางอย่างไป เรื่องบางเรื่องอาจถูกในที่หนึ่ง แต่ผิดในอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ ถ้าเราด่วนโกรธเสียก่อนความคิดที่จะไตร่ตรองตามก็ไม่มี ปัญญาของเราจะถูกความโกรธปิดบังหมด

 

8. ไม่ปรารถนาคิดที่จะให้ตนมีชื่อเสียง เช่นเกิดความอยากเด่นอยากดัง ตั้งใจจะฉีกหน้าผู้อื่นเพื่อให้ตนเองมีชื่อเสียง ถ้าวันไหนจะไปสนทนาธรรมแล้วเกิดมีความรู้สึกอยากจะไปฉีกหน้าใครเพราะคนๆ นั้นมีความเห็นผิดอยู่แล้ว วันนั้นก็ขอให้นอนอยู่บ้าน

 

การสนทนาธรรมด้วยจิตที่เจือด้วยโทสะทำลายมันจะไม่เกิดกุศลบุญตั้งแต่ต้นแล้ว ควรตั้งจิตไว้ว่าจะสนทนาธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา จะเอาความรู้เราไปต่อเอาความรู้คนอื่นเขามา ไม่ใช่ไปพูดธรรมเพื่ออวดรู้ แต่จะไปแลกเปลี่ยนความรู้กัน

 

9. ไม่พูดออกนอกเรื่องที่ตั้งประเด็นไว้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นอวดดี หรือนินทาคนอื่นไป เช่นพูดเรื่องบาป พูดไปพูดมากลายเป็นว่า “ฉันไปทำทานไว้ที่นั่นที่นี่” กลายเป็นอวดว่าฉันใจบุญนะ หรือพูดเรื่องทาน พูดไปพูดมากลายเป็นว่า “แม่คนนั้นขี้เหนียว อีตาเศรษฐีนั้นก็ขี้เหนียว” ถามว่าใครดี “ฉันเอง” อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าสนทนาธรรม ยิ่งพูดก็ยิ่งน่าเบื่อ

 

โดยสรุปหลักในการสนทนาธรรมจึงรวมได้เป็น 3 ประการสำคัญให้เกิดบุญ คือ

 

ต้องสนทนาในธรรม คือ เรื่องที่จะสนทนากันต้องเป็นเรื่องธรรมะให้อยู่ในวงธรรมะ อย่าออกนอกวง เช่นถ้าพูดถึงการทำความดีก็ให้สุดแค่ทำดี อย่าให้เลยไปถึงอวดดี ถ้าจะพูดถึงเรื่องการป้องกันไม่ให้ทำความชั่ว ก็ให้สุดแค่ป้องกันการทำชั่ว อย่าให้เลยไปถึงนินทาหรือว่าร้ายให้คนอื่น

 

สนทนาด้วยธรรม คือ ผู้ที่สนทนากันจะต้องไม่แสดงกิริยาวาจาให้ผิดธรรมะ เช่น ทางกายก็มีการเคารพกันโดยเปิดเผยชัดเจน ควรไหว้ก็ไหว้ ควรกราบก็กราบ อย่าคิดทะนงตัวด้วยเหตุคิดว่า ตนเองมีความรู้มากกว่าเขา ในทางวาจาก็ใช้ถ้อยคำสุภาพเรียบร้อย เป็นวาจาสุภาษิต ถ้าฝ่ายหนึ่งถูกก็ชม ถ้าอีกฝ่ายผิดก็ทักโดยสุภาพไม่กล่าววาจาเหน็บแนมล่วงเกิน และถ้าพลาดพลั้งก็ขอโทษไม่ใช่สนทนากันด้วยกิเลส หรือปล่อยกิเลสออกมาโต้กัน

 

สนทนาเพื่อธรรม คือ ผู้สนทนาต้องตั้งจุดมุ่งหมายไว้ในใจของตนให้แน่นอนว่า เราจะหาความรู้ความเข้าใจในธรรมะให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่จะอวดรู้หรือวดธรรมะ แม้บางจังหวะเราเป็นผู้แสดงความรู้ออกไปก็คิดว่าเราจะเอาความรู้ของเราไปต่อเอาความรู้ของผู้อื่นเข้ามา มิใช่จะเพื่ออวดรู้

 

การสนทนาธรรมในครอบครัวการเริ่มต้นที่ง่ายๆ แต่ได้ผลมาก

 

ตั้งแต่โบราณในครอบครัวไทยก็มีการสนทนาธรรมกันอยู่เป็นประจำ เช่น กลางวันพ่อแม่ออกไปทำนา ทำสวน ทำงานอื่นๆ ผู้เฒ่า ปู่ย่าตายายที่อยู่บ้าน ก็ทำงานสานกระบุง ตะกร้า ไปบ้าง ทำงานอื่นๆ บ้าง เด็กๆ ก็วิ่งเล่นกันอยู่ใกล้ๆ สักพักปู่ย่าตายายก็เรียกมาล้อมวงเล่านิทานให้ฟัง

 

การเล่านิทานส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นนิทานธรรมะเรื่องชาดกบ้าง เรื่องอื่นๆ บ้าง เด็กๆ ฟังแล้วสงสัยสิ่งใดก็ซักถามกัน หากทำให้บ่อย ๆ เด็กจะได้ซึมเอาธรรมะไปในตัว หรือตกเย็นตอนรับประทานอาหารก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตารับประทานอาหารเสร็จแล้ว พ่อแม่ก็หยิบยกเรื่องธรรมะมาคุยกันบ้าง เล่าให้ลูกฟังบ้าง เป็นการสนทนาธรรมกันในครอบครัว

 

ในขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ต้องคอยสังเกตลูกๆ ด้วย เพราะโดยธรรมชาติของเด็ก ก็พอจะทราบอยู่บ้างว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าในวันนั้นเขาไปทำอะไรผิดมาเขาจะมีพิรุธอยู่ในตัว ถ้าพ่อแม่สังเกตก็จะเห็น แล้วก็จะได้ตักเตือนสั่งสอนกัน แต่ถ้าเด็กทำผิดถึงสามครั้งแล้วยังจับไม่ได้ ก็จะไม่มีพิรุธให้เห็นอีก เพราะเด็กจะเกิดความเคยชิน และถึงจะจับได้ภายหลังก็แก้ยาก เพราะเคยชินเป็นนิสัยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตและหมั่นอบรมบ่มนิสัยให้ดี

 

ในสังคมปัจจุบันโอกาสที่คนในครอบครัวจะได้สนทนาธรรมกันอาจมีน้อยลง พอตกเย็นหลังจากรับประทานอาหารแล้ว พ่อแม่ลูกก็นั่งล้อมวงหน้าทีวีไม่มีโอกาสได้พูดคุยธรรมะ นับเป็นข้อบกพร่อง ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากได้ลูกดีนำชื่อเสียงความเจริญมาสู่ตระกูล อยากให้ครอบครัวร่มเย็น อย่ามองข้ามเรื่องการสนทนาธรรม หรือคำสั่งสอนธรรมะไป ให้รื้อฟื้นการสนทนาธรรมในครอบครัวขึ้นมาให้ได้

 

ต้องระมัดระวังความเป็นอยู่ชนิดที่ว่า อาหารเย็นพ่อไปงานเลี้ยงที่หนึ่ง แม่ไปธุระอีกที่หนึ่ง ให้ลูกๆ รับประทานอาหารกันเองหรืออยู่กับพี่เลี้ยงย่อมทำให้ครอบครัวล้มเหลว พ่อแม่ที่มัวแต่คิดจะหาเงินให้ลูก แต่ลืมนึกถึงการปลูกฝังธรรมแก่ลูกๆ ตั้งแต่ยังเล็ก โอกาสที่ลูกจะเสียคนก็จะมีมาก

 

อานิสงส์การสนทนาธรรมนั้นมีประโยชน์หลายประการคือ ทำให้จิตเกิดเป็นกุศลคิดดีเสมอ มีไหวพริบปฏิภาณดี เฉลียวฉลาด เพราะรู้เท่าทันความจริงของโลก หากได้ฟังธรรมะที่ตนยังไม่ได้ฟังก็จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ และ ธรรมที่ฟังแล้วหากยังไม่เข้าใจชัดแจ้ง ก็ย่อมเข้าใจชัดขึ้นหากได้ฟังซ้ำบรรเทาความสงสัยเสียได้  และเป็นการทำความเห็นของตนให้ตรงกับความเป็นจริง และเป็นพื้นฐานในการอบรมจิตขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างได้ผล คนที่ได้ฟังธรรมบ่อยๆ ก็จะมีพื้นฐานแห่งบุญในการส่งต่อบุญให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติสร้างคุณงามความดีขั้นอื่นๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

อันว่าการให้ทั้งทานที่เป็นวัตถุทาน ให้เป็นธรรมทาน การยกบุญให้ การโมทนาบุญ การใช้แรงกายและใจอุทิศทำงานให้เกิดประโยชน์สุขเป็น สาขาบุญที่เกิดจากการทำทานให้รูปแบบที่ต่างกัน การทำบุญให้ได้มากๆ นั้นยังมีการทำบุญที่จัดว่าให้ผลบุญสูงยิ่งกว่าทำทานนั่นก็คือการ “เว้นการทำบาปทั้งปวง” หรือการรักษาศีลนั่นเองละการทำบาป ได้บุญยิ่งกว่าให้ทาน

 

ทำไมการรักษาศีลจึงมีบุญมากกว่าการให้ทาน ?

การถือศีลนั้นเรียกว่าเป็นการ“ทำทาน”ที่ยิ่งใหญ่กว่าทานธรรมดา เพราะเมื่อเราตั้งใจถือศีลแม้เพียงศีล 5 ก็เป็นการให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความเป็นอยู่และความสุขของผู้อื่นไปด้วย

 

หากเรารักษาศีลข้อที่ 1 คือการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ให้ดี หากรักษาศีลได้ดีเราได้ให้ความปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่นเป็นทาน ต่างจากคนที่มุ่งเน้นทำทานมากๆ แต่ยังเว้นการฆ่าไม่ได้ก็ได้ผลบุญน้อยลงไป เช่น การฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อไปปรุงอาหารถวายพระ นอกจากจะเสียเงินเสียทอง เสียแรงในการลงมือกระทำแล้ว ยังได้บุญน้อยลงไปอีก เพราะเป็นการเบียดเบียนให้ได้มาซึ่งบุญ บุญก็ย่อมไม่เกิดขึ้น

 

ศีลในข้อที่ 2 คือการงดเว้นจากการลักทรัพย์ของผู้อื่น หากเรารักษาได้ ก็แปลว่าเราได้ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่น คนที่ทำตัวเป็นโรบินฮู้ด ปล้นคนรวยมาแจกคนจนแม้จะเป็นการทำทานแต่ก็ยังมีการเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ผลแห่งการเบียดเบียนทรัพย์สิน ก็จะทำให้มีโอกาสสูญเสียในทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ที่มาของทานก็ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมบุญก็เกิดน้อยกว่า

 

ศีลข้อที่ 3 คือการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หากรักษาได้เราก็ได้ให้ทานในเรื่องความปลอดภัยแก่สถาบันครอบครัว คำโบราณมีการกล่าวเปรียบเทียบว่า “เสียทองได้เท่าหัว แต่จะไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” นั้นก็แสดงออกให้เห็นว่าต่อให้เราบริจาคทานเป็นทรัพย์สินเงินทองมากแค่ไหน เงินนั้นก็ไม่อาจซื้อความรักที่บริสุทธิ์ หรือสามารถซื้อหาความสุขที่เกิดจาการรักใคร่กลมเกลียวกันในครอบครัวได้ ถึงแม้วันนี้จะได้ทำทานมากมาย แต่ยังไปประพฤตินอกใจ สามีหรือภรรยาอยู่ ชีวิตก็ไม่มีวันมีความสุข

 

ศีลข้อที่ 4 คือ การงดเว้นจากการพูดจาไม่ดี ถึง 4 ประการได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ ก็เป็นการให้ทาน 4 อย่างคือ การให้ความจริงใจแก่ผู้อื่น 1 ให้ความอ่อนน้อมถ่อมตน 1 ให้ความประณีตในจิตใจ 1 และ ให้ประโยชน์ที่เกิดจากการพูดและฟังอีก 1 ไปในคราวเดียวกัน

 

ธรรมชาติของคนย่อมต้องการความจริง ความละเมียดละไมไพเราะ และ การรู้สึกถึงประโยชน์ในสิ่งที่จะได้รับฟัง คนที่ละเมิดศีลข้อ 4 ต่อให้ทำบุญด้วยเงินมากแค่ไหน แต่ยังโกหกหลอกลวงคนอื่น พูดจาให้คนอื่นเสียน้ำใจ พูดหยาบคายให้ระคายหู และพูดเพ้อเจ้อทำให้ผู้อื่นเสียเวลา ก็เป็นการสร้างกรรมไม่ดีขึ้นมาใหม่กลบฝังไม่ให้คุณงามความดีที่ได้ทำทานไปให้เกิดผลเต็มที่

 

หลวงปู่ ดู่ พรหมปัญโญ ครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยรูปหนึ่งกล่าวถึงกรรมในการสร้างวาจาที่ไม่ดีแก่คนอื่นนั้นเป็นกรรมหนัก เพราะเป็นการทำร้ายจิตใจ อาจเป็นการทำลายความหวังที่คนอื่นเขามี ทำให้จิตใจขัดเคืองหม่นหมองซึ่งเป็นอุปสรรคแก่การเกิดบุญทั้งสิ้นอย่าได้พากันกระทำโดยเด็ดขาด

 

ศีล ข้อที่ 5 ก็คือการงดเว้นการดื่มสุรายาเมา เป็นการให้ความปลอดภัยกับทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเมื่อมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์แล้ว ย่อมสามารถควบคุมตนเองไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนใดๆได้ ผู้ที่รักษาศีลแม้แค่ศีล 5 ได้จึงได้บุญทั้งจากศีลเองและเป็นผลแห่งทาน จะช่วยชำระล้างจิตใจให้สะอาดมากยิ่งขึ้นและมีพลังอำนาจที่จะดึงดูดเอาสิ่งที่ดีๆ มาสู่ชีวิต

 

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล

ในบทสวดการสรุปการกล่าวสมาทานศีลเรามักจะได้ยินพระท่านสวดว่า “…สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ…” แปลความได้ว่า ศีลเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ (สีเลนะ สุคติง ยันติ) ศีลเป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ (สีเลนะ โภคะสัมปะทา) ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน (สีเลนะ นิพพุติง ยันติ)

 

อานิสงส์สองอย่างแรกเรียกได้ว่าเป็นอานิสงส์ระดับที่เรียกว่า “สวรรค์สมบัติ” คือได้มาซึ่งความไปสู่สุคติภพ ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ และ อานิสงส์อย่างที่สุดท้ายคือเป็น “นิพพานสมบัติ” ซึ่งเป็นอานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา

 

ผลแห่งการถือศีลนั้นจะให้ผลไปได้อานิสงส์แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ ระดับของศีลที่ถือรักษาถือศีล 5 ก็ได้ความสุขมากกว่าคนที่ไม่ได้รักษาศีล ถือศีล 8 ก็ได้ฝึกการละเว้นจากกามารมณ์มีสุขที่ยิ่งกว่าการถือศีล 5 การถือศีล 10 ก็ได้อานิสงส์แห่งการไม่มุ่งโลภในการสะสมทรัพย์และการครอบครองทรัพย์ มากกว่าศีล 8 และการถือศีล 227 ข้อซึ่งเป็นศีลสำหรับพระภิกษุก็เป็นไปเพื่อสร้างบุญกุศลสูงสุดในระดับเป็นพื้นฐานในการบำเพ็ญให้ถึงนิพพาน

 

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) แห่งวัดญาณเวสกวัน จ.นครปฐม ครูบาอาจารย์ผู้เป็นกำลังสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการสมานรักษาศีลในทุกระดับ เอาไว้อย่างละเอียดเป็นอย่างยิ่งดังต่อไปนี้ว่า

 

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล 5

1. การไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนกัน มีอานิสงส์ ทำให้เป็นผู้ไม่มีภัย จิตใจสบายนึกถึงแต่สิ่งที่ดีงาม ทำให้มีอายุยืนและมีสุขภาพดี ไว้ใจได้ซึ่งกันและกันไม่ต้องหวาดระแวง ทำให้ไม่ต้องมีความกังวลมุ่งหน้าศึกษาเล่าเรียนระกอบอาชีพการงาน พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า

 

2. การไม่ลักไม่เอารัดเอาเปรียบกันมีอานิสงส์ ทำให้ไว้ใจกันอยู่กันได้อย่างสงบ นอนตาหลับไม่ต้องคอยระวังโจรผู้ร้ายทรัพย์สินไม่สูญหายมีแต่จะเจริญเพิ่มพูนยิ่งขึ้น งานที่สร้างสรรค์ขึ้นได้ผลอย่างสมบูรณ์มีคุณภาพดีทำให้การพัฒนาเจริญก้าวหน้าได้เร็วขึ้น

 

3. การไม่ละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นหวงแหน มีอานิสงส์ ทำให้ตนเองก็ไม่มีศัตรู ผู้อื่นก็ไม่หวาดระแวง มีความไว้ใจกันอยู่กันอย่างสงบ ทำให้ครอบครัวมีความสุข มีความอบอุ่น ผูกพันและเคารพเชื่อฟังกันทำให้เกิดความภาคภูมิใจในเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูลของตน เกิดความสามัคคีไม่มีความสับสนในทางประเพณีที่ดีงามต่างๆ

 

4. การไม่พูดเท็จจะมีผลทำให้ เป็นที่เชื่อถือรักใคร่ของคนทั่วไปมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้กิจการงานต่าง ๆดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสำเร็จด้วยดี นอกจากนั้นผู้ที่รักษาศีลข้อนี้ได้ดีแล้วจิตใจจะกล้าหาญเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวเอง

 

5. ผลแห่งการไม่เสพของมึนเมาและสิ่งเสพติดให้โทษ ก็จะมีผลดีคือไม่เป็นการบั่นทอนสุขภาพและปัญญา ไม่สิ้นเปลืองทรัพย์สิน ไม่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ชั่วร้าย ไม่มีภาระกังวลจุกจิกกวนใจโดยใช่เหตุ ไม่มีความประมาท และเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

 

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล 8

ผลแห่งการรักษาศีลระดับนี้ได้จะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งไม่ให้ลุ่มหลงในกาม (เพราะในการถือศีล 8 จะมีศีลข้อ 3 ว่า อะพรัหมะจริยา เวรมณี ที่ให้งดเว้นการยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศโดยสิ้นเชิง) เป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้ลืมตัว รู้จักนึกถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ สามารถตัดกังวลจากสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกหัดเอาชนะตนเอง ฝึกให้มีความอดทนและแกล้วกล้าในการปฏิบัติธรรม และเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมในเบื้องสูงขึ้นไป

 

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล 10

ศีล 10นั้นมีอานิสงส์เช่นเดียวกับศีล 8 แต่มีความยิ่งยวดกว่าและยังมีอานิสงส์เพิ่มเติมขึ้นมาอีก คือ ทำให้เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ทำให้สำนึกว่า การเป็นอยู่ของตนเองต้องอาศัยผู้อื่น ( ศีลข้อ 10 นั้นให้งดเว้นจากการรับเงินทอง) ทำให้คลายมานะความถือตัวเองลงได้มาก และเป็นการฝึกฝนอบรมตนเพื่อรับการอุปสมบทต่อไป

 

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล 227

พระภิกษุถือเป็นบุคคลที่ต้องครองศีลมากกว่าคนอื่นๆ ก็เพราะศีลที่ท่านครอบครองได้อย่างดีจะเป็นตัวอย่างในทางที่ดีให้แก่สังคมให้น้อมนำกันมาทำความดี เพราะหากมีผู้รักษาศีลจำนวนข้อมากๆ ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนที่จะกล้ารักษาศีลนั้นตาม แม้จะรักษาได้ไม่เท่ากัน แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ถือรักษาศีลใดๆ เลยสักข้อเดียว นอกจากนั้นทำให้พระภิกษุมีความประพฤติดีงามสมฐานะ ทำให้เกิดความสะดวกและเป็นพื้นฐานในการบำเพ็ญธรรมให้เกิดบุญในระดับที่สูงขั้นสูงสุดนั่นก็คือ การเจริญภาวนา

 

มีคำกล่าวที่น่าสนใจจากในพระไตรปิฎกว่า ผลแห่งการสมาทานรักษาศีลนั้น “เป็นของที่เลิศยิ่งกว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ” เพราะบรรดาคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแม้จะได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกก็ตาม จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใด ความร่ำรวยของมหาเศรษฐีเหล่านั้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบของสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิแล้วก็เป็นของเล็กน้อย

 

สมบัติของมหาเศรษฐีทั้งหมดในโลกก็เทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ (ตามคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดินั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นผู้ครอบครองทวีปใหญ่ทั้ง 4 และ ทวีปน้อยอีก 2 พันเป็นบริวาร)

 

แต่ทว่าแม้สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิจะมีมากมายมหาศาลเพียงใด ก็ยังมีไม่ถึงเศษเสี้ยวในเสี้ยวที่ 16 แห่งผลแห่งการถือศีล เพราะเหตุว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นเพียงสมบัติของ “มนุษย์” ความสุขก็เป็นของมนุษย์ เป็นแค่สมบัติหยาบๆ เป็นความสุขหยาบๆ แต่ผลแห่งการถือศีลเป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์

 

ช่วงระยะเวลาในการเสวยสมบัติของมนุษย์และทิพย์สมบัติก็มีเวลาไม่เท่ากัน ซึ่งการเสวยสมบัติของมนุษย์นั้นอย่างมากที่สุดก็ใช้เวลาไม่เกิน 100 ปีมนุษย์ แต่การเสวยทิพย์สมบัตินั้นมีเวลาเนิ่นนานเหลือเกินโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสมาทานรักษาศีลที่ยิ่งกว่าศีล 5 ได้แล้ว จะได้ความดีที่เป็นความสุขอันเป็นกำไรมหาศาล ไม่มีใครติเตียนอะไรได้ เมื่อตายไปแล้วก็ย่อมเข้าถึงสวรรค์แน่นอน

 

วิธีการถือรักษาศีลให้ได้ผล

วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้องและให้ได้ผล เราต้องมีการสมาทานศีลก่อน การสมาทานก็คือ การรับเอาเข้ามาเพื่อปฏิบัติด้วยการแสดงเจตนาหรือตั้งใจเริ่มด้วยการบอกกล่าวโดยเปล่งวาจา หรือจะว่าในใจก็ได้ การสมาทานศีลหากจะทำอย่างเป็นอย่างทางการแล้ว ก็ทำได้โดยวิธีที่เราไปขออาราธนาศีลและรับสมาทานศีลจากพระภิกษุโดยตรง ซึ่งการสมาทานศีลในรูปแบบนี้นั่นเป็นรูปแบบตามพิธีการจะกระทำเมื่อเวลามีงานบุญ หรือพิธีทางศาสนาต่างๆ โดยพระสงฆ์จะให้ศีลเป็นภาษาบาลี หากเราต้องการให้ข้อศีลลึกซึ้งเข้าไปในจิตใจเราก็ควรรู้และเข้าใจความหมายหรือคำแปลในศีลแต่ละข้อด้วย

 

อย่างไรก็ตามการไปรับศีลจากพระโดยทั่วไปนั้น เรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้กระทำกันนอกจาการที่ไปทำบุญที่วัด จิตก็เลยอาจจะไม่ได้ระลึกถึงศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ วิธีการที่สะดวกที่สุด ให้เราสามารถตั้งใจสมาทานศีลเอง โดยกระทำในที่พักอาศัยหรือบ้านของเราก็ได้ โดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย ( ทำเอง ณ เบื้องหน้า หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ถ้าไม่มี ก็ให้ตั้งจิตเอาเองก็ได้ ในสถานที่อันควร)  และควรสมาทานศีลให้ได้ ทั้งเช้าและ ค่ำ

 

กระบวนการสมาทานศีลใช้เวลาแค่ไม่ถึง 5 นาที แต่เกิดผลดีมหาศาลต่อชีวิตเป็นการให้คำมั่นสัญญาในชีวิตว่าเราจะไม่ทำความชั่ว แค่ 5 นาทีในแต่ละครั้งในทุกวัน คนที่อยากมีความสุขความเจริญย่อมสามารถทำได้โดยไม่มีเงื่อนไขแน่นอน เพียงแค่ศีล 5 ให้ปกติก็เพียงพอสำหรับชีวิตคนธรรมดาแล้ว

 

การกล่าวสมาทานศีลด้วยตนเองแบบง่ายๆ

นะโม 3 จบ  แล้วกล่าวว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์

อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ลักทรัพย์

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับผู้ใดที่ไม่ใช่คู่ครองของข้าพเจ้า

มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่พูดเท็จ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด

 

หลังจากสมาทานศีลแล้วก็ควรตั้งใจไว้ว่าจะรักษาศีลให้ดีที่สุดในแต่ละวัน เริ่มในเวลาเช้า เมื่อตื่นนอนรู้สึกตัว ก็ให้ทำเลย ก่อนที่จะไปทำงานหรือไปศึกษาเล่าเรียน ทำภารกิจประจำวันต่าง ๆ ส่วนในเวลาค่ำ ก็ให้ทำก่อนนอนทุกๆวัน ในระหว่างวัน ถ้ารู้ตัวว่าละเมิดศีล ผิดศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบสมาทานศีลใหม่หมดทุกข้อทันที และก่อนที่จะสมาทานศีลในตอนค่ำนั้น ให้เราตรวจดูศีลอีกครั้งหนึ่ง

 

หากเห็นว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว ก็โมทนาสาธุให้กับตนเอง และขอน้อมถวายบุญกุศลอันเกิดจากการที่เรารักษาศีลมาได้สมบูรณ์ดีแล้วในวันนี้ ก็ทำการบูชาพระรัตนตรัย  อธิษฐานให้ผลบุญนี้เป็นพละ(กำลัง) ปัจจัย ให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (จะเป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติ และหรือสิ่งที่เราปรารถนาอันชอบธรรมก็ว่าไป)

 

แต่ถ้าหากตรวจดูแล้วเห็นว่าข้อศีลเราบกพร่องผิดพลาดในศีลไป ก็ให้อโหสิกรรม (ยกโทษ) ให้กับตนเอง ไม่ต้องไปเสียใจหรือวิตกกังวลกับสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องไปแล้ว และให้ตั้งใจว่าในครั้งต่อไป วันต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด ในการรักษาศีล และพยายามระมัดระวังไม่ให้มีการผิดพลาดบกพร่องขึ้นอีก  ให้หมั่นทำหมั่นตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน

 

เมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว ศีลของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีศีลมั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของอริยบุคคลขั้นต้น (พระโสดาบัน) การมีศีลมั่นคง ก็คือ จะไม่มีการผิดหรือละเมิดศีล (ศีล 5หรือศีล 8 ) อีกต่อไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่อาจจะไปละเมิดศีลหรือผิดศีลได้ จนแม้กระทั่งสามารถยอมสละชีวิตได้เพื่อไม่ให้ผิดศีล เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะได้มีการสมาทานศีลหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นแล้วเพราะศีลได้เข้าไปอยู่ในจิตใจแล้วอย่างแท้จริง เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ในศีลแล้วนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะรักษาศีลให้มั่นคงแล้วเราจำเป็นต้องสมาทานศีลอีกหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่าจำเป็น เพราะอานิสงส์ของศีลนั้น เกิดจากจิตที่ตั้งใจ (เจตนา) งดเว้นจากการเบียดเบียน การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้แสดงเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน จึงไม่ได้เป็นการรักษาศีล เป็นแต่เพียงยังไม่ได้ไปผิดศีลเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงยังมิได้รับอานิสงส์ในส่วนของการรักษาศีลแต่อย่างใด

 

ให้ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆ เช่น คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ที่เขาไม่ได้ระลึกถึงศีลเลย แต่เขาก็ไม่ได้ไปละเมิดศีล หรือทำผิดศีลเลยแม้แต่เพียงข้อเดียว  นั่นก็ยังไม่ได้ถือว่าเขาผู้นั้นรักษาศีลหรือถือศีลแต่อย่างใด ก็เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาจะงดเว้นจากการเบียดเบียนนั่นเอง การที่จะเป็นผู้ที่มีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียนได้ตลอดเวลาทุกขณะจิตก็ต้องมีวิธีการเพื่อให้จิตระลึกถึงศีลได้ โดยเริ่มต้นจากการสมาทานศีลก่อนนั่นเอง

การรักษาศีล 5 อย่างยิ่งยวดไม่ย่อท้อจะเป็นการเปิดทางให้บุญนั้นส่งผลอย่างเต็มที่ เหมือนเราเป็นเครื่องรับที่มีกำลัง บุญกุศลที่เราเพียรทำมาก็จะส่งผลกับชีวิตของเราได้อย่างเต็มที่ทำอะไรก็เจริญ ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย และจะเห็นได้ว่า ทั้งการกล่าวสมาทานศีลและการพึงรักษาศีลให้ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยแม้เพียงสตางค์แดงเดียว

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

บุญนั้นมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครอยู่ประการหนึ่งคือ ยิ่งให้ยิ่งเพิ่มพูน เหมือนกับการตักข้าวลงไปในหม้อข้าวทิพย์ที่ตักแจกจ่ายไปเท่าไหร่ ข้าวก็ไม่มีวันหมด ยิ่งตักแจกไปข้าวก็ยิ่งเพิ่มมากๆ ขึ้นฉันนั้น การมอบบุญให้ผู้อื่นในพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า “การอุทิศบุญ” (ปัตติทานมัย)มอบบุญให้คนอื่น บุญก็ยิ่งเพิ่ม

 

การอุทิศบุญก็คือการยกส่วนบุญที่ตนเองได้ทำแล้วและอนุญาตส่วนบุญนั้นให้เป็นของผู้อื่นคือผู้ที่เราต้องการจะยกบุญให้เพื่อปรารถนาให้ผู้รับมีความสุข แล้วส่งบุญไปให้แก่บรรพชนตลอดจนสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งหลายและตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้ตนเองได้กระทำความดีต่อไป หรืออธิษฐานในสิ่งประสงค์อันดีงามให้สำเร็จตามความปรารถนา

 

หากยังสงสัยว่าการยกบุญที่ทำแล้วนั้นจะเป็นบุญเพิ่มได้อย่างไรก็ลองมาดูตัวอย่างในพุทธประวัติ ครั้งพระเจ้าพิมพิสาร ได้ทำบุญแล้วไม่ได้ยกบุญให้ใครก็เลยมีคนมาขอส่วนบุญ ซึ่งขอเท้าความไปถึงอดีตชาติแต่หนหลังเพื่อให้ทราบที่มาที่ไปว่า

 

ในอดีตกาลอันยาวไกลเมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปุสสะพุทธเจ้า ทรงอุบัติขึ้น มีพระราชบุตร 3 พระองค์ของพระเจ้าชัยเสนแห่งกาสิกนคร มีความศรัทธาที่จะถวายภัตตาหารแด่พระปุสสพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์สาวกติดต่อกันหลายวัน พระเจ้าชัยเสนจึงได้ประทานราชทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายให้มากมาย และขอความร่วมมือจากพระประยูรญาติ ข้าทาสบริวารคนรับใช้ ทั้งเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ให้ช่วยเหลือในกิจการทำบุญในครั้งนั้นให้สำเร็จ

 

แต่ใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง มีทั้งคนดีเลวปะปนกัน บางพวกก็เต็มใจช่วยเหลืองานได้จัดทำการทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ด้วยหวังบุญกุศลและมีความศรัทธา แต่บางพวกถูกความโลภเข้าครอบงำ เห็นเงินทองที่เขาให้นำมาทำอาหาร และซื้อของเข้าก็เกิดความโลภอยากได้ จึงยักยอกเอาไว้ใช้ส่วนตัวเสียบ้าง ทำแต่ของเลว ๆ ถวายพระ แต่ไปแจ้งว่าซื้อแต่ของดีๆบ้าง รวมไปถึงมีการนำอาหารที่ทำไว้สำหรับพระไปกินเองเสียบ้าง นำไปให้ลูกหลานตัวเองกินบ้าง ทำให้การเลี้ยงพระคราวนั้นผ่านไปด้วยความไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร

 

แต่ราชบุตรทั้งสามกลับไม่ว่ากล่าวอะไรต่อเหล่าคนใจคดเหล่านั้นเพราะตั้งใจให้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ใครจะยักยอกอะไรไปอย่างไรก็จะรักษาใจที่ศรัทธาไว้ให้ดีให้ได้

 

บุคคลทั้งหมดที่ได้มาร่วมงานบุญนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็พากันไปเกิดตามกรรมของตนเอง พวกเหล่าราชบุตรและผู้ที่ปฏิบัติดีเต็มใจช่วยเหลือในงานนั้นก็ได้ไปสู่สุคติภูมิ เมื่อจุติจากสุคตินั้นแล้วก็ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน

 

ราชบุตรองค์โตได้เกิดมาเป็น “พระเจ้าพิมพิสาร” พระมหากษัตริย์แห่งเมืองราชคฤห์ เมืองหลวงแคว้นมคธ ที่เหลือก็ไปเกิดเป็นพระประยูรญาติและบริวารประชาชนในเมืองราชคฤห์นั้น

 

ส่วนเหล่าผู้ที่ยักยอกทานหรือเงินทองทำบุญและกินของก่อนถวายพระ ครั้นตายไปแล้วกลับได้ไปเกิดเป็นเปรตรูปร่างต่างๆ มีรูปร่างผ่ายผอมหิวโหยอดอยาก และต่างเฝ้ารอคอยส่วนบุญที่ญาติๆ ของตนจะอุทิศไปให้จากโลกนี้ แต่รอคอยมาหลายพุทธันดรก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับ

 

ต่อมาเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงกลับมาเกิดแล้ว ความหวังของเปรตเหล่านั้นก็เรืองรองขึ้นมาบ้าง พระเจ้าพิมพิสาร ครั้นทรงบำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก เช่น ทรงถวายอุทยานสวนไผ่ ให้เป็นพระอารามที่ประทับของพระพุทธองค์พร้อมพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นแห่งแรกชื่อว่า วัดเวฬุวันมหาวิหาร และได้ถวายปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อพระภิกษุเสมอมา

 

แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายเพราะ พระเจ้าพิมพิสารกลับไม่เคยได้อุทิศส่วนบุญนั้นๆ ให้กับอดีตพระประยูรญาติผู้ใดเลย พวกเปรตที่เป็นญาติของพระองค์เหล่านั้นผู้รอคอยส่วนบุญอยู่จึงต้องผิดหวังทุกครั้งในการรอรับส่วนบุญ

 

อยู่มาคืนหนึ่งเปรตที่เป็นพระญาติจึงได้แสดงตัวส่งเสียงร้องครวญครางให้พระเจ้าพิมพิสารได้เห็นรูปร่างของตน พระเจ้าพิมพิสารทรงสะดุ้งตกพระทัยเป็นอันมากในคืนนั้น

 

พอรุ่งเช้า พระเจ้าพิมพิสาร จึงรีบไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องเปรตที่ได้เห็นมา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่าเรื่องอดีตชาติของเหล่าเปรตนี้ให้ทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารทูลถามว่า ถ้าตนเองได้ถวายทาน แล้วอุทิศในตอนนี้พวกญาติเหล่านั้นจะได้รับส่วนบุญหรือไม่

 

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่าได้รับแน่นอนแต่ท่านจะต้องทำการยกบุญของท่านให้เหล่าเปรตเหล่านั้นด้วย พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงเตรียมการถวายภัตตาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเร็ว ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร จึงทรงหลั่งทักษิโณทก (กรวดน้ำ) อุทิศส่วนกุศลว่า

 

“ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุฯ  ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ของข้าพเจ้าด้วยเถิด”

 

ทันใดนั้น เปรตผู้เป็นญาติทั้งหลายเหล่านั้น ต่างก็อิ่มหนำสำราญด้วยอาหารทิพย์ที่พระเจ้าพิมพิสารได้อุทิศให้ จากนั้นในวันถัดมา พระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายผ้าไตรจีวร,เสนาสนะและเภสัช  แด่เหล่าพระภิกษุสงฆ์อีก แล้วทรงกรวดน้ำอุทิศ ไปให้เปรตเหล่านั้นทุกครั้ง เปรตเหล่านั้นก็ได้รับส่วนบุญเหล่านั้นทุกครั้ง และไปเกิดตามกรรมของตนไม่มารบกวนพระเจ้าพิมพิสารอีกเลย

 

การส่งบุญให้เปรียบเหมือนการจุดเทียนส่งต่อไฟให้ผู้อื่น ตัวเรามีแสงไฟก็ต่อไฟให้เขาได้แสงสว่างบ้าง ไฟที่อยู่ในมือก็ไม่หายไปไหนแต่การจะส่งบุญให้ใครได้ก็ต้องมีหลักวิธีหรือข้อแม้ก่อนว่า ต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ประการตามหลักแห่ง “ชานุสโสนีสูตร” ในพระไตรปิฎกว่าด้วยการอุทิศบุญ

 

1. ผู้ที่อุทิศบุญนั้นต้องมีบุญพร้อมที่จะอุทิศ หมายความว่า คนๆนั้นต้องสร้างบุญด้วยการทำบุญใดๆเสียก่อนจึงจะมีบุญส่งให้ผู้ที่ล่วงลับได้ คือถ้าอุทิศบุญแบบนึกเอาเฉยๆโดยไม่ได้ทำอะไร บุญนั้นก็ไม่สำเร็จผล เหมือนการจะต่อเทียนให้คนอื่นแต่ตัวเองยังไม่ได้จุดไฟแล้วจะเอาไฟที่ไหนไปต่อให้ผู้อื่น ฉันนั้น

 

2. ผู้ที่อุทิศบุญมีเจตนาในการอุทิศบุญให้ หรือ ได้อนุญาตส่วนบุญที่จะยกให้แล้ว หากไม่ได้แสดงเจตนาในการอุทิศบุญหรือไม่อนุญาตบุญให้บุญก็จะตกเป็นของเจ้าของบุญที่ทำนั้น ผู้อื่นไม่มีสิทธิในบุญแบบกรณีพระเจ้าพิมพิสารก่อนที่จะรู้จักการอุทิศบุญ บุญที่ทำมาก่อนหน้านั้นก็เป็นของพระองค์เองทั้งหมด

 

3. ผู้ที่รับต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับบุญได้ คือได้เกิดเป็นโอปปาติกะ (สัตว์กายทิพย์ เช่น เปรต หรือเทวดาชั้นล่าง ๆแล้ว) อยู่ในสถานะที่พอรับได้ ไม่ใช่ยังอยู่ในขณะที่กำลังรับโทษทัณฑ์ คือ ไปเกิดเป็นสัตว์นรกแล้วกำลังรับโทษอยู่ใน มหานรกทั้ง 8 ขุม หากจะรับบุญนั้นได้ก็ต้องรอให้เขาเหล่านั้นพ้นสภาพจากการรับโทษทัณฑ์ก่อน

 

ข้อนี้เปรียบเหมือนคนที่ทำผิดแล้วกำลังได้รับโทษถูกโบยตีอยู่ ก็ไม่อาจออกมารับอาหารที่มีคนนำมาให้ได้ ต้องรอให้การลงโทษนั้นผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามกรรมของใครของมัน บุญที่ได้อุทิศทิ้งไว้ให้ก็ไม่ได้หายไปไหน

 

4. ผู้ที่รอรับบุญนั้นต้องอนุโมทนา หรือยินดีรับบุญนั้น ถ้าไม่ยินดีรับก็ไม่สามารถรับบุญได้ หากเขาให้แล้วไม่ยอมรับไม่เอา และไม่ยินดีที่จะรับบุญที่ญาติส่งมาให้ก็ไม่อาจนำบุญที่เขาให้ไปก่อประโยชน์กับตนเองได้ คือมีจิตไม่เลื่อมใสในบุญเอง ซึ่งข้อนี้ถือเป็น กรรมเฉพาะตัวเป็นไปตามกรรมและดวงจิตของใครของมัน

 

วิธีการอุทิศบุญทำอย่างไร

การอุทิศบุญมีวิธีการส่งบุญอยู่สองวิธีคือ

 

1. การกรวดน้ำ หมายถึง การรินน้ำหลั่งลงให้เป็นสาย อันเป็นเครื่องหมายแห่งสายน้ำใจ อันบริสุทธิ์ ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ตนเองได้ทำมาในวันนั้นให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วและแสดงถึงกระแสบุญที่ไหลไม่ขาดห้วงเหมือนสายน้ำที่ไหลติดต่อกัน การอุทิศส่งบุญจึงนิยมใช้น้ำเป็นสื่อแทนบุญสำหรับปุถุชนทั่วไปที่จิตยังไม่แข็งหรือมีพลังพอจะส่งบุญด้วยจิตล้วนๆ

 

การกรวดน้ำอุทิศบุญยังได้ชื่อว่าเป็นการแสดงความกตัญญูด้วย ถ้าผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นผู้มีอาวุโสน้อยกว่า เช่น เป็นบุตร ธิดา เป็นน้อง หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ชื่อว่าได้แผ่เมตตากรุณาธรรมของตนไปสู่ผู้ล่วงลับเหล่านั้น

 

ถ้าหากผู้ล่วงลับนั้นเป็นผู้อาวุโสมากกว่า เช่น เป็นบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นพี่ หรือครูบาอาจารย์ เป็นต้น ก็ชื่อว่าได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านเหล่านั้นเพราะต้องการให้ท่านมีความสุขแม้ท่านผู้มีพระคุณเหล่านั้นจะจากไปแล้วก็ตาม

 

2.การนึกอุทิศบุญให้โดยทันที วิธีการนี้เป็นการอุทิศบุญแบบไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ไม่ต้องใช้น้ำกรวดอุทิศบุญ แต่เป็นการตั้งจิตอธิษฐานส่งบุญให้กับผู้ที่เราต้องการจะยกบุญให้ ซึ่งผู้ที่ได้ฝึกจิตสมาธิมาเป็นอย่างดีแล้วจะสามารถทำได้อย่างชำนาญและได้ผลไม่ต่างจากการกรวดน้ำ

 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการฝึกอุทิศบุญแบบนี้ ควรมีพื้นฐานในการฝึกจิตให้สงบนิ่งอยู่เป็นประจำเสียก่อน ไม่เช่นนั้นบุญที่อุตส่าห์ทำก็ส่งถึงมือผู้รับได้ไม่ต่อเนื่องเพราะสื่อที่ใช้ส่งยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเหมือนจานดาวเทียมที่มีสัญญาณไม่ดี เครื่องรับก็ได้ภาพมาแบบติดๆ ขัดๆ เหมือนแผ่นซีดีสะดุด ผู้ที่ฝึกจิตมาดีแล้ว อย่างผู้ที่ฝึกตนถือศีล เจริญภาวนาเป็นประจำจะทำได้ง่ายและสะดวก เพราะมีเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน พร้อมจะส่งบุญให้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การตั้งจิตนึกอุทิศบุญขอให้ทำทันที นึกภาพให้ชัดเจนอย่าให้ลางเลือน นึกถึงใครก็รีบส่งบุญให้อย่ามัวลังเลชักชาโดยการกล่าวอุทิศว่า

 

“…บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาตัวข้า” หรือ “บุญนี้จงเป็นของเจ้ากรรมนายเวรของข้า” หรือ “บุญนี้จงเป็นของเทวดา-ภูต-ผี-ปีศาจ-เปรต-ครุฑ-นาค-ยักษ์ ที่อาศัยอยู่ในสถานที่เรือกสวนไร่นา หรือเคหะสถานบ้านเรือนของข้า”

 

หรืออาจกล่าวว่า “บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาบุตรของข้า จงเป็นของเทวดาผู้รักษาบิดา-มารดาของข้า” เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแก้ไขในจุดไหน เช่น ถ้ากิจการค้าของท่านล้มเหลวหรือซบเซา เมื่อท่านทำบุญทุกครั้งควรอุทิศให้เทวดาประจำตัวของท่าน และเทวดาที่ดูแลกิจการการค้าด้วยพร้อมกันไปแล้วอธิษฐานว่า

 

“เทวดาที่รับบุญของเราแล้ว โปรดช่วยเหลือกิจการค้าธุรกิจของเรา ให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด ถ้าร่ำรวยขึ้นจะทำบุญให้ท่านยิ่งๆ ขึ้นไปอีก” จะใช้คำเรียกตนเองว่าข้า ว่าเรา ก็ได้ทั้งนั้น ร้านค้าขายจะเป็นร้านอะไรก็แล้วแต่ เมื่อทำบุญก็ให้อุทิศบุญแก่เทวดาที่รักษาร้านค้านั้นด้วย แล้วบอกว่า “เทวดาเมื่อได้รับบุญแล้ว โปรดเรียกลูกค้ามาอุดหนุนให้มากๆ ด้วย”

 

คำอธิษฐานส่งบุญยกบุญให้นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น หากเราได้สร้างบุญในรูปแบบอื่นๆ มาก็สามารถนำบุญชนิดนั้นมายกให้ผู้อื่นได้ เช่น เมื่อตั้งใจรักษาศีล ก็ย่อมเกิดบุญกุศลขึ้นทุกครั้งที่ระลึกถึงศีลตัวเองรักษาดีแล้วไม่ด่างพร้อยก็อธิษฐานส่งบุญได้ว่า “บุญที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลนี้ขอมอบแก่…………………………..”

 

การอุทิศบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญภายหลังการทำบุญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานกว่า 2,500 ปี และยังเป็นสิ่งที่ควรกระทำทุกครั้ง

 

บุญที่ทำนั้นควรอุทิศให้ใครบ้าง

การอุทิศบุญนั้นเราควรต้องเริ่มจากการอุทิศบุญให้กับผู้ที่มีคุณธรรมและอำนาจแห่งคุณงามความดีสูงสุดไปตามลำดับอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก พระโพธิสัตว์ พระอริยสงฆ์ทุกพระองค์  พรหมเทพเทวดา บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นญาติก็ดีและไม่ใช่ญาติก็ดี และในส่วนที่เน้นเป็นรายบุคคลก็กล่าวอุทิศไปได้ตามใจปรารถนาที่เราหวังจะให้คนเหล่านั้นมีความสุข

 

ขอให้เราทุกคนเชื่ออย่างมั่นใจได้ว่า เมื่อเราได้ทำบุญกุศลแล้ว ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามเราทุกคนก็ยังคงได้ใช้บุญของเราอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ใช้บุญกุศลนั้นแน่นอนตามหลักที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะส่งผลเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับวาระของบุญนั้นๆ และกรรมจะเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น

 

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

เวลาที่เราได้ทำบุญใดๆ แล้วหากมีคนเห็นการกระทำดีของเราแล้วเขากล่าว “สาธุ” ด้วยความศรัทธาด้วยความปีติยินดีที่ได้เห็นเราทำบุญ เขาคนนั้นก็ได้บุญไปด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนการจุดเทียนแล้วมีคนมาขอต่อเทียนฉันใดฉันนั้น นี่คือบุญในรูปแบบของการโมทนาบุญเอาจากการเห็นผู้อื่นทำความดี“สาธุ คำเดียวก็ได้บุญมหาศาล”

 

บุญนั้นมีความมหัศจรรย์มากในเรื่องการสร้างบุญ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทำบุญเองก็ย่อมได้บุญ ชวนผู้อื่นทำบุญก็ได้บุญ แต่บางคนแม้จะไม่ได้สละทรัพย์เป็นเจ้าของวัตถุทาน ไม่ได้เป็นผู้ถวายทานด้วยมือ อีกทั้งไม่ได้อยู่ร่วมในการให้ทานกับเขาด้วย แต่มารู้ทีหลังว่าคนอื่นเขาให้ทาน รู้แล้วก็รู้สึกยินดีเลื่อมใสไปกับเขา บุคคลนั้นก็จะพลอยได้รับผลของบุญด้วยอย่างน่าอัศจรรย์

 

ดังเช่นผลบุญที่เกิดกับ “เพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา” นั้นเป็นกรณีหนึ่งที่ท่านสามารถทำบุญได้มากมายโดยไม่ต้องลงมือทำเองเลย

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นร่ำรวยมากขนาดไหน เธอสร้างวัด วิหาร และได้บริจาคทานเป็นจำนวนมากด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงส่งผลให้เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วเธอได้ไปเกิดเป็นอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตตเทวราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 5 สามารถทุกอย่างออกมาได้ดังใจ ซึ่งนั่นก็สมควรแก่การกระทำสร้างบุญของเธอ แต่เหล่าบรรดาเพื่อนฝูงมิตรสหายที่ไปร่วมบุญกุศลเหล่านั้น เธอได้รับบุญกุศลนั้นได้ด้วย โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเองเลยแม้แต่บาทสตางค์เดียว

 

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะในการได้อภิญญาผู้มีตาทิพย์ ได้จาริกไปในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูงถึง 16 โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาที่มีผิวพรรณวรรณะงดงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก

 

พระอนุรุทธะเถระถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัติอันมากมายนี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ นางเทพธิดาตอบพระอนุรุทธะว่า

 

“ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาเจ้าค่ะ เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง 27 โกฏิ (270 ล้าน) สร้างวัดบุพพารามมหาวิหาร เธอชวนดิฉันและเพื่อนๆ อีก 500 คน ไปเที่ยวชมปราสาทวัดบุพพาราม ดิฉันได้เห็นปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า “สาธุ สาธุ สาธุ”

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งกับการโมทนาบุญกับการทำทานของผู้อื่นเท่านั้น ถ้าเป็นการโมทนาในการสร้างบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เจ้าหรือพระอริยสงฆ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้วก็จะยิ่งก่อเกิดผลบุญมหาศาล ผู้ที่เป็นตัวอย่างในกรณีนี้ก็คือ พระนางพิมพา ผู้ที่บำเพ็ญบารมีควบคู่มากับพระพุทธเจ้านั่นเอง เราทราบกันดีว่า พระโพธิสัตว์นั้นบำเพ็ญบารมียิ่งยวดมากแค่ไหนจึงได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระนางพิมพาเล่า สามารถติดตามบุญและมีส่วนได้บุญกับพระพุทธองค์มาตลอดได้อย่างไร

 

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพาที่ตำหนัก พระพุทธองค์ก็รู้อยู่ว่าเข้าไปในถึงตำหนักของ พระนางพิมพาแล้ว พระนางพิมพาจะอาศัยความรักที่มีอยู่เดิมเข้ามากอดขาของพระองค์ พระองค์จึงได้บอก พระโมคคัลลานะ กับ พระสารีบุตร ก่อนจะเข้าไปว่า

 

“ ถ้าเราเขาไป พระนางพิมพาจะเข้ามากอดขาเรา ขอเธอทั้งสองจงอย่าห้ามพระนางเลย เพราะเราไม่มีอะไรแล้ว ความรู้สึกในกามารมณ์นั้นไม่มีสำหรับเรา ทว่าถ้าเธอห้ามพระนางพิมพาล่ะก็ พระนางพิมพาจะอกแตกตาย เธอจะไม่มีโอกาสได้ผลของความดีใดๆ”

 

พระสารีบุตรจึงถามว่าเพราะเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า

 

“ ทั้งนี้เพราะว่า พระนางพิมพา ไม่เคยบำเพ็ญบารมีด้วยตนเองเลย พระนางได้แต่โมทนาบุญกับเราเท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มแรกบำเพ็ญบารมีเป็นต้นมา โดยใช้เวลามากถึง 4 อสงไขยกับแสนกัป เป็นคู่บารมีกันมาไม่เคยคลาดกัน”

 

ในพุทธชาดกและพุทธประวัติ เราเห็นเสมอว่าคนที่ทำบุญสร้างบารมีจริงๆ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทำไปแล้วพระนางพิมพา เธอก็บอกยินดีด้วยโดยกล่าวโมทนาสาธุ แม้ครั้งหลังที่มีความสำคัญสุด คือการยกลูกทั้งสองให้เป็นทาสของชูชก

 

ครั้งนั้นพระนางมัทรี (พิมพา) เธอมีความเสียใจสลบไปที่ไม่พบกับลูกชายลูกสาว เมื่อฟื้นขึ้นมาองค์ พระเวสสันดร จึงได้บอกเธอว่า เราให้ลูกกับชูชกไป ทั้งนี้เพราะปรารถนาในพระโพธิญาณ ของเธอจงโมทนาด้วยเธอก็ยินดีโมทนาบุญที่ได้ทำทานนั้นด้วย เป็นอันว่า พระนางพิมพา แม้จะไม่เคยทำบุญเองอย่างยิ่งยวด แต่ได้กระทำเพียงการโมทนาบุญอย่างเดียว กับผู้ที่บำเพ็ญบารมีสูงสุดก็ย่อมได้บุญมากตามไปด้วย

 

อัตราส่วนบุญที่เกิดจากการโมทนาบุญนั้นเป็นอย่างไรเรื่องนี้เป็นที่สงสัยกันมากว่าการกล่าวโมทนาบุญนั้นจะได้บุญมากน้อยเท่าไหร่เห็นคนอื่นทำดีแล้วแล้วเราไปขอแบ่งบุญเขามาอย่างนั้นหรือ หรือว่าโมทนาแล้วเป็นการขโมยบุญจากผู้อื่นมาหรือไม่

 

อานิสงส์ที่จะพึงได้จากการโมทนาบุญนั้นเทียบได้เป็นผลกำไรจากการใช้จิตทำบุญ ไม่ต้องลงทุนเอง ถ้าได้ทำอย่างตั้งใจจริง ด้วยจิตยินดีอย่างเต็มเปี่ยมในคุณงามความดีที่ผู้อื่นทำก็อาจได้บุญมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

 

ผู้ที่เป็นเจ้าของบุญหรือผู้ที่กระทำบุญนั้นย่อมได้บุญ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ตั้งใจโมทนาบุญก็ได้ไปครั้งละ 90 เปอร์เซ็นต์ หากมีผู้ที่มาทำบุญผ่านไป 10 คน เราก็ได้บุญประมาณ 900 มากกว่าเจ้าของผู้ทำบุญในแต่ละรายเสียอีก เป็นเคล็ดการทำบารมีให้เต็มเร็วมาก

 

วิธีการโมทนาบุญที่ถูกต้อง

การโมทนา แปลว่า “ยินดีด้วย” สิ่งสำคัญที่จะให้เกิดบุญสูงสุดคือ ต้องกล่าวคำสาธุยินดีด้วยความจริงใจ หากสักแต่กล่าวว่า สาธุๆๆ ไปอย่างนั้น มันก็จะไม่ได้อะไร แต่คำว่า “สาธุ” นั้นก็ไม่จำเป็นต้องออกเสียงหรือไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ก็ได้ เพียงแต่เอาใจที่ยินดีทำก็เกิดผลบุญได้เลย

 

การแสดงความยินดีกับคุณงามความดีหรือความสำเร็จของผู้อื่นเป็นคุณธรรมของพระพรหมก็คือ “มุทิตา” เป็นตัวหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นบุญใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” ถ้าก่อนตายจิตผ่องใส ก็ไปสู่สุคติ หมายถึง สวรรค์ ก็ได้ พรหมก็ได้ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังใจของเรา

 

การโมทนาบุญนั้นพึ่งเข้าใจว่าเป็นการทำให้จิตใจชุ่มชื่นใจ เขาทำดีเรายินดีด้วย ยินดีกับความดีของเขาไม่ช้าตัวของเราเองก็อยากจะทำความดีตามเขาบ้างเพราะเราเห็นเขาดีเราก็ชอบ เป็นการสร้างพื้นฐานพลังแห่งบุญให้เกิดขึ้นในจิตด้วยตัวเองและเป็นจุดเริ่มต้นในการขวนขวายสร้างคุณงามความดีอื่นๆ ต่อไป

 

สิ่งที่พึงระมัดระวังในการโมทนาบุญก็คือ “ความอิจฉาริษยา” นั้นเป็นตัวทำลายบุญประเภทนี้อย่างแรงกล้า ประเภทที่ว่ากลัวคนอื่นจะได้บุญมากกว่าเรา หรือคิดไปเองว่าบุญเราจะหมด เราอุตส่าห์ทำมาอย่ามาแย่งบุญของฉัน ฉันไม่ให้หรอก

 

เมื่อใดที่จิตคิดเช่นนี้จิตก็จะปรากฏความเศร้าหมองทำให้บุญที่เราทำมีผลย่อหย่อนลงไป และทำให้เราไม่ได้กุศลจากการโมทนาบุญของผู้ขอโมทนาบุญจากเราเลย จึงควรวางกำลังใจและอธิฐานจิตเราเมื่อมีผู้ขอโมทนาบุญจากเราเสมอว่า

 

“ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ให้กับท่านทั้งหลายที่ขอโมทนาบุญกับเราในทุกครั้งทุกโอกาส ไม่ว่าเราจะทำในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะบำเพ็ญต่อไปในอนาคตก็ดี ที่เราได้ทราบก็ดี ไม่ทราบก็ดี จะเป็น มนุษย์หรือเทพพรหม เทวา พญานาค ก็ดี ที่มีกายเนื้อก็ดี ไม่มีกายเนื้อก็ดี ขอให้เขาเหล่านี้ จงประสพแต่ความสุขพ้นจากความทุกข์พ้นภัยจากวัฏสงสาร สัมผัสพระนิพพานอันเป็นบรมสุขด้วยเทอญ”

การโมทนาบุญยังแบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

 

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น พ่อแม่ได้ไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญยินดีในบุญนั้นด้วยครั้งหนึ่ง

 

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญยินดีในบุญจากกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญ เช่น การโมทนาบุญกฐินทาน ผ้าป่า หรืองานสมโภชฉลองสิ่งก่อสร้างทางศาสนสถาน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาผู้นั้นบำเพ็ญมาตลอด เช่น โมทนาบุญคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาตลอดชีวิต เป็นต้น

 

3.การมหาโมทนาบุญ หมายถึงการยินดีโมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นแบบทั่วอนันต์จักรวาล ทั้งสามภพและหนึ่งนิพพาน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งล่วงข้ามมิติของสถานที่และกาลเวลา ถือเป็นมหากุศลที่จะไหลรวมมาหล่อเลี้ยง ดวงจิตของพระโพธิสัตว์ทุกดวงให้สว่างไสว การมหาโมทนาบุญนี้ เป็น การปฏิบัติมุทิตาบารมีระดับสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งสำคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา

 

ครั้งที่พระบรมโพธิสัตว์สิทธัตถะได้บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นมี เหล่าเทวดาจากทั่วทุกสวรรค์ชั้นฟ้า ลงมากระทำมหาโมทนาสาธุการแด่พระพุทธเจ้าเป็นอันมาก เมื่อตรัสรู้แล้วก็บังเกิดแสงสว่างอันเจิดจรัสหาประมาณไม่ได้ปรากฏขึ้นไปทั่วจักรวาล นี่คือพลังแห่งการร่วม “มหาโมทนาบุญ” ในการสำเร็จซึ่งบุญบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ในการโมทนาบุญคุณความดีนั้นมีพลังบุญเกิดขึ้นแน่นอน หากยังไม่เคยฝึกก็ลองตั้งจิตให้เป็นกุศลนึกยินดีกับทุกความดีที่ผู้อื่นทำ อย่างน้อยใจเราก็เป็นสุขสบายไม่มีความอิจฉาริษยาใดๆ เมื่อความริษยาไม่เกิดก็จะไม่มีการเบียดเบียน มีแต่การมุ่งจะสร้างคุณงามความดีบ้างและจะมุ่งทำความดีให้มากยิ่งขึ้น เป็นการต่อบุญไปสู่การสร้างบุญในระดับอื่นที่ยิ่งยวดขึ้นไป เช่น การรักษาศีล และการเจริญภาวนาต่อไป

 

ตัวอย่างการกล่าวคำโมทนาบุญแบบต่างๆ

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงพระคุณความดี (นับแต่พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ครูบาอาจารย์) 

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ…………./ท่านพระอาจารย์……….บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่………./ท่านพระอาจารย์………. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……………/ท่านพระอาจารย์…………..นั้น ด้วยเทอญ

 

*** ธรรมใด ที่…………/ท่านพระอาจารย์…….ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย…………../ท่านพระอาจารย์ ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ  (***กรณี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม)

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

 

การอนุโมทนาบุญท่านผู้ทรงความดี ทั่ว ๆ ไป 

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมี ความดีทั้งหลายทั้งปวงของท่าน……………….บุญบารมีความดีใด ๆ ที่ท่าน……….. ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในบุญบารมีความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีความดีของท่าน…………นั้น ด้วยเทอญ

 

การอนุโมทนาบุญบุคคลธรรมดา ทั่ว ๆ ไป 

โมทนาสาธุ ๆ ๆ ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……………….ส่วนความดีใด ๆ ที่……….. ได้กระทำมาดีแล้ว  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้า/กระผม/ดิฉัน/หนู/ลูก (ตามแต่สะดวกจะเรียกตนเอง) ขอโมทนาในส่วนความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในความดีของ…………นั้น ด้วยเทอญ

 

หมายเหตุ

…………ที่เว้นไว้ให้บอกชื่อของครูบาอาจารย์/ท่านผู้ทรงพระคุณความดี/บุคคลที่เราได้โมทนา ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป สำหรับบางคนอาจจะไม่ลงใจกับคนบางคน (คือทำใจไม่ได้ที่จะโมทนาความดีของเขา) โดยอาจเห็นว่าเขาคนนั้นไม่ดี หรือ คนๆนั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา  ก็ขอให้คิดเสียว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีบุญกุศลความดีมาอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้มาเกิดเป็นคน

 

สำหรับตัวเรา เราก็ขอโมทนาแต่เฉพาะในส่วนที่ดีของเขา (ซึ่งในส่วนที่เขาทำดีไว้ เราอาจมองไม่เห็น ไม่ทราบก็ได้) การโมทนาบุญผู้อื่นบ่อย ๆ นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีเมตตาต่อทุก ๆ คน และลดละความอิจฉาริษยา ทำให้รู้จักการให้อภัย

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

บุญคือ ความสบายใจ

ก่อนทำก็สบายใจ

ขณะทำก็สบายใจ

หลังทำก็สบายใจ

นึกถึงทีไรก็สบายใจตอนที่ 1 สร้างบุญแบบฉลาดและได้บุญมาก

 

ขอเมตตายกอมตะธรรมของหลวงปู่ดู่   พรหมปัญโญ ครูบาอาจารย์ที่เคารพรักยิ่งมาเป็นบทแรกที่จะพูดถึงกัน เพราะพอพูดถึงเรื่องบุญนั้นหลายท่านก็บอกว่ารู้แล้วๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี

แต่จะขออนุญาตอธิบายบอกให้เข้าใจกันสำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยเข้าใจถึงแก่นแท้และผลของบุญดีนัก

 

จิตที่ดีนั้นทำให้เข้าใจการสร้างบุญอย่างถูกต้องได้ง่าย

 

คนเรานั้นมีจิต อยู่ 3 ประเภท  ซึ่งก็คือ

 

จิตของผู้มีบุญนำ

จิตของผู้มีบุญแต่บาปบัง

จิตของผู้มีบาปนำ

 

เรารู้อยู่แล้วว่า ชีวิตเราจะไปทางไหนนั้นอยู่ที่กรรมทั้งสิ้น ทั้งกรรมเก่าที่ข้ามภพข้ามชาติและกรรมใหม่ในปัจจุบัน จึงอยากจะบอกว่า จิตนั้นสำคัญที่สุดในการที่เราจะสร้างกรรม ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว

 

-คนที่มีจิตของผู้มีบุญนำ  ในแต่ละวันจะหาโอกาสสร้างบุญไปตลอดเวลา มีจิตที่มีกำลังมาก เมื่อกรรมไม่ดีมาส่งผลยังยิ้มออกทำใจได้ เข้าใจสภาวะของกรรมที่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่กังวลใจมีความเพียรในการทำดี แม้จะวิกฤตมากมายก็คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตไม่ตก ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ถึงแม้จะยากจนในชาตินี้เพราะกรรมเก่า ก็เพียรสู้พยายามผลักดันตัวเองจากมืดไปสู่สว่างได้ หรือแม้จะยังยากจนก็มีความสุขได้ตามอัตภาพของตน ไม่เดือดร้อนมาก ไม่ทุรนทุราย มีพอกินพออยู่ตามกำลังบุญของตน ครูบาอาจารย์ทั้งหมท่านมีจิตแบบนี้ทั้งนั้น รวมถึงคนรวยบางคนที่มีความสุข มีจิตใจดี ไม่ละโมบ โทสัน

 

-จิตของผู้มีบุญแต่บาปบัง  มักจะมีชีวิตลุ่มดอนๆ เหมือนกราฟ เวลาดีก็ดีใจหายเพราะบุญหนุนนำ แต่เวลาตกต่ำก็ลงแบบสุดๆ ถ้าจิตมีฝ่ายบุญมากหรือมีทุนรอนบุญอยู่ก็สามารถพลิกชีวิตกลับมาได้ ด้วยจิตที่เป็นบุญก่อให้เกิดปัญญาหาทางออกได้ แต่ถ้าจิตมีกำลังบาปมากว่าในช่วงเวลาใด  ชีวิตก็ลงไปเรื่อยๆ จนกรรมไม่ดีนั้นหมดเวลาการส่งผล บุญที่ทำมาก็ช่วยผลักดันให้กลับมาดีอีกได้

 

คนทั่วไปมักมีจิตแบบนี้ จึงต้องไม่ประมาทมี”สติ” อยู่ตลอดเวลา เวลาตกก็อย่าจิตตก หยุดกรรมไม่ดีก่อนอย่าสร้างบาปกรรมซ้ำเติมตนเอง ให้คิดถูกทางหมั่นสร้างบุญเพิ่มไม่ว่าบุญเล็กบุญน้อย ก็เร่งมือทำ วันหนึ่งจะเลื่อนลำดับขึ้นไปเป็นจิตของผู้มีบุญนำได้

 

-จิตของผู้มีบาปนำ ประเภทนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าวันๆ มักจะคิดแต่เรื่องไม่ดี เอาเปรียบผู้อื่น มีกิเลสความอยากได้อยากมีเป็นอาหารของจิต ดังนั้นจิตจึงเร่าร้อน ทุรนทุรายตลอดชีวิต เท่านั้นยังไม่พอคนรอบๆข้างก็รับรู้ได้ เมื่อไปเข้าใกล้ใคร คนๆ นั้นก็เดือดร้อนหรือไม่สบายใจไปด้วย เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องเวร ไม่เชื่อว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นดี  ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่า อาจจะมาจากการเกิดเป็นสัตว์ชั้นต่ำหลายๆชาติติดกัน ยังติดนิสัยของสัตว์เหล่านั้น ทางแก้ไขนั้น ด้วยบุญเท่านั้น อาจจะต้องมีผู้นำทางให้พบแสงสว่างของชีวิต เลื่อนภพภูมิของจิต

 

ใครที่เป็นแบบนี้คงทราบแล้วว่าต้องแก้ไขด้วยบุญเท่านั้น ความร้อนความทุกข์ยากถึงจะหมดไปได้ อาจจะต้องใช้เวลาบ้างต้องอดทน เพราะเราทำกรรมไม่ดีมาเยอะ จะให้พลิกกลับมาในเร็ววันคงยาก หลุมที่ถูกขุดจนลึกต้องใช้เวลาถมให้เต็มขึ้นมา   ใครที่มีคนรอบข้างเป็นแบบนี้ต้องช่วยเขา ค่อยๆ บอกทาง ค่อยๆ แนะนำไป อย่าใจร้อนที่จะเปลี่ยนเขา เราเป็นผู้ชีทางสว่าง แต่กรรมใครทำคนนั้นก็ต้องรับไปเท่านั้น

วิธีแก้ไขพลิกชีวิตด้วยบุญจะทยอยบอกไปเรื่อยๆ

 

ธรรมะจากหลวงปู่ดู่   พรหมปัญโญ

 

Read Full Post »

ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น เกณฑ์มาตรฐานในการวัดว่าคนๆ นั้นจะมีพื้นฐานหรือมีภาชนะในการรองรับบุญกุศลความดีได้มากเพียงใดก็ต้องดู ความกตัญญูกตเวทีของคนๆ นั้น หากคนๆ นั้นมีความกตัญญูเป็นฐานแล้ว การจะก่อร่างสร้างบุญให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ย่อมทำได้ บุญนั้นก็มีความแข็งแรงยั่งยืนบุญใหญ่ที่ชื่อว่า “ความกตัญญู”

 

พระพุทธเจ้าตรัสเป็นพุทธวจนะว่า “ภูมิ เว สัปปุริสานัง กตัญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูเป็นพื้นฐานของคนดี สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทวะ) ก็ได้แต่งเลียนแบบสำนวนขึ้นมาให้ไพเราะมากขึ้นและเป็นที่รู้จักกันในสังคมดีกว่าสำนวนแรกว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

 

โดยธรรมชาติคนเราล้วนเป็นหนี้บุญคุณผู้อื่นทั้งสิ้น ใครที่กล้าประกาศตนว่าได้ดีขึ้นมาเพราะอาศัยผลแห่งการต่อสู้ด้วยตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับใครเลยก็นับว่าโกหกอย่างร้ายกาจ  หรือไม่ก็เป็นคนโง่ที่เป็นวัวลืมตีน ไม่มีใครในจักรวาลนี้สามารถเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่มีความเกี่ยวข้องหรือข้องแวะกับใครเลย ทุกคนล้วนต้องมีผู้มีพระคุณ คนที่ปฏิเสธรากเหง้ากำพืดของตนเองปฏิเสธว่าไม่มีผู้ที่มีพระคุณไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือ ทางอ้อมจึงถือเป็นคนเลวและไม่มีทางเจริญในพระพุทธศาสนา

 

คำว่า “ผู้มีพระคุณ” นั้นไม่ได้หมายความเพียงแต่บิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงทุกสรรพสิ่งที่ยังประโยชน์ให้กับชีวิตของเราในทุกด้าน ทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ที่สอนโดยตรงหรือทางอ้อม เพื่อน คนรอบข้าง สัตว์เลี้ยงที่ให้คุณ ลูกค้า ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ หรือใครก็ได้ที่เคยให้เคยช่วยเหลือไม่ว่าเป็นเรื่องใดๆ และเราเป็นผู้รับ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสโดยสรุปในเรื่องนี้ไว้ว่า บุคคลที่หาได้ยากในโลกนี้ มีอยู่ 2 ประเภทคือ ผู้ที่มีความกตัญญูรู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และผู้ที่มีความกตเวที

 

ความกตัญญู คือ ความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น บุญคุณที่ว่านี้มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกัน แต่หมายถึงการรำลึกถึงพระคุณที่เคยให้ความอุปการะแก่เราด้วยความเคารพยิ่ง เมื่อรู้พระคุณแล้วก็ตอบแทนพระคุณท่าน มีความคิดเช่นนี้อยู่ภายในใจอย่างต่อเนื่อง และแสวงหาโอกาสทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไม่รู้ลืม

 

บุคคลเช่นนี้หาได้ยากในโลก และสัตบุรุษทั้งหลายตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสาวก และบัณฑิตชนจึงพากันสรรเสริญยกย่อง แม้เทวดาทั้งหลายก็ปกปักรักษา ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที

 

ในทางกลับกัน คนที่ไม่รู้พระคุณใครนั้นยากที่จะเจริญได้ มีคนมากมายที่ไม่มีความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณ ชีวิตที่เห็นยังดีและมีความเจริญก้าวหน้านั้นยังคงเป็นเพราะบุญเก่ายังส่งผล แต่เมื่อหมดบุญเก่าความเจริญนั้นก็ถึงเวลาหมดสิ้นไปด้วย และยิ่งกับคนที่ไม่มีบุญเก่ามากพอ ก็จะทำให้ชีวิตต่ำลงๆ ไปเรื่อยๆ

 

แรงแห่งความกตัญญู เป็นแรงดึงดูดโชคลาภ ความร่ำรวยที่สำคัญมากแรงหนึ่ง หลายคนเรียกว่า แรงแห่งการตอบแทน ดังนั้นขอให้เราทุกคนได้พิจารณาถึงสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นควรจะเป็นใครและสิ่งใดบ้าง ความกตัญญูนี้มีคุณค่าและมีพลังแห่งบุญมากมาย ยิ่งได้กระทำถูกคนถูกกาลก็จะยิ่งมีพลังมหาศาล

 

1. การกตัญญูต่อบุคคล บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือ ใครก็ตามที่มีบุญคุณควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณ เช่น บิดามารดา มีอุปการคุณแก่บุตร ธิดา ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้ละเว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก

 

บุตร ธิดา เมื่อรู้อุปการคุณที่บิดามารดาทำไว้ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยท่านทำงานของท่าน และเมื่อล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

 

พระพุทธองค์เคยตรัสว่า ลูกที่มีความกตัญญู อยากจะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้ถึงที่สุด ต่อให้นำพ่อและแม่มาประดิษฐานอยู่บนบ่าซ้ายและบ่าขวา ปรนนิบัติท่านทั้งสองอยู่บนบ่าของตนให้มีความสุขเต็มเปี่ยมในทางโลกที่ท่านพอใจ กระทั่งยอมให้ท่านอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่าของตนจนวันหนึ่งท่านทั้งสองนั้น ล่วงไปตามอายุสังขารอย่างสงบ แต่การปรนนิบัติมารดาบิดาถึงเพียงนั้น ก็นับว่า เป็นการแสดงความกตัญญูอย่างโลกๆ อย่างธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

 

ส่วนลูกคนใดก็ตาม นอกจากปรนนิบัติมารดาบิดาอย่างที่กล่าวมาข้างต้นตามปกติแล้ว ยังได้นำพ่อแม่ดำเนินเข้าสู่เส้นทางธรรม ด้วยการนำท่านให้สมาทานประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา จนพ่อแม่มีธรรมกำกับชีวิต ลูกคนไหนทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู ลูกคนใดทำได้ชาตินี้มีแต่ความเจริญ

 

ความอกตัญญู ไม่รู้คุณคนนั้นนั้นเป็นเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่ง ที่จะคอยฉุดรั้งคนไว้ไม่ให้เดินหน้าไปสู่ความเจริญได้ ไปไหนก็ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย และยิ่งกับคนที่แม้แต่ตอบแทนท่านยังไม่ทำซ้ำยังเนรคุณพ่อแม่ ผู้มีพระคุณนั้น ชาตินี้ไม่มีวันเจริญขึ้นมาได้

 

การแสดงความกตัญญูทั้งกาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ควรลงมือตอบแทนพระคุณท่านให้สมกับที่ท่านเคยมีพระคุณต่อเรา  คิดดี  พูดดี  ทำดี  แล้วมันก็จะต้องได้อย่างเดียว  คือได้ดีนั่นเองคือได้ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

 

การแสดงความกตัญญูที่ดีที่สุดก็ต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวคือพ่อแม่ พยายามเลี้ยงดูท่านให้ดีที่สุด ทำกับข้าวให้ท่านกิน เลี้ยงดูท่าน ช่วยเหลืองานของท่านเท่าที่ทำได้ อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุขก็รีบทำเสีย ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ และการทำบุญกับพ่อแม่นั้น เหนือกว่าการใช้เงินสร้างโบสถ์ สร้างวิหารร้อยหลังพันหลังเสียอีก

 

ครูบาอาจารย์ มีอุปการคุณแก่ศิษย์ เป็นบุคคลที่เราควรให้ความกตัญญู ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดีสอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบัง ยกย่องให้ปรากฏแก่คนอื่นและช่วยคุ้มครองศิษย์ทั้งหลาย ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติและให้ความเคารพไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู ไม่ดูหมิ่นท่าน

 

ท่านผู้ให้ความช่วยเหลือยามทั้งที่เรามีความสุขหรือทุกข์ยาก คนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ในฐานะที่เขาได้เมตตาสงเคราะห์ให้เรานั้นผ่านความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดทั้งเงินทอง การช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จึงควรที่จะตอบแทนช่วยเหลือท่านเมื่อมีโอกาสไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่แม้เพียงเรื่องเล็กก็ต้องรีบขวนขวายตอบแทนตามกำลังที่เรามี

 

  1. กตัญญูต่อสัตว์

สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนต่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบุญคุณต่อเราทั้งสิ้น แม้แต่สัตว์ที่เราคิดว่าเป็นโทษ แท้ที่จริงแล้วสัตว์เหล่านั้นก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างและสร้างคุณให้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ครูบาอาจารย์อย่างท่านมหาวีรพล วิโรจโน ซึ่งเป็นพระนักวิปัสสนาแห่งสำนักมหาจุฬาอาศรม ตำบลดงพญาเย็น จ.นครราชสีมา เป็นตัวอย่างที่ดีซึ่งจะนำมากล่าวเล่าไว้ ณ ที่นี้

 

ครั้งหนึ่งท่านได้ขึ้นเขาไปภาวนาคนเดียว มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งตามท่านมาจากเชิงเขา ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมกลับ และเจ้าสุนัขตัวนี้มีกลิ่นติดกายที่เหม็นคละคลุ้งมาก เมื่อวิ่งเข้ามาใกล้ต้องเอามือปิดจมูกไว้ตลอดเวลา ท่านก็คิดว่าหากต้องนั่งภาวนาทั้งคืนโดยมีกลิ่นเหม็นตลอดอย่างนี้ คงภาวนาไม่ได้ ก็เพียรไล่สุนัขไปหลายครั้ง

 

แต่พอไล่ไปสักพัก สุนัขเจ้ากรรมตัวนี้ก็วิ่งมาหาอีกจนท่านต้องปล่อยวางว่า อยากมาก็มา อยากอยู่ก็อยู่เลือกที่อยู่เอาตามอัธยาศัย พอพลบค่ำแล้วท่านก็เข้ากุฏิเจริญภาวนาอยู่เงียบๆ เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ส่งกลิ่นมาแตะจมูกของท่านเป็นระยะๆ แม้จะรู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงใดก็จำต้องทนรับไว้

 

พอตกดึก จิตก็รวมลงเป็นสมาธิได้สักพัก ก็มีปรากฏการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น ท่านได้ยินเสียงที่ดังราวกับเสียงไม้ไร่ไม้พงเหมือนจะหักจะโค่นลงมาเป็นระยะ มีเสียงพายุใหญ่พัดเข้ามามากมายรุนแรงน่ากลัวยิ่งนัก แม้ท่านจะเป็นพระกรรมฐานแต่ตบะเดชะก็ใช่ว่าจะแก่กล้ามากมายที่จะสามารถวางเฉยอย่างสงบได้

 

ท่านเกิดความกลัวมาก ความกลัวแล่นเข้าไปตามทุกอณูขุมขนของร่างกาย แม้จะกำหนดภาวนาให้สงบอย่างไรก็เป็นการยากที่จะระงับความกลัวนั้นให้อยู่หมัด ก็มีกลิ่นเหม็นตุที่คุ้นเคยมาได้สักพักมาแตะจมูกท่านอย่างจัง เพียงแค่สัมผัสกลิ่นหมาเน่าท่านก็รู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป ในใต้ถุนยังมีหมาเน่าตัวหนึ่งเป็นเพื่อน ท่านจึงใช้จิตสอนตนเองว่า ถ้าผีมาอย่างไรหมาก็ต้องเห็นผีก่อน หอนส่งก่อนด้วย ความกลัวทั้งหลายจึงบรรเทาเบาบางลงไป

 

คราวนี้แม้กลิ่นจะสะอิดสะเอียนแค่ไหนคราวนี้ก็รู้สึกว่าไม่มีความไม่ชอบใจหลงเหลืออยู่ ไม่คิดจะลงไปไล่เจ้าหมาตัวนั้นอีกแล้ว ราวกับว่าหมาตัวนี้ติดตามมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ พอรุ่งสางท่านก็ลงมาจากกุฏิ มองสุนัขตนนั้นด้วยความเมตตาและกล่าวขอบใจว่า เมื่อคืนถ้าไม่ได้กลิ่นเน่าๆ ที่มาจากตัวเจ้าคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ อาจไม่รอดมาจนถึงรุ่งเช้าก็เป็นได้

 

สัตว์ทุกชนิดจึงถือว่ามีบุญคุณ อาหารที่เรารับประทานก็มีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่ เราจึงถือว่าสัตว์เหล่านั้นได้เสียสละเลือดเนื้อมาเป็นอาหารให้เราได้ดำรงชีพอยู่ได้ หมูเห็ดเป็ดไก่ทุกชนิดจึงนับเป็นสัตว์ที่มีคุณต่อเรายิ่งนัก ควรสำนึกในคุณของมัน

 

สัตว์ชนิดอื่นๆ ก็มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา เช่นช้าง ม้า ในอดีตสัตว์เหล่านี้เป็นพาหนะหลักๆ ที่ทำให้มนุษย์เดินทางได้สะดวกกว่าการเดินเท้า จึงควรกตัญญูไม่เห็นว่าชีวิตของพวกมันไร้ค่า หากพบเห็นช้างม้าเร่ร่อน หากหาทางช่วยเหลือได้ก็ควรทำ

 

วัว ควาย นับเป็นสัตว์ที่ทั้งทำงานและให้เนื้อแก่เรา สัตว์เหล่านี้มีคุณค่ายิ่ง หากมีไว้ในครอบครองก็ควรที่จะดูแลเอาใจใส่ให้ดี ไม่ให้ลำบากมากนัก เพราะสัตว์เหล่านี้ต้องเหนื่อยยากลำบากทำงานให้เราอยู่แล้ว จึงควรเลี้ยงดูให้อิ่มเช่นเดียวกับคนในปกครอง หรือแม้แต่สุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้าน ก็เป็นสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของสูง และกตัญญูรู้คุณ เราผู้เป็นเจ้าของก็ควรรู้คุณสัตว์ เลี้ยงดูเขาให้ดีบุญกุศลก็เกิดขึ้นได้

 

3.กตัญญูต่อสิ่งของ

สิ่งของทุกอย่างล้วนมีคุณต่อเราเสมอ เช่น หนังสือที่ให้ความรู้แก่เรา อุปกรณ์ทำมาหากินต่างๆ เราไม่ควรทิ้งคว้าง หรือทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า คนรวยหลายคนนั้นไม่เคยลืมคุณของสิ่งของที่ช่วยสร้างเนื้อสร้างตัว ทั้งหม้อไห หาบ รถจักรยานเก่าๆ เหล่านี้เขาเก็บไว้เพื่อระลึกถึงความยากลำบากในหนหลัง เพื่อใช้เตือนสติตน และรู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งของเหล่านี้ที่ทำให้เขาโชคดีขึ้นมาได้

 

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งท่านย้ำไว้นักหนาว่า รูปพ่อแม่ รูปพระมหากษัตริย์ ครูบาอาจารย์ หนังสือสวดมนต์อย่าวางไว้ที่ต่ำ เพราะจะเป็นการไม่ดีสำหรับตนเองควรวางไว้ในที่เหมาะสม

 

คนเรานั้นจะถือว่าเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่ดีนั้น ตัดสินกันได้ที่ความกตัญญู ใครขาดกตัญญูหรือคนเนรคุณนั้นไม่เรียกว่าเป็นคนดี เป็นคนชั่ว ไม่ควรคบ โบราณท่านว่า คนเนรคุณเป็นคน “ทำมาหากินไม่ขึ้น ไม่เจริญ” ซึ่งเป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง

 

โดยเฉพาะคนที่ทำเรื่องร้ายๆ ทำร้าย ทำลายจิตใจพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เสียใจถึงขั้นร้องไห้น้ำตาไหลนองหน้านั้น ชาตินี้ไม่มีวันเจริญหากไม่ขออโหสิกรรมและกลับตัวใหม่ และจะได้รับกรรมอันนี้สนองในชาตินี้เป็นส่วนมาก กล่าวคือลูกของเรา ก็จะทำต่อเราเช่นนี้เหมือนกัน

 

ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ ในเรื่องของ โลกรอดเพราะกตัญญูว่า “คนทุกคนในโลกนี้ มีชีวิตอยู่ได้ และมีความสะดวกสบายอยู่ได้ เพราะอาศัยความรู้สติปัญญา ความสามารถของผู้อื่น อันมีจำนวนมากนับไม่ไหว หากไร้ปัจจัยอันสำคัญนี้แล้ว เขาจะต้องตาย ตั้งแต่ออกจากท้องมารดาใหม่ๆ เพราะไม่มียาจะกิน ไม่มีผ้าจะห่ม ไม่มีหลังคาจะอาศัย

 

คนที่มีความกตัญญูถึงที่สุด ก็คือคนที่ยอมรับว่า แม้แต่สัตว์พาหนะ เช่น วัวควาย ก็เป็นสิ่งที่มีบุญคุณละเอียดยิ่งไปกว่านั้น ย่อมรู้จักบุญคุณของป่าไม้ ทุ่งนา ห้วยหนอง คลอง ลำธาร ถนนหนทางและสิ่งสาธารณะอื่นๆ กระทั่งดอกไม้ และผีเสื้อละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ย่อมรู้จักบุญคุณของศัตรูและคู่ปรับว่าให้บทเรียนชีวิตแก่เราเพียงใด

 

ตลอดจนรู้ถึงสิ่งอันเป็นอุปสรรคต่างๆชนิด ศัตรู ทำให้เราประกอบด้วยคุณธรรมอันสูงยิ่งขึ้นด้วยความอดกลั้น อดทน เสียสละ อุปสรรค ทำให้เรามีปัญญาเข้าใจโลกถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าหัวใจของคนทุกคนในโลกนี้ เต็มไปด้วยความกตัญญูกตเวทีจริงๆแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่สวยงาม น่าอยู่ ปลอดภัย

 

ความกตัญญูและ จิตที่มีการแสดงออกถึงความกตัญญูก็จะนำพาให้ชีวิตคนๆ หนึ่งได้สร้างบุญและประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมาก ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งผู้มีชื่อเสียงของเมืองไทย ได้กล่าวไว้อย่างน่าคิดเรื่องความกตัญญูจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขและบุญกุศลได้มากมายว่า

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อชาติ ไม่มีทางเลยที่คุณจะฉ้อราษฎร์บังหลวง”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อศาสนา ไม่มีทางเลยที่คุณจะเป็นคนเลว”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ไม่มีทางเลยที่คุณจะจาบจ้วงล่วงเกิน”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อบิดามารดา ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำให้ท่านน้ำตาตก”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ไม่มีทางเลยที่คุณจะไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อตนเอง ไม่มีทางเลยที่คุณจะตกเป็นทาสยาเสพติด”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อเวลา ไม่มีทางเลยที่คุณจะหายใจทิ้งไปเพียงวัน ๆ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่ออาหาร ไม่มีทางเลยที่คุณจะกินทิ้งกินขว้าง”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อความรู้ ไม่มีทางเลยที่คุณจะนำความรู้ไปทำความเลว”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อความรัก ไม่มีทางเลยที่คุณจะนอกใจคู่รักของตน”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อความนับถือ ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำตนเป็นคนสองหน้า”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อความซื่อสัตย์ ไม่มีทางเลยที่คุณจะทุจริตประพฤติมิชอบ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อครอบครัว ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำให้ครอบครัวแตกแยก”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีทางเลยที่คุณจะตัดไม้ทำลายป่า”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนดิน ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยสารพิษลงสู่แผ่นดิน”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนน้ำ ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยของเสียลงแม่น้ำ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนฟ้า ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยมลพิษขึ้นสู่นภากาศ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อโลก ไม่มีทางเลยที่คุณจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อมนุษยชาติ ไม่มีทางเลยที่คุณจะก่อสงครามทุกรูปแบบ”

 

“ถ้าคุณกตัญญูต่อชีวิต ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยให้ชีวิตให้ไม่ได้ลิ้มซึ่งอมตะธรรม”

 

จิตที่กตัญญูก็จะน้อมนำไปสู่การแสดงออกซึ่งความกตัญญูอันหมายถึงสิ่งที่ดีงามทั้งหมดซึ่งไม่ต้องใช้เงินทองเลยแม้แต่บาทเดียว

 

จากหนังสือเรื่อง สร้างบุญบารมีอานิสงส์สูง ไม่เสียเงินแม้แต่สลึกเดียว โดย จิตตวชิระ

 

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »